ที่มา Thai E-News
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า-นายทหารอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับแรกที่1 เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมีนายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นนักยุทธวิธีคนสำคัญในการวางแผนยึดอำนาจโดยปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2553กล่าวแบบฟันธงก็ต้องว่า หากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราชนรุ่นหลังรับรู้ ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือเอาวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันรำลึกพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการรำลึกถึงสามัญชนไทย มักนับเอาวันเกิดเป็นวันสำคัญของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ เป็นต้น
เมื่อวันที่12 สิงหาคมของทุกปีเวียนมาถึง ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนไทย ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล อดหวนรำลึกนึกถึงบุญคุณของนักปฏิวัติผู้นำสยามประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้
4ทหารเสือคณะราษฎร์-(จากซ้าย) นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช,นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา,นายพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์ และนายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ์
นอกจากคุณูปการต่อบ้านเมืองแล้ว ยังนับเป็นบุคคลที่นักการทหาร นักการเมืองเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการใช้ชีวิตด้วย เพราะท่านได้ชื่อว่าทำการเพื่อชาติ ไม่เบียดบังชาติและราษฎรแม้แต่น้อย
นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นผู้นำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 โดยหากขาดท่านผู้นี้ ก็ต้องฟันธงได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะไม่มีวันสำเร็จได้เลยในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้วางแผนบัญชาการปฏิวัติ
หลังการปฏิวัติสำเร็จลง พระยาทรงฯไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาล ไม่ขอเพิ่มยศเป็นนายพล ไม่ขอคุมกำลังทางทหาร แต่ท่านถูกขอให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงจำต้องรับเป็น เพราะแสดงถึงความศรัทธาต่อระบอบการปกครองใหม่
แต่ในภายหลังสถานการณ์พลิกผันทำให้ชะตากรรมของพระยาทรงฯต้องถูกเนรเทศไปอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส คือเวียดนาม และสุดท้ายที่เขมร อย่างอนาถา ส่วนลูกน้องถูกประหารชีวิตไป 18 ศพ ( อ่านรายละเอียดกรณีนี้ คลิ้กที่นี่ )
แม้กระทั่งยามยากช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่2ขณะพำนักลี้ภัยในญวนและเขมร ต้องอยู่บ้านเช่าโกโรโกโส ปั่นจักรยานถีบ และทำขนมไทยขายเลี้ยงประทังชีวิต แต่เมื่อไทยตกอยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ก็พยายามอย่างโดดเดี่ยวที่จะขับไล่ญี่ปุ่นอย่างมืดมนลำพัง
แม้ว่าต้องตกระกำลำบากในเขมรขนาดนั้น และเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองทั่วเอเชีย รวมทั้งเขมรและไทยด้วยนั้น ญี่ปุ่นได้ติดต่อลับๆจะให้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชกลับไปมีอำนาจโค่นล้มปฏิปักษ์ทางการเมืองของท่าน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งญี่ปุ่นชักไม่ไว้ใจ แต่พระยาทรงฯปฏิเสธ เพราะเห็นเป็นการทรยศบ้านเมือง ยอมระกำลำบากดีกว่า อันนี้นับเป็นจิตใจที่น่าเชิดชูยิ่ง
สุดท้ายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีอำนาจขณะนั้นส่งนายทหารคนหนึ่งไปลอบวางยาพิษพระยาทรงฯถึงแก่ความตายในเขมร ทั้งที่มีหวังกำลังจะได้กลับจากการลี้ภัย สุดท้ายคุณหญิงของท่านและทหารคนสนิทต้องทำพิธีศพอย่างอนาถา ไร้กองเกียรติยศใดๆในต่างแดน
พระยาทรงฯเกิดเมื่อ12 สิงหาคม 2435 ขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านอายุย่าง 40 ปี และได้ชื่อว่าเป็นมันสมองในการทำปฏิวัติ 2475 และมีกำลังในการปฏิวัติจริงๆ โดยอาศัยยุทธวิธีลวงทหารมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คนไทยค่อนประเทศน่าจะลืมพระยาทรงฯไปแล้ว แต่วันที่12สิงหาคมนั้นได้ชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยต้องรำลึกถึงพระยาทรงฯ บรรพชนปฏิวัติไทย ความต่อไปนี้ เก็บความจากหนังสือ"ชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดน"เขียนโดยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส.พระยาทรงฯซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาร่วมๆ25ปีแล้ว หากคลาดเคลื่อนประการใด ขอให้ผู้รู้ได้เสริมเพิ่มหรือแก้ไขด้วย
นักยุทธวิธีของคณะราษฎร์
หากเทียบกับการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย มีเลนินเป็นผู้ชี้นำทางความคิด มีทร็อตสกี้เป็นนักยุทธวิธีปฏิวัติ ในเหตุการณ์2475นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือผู้ชี้นำทางความคิด ส่วนนักยุทธวิธีที่วางแผนและลงมือปฏิวัติก็คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช
พระยาทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโท ไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่าง ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458
จากนั้นเริ่มรับราชการทหารจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม เมื่อ พ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช
เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในการก่อการ2475ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาคสนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออกมาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรงอำนาจในประเทศมาเป็นตัวประกัน
เมื่อนักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย
ในหนังสือบันทึกชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดนนั้น พระยาทรงแสดงความเป็นนักยุทธวิธีอย่างเต็มที่ โดยพระยาทรงฯได้กล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้มาจากการตื่นตัวต้องการปฏิวัติของประชาชนเลย เพราะหากไปปลุกเร้าให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นปฏิวัติ การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ความลับรั่วไหลแล้วจะกลายเป็นกบฎ เหมือนเหตุการณ์กบฎร.ศ.130 (อ่านเพิ่มเติม:กรณีกบฎร.ศ.130ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ )
หลังการปฏิวัติพระยาทรงฯปฏิเสธที่จะขอรับยศเพิ่ม เช่นเดียวกับนายพันเอกพระยาพหลฯและคณะทุกๆคน ไม่ขอรับตำแหน่งคุมกำลังใดๆ ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สุดก็จำนนรับตำแหน่งส.ส.จากการแต่งตั้ง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบปกครองใหม่
ขัดแย้งกับปรีดีและแตกหักกับจอมพลป.ก่อนถูกเนรเทศ
เมื่อแรกหลังปฏิว้ติ นายพันเอกพระยาทรงฯอยู่ในปีกที่ไม่เห็นด้วยกับสมุดปกเหลืองเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายปฏิกริยาปฏิวัติโจมตีว่าเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับรัสเซีย อันมีผลให้นายปรีดีถูกเนรเทศไปฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ก่อนจะได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ในพ.ศ.2476 เกิดกบฎบวรเดช นายพันโทแปลก ขีตสังคะ มีบทบาทสำคัญเป็นคนนำปราบปรามกบฎ และเปล่งบารมีขึ้นมา ในสายตาของพันเอกพระยาทรงเห็นว่านายพันโทแปลกนั้นเป็น"ทหารยศต่ำ แต่มักใหญ่ใฝ่สูง" ต่อมานายพันโทแปลกเพิ่มยศพรวดพราดและก้าวขึ้นเป็นนายกฯ แล้วถูกลอบสังหารหลายหน
นายพันเอกหลวงพิบูลฯ(ต่อมาเป็นจอมพลป.)สงสัยว่านายพันเอกพระยาทรงฯน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส. ประจำตัว พร้อมกันนั้นได้มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2482 และสั่งประหารไป18 ราย จึงเรียกกันต่อมาว่ากบฎ18ศพ (เดิมจะประหาร 21 ราย แต่ปล่อยไป3 ซึ่ง 1 ในนั้นคือกรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งเป็นพระปิตุลาฯของในหลวง)
บั้นปลายอนาถาของนักปฏิวัติที่โลกลืม
นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชพร้อมนายทหารคนสนิทเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงถูกให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดและถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพร้อมกับ ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์ โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อ.อรัญประเทศ และเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณานิคมของฝรั่งเศส และไปพำนักในเวียดนามระยะหนึ่ง
โดยคุณหญิงทรงสุรเดช ต้องขายสมบัติเก่าส่งไปให้ประทังชีพ เมื่อสมบัติพร่องลง ต้องย้ายกลับมากัมพูชา อาศัยห้องเช่าโกโรโกโส ก่อนที่ต่อมาจะได้พักในตำหนักร้างของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่พระยาทรงฯเคยช่วยชีวิตให้พ้นคมหอกคมดาบของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในคราวสงครามมหาเอเชียบูรพา
ชีวิตพระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา ไม่มีทรัพย์เงินทองเหลือติดตัวอยู่เลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทอดแหหาปลาเลี้ยงตัว และทำขนมกล้วยขนมไทยขายในตลาดสด ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเอง จากนั้นต้องปั่นจักรยานถีบไปมาเพื่อขายขนม(ซึ่งจะเห็นว่าต่างจากนายทหารนักทำรัฐประหารในระยะหลังที่มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน ทั้งที่ก็มักกล่าวหาว่านักการเมืองขี้โกง เลยเข้ามายึดอำนาจ...ประหลาดไหม?)
ช่วงสงครามไทยตกอยู่ใต้การยึดครองญี่ปุ่น นายพันเอกพระยาทรงฯไม่ล่วงรู้เลยว่าคนไทยทั่วโลกมีขบวนการใต้ดินเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น เพราะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็อุตสาหะดิ้นรนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงลำพัง โดยคิดจะเดินข้ามประเทศไปแสวงหาความร่วมมือจากอเมริกาที่ตั้งฐานในจีน แต่ก็ต้องระงับไว้เพราะมืดแปดด้านอยู่คนเดียว
หลังสงครามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเดินนโยบายเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม นายพันเอกพระยาทรงฯซึ่งนับวันเดือนปีจะได้กลับสู่มาตุภูมิก็กลับไม่มีโอกาสนั้นเลย เมื่อมีนายทหารไทยคนหนึ่งอ้างว่า ไปศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนกลับไทยเลยแวะมาเยี่ยม แล้ววางยาพิษพระยาทรงฯตายด้วยความทรมานอนาถา และจัดทำพิธีศพเยี่ยงคนไร้ญาติ โดยถึงแก่อนิจกรรมลงในปี พ.ศ. 2487 ขณะมีอายุเพียง 52 ปี ที่ตำหนักร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ
ทส.พระยาทรงเขียนไว้ให้แปลความระหว่างบันทัด โดยตั้งข้อสงสัยไปในทำนองว่า ปฏิปักษ์ทางการเมืองคือจอมพลป.อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง จอมพลป.ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม หากพระยาทรงได้กลับไทยและกลับสู่อำนาจ อาจเป็นอันตรายต่อจอมพลป.ได้
กระดูกของพระยาทรงฯกลับถึงประเทศไทย พร้อมกับบันทึกส่วนตัวที่กล่าวถึงการปฏิวัติ2475 และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ "บันทึกพระยาทรงฯ:เมื่อวันปฏิวัติ24มิถุนายน2475"(อ่านบันทึกบางส่วน คลิ้กที่นี่ ) และหนังสือ "ชีวิตในต่างแดนของพระยาทรงฯ"ออกเผยแพร่ราวปีพ.ศ.2525
อัฐิของพระยาทรงฯถูกนำมาบรรจุไว้ที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้นหลังปฏิวัติ2475 ซึ่งบรรพชนปฏิวัติผู้วายชนม์ล้วนถูกนำอัฐิมาบรรจุที่วัดนี้ รวมถึงอัฐิของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ นายเฉลียว ปทุมรส นายทวี บุญยเกตุ นายดิเรก ชัยนาม รวมทั้งนายกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552ที่ผ่านมา
ฝ่ายจารีตนิยมและจิตนิยมบอกว่าเพราะพระยาทรงฯทรยศพระมหากรุณาธิคุณทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงพบเคราะห์กรรมเลวร้าย
แต่ฝ่ายที่สนับสนุนและโปรประชาธิปไตยนับเอาว่าพระยาทรงฯเป็นบุคคลสำคัญของชาติ เพราะหากไม่มีพระยาทรงฯที่เป็นดั่งเสนาธิการในการปฏิวัติ ก็ไม่แน่นักว่าการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จะสำเร็จราบรื่นไร้การนองเลือดอย่างที่เรารับรู้หรือไม่
ประกอบกับคุณงามความดีไม่ฉ้อราษฎร์ ไม่บังหลวง ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือว่าวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนายพันเอกนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุดังนี้
อนึ่งสำหรับสามัญชนไทยมักนับเอาวันเกิดเป็นวันรำลึกถึงของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ ดังนั้นจึงถือเอาวันเกิด 12 สิงหาคม เป็นวันพระยาทรงสุรเดชด้วยประการฉะนี้
0000000
บันทึกพระยาทรงสุรเดช:ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475
พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกจากความทรงจำถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ไว้ระหว่างลี้ภัยในเวียดนามและกัมพูชา เมื่อถึงแก่อสัญกรรมลง นายทหารคนสนิทได้นำบันทึกนี้กลับประเทศไทย และตีพิมพ์เผยแพร่ในระยะต่อมาอีกหลายสิบปี
โดยได้บันทึกเหตุการณ์ปฏิวัติ24มิถุนายนไว้อย่างละเอียด ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้ที่เชื่อมให้นายทหารระดับสูงที่มีแนวคิดเดียวกัน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา เข้าร่วมกับคณะราษฎร ซึ่งตัวพระยาทรงสุรเดชเองเคยพูดว่า "พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..."
ในแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น การประชุมในประเทศไทย คณะราษฎรได้ประชุมกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกประชุมกันเพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือ ที่บ้านพักของพระยาทรงสุรเดชที่สะพานควาย
และครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ที่ถนนเศรษฐศิริ ซึ่งพระยาทรงสุรเดชในตอนแรกนั้นได้เสนอแผนการว่า ใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาแก่ในหลวงในฐานองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขึ้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการของการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือด จะต้องไม่กระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล
การประชุมกันหนที่ 2 ที่บ้านของร้อยโทประยูร ในวันที่ 12 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชจึงเสนอแผนการทั้งหมด 3 แผน
แผนที่ 1 ให้นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ
แผนที่ 2 ให้จัดส่งหน่วยต่าง ๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิมแล้ว ทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน
แผนที่ 3 ให้หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่น ๆ ตามที่กล่าวแล้วในแผนที่ 2
ซึ่งทั้งหมดเห็นด้วยกับแผนที่2ควบกับแผนที่ 3 จึงตกลงทำตามนี้ และได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน
โอกาสในการลงมือยึดอำนาจการปกครองนั้น ต้องอยู่ในช่วงระยะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง ไปร่วมในการประลองอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก
ส่วนการเข้าควบคุม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สืบทราบมาว่า จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตมักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวันเสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ ถ้าดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้เลื่อนการปฏิบัติการไปเป็นวันอังคารที่ 21 มิถุนายน
ต่อมาที่ประชุมได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ในวันอังคาร เรือรบยามฝั่งยังไม่กลับ หากตกลงทำการในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก็จะขาดทหารเรือ
ในวันที่ 22 มิถุนายน ก็มีรายงานว่า บรรดาสมาชิกคณะราษฎรยังไม่พร้อมที่จะทำการยึดอำนาจในวันที่ 23 มิถุนายน ดังนั้นวันปฏิบัติจึงเลื่อนไปวันที่ 24 มิถุนายน แทน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่รู้ว่า พระยาทรงสุรเดชจะนำทหารออกมาใช้ยึดอำนาจได้อย่างไร
บทบาทของพระยาทรงสุรเดชในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ การปล่อยข่าวลวงและล่อหลอก เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน
วันที่ 23 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบ พันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาววุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง
เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชตื่นตั้งแต่เวลา 4.00 น. และได้รับประทานข้าวผัดที่เหลือจากมื้อเมื่อคืน ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับ ร้อยเอกหลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่มารับถึงบ้านตามแผนที่วางได้ โดยได้บอกกับภรรยาตั้งแต่คืนก่อนว่าจะไปดู การสวนสนามที่หน้าพระลาน
จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการปกครองของพระยาทรงสุรเดชก็ได้เปิดเผยออกมาเป็นลำดับ ทั้งหมดในเวลา 5.00น. ก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิอัคเนย์ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ด่านแรกที่จะต้องฝ่าไปให้ได้คือกองรักษาการณ์ที่ด้านหน้า สามทหารเสือ คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระประศาสน์พิยายุทธ เข้าไปในกองรักษาการณ์ ถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ แล้วผู้ก่อการก็พูดด้วยเสียงดุว่า
"เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะ รถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้"
ฝ่ายผู้บังคับการที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ชั่วอึดใจเดียวเสียงเป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญก็ปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นมาด้วยความโกลาหล
ช่วงเวลาแห่งความระทึกนี้ นายทหารผู้ก่อการต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็แยกย้ายกันไป
พระยาพหลพลพยุหเสนา ใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังกระสุนได้สำเร็จ ช่วยกันลำเลียงกระสุนออกมาอย่างรวดเร็ว
พระประศาสน์พิทยายุทธ ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมศึก เร่งระดมให้ทหารสตาร์ตรถถัง รถเกราะ ออกมาโดยเร็ว
ร้อยเอกหลวงรณสิทธิชัย และพรรคพวกพากันขึ้นไปยังโรงทหาร เร่งให้ทหารแต่งเครื่องแบบโดยเร็วด้วยคำสั่งที่ว่า "ทหารไม่ต้องล้างหน้า แต่งเครื่องแบบทันที"
ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารม้าก็พร้อมแล้วที่ออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ได้นัดแนะเอาไว้แล้ว พระยาฤทธิอัคเนย์สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์พิทยายุทธ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว 15 คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำหน้าขบวนรถทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับทหารหน่วยอื่น ๆ ที่นัดหมายกันไว้
เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ซึ่งเหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน พระยาทรงสุรเดชก็กวักมือพลางตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับการทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลงกันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย
ปฏิบัติการยึดกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์สำเร็จลงอย่างรวดเร็วตามความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคำถามมากมายว่า เพราะเหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลพลพยุหเสนา งัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้โดยไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย
สำหรับคำตอบของคำถามนี้ พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก ...นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่
-ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย
-ทายาท 24 มิถุนา(ตอน1) ศุขปรีดา พนมยงค์:เขาพยายามทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก
-ทายาท24มิถุนา(ตอน2)พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา:ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้
-ทายาทจอมพลป.:พอรัฐประหาร2490ก็หมดแล้วปฏิวัติ2475 และทายาทพระประศาสน์ผู้จับกรมพระนครสวรรค์วันปฏิวัติ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 12, 2010
12สิงหา รำลึกพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ - "ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า"
“คนเสื้อแดง” ต้องออกมาช่วยกัน วันอาทิตย์สีแดงสัญจรเชียงใหม่

โดย คำมา คนเมือง
12 สิงหาคม 2553
เพื่อนพี่น้อง ญาติมิตร คนเสื้อแดงเชียงใหม่ ทุกๆท่าน
ขณะนี้เมฆหมอกร้ายที่ปกคลุมประเทศไทยอยู่ทั่วแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่บ้านเรา ในนาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มันแผ่ขยายครอบคลุมกดทับอยู่ในจิตใจของเราและของท่านทั้งหลาย จนเกิดความหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
ความจริงที่เห็นกันอยู่เต็มสองหูสองตา ที่ว่าพวกเราคนเสื้อแดงผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง สร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข สืบทอดกันไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
พวกเราได้ออกจากบ้านจากเรือนไปไกลถึงกรุงเทพฯ ไปเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ได้รับรู้รับทราบว่าพวกเราต้องการความเป็นธรรม โดยขอให้เริ่มต้นที่การเลือกตั้งกันใหม่ เพื่อที่จะได้รัฐบาลที่มีความชอบธรรม เข้ามาบริหารบ้านเมืองโดยผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง
เพื่อสร้างความสมานฉันท์โดยเป็นการตัดสินใจของประชาชน ไม่ใช่การเป็นรัฐบาลที่มาจากการปล้นอำนาจของประชาชน โดยการช่วยเหลือจากเหล่านายทหารที่ทำการรัฐประหารล้มประชาธิปไตยมาก่อนหน้า
ซึ่งการมาเป็นรัฐบาลครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือวิธีของการร่วมมือกับทหารในการปฏิวัติเงียบนั่นเอง
และเมื่อเราคนเสื้อแดงทั่วประเทศพากันไปเพื่อเรียกร้องหาประชาธิปไตย เรียกร้องหาความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคม ประชาชนคนเสื้อแดงเรากลับได้รับกระสุนปืนและการเข่นฆ่าสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชิดชูคำขวัญว่าเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นายกฯชูคำขวัญว่าประชาชนต้องมาก่อน
แต่เมื่อเราเป็นประชาชนคนเสื้อแดงสิ่งที่เราได้รับก่อนก็คือความตายจากห่ากระสุนและแก็สน้ำตา จากการเข่นฆ่าสังหารอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปราณีจากทหารที่รับคำสั่งจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ คนเสื้อแดงเราถูกฆ่าไปตามข่าวเกือบร้อยศพ แต่ที่ไม่เป็นข่าวจะมีอีกมากมายขนาดไหน
แกนนำที่ถูกจับกุมโดยถูกกลั่นแกล้งให้ได้รับความอับอายใส่ร้ายด้วยข้อหาผู้ก่อการร้าย คนเสื้อแดงหลายร้อยคนถูกจองจำโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือดูแลตามกฎหมาย
และกับคนเสื้อแดงที่หนีไปอาศัยวัดปทุมฯเพื่อหลบภัย ก็ต้องหนีตายจากการไล่ล่าสังหารจากฆาตกรมือปืนในเครื่องแบบ ที่สืบค้นไล่ล่าหาคนจากบัตรประชาชนที่ยึดไป จนถึงกับต้องหนีตายเข้าป่าไปมากมาย บางคนต้องหนีตายไปอยู่ถึงต่างประเทศ
นอกจากทั้งความตาย ทั้งถูกจับกุม ทั้งถูกไล่ล่าแล้ว คนเสื้อแดงที่หลงเหลือทั้งหมดยังถูกกดดันด้วยกฎหมายสารเลวในนาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มันเอามาใช้บังคับต่อพวกเราให้หวาดกลัว
เพื่อนพี่น้องคนเสื้อแดงทั้งหลาย เพื่อเพื่อนของเราที่ต้องตายไปอย่างน่าเวทนา เพื่อเพื่อนของเรา แกนนำของเรา ที่ถูกจองจำอย่างน่าอดสูและสิ้นหวัง เพื่อเพื่อนของเราที่บ้านแตกสาแหรกขาด ครอบครัวอกสั่นขวัญแขวน ต้องทิ้งบ้านทิ้งเรือนหนีตายเข้าป่า ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติสารพัด ขาดทั้งความสุขในชีวิต ขาดทั้งหยูกยาอาหาร
และเพื่อเพื่อนของเราที่ต้องหนีตายไปอาศัยอยู่กับพี่น้องต่างประเทศ เราจะมามัวหวาดกลัวเช่นนี้อีกไม่ได้แล้ว หากเราคนเสื้อแดงยังหลบลี้หนีหน้า ชะตากรรมของเพื่อนตายของเราจะยิ่งเลวร้ายลงไปขนาดไหน
ความอยุติธรรมที่คนเสื้อแดงได้รับนี้เราจะประกาศความจริงที่เกิดขึ้นให้โลกรับรู้ได้อย่างไรกัน ถ้าหากเรายังเห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสุขส่วนตัว ลืมเลือนความทุกข์ระทมที่เราได้ต่อสู้อย่างยากลำบากร่วมกันมา
เราต้องออกมารวมตัวกันใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยอำนาจของประชาชน จงอย่าได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของปีศาจที่มันใช้อำนาจเถื่อนมาบีบบังคับ อย่างเช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มันจะใช้ได้ก็แต่คนที่กลัวมัน
และในขณะนี้เราก็ได้เห็นตัวอย่างแล้วว่าคนที่ไม่กลัวมัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่ต่างกับผีที่ไม่เคยมีตัวตน ตัวอย่างเช่นพวกเดียวกันกับเราคนเสื้อแดง คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ที่ออกมานำเป็นตัวอย่างให้พวกเราเห็นถึงความกล้า ออกมาต่อสู้กับอำนาจเถื่อนจนมันไม่อาจทำอะไรกับเขาได้
เพราะเขาใช้คาถาสันติวิธีและความกล้าหาญนำหน้า หรือแม้แต่กลุ่มพันธมิตรก็ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายอันใดในวันที่พวกเขาออกมาประท้วงปิดถนนที่กรุงเทพฯ เพราะพวกเขาไม่กลัวอำนาจเถื่อน พ.ร.ก ฉุกเฉิน คงมีแต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ต้องกลัวพวกเขา นี่ก็เพราะพันธมิตรใช้คาถาจำนวนคนมากเข้าต่อสู้
ความตายมีจริง ความทุกข์ระทมมีจริง การต่อสู้ก็เป็นความจริงเช่นกัน นี่ไม่ใช่การละเล่น แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ ก็มีแต่พวกเราคนเสื้อแดงผู้รักความเป็นธรรมและรักประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะพลิกฟื้นกอบกู้สถานการณ์และชัยชนะให้มาอยู่กับคนเสื้อแดง โปรดมาช่วยกันแสดงพลังของจิตใจที่ยิ่งใหญ่ และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ “ อย่าทิ้งเพื่อนของเราทุกคน ”
……………………..oIo…………………….
และจากแนวคิดของ แกนนอนแดงทั้งแผ่นดิน
“ บก.ลายจุด ” คุณสมบัติ บุญงามอนงค์
ที่ออกมาทำกิจกรรม ตั้งคำถามกับ จนท.ที่กระทำการท้าทายอำนาจของประชาชน
โดยการเดินทาง และทำกิจกรรมไปทั่วประเทศ
เพื่อที่จะบอกกับคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินว่า
สิ่งที่เสื้อแดงต้องเร่งรีบผลิตในตอนนี้คือ "กำลังใจ"
การ ต่อสู้ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย มีความจำเป็นจะต้องยกระดับ
โดยอย่างแรก คือ ความคิด ของตัวเอง เพราะถ้าความคิดตัวเองไม่เปลี่ยน
การเรียกร้องจะนิ่งอยู่กับที่และด้อยลงในที่สุด
เพื่อนเราที่โดนขัง เพื่อนเราที่หลบหนี เพื่อนเราที่เสียชีวิต และเพื่อนเราที่บาดเจ็บ
เขายังรอ และหวังใน “ เพื่อนที่เหลืออยู่ ”
กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจะจัดกิจกรรมสัญจรอย่างเป็นทางการครั้งที่ 1 โดยเดินทางไปที่ จ.เชียงใหม่เนื่องจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในจ.เชียงใหม่ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์
การจัดกิจกรรมสัญจรจึงเป็นการเชิญชวนพี่น้องให้มาช่วยกันท่องเที่ยวและอุด หนุนสินค้าของคนเชียงใหม่ โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นภายใต้ชื่อ “แดงท่องเหนือ ช็อปหมู่เฮา” ในวันอาทิตย์ที่ 22 ส.ค. ที่บริเวณถนนคนเดิน ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป
……………………..oIo…………………..….
นี่คือยุคสมัยของเรา
·
เราร้องเพลงการต่อสู้ในอดีต
ปัจจุบันเราหน้าซีดยิ่งกว่านั้น
ร้องเพลงการต่อสู้ไปทำไมกัน
เมื่อความจริงเราหงอสั่นเผด็จการ
·
อดีตว่าหนักหนาแสนสาหัส
อำนาจรัฐแผ่ปีกไปอย่างไพศาล
ครั้นเหลียวมองปัจจุบันยิ่งสามานย์
กองทัพไทยฆ่าชาวบ้านประจานโลก
·
ร้องเพลงการต่อสู้ไปทำไมเพื่อน ?
ร้องแล้วเบือนซับหน้าน้ำตาโศก
ร้องในคอเงียบรอวิปโยค
ต่อขานโชคชะตาข้าชะตากรรม
·
บทเพลงแห่งสายธารการกดขี่
กระฎุมพีเหนือชั้นวันยันค่ำ
ประชาซากรากหญ้าตาดำดำ
ไฉนเลยกล้าต่อคำต่อกลลวง
·
ร้องเพลงการต่อสู้ไปทำไมวะ!
เห็นฆาตกรจะจะปล่อยละล่วง
อนาคตประเทศไท้ไทยทั้งปวง
นี่แหละช่วงชีวิตสมัยเรา
·
เถิดร้องเพลงการต่อสู้เต็มพลัง
ร้องอย่างมีความหวังฝังทุกข์เศร้า
ร้องแล้วเร่งมือรุดฉุดลากเอา
ไดโนเสาร์ออกจากเขตประเทศไทย
·
นี่แหละช่วงชีวิตสมัยเรา
เก็บบทเพลงคร่ำเก่าเข้ากรุไว้
แล้วเริ่มร้องบรรเลงเพลงบทใหม่
*นี่คือยุคสมัยของพวกเรา !?
·
มาร่วมร้องบรรเลงเพลงแห่งชัย
“ เพราะนี่คือยุคสมัยของพวกเรา!!”
อรุณรุ่ง สัตย์สวี
* ชื่อเพลงๆหนึ่งของวงสุดสะแนน “ นี่คือยุคสมัยของเรา ” ที่มา ไทยอีนิวส์
……………………..oIo…….……………….
Wednesday, August 11, 2010
กาหลิบ: ขุดเรื่องพระวิหาร...สันดานใคร
ที่มา Thai E-News
โดย กาหลิบ
ที่มา Democrazy100%
11 สิงหาคม 2553
น่าเวทนาเป็นที่สุด เดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขนาดไปควักเรื่องเก่าเล่าใหม่ในกรณีปราสาทพระวิหารมาเล่นเป็นเรื่องระดับชาติ โดยมีจุดประสงค์เพียงจะเร้ากระแสชาตินิยมมารักษาระบอบเก่าที่เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีลูกเล่นอะไรอีกแล้ว
มียุคไหนบ้างที่โหมโฆษณาระบอบเผด็จการโบราณผ่านทุกสื่อภายใต้อำนาจรัฐอย่างล้นเหลือมากมายจนเกินพอดีและขาดความ “พอเพียง” อย่างในยุคนี้
มียุคไหนบ้างที่พล่ามคำว่า “สมานฉันท์” “สามัคคี” “ปรองดองในชาติ” พร้อมไล่ล่าฆ่าคนไทย กักขัง จำคุก ซ้อมจนกระอักเลือดกันทั่วราชอาณาจักรอย่างในยุคนี้
มียุคไหนบ้างที่อ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจเผด็จการทุกทิศทางเหมือนในยุคนี้
แต่เลวบริสุทธิ์ชนิดครบวงจรกันแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของเผด็จการเก่าก็ยังเสื่อมลงไปทุกวันในหัวใจของประชาชน จนจะเน่าคาเตียงอยู่แล้ว เขาจึงต้องดิ้นรนกระวนกระวายหาสิ่งอื่นมาเป็นลูกเล่นทดแทนเล่ห์กลเก่าๆ ที่ใช้ไม่ได้ผลเหมือนกระสุนด้าน
เรื่องนั้นคือความโกรธแค้นของชนชั้นสูงของไทยในกรณีประสาทพระวิหาร
แพ้เขามาอย่างเปิดเผยกลางศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศจนเป็นที่รับรู้กันทั่วระดับโลกตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๕ ภายใต้เผด็จการสฤษดิ์ครองเมือง จนไม่กล้าไปวอแวอะไรกับเขาอีก นั่งนิ่งเฉยมาเกือบ ๕๐ ปีจนคนทั่วโลกเขามั่นใจว่าประเทศไทยเป็นชาตินักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ และกล้ายืดอกยอมรับความจริงในชีวิตอย่างผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ
เราจะใช้ประโยชน์ใดๆ จากปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ก็ทำได้ทุกอย่าง เพียงร่วมมือกับเขาอย่างอารยประเทศเท่านั้น ยิ่งวันนี้เขามาเป็นสมาชิกร่วมประชาคมอาเซียนลำดับที่ ๑๐ ก็ยิ่งง่าย แสวงหาความร่วมมือในระดับทวิภาคีกันได้ทุกเรื่อง
แล้วไปขุดความแค้นเก่าๆ มาขายความขี้เท่อของตัวเองหาพระแสงด้ามยาวอะไรกัน?
เรื่องนี้จึงไม่ต้องดูลึกซึ้งอะไรเลย เอาตาตุ่มมองก็รู้แล้วว่าทั้งเจ้านายและไพร่พลที่ร่วมกันจุดไฟเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้สนใจเลยว่ากรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารและที่ดินโดยรอบหรือใกล้เคียงจะเป็นของใครอย่างไร แต่ต้องการหาเรื่องเขาเพื่อเอาผลทางการเมืองในประเทศอย่างคนใจแคบเห็นแก่ตัวจัดเท่านั้นเอง
แล้วไปหลอกล่อคนไทยที่เขารักชาติรักแผ่นดิน แต่อาจไขว้เขวในข้อมูลสำคัญ เรียกร้องให้เขาออกมาสละชีพเพื่อชาติทั้งๆ ที่ชาติไม่ได้มีปัญหาอะไร เว้นแต่มีเผด็จการชั่วๆ ครองเมืองอยู่เท่านั้น
เหมือนพันธมิตรฯ ที่ใช้ชื่อในช่วงแรกว่า “ขบวนการกู้ชาติ” อย่างไม่รู้จักอายนั่นล่ะครับ
กรณีปราสาทพระวิหารถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเมื่อเครื่องมืออื่นๆ เริ่มไม่ได้ผล
ภาวะฉุกเฉินก็เริ่มถูกกดดันจากรอบทิศให้ยกเลิก
รัฐบาลทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น ประเทศจมลงเรื่อยๆ
ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ เริ่มละอายแก่ใจ ไม่อยากทำงานตามสั่งของผู้เผด็จการที่ไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบในอาชญากรรมที่ตัวสั่งให้เขาทำ
ทหารใหญ่ที่วางตัวให้เป็นแม่ทัพคนใหม่ก็โง่เง่าบ้าดีเดือด มีลักษณะเหมือนระเบิดเวลามากกว่ามนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ
การแสดงความรักเทิดทูนในอะไรบางอย่างก็เข็นไม่ขึ้น ถึงขนาดต้องเกณฑ์คนมาแสดงความรักความห่วงใยกันแล้วในวันนี้
สุดท้ายต้องไปเอาโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์มาเล่นซ้ำ โดยเอาคนเสื่อมสภาพอย่าง พลตรี จำลอง ศรีเมือง มาเป็นตัวชู โดยหวังจะเร้าใจคนไทยให้ตื่นเต้นตื่นตัวเพื่อรักษาปราสาท โดยไม่รู้เลยพวกที่อยู่เหนือหัวของเขาแต่ละคนขึ้นไปนั้น เขาหลอกใช้ตัวเองเพื่อรักษาอำนาจอันล้นพ้นของเขาไปเรื่อยๆ แบบข้ามยุคข้ามสมัยเท่านั้นเอง
ไม่อย่างนั้นเขาจะนั่งนิ่งเฉยกับเรื่องนี้มาครึ่งค่อนศตวรรษแบบคนหูหนวกตาบอดได้อย่างไร?
เพราะฉะนั้น ท่านวิญญูชนทั้งหลายครับ กรุณาอย่าเป็นเหยื่อเขาเลย.
--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง (11 ส.ค.): ดับเบิ้ลสองมาตรฐาน
ที่มา Thai E-News
พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวม 79 คน พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. ซักซ้อมทำความเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและกำลังคอมมานโด บก.ป. หากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อหาพร้อมกันในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมีแนวทางการปฏิบัติตรงกันผมได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนทุกคนพูดจาดี กิริยามารยาทสุภาพ อดกลั้น เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน และทำให้ทุกอย่างในวันนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย และหากผู้ถูกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไม่มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป
***
***วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกเวทีนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่รอดจากการถูกจับกุมคุมขัง แจ้งข่าวผ่านทางเฟสบุ๊คมาว่า ได้ไปพบปะกับพี่น้องเราใน ตจว. ค่อยอุ่นใจได้บ้างเพราะแดงในแต่ละพื้นที่พร้อมสู้ไมถอยหนี ยังเหนียวแน่นมั่นคงและเพิ่มมากกว่าเดิม ขอไห้ทุกคนสบายใจ ในที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับชัยชนะ วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏคนทั่วโลกเริ่มรู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย และกรรมกำลังจะมาเยือนพวกที่ร่วมมือกันฆ่าประชาชนแล้วครับ ไม่นานเกินรอเตรียมตัวรักษาชีวิตไว้ดูความย่อยยับของพวกมันกันนะครับ และจะถึงวันของประชาชนที่รักประชาธิปไตยมีชัยชนะ***
กำหนดการเสวนา ครบรอบ ๔ เดือน ๑๐ เมษายน ๕๓ หัวข้อ “เมื่ออำนาจพรก.ฉุกเฉิน อยู่เหนือสิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ”วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๕๓
เวลา ๑๔.๐๐- ๑๗.๐๐ น.
- พบกับเยาวชนผู้ถูกดำเนินคดี จาก จ.เชียงราย
- นายอติพงศ์ สันติวงศ์ (น้องเบิร์ด)
ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงบริเวณตา เมื่อ ๑๐ เมษายน
- ดร.วรพล พรหมมิกบุตร ผู้ดำเนินรายการ
เวลา ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น.
- พบกับมินิคอนเสิร์ต โดย แป๊ะ บางสนาน และผองเพื่อน***
***กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ในเดือนสิงหาคม
วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.
ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.
๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14
๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"
วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖
วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
***หลังจากเราแพร่ข่าวไปว่า มีการเปิดตัวหนังสือพิมพ์ ไฮแลนด์ นิวส์ ฉบับ พีเพิล แชนแนล ก็มีคนถามเข้ามาเยอะอยากอุดหนุน ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ทางช่องเอเชียอัพเดต หน้าแรกของไทยอีนิวส์นะครับ เขามีโฆษณาเป็นระยะๆ หรือท่านใดใจร้อนผ่านไปอิมพีเรียลลาดพร้าวเชิญที่ชั้น 5***
***ความคืบหน้าคดีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2552 และทนายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 27 ต.ค.2552 ต่อมาทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ค.53 โดยระบุถึงสาเหตุขากรรไกรอักเสบรุนแรง ทำให้อ้าปากได้เพียงเล็กน้อยและต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือ ขีดความสามารถเพียงพอ ทั้งยังต้องพักฟื้นอีก 1-2 ปี นอกจากนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีความผิดฐานเดียวกันก็ได้รับการปล่อยชั่วคราวเรื่อยมา
เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำของจำเลย กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและสักการะ และส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจของปวงชนผู้จงรักภักดีอย่างกว้างขวาง จึงถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยรวม ๑๘ ปี หากไดรับการปล่ออยชั่วคราวแล้วไม่เชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี ส่วนเหตุที่อ้างว่าจำเลยเจ็บป่วยนั้น จำเลยอาจร้องขอต่อราชทัณฑ์เพื่อไปรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่มีขีดความสามารถรักษาพยาบาลอาการป่วยของจำเลยได้อยู่แล้ว จึงยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายดารณี กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่น้องสาวซึ่งเจ็บป่วยไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้ตนเองซึ่งอยู่จังหวัดภูเก็ตต้องเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกอาทิตย์มาเป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้ว พร้อมทั้งต้องฝากเงินให้ดารณีเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อนมและอาหารอ่อนด้วย เนื่องจากดารณีอ้าปากได้น้อยมากและไม่สามารถทานอาหารที่เรือนจำจัดให้ได้ ขณะเดียวกันตนเองก็ประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ช่วยเหลือน้องสาวได้น้อยลงด้วย ดังนั้น หากผู้ใดประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สามารถโอนเงินเข้ามาได้ที่บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล เลขที่ 297-1-25805-5***แถลงการณ์ ประณามรัฐบาลปิดวิทยุชุมชนที่นครศรีธรรมราช
หลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐบาลได้อาศัยอำนาจของกฎหมายปิดกั้นช่องทางการสื่อสารของประชาชน ทั้งเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ตลอดจนปิดสถานีวิทยุชุมชนที่เสนอเนื้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล ล่าสุด
ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปราม เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) กว่า 50 นาย ได้บุกจับวิทยุชุมชนและเคบิลทีวีชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 12 สถานี โดยตั้งข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 โดยตั้งข้อหาความผิด 3 ประการ คือ การประกอบกิจการวิทยุชุมชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ,การใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต
หนึ่งในนั้นมีผู้สื่อข่าวอาวุโส ของนครศรีธรรมราช เช่น สุรโรจน์ นวลมังสอ จากนครโพสต์ สมพร รักหวาน จากสถานี CSTV เคเบิลท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน เห็นว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งการจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำได้ก็เฉพาะในภาวะสงครามและเพื่อความมั่นคงของรัฐเท่านั้น
การที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อในทุกระดับและทุกช่องทางเพียงหวังจะลดทอนเสียงของกลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล จะเป็นชนวนเหตุทำให้สถานการณ์ยิ่งลุกลามและขยายตัวไปสู่ความรุนแรงได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การเปิดให้สื่อของรัฐและสื่อเอกชนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลทำหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
รัฐบาลจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายมีสิทธิในการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกันเพื่อสร้างสมดุลของข่าวสาร และไม่สนับสนุนการใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือสร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอง เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน จึงขอเสนอความเห็นต่อรัฐบาล ดังนี้
๑. ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินการปิดกั้นสื่อ และยกเลิกคำสั่งสั่งปิดเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้น และเปิดให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง
๒. ขอให้รัฐบาลระงับยับยั้งการใช้สื่อในเครือข่ายของรัฐเป็นเครื่องมือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง สร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน และร่วมกันแสวงหาหลักเกณฑ์กติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง
๓.วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน และรัฐมีการเลือกปฎิบัติหนุนสื่อที่เชียร์แต่ทำลายล้างสื่อที่คิดแตกต่าง ซึ่งมีแต่จะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยโดยรวม
เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน***
Asia Update TV
ที่มา Asia Update
สัมภาษณ์ : น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย
“เพรียวพันธ์”ไปนอกระงับฟ้องนายกฯ
ชี้ เศรษฐกิจไทยดีต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ไทยพร้อมทำFTVกับยุโรปหากดีต่อธุรกิจ
โพลล์ ชี้ ลูกอยากเอามะลิไหว้วันแม่
อุตุฯเตือน ทั่ว ปท.ยังมีฝนตกหนัก
รายงานพิเศษ :เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. เขตวังทองหลาง
เจาะคอนเนกชั่นลึกพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ป้ายแดง กรรมการ 3 บ.ยักษ์-โยงผู้บริจาคเงิน ปชป.
ที่มา มติชน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 ได้มีมติด้วยคะแนน 8 ต่อ 0 เสียง เลือกพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร.ที่มีความอาวุโส ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่แทนพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผบ.ตร. (รรท.ผบ.ตร.) ที่จะเกษียณอายุราชการลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ แม้ว่าเส้นทางรับราชการตำรวจของ ผบ.ตร.ป้ายแดงผู้นี้อาจไม่โลดโผน ถ้าเทียบกับ ผบ.ตร.บางคนในอดีต แต่คอนเนกชั่นทางการเมืองและธุรกิจเป็นอย่างไร? 1.บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ จำกัด (มหาชน) แต่ละแห่งอู้ฟู่ไม่ธรรมดา บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีกลุ่มนายณรงค์ ธารีรัตนาวิบูลย์ เป็นเจ้าของ ประกอบธุรกิจค้าลูกถ้วยไฟฟ้า จดทะเบียนวันที่ 19 มีนาคม 2547 ทุนปัจจุบัน 500 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 254 ถนนเสรีไทย แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพฯ นายณรงค์ ธารีรัตนาวิบูลย์ นายธนิตย์ ธารีรัตนาวิบูลย์ นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ นายประยูร จินดาประดิษฐ์ พลต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เป็นกรรมการ ผลประกอบการปี 2552 รายได้ 671.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 129.8 ล้านบาท มีกรรมการบริษัทนอกจากตระกูลสหวัฒน์ ได้แก่ นายสมภพ สหวัฒน์ นายภัทท สหวัฒน์ น.ส.ภัทรา สหวัฒน์ นายสมประสงค์ สหวัฒน์ นายวสันต์ เจริญนวรัตน์ นายวรรธนะ เจริญนวรัตน์ นายสืบตระกูล สุนทรธรรม นายสุเทพ ชัยพัฒนวณิช นายนิรันดร์ สันติภิรมย์กุล น.ส. ยุพาพร บุญเกตุ ยังมี นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ (ใกล้ชิดชวน หลีกภัย) พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ สมาชิกวุฒิสภา พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ (คนใกล้ชิดพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) นายไกรทิพย์ ไกรฤกษ์ ผลประกอบการปี 2552 รายได้ 2,739.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 135.4 ล้านบาท ผลประกอบการปี 2552 รายได้ 3,253.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 115.1 ล้านบาท
น่าสนใจ
"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่า พล.ต.อ.วิเชียร เป็นกรรมการบริษัท 3 แห่ง
2.บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน)
3.บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มนายสมภพ สหวัฒน์ ถือหุ้นใหญ่ ประกอบธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้ MDF จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ทุน 1,425,839,127 บาท ที่ตั้งเลขที่ 2/1 ถนนพิบูลสงคราม แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ
บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการค้าท่อเหล็ก จดทะเบียนวันที่ 17 มีนาคม 2547 ทุน 660 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 298 ซอยกลับเจริญ ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ นายประยูร เลขะพจน์พานิช นายสมชัย เลขะพจน์พานิช และนายวิชัย เลขะพจน์พานิช ถือหุ้นใหญ่ มีนาย สมชัย เลขะพจน์พานิช น.ส.วิริยา อัมพรนภากุล นายสมเกียรติ จิตรวุฒิโชติ นายสุรินทร์ วรรณเพ็ญสกุล นายสมชาย หาญหิรัญ นายเกรียงไกร รักษ์กุลชน นายวิชัย เลขะพจน์พานิช น.ส.ปิยะนุส ชัยขจรวัฒน์ น.ส.สุนิสา ขวัญบุญบำเพ็ญ และนายนันทวัฒน์ สถิรไชยวิทย์ เป็นกรรมการ
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ จำกัด (มหาชน) ใกล้ชิดกับนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปี 2543 จำนวน 1.3 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเป็นคู่ค้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในช่วง 2 ปีหลังประมาณ 200 ล้านบาท
อาการ "ผิดหวัง" ของ กลุ่ม "พันธมิตรฯ" รัฐบาล "อภิสิทธิ์"
ที่มา ข่าวสด
เพราะเขาต่อสู้มาตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2551
เป็นการต่อสู้ในขณะที่กัมพูชาพยายามจะเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควีเบก ประเทศแคนาดา
รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เห็นชอบด้วยกับความพยายามนี้ของกัมพูชา
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นคัดค้าน ไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับการที่กัมพูชาจะเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเท่านั้น หากถึงขั้นมีการทวงคืนปราสาทพระวิหารให้กลับมาเป็นของไทยด้วยซ้ำไป
การต่อสู้ครั้งนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประสบผลสำเร็จ อย่างน้อยก็สามารถยับยั้งแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาได้ อย่างน้อยก็ทำให้กรณีปราสาทพระวิหารกลายเป็นประเด็นระดับชาติ
ถามว่าหลังจากนั้นเป็นอย่างไร
ถึงแม้กระแสสังคมจะสามารถยับยั้งแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาไม่ให้เดินหน้าต่อไปได้ และกดดันกระทั่ง นายนพดล ปัทมะ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
แต่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควีเบกก็เห็นชอบให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
นี่ถือว่าเป็นชัยชนะของกัมพูชา
เป็นชัยชนะบนพื้นฐานที่คณะกรรมการมรดกโลกลงมติบนพื้นฐานที่เห็นว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2505 แล้ว
แม้มิอาจสกัดขัดขวางในเรื่องปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ภายหลังจากรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพังพาบในเดือนกันยายน 2551 และรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพังพาบในเดือนธันวาคม 2551
การเป็นนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือความหวังหนึ่ง
เป็นความหวังว่า อย่างน้อย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องดำเนินการอย่างที่ได้พูดเอาไว้ในระหว่างเป็นผู้นำฝ่ายค้าน
1 คือ แสดงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร
1 หากไม่สามารถแสดงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของตามกฎหมาย อย่างน้อยก็จะต้องทวงคืนค่าเช่าที่ดินซึ่งปราสาทตั้งอยู่
เพราะในคำอภิปราย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันในความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นี้
1 รุกหน้าไปอีกด้วยการกดดันและแสดงบทบาทไม่ให้กัมพูชารุกล้ำเข้ามายึดครองในพื้นที่ทับซ้อนจำนวน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่เคยอภิปรายคัดค้านอย่างเด็ดเดี่ยว
เวลาผ่านมาทุกอย่างยังเป็นเหมือนเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ทุกประการ
ขณะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้อะไรเลย กัมพูชากลับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ และรุกคืบพัฒนาไปได้อีกก้าวใหญ่
โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนาปราสาทในฐานะมรดกโลก
นี่เท่ากับสะท้อนว่าการแปรเปลี่ยนจากผู้นำฝ่ายค้านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เซม-เซม
นั่นก็คือ ข้อเรียกร้องเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ยังอยู่ในที่เดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่ทางด้านกัมพูชาคืบหน้าไปบนพื้นฐานการพัฒนาปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างคึกคัก
เช่นนี้จะไม่ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องผิดหวังได้อย่างไร
โคตรมาตรฐาน
ที่มา ข่าวสด
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่เขาพระวิหารถูกรุกล้ำเข้ามาจริง การทวงคืนพื้นที่เพื่อรักษาสิทธิ์ที่พึงมีเอาไว้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ
แต่การทวงสิทธิ์คืนก็มีวิธีการและขั้นตอน
ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็คงจะไม่นิ่งนอนใจ หรือยอมปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นง่ายๆ
และต้องไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบที่มีอะไรเคลือบแคลงแอบแฝง
การกระทำของกลุ่มพันธมิตรและเครือข่ายภาคประชาชนหัวใจรักชาติ เป็นการฉกฉวยความรักชาติขึ้นมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวชุมนุม
ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับ "วิธีการ" แบบนี้ จะถูกกล่าวหาทันทีว่าไม่ "รักชาติ"
คล้ายๆ กับกรณีที่มีดาราใหญ่ 2 คนให้สัมภาษณ์เอาดีใส่ตัว ป้ายสีให้ร้ายคนอื่นด้วยเรื่องสถาบัน
คนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่มิบังควร ก็โดนกล่าวหาว่าไม่รักสถาบัน
ไม่เท่านั้น การชุมนุมของม็อบพันธมิตรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็เป็นการตอกย้ำถึงความ 2 มาตรฐานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อย่างชัดเจน
ม็อบเหลืองประกาศจุดยืนต้องการท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายศอฉ. ท้าทายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นายกฯอภิสิทธิ์ก็ไม่มีท่าทีแข็งกร้าวเลย กลับนุ่มนวลยิ้มแย้ม นั่งเจรจากับแกนนำม็อบเหลือง จัดแจงหาที่หาทางออกให้เสร็จสรรพ
จัดให้ม็อบไปชุมนุมที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซะงั้น
ผิดกันลิบลับกับม็อบแดงที่โดนรัฐบาลเอาเป็นเอาตาย อ้างข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จับยัดคุกมานับไม่ถ้วน
ตำรวจนครบาลยุค พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ก็เหมือนไม้หลักปักขี้เลน โอนเอียงตามกระแส ไม่ยึดถือตัวบทกฎหมาย
ม็อบเหลือง 200-300 คน ชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบ ก่อนจะย้ายไปปักหลักค้างคืนกันที่กองทัพภาคที่ 1
ไม่จับกุมดำเนินคดียังไม่พอ ยังให้สัมภาษณ์ปกป้องแทนด้วยว่าผู้ชุมนุมไม่รู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่หวงห้าม
แล้วพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ครอบคลุมถึงทำเนียบ-กองทัพภาค 1-สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น หรืออย่างไร?
ผบช.น.ยังระบุด้วยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีการกระทำผิด ไม่มีการปิดกั้นทางเข้า-ออก ไม่มีการปิดถนน และยังไม่เข้าข่ายข่มขู่ทำร้ายใคร
ประกาศห้ามชุมนุมเกิน 5 คน มันมีผลเฉพาะกับคนที่รัฐบาลไม่ต้องการให้ชุมนุมเท่านั้นหรือ
เทียบเคียงกันแบบง่ายๆ กับกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นายนที สรวารี หรือแม้แต่ 5 น.ร.-น.ศ.เชียงรายก็โดนพิษพ.ร.ก.ฉุกเฉินเล่นงาน
เพียงแค่ถือป้ายต่อต้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เพียงแค่ป่าวประกาศว่าที่นี่มีคนตาย
มาตรฐานของรัฐบาลนี้เกินคำบรรยายจริงๆ
ย้อนยุคมืด-ห้ามน.ศ.ล้อการเมือง
ที่มา ข่าวสด
มุขล้อการเมือง ที่บรรดานิสิต นักศึกษา นำมาล้อเลียนผ่านละครเวที หรือการทำกิจกรรมต่างๆ
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
ที่มุ่งเสียดสีการเมืองผ่านมุมมองขำขัน มากกว่าจะให้ถือเป็นจริงเป็นจัง
กลายเป็น "ตลกร้าย" ถึงขนาดที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ยอมรับไม่ได้
กระทั่งมีหนังสือเวียนของ สกอ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ไปถึงผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาให้ควบคุมดูแล
อาจารย์ในมหาวิทยาลัย และอดีตนักศึกษาที่เคยเคลื่อนไหวต่อสู้ในเหตุการณ์ทางการเมือง มองต่างมุมอย่างไร
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อาจารย์นิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กรณีนี้สัมพันธ์กับการที่นัก เรียนและนักศึกษาเชียงราย ออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง ผมขอตำหนิ สกอ. เรื่องนี้อันตรายมาก สกอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาระดับอุดมศึกษา กำลังทำในสิ่งที่ไม่เข้าท่าอย่างมากที่สุด
น่าเป็นกังวลมากเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ ดูแลด้านการศึกษาไม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สกอ.น่าจะมีปัญญาที่ลุ่มลึก กว้างขวาง ตระหนักในเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ผมห่วงว่าหน่วยงานที่ดูแลด้านการศึกษาไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ การวางกรอบทิศทางเรื่องการศึกษาจึงเป็นแบบนี้
ลองตั้งคำถามว่าหากเด็กในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมยกย่องนายกฯ อภิสิทธิ์ หรือรัฐบาล สกอ.จะเห็นว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าไม่มีอยู่แล้ว แต่การแสดงความคิดเห็นที่ต่างจากรัฐบาลกลายเป็นปัญหา
แม้หนังสือเวียนจะออกมาในลักษณะขอร้อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารแต่ละสถาบันบ้าจี้ไปกับอำนาจรัฐมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ก็บ้าจี้ทั้งสิ้น เป็นการตีกรอบการทำกิจกรรมของนักศึกษา ซึ่งต่อไปที่ทำได้คือการตักบาตร หรือเข้าขบวนแห่วันสงกรานต์
จาตุรนต์ ฉายแสง
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
ในสังคมประชาธิปไตย เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานมาก แทบไม่ต้องมาถกเถียงกันว่าคนยอมรับหรือไม่ คำถามใหญ่คือ ภายใต้บรรยากาศแบบนี้หรือที่เราจะปฏิรูปประเทศไทย หากปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาลก็ปฏิรูปไม่ได้ คนที่เห็นต่างอาจไม่ได้ออกมาพูด แต่ความขัดแย้งยังซุกอยู่ใต้พรม
จริงๆ แล้วเราควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เฉพาะแต่การยกเลิกการประกาศใช้ในพื้นที่ต่างๆ แต่ยกเลิกตัวกฎหมายซึ่งให้อำนาจรัฐอย่างกว้างขวาง
ผมสนับสนุนการแสดงออกของนักศึกษาในทางการเมือง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะคนที่สนับสนุนเสื้อแดง เสื้อสีอื่นก็ต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก หากไม่ใช่การด่าพ่อล่อแม่ ทุกฝ่ายควรมีสิทธิในการแสดงออก
ถ้ามีเสียงสะท้อนจำนวนมาก สกอ.ก็ควรยกเลิกหนังสือเถอะ เพราะออกมาได้ก็แย่แล้ว ถ้าเป็นปี 2500 ยังโอเค แต่ไม่น่าเกิดขึ้นในพ.ศ.นี้
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดูจากหนังสือเวียนแล้ว ข้อความเขียนว่าขอความร่วมมือควบคุม สอดส่อง ดูแลการจัดแสดงละครเวทีให้มีความเป็น กลางทางการเมือง หลีกเลี่ยงการปลุกระดมยั่วยุ หรือสร้างความแตกแยกในสังคม
และสร้างความเข้าใจกับนักศึกษาทุกระดับ เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดความสามัคคีในสังคม และความสงบสุขภายในประเทศ แต่ไม่ได้ห้ามให้จัดกิจกรรมแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการขอความร่วมมือเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้อาจจะเกิดปัญหาได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากมาตรฐานของแต่ละมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างกัน ในส่วนของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงออกอย่างเต็มที่ แต่อยู่ในขอบเขตและไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น
ทั้งนี้ สกอ.ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี แต่ผมอยากจะแนะนำว่าควรจะส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการแสดงออก หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ เพราะนักศึกษามีสิทธิ์แสดงออก หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตามสิทธิและเสรีภาพตามระบอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่จะทำอย่างไรให้นักศึกษาแสดงออกอย่างมีขอบเขต ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญ
จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรมว.ศึกษาธิการ
บรรยากาศดังกล่าวเหมือนกับเหตุการณ์ก่อน 14 ตุลา 16 และหลัง 6 ตุลา 19 ที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของนิสิต นักศึกษา จนทำให้เกิดความกดดัน บีบคั้น และสร้างความรู้สึกร่วมของสังคม ปะทุออกมาในการแสดงออกรูปแบบอื่นๆ
การแสดงละครล้อเลียนถือเป็นการระบายออกตามปกติของสังคมที่ไม่ค่อยจะเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่สามารถพูดความจริงได้ก็ต้องออกมาในแนวล้อเลียน เสียดสี
การไปปิดกั้น หรือกดดันก็จะทำให้การแสดงออก หรือความกล้าคิดกล้าทำ กล้าเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาลดน้อยลง หรืออาจจะส่งผลให้ไปแสดงออกในทางอื่นได้
ที่จริงแล้ว สกอ. ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าไปควบคุมนิสิต นักศึกษาของแต่ละสถาบัน สกอ.มีหน้าที่ประสาน การสนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินการของแต่ ละสถาบันการศึกษา หรือจะเข้ามามีส่วนร่วมในกรณีที่มีการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท การรับน้อง
จึงน่าสังเกตว่าเหตุใดจึงออกหนังสือเวียนในลักษณะที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตัวขึ้นมา อาจถูกกดดันจากรัฐบาลมา เพราะเป็นที่แน่นอนว่าหากมีการเล่นละครเสียดสี เป้าหมายหลักก็ต้องเป็นรัฐบาลที่กุมอำนาจ
ขณะนี้ก็ได้แต่หวังว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ คงจะไม่สนับสนุนแนวคิดของสกอ. และปล่อยให้นิสิต นักศึกษา ของตัวเองทำกิจกรรมที่เป็นสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ และทางความคิดได้
แต่อาจคาดหวังในเรื่องดังกล่าวไม่ได้มากเท่าใด เพราะในเหตุการณ์ที่มีการจับกุมนักเรียน นักศึกษาเชียงรายที่ชูป้ายระบุถึงการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และระบุว่ามีคนตายในเหตุการณ์การสลายการชุมนุม ประชาคมมหา วิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาไม่ได้ออกมา ปกป้องและทวงสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการให้นักเรียนนักศึกษาเหล่านี้เลย
อาจเป็นเพราะการตื่นตัวทางสิทธิเสรีภาพของสถาบันเหล่านี้ยังน้อยไปก็เป็นไปได้
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อาจารย์รัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การพยายามไปคุมกิจกรรมนักศึกษา หากเป็นกลุ่มที่ทำละครชวนฝันคงไม่เกี่ยวข้อง แต่จะมีผลทางอ้อมกับกลุ่มอิสระในมหาวิทยาลัยที่มีกิจกรรมการเมือง
หนังสือของ สกอ. ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีเครื่องมือในการสร้างความปลอดภัยให้ตัวเองในการปิดปากประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และไม่รู้ว่าออกประกาศเรื่องนี้มาในเงื่อนไขอะไร อิงกับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องขัดรัฐธรรมนูญ
นักศึกษาที่ถูกห้ามทำกิจกรรมก็คงต้องไปทำกิจกรรมกันนอกมหาวิทยาลัย เพราะถูกตีกันไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มีผลในการสร้างความกลัวกับนักศึกษาอยู่บ้าง
ผลที่จะตามมา นอกจากเป็นการปิดกั้นศิลปะสร้างสรรค์หนึ่งแล้ว ก็ไม่สามารถไปบังคับสิ่งอื่นๆ ได้ มีแต่จะทำให้เกิดความคับแค้นใจ ก็จะไปหาทางออกผ่านเฟซบุ๊ก
อยากให้รู้ว่าไม่สามารถทำให้คนจงรักภักดีต่อระบบการเมืองได้ด้วยการบังคับ
ไม่ใช่แค่ภูมิใจไทย?

ลบปมด้อยสำเร็จซะที
ตามคิวที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 เสียง ตามโพยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชงชื่อให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จ่อแท่นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่
ไม่มีรายการแหกโผแต่อย่างใด
โดยเฉพาะ 2 เสียงในโควตาของพรรคภูมิใจไทย "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กับนายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เทแต้มให้แต่โดยดี
"อภิสิทธิ์" ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้ง ผบ.ตร.ตัวจริงได้แล้ว
ข้ามมาอีกวัน ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไฟเขียวตามที่ รมว.มหาดไทย เสนอให้นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย แทนนายมานิต วัฒนเสน ที่จะเกษียณอายุราชการ
ว่ากันตามสิทธิ ตั๋วพิเศษ "เพื่อนเนวิน"
สรุปจากคิวของ ผบ.ตร.คนใหม่ มาถึงคิวของปลัดกระทรวงมหาดไทยสดๆซิงๆ ตามจังหวะประชาธิปัตย์จัดแถวสีกากี ภูมิใจไทยสยายปีกคุมเครือข่ายมหาดไทย
ล็อกความได้เปรียบก่อนลงสนามเลือกตั้ง
ในเหลี่ยมถ้อยทีถ้อยอาศัย สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองค่าย
แต่ที่ยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ไม่มีใครได้สมใจ กับบิ๊กโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คัน ที่ล่าสุดนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม สังกัดค่ายภูมิใจไทย สวมบทโชเฟอร์ ใส่เกียร์ห้า
เหยียบคันเร่งแซงคิวเข้าที่ประชุม ครม.
ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกวุฒิสภา ไปยัน นักวิชาการ รุมต้านรุมขวางทาง วางเรือใบเจาะยาง
สกัดไม่ให้เข้าป้าย
และสุดท้ายก็ต้องกลับเข้าโรงจอดเหมือนเดิม เมื่อที่ประชุม ครม.มีมติให้ทบทวนโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของกระทรวงคมนาคม
ดองเค็มเป็นรอบที่ 4 รอบที่ 5
โดยมอบหมายให้ "สามสี ภูเขาทอง" นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติม ร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายโสภณ ก่อนจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาใหม่อีกครั้ง
พร้อมหมายเหตุแนบท้าย มีหลายหน่วยราชการ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้มีบันทึกว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว ตั้งข้อสังเกตเรื่องราคาค่าเช่าที่สูงเกินจริง และไม่เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาการขาดทุนของ ขสมก.ได้
แต่ไฮไลต์จริงๆมันอยู่ที่ "รถเมล์การเมือง"
เรื่องของเรื่องตามรอยจากคิวก่อนหน้านี้ ที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ออกมาโวยวายว่า ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลแล้วว่า ไม่เห็นด้วย
เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์เองก็ไม่อยากทำโครงการนี้
โดยจังหวะเหยียบคันเร่งรถเมล์เช่าเอ็นจีวีของพรรคภูมิใจไทย จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นเรื่องต่อรองทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่นายวิลาศโยงฉากย้อนหลัง เคยเตือนรัฐบาลแล้วว่า ถ้าดีดพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากรัฐบาลเมื่อใด พรรคภูมิใจไทยก็จะขี่หลัง และต่อรองรัฐบาลได้ตลอด และจะมีการผลักดันโครงการรถเมล์เอ็นจีวีเข้า ครม.แน่นอน
ต่อภาพให้เห็นเป็นช็อตๆ ตามเหลี่ยมประชาธิปัตย์ "ซัดของ" ใส่ภูมิใจไทย
ทั้งๆที่ว่าไป ตามข้อมูลลึกในคิวที่อัปเปหิพรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของ 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ออกนอกวง
ลำพังแรงกดดันจากยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ก็ไม่ถึงขั้นชี้นิ้วได้ ถ้าไม่มีแรงส่งท้ายจาก "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล
ฉะนั้น งานนี้ถ้าจะโยงเกมเขี่ยพรรคเพื่อแผ่นดินทิ้ง เพื่อชิงจังหวะเหยียบคันเร่งรถเมล์เช่าเอ็นจีวี อย่างน้อยก็มีคนของประชาธิปัตย์ร่วมอยู่ในขบวนการด้วย
และถ้าเลยไปว่ากันถึงเรื่อง "ค่าต๋ง" สมมติถ้ามีจริงตามที่ดักคอกัน
ตามรูปการณ์ มันก็คงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ค่ายเดียว.
ทีมข่าวการเมือง