WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 11, 2010

เขาพระวิหารปัญหาของประเทศหรือรัฐบาล

ที่มา ไทยรัฐ


ท่าทีรัฐบาลและพันธมิตรฯในการออกมาแสดงบทบาทเรื่องของข้อพิพาทเขาพระวิหาร หลังจากที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปาหี่ อย่างไรชอบกล การจุดประเด็นทวงคืนเขาพระวิหารเริ่มต้นมาจากพันธมิตรฯในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ทำให้เกิดชนวนความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามาระยะหนึ่ง

วันนี้ประเด็นเขาพระวิหารถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของทั้งสองประเทศอีกครั้ง แต่เป็น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพันธมิตรฯ ซึ่งมีจุดยืนร่วมกันมาตลอด จึงเป็นเหตุให้เกิดข้อกังขาว่าที่พันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวประเด็นเขาพระวิหารตอนนี้ เป็นเพราะจะโชว์ศักยภาพทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหม่ได้ลองชิมลางส่งผู้สมัคร ส.ก.-ส.ข.ใน กทม.ด้วย

ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ดูจะหาทางลงเรื่องของเขาพระวิหาร ที่ กัมพูชาไปประกาศชัยชนะ ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ผ่านมา อันเนื่องมาจาก คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปลงนามรับรองแผนการบริหารเขาพระวิหารของกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อย

จะมีผลกับประเทศไทยอย่างไรบ้างเป็นอีกเรื่อง แต่ในส่วนของกัมพูชาถือว่าได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะท่าทีของรัฐบาลไทยในการไปลงนามยอมรับแผนการบริหารนั้น ก็ถือว่าไม่ได้คัดค้านขัดขวางการเป็นเจ้าของเขาพระวิหารของกัมพูชา ดังนั้น การที่กัมพูชาจะชะลอการขึ้นทะเบียนไปอีก 1 ปี ก็ไม่มีปัญหาอะไร

เสียงเยาะเย้ยจาก รมว.ต่างประเทศกัมพูชา งานนี้เป็นแค่ความฝันของนายกรัฐมนตรีไทยที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชาเพราะขั้นตอนทุกอย่างเลยช่วงเวลานั้นไปแล้ว

ท่าทีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในยามนี้จะออกมา แสดงจุดยืนทางทีวีทุกวัน ว่ารักชาติ จะติดตามทวงคืนเขาพระวิหาร จะใช้เอ็มโอยู 43 หรือจะใช้สันปันน้ำ หรือแผนที่ฝรั่งเศสอย่างไร เป็นเรื่องในอดีต จะไปขุดของเก่ามาเล่าเรื่องใหม่อย่างไรก็เป็นแค่ปาหี่อยู่ดี

รัฐบาลจะ ต้องคลำปัญหาให้ถูกซะก่อน ว่าตอนนี้เรื่องของ เขาพระวิหารอยู่ในขั้นตอนไหนอย่างไร และมีวิธีการดำเนินการอย่างไรต่อไป ใครควรจะรับผิดชอบ ซึ่งก็อยากจะดักคอไว้ล่วงหน้าว่าอย่าไปคิดตั้งกรรมการขึ้นมาปัดสวะ

ในอนาคตไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม ก็ย่อมมีทางออกเสมอถ้าจะเจรจากันเหมือนที่ผ่านมา ปัญหาแนวชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกับพม่า ลาว มาเลเซีย แต่เขายอมเราเรายอมเขาถ้อยทีถ้อยอาศัย สุดท้ายข้อพิพาทอย่างมากคุยกันในระดับคณะกรรมการปักปันชายแดนอะไรไม่ลงตัวก็ข้ามๆไปก่อน

เขาพระวิหารยังจะชี้ให้เห็นการ ขาดความเป็นนิติรัฐ ของรัฐบาลด้วย เด็กและเยาวชนที่เชียงรายแค่เขียนข้อความทางการเมืองเดินไปเดินมาก็ถูกจับเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชนซะแล้ว แค่ผูกผ้าแดงตามเสาก็ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว แต่คนกลุ่มหนึ่งจะชุมนุมจะประท้วงกันทีรัฐบาลรู้สึกเกรงอกเกรงใจเป็นพิเศษ.

หมัดเหล็ก

ทิศทางเศรษฐกิจไทย

ที่มา ไทยรัฐ


นโยบายการเงินการคลังของประเทศที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม มีเสียงเตือนถึงเรื่องของ อัตราดอกเบี้ย ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมจะมีภาระมากขึ้นตามมา ทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ใช่อยู่ที่ปัจจัยทางการเมืองอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการรับมือล่วงหน้าด้วย เช่น เรื่องของภาษี เป็นต้น

วันก่อน คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ไปพูดให้ สมาชิกหอการค้าร่วมต่างประเทศถึงความพร้อมของประเทศไทยเพื่อก้าวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไว้น่าฟัง

การผลักดันเศรษฐกิจจะต้องให้ ภาคธุรกิจเป็นผู้นำเข้าไปสู่นโยบายของรัฐ โดยผ่านทางนักการเมือง ที่จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลความต้องการของภาคเอกชนและข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อไปสู่การแข่งขันและความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่กว่าในระบบการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ซึ่งจะมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญ และงบลงทุนของต่างประเทศในอาเซียนมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

ในด้านการส่งออกนั้นบ้านเรา มีการส่งออกเฉพาะในภูมิภาคนี้ ตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. มียอดส่งออก 1.8 หมื่นล้านบาท หลังจากที่มีการยกเลิกภาษีระหว่างอาเซียนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เฉพาะประเทศฟิลิปปินส์มีการส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 90 อินโดนีเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 89

เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอาเซียนนั้นจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน ดังนั้นประเทศไทยก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเคลื่อนย้ายอย่างอิสระของปัจจัยการผลิต การบริหารต่างๆ รวมถึงการลงทุน เงินทุน หรือแรงงานในระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน

ประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ ถ้านักการเมืองขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของภาคธุรกิจ จึงอยากให้ ภาคธุรกิจทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่ออนาคตของประเทศ

สิ่งสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ มีการเร่งปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ ที่จะช่วยให้การดำเนินการทางธุรกิจคล่องตัวมากขึ้นทันกับการแข่งขัน

อาทิ กฎหมายใหม่ของกรมศุลกากร มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และมีความเที่ยงธรรมมากขึ้น แผนการปฏิรูปกรมศุลกากรเป็นการยกเครื่องการทำงานของกรมศุลกากรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 135 ปี โดยรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ สมาคมการค้า หอการค้า นำมาปรับปรุงแก้ไข

เราเสียโอกาสเพราะวิกฤติการเมืองที่ยาวนาน เมื่อสามารถที่จะปรับตัวรองรับกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้แล้วจึงต้องเร่งฟื้นฟูปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงโดยทันที ไม่อยากจะใช้คำว่าสายเกินแก้ แต่มาถึงจุดนี้ เศรษฐกิจจะต้องนำการเมือง ในทิศทางที่จะต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่ยุคที่นักการเมืองมาชี้นิ้วบงการตามอำเภอใจ.


หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 11/08/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 11/08/53

ปมรถเมล์ทำพิษ สภาฯล่มอีก ภท.โดดประชุม

ที่มา ไทยรัฐ

ที่ประชุมสภาผู้แทนฯ ล่มอีกหน "ปู่ชัย" สุดจะเหนี่ยวรั้ง หลังยื้อเวลาให้สมาชิกได้คุยกัน 1 ชั่วโมงครึ่ง
แต่ไร้ผล นับองค์ประชุมมี ส.ส.แสดงตนเพียง 216 คนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง โดยเสียงที่หาย ส่วนมากเป็นของ ส.ส.ภูมิใจไทย...

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ส.ค. ที่รัฐสภาได้มีกำหนดประชุมสภาผู้แทนราษฎร
โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานที่ประชุมทั้งนี้หลังจากได้เปิดโอกาส ให้สมาชิกได้หารือในเรื่องต่างๆ นานกว่า 1 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถเปิดประชุมได้เนื่องจากมี ส.ส.มาลงชื่อไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
จนทำให้ นายชัย ต้องประกาศเลื่อนการประชุมออกไปอีกครึ่งชั่วโมง เป็นเวลา 10.30 น.
เนื่องจากเห็นว่ามี ส.ส.มาแสดงตนเพียงแค่ 229 คน ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 238

ต่อมา นายชัย ได้ขึ้นนั่งบนบังลังก์อีกครั้ง
โดย ร.ต.อ.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยได้ขอหารือกรณีมีข่าว
อดีตประธานรัฐสภาขืนใจข้าราชการซี 5 ว่า สร้างความเสียหายต่อสถาบันรัฐสภาอย่างมาก
ตนยืนยันแน่นอนอดีตประธานรัฐสภาคน นั้นว่าไม่ใช่ประธานชัย แน่นอน
และเห็นว่าควรจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง นายชัย ได้กล่าวติดตลกตอบว่า
"หากเป็นผมก็ดีน่ะสิ" แต่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลสถาบันไม่ได้ทำอะไรเสียหาย
คงไม่สามารถที่จะตั้งกรรมการตามที่เสนอมาได้

จากนั้น นายชัย ได้สั่งให้นับองค์ประชุมก่อนว่าจะสามารถเปิดประชุมสภาฯ ในครั้งนี้ได้หรือไม่
แต่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงว่าใครเป็นผู้ขอให้นับองค์ประชุม
โดยนายชัยชี้แจงว่าตนเป็นผู้สั่งให้นับองค์ประชุมเอง เพราะที่ผ่านมาตนถูกร้องให้ตีความมาหลายเรื่องแล้ว
หากยังปล่อยให้มีการประชุมต่อไปทั้งที่ไม่ครบองค์ประชุมก็คงต้องถูกคัดค้านแน่

ผลการเสียบบัตรแสดงตน ปรากฎว่ามีส.ส.แสดงตนเพียงแค่ 216คน เสียงของส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหายไปถึง
เกือบ 60 คนทำให้นายชัยต้องแจ้งต่อที่ประชุมว่าวันนี้ (11 ส.ค.) จะไม่มีการประชุมสภาฯ
โดยถือเป็นการล่มครั้งแรกหลังเปิดประชุมรัฐสภามาได้เพียงสัปดาห์ที่ 2 ทั้งนี้
เสียงที่หายไปส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย
ที่อ้างว่าติดลงทำกิจกรรมในพื้นที่ เนื่องจากวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และวันเฉลิมพระชนมพรรษา.

MOUหมูหวาน

ที่มา บางกอกทูเดย์


เมื่อสมัยที่ยังเป็นเด็ก..
เคยรับฟังว่า..ศาลโลกตัดสินให้ “เขาพระวิหาร” เป็นของเขมร แต่พื้นที่ทางขึ้นเป็นของเรา.. ก็ไม่ว่ากระไรกัน เพราะยังไงมันก็ปีนขึ้นเขามาไม่ไหวแน่

แต่เมื่อมาถึงตรงนี้กลิ่นชักไม่สู้ดีแล้วโว้ย!!
นิสัยคนไทยมักจะยึดสุภาษิตหยั่ง เช่น “เสียทองท่วมหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” กรณีนี้น่าจะเป็น “ถึงไม่มีจะกิน ก็ไม่ยอมเสียแผ่นดินให้ใคร”เหมือนกัน

เอาเป็นว่า..ในขณะนี้ “คนไทย” กำลังถกเถียงกันเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เรื่อง “หนึ่งต่อสองแสน” กับ “สันปันน้ำ” คือเถียงกันไป-ก็งงกันไป

นี่แค่ “สันปันน้ำ”นะ!..ถ้าถึง “ขอปันข้าว” เมื่อไหร่คงวุ่นวายกว่านี้อีกเยอะ
และที่หนักหนาสาหัสอยู่นี้คือคำที่ว่า “เอ็ม.โอ.ยู” นี่แหละ!!

ขนาด นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกัน.. เพราะเมื่อตอนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน..

ก็ ฉอด ฉอด ฉอด ใส่ สมัคร สุนทรเวช กับ นพดล ปัทมะ ยิ่งกว่า “เจ๊ฉอด สายทิพย์” นักจัดรายการวิทยุซะอีก..

แบบว่ากะให้ “น็อคกลางสภา”กันเลยในตอนนั้น.. แต่พอมาถึงตรงนี้ เมื่อรู้ว่า สมัย ที่ ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ได้ทำ เอ็ม.โอ.ยู.ไว้..อ้าว!..ก็จะมาเปลี่ยนใจอีกแล้ว

ก้อ..ขนาดนายกฯ ยังทำงง แล้ว นับประสาอะไรกับกูที่กินข้าวแกง ธงสีฟ้าจานละ 25 บาท จะไม่งง!!

ก๋ำ ได๋ ใส ก๋ำ เดี๊ยก ภาษิตเขมรแปลความได้ว่า “ฟัดกันเองตายกันเอง”
ว่าแล้ว “ฮุน เซ็น”กับ“ฮอ นัมเฮง” และ “นั่ม ฮวด ฟัด” (อันหลังนี้ไม่น่าจะเกี่ยว เพราะเป็นชื่อโรงรับจำนำแถวประตูน้ำนี่เอง)ก็นั่งกระดิกเท้าจิบยาดอง ฉลองชัยสบายใจเฉิบ เกี่ยวกับ เอ็ม.โอ.ยู ที่เหวี่ยงแหออกไป

ซึ่งทำเอา “คุณสุวิทย์” กับ “คุณกิตติ” สองคนในหนึ่งรัฐมนตรี ที่ถูกส่งไปบราซิล..ขณะนี้ก็ยังงงตัวเองอยู่แหร่ม แหร่มว่ากูคือ “ฮีโร่” หรือ “ฮีโรมัยซีน”กันแน่วะ

ตอนหนึ่ง “ฮุน เซ็น” แลบลิ้นแผล็บยาวเกือบถึงใบหู กล่าวกับ รมต.ต่างประเทศ “ฮอ นัมเฮง” ว่า.. “เป็นไงเห็นหรือยัง?.. แผนของไอได้ผลมหาศาลขนาดไหน”..

ไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้ภาษาอังกฤษตัว “เอ็ม โอ ยู” นี่ เมื่อมาผสมรวมกันแล้วอ่านออกเสียงว่า “หมูว่ะ” เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก!

ศีลกับปัญญา

ที่มา บางกอกทูเดย์


เห็นข่าวนายกฯ พูดถึงศีล 5 ก็ประหลาดใจ...เพราะคำว่า ศีล 5 นั้น เป็นหลักพระพุทธศาสนาที่สอนให้คนทั่วไปทำความดี เว้นความชั่ว

ชาวพุทธทั่วไปย่อมรู้จักดีว่า ศีล 5 คือ การห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห้ามลักทรัพย์ ห้ามประพฤติผิดในกาม ห้ามพูดปด ห้ามเสพสิ่งมึนเมา

เรื่องของศีล 5 นั้น มีความหมายในทางธรรมอย่างชัดแจ้ง และศีลนั้นเกี่ยวข้องกับปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ดังที่จะยกความมาให้พิจารณาดังต่อไปนี้

จากความตอนหนึ่งในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเคยตรัสถามพราหมณ์ผู้หนึ่งเรื่องคุณสมบัติของความเป็นพราหมณ์ว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง

พราหมณ์ตอบว่า...คุณสมบัติของผู้เป็นพราหมณ์ในคัมภีร์พระเวทประกอบด้วย 1. มีชาติดี คือเกิดจากบิดามารดาเป็นพราหมณ์สืบสายมา 7 ชั่วบรรพบุรุษ 2. ท่องจำมนต์ในพระเวทได้ 3. มีรูปงาม 4. มีศีล 5. เป็นผู้ฉลาดมีปัญญา

พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อว่า...ถ้าจะตัดคุณสมบัติของความเป็นพราหมณ์ออกบ้าง อะไรตัดได้ อะไรตัดไม่ได้

พราหมณ์ตอบว่า...คุณสมบัติแรกที่ตัดได้คือข้อมีรูปงาม คุณสมบัติที่สองจะตัดได้คือข้อท่องจำมนต์ และคุณสมบัติที่จะตัดได้ต่อไปคือ ข้อมีชาติดี

สำหรับคุณสมบัติที่ตัดไม่ได้คือ มีศีล กับ มีปัญญา สองข้อนี้ตัดไม่ได้ลดไม่ได้ มิเช่นนั้น ไม่นับว่าเป็นพราหมณ์

พราหมณ์ยกตัวอย่างต่อไปว่า...หลานพราหมณ์คนหนึ่ง มีรูปงามผิวพรรณดี ท่องจำมนต์เก่ง มีชาติดีเกิดจากบิดามารดาที่เป็นพราหมณ์มา 7 ชั่วบรรพบุรุษ

แต่ก็ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา รูปผิวพรรณ มนต์ ชาติ จะทำอะไรได้

เมื่อใดพราหมณ์เป็นผู้มีศีล มีปัญญา รวม 2 คุณสมบัติดังนี้ จึงควรบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ และควรเรียกตัวเองว่า “พราหมณ์”

พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อว่า...ถ้าลดศีลหรือปัญญาออกอีกข้อหนึ่ง พอจะกำหนดคุณสมบัติของพราหมณ์ได้หรือไม่

พราหมณ์ตอบว่า...ลดไม่ได้ เพราะศีลชำระปัญญา ปัญญาชำระศีล ในที่ใดมีศีลในที่นั้นมีปัญญา ในที่ใดมีปัญญาในที่นั้นมีศีล

ศีลกับปัญญากล่าวได้ว่าเป็นยอดในโลก เปรียบเหมือนใช้มือล้างมือ ใช้เท้าล้างเท้า ศีลกับปัญญาก็ชำระกันและกันฉันนั้น

พระพุทธเจ้าจึงตรัสรับรองภาษิตของพราหมณ์ว่า “ถูกต้อง”
บทความวันนี้นำเรื่องศีลกับปัญญาในพระไตรปิฎกฉบับประชาชนมาสรุปให้ได้อ่าน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับศีล 5 ที่นายกฯ พูดไว้ ผู้อ่านคงเข้าใจได้มากขึ้น

นอกจากเรื่องศีล 5 ที่มีการห้ามไว้ในเรื่องการฆ่าสัตว์ไว้เป็นประการแรกนั้น สัตว์ที่ห้ามฆ่าย่อมหมายถึงมนุษย์ด้วย

จึงสามารถนำพุทธภาษิตที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มากล่าวถึงได้ดังนี้
บุคคลผู้อาศัย ราคะ โทสะ โมหะ แล้วฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์ ย่อมตกนรก
ผู้อ่านจะคิดต่อได้ไหมว่า...บุคคลใดฆ่าสัตว์โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกัน หรือใช้ให้มีการฆ่า หรือรู้ว่ามีการฆ่าคนอื่นเพื่อตน แล้วยังไม่สำนึกบาปหรือเกรงกลัวบาป

บุคคลนั้นกับพวกย่อม “ตกนรก” มิสามารถออกกฎใดมานิรโทษการตกนรกไปได้!

ปาหี่!?! ม็อบพันธมิตรปวกเปียกผิดฟอร์ม

ที่มา บางกอกทูเดย์



ม็อบพันธมิตรปวกเปียกผิดฟอร์ม
บทจะมา ก็มาเหมือนบิน... บทจะไป ก็ไปไวกว่าการพลิกลิ้น

ก็การชุมนุมคัดค้านกรณีปราสาทพระวิหารที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ของกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่แตกหน่อออกมาเป็นกลุ่มเครือข่ายภาคีคนไทยหัวใจรักชาติ นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดข้อกังขากันขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง

เพราะผิดฟอร์มดุดันของม็อบพันธมิตรฯ ที่เคยยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเกิดข้อสงสัยว่า ... กำลังเล่นอะไรอยู่???

เพราะนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำสมัชชาแห่งประเทศไทย ระบุชัดว่า มารวมตัวกันชุมนุมในฐานะพี่น้องคนไทยที่ต้องการรักษาแผ่นดินไทย แต่รัฐบาลกลับทำเรื่องแผ่นดินเป็นเรื่องเล่นๆ จึงอยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องเอ็มโอยูที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลหลายยุคสมัยที่ได้ทำเอาไว้ว่าเราได้เปรียบ เสียเปรียบตรงไหน และจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร จะยกเลิกได้หรือไม่

ชุมนุมกดดันกันอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนกระทั่ง ศอฉ. ต้องมีการออกประกาศ 2 ฉบับ ให้ถนนรอบทำเนียบ และตัวอาคารในทำเนียบ เป็นเขตหวงห้าม ห้ามม็อบเฉียดใกล้

ซึ่งได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะม็อบย้ายไปชุมนุมหน้ากองทัพภาค 1 ใกล้ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อออกจากพื้นที่ห้ามตามประกาศของ ศอฉ.

แม้ว่าจะมีการขู่ให้รับประกันความปลอดภัยผู้ชุมนุม และให้เวลารัฐบาล 7 วัน ประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ไม่เช่นนั้นจะบุกทำเนียบรัฐบาลอีกก็ตาม

แต่เซียนมวยเซียนม็อบการเมือง บอกว่า ผิดรูปมวย มีกลิ่นทะแม่งๆ เหมือนมีการ “รับงาน”

เพราะก่อนที่จะยอมย้ายพื้นที่ชุมนุม ได้เกิดกระแสตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังเป็นเขตควบคุมตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ ฉะนั้นการชุมนุมทางการเมืองใดๆ ที่เกินกว่า 5 คนขึ้นไป ควรถือเป็นการผิดกฎหมาย

เหมือนๆ กับที่บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงโดนดำเนินคดีอยู่ว่า มีการชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วทำไมกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ กลุ่มม็อบเครือข่ายทั้งหลาย ถึงได้ชุมนุมเย้ย พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้

แถมพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยังออกโรงเรียกร้องให้ผู้ชุมชุมที่ทำเนียบรัฐบาลเดินทางชุมนุมที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 แทน ใช้เหตุผลล่อใจคล้ายกับคำพูดของนายกษิต ภิรมย์ เมื่อครั้งยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ว่า “สนุก อาหารดี ดนตรีเพราะ”

โดยครั้งนี้ พล.ต.จำลอง บอกว่า เป็นการชุมนุมในห้องแอร์ไม่ร้อน แถมมีคอนเสิร์ตให้ได้ชมกัน รวมทั้งจะได้ดูการแข่งขันฟุตบอลอีกด้วย

ถนอมน้ำใจกันสุดๆ ไปเลย...
เมื่อม็อบยอมถอยออกจากหน้าทำเนียบ ซีกรัฐบาลก็ไม่ต้องลำบากใจที่จะตอบคำถามเรื่อง 2 มาตรฐาน

แถมเมื่อนายอภิสิทธิ์ ไปขึ้นเวทีที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี… ขนาดรีบวิ่งมาจากหัวหิน เพื่อมาที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 เมื่อมาถึงก็มีการเข้าไปพบกับแกนนำเป็นการเฉพาะกิจก่อน

และแกนนำก็ถึงขนาดยอมให้มีการเคลียร์พื้นที่ ย้ายผู้ชุมนุมขึ้นไปอยู่บนอัฒจรรย์ แล้วจึงให้นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวทีเพื่อพบกับผู้ชุมนุม... หากไม่มีการประสานงานกันเอาไว้ล่วงหน้า คงไม่ง่ายที่นายอภิสิทธิ์ จะได้คิวขึ้นเวทีม็อบอย่างรวดเร็วเช่นนั้นแน่

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ดูว่าบรรยากาศระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ เครือข่ายประชาชน เป็นไปด้วยดีจนเกินไป จึงมีการระบุว่า จริงๆ แล้วเครือข่ายมีความรู้สึกไม่พอใจ เพราะนายกรัฐมนตรี ยังตอบไม่ชัดเจน

แต่สุดท้ายแม้ว่า นายอภิสิทธิ์จะตอบไม่ชัดเจน หรือแม้ว่านายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ จะย้ำชัดเจนว่า ทางกลุ่มฯ จะชุมนุมคัดค้านเอ็มโอยูปราสาทพระวิหาร หน้ากองทัพภาคที่ 1 จนกว่าจะได้ความชัดเจนว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรให้ได้ดินแดนคืนมา เพราะในการเจรจา นายอภิสิทธิ์ ก็ใช้แต่โวหาร ไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร สำหรับผู้ชุมนุมอีกกลุ่มคาดว่าไม่ได้เห็นต่างกับเรา คือ

รัฐบาลต้องยกเลิก MOU ปี43 และต้องผลักดันชาวกัมพูชาออกทันที
ซึ่งในการขึ้นเวทีของนายอภิสิทธิ์ ก็มีการยืนยันสอดคล้องกันว่า ไม่มีเหตุผลใดที่จะเอาแผ่นดินไทยไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่น ถ้าทำเช่นนั้นไม่ใช่แค่ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นไม่ควรอยู่ในแผ่นดินไทยด้วยซ้ำ

“สำหรับเรื่องเอ็มโอยู จะต้องคุยกันว่าทางไหนดีกว่ากัน ถ้ายกเลิกดีกว่าก็ยกเลิก ถกกันดูเหตผลที่ประโยชน์ของประเทศชาติ อย่ามาพูดว่าห้ามยกเลิก หรือต้องเลิก”

แถมสุดท้ายกลุ่มม็อบก็ประกาศสลายการชุมนุมอย่างง่ายดาย ผิดฟอร์ม ด้วยข้ออ้างว่า กำลังคนไม่มากเพียงพอที่จะต่อสู้ทางการเมือง จึงต้องถอยกลับไปรอจังหวะอีกครั้งหนึ่งก่อน

ทำไมม็อบครั้งนี้จึงพูดง่ายดีจัง??? ทำไมจึงยอมสลายทั้งๆ ที่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนแบบนี้???

จึงไม่แปลกที่จะเกิดข้อสงสัยในสังคมว่า หรือนี่คือการจัดฉากให้เห็นว่า รัฐบาลและ ศอฉ. เอาจริงกับม็อบทุกสี จะได้ลบภาพ 2 มาตรฐานไปเสียที เพราะม็อบกลุ่มไหนมารัฐบาลก็ประกาศใช้อำนาจ ศอฉ. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเหมือนกัน

เพียงแต่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่เชื่อฟังอำนาจ ศอฉ. ไม่สนใจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงต้องถูกสลาย ถูกดำเนินคดี แต่เมื่อม็อบพันธมิตรฯไม่ดื้อดึง พูดง่าย ยอมสลายง่ายๆ ก็ถือว่าไม่ได้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ท้าทายอำนาจ ศอฉ. เพราะฉะนั้นจึงจบกันง่ายๆ แบบนี้แหละ

ส่วนที่สงสัยกันว่า... แล้วทำไมแค่คนไปยืนตะโกน ที่บริเวณแยกราชประสงค์ จึงโดนจับ โดนเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งแค่เด็กไม่กี่คนที่เชียงรายไปยืนถือกระดาษประท้วง แต่ยังถูกรัฐบาลจับกลาง 4 แยก แล้วส่งตัวไปสถานพินิจฯ

ในขณะที่คนกว่า 2,000 คนไปชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ากองทัพภาคที่ 1 หรือแม้แต่เข้าไปยึดสถานที่ราชการคือ อาคารกีฬาเวสน์ 1 กลับไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ

ตรงนี้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ พล.ต.จำลอง และนายวีระ อาจจะคิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นภาพที่กลับยิ่งตอกย้ำเรื่อง 2 มาตรฐานมากขึ้น

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ยังอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า เท่าที่ดูท่าทีของนายอภิสิทธิ์ พล.ต.จำลอง และนายวีระ คล้ายกับว่ามีการเตี๊ยมกันมาก่อน ความล้มเหลวกรณีเขาพระวิหารมันเกิดมาตั้งแต่อดีต รัฐบาลชุดนี้ก็มาทำให้เลวร้ายลงไป

ล่าสุดทางเขมรออกมาเย้ยหยันว่า เรื่องมันจบไปตั้งนานแล้ว อยากถามว่าไม่อายกันบ้างหรือที่ออกมาเล่นละครตบตาประชาชน ไม่ใช่ตนไม่รักชาติ แต่รับไม่ได้กับการเอาพวกพ้องกันเองมาเล่นละครตบตา แถมยังสั่งให้ศอฉ. เล่นปาหี่ ประกาศโน่นประกาศนี่ ไม่ให้เคลื่อนไหว

“ความจริงน่าจะประกาศปฏิวัติให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า เพราะบริหารกันแบบล้มเหลวทุกด้าน วันหน้าเวลาไปประชุมเอเปค หรืออาเซียนซัมมิท หรือเวทีระดับประเทศต่างๆ รัฐบาลคงต้องเอาปี๊บคลุมหัว เพราะทำตัวน่าอายเหลือเกิน” นายสุรพงษ์กล่าว

ข้อสงสัยเหล่านี้... จริงเท็จเพียงใด ทั้งรัฐบาล และกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งหลายล้วนรู้อยู่แก่ใจ
หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องที่มีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง เพื่อจัดฉากครั้งนี้ขึ้นก็ได้
ดังนั้น “ปาหี่” หรือไม่... งานนี้ต้องดูกันให้ลึกๆ

ผู้นำที่แท้

ที่มา บางกอกทูเดย์


คัดมาจาก หนังสือของคุณ ประชา หุตานุวัตร...ที่เขียนถึง “ผู้นำที่แท้” อันถ่ายทอดมาจาก มรรควิธีของเล่าจื้อ..ที่ชี้นำการดำรงชีวิตเพื่อความสุขของผู้อื่น..

นักการเมืองนั้น ต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อความสุขของผู้อื่น แผ่นดินใดได้นักการเมือง..เช่นนี้..แผ่นดินนั้นถึงจะร่มเย็นเป็นสุข..และผู้ใดเล่า..ที่ได้ชือว่าเป็น "นักการเมือง"

ผู้ใดก็ตามที่..มีหน้าที่ต้องทำให้ผู้อื่นผู้ใดก็ตามที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ..ให้เป็นผู้ทำงานเพื่อประเทศ..เขาเหล่านั้นก็คือนักการเมือง..

นักการเมืองจะไม่สะสมมากมายเพื่อตนเอง..นักการเมืองอย่าง...เนรู แห่งอินเดีย..โฮจิมินห์..แห่ง เวียดนาม..

ผู้สถาปนาประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง ยอร์ช วอชิงตัน...หรือ อับบราฮัม ลินคอล์น..เขาเหล่านั้นไม่เคยติดอันดับคนรวยเมื่อเขาล่วงลับไปแล้ว

ไม่มีใครขุดศพของเขาเหล่านั้นขึ้นมาประจาน..เขายิ่งใหญ่..และตายไปอย่างยิ่งใหญ่...ไม่มีใครย่ำเหยียบหรือนำเขาเหล่านั้นมาเปรียบเทียบ..ดังเช่นที่ เต๋าเต๊กเก็ง..พรรณนาไว้ว่า..

คำจริงไม่หวาน.. คำหวานไม่จริง
คนดีไม่มีปาก มีปากไม่ใช่คนดี
คนรู้ไม่ใช่คงแก่เรียน คงแก่เรียนไม่ใช่รู้
ผู้รู้แจ้งไม่สะสม ยิ่งทำเพื่อผู้อื่นยิ่งมีพอ
ยิ่งให้ผู้อื่นยิ่งมีมาก

หากมั่นใจจะทำงานเพื่อประเทศและประชาชนแล้ว..ต้องมั่นใจในตนเอง..ไม่ใช่พูดไปได้เรื่อยเปื่อยแต่หาความจริงไม่พบ..หรือพูดไปอย่างทำไปอีกอย่าง..ผู้นำเช่นนี้ ประชาชนจะรู้เช่นเห็นชาติ..จะว่ากล่าวสั่งสอนสิ่งใด ประชาชนก็จะไม่เชื่อฟัง..

ความจริงเป็นสิ่งที่จะปกปิดไว้ได้ก็เพียงชั่วครู่..

ดั่งความจริงที่ว่า...ระหว่างการชุมนุมในเรื่องเขาพระวิหาร..ที่ดูเหมือนจะเผชิญหน้ากันถึงขั้น..ระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมนั้น..

มันก็คือฉากละครที่ถูกสร้างขึ้นมา..เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศคู่กรณี..

ผู้นำที่แท้นั้น..เขาไม่เล่นละคร

เอ็มโอยู-พระวิหาร หมองู ตายเพราะไส้เดือน?

ที่มา บางกอกทูเดย์


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ศอฉ.บ้อท่า!
รับมือม็อบมีเส้นได้แค่ไหน?!
กำลังถูกจับตามองจากสังคมไทย ว่าจะเกิดรายการลูบหน้าปะจมูก ให้เห็นถึงคำว่า 2 มาตรฐานอีกหรือไม่???

เพราะสังคมวันนี้กลายเป็นสังคมหลากสีเสื้อไปแล้ว อันเป็นผลมาจากการสร้างความวิบัติให้เกิดกับประเทศนี้ของ คณะปฏิรูปการปกครองฯหรือ คปค. ซึ่งมีบรรดาผู้ทรงอิทธิพลและกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 แบบไม่เบ็ดเสร็จ และเสพติดอำนาจจนมุ่งทำลายล้างขั้วการเมืองที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน

จนเกิดกระบวนการต่อสู้ที่กลายเป็นการแบ่งสีแบ่งฝ่ายในที่สุด

นี่คือมรดกบาป ซึ่ง คปค. ที่ภายหลังต้องเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้ากระบวนการรัฐประหาร ที่ควรจะต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง กับความวุ่นวายในทุกวันนี้

โดยเฉพาะกับกรณี 2 มาตรฐานระหว่างม็อบพันธมิตร กับม็อบกลุ่มคนเสื้อแดง

เพราะในวันที่ม็อบกลุ่มคนเสื้อแดง ถูกการใช้อำนาจ และการใช้กำลังทางทหารทำลายล้างอย่างอำมะหิต เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จนทำให้ต้องยุติการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยไปโดยปริยายนั้น

แต่กลุ่มม็อบพันธมิตรยังคงความเข้มแข็งอยู่เหมือนเดิม เพราะนอกจากจะมีการแปลงร่างออกไปเป็นพรรคการเมืองใหม่แล้ว ยังมีตัวแทนของม็อบ คือนายกษิต ภิรมย์ เข้าไปเป็นรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย

ทำให้ได้รับความเกรงอกเกรงใจเป็นอย่างมาก จากทางรัฐบาล โดยเฉพาะจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ขณะที่คดีกลุ่มคนเสื้อแดงถูกเล่นงานอย่างรวดเร็ว แต่คดีของกลุ่มพันธมิตร แม้แต่เรือเกลือยังต้องเรียกพี่เรียกพ่อ ในขณะที่สังคมก็ยังต้องเรียกกลุ่มพันธมิตรว่า “ม็อบมีเส้น”

วันนี้ม็อบมีเส้นซึ่งหนุนส่งให้นายอภิสิทธิ์ ได้มีโอกาสขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้จากอุบัติเหตุทางการเมือง โดยไม่ต้องรอความสง่างามทางการเมืองนั้น กำลังหันมาแว้งเล่นงานรัฐบาลเข้าให้เองแล้ว... จากอาการ “ไม่ได้ดั่งใจ”ในหลายๆเรื่อง

เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของปราสาทพระวิหาร ซึ่งกลุ่มม็อบพันธมิตรเคยใช้เป็นประเด็นสำคัญในการโจมตีโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว

ขณะนี้ก็กำลังถูกนำมาใช้กดดันและโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เข้าให้บ้างแล้วเช่นกัน

เพราะประเด็นประสาทพระวิหาร เป็นความพ่ายแพ้ของประเทศไทยต่อประเทศกัมพูชาในศาลโลก ภายใต้การสู้คดีของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง ที่นำทีมไปสู้คดีแล้วพ่ายแพ้อย่างไม่ครจะพ่ายแพ้

ดังนั้นกรณีของปราสาทพระวิหารจึงเป็นกรณีที่ลึกๆแล้วคนไทยไม่เคยยอมรับหรือว่าเห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกเลยสักนิด มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน... ใครหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาปุกกระตุ้นอารมณ์รักชาติเมื่อไหร่ เป็นต้องได้ผลเมื่อนั้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งโดนข้อกล่าวหาว่าไม่รักชาติจากการขายหุ้นให้กับเทมาเส็ก สิงคโปร์ เมื่อเห็นว่าเป็นประเด็นที่ยังอ่อนหรือสามารถมีข้อโต้แย้งชี้แจงได้ในโลกทุนนิยมของนานานอารยะประเทศในปัจจุบัน ก็เลยต้องถูกพ่วงถล่มในเรื่องปราสาทพระวิหารไปอีกเรื่อง... เพื่อหวังให้ข้อกล่าวหาเรื่องการขายชาติที่ใช้โจมตีจะได้มีน้ำหนักมากขึ้น

ประเด็นปราสาทพระวิหาร จึงเป็นเรื่องที่กลุ่มม็อบพันธมิตร และพรรคการเมืองใหม่ ถือเป็นประเด็นเด็ดทางการเมือง ขณะเดียวกันก็เป็นอาวุธสำคัญในทางการเมืองมาโดยตลอด

ซึ่งครั้งนี้อาวุธปราสาทพระวิหารกำลังหันเป้าเข้ามาถล่มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้าให้เต็มๆบ้างแล้ว

และบอกแล้วว่าเรื่องปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องที่ศาลโลกตัดสินให้ไทยเป็นฝ่ายแพ้ ในขณะที่คนไทยทุกคนไม่เห็นด้วยมาตลอด การปลุกเร้าอารมณ์ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องไม่ยาก

กลุ่มเครือข่ายภาคีคนไทยหัวใจรักชาติ หรือกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มพรรคการเมืองใหม่ จึงปลุกกระแสรักชาติ กระแสรักและหวงแหนผืนแผ่นดินไทย ให้เข้ากดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์อย่างหนัก จนถึงขั้นเตรียมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่เคยสร้างประวัติศาสตร์โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยการบุกยึดทำเนียบได้นานเป็นเดือนๆ โดยที่วันนี้คดีต่างๆยังไม่มีใครกล้าที่จะเดินหน้า

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จึงได้ผวาอย่างหนัก ว่าจะโดนยึดทำเนียบอีกครั้งก็เป็นไปได้ จึงต้องอาศัย ศอฉ. อาศัย พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกประกาศ ศอฉ. ให้ถนนรอบทำเนียบ และบรรดาอาคารทำเนียบรัฐบาล เป้นเขตหวงห้าม

ห้ามไม่ให้ชุมนุม ห้ามไม่ให้เข้าไปยึดครอง โดยเด็ดขาด!!!

แต่กลุ่มพันธมิตร ในนามของกลุ่มเครือข่ายภาคีคนไทยหัวใจรักชาติ ยังคงไม่ยอมถอยหลัง แค่ชะลอการไปปิดล้อมทำเนียบ แล้วเลี่ยงไปปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 ถ.ราชดำเนินแทน เพื่อยืนยันคัดค้านเอ็มโอยูปราสาทพระวิหาร

รวมทั้งเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ และคณะรัฐบาลเร่งดำเนินการทวงคืนอธิปไตยในดินแดน ปราสาทพระวิหารกลับคืนมา

ระบุชัดเจนว่าเรื่องนี้หากได้คำตอบไม่ชัดเจน และที่สำคัญหากไม่เป็นที่พอใจ ก็จะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ แถมยังจะยกระดับการชุมนุมต่อต้านเอ็มโอยูปราสาทพระวิหาร เป็นการชุมนุมเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีไปเลยก็ได้

ทั้งนี้นายวีระ สมความคิด และ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ กล่าวบนเวทีปราศรัย ภายหลังเข้าเจรจากับ พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.11 รอ.) ว่าขอให้ผู้ชุมนุมย้ายสถานที่จากทำเนียบรัฐบาลไปยังบริเวณกองทัพภาคที่ 1 ติดกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับปากว่าจะดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้

นายวีระ กล่าวอีกว่า กลุ่มประชาชนคนไทย หัวใจรักชาติ จะปักหลักชุมนุมในบริเวณดังกล่าวจนกว่ารัฐบาลจะผลักดันชาวกัมพูชา ออกจากพื้นที่และยกเลิกเอ็มโอยู 2543 โดยให้เวลาในการดำเนินการ 7 วัน หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ระหว่างการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็จะกลับไปชุมนุมทำเนียบรัฐบาลตามเดิม

ทำให้นายอภิสิทธิ์ ต้องเดินทางไปหารือ กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์กีฬาเยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่นดินแดง แล้ว โดยที่มีพันธมิตรกว่า 2,000 คนได้ปักหลักอยู่ในอาคารกีฬาเวสน์ 1

การวิ่งพล่านเจรจาของนายอภิสิทธิ์และรัฐบาล กับการแข็งกร้าวของ พล.ต.จำลอง และกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งการขีดเส้นตายของกลุ่มแนวร่วมประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งทำให้มีการชุมนุม มีการเคลื่อนไหวแสดงพลัง จนรัฐบาล และ ศอฉ. ต้องตัดสินใจใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเข้ารับมือนั้น

กำลังถูกจับตามองอย่างไม่กระพริบ ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และอำนาจทหารในมือ ศอฉ. ซึ่งเคยเล่นงานจนกลุ่มคนเสื้อแดงสะบักสะบอมนั้น จะรับมือม็อบพันธมิตรในรอบนี้ได้หรือไม่

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ยังยอมรับว่าในการชุมนุมของเครือข่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ห้ามการชุมนุมเกิน 5 คน เมื่อมีการชุมนุม รัฐบาลจะเพิกเฉยไมได้ จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

หากไม่ดำเนินการ ก็จะถูกมองว่าปฏิบัติ 2 มาตรฐานหรือเลือกปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามเห็นว่าการชุมนุมของเครือข่ายพันธมิตรฯ เป็นเพราะความเป็นห่วงและกังวลกรณีไทยอาจเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรเพราะที่ผ่านมารัฐบาลยังอธิบายหรือทำความเข้าใจกับประชาชนไม่ชัดเจน ซึ่งเครือข่ายพันธมิตรฯยังมีความเข้าใจในเรื่องเอ็มโอยูไม่ตรงกับรัฐบาล รัฐบาลจึงต้องรีบทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนมากกว่าที่ผ่านมา ไม่ควรล่าช้าหรือสร้างความสับสนให้ประชาชน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไป

ซึ่งส่วนตัวก็ยอมรับว่าก็ไม่รู้รายละเอียดในเอ็มโอยู แต่เข้าใจว่าการทำเอ็มโอยูเป็นเพียงการทำข้อตกลงเท่านั้นว่าจะต้องทำอะไรต่อไป ไม่ใช่การทำให้สูญเสียดินแดนดังนั้นไม่จำเป็นต้องยกเลิกเอ็มโอยู

ส่วนรัฐบาลควรเปิดเอ็มโอยูให้ประชาชนรับทราบหรือไม่ นายประสพสุขกล่าวว่า ถ้าจะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกับรัฐบาล ก็ไม่น่าจะเป็นความลับอะไร ควรเปิดออกมาประชาชนจะได้หายแคลงใจว่าไทยไม่เสียประโยชน์จากการลงนามในเอ็มโอยูฉบับนี้

พรรคประชาธิปัตย์ เคยร่วมเล่นเกมโดยใช้เรื่อง ปราสาทพระวิหาร และใช้เรื่องเอ็มโอยู สมัยที่นายนพดล ปัทมะ เป็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จนรัฐบาลอยู่ไม่ได้มาแล้ว

วันนี้กลายเป็นว่า เอ็มโอยูเขาพระวิหารที่ทำในปี 2543 ในยุคของรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี กับประเด็นทวงคืนพื้นที่ปราสาทพระวิหาร กำลังย้อนกลับมาเล่นงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เข้าเต็มๆบ้างแล้ว

ส่วนจะเป็นอย่างภาษิตไทย ที่ว่า “หมองู ตายเพราะงู”หรือไม่???...หรือ “หมองูจะตายเพราะใส้เดือน”?? ต้องจับตามองอย่ากระพริบ!!!

จี้ศอฉ.ปล่อยตัว เด็กส่งพิซซ่า

ที่มา ข่าวสด



เหยื่อพ.ค. - นายอำพล นาคบำรุง อายุ 18 ปี พนักงานร้านยาโยอิ เครือเอ็มเค
โดนลูกหลงยิงทะลุคอระหว่างยืนดูทหารสลายม็อบเสื้อแดง บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ
เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ล่า สุดยังเดินไม่ได้ รักษา ตัวที่ร.พ.ราชวิถี

หนุ่ม"เอ็มเค"โผล่ แฉถูกยิงทะลุคอ
เหยื่อปืนเหตุการณ์สลายม็อบแดงโผล่อีกราย เป็นหนุ่ม วัย 18 ปี
ทำงานอยู่ร้านเอ็มเค กำลังเดินไปทำงานปรากฏว่า
โดนปืนจากแนวทหารทะลุคอ อาการสาหัสเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น
เพราะกระสุนโดนเส้นประสาท โวยลั่นไม่มีหน่วยงานรัฐเหลียวแล

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
มีเหยื่อจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมม็อบแดง ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทุกวันนี้อาการยังไม่กระเตื้อง โดยเหยื่อรายนี้ คือ นายอำพล หรือ มอส นาคบำรุง อายุ 18 ปี
ถูกยิงเข้าที่ลำคอ เหตุเกิดบริเวณโรงแรมเซ็นจูรี่ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งอาการล่าสุดนายอำพลยังเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น
และทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี
และยังไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล

นายอำพล หรือมอส กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ถูกยิงว่า
พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก แม่หายไปไม่มีการติดต่อเลย
ปกติใช้ชีวิตอยู่กับปู่และย่าที่จ.นครสวรรค์
จนเมื่อจบม.3 จึงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสเรียนต่อ
ตนได้ทำงานที่ร้านอาหารยาโยอิ สาขามาบุญครอง เป็นร้านในเครือเอ็มเค มาประมาณปีกว่า
โดยเช่าที่พักอยู่กับเพื่อนใกล้สำนักงานป.ป.ส.
วันเกิดเหตุประมาณ 8 โมงเช้าวันที่ 15 พ.ค. ห้างมาบุญครองปิด
ตนได้รับคำสั่งให้ไปช่วยงานที่สาขาอื่น
จึงออกจากบ้านพักพร้อมเพื่อน เดินมาหารถเมล์ขึ้นที่ อนุสาวรีย์ชัยฯ
ก็เดินดูเหตุการณ์ไปด้วย
เห็นมีผู้มาชุมนุมจำนวนมาก ไม่ได้คิดว่าจะมีการยิงอะไรเพราะคนเยอะมาก

นายอำพลกล่าวว่า
พอถึงบริเวณเซ็นจูรี่ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ตนโดนยิงเข้าที่บริเวณข้างลำคอด้านซ้าย
และเชื่อว่าโดนกระสุนที่ยิงมาจากฝั่งทหารแน่นอน
ตอนโดนยิงรู้สึกตัวตลอด มาสลบ ที่ร.พ.รามาฯ
ตอนนั้นมีใครไม่ทราบหลายคนมาช่วยอุ้มตนขึ้นรถนำส่งโรงพยาบาล
ตนนอนรักษาตัวที่นั่นประมาณ 1 เดือน พอเดือนมิ.ย.จึงย้ายมาที่ร.พ.ราชวิถี

"ผมโดนยิงบริเวณลำคอฝั่งซ้ายทะลุออก หมอบอกว่าต้องใช้เวลาในการรักษาอีกนาน
เนื่องจากโดนเส้นประสาท ตอนนี้ทำกายภาพบำบัดทุกวัน
ช่วงเดือนแรก เริ่มยกมือได้บ้าง
แต่ยังไม่สามารถกำมือได้ และร่างกายส่วนล่างยังไม่สามารถขยับได้
พอเดือนส.ค.ก็เริ่มยกแขนทั้งสองข้างขึ้นได้
แต่ยังไม่สามารถกำมือได้
ผมไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ผมไม่ได้ไปร่วมชุมนุม กำลังเดินไปทำงาน
แต่กลับโดนยิง เบื่อรัฐบาลนี้มาก อยากให้พวกเขาโดนอย่างผมบ้าง" นายอำพลกล่าว

นายอำพลกล่าวว่า เมื่อช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา
ตนได้ไปอยู่ที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสวางคนิวาส ต.บางปู จ.สมุทรปราการ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
โดยไปที่นั่นพร้อมคุณปู่อายุเกือบ 70 ปี ส่วนคุณย่าและญาติยังคงอยู่ที่นครสวรรค์
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ตนกลับมาที่ร.พ.ราชวิถีอีกครั้ง
เนื่องจาก ขาข้างขวาบวมจากเหตุติดเชื้อบริเวณข้อกระดูกสะโพกข้างขวา
ตอนนี้ต้องการรถเข็นและบล็อกคอไว้ตลอด
อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบเหตุการณ์ที่ตนประสบครั้งนี้ด้วย