ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 11, 2010
นักเรียน ม.5 เชียงรายไม่ต้องเข้าบำบัดจิต สถานพินิจฯ โทรแจ้งเด็กปกติดี
สัมมนาแนวทางปรองดองที่พิษณุโลก "ศิโรตม์" แนะเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ที่มา ประชาไท ม.ราชภัฏพิบูลสงครามจัดสัมมนา “หนึ่งร้อยห้าสิบวันสู่แนวทางปรองดองแห่งชาติ” ตัวแทนสื่อชี้เหตุความขัดแย้งมาจากสื่อที่กลุ่มผลประโยชน์ใช้เป็นเครื่องมือ เชื่อจะปรองดองได้สื่อต้องเป็นกลาง ด้าน ส.ส.เพื่อไทยเชื่อแนวปรองดองยังมีจุดอ่อนเรื่องการถูกตรวจสอบ "ศิโรตม์" เชื่อยังไม่ขัดแย้งขั้นแบ่งประเทศ เสนอสร้างความไว้วางใจในสังคมด้วยการเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การจัดสัมมนาหัวข้อ “หนึ่งร้อยห้าสิบวันสู่แนวทางปรองดองแห่งชาติ” เมื่อ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) ที่มาของภาพ: ข่าวสารศรีพิบูล, 6 ส.ค. 53, หน้า 1 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น 2 อาคารศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ (อาคาร IT) มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนทะเลแก้ว) จ.พิษณุโลก มีการจัดสัมมนาหัวข้อ “หนึ่งร้อยห้าสิบวันสู่แนวทางปรองดองแห่งชาติ” โดยสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ นายลัญจกร โกศัย สื่อมวลชนและนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.พิษณุโลก ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.จักษ์ พันธุ์ชูเพชร อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตัวแทนสื่อชี้จะปรองดองได้ สื่อต้องเป็นกลาง นายลัญจกร โกศัย สื่อมวลชนและนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ตอบคำถามที่ผู้ดำเนินรายการถามว่าข้อคำถามที่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเกิดจากสื่อมวลชนหรือไม่ โดยนายลัญจกร ตอบว่า ตัวแทนจากสื่อมวลชนเห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ความเป็นอุดมคติต่อวิชาชีพของสื่อมวลชนลดลงและถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ ประการหนึ่ง คือ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องการการสนับสนุนทางการเงิน ผนวกกับการนำเสนอของสื่อมวลชนเป็นไปในเชิงพาณิชย์ในลักษณะต้องตอบสนองต่อความต้องการบริโภคข่าวที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และอีกประการหนึ่ง เกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสื่อมวลชนกับกลุ่มผลประโยชน์ เหตุปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์สื่อเสนอข่าวข้างเดียวจนสามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่าสื่อเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มก้อนทางการเมืองฝ่ายใด ทั้ยังลดทอนความสามารถในการวิเคราะห์ที่ควรจะเป็นของสื่อมวลชน สำหรับแนวทางสู่ความปรองดองแห่งชาติและแก้ไขปัญหาดังกล่าวในฐานะสื่อมวลชนเห็นว่า สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลางและตระหนักถึงเป้าหมายไปที่หน้าที่ที่แท้จริงของตน ส.ส.เพือไทยชี้ปรองดองยังมีจุดอ่อนเรื่องการถูกตรวจสอบ แนะแก้ไขปัญหาความเป็นธรรม นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.พิษณุโลก กล่าวยอมรับว่าในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกมีความขัดแย้งเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับครัวเรือน แต่ไม่มีความรุนแรงเช่นในพื้นที่อื่น อย่างไรก็ดีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในภาพรวม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เขาเห็นว่าสื่อเป็นตัวแสดงหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีตัวแสดงที่สำคัญอีกตัวแสดงหนึ่ง คือ ผู้นำประเทศหรือนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ 4 ประการ ได้แก่ การปกป้องอธิปไตย การรักษาความสงบภายในประเทศ การรักษาความชอบธรรมและความเสมอภาค และการรักษาสุขภาพหรือชีวิตของประชาชน นายนิยมยังเห็นว่าแนวทางปรองดองของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องความเป็นธรรมของคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งเสนอว่าสมาชิกวุฒิสภาน่าจะเป็นตัวกลางในการปรองดองได้ดีที่สุด นอกจากนี้การนำนโยบายปรองดองไปสู่การปฏิบัติยังมีประเด็นที่ควรคำนึงในเรื่องการยอมรับจากประชาชนในเรื่องการกระจายทรัพยากรและปฎิรูปประเทศ ทั้งนี้ได้เรียกร้องให้การแก้ไขปัญหาความเป็นธรรมในสังคมไทยกระทำไปบนพื้นฐานของหลักนิติรัฐและนิติธรรม ศิโรตม์เชื่อยังไม่ถึงขั้นแยกประเทศ แนะเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สร้างความไว้วางใจในสังคม ด้านนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ตนมองความแตกต่างและความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สังคมไทยเองเป็นสังคมที่มีความขัดแย้งมาโดยตลอด หากนับมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดต่อระบอบการปกครองก่อน พ.ศ. 2475 ความขัดแย้งต่อทางเลือกในการนำพาประเทศเข้าสู่สงครามโลก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมืองครั้งสำคัญในอดีตที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2516, 2519 และ 2535 ดังที่เคยปรากฏและรับรู้กันโดยทั่วไปแล้ว อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในสังคมไทยในปัจจุบันนั้น ศิโรตม์เห็นว่ามีความรุนแรงและแตกต่างจากความขัดแย้งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งในมิติระดับของความรุนแรงและมิติในการจัดการความขัดแย้ง ในมิติระดับของความรุนแรง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากกว่าความขัดแย้งในครั้งก่อนหน้าเมื่อพิจารณาในเชิงปริมาณของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ในขณะที่หากจะมองถึงมิติการจัดการความขัดแย้ง ซึ่งมีความแตกต่างจากการจัดการความขัดแย้งในเหตุการณ์ในอดีต ความแตกต่างในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบัน มาจากการสร้างภาพและผูกติดแบบเหมารวมของคนเสื้อสีต่างๆ ในสังคม จนหล่อหลอมให้ไปสู่การสร้างฐานคิดของผู้คนในสังคมในการไม่ยอมรับหลักการบางอย่างที่จะไม่ละเมิดหรือกระทำรุนแรงกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นหลักการบางอย่างที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้ เช่น หลักกฎหมาย หรือ หลักความชอบธรรม รัฐบาลในฐานะที่ควรกระทำตัวเป็นองค์การที่ให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียมก็มิได้ทำหน้าที่ดังกล่าว กลับนำตัวเข้าไปพันพัวกับความขัดแย้งมากเกินไปจนลดทอนความเป็นกลางและน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง การตั้งคณะกรรมการเป็นแกนนำในการปรองดองหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาล แม้จะมีการคัดเลือกผู้มีความน่าเชื่อถือในวงสังคมเป็นแกนนำกลับสร้างความแคลงใจให้กับกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามฝ่ายรัฐบาลอยู่ไม่น้อย และทำให้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งหรือองคาพยพที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยความยากลำบาก หากจะก้าวพ้นการมองกลุ่มก้อนทางการเมืองในขั้นตัวข้ามด้วยสายตาที่ปราศจากอคติ ทางออกของความขัดแย้งทางการเมืองไทยสู่การปรองดองอย่างแท้จริงนั้น ศิโรตม์เสนอว่า แนวทางปรองดองจะสำเร็จได้ต้องมีการสร้างเงื่อนไข โดยเห็นว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงควรมาจากการเลือกสรรของรัฐสภาเพื่อลดแรงตึงและการมองแบบเหมารวมขององคาพยพที่มีอำนาจเกี่ยวข้อง ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลควรยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะการคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินทำให้รัฐบาลสามารถกระทำรุนแรงแบบเหมารวมต่อผู้ที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงได้เรื่อยๆ เช่น กรณีที่กระทำกับเด็กมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงรายที่ถือป้าย “ที่นี่มีคนตาย” การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลจะยุติการกระทำบางอย่างที่เป็นการคุกคามและทำร้ายผู้บริสุทธิ์ในสังคม ทั้งยังก่อให้เกิดความไว้วางใจและความเป็นธรรมในสังคมอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย นอกจากนี้ในระดับสังคม ฝ่ายต่างๆ ในสังคมต้องยอมรับฟังความจริงของฝ่ายที่เห็นตรงข้าม เพื่อลดภาวการณ์มองแบบเหมารวมของคนแต่ละสี และสร้างให้ทั้งสองฝ่ายมีวุฒิภาวะทางสังคมร่วมกัน ต่อข้อซักถามเรื่องพัฒนาการของความขัดแย้งในสังคมไทยในปัจจุบัน ศิโรตม์เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองไทยยังไม่ถึงจุดที่จะยกระดับถึงขั้นแบ่งประเทศ เพราะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสีสองสีหลักมีความขัดแย้งส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวพันอยู่มาก ทั้งยังยากที่จะพัฒนาเป็นการเมืองแบบสองขั้วเช่นที่เกิดขึ้นในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เพราะการเมืองแบบสองขั้วจะเกิดขึ้นในสังคมที่มีสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างมาก
"องอาจ" แจงที่มาเงิน 15 ล้านมาจากคนใส่ซองงานแต่ง
ที่มา ประชาไท "องอาจ คล้ามไพบูลย์" แจงหลังเจอ "เรืองไกร" ยื่นสอบทรัพย์สินเรื่องที่มาเงิน 15 ล้านบาท ระบุเป็นเงินจากคนใส่ซองร่วมงานแต่ง 10 ล้าน ระบุคนมาร่วมงานแต่งกว่า 6 พันคน ที่เหลือเงินส่วนตัว นำไปลงทุน 15 ล้าน กับบริษัทพิมพ์หนังสือพ็อกเกตบุ๊คขาย ไม่ใช่บริษัทสื่อ วานนี้ (10 ส.ค.) ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีถูกนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากสงสัยว่า มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จว่าสิ่งที่นายเรืองไกรสงสัย เรื่องที่มาของเงิน 15 ล้านบาท ที่นำไปลงทุนในบริษัท เพชรประกาย จำกัด ว่ามีที่มาอย่างไรนั้น ขอยืนยันว่า เงินจำนวนดังกล่าวมีที่มาจากเงินใส่ซองงานแต่งงานของตน ซึ่งมียอดประมาณ 10 ล้านกว่าบาท และที่เหลือเป็นเงินส่วนตัว โดยงานแต่งงานตนมีแขกมาร่วมงานถึง 5-6 พันคน ซึ่งได้จัดงาน 3 ครั้ง คือ งานหมั้น งานแต่งงาน และงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน ทั้งนี้เรื่องเงิน 15 ล้านบาท ได้ทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรไปพร้อมกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช.แล้ว เพียงแต่ผู้ร้องอาจไม่ได้อ่านหนังสือที่ตนแนบไป ยืนยันว่า ไม่ได้หลีกเลี่ยงการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และไม่หนักใจอะไร เพราะชี้แจงได้ หาก ป.ป.ช. ต้องการให้ชี้แจงก็พร้อม ซึ่งตนได้นำเงิน 15 ล้านบาท ไปลงทุนในบริษัท เพชรประกาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททำหนังสือพ็อตเกตบุ๊ค ไม่ใช่บริษัททำสื่อ
Monday, August 9, 2010
โฆษกเพื่อไทย ชี้คนในรัฐบาลกดดันคดียุย ปชป.
ที่มา Asia Update TV
เพื่อไทยเปิดเวทีปราศัยที่ราชบุรี
สัมภาษณ์:ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วนพรรดเพื่อไทย
เพื่อไทยชี้ พธม.ปลุกกระเเสคลั่งชาติหวังผลการเมือง
โพล เผย ประชาชนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
สัมภาษณ์:นพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ
สัมภาษณ์:นพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ 1/2
สัมภาษณ์:นพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ 2/2
นักวิชาการชี้กรณี"พระวิหาร"แค่"เกม" แนะร่วมมือข้ามวัฒนธรรมดีกว่า
ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนาเรื่องมรดกโลกกับปัญหาเขตแดน โดยนางสาวมรกต เจวจินดา ไมยเออร์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กล่าวว่า การนำเรื่องเขาพระวิหารมาใช้ปลุกกระแสชาตินิยมในขณะนี้ เป็นการเล่นเกมการเมืองมากกว่า มัวแต่เถียงกันแทนที่จะหาทางแก้ปัญหา ซึ่งควรจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในเชิงมูลค่าเพิ่มมากกว่ามองว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของใคร
นางสาวมรกตกล่าวว่า เรื่องนี้ควรมองไปข้างหน้า เพื่อผลักดันให้เป็นมรดกข้ามเขตแดน และสร้างประโยชน์จากที่มีอยู่ แต่สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องจริงใจต่อเพื่อนบ้าน ต้องยอมรับว่าไม่ได้โดดเดี่ยว ขณะนี้ไทยกำลังปฏิเสธกระแสของอาเซียน เรื่องดังกล่าวกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยต้องการอยู่คนเดียวใช่หรือไม่ ในกรณีของเยอรมนีและโปแลนด์ที่มีพื้นที่ทับซ้อนเหมือนเขาพระวิหาร แต่สามารถสร้างประโยชน์จากพื้นที่นั้นได้ โดยการพัฒนาเป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญ โดยไม่อิงเรื่องเขตแดน เนื่องจากมีสหภาพยุโรปที่ทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่น ขณะที่ไทยเองกำลังผลักดันความเป็นอาเซียน แต่กลับปฏิเสธเสียเอง
นางสาวมรกตกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยควรจะร่วมมือกับกัมพูชาในการรักษามรดกโลก ต้องถามตัวเองว่าจะไปขัดแย้งเพื่ออะไร เราจะผลักดันให้นำไปสู่ความร่วมมือข้ามวัฒนธรรมได้หรือไม่
"รัฐบาลคงจะยื้อต่อไป เพื่อประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งประเมินว่าไทยยังไม่มีความแข็งแกร่งทางกองทัพเพียงพอที่จะสู้รบกับใคร คงจะอยู่กันไปอย่างนี้ โอกาสที่จะหาทางออกมีน้อยมาก แต่โอกาสที่จะสร้างประโยชน์จากจุดนี้มีมากกว่า ซึ่งไทยยังผลักดันแหล่งท่องเที่ยวของไทยเองเป็นมรดกโลกน้อยกว่ากัมพูชา เมื่อเทียบกับรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่กัมพูชาขอยื่นเป็นมรดกโลกไปแล้วหลายแห่ง" นางสาวมรกตกล่าว
นายอัครพงษ์ ค้ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า การหารือระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มรักชาตินั้น เป็นเหมือนตาบอดคลำช้าง ไม่มีใครได้อะไร หาประโยชน์อะไรไม่เจอ อยากให้ทุกฝ่ายมองไปข้างหน้า ตีความเรื่องที่เกิดขึ้นให้ถ่องแท้ ส่วนเรื่องบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับกัมพูชาเมื่อปี 2543 ที่มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับนั้น ต้องพิจารณาว่า หากไม่รับแล้วจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร
นายอัครพงษ์กล่าวว่า เอ็มโอยูดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ในเขตแดนของไทยหลายส่วน หากยกเลิกเอ็มโอยู อาจได้รับผลกระทบหลายด้าน เช่น พื้นที่ในเขตหมู่บ้านร่มเกล้า ที่ประเทศลาวอาจยื่นขอให้ตีความเพื่อดึงกลับไปเป็นเขตแดนของลาวด้วย โดยสิ่งที่ไทยกำลังทำอยู่ ต้องดูว่ากำลังแลกกับอะไร แลกกับการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจหรือแลกกับการเสียศักดิ์ศรีที่ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร
"ขอประณามว่า สิ่งที่กลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติกำลังทำอยู่ เหมือนกำลังทำลายชาติ ซึ่งผมเองก็รักชาติเหมือนกัน การเรียกร้องในระยะแรกเป็นสิ่งดีที่ทำให้ต่างประเทศตระหนักว่าไทยไม่ยอมรับในคำตัดสิน แต่ระยะหลังเหมือนเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ทางที่ดีควรหาทางขึ้นทะเบียนเขาใหญ่ก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่มีการส่งแผนจัดการกรณีเขาใหญ่ รวมถึงเขาพนมรุ้ง หรือปราสาทหินพิมายเลย ขณะที่กัมพูชาส่งรายชื่อขึ้นทะเบียนไปแล้วหลายแห่ง" นายอัครพงษ์กล่าว
นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ว.ตากกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้คือ ใช้ช่องทางของเอ็มโอยูปี 2543 เป็นเครื่องมือ ต้องปักหลักเขตแดนให้เสร็จสิ้นก่อน แต่ไทยคงหนีไม่พ้นการปะทะกับกัมพูชาบ้าง ซึ่งทางออกมีสองทางคือ ถ้าไม่รบกันไปเลย ก็ต้องยื่นให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทย คงต้องหาทางทำให้เขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นของไทยได้หรือไม่ โดยแยกส่วนที่เป็นของไทยและกัมพูชาชัดเจน
เขมรกับสนามบิน
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่เห็นพ้องกันทั้งเมือง ว่าเรื่องเขมรที่กำลังเข้มข้นด้วยเลือดรักชาติ ถึงขั้นจะรบราฆ่าฟันกับเพื่อนบ้านเสียให้ได้ ลงท้ายเป็นการทวงหนี้บุญคุณที่ปั้นให้เป็นรัฐบาลนั้น
ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากปัญหาคดีความต่างๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสั่งซ้ายหันขวาหันได้!?!
รัฐบาลสั่งตำรวจไม่ได้ เพราะตำรวจผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ จะให้ทำผิดกฎหมายเพื่อสนองการเมือง เป็นไปได้ยาก
สั่งแบบนี้ ต้องสั่งที่อีกหน่วยที่กำลังเละเป็นโจ๊ก ไม่ใช่ตำรวจ
ล่าสุดน่ายินดีที่พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียึดสนามบิน ซึ่งเข้าข่ายก่อการร้ายสากล
เริ่มเห็นว่า ต้องไม่มี 2 มาตรฐาน ต้องมีเส้นตายกันบ้างแล้ว!
พนักงานสอบสวนจึงมีมติว่า ที่ทนายความมาขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อหาไปเป็นช่วงปลายเดือนนั้น เป็นการขอเลื่อนด้วยปากเปล่า ไม่มีผลใดๆ
พนักงานสอบสวนจึงต้องเดินหน้าตามกฎหมาย
ถือว่าหมายเรียกที่ออกไปหนแรกเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่ถูกต้อง จากนั้นจะเรียกอีกเป็นครั้งสอง
ถ้าต้องมีครั้งที่สามจะกลายเป็นหมายจับ!
หลังจากพล.ต.ท.สมยศมีท่าทีจริงจังเช่นนี้ ดูเหมือนจะทำให้ผู้ต้องหาบางคนเริ่มตัดสินใจเลือกหนทางที่เหมาะสมกับตนเองมากกว่า
นั่นคือ เริ่มทยอยเข้าพบพนักงานสอบสวนตามขั้นตอน ซึ่งการเข้าพบตามหมายเรียกนั้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาเองอย่างมาก
คือไม่ต้องยื่นประกันตัว มารับข้อหา สอบสวนแล้วเดินทางกลับได้เลย
ถ้ายังยึดถือตามการชี้นำจากใครบางคน ที่จะให้รอไปพร้อมๆ กันปลายเดือน
นั่นอาจจะเป็นผลเสียต่อตัวเอง คือ สุดท้ายจะโดนหมายจับ คราวนี้จะต้องประกันตัวสถานเดียว
ผู้ที่ได้รับหมายเรียกแล้ว ถ้าตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวนตามกำหนด จะลดความยุ่งยากไปได้มาก
ส่วนที่คิดไปไกลว่า เรื่องเขมรจะทำให้คดีสนามบินสูญสลายไปนั้น เป็นไปไม่ได้ คดีเกิด เหตุโจ๋งครึ่มขนาดนี้ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ในแง่การทำคดีก็มาถึงขั้นที่ยากจะหยุดได้แล้ว
จะเป็นไปได้ก็มีอย่างเดียวนั่นแหละ
คือปลดสมยศแล้วโอนคดีไปให้ธาริต
ต้องเล่นกันพิสดารขนาดนี้เท่านั้น
ฝันลมๆ แล้งๆ อาจเป็นจริงขึ้นมาได้!
การชุมนุม คู่ขนาน สนามกีฬาเวสน์ ราชดำเนิน การชุมนุม พันธมิตร
ที่มา ข่าวสด
การปรากฏขึ้นของเวทีคู่ขนานไม่ว่าจะเป็นที่สนามกีฬาเวสน์ ดินแดง ไม่ว่าจะเป็นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
น่าศึกษาอย่างเป็นพิเศษ
น่าศึกษาตรงที่แม้ที่สนามกีฬาเวสน์ ดินแดง จะมี พล.ต. จำลอง ศรีเมือง กับ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เป็นตัวหลัก
คล้ายกับที่หน้าทำเนียบรัฐบาลจะมี นายวีระ สมความคิด เป็นตัวหลัก
แต่บุคคลซึ่งยืนเรียงเคียงกับเงาร่าง นายวีระ สมความคิด ยังมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ยังมี นายเทียนพุทธ พุฒิพงษ์อโศก
อย่าลืมว่า นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของสันติอโศก
อย่าลืมว่า นายเทียนพุทธ พุฒิพงษ์อโศก เป็น ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอฟเอ็มทีวี สันติอโศก
ยิ่งกว่านั้น กำลังด้านหลักยังเป็นคนของ "กองทัพธรรม"
ต้องยอมรับว่าที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสามารถชุมนุมยืดเยื้อไม่ว่าก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนธันวาคม 2551
กำลังพื้นฐาน คือ กำลังจากสันติอโศก
กำลังอื่นๆ อาจมาตอนค่ำกลับไปนอนบ้านตอนดึก แต่กำลังจากกองทัพธรรมแห่งสันติอโศก สามารถปักหลักอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ยืนหยัด กล้าหาญ มั่นคง แน่วแน่ ไม่แปรเปลี่ยน
ตรงนี้เองที่ทำให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีความเกรงใจ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และรวมถึง "พ่อท่าน" อย่างเป็นพิเศษ
เมื่อเอ่ยถึง "พ่อท่าน" ย่อมหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจาก ท่านโพธิรักษ์
จึงไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่สนามกีฬาเวสน์ ดินแดง จึงไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและย้ายไปบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ก็ไม่แตกต่างกัน
เพียงแต่แยกกันเดินเพื่อรวมกันตีเท่านั้นเอง
มีความเชื่อลึกๆ ระหว่างรัฐบาลและแกนนำการเคลื่อนไหวในวันที่ 7 สิงหาคมว่า การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเดียวกัน
เป็นเป้าหมายอยู่ที่กัมพูชาอันถือว่าเป็นศัตรูร่วม
กระนั้น ข้อเรียกร้องที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา หรือที่เรียกว่า เอ็มโอยู 2543 และไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลักดันวัด บ้าน ร้านค้าของชาวกัมพูชา ออกไปจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร
มากด้วยความละเอียดอ่อน
เป็นความละเอียดอ่อนที่บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาหรือที่เรียกว่าเอ็มโอยู 2543 นั้นเกิดขึ้นในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย
เป็นความละเอียดอ่อนที่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเรียกว่า "พื้นที่ทับซ้อน"
เป็นพื้นที่ทับซ้อนซึ่งกัมพูชาก็ถือว่าเป็นของเขา เป็นพื้นที่ทับซ้อนซึ่งไทยก็ถือว่าเป็นพื้นที่ของไทย เพียงแต่ตอนนี้มีบ้าน ร้านและคนกัมพูชาเข้าไปอยู่เท่านั้นเอง
นี่ย่อมเป็น "เผือกร้อน" ในมือของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ที่ว่าเป็น "เผือกร้อน" เพราะมิได้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจะลงมือทำได้เพียงฝ่ายเดียว
ตรงกันข้าม เมื่อไปบันทึกความเข้าใจร่วมไทย-กัมพูชาก็ต้องฟังทางฝ่ายกัมพูชาด้วย เมื่อมีบ้าน ร้าน วัดซึ่งคนกัมพูชาอาศัยอยู่ก็ต้องหารือร่วมกับกัมพูชาด้วย
คำถามอยู่ที่ว่าฝ่ายไทยพร้อมจะเจรจากับกัมพูชาหรือไม่
กลัวจะสงบเกินไป?
ที่มา ข่าวสด
ความจริง การที่มีประชาชนตื่นตัวเรื่องการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ
ก็ดีกว่าการมีประชาชนคิดขายชาติขายแผ่นดิน
อย่างกรณีของเขาพระวิหาร ก็ดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ตามเกาะติดเรื่องนี้ และแสดงจุดยืนรักอธิปไตยของชาติออกมา
เพียงแต่....เป็นแต่ที่ค่อนข้างยาว
วิธีการเคลื่อนไหวเวลานี้ ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
โดยเฉพาะเมื่อประกาศเป้าหมาย...ล้อมทำเนียบรัฐบาล
ซึ่งเคยทำสำเร็จเกินขีด ขนาดเข้าไปทำนาในสนามหน้าทำเนียบฯ มาแล้ว
พร้อมด้วยคำขาดสไตล์เดิมๆ ถ้าไม่ยอมนั่นยอมนี่จะไม่เลิกรา
กรุณาเบิ่งตาดูบรรยากาศประเทศไทยตอนนี้ด้วยว่า พร้อมแค่ไหนที่จะให้มีม็อบอีกสีออกมา
จะพูดว่าสงบ ปราศจากอาวุธใดๆ ถึงนาทีนี้ไม่มีราคาความเชื่อถือ
เหตุเพราะม็อบทั้งสีเหลือง-สีแดง ต่างได้ใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกันไปจนแทบไม่เหลือแล้ว
คือการยึดกฎหมู่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วขย่มประเทศจนทรุดแล้วทรุดอีก
อารมณ์ผู้คนที่เป็นกลางทางการเมือง เพิ่งหายใจโล่งอกมาไม่กี่เฮือก อ้าว ม็อบสีเหลืองโผล่อีกแล้ว
อะไรมันจะใช้เสรีภาพเกินขอบเขต โชว์ภาวะไร้ระเบียบกันได้ไม่หยุดหย่อน!
ยิ่งตอนนี้ กทม.เป็นพื้นที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเจตนาเดิมนั้น มีไว้เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของม็อบแดง
แต่ความสงบราบคาบก็ยังไม่เกิดขึ้น ยังมีเสียงระเบิดตูมตามอยู่ตามถังขยะข้างถนน
รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว แต่ม็อบทวงเขาพระวิหาร (สีเหลือง) ก็ยังนัดกันเฮโลออกมาเดินถนน
แถมจ้องสถานที่ต้องห้าม อย่างทำเนียบรัฐบาลอีกแล้ว
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบของบ้านเมืองอย่างศอฉ. ก็คงไม่อยากโดน "ไฟต์บังคับ" ให้ต้องออกอาวุธซ้ำซาก
โดยเฉพาะ "อาวุธจริง" ที่โดนก่นประณามหูอื้อจนทุกวันนี้
ความเคลื่อนไหวรอบนี้ของม็อบสีเหลือง ยิ่งดูฝืนๆ บอกไม่ถูก
ในเมื่อออกมากดดันนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้ซึ่งเล่นบทบาทแข็งกร้าวกับทางกัมพูชามาโดยตลอด
แม้แต่ในเวทีประชุมมรดกโลกที่ผ่านมาหมาดๆ ก็เห็นชัดถึงท่าทีของนายกฯไทย
ระมัดระวัง ไม่ให้การขึ้นมรดกโลก กลายเป็นเรื่องที่ไทยเสียดินแดนให้เขมร
เออ...ถ้ารัฐบาลขณะนี้ มีทีท่าหงอเขมร หรือแสดงเบาะแสอะไรให้เห็นว่าจะไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเขมร
นั่นค่อยน่ากังวล ว่าเราจะสูญเสียดินแดนเสียอธิปไตย?
สิ่งที่แกนนำม็อบเหลืองควรรีบแสดงให้โลกรู้ คงมิใช่เรื่องกล้าท้าทายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองลำบากใจ
แต่ควรมอบตัวคดีเก่าที่เคยก่อไว้
แสดงภาพผู้นำ กล้าทำ กล้ารับผิดชอบก่อนดีกว่า!
ฤดูการซื้อขายตัว ส.ส.?
ที่มา ไทยรัฐ
คนไทยที่ได้ฟังข่าวการซื้อขายตัว ส.ส.ในตลาดการเมือง บางคนอาจจะคัดค้านไม่เห็นด้วย บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางคนอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การย้ายพรรคของ ส.ส.เป็นเรื่องธรรมดา และวิถีทางการเมืองอาจจะเป็นความจริง แต่เป็นเรื่องธรรมดาแต่เฉพาะนัก การเมืองไทย ซึ่งเปลี่ยนพรรคทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่ "ชายสามโบสถ์"
การย้ายพรรค หรือการ "ดูด" ส.ส.จากพรรคอื่น อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการเมืองไทย และเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติมาช้านาน แม้แต่ในยุคสมัยที่อ้างว่าพรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมาก จนชนะเลือกตั้งท่วมท้น และจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว แต่ก็ไม่ใช่ชัยชนะที่เป็นไปตามธรรมชาติ เบื้องหลังของชัยชนะคือ การ "ดูด" ส.ส.พรรคอื่น และบีบให้พรรคอื่นยุบพรรคเพื่อรวมกับพรรคของตน
แต่การเปิดโปงว่าในยุคสมัยปัจจุบัน มีการกว้านซื้อ ส.ส.ถึงหัวละ 50 ล้านบาท ชาวบ้านหรือนักการเมืองอาจเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความเห็นอย่างไร? ในฐานะองค์กรอิสระ ผู้มีอำนาจกำกับดูแลและตรวจสอบรายรับและรายจ่ายของพรรค และดูแลการเลือกตั้งให้ สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.อาจจะบอกว่าการซื้อขาย ส.ส.ไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ กกต.
แต่การซื้อและขายตัวของ ส.ส. ต้องเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ กกต.ไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อ ส.ส.หรือผู้สมัคร ส.ส.ขายตัวได้เงินมาถึง 50 ล้านบาท เขาจะต้องทุ่มเงินซื้อเสียงอย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อให้ชนะเลือกตั้งและเป็น ส.ส.ต่อไป ส่วนพรรคการเมืองที่กล้าทุ่มเงินซื้อ ส.ส.ถึงหัวละ 50 ล้านบาท ก็จะต้องใช้อำนาจหน้าที่ โกงเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือรีดไถพ่อค้านักธุรกิจ โดยเอาสัมปทานของรัฐเข้าแลก
ในการแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย พูดจากประสบการณ์การเมืองกว่า 40 ปี ว่า "ในสภามากกว่า ครึ่งมาจากการซื้อเสียง" และการทุจริตโกงกินก็ตามมา ในอดีต เคยมีข่าวอื้อฉาวเรื่อง ส.ส. ขายตัว แต่ก็เป็นเพียงการยกมือแลกเงินไม่มากนัก แต่ ส.ส.บางคนก็ถูกลงโทษด้วยการจารึกชื่อประจานบนหนังสุนัข บางคนถูกขับออกจากพรรค
การซื้อและขายตัวของ ส.ส. เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมการซื้อเสียง การทุจริตโกงกินของนักการเมือง และทำลายระบอบประชาธิปไตย หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค ที่ซื้อตัว ส.ส.นับสิบๆล้านบาท เป็นผู้สนับสนุนและรู้เห็นเป็นใจในการซื้อเสียง และทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในด้านอื่นๆ จึงไม่ควรโวยวายถ้าพรรคโดนยุบ และกรรมการพรรคโดนใบแดง.