WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 12, 2010

ฟ้อง19นปช.ก่อการร้ายอัยการฉับไวพิจารณาสำนวนเสร็จใน12วัน

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2861 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม 2010
โดย -

อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. 19 คน นำโดย “วีระ-จตุพร-เหวง-ณัฐวุฒิ” ข้อหาก่อการร้าย และยื่นสำนวนต่อศาลแล้ว นัดสอบคำให้การจำเลยวันที่ 19 ส.ค. เป็นการพิจารณาสำนวนจากดีเอสไอ 60 แฟ้ม เสร็จภายใน 12 วัน เสียงครหากระหึ่มส่งฟ้องก่อนครบกำหนดฝากขัง 84 วัน เพื่อไม่ให้พวกที่อยู่ในเรือนจำถูกปล่อยตัวชั่วคราว สั่งดีเอสไอติดตามตัว “ทักษิณ-อริสมันต์-พายัพ-อดิศร-ไวพจน์-สุภรณ์” ที่ยังหลบหนีมาฟ้องต่อศาล

วันที่ 11 ส.ค. 2553 นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน กับพวกรวม 19 คน ในความผิดฐานร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด หรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2, 135/3 ประกอบมาตรา 83, 84, 85 และมาตรา 86 โดยมอบหมายให้พนักงานอัยการนำสำนวนคดียื่นฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลอาญา

19 คนที่ถูกสั่งฟ้อง ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายขวัญชัย ไพรพนา หรือสาราคำ, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก, นายนิสิต สินธุไพร, นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ, นายจรัญ ลอยพูล, นายอำนาจ อินทโชติ, นายชยุต ใหลเจริญ, นายสมบัติ มากทอง หรือผู้กองแดง, นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์, นายรชต หรือกบ วงศ์ยอด คนใกล้ชิด พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง และนายยงยุทธ ท้วมมี

ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอัยการยังไม่มีคำสั่งฟ้อง ประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช., นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายอดิศร เพียงเกษ, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษสั่งให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ติดตามตัวมาฟังคำสั่งคดีในภายหลัง

หลังมีความเห็นคณะทำงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้นำสำนวนส่งฟ้องศาลอาญาทันที พร้อมนัดสอบคำให้การจำเลยวันที่ 19 ส.ค. นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ดีเอสไอส่งสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องมาให้อัยการเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา อัยการใช้เวลาพิจารณาสำนวน 60 แฟ้ม เสร็จภายใน 12 วัน ทั้งที่ผู้ต้องหายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้สอบพยานเพิ่ม 250 ปากในชั้นอัยการ เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ

ก่อนหน้านี้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ออกมาระบุเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมาว่ารู้ข่าววงในว่ามีมติสั่งฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. ข้อหาก่อการร้ายแล้ว เนื่องจากมีการเร่งให้สั่งฟ้องให้ทันก่อนครบกำหนดฝากขัง 84 วัน เพื่อไม่ให้แกนนำและแนวร่วมที่อยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันที่ 7 ก.ย. นี้ ขณะที่มีแนวร่วมบางคนจะครบกำหนดฝากขังในวันที่ 11 ส.ค.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ยืนยันกระแสข่าวนายอริสมันต์หลบหนีอยู่ในกัมพูชา โดยอาศัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเสียมราฐ ส่วนการยกเลิกใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมนั้น ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จะเสนอมาให้พิจารณา คาดว่าจะเป็นวันที่ 16 ส.ค.

ส่วนกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งหนังสือยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศไทยถึงนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศอฉ. นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ามีการส่งหนังสือมา

‘เป็ด’ ก๊าบๆๆๆ ‘มีชัย’ เตือน ‘จารุวรรณ’ เกิดปัญหาห้ามอ้างไม่รู้

ที่มา บางกอกทูเดย์



ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนบางคนอาจจะเห็นว่าเก้าอี้หรือตำแหน่ง เป็นเรื่องของสมบัติผลัดกันชม...

แต่ใครบางคนกลับยึดติดคิดว่าเป็นเจ้าของส่วนตัว ที่ตราบยังมีลมหายใจจะไม่ยอมให้ใครมาพรากไป

เข้าสูตรไหน หรือความคิดข้อใด รวมทั้งตรรกะอะไร คงเป็นเรื่องที่ยากจะบอกได้ แต่ที่แน่ๆ วันนี้เก้าอี้ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ “ผู้ว่าสตง.” กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทั่วบ้านทั่วเมือง

ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ของเก้าอี้นี้ คือ ไม่ต้องการให้มีการ “ยึดติด” หรือ “ผูกขาด” ดังนั้นจึงขีดเส้นบรรทัดฐานเอาไว้อย่างชัดเจนว่า คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของ ผู้ว่า สตง. ก็คือจะต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี

แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ ใครก็ตามหากมีอายุเกินกว่า 65 ปีแล้ว จะไม่สามารถเป็นผู้ว่า สตง.ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ

ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งครองเก้าอี้ผู้ว่าการ สตง.มายาวนาน วันนี้ อายุได้ครบ 65 ปีแล้ว ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและหลักแห่งกฎหมายปกติของ สตง. ก็คือ คุณหญิงจารุวรรณ จะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยปริยาย

แต่เพราะในรอบหลัง คุณหญิงจารุวรรณ ดำรงตำแหน่งผู้ว่า สตง. ด้วยอำนาจที่มาจากการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 โดย คปค. ออกประกาศคำสั่ง คปค.ออกมาเป็นอำนาจพิเศษ ทำให้เกิดการตีความเข้าข้างแต่ละฝ่ายกันอุตลุดว่า

แม้ คปค.จะเปลี่ยนชื่อหรือล้มหายไปจากสังคมไทยแล้วก็ตาม หลังจากที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเอาไว้มากมายหลายกรณี แต่คนหลายคนบอกว่า ประกาศของ คปค.จะตายไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องถือว่าคุณหญิงจารุวรรณ ยังต้องเป็น ผู้ว่า สตง. ต่อไปเรื่อยๆ จะ 65 ปี หรือ 70-80 ปีก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

เพราะมีประกาศ คปค. เป็นยันต์ ที่ขลังและเหนียวกว่ายันต์ใดๆทั้งสิ้น ต่อให้ยันต์เก้ายอด ยันต์ลิงลม หรือแม้แต่ยันต์ห้าแถว เที่ยวนี้ก็ยังเหนียวสู้ยันต์คำสั่งของ คปค.ไม่ได้

ดังนั้นเมื่อมีคนบางพวกยกคำสั่ง คปค.มาเป็นข้ออ้าง แถมมีกลุ่ม ส.ว.บางกลุ่มอ้างทฤษฎีว่าเห็นควรให้อยู่ต่อ ทำให้คุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งเป็นคนหัวอ่อน เชื่อฟังจิ้งจกทัก คล้อยตามคนห้าม ก็เลยเลือกที่จะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เป็นอินฟินิตี้

แม้จะมีคนแนะว่าเพื่อความสง่างามให้ตัดสินใจให้เด็ดขาด ลาออกเองไปเลย เก็บของกลับไปบ้าน ดูซิว่าใครหน้าไหนจะไปลากกลับมา... แต่เป็นเพราะปักใจเชื่อในทฤษฎีที่ปรึกษา และบรรดาคนที่ทักท้วงรอบแรกไปแล้ว จึงทำให้คุณหญิงจารุวรรณ ไม่เลือกที่จะลุกจากเก้าอี้ด้วยความเด็ดเดี่ยว

ก็เลยกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันวุ่นไปหมด แม้แต่ ส.ว.จอมตรวจสอบ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ก็ยังต้องเข้ามายื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนถูกต้อง เป็นได้ เป็นไม่ได้ เอาให้ชัดๆ กันโดยข้อกฎหมายที่แท้จริงไปเลย... ไม่ใช่มาปล่อยให้คนนั้นตีความอย่าง คนโน้นตีความอีกอย่าง

ขณะเดียวกันนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการ สตง. ซึ่งต้องเป็นรักษาการผู้ว่า สตง. จึงอดรนทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาสู้ในเรื่องนี้ว่า คุณหญิงจารุวรรณ สมควรที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งได้เสียทีแล้ว

เพราะล่าสุด แม้แต่กฤษฎีกา ก็ยังฟันธงแล้วว่า คุณหญิงจารุวรรณ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่า สตง.แล้ว

โดยคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุถึงผลการตีความคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของคุณหญิงจารุวรรณ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งเรื่องให้ตีความว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่งผู้ว่า สตง.ไปแล้ว

เนื่องจากตามประกาศคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 29 ระบุว่า ให้ผู้ว่า สตง.ดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 30 ก.ย.2550 จากนั้น ให้มีการสรรหาใหม่ภายใน 90 วัน โดยในระหว่างการสรรหาผู้ว่า สตง.คนใหม่ ให้อยู่ในตำแหน่งพลางต่อไปได้ ดังนั้นคุณหญิงจารุวรรณจึงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อย่างมากแค่ 90 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณพรทิพย์ ยอมรับว่า สตง.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกามีผลผูกพันเฉพาะส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ดังนั้นจะเชื่อความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณจะพิจารณาเอง

แต่หากคุณหญิงจารุวรรณยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป แล้วมีผู้นำเรื่องยื่นฟ้องศาล ก็จะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ หากศาลเห็นด้วยกับแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ส่วนที่ว่าหากข้าราชการใน สตง.จะต้องฟังใครระหว่างนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาการผู้ว่า สตง. กับคุณหญิงจารุวรรณ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นไปแล้ว ทุกหน่วยก็จะรับฟัง ถ้าเป็นตนก็คงไม่ทำแล้ว

ซึ่งหากคุณหญิงจารุวรรณยังอยู่ในตำแหน่งต่อ ข้าราชการใน สตง.มีสิทธิฟ้องร้องไล่คุณหญิงจารุวรรณได้หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจข้าราชการ สตง.ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงหรือไม่ แต่รักษาการผู้ว่า สตง.สามารถฟ้องร้องได้ เพราะเกี่ยวพันกับปัญหาการใช้อำนาจทับซ้อนกัน

ไม่เพียงแค่ กฤษฎีกา ฟันธงชัดเจนแล้วเท่านั้น แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็พูดชัดเจนว่า การตีความของทางคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว โดยได้ตีความว่าคุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่งแล้ว และระหว่างนี้รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินสามารถทำหน้าที่รักษาการ แต่จะเป็นการรักษาการและปฏิบัติหน้าที่ในเชิงของการบริหารจัดการองค์กร ไม่ใช่การทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นจึงเป็นข้อสังเกตที่ทำให้ ครม.ต้องเร่งกระบวนการที่จะสรรหาบุคคลใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนคุณหญิงจารุวรรณ

“คนที่ส่งไปให้ตีความนั้นคือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่ใช่รัฐบาล และกฤษฎีกาก็ได้ตอบความเห็นไป เมื่อหารือมาต่อไปก็ต้องปฏิบัติตาม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เจอหนักๆ ขนาดนี้ คุณหญิงจารุวรรณ ก็เลยต้องเล่นบทนางเอกช่อง 7 สี ว่าจริงๆ แล้วพร้อมจะพ้นตำแหน่ง แต่ที่ต้องทนต้องยื้ออยู่ต่อจนกระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานานั้น เป็นเพราะได้รับการขอร้องจากผู้ใหญ่ให้อยู่ต่อ

เลยกลายเป็นประเด็นในสังคมอื้ออึงขึ้นมาอีกรอบว่า “ผู้ใหญ่” ที่ว่านั้นเป็นใคร???

คุณหญิงจารุวรรณ ถึงต้องยอมทนอยู่ต่อตามคำขอ

ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณ ได้ให้สัมภาษณ์ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ผ่านรายการวิทยุ ว่า
“บังเอิญมีน้องนักกฎหมายที่ สตง. มาบอกว่าพี่ดูให้ดี พี่พ้นไม่พ้นนะ ตอนนั้นเก็บของเตรียมพร้อมแล้ว งานเลี้ยงต้องเปลี่ยนจากคำว่าอำลาอาลัยเป็นกตัญญูนุสรณ์ ก็บอกว่าวันนี้พี่ไม่รู้นะ พี่ต้องถามผู้รู้ให้ถ่องแท้ก่อน พี่ไม่ทำอะไรผิดๆ ก็ขอเวลาไปดู เผอิญท่าน อ.อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาเองเลย นั่งรถมาบอกเลยว่าอย่าไปไหน ดูให้ดีก่อน ขณะนั้นกำลังเตรียมพร้อมเลี้ยงกันอยู่แล้วเลยต้องฉุกคิดขึ้นมา”

ทำให้สังคมต้องตีความว่า ตกลงที่คุณหญิงจารุวรรณบอกว่าต้องอยู่ต่อเพราะมีผู้ใหญ่ขอนั้น จะหมายถึง น้องนักกฎหมายที่ สตง. หรือว่าหมายถึง นายอมร จันทรสมบูรณ์... กันแน่

งานเข้าทั้งน้องในฝ่ายกฎหมาย สตง. ที่วันนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาการผู้ว่า สตง.อยากเจอตัวเหลือเกิน

และสังคมที่อยากจะรู้ว่า อะไรคือเหตุผลข้ออ้างของนายอมร ในการที่ขอให้คุณหญิงจารุวรรณนั่งเก้าอี้ต่อไปเรื่อยๆ เช่นนั้น

อย่างไรก็ตามเรื่องวุ่นๆ ในการตีความข้อกฎหมายอย่างนี้ มีหรือจะไม่มีคนอยากฟังความเห็นของระดับปรมาจารย์อย่าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เลยมีคนกระทู้เข้าไปที่เว็บไซต์ www.meechaithailand.com ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องคุณหญิงจารุวรรณนี้ จะมีผลผูกพันผู้เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน

หรือว่า ต้องส่งให้ศาล รธน. ตีความอีกรอบ ถึงได้ข้อยุติ

นายมีชัย ตอบว่า “คณะกรรมการกฤษฎีกามีฐานะเพียงเป็นที่ปรึกษากฎหมายเท่านั้น เมื่อหน่วยงานของรัฐอยากได้ความเห็นทางกฎหมาย เขาก็ให้ไป ส่วนคนได้รับจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็เป็นเรื่องของคนนั้น ไม่มีอะไรบังคับ แต่ถ้าเป็นส่วนราชการของฝ่ายบริหาร ดูเหมือนมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ปฏิบัติตาม แต่หน่วยงานที่ไม่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร จะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่ปฏิบัติ เวลาเกิดปัญหาหรือความเสียหายขึ้น ก็ย่อมต้องรับผิดชอบไปเอง จะอ้างว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้”

ดังนั้น ณ วันนี้ ที่คุณหญิงจารุวรรณ อ้างว่าถูกมอบหมายจากประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) ฉบับที่ 29 ให้อยู่ตรงนั้น จะเป็นยันต์ หรือสามารถใช้เป็นกาวตราตุ๊กแก กาวตราช้าง ได้หรือไม่

ก็คงต้องให้คุณหญิงจารุวรรณ ถามใจตัวเองแล้วว่า คำว่า “สง่างาม” นั้นจะตีความว่าอย่างไร???

NGOs กับการเมือง

ที่มา ประชาไท


NGOs หรือ Non Government Organizations คือ องค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ หรือจะเรียกองค์กรนอกรัฐก็ได้ แต่ในประเทศนี้ เราเรียกตัวเองและถูกเรียกว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน” แรกเริ่มเดิมทีเป็นองค์กรที่เข้ามาสนใจงานสงเคราะห์คนยากคนจน รวมถึงครอบครัวผู้พิการและทหารผ่านศึกจากสงคราม ต่อมาก็พัฒนาการเรื่อยมาสอดประสานไปกับเงื่อนไขการเมือง เศรษฐกิจ ประชาคมโลก ที่เปิดมากขึ้น ทำให้นักพัฒนาเอกชนเพิ่มมากขึ้น เริ่มสนใจปัญหาเชิงลึกของสังคม การแก้ไขไปที่ต้นตอ ซึ่งก็คือปัญหาในระดับโครงสร้าง ความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรม และพลังอำนาจต่อรองในทางการเมือง ซึ่งต่อมานำมาสู่การเคลื่อนไหวมากขึ้น ใหญ่ขึ้น หลากหลายขึ้น อาทิ เคลื่อนไหวต่อรองหรือประกันราคาข้าว เคลื่อนไหวสวัสดิภาพแรงงาน เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ยิ่งเมื่อขบวน NGOs เติบโตเข้มแข็งในลักษณะรวมประเด็นปัญหา ทำงานเป็นขบวนแล้วร่วมขบวนเสนอแนวทางแก้ไขในระดับนโยบายการเมือง การแก้ไขกฎหมาย การเรียกร้องมาตรการต่างๆ และการร่วมกำหนดนโยบายแผนพัฒนาในอนาคต ก็ยิ่งทำให้ขบวนการ NGOs จำนวนหนึ่งทำงานและร่วมมือกันเป็นขบวนมากขึ้น มีศูนย์ประสานงานแต่ละภาค และกระจายกันลงพื้นที่ทำงานในด้านต่างๆ จากนั้นก็นำปัญหามาเคลื่อนไหว เรียกร้อง รณรงค์ให้สังคมรับรู้ ตระหนักและร่วมแก้ไขปัญหา ส่งผลให้ด้านหนึ่งหลายๆ ปัญหาได้รับการแก้ไข หลายๆ ปัญหาถูกรับรู้มากขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือ สร้างประสบการณ์ให้ประชาชน คนรากหญ้ารู้จักและสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง กดดันทิศทางนโยบายการเมือง ผลักดันกฎหมาย นโยบายที่เอื้ออำนวยผลประโยชน์ประชาชนในระดับล่าง และตรวจสอบบทบาทการเมืองตัวแทน เป็นต้น พัฒนาการเหล่านี้ ใช้เวลาเดินอยู่หลายสิบปี กว่าจะเห็นภาพประชาชนแห่แหนมาเดินร่วมกันบนท้องถนน ซึ่งภาพเหล่านี้หากย้อนไปสัก 7-8 ปี ขึ้นไป หลายคนคงคุ้นหูคุ้นตาขบวนประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ปรากฏออกมาบนสื่ออาทิ สมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน (สกอ.ย.) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายป่าชุมชน สหภาพแรงงาน สมัชชาคนจน (สคจ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ฯลฯ จากนั้น ก็ถูกเรียกบทบาทและพัฒนาการนี้ในทางการเมืองว่า “การเมืองภาคประชาชน” ซึ่งต้องยอมรับว่าพัฒนาการทางการเมืองที่เข้มแข็งมากขึ้นของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ที่ได้เดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่ประชาชนสนใจตื่นตัวและกล้าที่จะออกมามีส่วนร่วม แสดงจุดยืนและชูมือบนท้องถนนนั้น คุณูปการส่วนหนึ่งมาจากการสร้างและส่งเสริมโดยงานพัฒนาเอกชนตลอดระยะเวลาหลายสิบปี

ผลพวงจากการสะสมงานปัญหาในระดับโครงสร้างพบว่า นโยบายการเมืองและกลไกทำงานแบบภาครัฐที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน นั่นเองที่ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม การช่วงชิงและปล้นทรัพยากรมโหฬาร ตลอดจนการถูกละเมิดสิทธิชุมชนเรื่อยมา ทำให้ขบวน NGOs เป็นคู่ต่อสู้คู่ปรับกับรัฐบาลเรื่อยมา แทบทุกรัฐบาล โดยเฉพาะในยุคที่ผู้นำรัฐบาลเป็นนักธุรกิจใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารงานรัฐผ่านกลไกราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ขยายขนาดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมออกสู่ตลาดและการค้าอย่างเต็มกำลัง ในระหว่างที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มได้ประโยชน์ มีอำนาจ ก็นำมาสู่การสูญเสียอำนาจ ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม จึงเกิดขบวนการขับไล่รัฐบาล ที่มีหลายกลุ่มเข้ามาร่วมมือ ในขณะที่ขบวน NGOs ร่วมในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อมาก็เรียกกันง่ายๆ รวมๆ ว่า “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” และจากนั้นก็นำมาสู่เหตุการณ์รัฐประหารยึดอำนาจ โดย คมช.

ตลอดระยะเวลาในการขับไล่รัฐบาลทุนนิยมครั้งนั้นนอกจากบทบาท นายสนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว บทบาท NGOs ค่อนข้างโดนเด่นสำคัญ นำโดย 5 เสือพันธมิตร จำลอง ศรีเมือง, พิภพ ธงไชย, สุริยะไส กตะศิลา, สมศักดิ์ โกศัยสุข, และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการสายประชาชนอีกนับพันชีวิต จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมลงชื่อสนับสนุนขบวนการขับไล่อดีตนายกฯ คนนี้ เพราะเชื่อว่า นี่คือประชาธิปไตยทางตรง

หลังรัฐประหารความคิด NGOs และนักวิชาการเสื้อเหลืองก็แตกโพล๊ะ จำนวนหนึ่งยุติบทบาทเนื่องจากรับสภาพความจริงเรื่องการรัฐประหารไม่ได้ เพราะถือว่านี่คือการฆาตกรรมอำพรางจิตวิญญาณประชาธิปไตย อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นร่วมในการขับไล่ระบอบนายทุนมาแต่ต้นเพราะเห็นว่า การขับไล่เช่นนี้ เป็นการไม่เคารพระบบ กติกาและกลไกการเมืองแบบตัวแทน ซึ่งก็เสมือนทำลายระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ในขณะที่ NGOs และนักวิชาการบางส่วนคิดว่า ต้องถอนรากถอนโคนลุยและกำจัดต่อจึงร่วมงาน ร่วมมือ ร่วมคิดกับรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยต่อ ส่วน NGOs และนักวิชาการเสื้อแดง กลับโดดเด่นชัดขึ้น เคลื่อนไหวทิ่มแทงแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น รวดเร็วลุกลามเหมือนไฟลามทุ่ง โดยเฉพาะจากโซนภาคอีสานและเหนือ จนมาสู่การรวมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ เมื่อเดือนเมษา ต้นปี 2552

จากนั้นขบวนการ NGOs เมืองไทยก็เริ่มแตกแยกทางความคิดกันชัดเจนมากขึ้นๆ โดยเฉพาะช่วงระหว่างหลังจากฝ่ายพรรคการเมืองนายทุนเก่าชนะการเลือกตั้ง เมื่อปี 2550 เป็นต้นมา ทำให้ขบวนการ NGOs เสื้อเหลือง เสื้อแดง ควานหาพื้นที่สื่อทุกรูปแบบเพื่อต่อสู้และจัดตั้งมวลชนไว้เผชิญหน้า เกิดขบวนการ coppy ชี้นำขึ้นมากมายในสังคม ทุกอย่างระบาด แรง เร็ว อลหม่าน จนมาสู่การปะทะกัน ในสนามความคิดต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเมษา-พฤษภาเดือดปีนี้เอง (2553)

ภาพสะท้อนที่มองเห็น คือบังเกิดกองทัพตัวแทน เสื้อเหลือง เสื้อแดง ออกมาระดมข่าว ข้อมูล โจมตี ใส่กันอย่างดุเดือด แม้ว่า ที่สุดแล้วสถานการณ์เสื้อแดงจะด้อยกำลังกว่ามากก็ตาม แต่การปรากฏตัวเคลื่อนไหวของ NGOs เสื้อแดงชัดเจนขึ้นและภาพก็ใหญ่ขึ้นซึ่งจริงๆ ก็เนื่องจากสะสมตกผลึกทางความคิดร่วมกันเรื่อยมา ตั้งแต่การประกาศตนเป็นแนวร่วมไม่เอารัฐประหาร จนมา กลุ่ม นปช. สามารถปลุกพลังประชาชนให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วๆ ท่ามกลางการกีดกัน ก่นด่า วิจารณ์แทบทุกวิถีทางจากอำนาจฝ่ายรัฐ สื่อบางหัวและขบวนการ NGOs สายเหลืองขวาจัด นิยมเจ้า ในขณะที่ NGOs สายแดงเริ่มเสียงแผ่วในการปฏิเสธว่าไม่ได้มีจุดยืนสนับสนุนอดีตผู้นำรัฐบาลนายทุน จนในที่สุด สงครามทั้งสองสีก็เหมือนสงครามจริงๆ ต่างสร้างวาทกรรมรายวัน โจมตี และที่สำคัญมีขบวนการดึงเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ แต่ข้อเสนอว่าแท้ที่จริง ว่าสาเหตุที่เคลื่อนไหวต่อสู้ เฉกเช่นเมื่อครั้งพยายามสร้าง การเมืองภาคประชาชนกลับหลุดหายไป จากนั้น ขบวนการพัฒนาประชาธิปไตยจริงๆ จังๆ เกี่ยวกับการเมืองเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้น ก็ค่อยๆ น้อยลง มีแต่ภาพรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคายไปทั่วพื้นที่สื่อ ซึ่งสิ่งที่พบมากขึ้นกลับเป็นข้อเสนอในเชิงจุดยืนความคิดตน

จนถึง ณ วันนี้ บทบาท NGOs กับการทำงานพัฒนาสังคมแผ่วลง เสียงกู่ก้องร้องเรียนสะท้อนปัญหาชาวบ้าน ปัญหาจากพื้นที่ ความเดือดร้อนของคนชายขอบ ล้วนแต่แผ่วเบาลง NGOs หลายคนหันไปละเลงปั่นข่าว สร้างกระแสสังคมโจมตีรายวันอยู่บนพื้นที่สื่อหรือในไซเบอร์เน็ต อาทิ ใน Facebook Hi5 Blog จนเปรอะเปื้อน !! ส่งผลให้บรรยากาศงานพัฒนาเต็มไปด้วยความอึมครึม ปิดเงียบ เก็บงำ เพราะไม่มีใครอยากก้าวล่วงออกมาจากกลุ่ม จากองค์กรของตน

อยากให้ย้อนไปยืนมองจุดยืนเดิมเมื่อครั้งตอกย้ำหนักแน่นเรื่องขบวนการการเมืองภาคประชาชน คือกระตุ้นให้ประชาชน เข้าใจ รู้สึก มีสำนึกและมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อสร้างวัฒนธรรม สร้างกลไก สร้างพื้นที่ให้ประชาชนคนชั้นล่าง สร้างช่องทางสื่อสารให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้มีโอกาสมาร่วมกำหนด ตรวจสอบ มากขึ้น ทำให้ระบอบประชาธิปไตยได้เดินมาสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง เพื่อกระจายผลประโยชน์ได้ทั่วถึงมากขึ้นแต่สภาพวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว หลายคนก้าวมาเป็นผู้ชี้นำสังคมการเมือง บ้างนำฐานมวลชนมาเคลื่อนไหวกดดัน หลายคนผันตัวเองขึ้นไปเป็นเครื่องมืออำนาจรัฐ ไปเป็นสมุนแกนนำ หลายคนไปเป็นกลไกแก้ปัญหาภาพลักษณ์มากกว่าหาทางออก หรือ ทำหน้าที่กำจัดฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือคอยส่งกระแสเสียงให้ปรองดองสันติ อหิงสา และหลายคนหันหลังให้ขบวนการ NGOs ไปเสียเลย

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้า NGOs เมืองไทยจะมีหรือแสวงหาจุดยืนทางความคิด จุดยืนทางการเมือง แต่กระนั้นก็ต้องถามแนวความคิดเมื่อครั้งหนึ่งว่า คนทำงานพัฒนาเอกชนสนใจที่จะเน้นไปที่กระบวนการสร้างพลัง สร้างพื้นที่ สร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนักในสิทธิ การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่า หรือจะพาสังคมถาโถม พาประชาชนเล่นการเมือง โดยตรง

ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ NGOs คิดก้าวไปไกลถึงขนาดวางยุทธวิธีช่วงชิงหรือยึดอำนาจรัฐกันไปแล้ว หรือบ้างคนก็คิดตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงแข่งขัน แต่ทุกๆทางเลือก ล้วนแต่เป็นสิทธิ เสรีภาพ ที่ NGOs ไทยสามารถเลือกได้เพียงแค่อยากถาม ลงไปตรงๆ กลางใจในฐานะนักพัฒนาสังคม ว่าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เราจะพาสังคมเดินร่วมกันได้อย่างไร

อย่าบอกนะว่าคำตอบ นั้นอยู่ในสายลม ....

รายงานพิเศษ: คลี่ปมเยียวยาใต้ (ตอนที่1) สารพันปัญหาเงินเป็นตัวตั้ง

ที่มา ประชาไท

รายงานชุดคลี่ปมเยียวยา สารพันปัญหาเงินเป็นตัวตั้ง นำเสนอภาพรวมและปัญหาเรื่องการใช้เงินงบประมาณในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้


ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเดือนมกราคม 2547 เป็นต้น รัฐบาลไทยได้ทุ่มงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผละกระทบไปแล้วมากกว่า 2,225 ล้านบาท
งานกับเงินเยียวยาวันนี้ยังมีปัญหามากมาย ในขณะที่สถิติผู้ได้รับผลกระทบทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย ถูกจับกุม ควบคุมตัวดำเนินคดีก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถิติความไม่สงบภาคใต้ยังพุ่ง
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ได้รายงานว่า ช่วง 73 เดือนตั้งแต่มกราคม 2547 ถึงมกราคม 2553 เกิดเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้รวม 9,446 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 4,100 คน บาดเจ็บ 6,509 คน รวม 10,609 คน มีผู้ได้รับผลกระทบจากความสูญเสียประมาณ 53,045 คน
ในกลุ่มผู้เสียชีวิตเป็นคนมุสลิมมากกว่าพุทธ คิดเป็นร้อยละ 58.95 (2,417 คน) ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นคนพุทธมากกว่ามุสลิม คิดเป็นร้อยละ 59.82 (3,894 คน)
งบประมาณเยียวยา
แต่ละปีรัฐได้เพิ่มงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ ยกเว้นในปี 2552 ที่ลดลง แต่ก็เชื่อว่าในปี 2553 นี้ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์รุนแรงมาตั้งแต่ต้นปี
ทว่า งบประมาณ 2,225 ล้านบาทดังกล่าว ก็น้อยนิดถ้าเทียบกับงบประมาณในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งตลอด 5 ปีงบประมาณที่ผ่านมาที่สูงถึง 109,396 ล้านบาท
ขณะที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่ผ่านวาระแรกของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ได้จัดสรรมาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 19,102 ล้านบาท หากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่าน จะทำให้มีการใช้งบประมาณดับไฟได้พุ่งไปถึง 1.25 แสนล้าน
สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจกแจงงบประมาณในการเยียวยาแยกเป็นรายปีตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2547 จนถึงสิ้นเดือน กันยายน 2552 รวมทั้งสิ้น 2,225,318,527 บาท
กลไกการเยียวยา
ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2550 รัฐบาลไทยมีมติเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาคนของรัฐที่ได้รับผลกระทบจนรวม 14 ครั้ง เมื่อสถานทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รัฐบาลไทยได้เพิ่มการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเข้าไปด้วย
มติคณะรัฐมนตรีครั้งสำคัญคือ การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กยต. เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ ซึ่งต่อมามีการปรับปรุงอีกหลายครั้ง จนได้หลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
กยต.ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 5 ชุด หนึ่งในนั้น คือ คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธาน
สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ คือ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ส่วนหน่วยงานสำคัญในพื้นที่ คือ ศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ จังหวัดทั้ง 4 จังหวัดคือ สงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส และศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ ประจำอำเภอทุกอำเภอใน 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตในพื้นที่ (สพท.) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.จ.) สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด และผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (กสส.) กระทรวงยุติธรรม
ประเภทเงินเยียวยา
สำหรับเงินช่วยเหลือเยียวยาของทางราชการ ได้แบ่งประเภทของเงินออกเป็น 10 กลุ่ม ดังนี้ (ดูตารางหลักเกณฑ์การเยียวยา)
- เงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ โดยให้เป็นเงินก้อนครั้งเดียว
- เงินทุนประกอบอาชีพ เพื่อการประกอบอาชีพใหม่ แต่ต้องยื่นความจำนงเฉพาะ
- เงินฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้บาดเจ็บหรือทุพพลภาพ
- เงินช่วยเหลือผู้พิการ จ่ายเป็นรายเดือนตามระดับความพิการ
- เงินยังชีพรายเดือน จ่ายให้กับเด็กที่ประสบเหตุและบุตรของผู้ได้รับผลกระทบที่เสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสหรือทุพพลภาพ เพื่อให้สามารถยังชีพได้ระหว่างการศึกษา โดยจ่ายเป็นรายเดือนจนจบการศึกษา
- เงินสงเคราะห์ครอบครัว จ่ายครั้งเดียว
- เงินครอบครัวอุปถัมภ์ จ่ายให้กับครอบครัวที่อุปถัมภ์เด็กกำพร้า เนื่องจากบิดาและมารดาเสียชีวิตทั้งคู่จากเหตุการณ์ไม่สงบ โดยได้รับเป็นรายเดือน
- เงินทุนการศึกษาเป็นรายปีต่อเนื่อง สำหรับเด็กที่ประสบเหตุ เด็กกำพร้า หรือเด็กที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากบิดามารดาหรือผู้อุปการะเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพระยะยาว โดยจ่ายเป็นรายปีจนจบการศึกษา
เงินเยียวยาไม่ใช่มรดก
นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ในฐานะกรรมการมูลนิธิเพื่อการเยียวยาและสร้างความสมานฉันท์ชายแดนใต้ หรือ มยส. กล่าวว่า เงินช่วยเหลือเยียวยา มีเป้าหมายเพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลังมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความยากลำบากน้อยที่สุด ดังนั้นเงินดังกล่าวจึงไม่ใช่มรดก
“ผู้นำศาสนาแจ้งชัดว่า ไม่ใช่เงินมรดก และไม่ต้องแบ่งตามกฎหมายมรดกตามหลักศาสนาอิสลาม อีกทั้งต้องไม่นำไปจ่ายหนี้ให้แก่เจ้าหน้าที่ก่อนจัดสรรให้ทายาทด้วย” นายแพทย์สุภัทร กล่าว
ใครคือผู้ได้รับผลกระทบ
เมื่อมีนโยบายและหลักเกณฑ์การเยียวยาแล้ว ก็จำเป็นต้องมีผู้ได้รับการเยียวยา แล้วใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่ทำให้ต้องได้รับการเยียวยาจากความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นบ้าง
ในกรณีนี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ ได้ระบุประเภทผู้ได้รับผลกระทบอย่างกว้างๆ ดังนี้
1.คนไทยที่มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้าน 2.บุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 3.ผู้มาประสบเหตุจากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา 4.เหตุการณ์ที่ทำให้เสียชีวิต บาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย เฉพาะทรัพย์สินที่ไม่ได้ทำประกันภัย
ขณะเดียวกัน มีการกำหนดระดับความเสียหายที่เกิดจากความไม่สงบด้วย ซึ่งมีหลายระดับความรุนแรง ทั้งการบาดเจ็บ เสียชีวิต ทรัพย์สินเสียหาย
กล่าวสำหรับความเสียหายต่อร่างกาย กยต.ได้มีการแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ซึ่งจะทำได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ได้แก่
1.เสียชีวิต
2.ทุพพลภาพ หมายถึง พิการหรือขาดความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น
3.บาดเจ็บสาหัส ใช้ระยะเวลาพักรักษาเกิน 20 วัน
4.บาดเจ็บธรรมดา ใช้ระยะเวลาพักรักษา 8 – 20 วัน และ
5.บาดเจ็บเล็กน้อย ใช้เวลาพักรักษาตัว ไม่เกิน 7 วัน
การรับรอง 3 ฝ่าย
หลักเกณฑ์สำคัญอีกประการหนึ่งที่คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ กำหนดขึ้นในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบคือ การรับรอง 3 ฝ่าย เยียวยาคือ หมายความว่า จำเป็นต้องมีเอกสารรับรองเหตุการณ์ไม่สงบจากทั้งตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง
อันเป็นการรับรองเพื่อยืนยันว่า เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ซึ่งจะดำเนินการภายใน 7 วัน โดยผู้ลงนามในใบรับรอบ 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ในพื้นที่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร และนายอำเภอ
หากมีการรับรองเพียง 2 ฝ่าย ก็จะจ่ายเงินช่วยเหลือให้ครบ 100 % ทันที แต่หากมีการรับรองเพียงฝ่ายเดียว หรือ ไม่มีใครรับรองเลย ก็จะไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือหรือหากมีการจ่ายไปก่อน 25 % ในเบื้องต้นก็ให้ยุติการจ่าย โดยไม่เรียกเงินคืน
แต่หากเป็นทรัพย์สินที่เสียหาย ก็จะมีการประชุมประเมินราคาทรัพย์สินก่อน
จากนั้นก็ให้รอผลการตัดสินสุดท้ายว่า เป็นคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ หากความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นคดีความมั่นคงก็ให้จ่ายเงินช่วยเหลือจนครับ 100 % ต่อไป โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการมอบเงินเยียวยาคือผู้ว่าราชการจังหวัด
ในการรับรอง 3 ฝ่ายนั้น เป็นปัญหาพอสมควร เนื่องจากบางเหตุการณ์มีความคลุมเครือ เจ้าหน้าที่ไม่กล้ารับรอง แต่ญาติผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ไม่สงบ ทำให้คำร้องเรียนค้างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ เป็นจำนวนมาก
นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีเรื่องค้างพิจารณา 492 เรื่อง ซึ่งเป็นกรณีผู้ได้รับผลกระทบที่ตกสำรวจด้วย คิดเป็น 1 ใน 3 ของคำร้องทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีอีก 89 เรื่องต้องนำมาทบทวนคำรับรอง 3 ฝ่าย ใหม่ โดยในการพิจารณาหรือทบทวนคำรับรองใหม่นั้น ก็ต้องเชิญหน่วยงานในพื้นที่พิจารณาร่วมกัน

6 ปี ใช้งบเยียวยา 2.2 พันล้าน
ข้อมูลจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถแจกแจงงบประมาณในการเยียวยาแยกเป็นรายปีตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2547 จนถึงสิ้นเดือน กันยายน 2552 ได้ดังนี้
ปี 2547 เงินช่วยเหลือและเงินชดเชย 25,027,500 บาท
ปี 2548 เงินช่วยเหลือและเงินชดเชย 93,673,334 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินเยียวยาตามแผนงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กยต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 297,002,975 บาท รวม 390,676,309 บาท
ปี 2549 เงินช่วยเหลือและเงินชดเชย 192,836,890 บาท เงินเยียวยาตามแผนงานภายใต้ กยต.277,272,124 บาท รวม 470,109,014 บาท
ปี 2550 เงินช่วยเหลือและเงินชดเชย 298,858,998 บาท แผนงานภายใต้ กยต. 189,486,340 บาท รวม 488,345,338 บาท
ปี 2551 เงินช่วยเหลือและเงินชดเชย 360,277,297 บาท แผนงานภายใต้ กยต. 217,726,890 บาท รวม 578,004,187 บาท
ปี 2552 เงินช่วยเหลือและเงินชดเชย 253,305,079 บาท แผนงานภายใต้ กยต.
รวม 6 ปีงบประมาณใช้เงินไปทั้งสิ้น 2,225,318,527 บาท

คณะกรรมการเยียวยาฯ
คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กยต. ตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 5 ชุด ได้แก่
1.คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์และอำนวยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธาน
2.คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประสานการติดตามผู้สูญหายและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเฉพาะกรณี
3.คณะอนุกรรมการโครงการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านจิตใจใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้
4.คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และ
5.คณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ

หลักเกณฑ์การเยียวยา
ตารางหลักเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวดชายแดนภาคแดน ตามมติ คณะรัฐมนตรีและระเบียบรกระทรวงการคลัง
รายการ
ผู้ได้รับผลกระทบ
เสียชีวิต (บาท)
ทุพพลภาพ (บาท)
บากเจ็บ (บาท)
หน่วยงานที่รับผิดชอบ
สาหัส
ธรรมดา
เล็กน้อย
1.เงินช่วยเหลือ
ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ/ชั่วคราว พนังกานรัฐวิสาหกิจ เจ้าห้าที่ของรัฐ
500,000
500,000
50,000
50,000
50,000
สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)/จังหวัด
ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน
500,000
500,000
50,000
50,000
50,000
ประชาชนผุ้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือราชการในการรักษาความสงบในพื้นที่ อสม./ช.ร.บ. และอาสาสมัครที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนราชการ
200,000
80,000
50,000
30,000
10,000
ประชาชนทั่วไป
100,000
80,000
50,000
30,000
10,000
2.เงินทุนผู้ประกอบอาชีพ
ผู้ได้รับผลกระทบได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส หรือทุพพลภาพ
รายละ ไม่เกิน 15,000 บาท
3.เงินฟื้นฟูสมรรถภพ
ผู้ได้รับผลกระทบได้รับบาทเจ็บสาหัส หรือทุพพลภาพ
-
200,000
-
-
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
4.เงินช่วยเหลือผู้พิการจ่ายเป็นรายเดือน
ผู้ได้รับผลกระทบฯ ทุกประเภท
-
1,000-3,000 (ตามระดับความพิการ)
-
-
5.เงินยังชีพรายเดือน
เด็กประสบเหตุและบุตรผู้ได้รับผลกระทบที่เสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสหรือทุพพลภาพ จนจบการศึกษา
อนุบาล/ประถมศึกษา 1,000 บาท ปีละ 12,000 บาท
เด็กเล็ก/กศน./มัธยมศึกษา 1,500 บาท ปีละ 18,000 บาท
อุดมศึกษา 2,500 บาท ปีละ 30,000 บาท
6.เงินสงเคราะห์ครอบครัว
ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบฯ (ยกเว้นข้าราชการ)
บาดเจ็บ 3,000 บาท เสียชีวิต 6,000 บาท
7.เงินครอบครัวอุปถัมภ์
ครอบครัวที่อุปการะเด็กกำพร้า เนื่องจากบิดาและมารดาเสียชีวิตทั้งคู่ จากเหตุการณ์ความไม่สงบฯ
อุปการะ 1 คนๆ ละ 2,000 บาท/เดือน/ครอบครัว
อุปการะ 3 คนขึ้นไปเหมาจ่ายเดือนละ 5,000 บาท
8.เงินทุนการศึกษารายปีต่อเนื่อง
เด็กที่ประสบเหตุ เด็กกำพร้าหรือเด็กที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากบิดา มรดา หรือผู้อุปการะเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพในระยะยาว
เด็กเล็ก/กศน. 5,000 บาท
อนุบาล/ประถมศึกษา 6,000 บาท
มัธยมศึกษา 10,000 บาท
อุดมศึกษา 20,000 บาท
กระทรวงศึกษาธิการ

หน่วยงาน
การช่วยเหลือ
1.กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (คสส.)
1.เสียชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท (ยกเว้นข้าราชการ)
- ค่าตอบแทนกรณ๊ผู้เสียหายเสียชยีวิต 50,000 บาท
- ค่าจัดการศพ 20,000 บาท
- ค่าอุปการะเลี้ยงดู 30,000 บาท
2.บาดเจ็บ (จ่ายตามใบเสร็จ)
1) ค่ารักษาพยาบาลตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท
2) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพตามจริงไม่เกิน 20,000 บาท
3) ขาดผลประโยชน์ทำมาหกินวันละไม่เกิน 200 บาท (1 ปี)
2.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
1.เสียชีวิต
1) หัวหน้าครอบครัว/ผู้หาเลี้ยงครอบครัว 40,000 บาท
2) สมาชิกในครอบครัว 15,000 บาท
2. บาดเจ็บสาหัส
เงินช่วยเหลือ 3,000 บาท
3. บาดเจ็บเล็กน้อย
เงินช่วยเหลือ 2,000 บาท
4. ทุพพลภาพ 10,000 บาท
5. อัคคีภัย
1) เพลิงไหม้ทั้งหลัง ไม่เกิน 30,000 บาท
2) เพลิงไหม้บางส่วน ไม่เกิน 20,000 บาท