WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 8, 2010

ศอฉ.ห้ามเข้าใกล้ทำเนียบ ห้ามใช้ถนนรอบทำเนียบตั้งแต่ 2 ทุ่มวันนี้

ที่มา ประชาไท


ศอฉ.โผล่ทีวีอีกครั้ง หลังหายไปนาน ใช้เพลงของ "เคนนี จี" ก่อนเข้ารายการเช่นเคย พร้อมแถลงห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ยานพาหนะใกล้ทำเนียบ ห้ามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น เข้าใกล้ทำเนียบ ลั่นฝ่าฝืนปรับสี่หมื่น คุกสองปี

เมื่อเวลา 20.15 น. ของวันนี้ (6 ส.ค.) ศูนย์อำนาจการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ โดยมีการอ่านแถลงการณ์ 2 ฉบับ ฉบับแรกห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ฉบับต่อมาห้ามใช้อาคาร หรือ เข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใด ๆ ทั้งนี้นับเป็นการแถลงทางโทรทัศน์ครั้งแรก นับตั้งแต่หลังการสลายการชุมนุมช่วงเดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา

ทั้งนี้ การแถลงของ ศอฉ. วันนี้ ถือเป็นการแถลงก่อนที่จะมีการนัดชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) ส่วนรูปแบบการแถลงทางโทรทัศน์นั้น ศอฉ. ยังคงใช้ไตเติลก่อนเข้ารายการแบบเดียวกับที่ใช้ในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 และเปิดเพลงบรรเลงก่อนเข้ารายการเพลงเดิม คือเพลง Silhouette ของเคนนี จี

สำหรับแถลงการณ์ของ ศอฉ. มีรายละเอียดดังนี้

000

ประกาศ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
เรื่อง ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการ จ.ปทุมธานี จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.อุบลราชธานี และ จ.นครราชสีมา แล้วนั้น เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติได้โดยเร็ว และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องควบคุม การใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ อาศัยอำนาจตามข้อ 3 แห่งข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงออกประกาศกำหนดดังนี้

ข้อ 1. ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะใด ๆ เข้าหรือออกในเส้นทางที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในเส้นทางต่อไปนี้

ก.ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่ สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ถึงแยกสวนมิสกวัน
ข.ถนนราชดำเนินนอก คู่ขนานด้านใน ตั้งแต่ แยกสวมิสกวัน ถึงแยกสะพานมัฆวานรังสรรค์
ค.ถนนลูกหลวง ตั้งแต่ แยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถึงแยกเทวกรรมรังรักษ์
ง.ถนนนครปฐม ตั้งแต่ แยกเทวกรรมรังรักษ์ ถึง สะพานชมัยมรุเชษฐ์

ข้อ 2. ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามตามประกาศนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

ข้อ 3.ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตร หรือเทียบเท่าเป็นผู้ดำเนินการตามประกาศนี้

ข้อ 4.ประกาศกำหนดนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2553 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

ประกาศวันที่ 6 สิงหาคม 2553
(ลงชื่อ) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

000

ประกาศ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
เรื่อง ห้ามใช้อาคาร หรือ เข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใดๆ หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดๆ

ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.สมุทรปราการ จ.ปทุมธานี จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.อุบลราชธานี และ จ.นครราชสีมา แล้วนั้น

เนื่องจากมีความจำเป็นต้องกำหนดการห้ามใช้อาคาร หรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติได้โดยเร็ว และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น อาศัยอำนาจตามข้อ 4 แห่งข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ค.2548 ห้วหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงออกประกาศกำหนดดังนี้

ข้อ 1.ห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ที่มีพฤติการณ์ในการปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น สร้างสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความรุนแรง หรือ เป็นอันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของรัฐ หรือกระทำการอื่นใดอันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือทำลายหรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ ใช้อาคารหรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ หรือห้ามเข้าไปในบริเวณพื้นที่โดยรอบ และอาคารทำเนียบรัฐบาล เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ข้อ 2.ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามตามประกาศนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

ข้อ 3.ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตร หรือเทียบเท่าเป็นผู้ดำเนินการตามประกาศนี้

ข้อ 4.ประกาศกำหนดนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศวันที่ 6 สิงหาคม 2553
(ลงชื่อ) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทนายแดงขอสอบพยาน คดีก่อการร้าย เพิ่มอีก250ปาก

ที่มา ไทยรัฐ

นายสมหมาย กู้ทรัพย์

ทนาย นปช. ร้องอัยการ ขอสอบพยานคดีฐานร่วมกันก่อการร้ายเพิ่มอีก 250 ปาก ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ปัดไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลา...

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 2 ก.ค. นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความ นปช. พร้อมทีมทนายความ เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เพื่อมอบให้นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุดพิจารณาประกอบการสั่งคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำและแนวร่วม นปช.รวม 25 คน ฐานร่วมกันก่อการร้าย โดยทีมทนายความได้ร้องขอให้อัยการสอบสวนพยานเพิ่มเติมรวม 250 ปาก ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย พร้อมหนังสือ "ความจริงวันนั้น" และ "ไขปริศนาใครฆ่าประชาชน" ให้อัยการพิจารณาด้วย

นายรุจ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 กล่าวว่า รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไว้พิจารณา ส่วนอัยการจะสั่งสอบสวนพยานเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ขณะนี้สำนวนที่ดีเอสไอ ส่งมานั้น คณะทำงานอัยการคดีพิเศษได้พิจารณาไปบ้างแล้ว ส่วนจะมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์ผู้ต้องหาเป็นรายบุคคล ทั้งนี้ สำนวนดังกล่าวมีการกล่าวหาผู้ต้องหาในข้อหาอื่นด้วย โดยอัยการจะดำเนินการพิจารณาสำนวนให้เร็วที่สุด พยายามให้ทันตามกำหนดระยะเวลาฝากขัง คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ส.ค.นี้

ด้านนายสมหมาย ทนายความ กล่าวว่า หนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่ยื่นต่ออัยการ ขอให้สอบพยานที่เป็นนักวิชาการ ผู้ชุมนุมที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งญาติผู้ที่เสียชีวิต รวมทั้งประเด็นข้อกฎหมายที่สู้ว่าการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากอัยการจะสอบสวนเพิ่มเติม ทีมทนายความพร้อมที่จะติดตามพยานให้ เนื่องจากแต่ละคนมีถิ่นที่อยู่ในต่างจังหวัด ส่วนจะสอบพยานปากใดบ้างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัยการ หากอัยการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติม และยื่นฟ้องต่อศาลทีมทนายความ จะนำพยานกลุ่มดังกล่าวเบิกความในชั้นศาลต่อไป เพราะพยานกลุ่มนี้จะเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาทั้งหมด ทั้งนี้การร้องขอให้สอบพยานรวม 250 ปาก ไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาแต่อย่างใด.

อาการเสือลำบาก!

ที่มา ไทยรัฐ

ข่าวล่ามาไว บัญชีโยกย้ายขุนทหารประจำปี 2554 ถึงมือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อย

ไม่มีรายการเซอร์ไพรส์ให้ตื่นเต้น

โดยเฉพาะโฟกัสไปที่จ่าฝูงกองทัพบก ก็นอนมานิ่งๆตามโพย "บิ๊กตู่" พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝ่าอาถรรพณ์รอง ผบ.ทบ.ที่จะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

ต่อท่ออำนาจ "บูรพาพยัคฆ์"

จะมีกั๊กกันเองก็ในคิวของ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาค 1 น้องรักที่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่จะกลายเป็นอดีตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พยายามดันสุดกำลัง แต่จำต้องหลบทางให้ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ.ขึ้นแท่นเสนาธิการทหารบก ตามแรงส่งของ "บิ๊กตู่" ที่ต้องการเพื่อนร่วมรุ่นมาเป็นคู่หู

รวมไปถึงการจัดวางตำแหน่งแม่ทัพภาคต่างๆก็ล้วนแต่อยู่ในบัญชีที่ "บิ๊กตู่" ใช้กำลังภายใน "ล็อกสเปก" ดันเพื่อนร่วมรุ่นไปคุมกำลังหัวเมือง

เรื่องของเรื่อง ไฟต์บังคับ

"บิ๊กตู่" ต้องสยายปีก ล็อกฐานกำลังเพื่อเป็นหลักประกันความชัวร์บนอำนาจจ่าฝูงกองทัพบก ที่มีภารกิจเดิมพันในการเผชิญหน้ากับกองทัพเสื้อแดงที่มีแรงแค้นฝังหุ่นจากยุทธการ "แลกเลือด" ที่ผ่านมา
โดนขึ้นป้ายโจทก์เบอร์ต้นๆ ต้องเจอแรงเสียดทานหนักแน่

แต่ก่อนอื่นเลย "ประยุทธ์" จ่อขึ้นแท่นจ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่ ตามโพยของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย เดินแต้มบล็อกเครือข่ายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ภารกิจสำคัญลุล่วงตามเป้าหมาย

ตามคิวแล้วความจำเป็นก็ลดน้อยถอยลงไป สำหรับยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่อาศัยตั๋วตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ ในการให้พี่เลี้ยงลากถูลู่ถูกังเกมอำนาจ

ไม่ต้องออกแรงหิ้วกระเตงกันอีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่กระแสเริ่มหด หมด "ตัวช่วย" ตามสัญญาณที่จับทางได้จากคิวเดินสายล่องใต้ไปปักหลักสัมมนาพรรคที่จังหวัดภูเก็ต

ทางหนึ่งก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่สะท้อนอาการหวั่นใจ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ "เด้งแรก" กรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ที่น่าจะรู้ผลพลิกคว่ำพลิกหงายในช่วงปลายปี

พูดเป็นนัย จุดพลิกผันประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในจังหวะวัดใจ ถึงขนาดที่เซียนอ่านทาง นายกฯอภิสิทธิ์จะชิงยุบสภาก่อนเพื่อใช้ชื่อ "ประชาธิปัตย์" ในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือจะปล่อยให้เกมไหลไปจนโดนตัดสินยุบพรรค

ประชาธิปัตย์ตกอยู่ในห้วงสถานการณ์หนักหนาสากรรจ์

ไม่อย่างนั้น คงไม่มองเห็นความสำคัญของเพื่อน

ตามคิวที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แหลงใต้ เปิดอกเป็นการภายในกับลูกทีม

บอกให้หยุดด่าเพื่อนตามสไตล์ถนัด ให้หัดพูดจาดีๆ ชักชวนเพื่อนให้เดินไปด้วยกันดีๆ จากที่ติดวิธีการแบบ "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรค

ลงทุน "ตบปาก" กันเอง

ในจังหวะที่นักข่าวถามดักทางกันตรงๆ อยู่ๆเล่นมุกนี้ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาขบเหลี่ยมกับพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ ซึ่งนายสุเทพก็ตอบแบบอ้อมแอ้มๆ ในสถานการณ์อย่างนี้เราต้องเดินหน้าสร้างมิตรให้มากๆ
สรุปว่า "ง้อเพื่อน" นั่นแหละ

จากที่มองข้ามหัวพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อสถานการณ์ไหลมาถึงจุดที่ตัวเองลำบาก ไหนจะติดบ่วงคดียุบพรรค ไหนจะหมด "ตัวช่วย"

ไม่มีเงื่อนไขได้ตั๋วต่อเวลาจากฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ประชาธิปัตย์ต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเอง

ปัจจัยที่จะอยู่รอดได้ ก็เหลือแค่เสียงพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น

ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า เพื่อนเข็ดกันหมดหรือยัง กับลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์ "คบยาก"

จะเชื่อใจ "เสือลำบาก" ได้แค่ไหน.


ทีมข่าวการเมือง

วิพากษ์การเมือง

ที่มา ไทยรัฐ


โดย หมัดเหล็ก

ก่อนทิ้งท้ายตรงที่ว่า ระหว่างยุบสภาหรือลาออก ประชา–ธิปัตย์จะเลือกเป็นแนวทางในการแก้ทางตันทางการเมืองหรือมั่นใจว่า จะไม่ถูกยุบพรรค หรือเอาไว้ไปตายดาบหน้า เป็นไปได้ทั้งนั้น การเมืองไทยกลมยิ่งกว่าฟุตบอลโลก ขนาดเห็นคำตอบกันชัวร์ๆยังบิดไปจนได้

แต่ถ้าจะมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ หลังงบประมาณผ่านสภา 18–19 ส.ค.นี้ไปแล้ว เกิดมีการสร้างสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้น แรงกว่าเดือน พ.ค. จะฝ่ายใดสร้างสถานการณ์ขึ้นมาก็ตามทีเถอะ ไม่พ้นที่กองทัพจะเข้ามาจัดการ วิธีเดิมๆคือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หรือวิธีการยึดอำนาจทางอ้อมทุบโต๊ะให้รัฐบาลลาออกไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ แต่แก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้คนนอกสามารถเข้ามาเป็นนายกฯได้

เป็นบันไดไปสู่รัฐบาลแห่งชาติ

จัดระเบียบการเมืองกันใหม่ ก็มีคำถามว่า แล้วบรรดาเสื้อแดงเสื้อเหลืองจะยอมหรือไม่ ในวินาทีนี้ อะไรก็ตามที่สามารถจะเข้ามาสกัดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองได้ ทุกฝ่ายต้องรีบพยักหน้า เพราะต่างฝ่ายต่างก็หมดแรงข้าวต้ม อีกทั้งสถานการณ์ก็ยังไม่อำนวยที่จะก่อความรุนแรง

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลแห่งชาติ จะสามารถสร้างศรัทธาให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้แค่ไหน อาจจะมีเสียงที่ไม่พอใจบ้างแต่เป็นเรื่องธรรมดา นอกจากนี้ ฝ่ายค้านเองก็ไม่อยากขับเคลื่อนการเมืองนอกสภาในยามที่กำลังน้ำขึ้น สู้กันในสนามเลือกตั้งมีโอกาส ชนะกว่าเยอะ

น้ำหนักของวิกฤติในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายค้าน แต่อยู่ที่รัฐบาล ต่างหาก ต้องเจอกับปัญหาสารพัด ทั้งเรื่องของการทุจริตคอรัปชัน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในระดับสูงที่ยังไม่ลงตัว โดยเฉพาะตำแหน่ง ผบ.ตร. ปัญหาชายแดนภาคใต้ ปัญหาชายแดนกัมพูชา เศรษฐกิจปากท้องประชาชน

สอบกี่ทีก็ไม่ผ่าน

หมากเกมนี้ประชาธิปัตย์จึงต้องหาทางออกให้ดีที่สุดและเร็วที่สุด ก่อนที่จะปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นถูกตีเละเทะ โดยเฉพาะ เหตุการณ์การสลายการชุมนุม ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 90 ราย หายไปอีกหลายร้อยคน บาดเจ็บอีกนับพันคน

เจอแค่ประเด็นเดียวก็หัวคะมำ

บนทางสามแพร่ง รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเลือกทางไหน ระหว่างลาออก ยุบสภา หรือไปตายเอาดาบหน้า ยกเว้นแต่จะได้ตัว ช่วยพิเศษ ซึ่งก็แน่นอนว่า วิกฤติบ้านเมืองก็จะอยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์อีกรอบอย่างไม่รู้จบ ถามจริงๆเถอะ สมมุติถ้ามีคำวินิจฉัยว่าประชาธิปัตย์ รอดทุกประตู อะไรจะเกิดขึ้นกับการเมืองไทย

คงไม่ต้องสาธยายอะไรให้เมื่อยตุ้ม จับตาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3 แพร่ง 3 ระยะ ปลายเดือน ส.ค. ปลายเดือน ก.ย. และปลายเดือน ต.ค.

พ.ย.มีคำตอบแน่นอน.

การ์ตูน เซีย

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

พท.อัดรัฐบาลแจกวีซีดีสู้แดงขวางปรองดอง

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2853 ประจำวัน จันทร์ ที่ 2 สิงหาคม 2010
โดย -

โฆษกเพื่อไทยอัดยับพรรคประชาธิปัตย์ให้ ส.ส. ระดมแจกจ่ายวีซีดีสู้แดง สวนทางนโยบายสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกดหัวฝ่ายค้าน เพราะหากแจกบ้างจะมีความผิด สั่งทีมกฎหมายตรวจสอบเนื้อหาพบบิดเบือนใส่ร้ายฟ้องทันที “มาร์ค” ฟุ้งผังใหม่ช่อง 11 ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นจุดประกายสร้างความปรองดอง ยันระเบิดเอ็ม 79 ที่พบในทำเนียบเป็นของเก่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย “สุเทพ” ให้เพิ่มเฝ้าระวังพื้นที่สาธารณะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผังรายการใหม่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่เปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างมีโอกาสแสดงความเห็นต่อสาธารณะชนว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรองดอง สื่อต้องพยายามเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลในความเห็นที่แตกต่างกัน

“หวังว่าจะเป็นแนวทางให้สื่ออื่นของรัฐบาลไปปรับใช้เพื่อให้คน 2 ฝ่ายมีพื้นที่พูดคุยกัน รูปแบบของรายการจะเสนอเนื้อหาหลากหลายที่อยู่ในความสนใจ เชิญคนที่มีความเห็นหลากหลายมาร่วมกันแสดงความเห็น ซึ่งระยะหลังเราขาดพื้นที่ตรงนี้ไป เป็นการเอาเหตุผลมาพูดกันให้ประชาชนรับรู้ในทุกแง่ทุกมุม ดีกว่าไปติดอยู่กับความคิดมุมเดียวและนำไปสู่ความขัดแย้งบนท้องถนน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการพบระเบิดเอ็ม 79 ในทำเนียบรัฐบาลว่า คิดว่าเป็นของเก่าที่ยิงเข้ามาตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ลูกหนึ่งตกบนหลังคา อีกลูกตกไปในน้ำ เมื่อไปทำความสะอาดท่อระบายน้ำเลยเจอ

“ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเพราะเป็นของเก่า ส่วนการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ทำกันปรกติ ไม่ต้องเพิ่มมาตการอะไร” นายอภิสิทธิ์กล่าวพร้อมยืนยันว่า ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์อย่างที่มีการกล่าวหา ส่วนการเกิดเหตุระเบิดที่จังหวัดชลบุรีหลังยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นจะไม่กระทบต่อการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะลงนามไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา สำหรับการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มเติมกำลังพิจารณา หากจังหวัดไหนมีความเรียบร้อยจะยกเลิก ซึ่งจังหวัดที่ยกเลิกไปแล้วบางพื้นที่ยังมีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอยู่ แต่เจ้าหน้าที่รายงานมาว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวมีแนวทางชัดเจนว่ายึดสันติวิธีเราก็ยกเลิก การเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเรื่องปรกติ เพราะเป็นสิทธิ ส่วนจังหวัดที่ยังไม่ยกเลิกเพราะยังคงมีการใช้ความรุนแรงอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการยื่นประกันแกนนำคนเสื้อแดงออกจากเรือนจำเรื่อยๆ หลังนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ได้รับการประกันตัว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของศาล ซึ่งท่านจะพิจารณาไปตามความเหมาะสม ส่วนกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปเป็นพยานในชั้นศาลให้กับนายวีระนั้นเป็นไปตามหมายศาล ศาลมีหมายมาก็ต้องไป แต่ทั้งหมดเป็นดุลยพินิจของศาล

เมื่อถามว่าคำให้การของนายกอร์ปศักดิ์ขัดกับแนวทางของรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะข้อหาก่อการร้ายที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนส่งอัยการไปแล้ว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการของศาลเราต้องเคารพ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในทำเนียบรัฐบาล เพราะที่วางเอาไว้ใช้ได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่การทำงานต้องเข้มงวด ไม่หย่อนยาน แต่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือที่สาธารณะต่างๆ

“ที่ทำอยู่ตอนนี้คือการร่วมกันประเมินสถานการณ์ว่ากลุ่มไหนมีศักยภาพในการก่อเหตุร้ายและสถานที่เป้าหมาย และหากเกิดเหตุขึ้นต้องติดตามจับกุมตัวมาลงโทษให้ได้ ส่วนพื้นที่เกิดเหตุที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้วชัดเจนว่าจะไม่นำ พ.ร.ก. กลับมาใช้อีก ขณะเดียวกันจะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ที่เหลือให้เร็วที่สุดด้วย” นายสุเทพกล่าว

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์แจกวีซีดีบันทึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมแข่งกับพรรคเพื่อไทยว่า จะตรวจสอบเนื้อหาว่ามีการบิดเบือนเพื่อให้ร้ายพรรคหรือไม่

“ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์แจกกันอย่างโจ๋งครึ่ม ขณะที่พรรคเพื่อไทยทำไม่ได้เพราะจะถูกกล่าวหาว่าผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจของรัฐบาลที่เอื้อให้พวกตัวเองได้เปรียบเหนือฝ่ายค้านที่เป็นคู่แข่งทางการเมือง ขณะนี้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังสอบวีซีดีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ ส.ส. ทุกคนนำไปแจกประชาชนว่ามีข้อหาบิดเบือนหรือไม่ ถ้ามีจะดำเนินคดีทางกฎหมาย ที่สำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศเรื่องสร้างความปรองดองสมานฉันท์ แต่การแจกวีซีดีสู้แดงเป็นการกระทำตรงกันข้ามกับความสมานฉันท์กับที่รัฐบาลเรียกร้อง นี่คือสไตล์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปากว่าตาขยิบ ทำอะไรก็ได้เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการสลายการชุมนุม” นายพร้อมพงศ์กล่าว

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า รัฐบาลทำงานอย่างล่าช้าในการสะสางให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงจากการสลายการชุมนุมปรากฏออกมา โดยเฉพาะการเสียชีวิตของสื่อต่างชาติ ถือเป็นการประจานผลงานของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องน่าอับอายไปทั่วโลก ความล่าช้าทำให้มีข้อสงสัยว่าตั้งใจดองคดีหรือไม่ จึงขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้สั่งการทำสำนวนชันสูตรตามกฎหมาย ป.วิอาญา150 เรื่องการเสียชีวิตทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติ ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่านายกรัฐมนตรีปกปิดความผิดของพวกพ้อง

“โดยเร็ว”ไม่ใช่“ทันที”...“ศีลห้า”จึงเป็นแค่ ศีล ฮ่าๆๆ

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 6 ฉบับที่ 270 ประจำวัน จันทร์ ที่ 2 สิงหาคม 2010
โดย ทีมข่าวรายวัน

สังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่ไม่รู้ว่าอะไรสีดำ อะไรสีเทา หรืออะไรสีขาว
จริงๆแล้วสังคมไทยรู้ดีเสียยิ่งกว่าอะไร แต่กลับยอมปิดตา ปล่อยให้สังคมไปตามยถากรรม ไม่กล้าสู้และยอมรับความจริง

“ปัจจุบันการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงมีความหลากหลายมาก แต่กฎหมายทุกฉบับจะพยายามนิยามให้ครอบคลุมกว้างๆ โดยไม่จำแนกแยกแยะ และมักใช้เครื่องมือตามกฎหมายโดยไม่มีการแยกแยะเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเกิดความเสี่ยงที่ “ภัยคุกคาม” บางชนิดจะป้องกันปราบปรามไม่ได้ ขณะที่อาจมีการใช้อำนาจตามกฎหมายในทางที่ผิด”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ความเห็นในบทความ “กฎหมายความมั่นคงกับสถานการณ์ปัจจุบัน” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550 คัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพราะหากนิยาม “ภัยคุกคามความมั่นคง” อย่างไม่แยกแยะอาจมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงอย่างแท้จริง การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้จึงควรกระทำด้วยความรอบคอบ และยึดถือหลักการที่ถูกต้องสอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ส่วนการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีตราบเท่าที่ไม่ใช้ความรุนแรง การควบคุมต้องแตกต่างจากการก่อการร้ายอย่างชัดเจน

แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์กลับเห็นดีเห็นชอบกับการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากมาย แม้แต่การจับกุมโดยไม่มีข้อกล่าวหาหรือหลักฐานใดๆ แม้แต่การฆ่าและทำร้ายประชาชนยังไม่มีความผิดจนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรม “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีผู้ถูกสังหารโหดถึง 90 ศพ บาดเจ็บและพิการเกือบ 2,000 คน

ฆ่าคนบาปหนัก

ตามหลักศาสนาพุทธนั้น การฆ่าสิ่งมีชีวิตถือเป็นบาปทั้งสิ้น โดยเฉพาะการฆ่าคนถือว่าเป็นบาปมาก อย่างที่ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวถึงการฆ่าเมื่อ 1.สัตว์นั้นมีชีวิต 2.เรารู้อยู่แล้วว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 3.มีจิตที่จะฆ่า 4.พยายามฆ่า และ 5.มีคนตายตามความพยายามนั้นถ้าครบทั้ง 5 ประการถือเป็นการฆ่าที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าคนสั่งฆ่าหรือคนลงมือฆ่าก็บาปพอๆกัน เพราะมีเจตนาประกอบทั้งคู่ บาปจากการฆ่าคนจะส่งผลทั้งทางโลกและทางธรรม เริ่มตั้งแต่ถูกติติงจากคนในสังคม ติดคุก หรือถูกประหารชีวิต ขณะที่จิตใจของผู้สั่งฆ่าและลงมือฆ่าจะหม่นหมอง เมื่อตายไปแล้วต้องชดใช้กรรมไม่หมดสิ้น

มือถือสาก ปากถือศีล

วันนี้ประชาคมโลกต่างไม่เชื่อว่าประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธและให้ความสำคัญกับเรื่องบาปบุญคุณโทษกลับเกิดเหตุการณ์โหดเหี้ยมอำมหิต รัฐบาลและกองทัพสามารถฆ่าประชาชนได้อย่างเลือดเย็น เพราะประชาชนลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตย โดยสังคมไทยส่วนใหญ่กลับนิ่งเฉยและจมปลักกับกระแสการปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลที่กล่าวหาใส่ร้ายคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้ามเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และ “ล้มสถาบัน”

โดยเฉพาะความไม่ยุติธรรมและสองมาตรฐาน การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่ทำให้มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมทั้งช่างภาพอิตาลีและญี่ปุ่น แต่ 2 เดือนที่ผ่านมานอกจากจะไม่มีความคืบหน้าในการตรวจสอบและเปิดเผยผลการชันสูตรพลิกศพแล้ว รัฐบาลยังไล่ล่าและกวาดล้างจับกุมคนเสื้อแดงไปคุมขังกว่า 400 คน ไม่ต่างกับการกวาดจับนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ในข้อหา “ภัยสังคม”

องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลหลายประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาชน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที ไม่ใช่ทยอยยกเลิก หรืออ้างสถานการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมหรือกลบเกลื่อนและบิดเบือนการสังหารโหดที่เกิดขึ้น

ประจานการสังหารโหด

ดังนั้น ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือทางการเมืองไล่ล่าและกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะยัดเยียดหรือกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือล้มสถาบันก็ไม่สามารถลบความจริงการสังหารโหด 90 ศพได้ แม้นายอภิสิทธิ์และพวกจะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุ้มครอง แต่การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความจริงตามกระบวนการยุติธรรมปรกติจะยังมีต่อไป

อย่างกรณีนายบดินทร์ วัชโรบล ผู้สื่อข่าวอิสระ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กับนายทหารรวม 13 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัสจากกรณีสั่งทหารพร้อมอาวุธเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้นายบดินทร์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บกระสุนฝังใน

หรือกรณีพี่สาวของช่างภาพอิตาลีที่เสียชีวิตจากวาทกรรม “กระชับวงล้อม” ก็ออกมาแสดงความไม่พอใจที่คดีไม่มีความคืบหน้าหรือไม่มีการเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย เช่นเดียวกับช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองสื่อมวลชนโดยชอว์น คริสพิน ตัวแทนของคณะกรรมการพิทักษ์สื่อมวลชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกมากดดันรัฐบาลไทยด้วยการแถลงข่าว โดยเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับสื่อและการเมืองในประเทศไทยตีแผ่ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

คืนความเป็นมนุษย์

แม้แต่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ยังออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “โดยเร็ว” เพราะไม่สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อการสร้างความสมานฉันท์และการปฏิรูปประเทศอีกด้วย แม้นายอภิสิทธิ์จะเล่นลิ้นใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป เพราะ คปร. ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิก “ทันที” แต่ต้องการให้ยกเลิก “โดยเร็ว” เท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ขณะที่นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ยังออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและแก้ไขแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตีตรวนผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หลังจากเห็นภาพของแกนนำคนเสื้อแดงถูกตีตรวนมาขึ้นศาล แม้รัฐบาลจะอ้างทำตามกฎของกรมราชทัณฑ์กับนักโทษอาญา แต่ประชาคมโลกถือว่าแกนนำคนเสื้อแดงและคนเสื้อแดงกว่า 400 คนที่ถูกจับกุมนั้นเป็น “นักโทษการเมือง” ไม่ใช่นักโทษคดีอาญาแต่อย่างใด

นอกจากความเห็นของ คอป. ไม่เพียงให้รัฐบาลยกเลิกการตีตรวนผู้ต้องขังเพื่อไม่ให้กระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งขัดต่อมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติ ยังถือว่าการแก้ไขดังกล่าวจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและการปรองดองทั้งคนในชาติและผู้ต้องขังทั่วไปอีกด้วย ไม่ใช่เฉพาะแกนนำคนเสื้อแดงหรือนักโทษทางการเมืองเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการเรียกความเชื่อและความศรัทธาให้กับกระบวนการยุติธรรมอีกทางหนึ่งด้วย

ไม่เว้นแม้แต่ภาคการท่องเที่ยว นายอภิชาติ สังฆอารี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ยังออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้วันนี้จะเอาเหตุการณ์วางระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ มาเป็นข้ออ้าง แต่ก็เห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่จำเป็นเลย หากเจ้าหน้าที่รัฐตั้งใจทำงานและรับผิดชอบหน้าที่ โดยดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดความมั่นใจ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการประกันภัยต่างๆที่ไม่คุ้มครองนักท่องเที่ยวอีกด้วย

สองมาตรฐาน

ไม่ใช่แค่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ต่างกับรัฐบาลเผด็จการภายใต้กองทัพ ปัญหาสองมาตรฐานยังปรากฏให้เห็นชัดเจน อย่างล่าสุดกรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำคนเสื้อเหลืองประมาณ 700 คนไปยื่นหนังสือต่อองค์การยูเนสโกในประเทศไทย เพื่อคัดค้านกัมพูชาที่ขอบริหารจัดการพื้นที่รอบประสาทพระวิหารเป็นเขตมรดกโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาททางชายแดนกับไทย ทำให้การจราจรบนถนนสุขุมวิทชะงัก รวมทั้งเส้นทางสายสำคัญที่เชื่อมต่อ

สำนักข่าว DPA (Deutsche Presse-Agentur) ของเยอรมนีรายงานว่า เป็นการชุมนุมที่ถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ เพราะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินห้ามไม่ให้มีการชุมนุมเกิน 5 คน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ได้รับคำสั่งให้จับกุม พล.ต.จำลองและคนเสื้อเหลือง ซึ่งแตกต่างกับการจับกุมคนเสื้อแดงไปแล้วกว่า 400 คน

สื่อเยอรมนียังกล่าวถึงการยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ทำให้ประเทศไทยเสียหายนับแสนล้าน แต่จนจึงขณะนี้ พล.ต.จำลองและแกนนำพันธมิตรฯยังไม่ถูกดำเนินคดีและควบคุมตัวใดๆ โดยสำนักข่าวของเยอรมนีกล่าวสรุปว่า...“เรารู้ว่ามีสองมาตรฐานในประเทศไทย”

ขณะที่นายนที ศรวารี สมาชิกเครือข่ายเฟซบุ๊ค สมาชิกเครือข่ายวันอาทิตย์สีแดงเพียงคนเดียว ยืนตะโกนที่แยกราชประสงค์ว่า “ที่นี่มีคนตาย” และให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือกรณีนักเรียน นักศึกษาเชียงราย 5 คน ซึ่งแสดงออกทางการเมืองโดยใช้ผ้าปิดปากและป้ายข้อความ “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” และเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลับถูกจับกุมและตั้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ไม่เพียงสะท้อนสองมาตรฐานแล้ว ยังถือเป็นความอัปยศอย่างยิ่งของการเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ประกาศเป็นนักการเมืองประชาธิปไตย แต่กลับใช้กฎหมายเยี่ยงเผด็จการมาบังคับ รวมทั้งกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อการร้าย

ผิดเฉพาะเสื้อแดง!

ปัญหาของสังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่านั้น เพราะสังคมไทยและคนไทยต่างเห็นและรู้ดีว่า 90 ศพที่ตายนั้นใครฆ่า จะเป็นคนมีสีหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นคนที่มีอาวุธแน่นอน ไม่ใช่ “ไอ้โม่งชุดดำ” ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น จนวันนี้ก็จับได้แค่ “ไอ้หรั่ง-สุรชัย เทวรัตน์” ที่ถูกยัดเยียดถึง 9 คดี ไม่ต่างกับซูเปอร์แมนที่วิ่งรอกก่อกวนวันหนึ่งได้ถึง 2 แห่ง

รวมทั้งการรวบตัว “ไอ้กบ-ส.ต.รชต วงค์ยอด” ที่เป็นคนขับรถ เสธ.แดง ซึ่งดีเอสไอระบุว่าเป็นคู่หู “ไอ้หรั่ง” ทั้งที่ “ไอ้กบ” ที่ตัวเองบอกว่าชื่อ “ป๊อด” ไม่เคยชื่อ “กบ” ยืนยันว่าช่วงที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงตนเองเป็นทหารอยู่ในสังกัดตลอดเวลา ไม่เคยไปร่วมชุมนุมแม้แต่ครั้งเดียว พร้อมทั้งอ้างพยานและที่อยู่ให้กับผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบอีกด้วย ซึ่งไม่รู้เรื่องจะเงียบหายไปเหมือน “ไอ้โม่ง” ที่เผากลางเมืองหรือไม่ จนถึงวันนี้ยังจับใครไม่ได้ แต่คนเสื้อแดงถูกประณามว่าเผาบ้านเผาเมืองไปเรียบร้อยแล้ว

ศอฉ. และดีเอสไอจึงต้องตอบคำถามเหล่านี้กับสังคมให้ได้เช่นกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจที่มีมากมายจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปกล่าวหาหรือจับกุมใครก็ได้ หรือจะนำมาใช้เฉพาะกับคนเสื้อแดง ขณะที่คนเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเช่นกันแต่กลับไม่จับกุม พันธมิตรฯปิดถนนสุขุมวิท ประท้วงยูเนสโกได้ไม่ผิด แถมนายอภิสิทธิ์ยังเรียนเชิญแกนนำพันธมิตรฯเปิดบ้านพิษณุโลกให้เข้าปรึกษาหารืออีกด้วย

อีกทั้งข้อหาก่อการร้ายกรณีปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯที่ตำรวจไม่กล้าดำเนินการใดๆ แม้จะเบี้ยวไม่มาตามหมายเรียก ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงถูกจับติดคุกและ เร่งคดีเพื่อดำเนินการส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว

สังคมไร้สติ!

สังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่ไม่รู้ว่าอะไรสีดำ อะไรสีเทา หรืออะไรสีขาว จริงๆแล้วสังคมไทยรู้ดีเสียยิ่งกว่าอะไร แต่กลับยอมปิดตา ปล่อยให้สังคมไปตามยถากรรม ไม่กล้าสู้และยอมรับความจริง ไม่ใช่เพราะโง่หรือไม่รู้ แต่ยอมเหยียบ ย่ำซ้ำเติม ยอมให้เกิดความอยุติธรรมเพียงเพราะเพื่อให้ได้ชัยชนะ และเพราะความโกรธเหมือนคำพระที่ว่า “โกรธเพราะความเกลียด โกรธเพราะความกลัว โกรธเพราะความเสียใจ และโกรธเพราะความอิจฉาริษยา”

ผู้นำประเทศสอนให้คนไทยรู้จักรักษาศีลห้า ในขณะที่แค่ศีลข้อแรก “ปาณาติปาตา เวรมณีฯ” ที่ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แล้ว 90 ศพที่ตายเกลื่อนนั้นคือสัตว์ที่มีชีวิตหรือไม่?

“อทินนาทานา เวรมณีฯ” ที่ให้งดเว้นการถือเอาของผู้อื่น ซึ่งใช้ไม่ได้เลยกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชันจนต้องปลดและสับเปลี่ยนรัฐมนตรี ขณะที่ “มุสาวาทา เวรมณีฯ” ที่ให้งดเว้นจากการกล่าวเท็จ มีนักการเมืองสักกี่คนที่รักษาศีลข้อนี้ได้ ส่วน “กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณีฯ” ที่ห้ามประพฤติผิดในกาม คงเป็นเรื่องน่าขำและน่าอายที่จะต้องพูดถึงรัฐมนตรีหรือระดับบิ๊กในบางพรรคที่ไม่เว้นแม้แต่เมียเพื่อน

ส่วนข้อสุดท้าย “สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณีฯ” อาจมีบางคนงดเว้นจากการเสพสุรายาเมาก็จริง แต่กลับเสพติดอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา ติดใจในรสอำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ต่างอะไรกับติดยาเสพติดจนเลิกไม่ได้

ความปรองดองและปฏิรูปประเทศจึงเป็นเพียงวาทกรรม “ตอแหล” ท่ามกลางบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยซากศพและกองเลือด

ผู้นำบางประเทศกล้าสอนคนอื่นให้ถือศีลห้า ในขณะที่ตนเองทำได้แค่ “มือถือสาก ปากถือศีล”

การโกหกคือบาปแรกที่จะนำไปสู่บาปอื่นๆ

“กระชับพื้นที่” มีคนตายเป็นสิบ

“กระชับวงล้อม” ตายไปเกือบร้อย

“โดยเร็ว” ไม่ใช่ “ทันที” จึงไม่ต้องรีบร้อน

“ศีลห้า” ของคนบางคนจึงเป็นแค่ “ศีลฮ่า” ที่น่าหัวเราะและน่าละอายอย่างที่สุด!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 270 วันที่ 31 กรกฎาคม–6 สิงหาคม พ.ศ. 2553 หน้า 8 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

เม้ง มังกรเหินฟ้า

ที่มา บางกอกทูเดย์


ยุงแขยง แมลงขยาด แค่ “เม้ง” ขยับ!
เคยได้ยิน เม้ง ท่าเตียน - เม้ง หัวปลา หรือไม่ก็ เม้ง มาราธอน

ไม่คิดว่าจะมี “เม้ง มังกรเหินฟ้า” ที่ ดั้นฟ้า-เหยียบเมฆ-ทลุดิน โผล่พรวดมากลาง ยุทธจักร พร้อมที่จะกรำศึกกะเขาในยามนี้!!

แถมพก ลายแทงพิฆาต หรือ “สลิปโอนเงิน” หนีบมาด้วยอันเป็นเสมือน “คาถาไล่ผี” ติดตัวมาตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน..

ว่ากันว่า..นี้คือ หลักฐานมัดแน่น และชัดใสก๊องยิ่งกว่า “กล้องวงจรปิด” ซึ่งแอบติดไว้ตามมุมตึกซะอีก

เอาเถอะ ขอบอก..ใครที่โดน ฝ่ามืออำมหิต ของ “เม้ง มังกร” เข้า..ประทานโทษ “หงิกแดก” อย่างเดียว!!

ซึ่งการออกมาลุยถั่ว “ดับเครื่องชน” ในครั้งนี้ได้ยืนยันต่อหน้าฟ้าดินแล้วว่า..ไม่มีการ ล้มมวย- กลับลำ หรือ “ถอดใจ”..ใดๆ ทั้งสิ้น!!

พร้อมกับ “จุดธูป” สาบานต่อหน้าพระพุทธรูปให้ผู้คนได้เห็นเต็มตาทั้งประเทศ..แสดงว่า พร้อมที่จะขึ้นชก โดยไม่หวั่นเกรงศักดิ์ศรีของคู่ต่อสู้

เน้นแล้วเน้นอีกว่า..ถ้าการกระทำและคำพูดของตนเองไม่เป็นความจริง หรือกล่าวความเท็จ..ขอให้มีอันเป็นไปในสามวัน-เจ็ดวัน

โอ!..นี่มัน “ด้วยแรงอธิษฐาน” ทางช่อง 7 สี เด๊ะเลย..แสดงว่าเฮียแกติดละครเรื่องนี้อย่างงอมแงม

เอาเป็นว่า “มังกร” หยั่ง “เม้ง” ทำให้ “เสือลำพอง” แปรสภาพเป็น “ลูกแมวขี้เซา” ไปได้ก็แล้วกัน

ที่สำคัญเงินใน “สลิป” ของ“เม้ง มังกร” หากไหลเข้าบัญชีใครคนนั้นก็เจ๊กอั้ก!..ภาษานักเลงพนันเค้าเรียก “เหี้ยเข้าบ้าน” คือ ซวยซ้อนซวย นั่นแหละ

ครั้นจะแอบซุกยื่น “คืนให้” ก็ไม่ยอมรับ..เพราะดัน “งับ” เข้าเต็มปากจมเขี้ยว!!
จะอ้วกออก หรือ ขยอกกลืนก็ผะอืดผะอมเพราะค้างคาอยู่ที่ลูกกระเดือก

สุภาษิตแต้จิ๋วว่า โฉ่ว ยิ้ง หมก เอี่ยง โฉ่ว ยิ้ง ส่วย แปลว่า “คนเศร้าอย่าคุยกับคนเศร้า”..ผัวก็เศร้า-เมียก็เศร้า ขืนคุยกันเดี๋ยวเศร้ากันทั้งบ้าน..

เฮ้ย!.. “เม้ง” นายแน่มาก!

ศอออฉอ

ที่มา บางกอกทูเดย์


เชื่อกันหรือไม่ว่า...ในที่สุดของที่สุดแล้ว...ศอฉ.ก็คงจะทำให้ประเทศนี้เติบโตไปสู่ความสงบและสันติสุขไม่ได้...

และที่จะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือการ เปิดฉากสังหารและการเข่นฆ่าครั้งใหม่
และที่แน่นอนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...การเข่นฆ่ายิ่งมากครั้งยิ่งขึ้นเท่าไหร่...โอกาสที่ประเทศนี้จะยิ่งล่มสลายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

การปรากฏตัวของคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่ในเวลานี้...ก็ไม่ต่างอะไรกับการเคลื่อนไหวในอดีตที่ผ่านมา...เขาเหล่านั้น...ทำในสิ่งที่ประชาชนที่เปลี่ยนแปลงประเทศทั้งหลายในโลกเขาเคยทำมา...

นั่นคือกระทำการอารยะขัดขืนต่อการปกครองของรัฐบาล...ใช้การคุ้มครองของกฎหมาย...และไต่ไปบนเส้นแบ่งครึ่งระหว่าง ถูกกับผิด...ละเมิดหรือไม่...ฯลฯ

เมื่อเกิดภาวะอึดอัดในการถูกปกครอง...ผู้คนทั้งหลายก็จะทำให้สิ่งเดียวกัน...นั่นคือ...ปรับทุกข์ ผูกมิตร จัดตั้ง...

ผู้คนจำนวนหนึ่งถูกไล่ล่า...ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งปรากฏตัวออกมาสานต่อ...เป็นเช่นนี้...ไม่ใช่เช่นประเทศไทย แต่ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก ก็เช่นกัน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...การคงไว้ซึ่ง ศอออฉอ เสียอีก...จะกลายเป็นปัญหาของท่านในอนาคต...อันใกล้...เพราะท่านจะถูกท้าทาย และโดนลองของอีกนับครั้งไม่ถ้วน ในขณะที่การสอบสวนจับกุมจะกลายเป็นการใช้อำนาจที่สากลไม่ยอมรับ

ในที่สุดของที่สุด...ประสิทธิภาพของ ศอออฉอ ก็จะเสื่อมสลาย...และหากใช้อำนาจนั้นมากักขังจับกุมหรือเข่นฆ่าครั้งใหม่

ท่านก็เดินไปสู่ความเป็นผู้บริหารที่ล้มเหลว และผู้ปกครองที่ชั่วช้า นั่นคือหายนะ...ที่จะเปลี่ยนท่านจากการเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยไปสู่การเป็นทรราชย์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า...ท่านจะอยู่ไม่ครบสมัย...นั่นคือความคิดที่ถูกต้องสมบูรณ์..มีแต่การเลือกตั้งที่ประชาชนยอมรับเท่านั้น...ประเทศนี้ถึงจะก้าวพ้นวิกฤติ...ไปพร้อมๆ กับรัฐบาลของท่าน...

เมื่อพรรคใหญ่ 2 พรรค ร่วมกันเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหญ่...ประชาธิปไตยของชาติก็จะกลับมาพร้อมกับภูมิต้านทานมหึมา...ที่ไม่ทำให้ประเทศนี้แกว่งไกว

สะกิด DSI เลิกพล่ามก่อการร้าย

ที่มา บางกอกทูเดย์


เหวง โตจิราการ - ก่อแก้ว พิกุลทอง

ลุ้น ‘ก่อแก้ว-เหวง’ รอลุ้นต่อ
ขยับเดินเกมต่อหลังจากที่มีกรณีประกันตัว นายวีระ มุสิกพงศ์​ ได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคือการที่จะขอประกันตัว นายก่อแก้ว พิกุลทอง และ น.พ.เหวง โตจิราการ ทั้งนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช. เผยว่า ได้เตรียมยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวนายก่อแก้ว พิกุลแก้ว และ น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. โดยอ้างอิงถึงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ที่อนุญาตปล่อย ตัวชั่วคราว นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. ซึ่งทั้งสองคนพร้อมจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดทุกประการ ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

ก่อนหน้านี้นายก่อแก้ว ยื่นหลักทรัพย์เงินสด จำนวน 2 ล้านบาท ขณะที่ น.พ.เหวง ใช้เงินสด 2 ล้านบาท บวกกับที่ดินอีกรวม 7 ล้านบาท ขอประกันตัวมาแล้ว แต่ศาลไม่อนุญาต คาดว่าจะยื่นประกันในวันพรุ่งนี้ (3 ส.ค.)

นอกจากนี้ ในวันนี้ (2 ส.ค.) ทีมทนายความจะยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการในคดี ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนสั่งฟ้อง 25 แกนนำ นปช. ในข้อหาก่อการร้าย ส่วนรายละเอียดนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ องค์คณะศาลอุทธรณ์ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งกรณีทนายความของนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันใช้ หรือสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135 / 1-3 ยื่นขอประกันตัว

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ได้ความจากจากการสืบพยาน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าได้เคยประสานงานกับนายวีระ แล้ว ผู้ต้องหาไม่มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง ขณะที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็จัดกลุ่มผู้ต้องหาให้อยู่ในกลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรง และผู้ต้องหาก็ได้เข้ามอบตัว ประกอบกับสถานการณ์คลี่คลายลงแลัว เชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไม่หลบหนี ไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยาน จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาหลักทรัพย์ประกันตัว 6 ล้านบาท

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งห้ามนายวีระ เดินทางออกนอกประเทศ รวมทั้งพื้นที่ กทม. เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และห้ามนายวีระ ร่วมกับกลุ่มบุคคลชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เว้นแต่จะเป็นการอยู่กับกลุ่มญาติ และห้ามนายวีระ ให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะด้วย โดยศาลยังได้มีคำสั่งให้นายวีระ รายงานตัวต่อศาลชั้นต้น ทุก 15 วัน

ซึ่งการที่ศาลให้ประกันตัวนายวีระ และการที่นายกอร์ปศักดิ์ เบิกความช่วยนายวีระ จนได้ประกันตัว ได้ก่อให้เกิดปฏิกริยาตามมาพอสมควร เพราะนอกจากจะมีการยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวนายก่อแก้ว และ น.พ.เหวง ตามมาอีกระลอก เพราะนายก่อแก้ว ถึงขนาดที่กล้าลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 6 กทม. ย่อมสะท้อนชัดเจนว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันปฏิกริยาที่ตามมาจากการที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นพยานยืนยันว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ต้องหาก่อการร้าย ไม่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงจนได้รับการประกันตัว ได้ทำให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รีบออกมาให้ความเห็น ว่า จะไม่ส่งผลต่อคดีก่อการร้ายที่ดีเอสไอ สรุปสำนวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้อง และส่งให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาหลักฐานในสำนวนคดี เนื่องจากการก่อการร้ายไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องใช้ความรุนแรง

แต่เป็นรูปแบบการกระทำความผิดที่แบ่งแยกหน้าที่กันทำ เช่น การเป็นผู้นำในการปราศรัย ซึ่งตามแนวทางการสอบสวนของดีเอสไอระบุว่า นายวีระ ไม่ใช่กลุ่มฮาร์ดคอร์ที่นิยมความรุนแรง แต่เป็นแกนนำมีหน้าที่ประสานงาน เพื่อให้เกิดการวางแผนก่อการร้าย

อธิบดีดีเอสไอ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองก่อนหน้านี้ว่า หลังคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีที่เกี่ยวข้องกับ 4 ข้อหาหลักให้เป็นคดีพิเศษ ประกอบด้วย การก่อการร้าย การข่มขู่รัฐบาล การทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และการกระทำผิดต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะนี้ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องอัยการไปแล้ว 21 คดี โดยคดีก่อการร้ายที่สั่งฟ้องไปเป็นสำนวนคดีที่ 21 ส่วนอีก 20 คดีเป็นการก่อเหตุวางระเบิดในจุดต่างๆ ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เร่งรัดสั่งฟ้องคดีใดเป็นพิเศษ แต่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน หากคดีใดหลักฐานครบถ้วนจะสรุปสำนวนส่งฟ้องทันที ซึ่งที่ผ่านมาได้ทยอยสั่งฟ้องคดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะคดีก่อการร้ายที่เพิ่งส่งฟ้องไปเท่านั้น

ส่วนคดีระเบิดที่กลางซอยรางน้ำตรงข้ามห้างคิงพาวเวอร์ว่า เหตุระเบิดตำรวจต้องเป็นฝ่ายสืบสวนหาข่าว ส่วนดีเอสไอเป็นฝ่ายสอบสวน กรณีระเบิดเฉพาะหน้าห้างบิ๊กซี ราชประสงค์ ตำรวจได้โอนคดีให้ดีเอสไอแล้ว ส่วนเหตุระเบิดที่ซอยรางน้ำยังไม่โอนคดีมา ตำรวจและดีเอสไอกำลังช่วยกันเร่งตรวจสอบเหตุระเบิดทั้ง 2 จุด

การที่นายธาริต ยังคงพยายามที่จะเอาใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการที่ยังคงรับลูกจาก ศอฉ. ในเรื่องของการกำหนดกรอบว่าการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นเรื่องของการก่อการร้าย ยิ่งทำให้บรรยากาศการปรองดองยากที่จะเกิดขึ้น

และที่สำคัญด้วยการยืนกรานว่ามีการก่อการร้ายเช่นนี้เอง ได้ทำให้บรรดาผู้ที่เสียหายจากกรณีการสลายการชุมนุมพฤษภาอำมหิต 53 รวมทั้งการเผาสถานที่อาคารต่างๆ แม้จะมีการทำประกันเอาไว้ ก็ไม่ได้รับการชดเชยเลยกระทั่งบัดนี้ เพราะบริษัทประกันต่างหยิบยกประเด็นก่อการร้ายขึ้นมาเป็นข้อปฏิเสธว่า การประกันวินาศภัยไม่ได้คุ้มครองถึงกรณีการก่อการร้าย

ดังนั้นผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย จึงอดเกิดความรู้สึกกับท่าทีของรัฐบาลและท่าทีของนายธาริต ไม่ได้ ที่ยังคงยืนกรานว่าเป็นเรื่องของการก่อการร้าย

“ก็เข้าใจว่านายธาริต ต้องการเติบโตในหน้าที่ราชการ ต้องการขยับไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่โดยข้อเท็จริงที่นายธาริต เองทำงานร่วมกับ ศอฉ. ก็รู้ๆ อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร รวมทั้งสามัญสำนึกน่าจะรู้ดีว่า จริงๆ แล้วการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นการก่อการร้ายจริงหรือไม่ ดังนั้น การที่นายธาริต ยังออกมาเล่นงานในคดีก่อการร้ายไปเรื่อยๆ แบบนี้ การต่อสู้ของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ประกันจ่ายเงินชดเชย ก็คงเป็นความหวังที่ริบหรี่เต็มทน อยากให้นายธาริต หันมามองมุมนี้บ้าง แทนที่จะมองในมุมของตนเองและการก้าวหน้าในหน้าที่ราชการอย่างเดียว” ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไฟไหม้และยังไม่สามารถเคลมประกันได้กล่าว