WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 13, 2010

ความจริงที่ถูกปฏิเสธ

ที่มา ไทยรัฐ


คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็น กรณีตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. ของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ว่าสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ความเห็นดังกล่าวแม้จะไม่มีข้อผูกพัน แต่วันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมาก็ต้องมีความรับผิดชอบตามมาด้วย อาทิ การปฏิบัติหน้าที่ของคุณหญิงจารุวรรณ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา มีข้อผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบอย่างไร แค่ไหน หรือเป็นโมฆะทั้งหมด

ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณหญิงจารุวรรณเอง จะยอม รับความจริงได้แค่ไหน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา มาจนถึงขณะนี้แล้วคงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก

ข้อพิพาทกรณี เขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชาความจริงเป็นอย่างไรทุกฝ่ายก็รู้แก่ใจกันดี เพียงแต่ว่าจะยอมรับความจริงได้แค่ไหนเช่นกัน

ข้อตกลงเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือเอ็มโอยูนั้น มีอยู่ 2 ฉบับด้วยกัน คือเอ็มโอยูเมื่อปี 2543 เป็นการเจรจาเขตแดนทางบก และ เอ็มโอยูปี 2544 เป็นการเจรจาเขตแดนทางทะเล มีการวางกรอบการเจรจาและตั้งคณะกรรมการเจรจาทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็มีการดำเนินการในระดับผู้ปฏิบัติมาโดยตลอด

พอเกิดข้อพิพาทที่ถูกจุดโดยชนวนการเมืองขึ้นมา ข้อขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาก็ร้าวลึกมากขึ้น ไม่มีการเจรจาระหว่างสองประเทศอีกต่อไป แต่ทำท่าจะขึ้นโรงขึ้นศาลและลามเป็นสงครามชายแดนในที่สุด ผู้นำกัมพูชากับผู้นำไทยไปฟ้องยูเอ็นประจานตัวเองกันสนุกสนาน

สมัยที่พันธมิตรฯเคลื่อนไหวทวงคืนเขาพระวิหาร คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กระเหี้ยนกระหือรือจะให้มีการทบทวนยกเลิกเอ็มโอยูทั้งหมด เพราะเห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบและเสียอธิปไตยรวมทั้งดินแดนที่ใกล้ชิดติดกัน

แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นคราวนี้ คุณกษิต อ้างว่าไม่ยกเลิก เอ็มโอยู 43 เพราะไม่เกิดความเสียหาย เป็นแค่การวางกรอบ การเจรจา แต่เอ็มโอยู 44 การวางกรอบเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลจะต้องมีการยกเลิก เพราะจะทำให้เกิดความเสียหาย

ฟังแล้วทะแม่งชอบกล

ก็ในเมื่อเอ็มโอยูสองฉบับเป็นการวางกรอบเจรจาเหมือนกัน ทำไมฉบับหนึ่งเสียหายอีกฉบับหนึ่งไม่มีความเสียหาย หรือเพราะเอ็มโอยู 43 ทำสมัยรัฐบาลชวน เอ็มโอยู 44 ทำสมัยรัฐบาลทักษิณ

เลยต้องมีสองมาตรฐานไปด้วย

เช่นเดียวกับรถเมล์เช่า ขสมก. 4 พันคัน มีเหตุผลสารพัด ว่าประเทศจะเสียประโยชน์ มีปัญหามากมาย แต่กับการบินไทยที่แอบไปตกลงเรื่องของสายการบินต้นทุนต่ำ ไทยไทเกอร์แอร์กับสิงคโปร์ไม่มีอะไรเสียหาย ระหว่าง ขสมก.กับการบินไทยแค่นี้ก็ไม่พ้นสองมาตรฐาน ไหนว่ายึดหลักการ พับผ่า.


หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 13/08/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 13/08/53

ยกฎีกาเตือนอัยการลุกลี้ลุกลนฟ้องนปช.เสี่ยงผิดกฎหมาย

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2862 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม 2010
โดย -

โฆษกพรรคเพื่อไทยยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 ขู่อัยการกรณีเร่งรัดส่งฟ้อง 19 แกนนำและแนวร่วม นปช. ต่อศาลอาจเป็นการใช้ดุลยพินิจผิดกฎหมายได้เพราะสั่งฟ้องเร็วผิดปรกติ อาจไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยครบถ้วน ซึ่งผิดไปจากหลักปฏิบัติที่เคยทำมา ระบุความรวดเร็วทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่อง 2 มาตรฐานมากขึ้นเมื่อเทียบกับคดีพันธมิตรฯ โฆษก “มาร์ค” จี้ “ทักษิณ” ยอมรับมติศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ยึดทรัพย์ ไม่เชื่อจะใช้เวทีโลกกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อีก ชี้ 46,000 ล้านบาทถือว่าส่วนน้อยเพราะเชื่อว่ายังมีทรัพย์สินอยู่อีกมาก

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ไม่เห็นด้วยกับที่อัยการส่งฟ้อง 19 แกนนำและแนวร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินต่อศาล โดยระบุข้อหาฐานความผิดทั้งก่อการร้าย ฝึกกำลังคน ซ่องสุมอาวุธ ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน เพราะเป็นการโยนความผิดกรณีการเสียชีวิตของประชาชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. 2553 ให้กลับกลุ่มผู้ต้องหา

ประชดติดคุก 10 ชาติไม่พ้นผิด

“ดูข้อกล่าวหาแล้วติดคุก 10 ชาติก็ใช้ความผิดไม่หมด เพราะเหมารวมทุกเหตุการณ์ว่าเป็นความผิดของกลุ่มผู้ต้องหา ทั้งที่ในข้อเท็จจริงพนักงานสอบสวนก็รู้ว่ายังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำของใคร เพราะยังจับคนทำจริงๆไม่ได้ ในทางกลับกันหลายเหตุการณ์มีความชัดเจนว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ มีญาติของผู้เสียชีวิตกว่า 80 คนไปแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ทั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือแม้แต่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้เอาผิดกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่คดีความในส่วนนี้ไม่มีความคืบหน้าไปไหนเลยทั้งที่เวลาผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว” นายพร้อมพงศ์กล่าว

เร่งคดี นปช.-ดองคดีฆ่าประชาชน

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะเร่งรัดแต่คดีก่อการร้ายของบรรดาแกนนำและแนวร่วม แต่ดองคดีที่ประชาชนเสียชีวิต กระทำในลักษณะมุ่งรับใช้การเมืองมากกว่ารับใช้ประชาชน การที่อัยการส่งฟ้องแกนนำและแนวร่วม 19 คนก็เป็นเรื่องผิดปรกติเพราะใช้เวลาพิจารณาสำนวนเพียงไม่นาน และยังไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาที่ยื่นขอให้สอบพยานเพิ่มเติม

ระวังใช้ดุลยพินิจผิดกฎหมาย

“การเร่งส่งคดีฟ้องศาลสอดคล้องกับที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือร้องขอให้อัยการเร่งรัดสั่งคดี แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอัยการถูกการเมืองกดดัน ไม่ได้ทำงานอย่างอิสระรอบคอบ ผมอยากเตือนว่าแม้กฎหมายจะให้เป็นดุลยพินิจของอัยการว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่ แต่หากอัยการใช้ดุลยพินิจโดยบิดเบือนหรือมีวาระแอบแฝง ซ่อนเร้น ถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ผิดกฎหมายได้ ซึ่งศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3509/2549” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

เทียบกับคดีพันธมิตรฯผิดกันมาก

นายพร้อมพงศ์ตั้งข้อสังเกตว่า การส่งฟ้องคดีของอัยการครั้งนี้เป็นไปอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยครบถ้วน และน่าจะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทำให้ประชาชนเพิ่มความสงสัยในความ 2 มาตรฐานของระบบยุติธรรมไทยมากขึ้น เพราะการปฏิบัติของอัยการในครั้งนี้ผิดไปจากหลักปฏิบัติที่เคยทำมา ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายเหมือนกันในคดียึดสนามบิน ซึ่งมีหลักฐานชัดแจ้งแต่กลับไม่มีความคืบหน้าของการสอบสวนและการสั่งฟ้องคดี ถือเป็นเรื่องน่าอัปยศที่กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองหรือคนที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งไม่เคยมียุคใดสมัยใดที่ฝ่ายการเมืองจะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมากขนาดนี้

จี้ “ทักษิณ” รับมติศาลฎีกา

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรบอกว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

ไม่มีใครกดดันกระบวนการยุติธรรม

“พ.ต.ท.ทักษิณและบริวารกำลังเอากระบวนการยุติธรรมมาเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง เพื่อเรียกร้องความสนใจให้ประชาชนเห็นว่าฝ่ายตัวเองถูกกลั่นแกล้ง” นายเทพไทกล่าวและว่า คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวตามกฎหมายไทยถือว่าสิ้นสุดแล้ว การที่ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศว่าจะดิ้นรนหาความเป็นธรรมจากเวทีอื่นนั้น คิดว่าไม่มีช่องทางใดที่จะมากดดันกระบวนการยุติธรรมไทยได้ พ.ต.ท.ทักษิณจึงควรยอมรับกติกาและเชื่อในกฎแห่งกรรมว่า กรรมใดใครก่อคนนั้นก็ต้องได้รับผลของกรรม

ยังมีเงินเหลือใช้ทางการเมืองอีกมาก

ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. ออกมาระบุว่าคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่กระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนเสื้อแดงนั้น นายเทพไทกล่าวว่า นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ยึดมาได้เท่านั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังมีเงินและทรัพย์สินอีกมากที่จะใช้บริหารจัดการทางการเมือง และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณคุยอวดว่ามีธุรกิจในต่างประเทศจำนวนมากยิ่งทำให้คนเสื้อแดงยังมีความหวัง

จับโกหกไม่ได้เป็นท่อน้ำเลี้ยงเสื้อแดง

“46,000 ล้านที่ยึดมาได้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ การที่นายจตุพรอ้างว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ใช้เงินของ พ.ต.ท.ทักษิณในการเคลื่อนไหว แต่ใช้ทุนจากการบริจาคและขายของที่ระลึกนั้น อยากให้ประชาชนคิดดูว่าการชุมนุมที่ต้องใช้เงินวันละกว่า 10 ล้านบาทนั้น ลำพังเพียงเงินบริจาคและเงินจากการขายของที่ระลึกจะเพียงพอหรือไม่ หากไม่มีท่อน้ำเลี้ยงจากนายใหญ่และเครือข่ายส่งให้” โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

แค้นไอ้ห้อย

ที่มา บางกอกทูเดย์


ว่ากันว่า..“ปูเค็ม” ที่ใส่ในส้มตำ

ยังไม่ “ถูกดอง” เท่ากับ รายการ รถเมล์เช่าเอ็น จี วี สี่พันคัน..เพราะโครงการนี้ริเริ่มพร้อมกับการตั้งรัฐบาลกันมาใหม่ๆ

หากว่า “รถเมล์เช่า”ได้ออกมาวิ่งเมื่อใดคงได้เค็มปี๋เกลือร่วงเกลื่อนถนนแน่

คนที่ช้ำอกยิ่งกว่าตกตาลคือ โสภณ ซารัมย์ เจ้าของฉายา “ผีเห็นคร้าม” ที่ไม่สามารถสอบผ่าน “ด่าน ครม.” เป็นครั้งที่หก!!

เป็นกูก็คงยุบโครงการนี้ไปนานแล้ว..อายว่ะ!

เอาเป็นว่าที่ “โสภณ” ดันโครงการนี้เข้าไปใหม่ เพราะเห็นว่าที “โปรเจ็กต์”ของรัฐมนตรีคนอื่น “สอบผ่าน สอบผ่าน” ยังกะวัดมีงาน..

แต่ทีของตัวเองส่งเข้าประกวดมั่งกลับ “เสียบหล่น เสียบหล่น” เหมือนเพลงพุ่มพวง ดวงจันทร์ ทุกที..

แถมยังโดน นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของฉายา “นักฆ่าแห่งบ้านเปื้อนขี้” ลงดาบเชือดด้วยมือตัวเองอีกตระหาก

โอ้โฮ..นี่ตายด้วยคมดาบ หรือตายเพราะว่าเหม็นขี้วะเนี่ย!!
งานนี้..ภาษานักเลงเค้าเรียกว่า “เตะถาม”..หมายถึงว่า “เตะลูกน้อง” เพื่อให้กระทบชิ่งไปถึง “ลูกพี่” ว่าจะมีอะไรออกมาโชว์อีกมั้ย??

เพราะนี่คือการ “เตะตัดขา” หรือ “สกัดดาวรุ่ง” ด้วยการบีบไข่ให้หน้าเขียว..ซึ่งเป็นตำราพิชัยยุทธหน้าที่ 26..เรียกว่ายุทธการ “ท่าเขียวไข่กา” (ไม่น่าจะเกี่ยวกัน)

“ดึงผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง” เมื่อ “โสภณ” โดนบี้หนักในครั้งนี้.. พรรคภูมิใจไทย ก็สะดุ้งทั้งพรรคเพราะกำลังโชว์ออฟว่าจะเป็น “พรรคใหญ่” ในเร็วๆ นี้

ภาษิตจอมยุทธกล่าวว่า อา จี ปู้ เหอ จี เหอ หัว
แปลเป็นไทยว่า “เป็ดกับไก่ไม่ร่วมฝูงกัน”

เพราะในที่สุด “เป็ด” ต้องไปทำ “พะโล้” และ “ไก่” ก็ต้องโปะอยู่ที่ “ข้าวมัน” ชั่วโมงแห่งการ “เสพสุข” ด้วยดาบที่เหน็บซ่อนไว้ได้เวลา “นับถอยหลัง” แล้วในขณนี้..“ประชาธิปัตย์” ก็ต้องโชว์ฟอร์มให้เข้าตาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต!!

ด้วยการถีบส่ง “ภูมิใจไทย” ให้สังคมเห็นว่า “แดกเถื่อน” ในหนังม้วนสุดท้าย

ทำเอา “คนปากห้อย” กลับลู่ห้อยยิ่งกว่าเก่า จะเย่อจงอยปากล่างขึ้นมาเพื่อรองรับน้ำลายที่ไหลเยิ้มนั้นก็ไม่อยู่ซะแล้ว..แสดงว่า “แค้นหนัก” ว้อยยย!!

‘เพื่อนเนวิน’ใครก็หยุด ไม่อยู่

ที่มา บางกอกทูเดย์


‘เพื่อนเนวิน’ใครก็หยุด ไม่อยู่

เข้าวิน เป็น “ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่” สำหรับ “มงคล สุระสัจจะ” นั่งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง ก้นไม่ทันด้าน ก็เป็น “ปลัดกระทรวง” ใหญ่อู้ฟู่??

ไม่มีผลงาน เป็นที่ประทับใจจ๊อด?..อาศัยคอนเทคชั่น อินเทรนด์ เป็นคน ของ “นายใหญ่เนวิน ชิดชอบ” ก็ก้าวขึ้นมาเป็นจ่าฝูง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกระทรวงคลองหลอด

คนที่เสียสละเพื่อชาติ...ถูกปาดหน้า เก๊กซิมตลอด

หยั่งกะ “ท่านพระนาย สุวรรณรัฐ” ผอ. ศอ.บต. อาวุโสทิ่มด้าม เสียสละ โดยเสนอตัวไปแก้ปัญหาภาคใต้..ถึงดีลและคิว ต้องเป็น “ปลัดมหาดไทย”..น้องชายองคมนตรี “ท่านพลากร สุวรรณรัฐ” ถูกแซงตัดหน้า ไปเสร็จสรรพ!!

ทำงานหัวใจขาดดิ้น..แต่ไม่ใช่เพื่อนเนวิน?...อย่าถวิล เป็นใหญ่ เลยนะครับ??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘ปาก’เขา..เป็น ‘อาวุธ’!!

แต่คนรู้จริง เห็นการ “เดี่ยวลิ้นไม่มีกระดูก” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทุก
เสาร์และอาทิตย์ พากันเซ็ง เพราะท่านทอล์คโชว์แต่เรื่องหลุดหลุด ??

ยิ่งขันเอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน “ปราสาทเขาพระวิหาร” เท่าไหร่..เหมือน “ไก่ที่สอนหัดขันเท่านั้น”

ข้าราชการต่างประเทศร้องยี้.. “รัฐมนตรีกษิต ภิรมย์” เซ็งเอามากๆ กับ “ท่าน”

มีภูมิความรู้ไม่แตกฉาน ไม่ประสีประสา แต่ขยัน “โชว์ออฟ” ออกข่าวสะเปะ สะปะ
เปรอะเปื้อนไปหมด จน “รัฐมนตรีกษิต ภิรมย์” อึดอัด พร้อมเปิดตูด ชิงที่จะ “ประกาศลาออก”!!

“อภิสิทธิ์” ดีแต่ภาพสวย...แต่ผลงานห่วย?...ใครอยู่ด้วย ก็ม้วย จึงอยากจะบอก??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

รู้เขารู้เรา จึงชนะ!!

“บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เดินเกมการเมือง เหมือนคน ไม่รู้จังหวะ??
มีที่ไหนบ้างนะ?...ที่เอา “หอกข้างแคร่” มาใช้อยู่ใกล้ตัว...

๑ ในนายทหารคนสนิท....เขาเป็นมิตรคู่ใจ ของ “ว่าที่ผบ.ทบ.” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอรับทูนหัว

ทุกย่างก้าว การขยับเดินหมาก แต้มคูประตูการเมือง ของ “บิ๊กตุ้ย” และ “พรรคเพื่อไทย”
จึงเพลี่ยงพล้ำ ถลำลึก ให้แก่เขาทุกที!!

แยกมิตรแยกศัตรูไม่ออก.. “พล.อ.ชัยสิทธิ์” ถึงถูกหลอก?..โดนเค้าน็อค เสียป่นปี้??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘พม่า’ ไม่ใช่ ‘ขี้ไก่’!!

มีเค้าว่า “สยามประเทศ” จะเดินตามก้น เค้าเสียให้ได้??
โดยจะยึดหลัก ใช้ “ทหาร” เป็นด่านหน้า ในการคุมประชาชน ให้อยู่ในระเบียบ
ลอกนโยบายเขามาทุกเรื่อง..โดยปิดประตูเมือง ปิดประเทศ อยู่อย่างเงียบๆ

จะไปแคร์ทำไม?..กับสายตาชาวโลก “พม่า” นั้นปิดเมือง ลงกลอนประเทศ ไม่คบค้า
สมาคมกับใคร...ยังอยู่ฮ้อแรด อย่างมันส์ยกร่อง!!!

มุ่งเน้นเดินตามพม่าไม่กระดาก....โดยมีเป้าหมายไม่ยุ่งยาก?..เพื่อปิดปาก กลุ่มที่เรียกร้อง??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

แค่ ‘โชว์ตัว’ สาวก็กรี๊ดกันสลบ!!

อยากให้คงคุณภาพ ของ “คุณพ่อชวน หลีกภัย” เอาไว้ให้ได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพื่อรักษามาตรฐานอันดี แห่งภาพพจน์??

การที่ “น้องปลื้ม” สุรบถ หลีกภัย รับจ๊อบ นั่งผู้ช่วยโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม ดูดีมีราคาจริงนะคุณ

ขณะที่ “ผู้จบตรี” เหมือนกัน....ตกงานย่ำต๊อก ต้องวิจัยฝุ่น

เมื่อมานั่งตำแหน่งนี้ ต้องแสดงผลงานให้เข้าตากรรมการ..อย่าให้คนนินทา และอย่าได้ขับ
บีเอ็มสปอร์ตคันละ ๑๔ ล้านบาท มาจอดโชว์ ที่กระทรวง!!!

ถ้าสมถะเหมือนคุณพ่อ..“หนุ่มสุรบถ” รูปหล่อ?..เดินต่อบนการเมืองได้ โดยไม่ต้องห่วง

เงินกับบัญชี

ที่มา บางกอกทูเดย์


เรื่องหนึ่ง เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่า...เรียกรับเงินเพื่อช่วยให้การเสียภาษีน้อยลง...คนที่ถูกเรียกเก็บภาษีก็เชื่อตามนั้น เงินจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการโอนเงินไปให้เจ้าหน้าที่เป็นเงินนับแสนบาท

บัญชีนับเป็นหลักฐานทางเอกสารที่น่าเชื่อถือ...โดยเฉพาะเอกสารประกอบบัญชีนั้นเป็นสำเนาใบฝากเงินที่ธนาคารรับรองแล้ว...ย่อมน่าเชื่อเป็นที่สุด

ถูกจับได้! แล้วมีการเปิดเผยสู่สาธารณะ...เจ้าหน้าที่รัฐคงตกใจให้ทนายคู่หูออกมายอมรับว่ามีเงินเข้าบัญชีจริง เป็นค่าบริการบางอย่าง ที่บอกรายละเอียดไม่ได้

ต่อมาคู่สมรสของเจ้าหน้าที่รัฐก็ออกมาแจงภายหลังว่า...เป็นค่าบริการงานบัญชีและวางแผนภาษี มิใช่เงินค่าวิ่งเต้นแก้การเสียภาษีแต่อย่างใด

แปลกแต่จริง เพราะแม้คนจ่ายเงินจะมีบริษัทตามที่บอก แต่บริษัทนั้นพึ่งตั้งเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 51 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท...วัตถุประสงค์ซื้อทรัพย์สินมาให้เช่า

แล้วทำไมต้องเสียค่าวางแผนหรือทำบัญชีเป็นเงินนับแสนบาท ซึ่งการจ่ายเงินเกิดขึ้นวันที่ 20 เศษ เดือนปีเดียวกัน

โดยทั่วไปการปิดบัญชีบริษัทจะทำกันสิ้นปี...กรณีนี้ก็ควรเป็น ธ.ค. 2551 ด้วยการรวมรายรับหักรายจ่ายคำนวณภาษีแล้วให้ผู้สอบบัญชีรับรองก่อนส่งเสียภาษีภายในสิ้นเดือน พ.ค. 2552

เวลาที่จะเสียภาษีก็อีกนานนับจาก ก.ค. 2551 และกว่าจะถูกตรวจสอบการเสียภาษีก็คงหลังจากยื่นงบบัญชีไปที่กรมสรรพากรแล้ว

ดังนั้นที่อธิบายแก้ตัวกันว่า...เงินนี้เป็นค่าวางแผนภาษีหรือรับทำบัญชีนั้น ก็คงมีน้ำหนักน้อยไปหน่อย...แต่ก็อย่างว่าก็กำลังตกใจ อะไรๆ ก็อ้างเอาไว้ก่อน

ยิ่งกล่าวอ้างอาจจะยิ่งเข้าตัว เพราะคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ย่อมอยู่ในบังคับของกฎหมาย ป.ป.ช.

ซึ่งผลของการรับเงินผ่านบัญชีธนาคารก็คงจะวนเวียนอยู่ในความครุ่นคิดที่วิตกกังวลอยู่พอควร และยังไม่นับเรื่องการต้องนำเงินนั้นไปเสียภาษีอีกด้วย

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ แจ้งบัญชีทรัพย์สินครั้งหลังเพิ่มขึ้นกว่าครั้งแรกนับสิบล้านบาท โดยแจ้งว่าเป็นการลงทุนหุ้นในบริษัทที่ได้มาจากการนำเงินขวัญถุงไปลงทุน

เงินขวัญถุงแจงว่า...ได้มาจากงานหมั้นงานแต่งด้วยจำนวนแขกหลายพันคน จึงได้เงินนับสิบล้านที่เอาไปลงทุนตามที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินในครั้งหลัง

แต่การไปแจ้งว่า...ได้นำเงินสด ๆ นับสิบล้านไปลงทุน ค่อนข้างผิดปกติ เพราะปัจจุบันใครจะเบิกถอนเงินสดจากธนาคารเกินสองล้านบาท ก็ต้องแจ้งตามแบบ ป.ป.ง.

หรือจะใช้วิธีตามพรรคการเมืองหนึ่งด้วยการรับเงินบริจาคหลายร้อยล้านแบบไม่ลงบัญชี และเบิกเงินสดคราวละไม่เกินสองล้าน เพื่อเลี่ยงการกรอกแบบ ป.ป.ง.

อย่างไรก็ตาม การอ้างว่านำเงินสดไปลงหุ้น ต้องพิจารณาทางด้านผู้รับเงินที่เป็นนิติบุคคลด้วย เพราะการนำเงินสดเกินสองล้านเข้าบัญชี ก็ต้องแจ้งเหมือนกัน

แต่กรณีนี้อาจพิจารณาได้ไม่ยาก เพราะเงินที่ต้องเข้าบัญชีนั้น ก็ควรจะไปตรวจสอบหาหลักฐานได้ เว้นแต่การลงทุนที่แจ้งไว้ “ไม่มีอยู่จริง”

เป็นเพียงการแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ฝากไว้ในชื่อบุคคลอื่น แล้วพอมีจังหวะเรื่องเงินขวัญถุง ก็เลยสวมรอยว่าเป็นเงินที่ได้มาจากแขกเหรื่อหลายพันคนที่ทุกคนคงจ่ายเงินสดทั้งนั้น

บัญชีกับเงินเรื่องหลังนี้จะดูเข้าใจได้มากขึ้น...ถ้าใครไปพิจารณาการโยกย้ายรายการบัญชีในนิติบุคคลที่อ้างว่ารับเงินสด

เพราะอาจจะพบว่า...เป็นเพียงการปรับปรุงบัญชีจากเจ้าหนี้มาเป็นเงินลงทุนค่าหุ้น โดยผ่านบัญชีเงินสดก็เป็นได้!

สงคราม (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์


ทันทีที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลุดปากไปว่า..กรณีพิพาทระหว่าง ไทย กับ กัมพูชา ในเรื่องเขาพระวิหารนั้น..อาจจะต้องใช้การทหาร

ที่พังทันทีก็คือประเทศไทย

ยิ่งเมื่อ พลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ..ถึงแม้จะบ่ายเบี่ยงว่าเรื่องราวทางทหาร..จะยังไม่มีการนำมาใช้..แต่การยืนยันว่า ประเทศเราเป็นประเทศใหญ่..ก็ไม่สมควรจะพูดเช่นกัน

มาดูกันซิว่า..หากจะใช้มาตรการทางทหารกับกัมพูชาแล้ว..ผลประโยชน์ได้เสียจะเป็นอย่างไร..

กัมพูชานั้น..เป็นประเทศในกลุ่มประเทศอินโดจีน ที่ประกอบกันด้วย 3 ชาติคือ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม..เมื่อรวมพลเมืองเข้าด้วยกันแล้วก็จะมีจำนวนมากกว่า 100 ล้าน..

ทั้ง 3 เคยร่วมอยู่ในชะตากรรมเดียวกันในสงครามเปลี่ยนประวัติศาสตร์..เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ใช้ไทยเป็นฐานทัพทั้งทางอากาศ และทางบกในการสนับสนุนรัฐบาลในประเทศทั้ง 3 ต่อสู้กับผู้ที่เป็นรัฐบาลในปัจจุบัน..จนเมื่อสงครามอินโดจีนเปลี่ยนโฉม..คนทั้งโลกเชื่อกันว่า..ประเทศไทยจะเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายที่จะเปลี่ยนไป

นั่นทำให้..ทั้ง 3 จับมือกันทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร..ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เปรียบในเรื่องประชากรมากกว่า..คำว่าเราเป็นประเทศใหญ่..จึงใช้ไม่ได้ในศึกสงครามครั้งนี้หากจะเกิดขึ้น

หากมองเข้าไปในกองทัพ..ทหารของเวียดนามและกัมพูชา..เชี่ยวชาญในการทำสงครามเพราะสู้รบกับกองทัพอเมริกันมาเป็นสิบปี..และสามารถเอาชนะในสงครามได้..ตรงกันข้ามกับกองทัพไทย..ที่ไม่เคยอยู่ในสงครามใหญ่สงครามที่สู้รบกับชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

อีกทั้งอุปกรณ์สงครามที่เวียดนามสะสมอยู่นั้น..ประเมินกันว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก..เพราะเวียดนามมีพรมแดนติดต่ออยู่กับประเทศจีน และเคยทำสงครามต่อกัน..สงครามระหว่าง ไทย กัมพูชา จึงมองข้ามกำลังพล และยุทโธปกรณ์ของเวียดนามไปไม่ได้

ชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา..โดยเฉพาะฝั่งกัมพูชา เป็นป่าทึบ..ที่ทหารกัมพูชาใช้เป็นสมรภูมิสู้รบกับกองทัพอเมริกัน..เขาจึงชำนาญพื้นที่อย่างยิ่ง..โอกาสที่ทหารไทยจะบุกเข้าไปจึงไม่ง่าย ไม่ว่าจะคำนวณกันจากโต๊กทรายหรือจอคอมพิวเตอร์..

เรื่องนี้ยังไม่จบ..

ล่ม! เดี๋ยวก็จม! ‘มาร์ค’ จนปัญญาสภาล่ม! กฏเหล็กผุ!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



สภาล่มซ้ำซาก คือ พาดหัวข่าวของบางกอก ทูเดย์ ฉบับประจำวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2552

ขณะเดียวกันก็เป็นภาพลักษณ์ที่ติดตัวรัฐบาล ยุคที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ไปเสียแล้ว... เพราะกระทั่งถึงเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2553

การประชุมสภาก็ยังคงล่มซ้ำซากอยู่เหมือนเดิม!... คงเส้นคงวาดีเหลือเกินกับสิ่งที่แย่ๆ

ถ้ารัฐนาวามาร์ค ยังแล่นเปะปะอยู่ในทะเลที่เต็มไปด้วยหินโสโครกอย่างนี้ ไม่นานรัฐนาวาลำนี้ก็จะจมลงสู่ก้นทะเล? กัปตันอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงต้องย้ายสำมะโนครัวไปสอนหนังสือที่อังกฤษและจบชีวิตการเมืองแบบ”ลงไม่สวย”

การประชุมรัฐสภายุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แค่เปิดสภาวันแรกก็มีปัญหาแล้ว ครั้งแรกที่สภาล่ม คือเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 เล่นเอา ประธานวิปรัฐบาลป้ายแดงในขณะนั้น คือ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ โดนกระหน่ำที่ไม่สามารถคุมเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลได้ จนทำให้สภาล่ม

หลังจากนั้น ก็ล่มมาเป็นระยะๆ แถมล่มติดกัน 2 วันซ้อนในยุครัฐบาลนี้ก็เกิดขึ้นให้เห็นมาแล้ว เมื่อ วันที่ 21 ตุลาคม และวันที่ 22 ตุลาคม 2552... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ช่วงแรกนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ยังถึงกับออกปาก... “หากล่มบ่อย รัฐบาลก็ต้องยุบสภาไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาร้องขอให้ยุบสภา ดังนั้น รัฐบาลต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว” เป็นนัยะที่พูดเตือนสติ ส.ส.ซีกที่เป็นรัฐบาล แต่ไม่อยากมาประชุมสภา

แถมยังลงทุนขู่ถึงขนาดว่า หากการประชุมสภาล่มถึง 4 ครั้ง รัฐบาลควรยุบสภา แต่เมื่อมาเจอกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่อย่างหนาตราช้างก็ยังต้องถอย แม้แต่ห้าห่วงทนหายห่วงก็ยังต้องเรียกพี่ ทำให้นายชัยเองนั่นแหละที่ต้องหุบปากไปเอง

เพราะมาถึงวันนี้ไม่ใช่แค่ 4 ครั้ง แต่ปาเข้าไปร่วม 10 ครั้งแล้ว ดังนั้นคงต้องถามนายอภิสิทธิ์ ว่าเกิดอะไรขึ้น??? และประสิทธิ์ภาพอยู่ตรงไหน???

อย่าอ้างว่า เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ เพราะถ้าจะเรียกว่าเสียงปริ่มน้ำ ต้องโน่นเลย ยุครัฐบาลชวน 2 ของนายชวน หลีกภัย ที่ให้ “อู๊ดด้า” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นประธานวิปรัฐบาล วันนั้นถึงเรียกว่า เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของจริง

เพราะวันนั้น รัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านเพียง 18 เสียงเท่านั้น แต่องค์ประชุมก็ไม่เคยมีปัญหา

เทียบไม่ได้กับวันนี้ ที่รัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านร่วม 30 - 40 เสียง จากการยอมกอดเอวนายเนวิน ชิดชอบ นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย ผู้ถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ยังสามารถทำงานการเมืองได้อย่างสบายๆ

แต่วันนี้แค่ภาพลักษณ์ของการประชุมสภา นายอภิสิทธิ์ยังไม่มีปัญญาแก้ไขปัญหาสภาล่มซ้ำซากได้ ทั้งๆที่เคยประกาศกร้าว “กฏเหล็ก” ให้ ส.ส. วิปรัฐบาล 1 คนคุมเสียง ส.ส. 5 คน

วันนี้กฏที่ว่าก็แค่ลมปากของเด็กๆ เหมือนๆ กับกฏเหล็ก 9 ข้อ ที่ต้องการสร้างภาพว่าเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ซื่อสัตย์นั่นแหละ ... ใครถูกครหาก็จะให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว มาถึงวันนี้ปากเปรอะปากมันไปกี่คน ไม่เห็นนายอภิสิทธิ์จะทำอะไรได้

กฏต่างๆ ของนายอภิสิทธิ์ จึงถูกมองว่า ไม่ต่างอะไรไปกว่า ลมที่ผายออกจากปาก ก็แค่นั้น

ฉะนั้นวันนี้ สังคมไทยจึงยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นทุจริตคอร์รัปชั่น และยังคงต้องทนเห็นสภาล่มซ้ำซาก

ยิ่งการที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาระบุว่า จากการพูดคุยกับวิปรัฐบาล และจากการดูตัวเลข จะพบว่ามีปัญหาคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นทุกครั้ง คือหลายคนติดภารกิจ โดยเฉพาะครั้งนี้ ส.ส.จำนวนมากติดภารกิจในช่วงบ่าย แม้แต่ตัวนายอภิสิทธิ์เองก็ไม่ได้มาประชุม

“พูดตามตรงว่า ไม่ได้คาดว่าจะมีการนัดประชุม ก็เลยไปวางแผนที่จะทำงานอย่างอื่นหมด” นี่คือคำตอบของนายอภิสิทธิ์

แน่นอนว่ามีความพยายามจะโยง เพื่อสร้างราคาให้กับพรรคภูมิใจไทย ว่าเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์ หลังโครงการฉาว เช่ารถเมล์ 4,000 คัน ในราคาโคตรแพงระยับถูกตีกลับจาก ครม. อีกรอบ

เป็นการให้ราคากับนายเนวิน และพรรคภูมิใจไทยเกินไปหรือเปล่า???

เพราะหากดู รายชื่อ ส.ส.ที่ขาดประชุม จะพบว่า เป็นพรรคประชาธิปัตย์ 15 คน ภูมิใจไทย 9 คน ชาติไทยพัฒนา 12 คน รวมชาติพัฒนา 4 คน กิจสังคม 3 คน มาตุภูมิ 1 คน

ประชาธิปัตย์นั่นแหละตัวดี ขาดประชุมมากที่สุด ซึ่ง 1 ใน 15 คน ก็คือตัวนายอภิสิทธิ์เองนั่นแหละที่มีส่วนร่วมในการประชุมสภาล่มในครั้งนี้ด้วย

ไม่ใช่ราคาของภูมิใจไทยเลยสักนิด... ฉะนั้นที่นายโสภณ ซารัมย์ พูดลอยๆ เอาไว้ล่วงหน้าว่า ให้ดูว่าองค์ประชุมสภาวันที่ 11 สิงหาคมจะครบหรือไม่นั้น น่าจะเป็นเพราะอ่านเกมและรู้นิสัยบรรดา ส.ส. ดีเสียมากกว่า ว่าหากเป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน 4 วันแบบนี้ ส่วนใหญ่จะลงพื้นที่กันหมด

หากจะมองแรงหงุดหงิด นายอภิสิทธิ์ ควรจับตามองไปที่พรรคเพื่อแผ่นดิน ยังจะตรงเป้ามากกว่า ... เพราะนั่นคือความผิดพลาดของนายอภิสิทธิ์เองที่เลือกอุ้มภูมิใจไทย แต่ไม่เอาพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มนายไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ

แต่นอกจากความผิดพลาดในการเดินเกมการเมือง เขี่ยเพื่อแผ่นดินออก จนทำให้ภูมิใจไทยฉวยโอกาสได้แล้ว... เหนือสิ่งอื่นใดที่ต้องยอมรับก็คือ นายอภิสิทธิ์ไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาสภาล่มได้เลยจริงๆ

วันนี้จึงทำให้ยังคงเกิดปรากฏการณ์สภาล่มซ้ำซาก... จนส่อเค้าว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ “สภาร่วง” ขึ้นมาก็ได้ แม้ว่าลึกๆ นายอภิสิทธิ์จะไม่อยากยุบสภาก็ตาม

หากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์งวดเข้ามาทุกที อาจมีรายการยอม “ตายหมู่” ก็ได้ ใครจะรู้!!!

มามุขเดิม \"ต้องมีพระบรมราชโองการจึงจะออก\"

ที่มา thaifreenews


ประชาชนวิเคราะห์ข่าว

จารุวรรณ’ไม่สนกฤษฎีกายันไม่ทิ้งเก้าอี้ผู้ว่าการสตง.

จารุวรรณไม่ขอปฏิบัติตามความเห็นของกฤษฎีกา

ที่ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. เพราะไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากไม่มีอำนาจตีความประเด็นที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ แถมตัวประธานคณะที่พิจารณายังไม่ชอบกันเป็นการส่วนตัว ยืนยันไม่ยึดติดกับตำแหน่ง แต่หากจะให้ออกต้องเอาพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งมาแสดง เลขาฯกฤษฎีกาแนะอย่าดื้อเพราะถ้ามีคนเอาเรื่องไปฟ้องศาลต้องรับผิดชอบ “มาร์ค” ระบุรัฐบาลจะเดินหน้าสรรหาผู้ว่าการคนใหม่ทันที

สงสัยกฤษฎีกาดันทุรังตีความ

คุณหญิงจารุวรรณกล่าวอีกว่า กฤษฎีกานี่มาแปลกมาก บอกให้พ้นตำแหน่งทั้งที่ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ไม่รู้ว่าทำไมต้องชี้ขาดออกมาให้ได้

“ขอคัดค้านคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธาน ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ แต่เพราะอะไรไม่ทราบท่านไม่ค่อยชอบเราเท่าไร เราทำเรื่องขอถอนการหารือตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่ไม่รู้ทำไมยังต้องเดินหน้าวินิจฉัยเรื่องนี้ ทั้งที่ตามระเบียบของกฤษฎีกาจะไม่รับข้อหารือขององค์กรอิสระ อย่างเมื่อปี 2548 ก็มีปัญหาใน คตง. ที่มีรักษาการท่านหนึ่งส่งเรื่องไปให้ตีความ กฤษฎีกาตอบกลับมาว่าไม่รับหารือ ผลที่ออกมาจึงไม่รู้ว่าถูกหรือไม่” คุณหญิงจารุวรรณกล่าวและว่า จะไม่เอาความเห็นของกฤษฎีกาและที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภามาผูกพัน และไม่ทราบว่าคำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้จะอยู่ที่ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวก็อยากให้เกิดความชัดเจน

ต้องมีพระบรมราชโองการจึงจะออก

“ไม่ต้องการอะไรที่ไม่ถูกต้อง ถ้าจะให้ไปอย่างเดียวที่เทิดทูนอยู่เสมอคือไปเอาพระบรมราชโองการมา ไม่ยึดติด เก็บของแล้วด้วย แต่ขอไปอย่างถูกต้อง” คุณหญิงจารุวรรณกล่าว

เจาะเบื้องหลัง เพื่อไทย ปรับฮวงจุ้ยหนี จากตึก "พายัพ" กลับตึก "พจมาน" ล้างอัปมงคล



อาคารคับแคบ หรือ ฮวงจุ้ย ไม่ดีกันแน่ ?

เตรียมย้ายรัง อีกครั้ง

อาคารไอเอฟซีที ของคุณหญิงอ้อ ตั้งอยู่บนถนนเพชร(บุรีตัดใหม่)

เร็วๆ วันนี้ พรรคเพื่อไทย จะย้ายออกจากถนนพระราม 4 กลับไปถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จากสำนักงานของ"พายัพ ชินวัตร" กลับไปอาคาร ไอเอฟซีที ของ คุณหญิงอ้อ เบื้องหลังการย้ายรัง คืออะไร "ประชาชาติธุรกิจ"มีเบื้องหลังมานำเสนอท่านผู้อ่าน ดังนี้

....................
อีกไม่เกิน 15 วัน พรรคเพื่อไทยจะย้ายที่ทำการพรรค ปรับฮวงจุ้ยใหม่...อีกครั้ง

โดยย้ายจาก อาคารบีบีบิวดิ้ง ย่านถนนพระราม 4 ที่มีอดีตเจ้าของชื่อ "พายัพ ชินวัตร"

กลับไปอยู่ทีอาคารไอเอฟซีที. หรือชื่อใหม่คืออาคารโอเอไอ. ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่เคยมีเจ้าของชื่อ "พจมาน ชินวัตร" อดีตที่ทำการพรรคพลังประชาชน และพรรคไทยรักไทย

เหตุผลในการย้าย อย่างเป็นทางการคือ อาคารเดิมคับแคบ-ไม่สะดวก

ข้อมูลจากกรมบังคับคดีและศาลล้มละลายกลาง ระบุว่า บริษัทในเครือของ"พายัพ"ในอาคารเลขที่ 626 ถนนพระราม 4 หรือ อาคารพรรคเพื่อไทย ถูกศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หลายบริษัท !!!


เหตุผลตามหลัก "ฮวงจุ้ย" ที่กรรมการบริหารพรรคบางคนพูดเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจคือ ที่ทำการพรรคใหม่ มีชื่อ "เพชร" เป็นชื่อถนน(เพชบุรีตัดใหม่ ) ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า มีความแข็งแกร่ง

แต่เหตุผลที่ถกเถียง-ปรึกษาหารือกันในบรรดาคณะผู้บริหารพรรคคือ "ฮวงจุ้ย" และผู้มีอำนาจจริงในพรรค ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า "ฮวงจุ้ย" ที่ตึกไอเอฟซีที.เก่าดีกว่า

อีกประเด็นที่เป็นน้ำหนักในการย้ายพรรคคือย้ายออกจาก "ความอัปมงคล" ในตึกเก่า เพราะที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรม 7 วัน 7 ความเจ็บปวด ได้มีการแสดงนิทรรศการ "เหมือนจริง" มีเลือดจริง สีเสียงปืนคล้ายเสียงยิงจริงๆ และมีภาพคนตายที่อุจาดตา เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีการ "ติดโบสีดำ" ทั่วทั้งพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเข้าอาคาร-บันใด-หน้าลิฟต์ และบรรไดเลื่อน ทำให้เกิดความอัปมงคล และเกิดอาการหลอน และตามความเชื่อของ "เจ้าของตึก" ที่เห็นว่า "สีดำ-โบดำ" เป็นความอัปมงคล ทำให้เกิดความมัวหมอง มีแต่ความตกต่ำ ทำมาหากินไม่ขึ้น ไม่รุ่งเรือง

วาระการย้ายพรรค-ปรับฮวงจุ้ย ออกจากความอัปมงคล จึงเกิดขึ้น พร้อมๆกับการปรับหัวหน้า "ก๊ก" หัวหน้า "มุ้ง" ต่างๆ ใหม่อีกครั้ง และหากมีการเจรจาลงตัว ก็จะมีการปรับ-เปลี่ยน "หัว" หมายเลขหนึ่ง ของพรรคอีกครั้ง

นอกจากจะปรับฮวงจุ้ย-พรรคเพื่อไทย อาจเปลี่ยนหัวหน้าพรรคด้วย

ทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาทางโหราศาสตร์ ทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาคณิตศาสตร์การเมือง ที่เคยมีสมการว่า "เพื่อไทยแม้ชนะเลือกตั้ง ก็ไม่อาจเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล"

ดังนั้น การรีแบรนด์ ปรับเปลี่ยนทั้งที่ตั้ง-ทั้งหัวหน้า-ทั้งหัวหน้าก๊ก อาจทำให้พรรคเพื่อไทยไฉไล กว่าเก่า

อย่างน้อยก็มีการเปิดตัว "พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" เตรียมลงรับสมัคร ส.ส.ในจังหวัดราชบุรี เพื่อเชื่อมไปยังหัว-ตัวจริง ที่รอจังหวะ-เวลา ที่เป็นฤกษ์งามยามดี

ชื่อ "พล.อ.ชัยสิทธิ์" แม้เคยถูกปฏิเสธจาก "นายหญิง" แต่การกลับมาเปิดตัวรอบใหม่ ภายใต้การสนับสนุนหน้าฉาก ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พ.อ.อภิวันท์ วิริยชัย นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ ทีมภาคกลาง อาทิ ไชยยา สะสมทรัพย์ อาจทำให้คนเบื้องหลัง-จากต่างประเทศเห็นประโยชน์

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร-ศึกษาข้อมูลพื้นที่ไว้ล่วงหน้า-ประกาศบนเวทีปราศรัยในพื้นที่ราชบุรี ว่า คนในราชบุรีไม่ได้รับการเหลียวแล จากส.ส.ในพื้นที่ ปล่อยให้ชาวบ้านอยู่ตามยถากรรม

"ไม่ได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับการทำการเกษตร ทั้งๆที่ราชบุรีมีของดีหลายอย่าง เป็นเมือง เศรษฐีตัวยง ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า ของตก ไม่ต้องเก็บ"

"ส่วนตัว มาคิดว่าบั้นปลายชีวิตจะช่วยเหลือประเทศชาติอย่างไร และเห็นว่า ส.ส. ราชบุรีในอดีตไม่ได้มีวิสัยทัศน์ ที่จะนำความเจริญ มาสู่ท้องถิ่น"

"วันก่อนผมไปสวนผึ้ง ก็เห็นว่าเป็นสถานที่มีศักยภาพควรพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะบรรยากาศเหมือนปากช่อง อากาศเย็น แต่ตอนนี้มีป้ายขนาดใหญ่ ติดอยู่ทำให้เสียบรรยากาศ นอกจากนั้น หากมีโครงการเปิดด่านแม่สอด, สระแก้ว ถ้าเจาะไปทวาย ใครๆ ก็ต้องผ่านราชบุรี ดังนั้น ต้องเลือกเราเป็นรัฐบาล"

ในฐานะคนจากตระกูล "ชินวัตร" ต้องส่งสัญญาณให้ชาวบ้าน และเจ้าของพรรค ได้รับทราบ การลงพื้นที่-ทำหน้าที่ทวงอำนาจคืน "พล.อ.ชัยสิทธิ์" จึงต้องปราศรัยไฟต์บังคับถึง "ทักษิณ"

"หลวงปู่โต ทำนายว่า สมัยนี้เป็นถิ่นกาขาว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ใครทำชั่วได้รับการสรรเสริญ ใครทำดี เขาไม่ยกย่องและกลับให้ไปอยู่ต่างประเทศ" พล.อ.ชัยสิทธิ์-อุปมาอุปมัย

ท่ามกลางกระแสการดูด ส.ส. ออกจากพรรคเพื่อไทย การตักปลาจากบ่อเพื่อน ย้ายจากพรรคใหญ่ไปอยู่พรรคใหม่ และอยู่ในขั้วของรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนตัว-เปลี่ยนหัวหน้าพรรค-สลับหัวหน้าก๊ก ปรับโครงสร้างพรรคของเพื่อไทย

กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย 1 ใน 13 คน ซึ่งถูกจัดให้เป็น "ทีมซี-แถวสาม" เป็นตัวสำรองเกือบทุกแมตต์ ในการแข่งขัน วิเคราะห์ ว่า "ราคาการย้ายพรรค ช่วงนี้ยังไม่พุ่งติดเพดาน แต่จะพุ่งทะลุเพดาน ช่วงก่อนการเลือกตั้ง"

และถ้าใครไม่แคร์กระแส และราคาการต่อรองกับหัวคะแนน และการโหวตในพื้นที่ ก็ไม่ยากที่จะตัดสินใจไปร่วมงานกับภูมิใจไทย

การปั่นราคา ซื้อ-ขายตัวของ ส.ส. ถึงจะมีความหวือหวาจากระดับราคา 20 ล้านบาท พุ่งเป็น 50 ล้านบาท แต่การต่อรองนี้จะค่อยๆ หายไปจากกระดานการซื้อ-ขาย เพราะคนในพรรคเพื่อไทย ยังมีความเชื่อว่า "หากไม่ใช่พวกทักษิณ ก็จะสอบตก"

ข้อวิเคราะห์ของ คนวงใน-เพื่อไทย บอกว่า "หมัดเด็ดไม้ตาย ของการ ย้ายพรรค จึงไม่ได้อยู่ในจังหวะเวลาขณะนี้ ที่ยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเลือกตั้งจากสาเหตุการครบวาระ หรือยุบพรรค-ยุบสภา แต่เงื่อนไขที่น่าสนใจคือ หาก ส.ส. ปัจจุบันและ ว่าที่ผู้สมัคร ในอนาคต ยังแสดงความภักดี เป็นสมาชิกพรรค ภายใต้ร่มเงากลุ่มก๊วนของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ในสังกัดเสื้อแดง-นปช.ก็มีโอกาสได้เป็น ส.ส.มากกว่า"

สมาชิกพรรคเพื่อไทย จึงประกาศล่วงหน้าว่า หากใครย้ายพรรค ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม ให้เตรียมพบกับ คีย์เวิร์ดในการหาเสียงจากฝ่ายเพื่อไทยว่า "เป็นพวกทรยศ หักหลัง"

การย้ายที่ทำการพรรค-ปรับฮวงจุ้ย ทางหนึ่ง มีกรรมการบริหารพรรค บอกว่าอาจเกี่ยวข้องกับการคดียุบพรรคเพื่อไทย

เหตุผล-ความเป็นไปได้ของคนแถวสาม-ทีมซี-ตัวสำรอง ในเพื่อไทย วิเคราะห์ "ยุบเพื่อไทย" ด้วย 2 เหตุผล

เหตุที่ 1 ไม่จำเป็นต้องยุบพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น ก่อนหรือหลังเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมา การยุบแต่ละพรรคที่ผ่านมานั้น มุ่งหวังที่จะเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของบรรดาบุคคลระดับกรรมการบริหารพรรค ให้หมดคุณสมบัติพื้นฐานของการมีสิทธิทางการเมืองอื่นๆ ตามมา ในแง่นี้ จึงไม่ได้อยู่บนสมมุตติฐานว่า การยุบพรรคเป็นไปเพื่อ ต้องการทำลายล้างสถาบันพรรคการเมือง มากเท่ากับการจำกัดบทบาทกลุ่มบุคคล ไม่ให้มีบทบาทหน้าฉาก ทางการเมือง ออกไป 5 ปี

เมื่อพิจารณาจากแนวความคิดเช่นนี้ บวกกับข้อเท็จจริง จากรายชื่อของกรรมการบริหารพรรคในปัจจุบัน ซึ่ง ไม่มีใครที่มีบทบาทให้เห็นเด่นชัดพอที่จะถูกกำจัดออกฟไป พรรคเพื่อไทยจึงไม่น่าถูกยุบด้วยเหตุไม่มีเป้าต้องถูกทำลายในระดับกรรมการบริหารพรรค

เหตุที่ 2 คือ จังหวะที่พรรคเพื่อไทยจะถูกยุบ มีความเป็นไปได้อีกครั้ง ในช่วงหลังเลือกตั้ง ที่บรรดาผู้สมัครทั้งอดีต ส.ส. และ ผู้สมัครหน้าใหม่ ผ่านด่านได้เข้ามาเป็น ชุบตัวเข้าสภา ได้เป็น ส.ส.เรียบร้อย ปัญหาเรื่องสังกัดพรรคไหน อันเป็นจุดขายในการหาเสียง เริ่มหมดความสำคัญลงไป ความเป็นพรรคเพื่อไทย ก็อาจต้องถูกยุบไป โดยความต้องการสลายความเป็นพรรคการเมืองมากกว่าสลายกลุ่มบุคคลผู้เป็นกรรมการบริหารพรรค

"เพราะ หากถึงวันนั้น ภาพของส.ส. ที่แตกกระจาย เป็นผึ้งแตกรัง ย่อมบินไปซบพรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดใหญ่ฝ่ายตรงข้าม โดย ไม่ต้องแคร์ ข้อครหา ทรยศทักษิณ อีกต่อไป"

การปรับฮวงจุ้ย-หนีความอัปมงคล-ดับข่าวการย้ายพรรค ปรับโครงสร้างพรรค เปลี่ยนตัวหัวหน้าก๊ก หาตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ อาจทำให้พรรคเพื่อไทย ได้รับข่าว "มงคล" เพิ่มขึ้นบ้าง