ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, August 13, 2010
เรื่องเล่าและความหวังของ'ปรวยฯ': เมื่อการเมืองเป็นของประชาชน คุณจะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น
จารึกเกียรติยศ 65 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่1):การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยผู้สละชีพเพื่อเอกราชชาติสมบูรณ์
ที่มา Thai E-News
สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง
เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดยดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร และบทความ60ปีเสรีไทย โดยธนาพล อิ๋วสกุล ในนิตยสารสารคดี
13 สิงหาคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 65 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้
กับทั้งเป็นการเตือนสติบรรดาขบวนการล้าหลังคลั่งชาติที่กระหายเลือดกระหายสงคราม เป็นปฏิปักษ์ต่อสันติภาพในโอกาสนี้
แผนที่ปฏิบัติงานของเสรีไทยสายอเมริกาเล็ดลอดเข้าไทย และบริเวณที่2วีรชนเสียสละพลีชีพ
การะเวก ศรีวิจารณ์ ( แครี่ ):เราคนไทยไม่พอใจไม่ว่าชาติใดก็ตามที่เป็นภัยต่อเอกราชของเรา
วีรประวัติ-การะเวก ศรีวิจารณ์ ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกอีก2รายคือพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ และพันตรีจำกัด พลางกูร รายนามของทั้ง3ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้
ชาตะ- 7 สิงหาคม 2461
มรณะ-11 มิถุนายน 2487 ขณะอายุย่าง 26 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 92 ปี
กำเนิด-เกิดที่บ้านพักราชการหลังที่ว่าการอำเภอบางระจัน สิงห์บุรี บุตรนายกลิ่น นางนวม เป็นน้องชายนายฟุ้ง อดีตอธิบดีกรมศาสนา
การศึกษา-ประถมถึงมัธยมต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดอ่างทอง
-มัธยมปลาย โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์
-โรงเรียนเทฆนิคทหารบกรุ่น2 รุ่นเดียวกันที่มีชีวิตอยู่เป็นนายพล19คน เช่น พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสตร์ พล.อ.ประลอง วีระปรี
-เดินทางไปเรียนสถาบันMITสหรัฐฯ สำเร็จปริญญาตรีวิศวกรรมโยธาในปี2484 และสำเร็จปริญญาโทวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ในปี2485
การปฏิบัติงานเสรีไทย-หลังจากไทยถูกญี่ปุ่นยึดครองในวันที่8ธันวาคม2484 ในปีรุ่งขึ้นแครี่เข้าเป็นสมาชิกเสรีไทยในอเมริกา ที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯเป็นหัวหน้าและก่อตั้งเสรีไทยขึ้น เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยทหารอเมริกันคือO.S.S.นาน9เดือน
-เป็นเสนาธิการของเสรีไทยในอเมริกา โดยยกร่างแผนปฏิบัติการสำหรับเสรีไทยสายอเมริการุ่นที่1 ที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิ
-มีนาคม2486 แครี่ซึ่งอายุย่าง25ปีเดินทางออกจากสหรัฐฯร่วมกับเสรีไทย19นายเพื่อเล็ดลอดสู่มาตุภูมิประเทศไทย ด้วยเรือลิเบอร์ตี้ผ่านคลองปานามาไปมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดเข้าตอนใต้ออสเตรเลีย ย้อนขึ้นเหนือผ่านมหาสมุทรอินเดียขึ้นบกที่บอมเบย์ ฐานที่มั่นฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียช่วงกลางเดือนมิถุนายน2486 ใช้เวลาเดินทางรวม 95 วัน ฝึกเพิ่มเติมกับO.S.S.ที่ชายแดนพม่า
-สิงหาคม2486 ย้ายไปจุงกิงนครหลวงของจีนคณะชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และย้ายไปที่คุนหมิง จีนตอนใต้
-มกราคม2487 ฐานปฏิบัติการO.S.S.จัดตั้งที่ซือเหมาตอนใต้ของยูนนาน ใกล้พรมแดนลาว(ซึ่งตอนนั้นหลายเมืองของลาวเป็นอาณาเขตของไทย)และวางแผนส่งเสรีไทย10นายเล็ดลอดเข้าประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือนำสารจากรัฐบาลสหรัฐฯไปรับรองขบวนการเสรีไทยในประเทศว่ากำลังต่อสู้เพื่อเอกราช และไทยจะมีรัฐบาลพลัดถิ่นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองไทย
-ปลายเดือนกุมภาพันธ์2487 ร.อ.การะเวก และร.ท.สมพงษ์(ยศขณะนั้น)ออกจากซือเหมาเดินทางไปพำนักที่เมืองลา สิบสองปันนาราวเดือนเศษ จากนั้นได้ผู้นำทางชาวจีนไปเมืองพงสาลี ล่องเรือตามลำน้ำโขงถึงเมืองหลวงพระบาง
-10 มิถุนายน 2487 แล้วข้ามโขงเข้าแดนไทยที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง(ขณะนั้นเป็นดินแดนของไทยที่ได้คืนจากฝรั่งเศส) มีเป้าหมายจะเดินทางต่อไปที่หนองคาย คนนำทางพาไปพบสารวัตรกำนันในตอนเย็น และกำนันได้ขอยึดปืนไว้ เพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามให้จับกุมจารชน
-11 มิถุนายน 2487 ตำรวจเชียงแมนจับกุมการะเวกและสมพงษ์ข้อหาจารชนและยึดปืนพกไว้ ตามคำสั่งรัฐบาลต้องส่งทั้งสองไปที่กรุงเทพฯ แต่ตำรวจกลับควบคุมตัวเป็นเชลยลอยเรือไปกลางลำน้ำโขง เมื่อเวลาราว15.40น.ส.ต.ท.สมวงษ์ จันทศร และพลตำรวจถึง มูลพิชัย ได้ยิงปืนใส่ทั้งสอง และผู้นำทาง ร.อ.การะเวกกับผู้นำทางเสียชีวิตทันที ส่วนร.ท.ยังไม่ตายร้องขึ้นว่า"ผมเป็นคนไทยแท้ๆผมมาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"
แต่ตำรวจทั้งสองไม่ปรานีมุ่งค้นสมบัติที่เสรีไทยทั้งสองนำติดตัวมา และเมื่อได้ทองคำที่ทั้งสองได้รับจากO.S.S.มาใช้ในงานกู้ชาติก็โยนร.ท.สมพงษ์ลงน้ำโขง เมื่อว่ายขึ้นมาก็ใช้ไม้ค้ำคอลงไปในลำน้ำ ขณะที่กำลังว่ายหนีไปอยู่ที่แก่งหินกลางน้ำ พลตำรวจถึงยิงใส่ร.ท.สมพงษ์จมหายไปท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว
เรือลำนั้นกลับมาที่สถานีตำรวจเชียงแมนเวลา17.00น.แล้วอ้างว่าจารชนขัดขืนต่อสู้แย่งชิงปืนตำรวจจึงถูกวิสามัญฆาตกรรม จากนั้นยึดปืน,กระสุนปืน,พันธบัตร,ทองคำ,เครื่องรับส่งวิทยุไว้ ศพของ"แครี่"การะเวกกับคนนำทางถูกทิ้งไว้หน้าสถานีตำรวจ จนเย็นวันรุ่งขึ้นจึงนำไปขุดฝังไว้หลังสถานี ส่วนศพของสมพงษ์ไม่มีผู้พบเห็นทำให้ญาติยังฝังใจมาจนทุกวันนี้ว่าเขายังไม่ตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
-เวลาไล่เลี่ยกันร.อ.โผนเดินทางตามหลังทั้งสองมา2สัปดาห์ และก่อนข้ามโขงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของทั้งสองและแจ้งข่าวไปยังเสรีไทยสายอเมริกาในอีก1เดือนต่อมา ทำให้เสรีไทยในไทยทราบจึงแต่งตั้งข้าราชการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจมายังชายแดนเพื่อคอยช่วยเหลือเสรีไทยให้เล็ดลอดเข้าประเทศได้สำเร็จ
16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้
-30ตุลาคม2488 หลังสงครามยุติลงมีการรื้อฟื้นคดีสังหาร2เสรีไทย 2ตำรวจมือสังหารโหดหลบหนีข้ามไปฝั่งลาว มีการขุดศพแครี่กลับสู่มาตุภูมิกรุงเทพฯ
-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า
"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"
10 กุมภาพันธ์ 2497-รัฐบาลสหรัฐฯมอบเหรียญ"เมดัล ออฟ ฟรีดอม"ให้แก่เสรีไทยผู้เสียสละชีวิตทั้งสอง
ท่วงท่าบุคคลิกของการะเวก-แครี่เป็นคนร่างเล็กมีน้ำหนักเพียง55กิโลกรัม เป็นคนขรึม กำลังกายปานกลาง และรู้จักชั่งใจ แต่มีความเป็นผู้นำสูง แม้ผู้นำทางการของเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก19คนมีโผน อินทรทัตเป็นผู้นำ แต่เพื่อนทั้งหมดกลับให้ความนับถือแครี่มากที่สุด
อุดมคติเรื่องชาติของแครี่-ร.อ.นิคอล สมิธ นายทหารอเมริกันพี่เลี้ยงเสรีไทยชุดนี้บันทึกการสนทนากับเขาไว้ว่า แครี่เชื่อมั่นว่าคนไทยในประเทศก็เช่นเดียวกับเขาที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์"ไทยเราเป็นเอกราชมากว่า 700 ปี เป็นไปไม่ได้ที่คนไทยจะทนญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองเราไปได้นาน คนไทยมีสติพอที่จะรู้จักว่า เป็นอิสรชนไม่ได้ตราบใดที่ประเทศถูกยึดครองโดยต่างชาติ เราคนไทยไม่พอใจไม่ว่าชาติใดก็ตามที่เป็นภัยต่อเอกราชของเรา เราไม่ต้องการใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออเมริกาที่จะมาบงการเราให้ทำอะไรหรือไม่ทำอะไร และหากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ยังใช้วิธีการครอบครองแบบเก่าต่อไปหลังสงครามครั้งนี้.."แครี่เน้นเบาๆ"ผมเกรงว่าต้องนองเลือดแน่ๆ"

หนังสือเล่มที่กล่าวถึงรายละเอียดคดีตำรวจไทยสังหารเสรีไทยเพื่อหวังชิงทองคำที่นำมากู้ชาติ หน้าปกเป็นรูปของการะเวก
เปิดปฏิบัติการเสรีไทยสายอเมริกา"ปัญญาชนชั้นหนึ่งเท่าที่ O.S.S. เคยมีมา แต่ละคนมีปริญญาเอก ปริญญาโท จากฮาวาร์ด เอ็มไอที และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ ในสหรัฐ"-นิคอล สมิธ
คณะนักเรียนไทยได้รับการจัดตั้งเป็น "กองทหารเสรีไทย" ซึ่งเป็นหน่วยทหารไทยที่ใช้เครื่องแบบของไทย มีธงไทยเป็นเครื่องหมาย มีฐานะทัดเทียมกับทหารฝ่ายสัมพันธมิตร โดยมี ม.ล. ขาบ กุญชร เป็นผู้แทน กองกำลังเสรีไทยสายอเมริกาแบ่งได้เป็นสี่รุ่น คือ
รุ่นแรก มี ม.ล. ขาบ กุญชร ทูตทหาร เป็นหัวหน้าประสานงานร่วมกับ พ.ท. นิคอล สมิธ ผู้เป็นตัวแทนหน่วย O.S.S. คณะนักเรียนไทยชุดแรกจำนวน ๒๑ คนนี้เข้าฝึกการรบพิเศษในวิชาการต่าง ๆ เช่น วิชาแผนที่ วิชาเดินเรือ วิชาสื่อสาร โดยกำหนดหลักสูตรเวลา ๔ เดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการในประเทศไทย เป้า ขำอุไร เล่าถึงการฝึกไว้ว่า
"เราเข้าฝึกในค่ายของ U.S. Marrine ซึ่งเป็นค่ายลับอยู่ในป่าใน Maryland หลายแห่งฝึกหนักยิ่งกว่าทหารธรรมดาหลายเท่าในด้านการรบ การใช้อาวุธการต่อสู้ทุกรูปแบบ ในด้านการจารกรรม ก่อวินาศกรรม ฝึกเป็น Jame Bond กันเลย ทำการฝึกหนึ่งปีจนจบหลักสูตร ทางสถานทูตก็ทำการประดับยศให้เป็นร้อยตรีทุกคน... พิธีประดับยศนี้เป็นการประกาศให้อเมริกันทราบว่า เรามิใช่เป็นเสรีไทยแต่ปากเท่านั้น เรามีกำลังรบด้วย"
หลังจากนั้นได้แบ่งเป็นสองสาย
-สายที่ ๑ นำโดย ม.ล. ขาบ กุญชร และ พ.ต. เคฟแลน นายทหารอเมริกา ได้เดินทางล่วงหน้าไปที่เมืองจุงกิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลเจียงไคเช็ค และเป็นที่ตั้งของหน่วย O.S.S. ประจำประเทศจีน เพื่อจัดตั้งหน่วยต่อต้านในประเทศไทย
-สายที่ ๒ ทหารเสรีไทยที่เหลืออีก ๑๙ คน นำโดย พ.ท. นิคอล สมิธ และนายทหาร O.S.S. ๓ นาย เดินทางมายังค่ายฝึก ๑๐๑ ของ O.S.S. ที่ตั้งอยู่ในแคว้นอัสสัมเพื่อฝึกเพิ่มเติม ภารกิจของหน่วยนี้คือการสืบเหตุการณ์ภายในประเทศไทยให้แก่หน่วย O.S.S. ส่งอาวุธและทหารมาช่วยฝึกแบบกองโจร การบ่อนทำลายกองทหารญี่ปุ่น ตลอดจนแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับจีนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น
รุ่นที่ ๒ มีจำนวน ๓ คน คือบุญมาก เทศะบุตร วิมล วิริยะวิทย์ อานนท์ ศรีวรรธนะ สมัครเข้าฝึกกับหน่วย O.S.S. โดยตรง ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษในประเทศไทย เพื่อหาทางติดต่อกับขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทย วิมล วิริยะวิทย์ เล่าถึงการฝึกว่า
"เพื่อรับภารกิจเร่งด่วน... ผมต้องฝึกการจารกรรมทั้งหมด การฝึกหนักมากเพื่อจุดประสงค์ที่จะให้เข้าไปเป็นแนวที่ ๕ (Fifth Column) ฝึกการใช้วิทยุรับส่ง... การจู่โจมข้าศึก และป้องกันตัวเองการฝึกเอาตัวรอดหรือให้อยู่รอด สอดแนม สะเดาะกุญแจ โจรกรรม ฯลฯ เป็นการฝึกที่หนักมาก ตื่นแต่เช้าตรู่ จมอยู่ในน้ำทั้งวัน แทบจะไม่รู้สึกว่าแดดร้อน น้ำจืดหรือว่าน้ำเค็ม...ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะออกไปทำภารกิจที่แลกด้วยชีวิตกับความสำเร็จ"
แม้ว่าเสรีไทยสายอเมริกาจะเดินทางถึงจุงกิง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๖ แต่เนื่องจากความไม่มั่นใจซึ่งกันและกันระหว่าง ม.ร.ว. เสนีย์กับ ม.ล. ขาบ ทำให้การปฏิบัติการในประเทศไทยต้องล่าช้าออกไป หลังจากนั้นเสรีไทยสายอเมริกา ได้มาตั้งฐานปฏิบัติการสำหรับส่งทหารเข้าปฏิบัติการ ในประเทศที่เมืองซือเหมา โดยชุดแรกออกเดินทางในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๗ ซึ่งประกอบด้วย
"ปอล (โผน อินทรทัต) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสอายุกว่าเพื่อนจะเดินทางโดยลำพัง เขาเป็นคนที่ได้รับการศึกษาทางวิชาทหารมากที่สุด เป็นคนผิวคล้ำ สูงขนาดธรรมดา ...หน้าที่ของเขาคือหาทางเดินประจำจากชายแดนอินโดจีนไปอุตรดิตถ์ ศูนย์กลางทางรถไฟในภาคกลางสยาม เขาจะเป็นผู้ติดต่อกับผู้สื่อข่าวอื่น ๆ นำสิ่งของที่ต้องการไปให้ ถือเอกสารสำคัญที่ส่งทางวิทยุไม่ได้แครี่ (การะเวก ศรีวิจารณ์) รู้จักชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างดี เขาเป็นคนขรึม กำลังกายปานกลางและรู้จักชั่งใจ พ.อ. ขาบถือว่าเขาเป็นสื่อสารดีที่สุด คู่ของเขา คือ ทาซานแซล (สมพงษ์ ศัลยพงศ์) ขี้โกรธและใจเร็ว ไม่กลัวใครหรือสิ่งใด ทั้งสองทำงานร่วมกันดี แครี่สามารถนำกำลังของแซลให้เป็นประโยชน์
เอียน (การุณ เก่งระดมยิง) เคยอยู่ลำปางหลายปี เคน (เอี่ยน ขัมพานนท์) และเอียนจะไปเข้าทำงานในเขตนี้ สองคนตรงกันข้ามทางจิตต์ เอียนช่างคิดและเป็นนักทฤษฎีแต่เคนเป็นนักปฏิบัติ เอียนเป็นสมาชิกไฟบีตาแคปปา ฝันแต่ในการหาวิธีทำเครื่องวิทยุให้ดีขึ้น และเคนเป็นวิศวกรรมเมคานิกซ์จะทำให้มันใช้ได้"
ในการเดินทาง ทุกคนแต่งตัวเป็นชาวพื้นเมือง มีเครื่องวิทยุขนาดเล็ก ซึ่งดัดแปลงให้สามารถส่งได้ถึง ๕๐๐ ไมล์ติดตัวไปด้วย พร้อมทองคำไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ปรากฏว่าคนนำทางชาวจีน พยายามถ่วงเวลาการเดินทางให้ช้าลง ทำให้ โผน อินทรทัต ต้องรายงานกลับไปยัง ม.ล. ขาบ เพื่อให้ส่งเสรีไทยชุดที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วย "บันนี่ (บุญเย็น ศศิรัตน์) เพา (เป้า ขำอะไร) พีท (พิสุทธ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา) แซม (สวัสดิ์ เชี่ยวสกุล) ปลอมตัวเป็นคนขายของ" เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นชุดต่อไป ทางการจีนจึงไม่สามารถหน่วงเหนี่ยว ไม่ให้เสรีไทยสายอเมริกาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อีกต่อไป
เนื่องจากเป็นการเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นครั้งแรกของเสรีไทยสายอเมริกา โดยที่ยังไม่มีการประสานงานมาก่อน ทำให้คณะของการะเวกและสมพงษ์ ที่มีนายบุญช่วยเป็นผู้นำทาง ถูกตำรวจคุมตัวที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง (ซึ่งเป็นของไทยในขณะนั้น) ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๘๗ ระหว่างทางทั้งสามถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต โดยอ้างว่าบุคคลทั้งสามขัดขืนและต่อสู้เจ้าหน้าที่ แต่จากคำให้การของ โล่ห์ โจ๊ะทอง ซึ่งเป็นนายท้ายเรือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้การต่อศาลในเวลาต่อมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าคนทั้งสามเพื่อชิงทรัพย์
แต่การเสียชีวิตของการะเวกและสมพงษ์ไม่สูญเปล่า เพราะการที่ตำรวจได้นำหลักฐานเช่นวิทยุและเอกสารต่าง ๆ รายงานให้ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รับทราบ จึงรู้ว่ามีความพยายามในการติดต่อจากต่างประเทศเข้ามา
ขณะที่อีกสาม คนถูกตำรวจไทยจับเช่นกัน และนำมาคุมตัวไว้ที่กองสันติบาล กรุงเทพฯ ที่นั่นเอง การุณและนายเอียนได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ให้ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รับทราบ
๙ กันยายน ๒๔๘๗ วิมล วิริยะวิทย์ และ บุญมาก เทศะบุตร เสรีไทยสายอเมริกาที่ไปฝึกรุ่นพิเศษ ได้กระโดดร่มลงกลางป่าอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ วิมลถูกคุมตัวมาพบ พล.ต.อ. อดุล ภายหลังจากแจ้งภารกิจให้ทราบ ทั้งคู่ได้เดินทางไปพบ ปรีดี พนมยงค์ วิมลแจ้งให้ทราบว่าทางอเมริกา ยินดีให้การสนับสนุนเสรีไทยทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นทางการทหารหรือในทางการเมือง รวมทั้งรับทราบด้วยว่ามีปฏิบัติการต่อต้านญี่ปุ่น เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
ต่อมาเสรีไทยชุดที่ ๒ ก็ถูกตำรวจไทยจับเช่นกัน แต่ถูกคุมตัวมาไว้ที่กองสันติบาล กรุงเทพฯ และจุดนี้เองที่ทำให้ทหารเสรีไทยสามารถติดต่อวิทยุกลับไปยังซือเหมาได้ เพราะ พล.ต.อ. อดุลให้ความร่วมมือ นิคอล สมิธ ได้กล่าวถึงความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า"ภายในหนึ่งชั่วโมง ข่าวถูกส่งต่อไปยังคุนหมิง เดลลี จุงกิง แคนดี และวอชิงตัน อาณาจักรไทยสองแสนสองหมื่นตารางไมล์ ไม่เป็นจุดมืดสำหรับข่าวต่อไปแล้ว ได้มีโคมไฟจุดขึ้นในเมืองหลวงของสยามกว่าห้าร้อยไมล์ไปทางทิศใต้ และเรารู้ว่ามันจะส่องแสงสว่างขึ้นทุกที"
0000
16 สิงหาคม-วันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ
รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น
***กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ และ 65 ปีสันติภาพไทย ในเดือนสิงหาคม 2553
วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.
ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.
๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14
๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"
วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖
วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
บันทึกของ วิสา คัญทัพ (ฉบับที่ 4):"ว่าด้วยการนำ เหนือตู้คอนเทนเนอร์ หลังเวทีราชประสงค์"
ที่มา Thai E-Newsหากข้อมูลผิด การตัดสินใจก็ย่อมพลาด นี้เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้แพ้ศึกครั้งนี้ เรายังมิได้แพ้สงคราม สงครามยังดำเนินต่อไป เพียงเราแพ้ศึกราชประสงค์ เสียหายไม่น้อย แต่ต้องสรุปและถอดถอนบทเรียน จะเดินหน้าไปเรื่อยโดยไม่สรุปข้ออ่อนของตัวเองมิได้เป็นอันขาด-วิสา คัญทัพ
โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา เฟซบุ๊ควิสาวันนั้น - เราปลูกต้นมะนาว
หวังได้ลูกมะนาวดั่งมั่นหมาย
ลงทุนลงแรงไปมากมาย
สุดท้ายได้ลูกมะนาวสมใจปอง
ได้ลูกมะนาวแล้วไม่เอา
หลงลืมไปหรือเปล่าหนอเจ้าของ
จะเอาส้มโอใหญ่ใจลำพอง
ย้อนไตร่ตรองหวนคิดอนิจจา
ก่อนเริ่มบันทึกฉบับที่ 4 ขอคุยให้เข้าใจ เรื่องตู้คอนเทนเนอร์หลังเวทีราชประสงค์ว่า มันคือตู้สำหรับให้แกนนำใช้เป็นที่ประชุม .jpg)
จุคนแบบเบียดเสียดกันได้ราวยี่สิบกว่าคน เราประชุมกันที่นี่ ตกลงกันตรงนี้ ลงมติกันที่นี่ แล้วปฏิบัติการตามนี้หรือไม่ นั่นคือประเด็นที่จะได้พูดคุยกันต่อไป ในระยะแรกๆที่ย้ายมาเวทีราชประสงค์ใหม่ๆ ไม่มีการประชุมแกนนำใครคิดอะไรได้ก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปอย่างค่อนข้างไม่เป็นระบบ
จนเมื่อเห็นควรร่วมกันว่าควรมีการประชุมแกนนำ เหมือนที่เราเคยประชุมกันต่อเนื่องมาตลอดแบบที่อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว และหลังเวทีที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ หน้าที่หาตู้คอนเทนเนอร์จึงตกไปอยู่ที่ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะที่เป็นเลขานุการ นปช. ในช่วงวิกฤติ
การประชุมในตู้คอนเทนเนอร์ นักข่าวให้ความสำคัญมาก เพราะประชุมเสร็จช่วงบ่าย จะต้องแถลงข่าวให้นักข่าวในช่วงราวสี่ห้าโมงเย็น จะมีประเด็นเคลื่อนไหวไปที่ไหน อย่างไร นักข่าวจะให้ความสนใจ
น่าแปลกที่ยิ่งวิกฤติมาก ประชุมเสร็จ ความลับก็ไม่เป็นความลับ นักข่าวรู้สาระสำคัญลึกซึ้งมากกว่าที่แกนนำแถลงเสียอีก ใครเป็นประชาสัมพันธ์นอกจัดตั้ง ในหมู่พวกเราย่อมรู้กันดี
การนำในทางยุทธวิธีเพื่อกดดันให้รัฐบาลรับฟังและยอมเจรจากับผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่คิดค้น ออกแบบกันโดยแกนนำและความเห็นบางส่วนจากผู้เข้าร่วมชุมนุมโดยปกติอยู่แล้ว
เป็นต้นว่า การสละเลือดเป็นบัดพลี นำไปราดที่ประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ การนำโลหิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยมาจารึกเป็นบทกวี การเคลื่อนไหวเดินขบวนไปที่ต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่การชุมนุมยืดเยื้อเป็นแรมเดือนเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะหามาตรการมากดดันรัฐบาลที่ดื้อด้านไม่ฟังเสียงประชาชนได้ทุกวัน ไม่มีเคลื่อนไหวสำคัญอะไรมวลชนบางส่วนก็ไม่อยากเข้าร่วม
แค่ฟังการปราศรัยไม่มีมาตรการกดดันทำให้เกิดความรู้สึกห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ความแรงโดยสภาพการณ์ของการชุมนุมที่ยากลำบากกรำแดดตากฝน เคียดแค้นชิงชังดำรงอยู่ในตัวตนของมันอยู่แล้ว มวลชนในส่วนนี้เพิ่มอุณหภูมิความรุนแรงได้ทุกขณะจากทั้งการพูดปลุกเร้าและการต่อสู้ที่เป็นจริง
พูดถึง "การนำในทางยุทธศาสตร์" ต้องยอมรับความจริงว่า ก่อนการนัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ร่วมประชุมกันอย่างเคร่งเครียดและจริงจัง ถกเถียงกันรอบด้าน หลายครั้งหลายหน หลายวัน เพื่อกำหนดทิศทางที่จะเดินต่อไปให้แจ่มชัด
โดยสรุปบทเรียนสำคัญจากการเคลื่อนไหวหน้าทำเนียบรัฐบาลคราวก่อน เมื่อเมษายนปี 52 ว่า เป้าหมายโค่นอำมาตย์คราวนั้นไกลไป เป็นไปได้ยาก เกิดผลได้แค่ "ให้การศึกษามวลชน" ไม่ก่อผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆทางการปฏิบัติ
สิ่งที่เรียกร้อง เรื่องโค่นอำมาตย์ ไม่สอดคล้องกับสภาพงานการต่อสู้ที่เป็นจริงตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแนวร่วมดำเนินงานในระบบรัฐสภา เป้าหมายการต่อสู้ครั้งใหม่จะกำหนดเลื่อนลอยเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องเรียกร้องให้เกิดผลที่สามารถปฏิบัติให้เป็นจริงได้
ทั้งสามารถสามัคคีและรวมความเห็นด้วยของมวลชนคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะคนเสื้อแดง สร้าง "รายรับ"ทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้
เพราะฉะนั้น เป้า "ยุบสภา" จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์พ้นสภาพจากรัฐบาลไปโดยเร็วที่สุด เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่ และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ขณะเดียวกันก็สร้างความเข้มแข็งและการขยายตัวขององค์กรมวลชน นปช.แดงทั้งแผ่นดินเพื่อปกป้อง รักษา และพัฒนาประชาธิปไตยต่อไป
ในการดำเนินการด้านงานโรงเรียน นปช. ได้ให้การศึกษาแก่คนเสื้อแดงถึงความเป็นอิสระของ นปช.อย่างแจ้งชัด ว่า นปช.ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย การชี้นำบังคับบัญชาต้องแยกออกจากกัน ไม่มีใครควบคุมใคร หากเป็นแนวร่วมกันบนเส้นทางประชาธิปไตย เป็น "สองขาสองแขน" อาจมีคนของพรรคบางคนยืนควบอยู่ทั้งสองฟากฝั่งก็ไม่เป็นไร เพราะ นปช.ยึดถือการนำรวมหมู่
เราคิดล่วงหน้ากันไว้แล้วว่า ถ้าได้ชัยชนะ เมื่อรัฐบาลยอม "ยุบสภา" เราจะกลับไปรุกเร่งเรื่องโรงเรียน นปช.อย่างเอาการเอางานต่อไป ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าหาเสียงคู่ขนานกันไปกับขบวนพลเสื้อแดง ที่ชัดเจนก็คือ นปช.เรียกร้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่คือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ นปช.ประชุมสรุปผลว่าจะเดินไปตามนี้
สุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดที่ย้ำกันหนักแน่นตลอดมาก็คือ "สันติวิธี" สันติวิธีที่แท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้เราได้ชัยชนะในการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้
แต่ทว่าเค้าลางของความรุนแรงก็ล่วงล้ำกล้ำกรายเข้ามาในขบวนการของ นปช.ตลอด ผ่านเงาทะมึนของบางคนและบางองค์กร มิใยว่าจะปัดป้องและเดินหลีกหนีไปอย่างไรก็มิสามารถหลุดพ้น การพัวพันดังกล่าวแอบแฝงหลบเร้น และเปิดเผยโจ่งแจ้ง มาตั้งแต่ต้น จนระยะท้ายๆของการชุมนุม ถึงขั้นจะปลด "สามเกลอ" ออกจากแกนนำ ตั้งฝ่ายฮาร์ดคอร์ขึ้นเป็นแทน ดังข่าวที่ปรากฎออกมา
ประเด็นความรุนแรงเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้ากันต่อไปทั้งเบื้องตื้นเบื้องลึก รวมทั้ง เบื้องหลังการปลิดชีวิตสังหารแกนนำทุกสีเสื้อว่าแท้จริงมาจากบัญชาการของผู้ใด
ว่าด้วยปัญหาการนำการต่อสู้โดยภาพรวม
ขออนุญาตขึ้นหัวอย่างนี้ เพื่อสะดวกต่อการวิเคราะห์ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด สำหรับขบวนการประชาธิปไตยที่จะเคลื่อนรุดหน้าต่อไป อันที่จริง ประเด็นนี้เขียนยาก คนกลัวเปลืองตัวเขามักไม่เขียนไม่พูดกัน แต่ทว่าด้วยจิตใจแห่งรักและห่วงใยเยี่ยงมิตรสหายที่ดี เห็นทีต้องยอมเปลืองตัว
ผู้นำขบวนการประชาธิปไตยที่ทรงอิทธิพลอย่างแท้จริงวันนี้ต้องยอมรับว่าคือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะพิจารณาจากด้านไหน ด้านเป็นฝ่ายกระทำ หรือฝ่ายถูกกระทำ
ด้านเป็นฝ่ายกระทำเช่น เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีประชาชนรักใคร่ชื่นชมนิยมยกย่องมากที่สุด เป็นผู้ทรงอิทธิพลและเจ้าของพรรคตัวจริงตั้งแต่ไทยรักไทยมาจนถึงเพื่อไทยในปัจจุบัน ใครที่ไม่ยอมรับ และไม่เอาด้วยก็ต้องออกไปอย่าง เนวิน ชิดชอบ เป็นต้น เป็นผู้ที่แกนนำ นปช.ต้องรับฟัง บางส่วนอาจอยู่ในฐานะต้องเชื่อและรับไปปฏิบัติ บางส่วนฟังแต่สามารถคิดและเห็นต่างได้
มองในฐานะที่เป็นฝ่ายถูกกระทำบ้าง ท่านทักษิณถูกกล่าวหาโดยตรงอยู่แล้ว ทั้งจากชนชั้นสูง เหล่าอำมาตย์ ตลอดรวมถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์และพลพรรคว่าเขาคือ "ผู้นำคนเสื้อแดง" ทุกความผิดและข้อกล่าวหาสารพัดจึงลงตรงไปที่ทักษิณทั้งหมด สื่อมวลชนภายใต้การกำกับของรัฐโฆษณาป่าวร้อง ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีทักษิณในทุกกรณี แม้กล่าวหาในทางลบ แต่เมื่อรัฐบาลสมุนอำมาตย์ก้าวมาโดยวิธียึดอำนาจรัฐประหาร ผลก็กลับเป็นตรงกันข้ามที่ผู้ก่อการร้ายในสายตาของพวกเขากลายเป็น "ผู้นำขบวนการประชาธิปไตยไทย" ในสายตาสากลและสายตาคนไทยผู้รักความเป็นธรรมบางส่วน
1. ปัญหาอยู่ที่ว่า ขอบเขตและรัศมีการนำของทักษิณตีวงพื้นที่ของเขาออกไปมากน้อยแค่ไหนในทางเป็นจริง
บทบาทการนำในพรรคเพื่อไทย ใน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในองค์กรแนวร่วมทั่วไปอื่นๆ รัศมีดังกล่าวมีฐานะกำหนดให้เขาสามารถทำได้ในขั้น "เสนอความคิดเห็น" หรือ "บังคับบัญชาสั่งการ" ให้ทำตามนี้
หากพิจารณาตามมิตินี้ คงมีคำตอบสำหรับพรรคเพื่อไทยไปแล้วว่าบังคับบัญชาสั่งการโดยใคร แต่ ในส่วนของแกนนำ นปช.ต้องพิจารณาบุคคลชนิดตรวจสอบตัวต่อตัว ซึ่งเห็นว่าผู้ที่ไม่ยืนกางขาอีกข้างไปไว้กับพรรคเพื่อไทยภายใต้เงื้อมเงาของทักษิณนั้น น่าจะเป็น "เสียงส่วนน้อย"
ขยายความว่า "เสียงส่วนน้อย" ดังกล่าวบางคนลงสถานีบางซื่อ บางคนเดินทางต่อไปแล้วแต่เหตุผลส่วนตนของแต่ละคน
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังรัฐประหารปี 2549 ขบวนการประชาธิปไตยเติบใหญ่ขึ้นด้านหลัก เพราะมี ทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองของเขาเข้าร่วมต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง ดังนั้นปัญหาการนำจึงจำเป็นต้องช่วยกันสังเคราะห์ เพื่อการก้าวต่อไปให้ได้ประโยชน์
2. ปัญหาอยู่ที่ว่า ก่อนและหลังการถูกรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการทบทวนความผิดพลาดในการนำอันใดบ้างหรือไม่ มีการรับฟังคำเตือนอันปรารถนาดีของมิตรของสหาย ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศหรือไม่อย่างไรบ้าง
ทบทวนการไว้วางใจคนผิด ทบทวนการไม่ไว้วางใจคนที่ควรไว้วางใจ ทบทวนการจำแนกมิตรศัตรู ทบทวนการประเมินความสามารถของบุคคลรอบข้าง ใครควรทำงานใด ได้หรือไม่ได้อย่างไร ทบทวน และทบทวนอีกหลายหลากเรื่องราว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมิตรประเทศทั่วโลกที่อุดมสมบูรณ์บทเรียนในการต่อสู้กับอำมาตย์ฟัสซิสต์ทั้งปวง ถอดถอนบทเรียนจากเขา เพราะนี่คือการต่อสู้ในเรื่องเก่าๆ ที่หลายคนมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว
เว้นไว้เสียแต่ว่าเรื่องงานบริหารจัดการสมัยใหม่อันเป็นความสามารถเฉพาะที่หาใครเทียบเทียมท่านทักษิณได้ยากเต็มที
3. ปัญหาอยู่ที่ว่า จะเดินต่อไปอย่างไร ขณะที่ฝ่าเท้าของประเทศไทยใหญ่ขนาดนี้ จำเป็นต้องตัดรองเท้าขนาดที่พอดีกับ "ตีนไทย" แม้หลงผิดไป "ตัดตีนให้เข้ากับเกือก" ดั่งโบราณว่า ความพลาดผิดก็จะปรากฎซ้ำแล้วซ้ำเล่ามิหยุดหย่อน เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดอย่างจริงจัง
ผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์การต่อสู้กอบกู้บ้านเมืองอย่างเข้มข้นท่านหนึ่ง กล่าวสรุปเหตุการณ์พฤษภาเลือด 2553 ที่ผ่านมา เป็นความอุปมาอุปมัยอย่างแหลมคมว่า"เราปลูกต้นมะนาว ก็ต้องได้ลูกมะนาว ได้แล้ว กลับไม่เอา จะไปเอาผลส้มโอ"
คำถามก็คือว่า ปลูกต้นมะนาวจะได้ส้มโอหรือ คำถามก็คือว่า ต้องการ "ยุบสภา" จะได้ผลอันใดที่ไกลไปกว่านี้อีกเล่า เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างยิ่ง ทบทวนอย่างจริงใจ ทบทวนอย่างมีสติ ทบทวนด้วยความเมตตา กรุณา และปราณี
4. ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้นำขบวนการประชาธิปไตยอย่าง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในวันเวลาที่ยากลำบาก จะดำรงรักษา "บทบาทอันทรงอิทธิพลอย่างสูง" ให้เคลื่อนไหวเกิดประโยชน์อย่างงดงามต่อไปได้อย่างไร
เมื่อต้องเคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ และถูกปฏิเสธจากอำนาจมืดดำอำมหิตสาหัสถึงเพียงนี้ แล้วในประเทศจะเคลื่อนไปให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ให้ใครเป็นคนนำทาง ใครที่มีภาพลักษณ์เป็น "ผู้นำขบวนการประชาธิปไตย" อันเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไปทั้งในประเทศและสากล สามัคคีคนได้กว้างขวาง มีเกียรติประวัติการต่อสู้ มีอุดมการประชาธิปไตย มีวัยวุฒิคุณวุฒิอันเหมาะควร
ไม่ใช่นักการเมืองที่คิดแต่ผลประโยชน์ทางการเมืองแบบรายวัน ต้องก้าวพ้นความเป็นส่วนตัว และก้าวข้ามการเมืองแบบผลประโยชน์ เพราะวันนี้การเมืองเป็นเรื่องของอุดมการประชาธิปไตย ชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนที่เสียไป ต้องการคำตอบของผู้นำขบวนการในเรื่องเหล่านี้
นักการเมืองที่นับตัวเลขเงินในกระเป๋า ไม่ใช่ผู้นำขบวนการต่อสู้ที่จะสามารถนำท่านทักษิณกลับประเทศไทยได้ ผ่านการสู้รบยาวนานมากว่าสี่ปี ถึงวันนี้ท่านทักษิณควรต้องรับฟังความคิดเห็นจากมิตรร่วมรบคนอื่นๆ บ้าง นอกเหนือจากการฟังในแบบ "ลูกน้องกับหัวหน้า" (บันทึกฉบับที่ 3 ผู้เขียนเคยยกตัวอย่างชื่ออย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง แต่ในความเป็นจริงอาจมีท่านอื่นๆอีกซึ่งเราต้องช่วยกันคิด) งานของท่านทักษิณในครั้งนี้จึงยุ่งยากสลับซับซ้อนไม่แพ้งานของเนลสัน แมนเดนลาแห่งอัฟริกาใต้
5. ปัญหาอยู่ที่ว่า การนำของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินได้สิ้นสุดความเป็นเอกภาพแห่งการนำรวมหมู่อย่างแท้จริง ณ.วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 สิ้นสุดลงพร้อมกับการขอลงสถานีบางซื่อของประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน วีระ มุสิกพงศ์
และตามมาในวันที่ 11 พฤษภาคม ด้วยการลงสถานีเดียวกันของประธานพีเพิลชาแนล อดิศร เพียงเกษจนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดทีเล่นทีจริงว่า ไปแล้วทั้งสองประธาน (รวมทั้งผู้เขียนและไพจิตร อักษรณรงค์) เหตุผลก็คือ เมื่อเห็นว่า เรามาปลูกต้นมะนาว และได้ลูกมะนาวแล้ว จะไปเอาส้มโอได้อย่างไรนั่นเอง ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตามกำลังย่างกรายเข้ามาอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แนวทางสันติวิธีของ นปช.ดังที่ได้กำชับกันหนักแน่นมาตั้งแต่แรก
อดิศร เพียงเกษ ปรารภว่าเขาขอถอนคันเร่ง ไปเหยียบเบรคเหยียบคลัชเพื่อจะถ่วงรั้งให้รถทั้งคันรู้สึกตัวบ้างว่าควรหยุด ความไม่เป็นเอกภาพของแกนนำแจ่มชัดตั้งแต่วันนั้น
6. ปัญหาอยู่ที่ว่า ข้อมูลที่ได้รับ มาจากไหน เหตุผลอะไรที่ทำให้เชื่อถือ ว่าถ้ายืดเยื้อต่อไปแล้วจะได้เกินกว่าลูกมะนาว
แน่นอนหากข้อมูลผิด การตัดสินใจก็ย่อมพลาด นี้เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้แพ้ศึกครั้งนี้ เรายังมิได้แพ้สงคราม สงครามยังดำเนินต่อไป เพียงเราแพ้ศึกราชประสงค์ เสียหายไม่น้อย แต่ต้องสรุปและถอดถอนบทเรียน จะเดินหน้าไปเรื่อยโดยไม่สรุปข้ออ่อนของตัวเองมิได้เป็นอันขาด
ที่แล้วมา ท่านทักษิณ ชินวัตร อาจคิดว่าไม่มีใครกล้าทำรัฐประหาร แต่แล้วก็โดนรัฐประหาร อาจคิดว่าคนใกล้ชิดที่ให้ยศให้ตำแหน่งเป็นมิตรที่ดี แท้แล้วกลายเป็นมิตรของเปรม ถึงเวลาก็ถอนยวง ถึงเวลาก็หันหัวไปทำตามคำสั่ง พล.อ.เปรม พวกเขาล้วนซ่อนอยู่ในเรามากมายเหลือเกิน และจนถึงวันนี้ก็มิรู้ว่า ยังมีพวกเขาในพวกเราอยู่อีกหรือไม่ น่าวิเคราะห์ว่า ทำไมคิดเห็นเหมือนเราอยู่ดีๆ สั่งคำเดียวก็เปลี่ยนใจ
ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนมาจากความปราถนาดี รักและห่วงใยอย่างจริงใจ วันนี้องค์กรมวลชน "คนเสื้อแดง" เกิดขึ้นมากมายหลากหลาย คิดค้นรูปแบบและวิธีการต่อสู้ตามเงื่อนไขและสภาพการณ์ต่างๆ เฉพาะตนอย่างอิสระ แสดงให้รัฐบาลของอำมาตย์และชนชั้นสูงมองเห็นแล้วว่า
พวกเขามิอาจหยุดขบวนการต้านอธรรมของประชาชนลงได้ ตราบใดที่เขาไม่สร้างสังคมธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง... ไม่มี นปช.ไม่มีแกนนำ ประชาชนก็สามารถนำพาการต่อสู้ต่อไปได้ และมิใช่ขยายตัวจากเล็กไปสู่ใหญ่ หากแต่ขยายตัวจากใหญ่อยู่แล้ว ให้มหาศาลยิ่งๆขึ้นไปอีก... ไม่มี นปช. ก็สามารถมีองค์กรอื่นๆอีกหลากหลาย ทว่าองค์กรจะเติบโตหรือไม่ย่อมอยู่ที่แนวทาง ตลอดจนยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จะถูกต้องสอดคล้องกับสภาพภววิสัยแห่งการต่อสู้หรือไม่...
ในทางกลับกัน แม้มีมวลชนตื่นตัวก้าวหน้ามากมาย แต่ไร้ผู้นำ ไร้การนำพาอันถูกต้อง ชัยชนะแห่งประชาชนก็ยากจะบังเกิด
จะเอาอย่างไรก็รีบดำเนินการกันเถิด ปล่อยไปอย่างที่เป็นอยู่น่าสงสารผู้ไร้อิสระภาพยิ่งนัก
สุดท้ายขอจบบันทึกฉบับที่ 4 ด้วยข้อสรุป "ว่าด้วยผู้นำ"ของนักสู้เพื่อสังคมธรรมนาม เนลสัน แมนเดลา
ดังนี้"ผู้นำที่ดี ไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็น.... แล้วสั่งการให้คนอื่นทำตาม เขาจะฟัง สรุปประเด็น
หาวิธีรวบรวมแนวคิดเข้าด้วยกัน ผลักดันให้ทุกคนลงมือกระทำการ"
และสุดท้ายของ เจ.เอ็น.สิงห์ นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพชาวอินเดีย"สันติวิธีไม่ได้ทำให้เราล้มเหลว เป็นพวกเราต่างหากที่ทำให้สันติวิธีล้มเหลว"
บันทึกฉบับนี้เขียนปรับปรุงแก้ไขเสร็จ 10 สิงหาคม 2553
หมายเหตุ:อ่านบันทึกวิสา คัญทัพ ตอนที่ 3 และก่อนหน้านี้ คลิ้กที่นี่
Thursday, August 12, 2010
บันทึกกฤษฎีกาแจงเหตุ "คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา"พ้น ผู้ว่าฯ สตง.แล้ว
ที่มา มติชน หมายเหตุ : บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีไปถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อตอบคำถามเรื่องการพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดย "มติชน" ขอนำเฉพาะคำถามข้อ 1 ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในขณะนี้มานำเสนอเท่านั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ตผ 0009/2783 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า เนื่องด้วยในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ จึงมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คุณหญิงจารุวรรณจะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมายตามความในมาตรา 34 (2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ประกอบกับมาตรา 302 (3) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หรือยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามความในข้อ 2 และข้อ 3 ของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 29 เรื่อง แก้ไขประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2549
เนื่องจากขณะนี้ยังมิได้มีการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ ดังนั้น เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อระบบบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้
1.กรณีคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามข้อกฎหมายข้างต้นได้หรือไม่ อย่างไร และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
(คำถามข้อ 2 เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าตอบแทน)
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า การที่ข้อ 2 ของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 29 เรื่อง แก้ไขประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2549 ได้กำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2549 คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2550 นั้น เป็นการยกเว้นวาระการดำรงตำแหน่งตามระยะเวลาที่กำหนดในประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 29 ซึ่งอาจมีผลเป็นการขยายระยะเวลาหรือลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้ แต่การยกเว้นดังกล่าวมิได้เป็นการยกเว้นคุณสมบัติหรือเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 แต่อย่างใด ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่มิใช่เป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระจึงยังต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินฯ เช่น เมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 21 ย่อมทำให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องพ้นจากตำแหน่งไปแม้จะยังอยู่ในระยะเวลาที่ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 29 ได้ขยายไว้ให้ก็ตาม
นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เห็นว่า การที่ข้อ 3 วรรคหนึ่งของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 29 ได้กำหนดให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งตามข้อ 2 และในวรรคสองที่กำหนดว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ยังคงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อนนั้น เห็นว่า ความในวรรคสองมุ่งหมายจำกัดเวลาไว้เฉพาะในระหว่างที่ยังไม่มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามวรรคหนึ่งเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาที่ไม่มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามวรรคหนึ่ง ก็คือระยะเวลาเก้าสิบวันที่จะต้องดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้แล้วเสร็จ เนื่องจากการสรรหาและแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ได้กำหนดให้ดำเนินการภายหลังจากวันที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนเดิมได้พ้นจากตำแหน่งแล้วในระหว่างนั้นจึงยังไม่มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จริงอยู่ได้เคยมีการวินิจฉัยไว้ว่า ระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเร่งรัด แม้จะพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วหากยังมิได้มีการสรรหาหรือแต่งตั้ง ก็ยังดำเนินการสรรหาหรือแต่งตั้งต่อไปให้แล้วเสร็จได้ แต่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อนตามวรรคสอง เมื่อถูกจำกัดระยะเวลาไว้เพียงช่วงเวลาที่กำหนด ภายหลังจากนั้นจึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนตามบทบัญญัตินี้ได้อีกต่อไป เพราะเป็นการเกินระยะเวลาที่ให้อำนาจไว้ ส่วนกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้กระทำการใดๆ ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เห็นว่า จะต้องนำมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้บังคับ
สำหรับกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้เคยให้ความเห็นในประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไว้ในบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (เรื่องเสร็จที่ 648/2544) สรุปได้ว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอาจดำเนินการตั้งผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยการออกระเบียบหรือประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการรักษาราชการแทนตามมาตรา 52 (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อปรากฏว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ออกระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2543 ซึ่งในข้อ 11/1 วรรคสอง (5) กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ผู้ว่าการแต่งตั้งไว้ตามลำดับเป็นผู้รักษาราชการแทน ดังนั้น เมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้งไว้จึงเป็นผู้รักษาราชการแทน ทั้งนี้ โดยมีข้อพึงระวังเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวคือ ผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปในฐานะหัวหน้าส่วนราชการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและในเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 (6) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่กฎหมายกำหนดไว้ เว้นแต่เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทนได้ นอกจากนั้น ในกรณีที่ความในวรรคสองของข้อ 3 (7) ของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 29 กำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อนนั้น ก็เจาะจงเฉพาะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งŽ ซึ่งได้แก่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2549 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2550 เท่านั้น
อนึ่ง การให้ความเห็นเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในกรณีนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาจากบทบัญญัติของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 29 เป็นสำคัญ เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้เป็นฐานในการโต้แย้งว่าคุณหญิงจารุวรรณยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหรือไม่ โดยมิได้นำบทบัญญัติมาตรา 301 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดระยะเวลาในการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไว้แตกต่างไปจากประกาศคณะปฏิรูปฯ ทั้งมิได้มีบทบัญญัติรองรับให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป มาประกอบการพิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
คุณพรทิพย์ จาละ
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
สิงหาคม 2553
