ที่มา ประชาไท ชื่อบทความเดิม: ปัญหาใจกลางของวิกฤตินี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นนี้ และไม่เคยเปลี่ยนเลยมาจนขณะนี้ อาจสรุปได้เป็นประโยคเดียวคือ "จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม- การเมืองไทยอย่างไร?" พูดอีกอย่างคือ จะให้สถาบันกษัตริย์มีสถานะและอำนาจอย่างไร ตั้งแต่ประเด็นทางกฎหมาย-การเมือง ระดับรัฐธรรมนูญ และกฎหมายย่อย ไปถึงประเด็นเชิงวัฒนธรรม จิตสำนึก ตั้งแต่เรื่ององคมนตรี ไปถึงตุลาการภิวัฒน์ (ที่มีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำรัสสาธารณะของกษัตริย์) ตั้งแต่ปัญหากองทัพ "ของพระราชา" ไปถึงประเด็น องค์กรรัฐใด ควรเป็นผู้ที่ set agenda (กำหนดวาระ) ของสังคมและทิศทางประเทศ (คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ พระมหากษัตริย์) สิ่งที่เป็น irony ที่สุดของวิกฤตินี้ คือ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (อาจจะเรียกสั้นๆว่า "พวกเสื้อเหลือง" หรือ "พวกอำมาตย์" หรือคำที่หรูกว่าเช่น "ชนชั้นนำ" "ชนชั้นสูง" ฯลฯ แต่ควรเข้าใจว่า ฝ่ายดังกล่าวมีมากกว่า "ชนชั้นสูง" หรือ "ชนชั้นนำ" หรือกระทั่ง "อำมาตย์" เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่มีฐานกำลังใหญ่โตที่รวม "ชนชั้นกลาง" และ "ชนชั้นล่าง" จำนวนมากด้วย) - ในขณะที่ฝ่ายนี้เข้าใจ "โดยสัญชาติญาณ" (instinctively, intuitively) ตั้งแต่ต้นว่า นี่คือปัญหาใหญ่ใจกลางที่สุดของวิกฤตินี้และได้อภิปราย โฆษณา โดยเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ใจกลางมาตลอด - ดูตั้งแต่การ "เปิดตัว" หนังสือประมวลที่เป็นจุดเริ่มต้น จนถึงคำขวัญ "สู้เพื่อในหลวง" และการโปรโมต "เสื้อเหลือง" ของสนธิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองแบบ "สู้ตามสีเสื้อ" มาถึงปัจจุบัน) การเรียกร้อง "นายกฯมาตรา 7" ของพันธมิตร, ข้ออ้างเรื่อง "ปฏิญญาฟินแลนด์" จนถึง "แผนผัง ล้มเจ้า" ของ ศอฉ., ไม่นับการรณรงค์อีกนับไม่ถ้วนของบรรดา "เสื้อหลากสี", กลุ่มที่ชู "คุณธรรม" ต่างๆ ในจุฬา ไปถึงในวงการแพทย์ ฯลฯ แต่ในทางตรงข้าม ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องการสู้เพื่อ "ประชาธิปไตย" ซึ่งย่อมหมายถึงการปรับเปลี่ยนสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในด้านต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (องคมนตรี ถึง ตุลาการ ถีง "ทหารของพระราชา" และอื่นๆ) ตั้งแต่ ตัวทักษิณ ถึง แกนนำ นปช. ถึงบรรดานักวิชาการ นักเขียน นัก นสพ. และแอ๊คติวิสต์ ต่างๆ (ถ้าจะเรียกด้วยคำรวมๆ ปัจจุบันว่า ฝ่าย "เสื้อแดง" ก็ได้ แต่ควรเข้าใจว่า แม้แต่การปรากฏของ "จิตสำนึก" แบบ "เสื้อแดง" - การเมืองวัฒนธรรมเชิงสัญลักษณะของการเลือกสี ที่ไมใช่สีเหลือง - ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤติดำเนินไปแล้วกว่า 3 ปี คือหลังกรณี 7 ตุลาคม 2551) - ฝ่ายนี้ กลับเป็นฝ่ายที่ช้า ตั้งแต่ในการทำความเข้าใจว่าประเด็นนี้แหละคือประเด็นใจกลางของความขัดแย้ง(คนจำนวนมากในฝ่ายนี้ ใช้เวลา 2-3 ปีของช่วงวิกฤติ กว่าจะ "ตาสว่าง" - คำนี้ สะท้อนลักษณะการเข้าใจที่้้ช้าดังกล่าวได้ชัดเจน) และที่สำคัญที่สุด จนถึงวินาทีนี้ ฝ่ายนี้ (เรียกได้ว่า) ทั้งหมด ยังไม่เห็นความจำเป็นทีจะ นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างตรงๆ เป็นระบบ นี่เป็นความจริงของฝ่ายนี้ ตั้งแต่ส่วนที่เป็น "ปีกขวา" เช่น ทักษิณ-จตุพร-แกนนำ นปช. ("ปีกขวา" นี้ รวม "อดีตซ้าย" ไว้หลายคน ตั้งแต่จรัล, เหวง, ธิดา คนเหล่านี้ โดยส่วนตัวอาจจะถือเป็น "ปีกซ้าย" หรืออย่างน้อย "ปีกกลาง" ของขบวน แต่ในแง่เป็นองค์รวม ต้องจัดว่า อยู่ใน "ปีกขวา" ของขบวน) ไปถึง "ปีกกลาง" เช่น นักการเมืองอย่างจาตุรนต์ ไปถึง "ปีกซ้าย" อย่าง จักรภพ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ถึงนักวิชาการซ้ายอย่าง พิชิต สุธาชัย (กรณีหลังมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง) ไม่ต้องพูดถึงบรรดานัก นสพ. (มติชน ฯลฯ) และนักวิชาการที่ในระยะหลังหันมาให้ความเห็นอกเห็นใจสนับสนุนเสื้อแดง อย่างกลุ่ม "สันติประชาธรรม" ฯลฯ เรื่องนี้ ซึ่งผมเห็นว่า เป็นความผิดพลาดสำคัญ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยข้อจำกัดเชิงกฎหมายเท่านั้น (เช่นการมี ม.112 ในประมวลอาญา) เพราะอันที่จริง ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ข้ออ้างหรือเหตุผลของการไม่ "นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง" เกี่ยวกับประเด็นสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ของฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่วนใหญ่จริงๆ ไมใช่เรื่องทางกฎหมาย (ทางกฎหมาย แม้จะมีข้อจำกัดอย่างไร ก็ยังทำได้แน่นอน - ดูบทความที่กำลังอ่านนี้เป็นตัวอย่าง ถ้านึกไม่ออก) แต่เป็นเรื่องที่อาจจะเรียกว่าในทาง "วัฒนธรรม" นั่นคือข้ออ้างหรือเหตุผลประเภท "คนส่วนใหญ่ยังรับไม่ได้" "เดี๋ยวจะถูกโจมตีว่าล้มเจ้า" ฯลฯ อะไรทำนองนี้ นี่เป็นเรื่อง"ตลก" ที่หัวเราะไม่ออก เพราะความจริงคือ ขณะที่ไม่มีการ "นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง" อย่างเป็น"ทางการ" ในหมู่ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ก็มีลักษณะของการ "อภิปราย" หรือ "แสดงออก" ในเชิงสัญลักษณ์ ในเชิงภาษาแบบ metaphors (อุปลักษณ์) และอื่นๆ อย่างแพร่หลายนับไม่ถ้วน (และยิ่งนานยิ่งขยายออกไป) ตั้งแต่เรื่อง "คุณซาบซึ้ง" ไปถึงเรื่อง "เพชร" เรื่อง "รูปๆ บ้านๆ" ไปถึงเรื่อง "นิยาย ยายไฮ" ถึงเรื่องอีกสารพัดอย่าง (ล่าสุดเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ "การทำธุรกรรม" บางอย่าง) และนี่เป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง (คือพวก "เสื้อเหลือง" ที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้) จะรู้ดี แต่แม้แต่สังคมวงกว้าง ก็รู้กันดีหมดแล้ว ว่ามีการแสดงออก ในเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ในหมู่ "ชุมชน" ของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ มีใครที่ใช้อินเตอร์เน็ต แล้วไม่เคยเห็น ไม่เคยผ่านตา บรรดา metaphors ต่างๆ ที่ผมเอ่ยถึงในย่อหน้าก่อนบ้าง? หรือต่อให้ไม่เคยเห็น ป่านนี้ มีใคร ไม่รู้ข่าวกรณี "สาว DHL" "ก้านธูป" หรือ "มาร์ค วี11" บ้าง? ส่วนข้อที่อ้างว่า "ถ้าพูดจะทำให้ถูกกล่าวหาว่าคิดล้มเจ้า" - ขอถามว่า แล้วที่ผ่านมา การไม่ "นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง" อย่างตรงไปตรงมา ทำให้ไม่ถูกกลาวหาหรือ? ตั้งแต่กรณีสุเทพโจมตีทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี (ซึ่งศาลโอเคว่า ทำได้) ไปถึงกรณี แผนผัง ศอฉ. ถึงกรณีรายการ "เจาะข่าวร้อน" และบรรดาหนังสือ "เปิดโปงขบวนการล้มเจ้า" ต่างๆ มีเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่บางคนในหมู่ "เสื้อแดง" เสนออกมา คือ (ถ้ายืมคำที่มีการใช้กันตามเว็บบอร์ด) "ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการกับปัญหานี้ดีกว่า" ข้อโต้แย้งของผมคือ ลำพัง "ธรรมชาติ" ไม่ว่าจะเข้า "แทรกแซง" อย่างไร ก็ไม่สามารถจัดการกับเรื่องทางโครงสร้างการเมือง- กฎหมาย และเรื่องทางวัฒนธรรม รูปการจิตสำนึกต่างๆ ได้ "ธรรมชาติ" อาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้จริง แต่ผมขอเสนอว่า ไม่สามารถทำให้เกิดผลกระทบในแง่ของความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง และระบอบจิตสำนึก (ideology) ได้ หากไม่มีการอภิปราย นำเสนอ ทางเลือกอื่น เข้ามาต่อสู้แข่งขันทางความคิดด้วยตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าผมกำลังพยายามเสนออะไร ผมขอยกตัวอย่าง รูปแบบการนำเสนอ-อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์แบบหนึ่ง ที่ผมขอเรียกรวมๆว่า "โมเดล นปช.USA" (ผมไม่ได้หมายความว่า มีแต่ที่เว็บไซต์ นปช.USA ที่ใช้รูปแบบนี้ ต้องขออภัยต่อเว็บดังกล่าวที่ "ยืม" ชื่อมาตั้งเป็นแบบอย่างอภิปรายเพื่อให้เห็นง่ายๆ ชัดเจน) "โมเดล" นี้ ความจริงเป็นคนละแบบกับเรื่องการใช้ metaphors ต่างๆ ที่เพิ่งพูดไป แต่ในหลายกรณี ก็มีลักษณะ "ซ้อนทับ" หรือ "เหลื่อม" กันอยู่ ชนิดที่แทบจะแยกกันไม่ออก (กรณี "นิยาย ยายไฮ" อาจจะเป็นตัวอย่างได้ดี) ผมไม่เคยเสนอ หรือสนับสนุน หรือทำเอง การอภิปรายตาม "โมเดล" นี้ ด้วยเหตุผลดังนี้ ในขณะที่ผมเห็นว่า ตามหลักการประชาธิปไตย การอภิปรายในลักษณะนี้ ควรจะไม่ผิด (เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาก็ย่อมเป็นสิทธิของคนฟัง) แต่ความจริงคือ นี่เป็นการอภิปรายที่เกินขอบเขตของกฎหมายในขณะนี้ และดังนั้น จึงมีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถทำให้เป็นเรื่อง "กระแสหลัก" (mainstream) ของชีวิตสาธารณะของสังคมได้ แต่วิกฤตครั้งนี้ เกี่ยวพันถึงอนาคตของประเทศที่มีพลเมืองหลายสิบล้านคน ว่าเราต้องการการเมือง และสังคม หรือวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตแบบใด (เป็นการถูกต้องหรือไม่ที่มีเพลงสรรเสริญฯก่อนฉายหนัง หรือ "ข่าวสองทุ่ม" ขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างไร? เป็นต้น - นี่ยกตัวอย่างรูปธรรมสุดๆ ให้ดู) ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้ จะต้องผ่านการทำความเข้าใจ หรือกระทั่งยอมรับ-รับได้ของคนจำนวนมหาศาล ซึ่งคงไมใช่ด้วยการใช้โมเดล ที่ว่าเป็นแน่ แต่จะต้องด้วยการทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแพร่หลายที่สุดว่า หลักการและการปฏิบัติที่เป็นอยู่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เป็นสิ่งไม่ถูกต้องอย่างไร โดยทีการอภิปรายนี้ จะต้องทำให้เป็นเรื่องสาธารณะ เป็นเรื่องเปิดเผยให้มากที่สุดได้ ภายใต้ข้อจำกัดแน่นหนาของกฎหมายปัจจุบัน ถึงเวลาหรือยัง? - ความจริง ผมเห็นว่า เกินเวลาไปนานแล้ว แต่เริ่มช้า ดีกว่าไม่เริ่ม - ที่จะมีการ "นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง" เกี่ยวกับประเด็นใจกลางของวิกฤติครั้งนี้ คือ "จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม- การเมืองไทยอย่างไร?" หรือ สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ควรเป็นเช่นไร ตามหลักการประชาธิปไตย จากในหมู่ "คนเสื้อแดง" หรือคนที่เห็นใจ "คนเสื้อแดง" ตั้งแต่ตัวทักษิณลงมา ถึงบรรดานักวิชาการ นัก นสพ. นักการเมือง ที่เห็นอกเห็นใจเสื้อแดงทั้งหลาย(พูดอย่าง realistic ผมคิดว่า ต้องเริ่มจาก 3 กลุ่มนี้ ในเวลาใกล้เคียงกัน หรือตามลำดับกัน คือ นักวิชาการ, สื่อมวลชน, นักการเมือง) ผมขอเสนอว่า การทำให้การ "นำเสนอปัญหา-อภิปราย-เสนอข้อเรียกร้อง" เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ตามหลักการประชาธิปไตย ให้เป็นเรื่อง "กระแสหลัก" (mainstream) ของสังคมให้ได้ คือ ให้มีการอภิปรายเรื่องนี้ตรงๆ ในวงวิชาการ ในที่สัมมนา ในทางสื่อมวลชน นสพ. ทีวี และในวงการนักการเมือง เป็นภาระสำคัญที่สุดของฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตยต้องการการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน หากยังไม่มีการอภิปรายปัญหานี้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และจริงจัง และไม่หาทางแก้ปัญหานี้อย่างสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่ . . . ประเทศไทยจะมุ่งหน้าไปสู่การปะทะครั้งใหม่ ที่จะมีความรุนแรง ชนิดที่ทำให้เหตุการณ์ทีราชประสงค์เมื่อเร็วๆนี้ กลายเป็นเรื่อง "งานเลี้ยงปิคนิค" ไปได้
ครบรอบ 5 ปี วิกฤติประเทศไทยปัจจุบัน ประเด็นใจกลางตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้ ไม่เคยเปลี่ยน : จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม- การเมืองไทยอย่างไร?
แด่ B.E.
"If from the distance that separated us, am I still recognizable to you, the past, O you sharer of my sufferings?"
"Those were beautiful days, but they were followed by a sorrowful twilight . . ."
Friedrich Holderlin
ต้นเดือนกันยายน 2548 สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ "เปิดตัว" หนังสือ "พระราชอำนาจ" โดย ประมวล รุจนเสรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่มีบท "อาเศียรวาท" (เพิ่มขึ้นมาจากการพิมพ์ครั้งแรก) ที่อัญเชิญพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวฯ (ที่ทรงรับสั่งให้ ปีย์ มาลากุล นำมาให้ประมวล) ว่า "เราอ่านแล้ว เราชอบมาก" - ผมเสนอว่า เราอาจถือเอาเหตุการณ์นี้ เป็น "จุดเริ่มต้น" ของวิกฤตประเทศไทยปัจจุบัน[1] นี่เป็นวิกฤต ที่มีความเข้มข้นแหลมคม รุนแรง และยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องไม่หยุด (และยังไม่ยุติ) ชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 11, 2010
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?
รำลึก 10 เม.ย. คนเสื้อแดงวางดอกไม้แดงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท 10 ส.ค.53 เวลา 19.00 น.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มีการจัดงานรำลึกครบรอบ 4 เดือนการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม นปช.จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว และถนนดินสอใกล้โรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 25 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 800 คน กิจกรรมเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีการแจกดอกกุหลาบสีแดงมาให้ผู้ที่มาร่วมรำลึกเหตุการณ์นำมาวางที่ฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 30 คน ณัฐยา เวรุนัต หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรม เล่าว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะกำลังเดิน มีแก๊สน้ำโยนตาลงมาเฮลิคอปเตอร์โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น และเห็นคนเสื้อแดงถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งภาพดังกล่าวยังติดตามาจนถึงทุกวันนี้ สนั่น อายุ 53 ปี หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมกล่าวว่า เดินทางมาร่วมกิจกรรมเนื่องจากเพื่อนของตนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน โดยที่เขายังรู้สึกขมขื่นและคิดถึงเพื่อนที่จากไป และขอร้องให้นายกรัฐมนตรีสะสางและรับผิดชอบเรื่องผู้เสียชีวิต รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างจริงจังและจริงใจ ‘เดียร์ฮันเตอร์’ ช่างภาพอิสระ เล่าว่าตนเห็นทหารเล็งปืนใส่กลุ่มผู้สื่อข่าวหลายครั้ง ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ตนอยู่ที่บริเวณสะพานพระราม 8 ขณะกำลังยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ ถูกทหารยิงกระสุนยางเข้าใส่ที่กล้อง 1 นัด และถูกยิงเข้าที่แขนอีก 1 นัด ในการทำกิจกรรม ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ผู้ร่วมกิจกรรมจึงแยกย้ายกันเดินทางกลับ
รายงาน: วันแม่ น้ำตาแม่ ความทรงจำของแม่ผู้สูญเสียลูกจากการสลายการชุมนุม
ที่มา ประชาไท เรื่องราวของหนึ่งแม่ผู้สูญเสียลูกชายไปกับกระสุนปืน 5 นัด วันที่ 10 เมษา หนึ่งแม่ผู้สูญเสียลูกสาวไปกับกระสุนปืน 10 นัด วันที่ 19 พฤษภา และอีกหลายแม่ที่สูญเสียตัวตนดั้งเดิมกลายเป็นคนใหม่ผู้มุทะลุเก็บข้อมูลความสูญเสียมารายงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย *หัวใจแม่ แหลกสลาย ในวันนั้น *หัวอกแม่ ผู้สูญเสีย แสนชอกช้ำ *แผ่นดินนี้ แม่ของแม่ อยู่แก่เฒ่า *ลูกเรียกร้อง ป้องประชาธิปไตย ว ณ ปากนัง 000 วันแม่ปีนี้ แม่หลายคนไม่มีโอกาสได้รับดอกมะลิหรือการกราบแทบเท้าจากลูกชาย ลูกสาว อย่างที่มักได้ยินโฆษณารณรงค์ตามสื่อต่างๆ เพราะพวกเธอสูญเสียลูกไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่จากโรคภัยไข้เจ็บอันเกินเยียวยา ไม่ใช่อุบัติเหตุอันไม่อาจยับยั้ง แต่จากการชุมนุมทางการเมือง ... สำหรับ ‘สุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์’ ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นลูกชายคือ ภาพของเด็กหนุ่มที่นอนนิ่ง เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด พร้อมรอยกระสุน 5 นัด เต็มแผงอก เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ หรือโบ้ท เด็กหนุ่มวัย 29 ปี เสียชีวิตบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 “มันเป็นความผิดของแม่เอง แม่สอนเขาแต่เล็ก ถ้าเห็นอะไรไม่ถูกต้องอย่าไปยอมก้มหัวให้” สุวิมลกล่าวช้าๆ ด้วยนัยตาแข็งๆ เหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวตลอดการสนทนา “แม่นอนไม่ค่อยหลับ กลางคืนมันเงียบ.. คอยแต่จะตื่นมาคิดถึงโบ้ทมัน” เราเจอเธอครั้งแรกที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อครั้งครบรอบ 1 เดือนเหตุการณ์ 10 เมษา เธอมาพร้อมสามีและเพื่อนสนิทของลูกอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือ เรย์ ซึ่งร่วมชุมนุมอยู่กับโบ้ทด้วยในวันเกิดเหตุ หลังจากนั้นเราก็มักพบเห็นเธออีกหลายต่อหลายครั้งในงานรำลึกที่กลุ่มต่างๆ จัดขึ้น สองสามีภรรยาพากันตระเวนพร้อมกระเป๋าหนึ่งใบที่บรรจุเอกสารหลักฐานการตาย รวมถึงภาพสยดสยองของศพลูกชาย พวกเขาจะคอยหยิบมันออกมาทุกครั้งเมื่อมีคนไถ่ถามถึงเหตุการณ์ “ผมไม่ได้หัวรุนแรงอะไรเลย เพียงแต่คิดว่าอยากไปช่วยเขา ถ้ามีคนไปเยอะๆ ทหารก็คงสลายประชาชนไม่ได้” เรย์เพื่อนของโบ้ทบอกถึงความรู้สึก ณ ขณะนั้น เขาเล่าว่าในวันเกิดเหตุเขาและโบ้ทขับมอเตอร์ไซด์จากนางเลิ้งไปยังสี่แยกคอกวัวตอนประมาณทุ่มกว่า ทหารกับผู้ชุมนุมอยู่คนละฝั่ง เมื่อเกิดการยิงและเริ่มมีผู้บาดเจ็บจากด้านหน้าทยอยลำเลียงออกมา เขาถอย แต่โบ้ทไม่ถอย จากนั้นทั้งสองก็พลัดหลงกัน เขาหาโบ๊ทไม่เจอและตัดสินใจกลับบ้าน “กระสุนน่ะเราไม่เห็น เห็นแต่คนร่วง แต่มันมาจากฝั่งทหารแน่ อย่างโบ้ทนี่โดนทหารแน่นอน เขาอยู่ด้านหน้าเลย เวลาศอฉ.พูด ผมไม่อยากฟังเลย โกหกทั้งนั้น กระสุนปลอมบ้าอะไร เขายิงระดับหน้าอก หัว อย่างเดียวเลย อย่างโบ้ทนี่ไม่ใช่ลูกหลง ไม่มีทางเป็นลูกหลง มัน 5 นัด เต็มหน้าอก กราดเลย มี 2 นัดเข้าหัวใจ” เรย์กล่าว ทั้งพ่อและแม่ยังสวมเสื้อสีแดงทุกวัน จนถึงทุกวันนี้… เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นตรงไหนแน่ แต่พ่อ แม่ และโบ๊ท ไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงตั้งแต่ปีที่แล้ว พวกเขามีความชื่นชอบในนโยบายของทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนเดิม ประกอบกับเห็นความไม่ถูกต้องในบ้านเมืองมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้สุวิมลและสามียอมหยุดกิจการขายอาหารตามสั่งหลายวันติดต่อกัน เพื่อไปร่วมชุมนุมในปีนี้ที่ราชดำเนิน-ราชประสงค์จนดึกดื่นแทบทุกวัน ในคืนวันที่ 10 เมษา เธอและสามีอยู่ที่เวทีราชประสงค์และนัดหมายกับลูกชายว่าจะมาเจอกันด้านหน้าเวที แต่ก็ไร้วี่แวว “ช่วงแรกเรายอมรับว่าเราออกมาเคลื่อนไหวเพราะเราชอบทักษิณ แต่ตอนนี้มันเลยมาแล้ว สังคมมันแบ่งแยกกันออกไปเลย สังคมคนชั้นสูง ชั้นต่ำ มันไม่ใช่แค่รักทักษิณอย่างเดียวแล้ว เราอึดอัดเพราะรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยเรื่องไม่ถูกต้อง มันไม่ยุติธรรม หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่เป็นประชาธิปไตย จนกระทั่งทุกวันนี้มันเหมือนประชาชนคนไทยแม่งถูกกดหัวอยู่ อะไรๆ ก็โดนบล็อกไว้หมด เขารู้สึกกันทั้งนั้น แม่ก็เป็นแค่แม่ค้าธรรมดา ไม่ใช่เรียนรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ แต่ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้จริงๆ ไม่ต้องจบพวกนั้นเราก็มองออก แล้วคนที่ทำไร่ทำนาอย่าไปคิดว่าเขาโง่นะ คนที่เขาสูญเสียเหมือนกัน เขามีความรู้สึกเดียวกับเราเลย ถึงเขาจะอยู่ต่างจังหวัดเขาก็รู้เรื่องหมด สมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว” สุวิมลกล่าวในวันทำบุญครอบรอบ 50 วันการเสียชีวิตของลูกชาย ท่ามกลางสถานการณ์ปรองดองฟีเวอร์ สุวิมลเพียงแต่หวังว่าเธอจะได้รับความเป็นธรรมบ้างในเร็ววันนี้ เพื่อจะได้เผาศพลูกชายที่ยังคงนอนอยู่ในโลง ให้เขาไปสู่สุขคติเสียที ... 000 ระหว่างที่ผู้คนกำลังสนทนากันอย่างออกรสในเต๊นท์ด้านในท่ามกลางอากาศที่แสนจะร้อนอบอ้าวในวันทำบุญครบรอบ 1 เดือนที่วัดปทุมวนาราม พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน้องเกด อาสาสมัครที่ถูกยิงเสียชีวิตแอบปลีกตัวมายืนมองรางรถไฟฟ้าบีทีเอสด้านหน้าวัดเพียงลำพัง เนิ่นนาน คงมีแต่ความเงียบและความสะท้านสะเทือนใจเท่านั้นที่ครอบคลุมบรรยากาศ กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด วัย 25 ปี เป็นอาสาสมัครพยาบาลที่ไปหลบอยู่ในวัดปทุมฯ ร่วมกับชาวบ้านอีกหลายพันคนในวันที่ 19 พ.ค. มีพยานยืนยันว่าเห็นทหารบนรางบีทีเอสยิงเข้ามาในเต๊นท์พยาบาลด้านหน้าวัดในช่วงโพล้เพล้ ทำให้เธอเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกันอาสาสมัคร และประชาชนมือเปล่าคนอื่นๆ รวม 6 ศพ บรรดาอาสาสมัครกลุ่มนี้เป็นกลุ่มอิสระที่รวมตัวกันตั้งแต่วันที่ 10 เมษา ไม่มีสังกัด มากันเองจากคนละทิศละทางอันเนื่องมาจากการเข้าช่วยเหลือคนเจ็บ คนตายในเหตุการณ์ในคราวนั้น เกดก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ พะเยาว์เล่าว่า ตั้งแต่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง เกดมักกลับบ้านดึกดื่นหรือไม่ก็ไม่กลับเลยเพราะมัวแต่อยู่เต๊นท์พยาบาลคอยช่วยเหลือผู้ชุมนุม เกดมักเล่าให้แม่ฟังว่าในที่ชุมนุมมีแต่เด็ก คนแก่ เต็มไปหมด ยามเจ็บไข้ได้ป่วยจะทำอย่างไร เห็นแล้วเธออดสงสารไม่ได้ ...เหตุผลเช่นนั้นทำให้ผู้เป็นแม่หมดหนทางจะทัดทานลูกสาวด้วยเช่นกัน เกดเรียนจบไม่สูงนักเพราะต้องออกมาช่วยแม่ขายของ จำพวกพวงมาลัย ดอกไม้ ขนมนมเนย แต่ก็พยายามเรียนต่อจนจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มีนิสัยรักการช่วยเหลือคน (แบบผจญภัย) มาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พะเยาว์เล่าว่าตั้งแต่ม.3 ก็ชอบตระเวนไปกับเพื่อนหน่วยกู้ชีพเพื่อช่วยคนเจ็บ เก็บคนตายแล้ว และชีวิตก็เบนเข็มมาวนเวียนอยู่กับคนเจ็บคนตายเช่นนั้นเรื่อยมา ในงานศพของเกดที่วัดใกล้บ้าน ผู้เป็นพ่อยังคงช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกินไม่ได้ พูดไม่ออก ขณะที่ผู้เป็นแม่เริ่มตั้งสติได้ เธอไม่กล้าที่กล่าวโทษใครอย่างชัดเจน แต่หลังจากเริ่มมีพยานหลักฐาน เช่นรูปและคลิปของทหารบนรางรถไฟฟ้า ปากคำพยานในเหตุการณ์ที่มาเล่าให้ฟัง การตอบสนองจากรัฐบาล ตลอดจนผลชันสูตรที่พบว่า ลูกสาวของเธอโดนยิงถึง 10 นัด ไม่ใช่ 2 นัดตามที่เธอเข้าใจ ทำให้เธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเดินทางทวงถามหาความยุติธรรมให้กับลูกอย่างไม่หยุดหย่อน “ของขวัญวันแม่เหรอ แม่อยากได้แค่อย่างเดียว อยากได้ความเป็นธรรมให้ลูกของแม่ แค่นั้นแหละ” 000 ภายหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุม ไม่เพียงมีแม่หลายคนที่ต้องสูญเสียลูก หรือได้รับของขวัญเป็นลูกคนใหม่ที่สูญเสียอวัยวะ พิกลพิการ ยังมีแม่อีกจำนวนหนึ่งที่สูญเสียตัวตนในแบบเดิมไปแล้วท่ามกลางความโศกเศร้า หม่นหมอง และความเสียหายที่กระจัดกระจายอยู่ตามซอกหลืบของสังคมอันสงบสุข หากใครเป็นสิงห์ไซเบอร์ เสือเฟซบุ๊ค ย่อมต้องรู้ว่า ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ไม่ได้เงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนจำนวนมากพยายามรวบรวมข้อมูลและส่งต่อข่าวสาร ความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ทั้งในส่วนของญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ครอบครัวผู้ถูกจับกุม อัพเดทสถานการณ์กันวันต่อวัน กระเสือกกระสนกันเท่าที่พละกำลังแต่ละคนจะอำนวย กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงสี หรือ เจ แม่ของลูกสาววัย 5 ขวบ ก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เธอใช้เฟซบุ๊คแทนอาวุธปืน และใช้ข้อมูลข่าวสารแทนกระสุน ทั้งที่มีอาชีพรับราชการ แต่เธอใช้เวลาว่างทั้งหมดที่มีไปกับการเก็บข้อมูลญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ คนแล้วคนเล่า นำมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเผยแพร่ข้อมูลไปพร้อมๆ กับประสานความช่วยเหลือจากผู้อ่านไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบ เริ่มต้นลุยเดี่ยวจนกระทั่งปัจจุบันเริ่มมีอาสาสมัครผลัดกันมาช่วยเก็บข้อมูล เยี่ยมเยียนคนเจ็บ คอยนั่งรถเป็นเพื่อนกันขากลับยามดึกดื่น และอาสาสมัครส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นแม่ที่ทิ้งลูกเล็กไว้เบื้องหลังเพื่อมาเดินตามตรอกค้นหาบ้านคนเจ็บร่วมกันทั้งนั้น “ตอนแรกก็อธิบายให้ลูกฟัง ลูกก็เข้าใจ แต่พอมันหนักเข้าๆ ลูกเริ่มไม่เข้าใจอีกแล้ว ทำไมแม่ไม่มีเวลาพาไปเที่ยวสวนสัตว์ เที่ยวห้างเหมือนเดิม” เจเล่าให้ฟัง เบื้องหลังของขบวนการแม่ลูกอ่อนแต่ละคนก็เป็นสิ่งน่าสนใจ บางคนเข้ากับเสื้อแดง อยู่ร่วมชุมนุมจนวันสุดท้าย ซึมซับทุกเหตุการณ์ความรุนแรง ขณะที่เจเองมีพื้นฐานต่างออกไป เธอเป็นลูกของนักวิชาการรุ่นใหญ่ที่มีชื่อเสียง อยู่ในสังคมระดับบน จบจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปเป็นปลัดอำเภออยู่จังหวัดห่างไกลนับสิบปี จุดเริ่มต้นกับเสื้อแดงของเธอมีเพียงการแวะเวียนไปเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ที่เคยประจำการซึ่งมาร่วมชุมนุมกับ นปช.ด้วย อาจเป็นเพราะสมัยที่เป็นปลัดอำเภอนั้นทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างถึงพริกถึงขิงจนเข้าใจประชาชนในต่างจังหวัดเป็นอย่างดี ทำให้ทนไม่ได้เมื่อเห็นพวกเขาถูกกระทำ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ 10 เมษา เจเริ่มเข้าไปป้วนเปี้ยนในม็อบมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย ซึ่งเธอเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลส่วนงานนี้อยู่ จนกระทั่งหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภา มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในจำนวนนั้นมีอาสาสมัครกู้ชีพเสียชีวิตถึง 5 คน จากนั้นมาเธอกลายเป็นอาสาสมัครที่แข็งขันที่สุดในการนำข้อมูล เรียกร้องความเป็นธรรม โดยไม่เกรงกลัวหัวโขน ของตำแหน่งหน้าที่การงานจะหลุดจากบ่า เธอและเพื่อนๆ ตระเวนเยี่ยมคนบาดเจ็บและติดตามความคืบหน้าต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประสานงานระหว่างแหล่งข่าวกับผู้สื่อข่าวที่สนใจติดตามประเด็นเหล่านี้ด้วย บ่อยครั้งที่เห็นเธอน้ำตาซึมกับเรื่องเล่าสะเทือนใจของผู้สูญเสีย ผู้ซึ่งลูกๆ สามี ญาติพี่น้องของพวกเขาไม่มีโอกาสได้หว่านไถ ปลูกข้าวบนนาของแม่อีกแล้ว..
วันลูกฉัน ถูกเข่นฆ่า ล่าสังหาร
ภาพที่เห็น เป็นที่รู้ กู่ประจาน
เมื่อมีการ ยิงสลาย ฝ่ายชุมนุม
ถูกเหยียบย่ำ กลางดวงใจ เหมือนไฟสุม
ในภาวะ ถูกปิดปาก จากควบคุม
แม่ร้อนรุ่ม ขอเป็นธรรม แลน้ำใจ
หวังให้เจ้า ได้สืบต่อ รอหว่านไถ
แต่ลูกเอ๋ย เจ้าถูกฆ่า มาจากไป
พาหัวใจ แม่สลาย ใจทุกข์ล้น
เผด็จการ มารใหญ่ ใช้ปืนก่น
แม่จะสู้ อยู่ต่อไป ใจอดทน
นี่แหละแม่ วีรชน คนเสื้อแดง
10 สิงหาคม 2553