WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 14, 2010

“ความกลัว” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ที่มา Thai E-News



โดย Robert Amsterdam
ที่มา เวบไซต์ robertamsterdam
14 สิงหาคม 2553

ในขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังเฉลิมฉลองงานวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานว่ามีวัตถุระเบิดถูกวางทิ้งไว้บริเวณตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นการย้ำเตือนถึงฉากละครที่ “น่ากลัวและโง่เขลา” ครั้งล่าสุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา แผนการที่การลอบวางระเบิดและการก่อวินาศกรรมปริศนาเหล่านี้ได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชน โดยการกล่าวโทษกลุ่มคนเสื้อแดงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในวันที่ 30 กรกฎาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ยื่นร้องขอให้อัยการสั่งฟ้องแกนนำกลุ่ม น.ป.ช. ทั้ง 24 คน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในข้อหา “ก่อการร้าย”

และตามคาดหมาย ในวันที่ 11 สิงหาคม อัยการได้สั่งฟ้องแกนนำ 19 คน ที่ถูกคุมขัง และเลื่อนการพิจารณาว่า จะสั่งฟ้องแกนนำอีก 6 คนหรือไม่ รัฐบาลไทยได้กล่าวหาแกนนำเสื้อแดงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมกันวางแผนกระทำดังต่อไปนี้

1. การวางระเบิดกว่า 70แห่ง ในกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ
2. การปฏิบัติการของ “ชายเสื้อดำ” ในวันที่ 10 เมษายน ซึ่งส่งผลให้ทหารจำนวนหนึ่งเสียชีวิต
3. การลอบวางเพลิงอาคารราว 30อาคาร ในวันที่ 19 พฤษภาคม
ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้มีโทษสูงสุดถึงขึ้นประหารชีวิต

รัฐบาลไทยเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องที่เราขอให้เปิดโอกาสแก่ลูกความของเรา ได้เข้าถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี เพื่อทำการตรวจสอบหลักฐานนั้นด้วยตนเอง ซึ่งสิทธิเหล่านี้ได้ถูกรับรองไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ

หลักฐานที่รัฐบาลได้แสดงต่อสาธารณะที่ชี้ว่าแกนนำเสื้อแดงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำการก่อการร้ายนั้น มีจุดอ่อนอย่างมาก เช่น คำปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่เตือนว่า อาจจะมีการตอบโต้การกระทำการรัฐประหารโดยคนเสื้อแดง หรือคำปราศรัยของ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่กล่าวว่า อาจจะมีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง นอกจากนี้สมาชิกคนสำคัญของรัฐบาล ยังกล่าวหาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่กลุ่ม น.ป.ช. และแกนนำอีก 2-3 คน รับคำสั่งจากทักษิณให้พยายามล้มเลิก “แผนการปรองดองสมานฉันท์” แต่จนถึงวันนี้ รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้

เมื่อเราพิจารณาข้อมูลโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ที่รัฐบาลได้พยายามเผยแพร่แล้ว จะพบว่ารัฐบาลปฏิเสธที่จะแสดงหลักฐานที่แน่นหนาว่า แกนนำ น.ป.ช. มี่ส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่เป็นข้อกล่าวหาทางการเมืองโดยล้วนอย่างข้อหา “ก่อการร้าย” อย่างไร แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลต้องการใช้ข้อกล่าวหาดังกล่าว เล่นงานคนเสื้อแดงอย่างลับๆ โดยใช้การสอบสวนและระบบตุลาการคดงอ เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ข้อกล่าวหา “ผู้ก่อการร้าย” คือการทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นต่อสาธารณะ ไม่ว่าบุคคลนั้นทำผิดจริงหรือไม่ก็ตาม ซึ่งคล้ายกับการกล่าวหาบุคคลว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในยุค 70

แท้จริงแล้ว รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องการทำให้ประชาชนมองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นองค์กร “การก่อการร้าย” โดยเริ่มจากวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลและ ศอฉ. ได้สร้างเรื่อง ทำให้ประชาชนเห็นการสลายการชุมนุมเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แม้ว่าการกระทำนั้น จะทำให้มีผู้เสียชีวิต

การที่ ศอฉ.และรัฐบาลกล่าวหาคนเสื้อแดงว่า เป็นผู้ก่อการร้าย เพราะต้องการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากแหล่งอื่น คุกคามสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ และกำจัดคนเสื้อแดงโดยไม่ทำให้คนกรุงเทพโกรธเคือง นอกจากนี้ เรายังเป็นกังวลว่า กองทัพในบางส่วน (หรือกลุ่มคลั่งชาติที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการทำลายภาพลักษณ์ทางสาธารณะของคนเสื้อแดง หรืออาจกล่าวได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น คือแผนการ “ยุทธศาสตร์ความตึงเครียด” เพื่อสร้างความชอบธรรมใช้กับการอำนาจฉุกเฉิน และจำกัดสิทธิเสรีภาพของฝ่ายตรงข้ามอย่างเคร่งครัด (เราได้สามารถเห็นได้จากสัปดาห์ที่แล้วว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน บังคับใช้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น)

ข้อสันนิษฐานของเรามาจากข้อสังเกตง่ายๆ ดังนี้

ข้อแรก เราสงสัยหลักฐานที่รัฐบาลแสดงต่อที่สาธารณะ ไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่า แกนนำ น.ป.ช.เกี่ยวข้องกับการกระทำการก่อการร้าย และแม้จะมีข้อสงสัยมากมาย แต่ใครก็ตามที่โจมตีรัฐบาล จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเสื้อแดงทั้งหมด ทั้งนี้การลอบวางระเบิดและลอบยิงหลายเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงเป็นปริศนา ไม่มีการจับกุมบุคคลใด และในบางกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างรวดเร็ว และปล่อยตัวในเวลาต่อมาเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ และบางกรณีที่ผู้ถูกจับกุมและถูกกล่าวหาว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่ม น.ป.ช. แต่การกระบวนการการสอบสวนคดีของรัฐบาล ยังเป็นที่น่าสงสัย

เหตุการณ์การยิงระเบิดในวันที่ 20 มีนาคม ใกล้กับกระทรวงกลาโหม เจ้าหน้ารัฐออกมาระบุว่า ผู้ต้องหารับ “สารภาพ” ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือวัดพระแก้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับคดีมากกว่านี้

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่น่าแปลกก็คือผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในกัมพูชาเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องการลอบวางระเบิดที่หน้าพรรคภูมิใจไทย โดยคนเสื้อแดงที่หลบหนีอยู่ ได้เป็นคนรายงานตำรวจ โดยเฉพาะอดีต ส.ส. พายัพ เพียงเกษ ที่น่าสงสัยมากกว่านั้นคือ รัฐบาลกัมพูชา ได้ส่งผู้ต้องสงสัยนี้คืนแก่รัฐบาลไทย ( โดยรัฐบาลไทยไม่เคยรู้ว่า ผู้ต้องสงสัยนี้เดินทางไปยังกัมพูชาในวันที่ 1 กรกฎาคม) แต่ไม่เคยส่งคืนคนเสื้อแดงคนอื่นที่เชื่อว่า ซ่อนตัวอยู่ในชายแดนกัมพูชาให้แก่รัฐบาลไทยเลย

รัฐบาลอภิสิทธิ์จะตีตราฝ่ายผู้ตรงข้ามอย่างรวดว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” แต่เหมือนแผนการนี้ไม่ค่อยจะได้ผล ระบบตุลาการนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือ เจ้าหน้าสอบสวนได้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า องค์กรสอบสวนของตนถูกใช้ “เป็นเครื่องมือทางการเมือง” และกระบวนการสรรหาผู้เชี่ยวชาญโดยรัฐบาลนั้น มีความลำเอียง ประเด็นก็คือ รัฐบาลต้องการปกปิดความจริง และวัตถุประสงค์ของการฟ้องร้องคดีอาญานี้ คือการสร้างความชอบธรรมให้แก่สื่อของรัฐบาล และต้องการให้มีการคุมขังแกนนำ น.ป.ช. ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ การที่ระบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไม้ประดับ โดยมีกลุ่มคนอื่นเป็นคนตัดสินเรื่องทางกฎหมายนั้น เกิดขึ้นหลายครั้งในการเมืองไทย

อย่างที่สอง น่าสังเกตช่วงเวลาของการเกิดเหตุร้าย เหตุการณ์การลอบวางระเบิดที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ณ ธนาคารกรุงเทพสี่สาขาเมื่อคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จนถึงทุกวันนี้ คดียังเป็นปริศนา รัฐบาลได้ออกมาเตือนว่า จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระดับของความร้ายแรงของเหตุการณ์เพิ่มขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของมีนาคม จนนำไปสู่การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในวันที่ 8 เมษายน ตามมาด้วยการเข้าสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน

เหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพและการสังหารเสธแดง และเหตุการณ์นองเลือดจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19พฤษภาคม และเดือนกว่าหลังจากนั้น เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อปิดปากบุคคลที่เรียกร้องให้มีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และนำไปสู่การยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นเวลาสามเดือน จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม และในวันที่ 25 กรกฎาคม ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่อภิสิทธิ์ประกาศว่า มีการพิจารณาอย่างเร่งด่วนเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย และทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชนต้องถูกชะลอ

เหตุการณ์เหล่านี้ อาจเป็นเพียงเหตุบังเอิญ แต่ข้อเท็จจริงประจักษ์แล้วว่า การก่อการร้ายนั้น เอื้อประโยชน์ให้แก่รัฐบาล และสิ่งที่น่าสนใจคือ “การก่อการร้าย” มักจะเกิดขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลพูด อย่างแรกคือ รัฐบาลกล่าวว่า พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ หลังจากนั้น คือการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นสิ่งจำเป็น โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ และพยายามทำให้ประชาชนเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตนั้น สมควรแล้วที่ถูกกระทำเช่นนั้น

เป็นที่ทราบว่า คนเสื้อแดงพยายามที่จะหาเสียงสนับสนุนจากคนกรุงเทพ แต่ “ผู้ก่อการร้าย” เหล่านี้ ช่วยรัฐบาลแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดง ไม่สมควรได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน อาจกล่าวได้ว่า “ผู้ก่อการร้าย” เหล่านี้ เป็นพันธมิตรที่ดีต่อรัฐบาลนั้นเอง หากไม่ใช่เพราะ “ผู้ก่อการร้าย” เหล่านี้ รัฐบาลนี้คงพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ที่จริงแล้ว “ผู้ก่อการร้าย” เหล่านี้ช่วยเหลืออภิสิทธิ์หลายครั้ง จนเราสงสัยว่า หรือนี่ คือวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ก่อการร้ายเหล่านี้

ข้อสาม คือ การกระทำของรัฐบาลภายหลังจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามปกปิดอะไรหลายอย่าง การปิดบังข้อมูลข่าวสาร ทำให้ไม่การอภิปรายข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำของรัฐบาล สื่อกระแสหลักนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบของรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า การที่รัฐบาลเพิกเฉยการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามที่จะปิดบังข้อเท็จจริง เพื่อเป็นเครื่องประกันว่า ผู้นำทางทหารและพลเรือนจะไม่ต้องรับโทษ ในขณะเดียวกัน มีการใช้กฎหมายสองมาตรฐาน ระบบที่เคร่งคัดและรวดเร็วกับคนเสื้อแดง และระบบที่ผ่อนผัน ล่าช้าต่อคนเสื้อเหลือง ทำให้เห็นว่า รัฐบาลไม่เคารพระบบตุลาการและนิติรัฐ สุดท้ายคือการตอบโต้ของโฆษกรัฐบาลที่ร้อนตัวโดยพยายามหลีกเลี่ยงการอภิปรายข้อมูลที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ด้วยลดความน่าเชื่อถือของผู้เขียนว่า เป็นชาวต่างชาติ และไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอ การห้ามวิจารณ์ ปกปิดหลักฐาน และตอบโต้ด้วยการลดความน่าเชื่อถือ ด้วยการอาศัยเหตุผลของบุคลิกภาพของบุคคลนั้น เป็นวิธีการของคนที่มีเรื่องต้องปกปิด

ด้วยเหตุผลนี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเชื่อว่า รัฐบาลที่มีประวัติการใช้ความรุนแรง ใช้อำนาจในทางที่ผิด และให้ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนแก่ประชาชน สร้างสถานการณ์เหล่านี้ขึ้นมา เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเหล่านี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นที่รู้กันดีว่า มีการอ้างว่า“มือที่สาม” เข้ามาสร้างสถานการณ์ในปี 2516 และ 2519 กลุ่มคนเหล่านี้ยุยงทำให้เกิดการจลาจล เพื่อเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลเข้ามาสลายการชุมนุม ตัวอย่างล่าสุดของมือที่สาม คือกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลอย่างกลุ่มคน “เสื้อฟ้า” ได้เผชิญหน้าและทำร้ายคนเสื้อแดงที่ชุมนุมในพัทยาในเดือนเมษายนปี 2552

อย่างไรก็ตาม “ยุทธศาสตร์ความตึงเครียด” สำคัญที่เกิดก่อนหน้านี้ คือการพยายามกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้ความรุนแรง และการที่รัฐให้ความช่วยเหลือจากกลุ่มศาลเตี้ยในกลางยุค 70 ในปี 2519 รัฐบาลได้ตั้งกลุ่มกระทิงแดง นวพล ลูกเสือชาวบ้านขึ้นมา เพื่อทำลายฝ่ายคอมมิวนิสต์ นักการเมืองท้องถิ่นและนักกิจกรรมที่ทำงานให้กับสมัชชาชาวนาแห่งประเทศไทย กลุ่มดังกล่าว ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในการล้อมปราบสลายนักศึกษาและกรรมกร และยั่วยุให้เกิดการจลาจลต่อต้านชุมชนชาวเวียดนามในภาคอีสาน รวมถึงเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่เป็นเหตุให้นักกิจกรรมหลายคนเสียชีวิต ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ และความหวาดกลัว จนนำไปสู่การฆ่าหมู่นักศึกษาในปี 2519 โดยกลุ่มศาลเตี้ยเหล่านี้ ได้บุกล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และฆ่าหมู่นักศึกษาเหล่านั้นอย่างทารุณ โดยอ้างว่า เพื่อปกป้องเมืองหลวงจาก “กลุ่มคอมมิวนิสต์” (กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าจะเผาวัดบวรนิเวศ) เหตุการณ์ความรุนแรงนี้ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบอบประชาธิปไตย และการปราบปรามนี้ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้คนกรุงเทพแต่อย่างใด การทำรัฐประหารหลังจากเหตุการณ์นี้ กลับทำให้คนเมืองรู้สึกอุ่นใจ

สิ่งที่ทุกคนไม่ควรลืมคือ กลุ่มคนสำคัญที่สนับสนุนอภิสิทธิ์ คือกลุ่มคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแผน “ยุทธศาสตร์ความตึงเครียด” ในปี 2519

ตามที่กฎหมายไทยได้บัญญัติไว้ การกระทำรุนแรงที่เข้าข่ายว่าเป็นการ “ก่อการร้าย” นั้น คือการที่ผู้กระทำมีเจตนาที่จะกระตุ้นให้รัฐใช้กำลังหรือทำให้เกิดความวุ่นวายและสร้างความหวาดผวาให้สาธารณชน ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้พลาดโอกาสที่จะทำให้ชาวกรุงเทพหวาดผวา แต่หลังจากนั้น รัฐบาลได้ใช้ประโยชน์จากความกลัวและความไม่สงบนี้ เอื้ออำนาจอย่างล้นเหลือให้พรรคพวก ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติ คงไม่สามารถทำได้ ซึ่งเหมือนการทำรัฐประหารเงียบ

ในประวัติศาสตร์ไทย “มือที่สาม” และ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ใช้ทำลายฝ่ายตรงข้าม (จะใช้หรือไม่ก็ตาม แต่คนเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำพลเรือน) คือคนที่ทำงานให้แก่รัฐ กลุ่มสภาเฉพาะกิจอย่างกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่วิจารณ์ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างรุนแรง ได้พยามก่อความรุนแรงหลายครั้ง โดยการปะทะกับคนเสื้อแดง และยังสร้างความอับอายให้รัฐบาล ด้วยการเย้ยรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่า ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มอภิสิทธิชนอย่างกลุ่มตนได้ กลุ่มหัวเก่าในกองทัพพยายามทำให้รัฐบาลพลเรือนดูอ่อนแอ เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเงินและอื่นๆ ให้พวกตน และยังสร้างความชอบธรรมให้กับการแทรกแซงการเมือง และพยายามยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อให้อำนาจแก่กลุ่มตนเอง

การที่นำ “ผู้ก่อการร้าย” ที่แท้จริงขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ทำได้โดยการที่รัฐบาลต้องใส่ใจกับข้อเรียกร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก และเปิดโอกาสให้มีการสอบสวนที่เป็นอิสระและสมบูรณ์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์จะต้องยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ให้อำนาจอย่างล้นเหลือต่อทหารและรัฐบาล และเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามวิกฤตการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญนี้ ประเทศในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ได้ทนดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งคำถามในสิ่งที่รัฐบาลไทยได้กระทำมาพอสมควรแล้ว การที่รัฐบาลพยายามยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และไม่แสดงท่าทีจะยกเลิก แสดงให้เห็นว่า การยืด พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น เอื้ออำนาจให้รัฐบาลมากกว่าเพื่อควบคุมความร้ายแรงของสถานการณ์ ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็น “ผู้ก่อการร้าย” ตัวจริง อำนาจฉุกเฉินนี้ คือชัยชนะที่พวกเขาไม่สมควรได้รับ เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้คงจะไม่ใช่แผนการของคนเหล่านี้

ความตายของ'ฟาบิโอ' กับ ความพยายามไม่ให้ความจริงปรากฏ : พวกคุณกลัวอะไรหรือครับ ???

ที่มา Thai E-News


โดย คุณเกษียร เตชะพีระ
ที่มา เวบไซต์ นสพ.มติชน
14 สิงหาคม 2553

ตอนที่ 1 : “แด่ฟาบิโอ โพเลนกี”

ฟาบิโอ โพเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลีวัย ๔๘ ปี ทำงานถ่ายภาพให้นิตยสารใหญ่หลายแห่งเช่น Vanity Fair, Vogue, Marie Claire และ Elle เป็นต้น ตลอด ๒๙ ปีที่ประกอบวิชาชีพนี้ เขาเที่ยวตระเวนถ่ายภาพไปราว ๗๐ ประเทศทั่วโลก เขาเคยนำภาพถ่ายไปแสดงนิทรรศการทั้งที่ Cité des Sciences et de l’Industrie อันเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ กรุงปารีสและในงาน Paris Book Expo เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และร่วมงานสร้างภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับพ่อลูกนักมวยชาวคิวบาที่พ่อเป็นแชมป์มวยโอลิมปิก ส่วนลูกเป็นแชมป์มวยแห่งชาติของคิวบาด้วย

อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของฟาบิโอ เล่าในการแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ศกนี้ว่า ฟาบิโอเป็นคนมีจิตวิญญาณเสรี เปิดใจกว้าง คบหาง่าย ยึดมั่นคุณค่าที่ตนเชื่อถือ และรักสันติ เขารักเมืองไทย อยากอยู่ในเมืองไทย และได้เลือกเมืองไทยเป็นบ้าน เพราะเขารักผู้คนที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอรู้สึกขอบคุณคนไทยบางคนที่เสี่ยงชีวิตช่วยนำฟาบิโอส่งโรงพยาบาล

สองวันก่อนเสียชีวิตด้วยคมกระสุนกลางถนนระหว่างทหารบุกล้อมปราบที่ชุมนุมราชประสงค์ของ นปช. ฟาบิโอได้เขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ในหน้า Facebook ของเขา ซึ่งอิซาเบลลาอ่านให้ฟังทั้งน้ำตาว่า:

“ทุก ๆ วันเหมือนของขวัญที่เราได้มา ฉะนั้นจงทำให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้เป็นสุข ด้วยรักแด่ทุกคน”

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

เมื่อเดือนกรกฎาคมศกนี้ Reporters Without Borders (ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน) อันเป็นองค์กร เอ็นจีโอระหว่างประเทศที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อสิ่งพิมพ์และประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานการสืบสวนเรื่อง “Thailand: Licence to Kill” (ประเทศไทย: ใบอนุญาตฆ่า http://en.rsf.org/IMG/ pdf/REPORT_RSF_THAILAND_Eng.pdf ) เขียนโดย Vincent Brossel & Nalinee Udomsinn เพื่อประมวลเสนอข้อมูลจากประจักษ์พยานเกี่ยวกับอาชญากรรมต่อสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิตที่ผ่านมารวม ๑๐ กรณี โดยยกกรณีการตายของ ฟาบิโอ โพเลนกีขึ้นมาเป็นอันดับแรกสุด รายงานระบุข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้ไว้ที่หน้า ๔ – ๕ ว่า: -

ช่างภาพ ฟาบิโอ โพเลนกี ถูกยิงตายราว ๑๐.๔๕ น. วันที่ ๑๙ พฤษภาคมใกล้สวนลุมพินี ห่างใจกลางที่ชุมนุมเสื้อแดงราวหนึ่งกิโลเมตร โพเลนกีถูกยิงในสภาพสวมหมวกกันน็อคขณะเกิดการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ป้องกันบังเกอร์อยู่ มีผู้อื่นถูกสังหารอีก ๔ คนในช่วงการปะทะนี้

มาซารุ โกโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นพยานรู้เห็นการตายของโพเลนกี เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ Reporters Without Borders ฟังว่า: -

***ถาม: คุณช่วยบรรยายสภาพที่คุณเป็นพยานรู้เห็นการตายของฟาบิโอให้หน่อยได้ไหม?
มาซารุ โกโตะ: ผมเห็นฟาบิโอหนแรกกลางเดือนเมษายนระหว่างการชุมนุมในกรุงเทพฯซึ่งผมอาศัยอยู่มา ๙ ปีแล้ว เรากลายเป็นเพื่อนกัน…ผมอยู่ใกล้เขาตอนเขาถูกฆ่า เราอยู่ตรงแยกถนนสารสินตัดกับราชดำริในกรุงเทพฯ ใกล้สวนลุมพินี กองทัพเริ่มโจมตี นปช.ที่นั่นเช้าวันนั้น ฟาบิโอกับผมกำลังถ่ายภาพจากฝั่งนปช. คุณจะว่าเราอยู่ตรงแนวหน้าสุดก็ได้ กองทัพเริ่มระดมยิงหนักหน่วงขึ้นราว ๑๐ โมง ผมอยากออกจากแยกนั้นเพราะผู้ชุมนุมคนหนึ่งเพิ่งบอกผมว่าพลซุ่มยิงกำลังจะยิงใส่เรา เรากำลังถอนตัวอยู่ทีเดียวเมื่อผมสังเกตเห็นร่างคน ๆ หนึ่งอยู่บนถนนลาดยางข้างหลังผม ผมรู้ทันทีว่านั่นคือฟาบิโอ ผมบอกไม่ถูกว่ากระสุนยิงมาจากไหน

ผมไม่แน่ใจว่าเขาถูกฆ่าเพราะเป็นนักข่าวหรือเปล่า กระสุนที่ยิงสวนกันไปมาหนาแน่นมากตอนนั้น ไม่มีการยับยั้งชั่งใจกันต่อไปแล้วไม่ว่าจะในฝ่ายทหารหรือนปช

ภาพฟาบิโอถูกยิงโดย Masuro

*** ถาม: กล้องถ่ายรูปของฟาบิโอหายไป คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?
มาซารุ โกโตะ: เมื่อเขาถูกยิง เราพยายามดึงเขาให้พ้นวิถีกระสุน มีการเผยแพร่ภาพวีดิโอที่พวกเรากำลังลากเขาในตอนหลัง คุณจะเห็นชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนนักข่าวกุมมือข้างหนึ่งของฟาบิโอและกล้องของเขาไว้ ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เจอกล้องถ่ายรูปนี้เลย เรากำลังหามันอยู่

*** ถาม: คุณคิดว่าฟาบิโอถูกหมายหัวในฐานที่เป็นนักข่าวหรือเปล่า?
มาซารุ โกโตะ: มีข่าวลือแพร่สะพัดตั้งแต่กลางพฤษภาคมว่าพลซุ่มยิงไม่ทราบฝ่าย อาจเป็นฝ่ายกองทัพหรือนปช.ก็ได้ กำลังจะฆ่านักข่าว คนบางคนอาจอยากให้วิกฤตเลวร้ายลงเพื่อประโยชน์ของตน พอฆ่านักข่าวได้ คุณก็จะยกระดับความวุ่นวายขึ้นไปอีก แต่ผมไม่มีหลักฐานว่าข่าวลือนี้มีข้อเท็จจริงอะไรรองรับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้แนะนำว่าอย่าไปที่บางแห่งที่ถือว่าอันตรายเกินไป

*** ถาม: คุณคิดว่าทางตำรวจไทยชันสูตรพลิกศพอย่างถี่ถ้วนไหมหลังฟาบิโอตาย?
มาซารุ โกโตะ: ศพของเขาถูกฌาปนกิจอย่างรวดเร็วหลังเขาตาย ผมไม่แน่ใจว่าตำรวจได้ชันสูตรพลิกศพอย่างถี่ถ้วนหรือเปล่า

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ทาง Reporters Without Borders ได้สัมภาษณ์บุคคลอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับการตายของโพเลนกี คือ นักถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีชาวสหรัฐฯชื่อ แบรด คอกซ์ เขาอยู่ในที่เกิดเหตุการยิงและตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนด้วย คอกซ์เป็นผู้สร้างหนังสารคดีเรื่อง “ใครฆ่าเจีย วิเจีย?” เกี่ยวกับกรณีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานชาวเขมรคนหนึ่งซึ่งหนังดังกล่าวถูกสั่งห้ามฉายในกัมพูชา

***** ถาม: เกิดอะไรขึ้นครับ?
แบรด คอกซ์: ผมไม่เคยพบฟาบิโอมาก่อน ตอนนั้นผมเลือกไปอยู่ตรงแยกถนนตัดกันทางฝั่งบังเกอร์เสื้อแดง มีการระดมยิงจากฝ่ายกองทัพมาหนักทีเดียว พวกเสื้อแดงก็ตอบโต้ด้วยระเบิดเพลิงและระเบิดทำเอง กระสุนนัดหนึ่งยิงถูกยางรถยนต์ข้างหน้าผมห่างหัวผมแค่ ๔๐ เซนติเมตร พอเกือบ ๑๑ โมง ผมเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างบนถนนโพ้นออกไป ผมก็เลยไปดูแล้วกลับมาที่เขตเสื้อแดง ตอนกลับนี่แหละที่ผมรู้สึกปวดแปลบที่เข่าขวาและรู้ตัวว่าถูกยิงเข้าแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่หนักหนานัก ผมหันกลับเพื่อพยายามมองว่ามันยิงมาจากไหนและตอนนั้นแหละที่ผมเห็นฟาบิโอกองอยู่กับพื้นห่างไปไม่ถึง ๑๐ เมตร ผมเริ่มถ่ายหนังไว้เมื่อนักข่าวคนอื่นและพวกเสื้อแดงลากเขาไปหาที่กำบังแล้วเอาเขาขึ้นมอเตอร์ไซค์ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

ฟาบิโอถูกบรรทุกซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์ส่งโรงพยาบาล

***** ถาม: เกิดอะไรกับกล้องถ่ายรูปของเขา?
แบรด คอกซ์: ในฟิล์มหนังที่ผมถ่ายคุณจะเห็นชายคนหนึ่งดูเหมือนจะเป็นนักข่าวเข้าไปช่วยฟาบิโอและถือกล้องของเขาอยู่ แต่ไม่ได้ยื่นกล้องคืนให้มา (ชมหนังข่าวเหตุการณ์ตอนนี้ได้ที่ www.youtube.com/ watch?v=BhPydgjZ9GI )

***** ถาม: ฟาบิโอถูกหมายหัวในฐานที่เป็นนักข่าวหรือเปล่า?
แบรด คอกซ์: ผมพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าใครยิงฟาบิโอกับผม ผมคิดว่าเราถูกยิงโดยกระสุนจากทหารหรือพลซุ่มยิง ตอนที่พวกเขายิงเรา มีคนอยู่บนถนนแถวนั้นไม่มากนักและพวกเสื้อแดงที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างออก ไปกว่า ๑๐ เมตร ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงถูกยิงใส่ เราตกเป็นเป้าหมายหรือโดนลูกหลงกันแน่? ผมก็ไม่รู้ ผมกำลังถือกล้องถ่ายหนังตัวใหญ่อยู่และก็เห็นได้โดยง่ายว่าผมเป็นชาวต่างชาติ แต่ฟาบิโอเขาใส่ชุดดำ เป็นไปได้ไหมว่าพวกนั้นหลงเข้าใจผิดไปว่าเขาเป็นพวกเสื้อดำคนหนึ่ง?
======================================================

ตอนที่ 2 : "ความตายที่รอคำตอบของฟาบิโอ"

รายงานพิเศษของ The Committee to Protect Journalists (CPJ-คณะกรรมการปกป้องนักข่าว-อันเป็นองค์การอิสระที่ไม่แสวงกำไรเพื่อส่งเสริมเสรีภาพหนังสือพิมพ์ทั่วโลกด้วยการปกป้องสิทธิของนักข่าวที่จะรายงานข่าวโดยไม่ต้องกลัวถูกเล่นงานตอบโต้) เรื่อง "In Thailand unrest, journalists under fire" (ในเหตุไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวถูกยิงใส่-http://cpj.org/reports/ 2010/07/in-thailand-unrest-journalists-under-fire.php) เขียนโดย Shawn W. Crispin ผู้แทนอาวุโสของ CPJ ประจำเอเชียอาคเนย์และเผยแพร่เมื่อ 29 กรกฎาคม ศกนี้

ได้ระบุถึงกรณีสังหารฟาบิโอ โพเลนกี ว่า: ในกรณีการยิงโพเลนกี, การสอบสวนที่อึมครึม

การตายของฟาบิโอ โพเลนกี ช่างภาพชาวอิตาเลียน เป็นศูนย์รวมเรื่องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉบับต่างๆ ที่มาประชันขันแข่งกัน โพเลนกีวัย 48 ปีถูกฆ่าด้วยกระสุนปืนเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ศกนี้ระหว่างรายงานข่าวปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ผู้ชุมนุมออกจากบริเวณถนนราชดำริอันเป็นเขตพื้นที่การชุมนุมประท้วงที่ซับซ้อนพิสดารซึ่ง นปช.ได้สร้างขึ้นในย่านการค้าสุดยอดของกรุงเทพฯ

แบรดลี คอกซ์ นักทำหนังสารคดีผู้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เล่าว่า เช้าวันนั้นก่อนเกิดเหตุทหารได้ยิงปืนประปรายจากด้านหลังเครื่องกีดขวางเข้าใส่พื้นที่ห่างออกไป 200 เมตรซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของ นปช. คอกซ์บอกว่าทั้งเขากับโพเลนกีได้บันทึกภาพผู้ประท้วงคนหนึ่งถูกยิงที่ขาเวลาประมาณ 10.45 น.

เวลา 10.58 น. เมื่อรู้สึกว่าการยิงสงบลงพักหนึ่ง คอกซ์เล่าว่า เขาก็ออกจากบังเกอร์ที่ นปช.คุมอยู่ไปยังถนนที่เกือบโล่งร้างเพื่อสืบดูว่าความปั่นป่วนวุ่นวายในหมู่ผู้ประท้วงห่างไปราว 30-40 เมตรนั้นมันเรื่องอะไรกัน คอกซ์บอกว่าเขาเชื่อว่าโพเลนกีตามหลังเขาไปห่างกันไม่กี่ก้าว ขณะวิ่งไปตามถนน คอกซ์รู้สึกปวดแปลบด้านข้างของขา ปรากฏว่ากระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวหัวเข่าเขาบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อเขาหันกลับไปมองในทิศทางของกองทหาร เขาก็เห็นโพเลนกีแผ่หราอยู่กับพื้นข้างหลังเขา 2-3 เมตร ตอนนั้นโพเลนกีสวมหมวกกันน็อคสีฟ้าเขียนคำว่า "สื่อสิ่งพิมพ์" ทั้งหน้าหลังและติดปลอกแขนสีเขียวเพื่อบอกว่าเขาเป็นนักข่าวที่ปฏิบัติงานอยู่

"ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราถูกยิงพร้อมกันเป๊ะเลย บางทีอาจจะโดยกระสุนนัดเดียวกันด้วยซ้ำไป" คอกซ์กล่าว และเสริมว่า เขาไม่ได้ยินเสียงปืนหนึ่งหรือหลายนัดที่ยิงถูกเขาหรือโพเลนกี "ผมไม่รู้ว่าใครยิงผมหรือฟาบิโอ แต่ถ้าทหารกำลังพยายามยิงพวกเสื้อแดงละก็ มันไม่มีใครอยู่รอบตัวพวกเราเลยนี่ครับ ... ทหารกำลังยิงใส่สิ่งของหรือผู้คนแบบไม่เลือก"

ภาพวิดีโอที่คอกซ์ถ่ายเหตุการณ์บรรดานักข่าวและผู้ประท้วงช่วยกันหามร่างโพเลนกีออกจากถนนขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปยังโรงพยาบาลแถวนั้นดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่ากระสุนเจาะเข้าตัวโพเลนกีทางใต้รักแร้ซ้ายและทะลุออกสีข้าง รายงานข่าวต่างๆ ระบุว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อไปถึงโรงพยาบาลในท้องที่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานว่าพบหัวกระสุนใดๆ

ครอบครัวของโพเลนกีได้แสดงความห่วงกังวลที่รัฐบาลสนองตอบต่อการตายของเขาอย่างอึมครึม อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของเขาบอก CPJ ว่า ครอบครัวเธอได้ร้องขอรายงานชันสูตรพลิกศพทางการครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ยังไม่ได้รับ เธอกล่าวว่าตำรวจกับกระทรวงยุติธรรมบอกเล่าขัดกันว่าตำแหน่งบาดแผลของพี่ชายเธออยู่ตรงไหนแน่ ซึ่งเธอเองก็ไม่ทันได้เห็นร่างเขาก่อนฌาปณกิจ เธอยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าทรัพย์สินส่วนตัวของโพเลนกีหลายรายการรวมทั้งกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์หายไป ความขัดแย้งและคลุมเครือทำนองนี้ทำให้เธอยิ่งหวั่นวิตกว่าโพเลนกีอาจถูกหมายหัวในฐานที่เป็นนักข่าวก็เป็นได้

เธอกับเพื่อนร่วมงานของโพเลนกีกลุ่มหนึ่งจึงร่วมกันปะติดปะต่อวิดีโอคลิปต่างๆ ที่บ้างก็ได้จากนักข่าวผู้อยู่บริเวณข้างเคียงกับโพเลนกีและบ้างก็ดาวน์โหลดจากแหล่งไม่ทราบชื่อบนอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาขึ้นเป็นลำดับเหตุการณ์การเคลื่อนไหวก่อนและหลังการยิง เท่าที่ทราบไม่มีฟิล์มภาพตัวเหตุการณ์การยิงนั้นเอง วิดีโอคลิปอันหนึ่งแสดงภาพชายสวมหมวกกันน็อคสีเงินที่ไม่รู้ว่าเป็นใครเข้าถึงตัวโพเลนกีหลังถูกยิงเป็นคนแรก ฟิล์มภาพสั้นๆ นั้นแสดงภาพเขาคลำไปรอบอกโพเลนกีและกระแทกเข้ากับกล้องถ่ายรูปของโพเลนกีอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง ขณะที่ชายสวมหมวกกันน็อคสีเหลืองที่ไม่รู้ว่าเป็นใครอีกคนคุกเข่าลงและถ่ายรูปโพเลนกีไว้

ฟิล์มภาพของคอกซ์ดูจะแสดงภาพชายคู่เดียวกันอยู่ในหมู่คนที่เคลื่อนย้ายร่างของโพเลนกีออกจากถนนไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ที่พาเขาไปโรงพยาบาล ภาพของชายสวมหมวกกันน็อคสีเงินถูกตีพิมพ์ทั้งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมติชน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าเขากับชายสวมหมวกกันน็อคอีกคนหนึ่งนั้นเป็นใครกันแน่ อิซาเบลลา โพเลนกี กล่าว

นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ไม่ตอบคำถามจาก CPJ เกี่ยวกับการยิงโพเลนกี รวมทั้งคำกล่าวอ้างที่ว่าตอนนั้นทหารยิงไม่เลือกหน้า หรือรายละเอียดของกรณีการยิงรายอื่นๆ นายเสก วรรณเมธี อัครราชทูตของสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ตอบข้อห่วงใยของ CPJ กว้างๆ ในจดหมายลงวันที่ 14 มิถุนายนว่า "รัฐบาลเสียใจที่เกิดการสูญเสียชีวิตและยึดมั่นที่จะสืบสวนกรณีการตายทั้งหลายอย่างเต็มที่และเที่ยงธรรม....."

ล่าสุด Shawn Crispin ยังได้รายงานความคืบหน้ากรณีนี้ไว้ในเว็บล็อกของ CPJ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ศกนี้ ภายใต้หัวข้อ "In Polenghi case, autopsy shared but more needed" (ในคดีโพเลนกี เผยผลชันสูตรพลิกศพแล้ว แต่ต้องทำมากกว่านี้) http://cpj.org/blog/2010/08/in-polenghi-case-autopsy-shared-but-more-needed.php ว่า: -

.....อย่างไรก็ตาม กว่าสองเดือนต่อมา (หลังการตายของฟาบิโอ) มันก็ไม่ปรากฏชัดว่าทางการไทยกำลังพยายามทำดีที่สุดเพื่อไขคดีนี้ให้กระจ่างและนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของเขา ได้แสดงความห่วงใยดังกล่าวนั้น ณ ที่แถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ (ที่ 30 กรกฎาคม ศกนี้) ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยในกรุงเทพฯ ทาง CPJ เราได้ร่วมขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "ในเหตุไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวถูกยิงใส่" ซึ่งสืบสวนกรณีการตายและบาดเจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้กับนักข่าวในประเทศไทย รวมทั้งการยิงโพเลนกีจนเสียชีวิตด้วย

ในบรรดาข้อเสนอแนะต่างๆ ของเรา CPJ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยร่วมมือกับผู้สืบสวนอิสระและเปิดเผยผลการชันสูตรพลิกศพทางการรวมทั้งหลักฐานเชิงนิติเวชอื่นๆ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ตอบสนองผลการสืบสวนของเราอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แม้ว่าดูเหมือนทางราชการจะรับฟังข้อเสนอแนะของ CPJ ประการหนึ่ง

ในวันพฤหัสบดี (ที่ 29 กรกฎาคม ศกนี้) อันเป็นวันเผยแพร่รายงานของ CPJ ข้างต้น ตำรวจกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้พบกับอิซาเบลลา โพเลนกี เป็นการส่วนตัวและนำผลการชันสูตรพลิกศพคดีพี่ชายของเธออย่างเป็นทางการให้เธอดูเป็นครั้งแรก ตำแหน่งบาดแผลที่แน่ชัดของโพเลนกีจะเป็นร่องรอยให้สืบเสาะได้ว่าเขาถูกยิงโดยทหารจากระดับพื้นถนนหรือโดยผู้ประท้วงที่อยู่บนตึกข้างเคียง

ในที่แถลงข่าว อิซาเบลลา โพเลนกี ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการชันสูตรพลิกศพและเน้นว่าเป้าหมายของการพบปะกับทางเจ้าหน้าที่ซึ่งสถานทูตอิตาลีช่วยจัดให้นั้นก็เพื่อ "ร่วมด้วยช่วยกัน" และหาทางประกันให้มั่นใจว่าการสืบสวนของของทางการ "กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษถือการค้นหากล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์ของโพเลนกีที่หายไปคืนมาเป็นเรื่องสำคัญก่อนอื่นทั้งด้วยเหตุผลทางนิติเวชศาสตร์และทางอารมณ์ความรู้สึก

อิซาเบลลา โพเลนกี กล่าวว่า เธอเข้าใจว่าการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ "อาจนานหลายปี" แต่ก็บอกว่าถ้าหากไม่มี "ความรุดหน้า" ใดๆ ในสองเดือนข้างหน้าแล้วเธอก็คงจะกลับมาเมืองไทยอีกเพื่อกดดันในเรื่องที่เธอห่วงใย

พรรคพวกเพื่อนฝูงของฟาบิโอซึ่งหลายคนเป็นนักข่าวชาวต่างชาติผู้มาหลงรักเมืองไทย อาศัยอยู่เป็นเหย้าและตั้งใจจะเอาเป็นเรือนตายเหมือนกัน ได้เล่าให้ฟังว่าพวกเขาพิศวงงงงันมากว่าเพราะเหตุใดก็ไม่รู้หน่วยราชการต่างๆ ไม่ว่าอำอวด, อีเอสไอ, หรืออ๋ออออ๋อ ต่างพากันยัวะเป็นฟืนเป็นไฟที่พวกเขาพยายามร่วมด้วยช่วยกันหาความกระจ่างเกี่ยวกับสภาพการณ์การตายของฟาบิโอ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าใครเป็นคนเอาการ์ดบันทึกข้อมูล (memory card) และกล้องถ่ายรูปของฟาบิโอไป รวมทั้งช่วยกันจัดแถลงข่าวให้อิซาเบลลา น้องสาวของฟาบิโอ

แล้วจู่ๆ เพื่อนชาวอเมริกันที่นำภาพวิดีโอที่เขาถ่ายไว้ตอนฟาบิโอตายมาเปิดเผยก็ถูกดำเนินการขับไล่ออกจากประเทศและข้างภรรยาที่เป็นคนไทยของเพื่อนคนนั้นก็ถูกคุมตัวด้วยอำนาจพิเศษ, โทรศัพท์บางเบอร์ที่เพื่อนๆ ของฟาบิโอใช้ติดต่อประสานงานกันก็ชักมีอาการรบกวนแปลกๆ, เวลาพวกเขาไปไหนมาไหนก็มีคนหน้าตาบ้องแบ๊วคอยติดตามยังกับนิยายสืบสวนสอบสวน.....

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,
รัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์,
อธิบดีธาริต เพ็งดิษฐ์,
โฆษกปณิธาน วัฒนายากร,
ผู้การสรรเสริญ แก้วกำเนิด

ไม่แปลกหรือครับ ที่หน่วยงานราชการซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบสืบสวนสอบสวนหาความจริงทุกกรณีการตายที่เกิดขึ้นช่วงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภาอำมหิต ที่ผ่านมา ทั้งการตายของฟาบิโอและคนไทยกับชาวต่างชาติอื่นๆ อีก 90 คน

ดูเหมือนจะพยายามนานัปการที่จะไม่ให้คนอื่นเขาทำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะ?

พวกคุณกลัวอะไรหรือครับ?

จารึกเกียรติยศ 65 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่2):สมพงษ์ ศัลยพงษ์"ผมเป็นคนไทย มาทำงานเพื่อชาติ.."

ที่มา Thai E-News



สมพงษ์ ศัลยพงษ์ (แซล)ในชุดนายทหารเสรีไทย เขาได้รับมอบภารกิจลับเล็ดลอดเข้าประเทศเพื่อประสานงานกับเสรีไทยในประเทศ เพื่อกอบกู้ชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครองอยู่ แต่ถูกตำรวจไทยยิงหายไปกลางลำน้ำโขง แม้ในปัจจุบันญาติๆยังหวังว่าเขาอาจจะยังไม่ตาย

เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
14 สิงหาคม 2553


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 65 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากความเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพ และอุทิศตัวอย่างยืนหยัดเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้

กับทั้งเป็นการเตือนสติบรรดาขบวนการล้าหลังคลั่งชาติที่กระหายเลือดกระหายสงคราม เป็นปฏิปักษ์ต่อสันติภาพอยู่ในเวลานี้


สมพงษ์กับครอบครัวไปพักผ่อนที่ชายทะเลหัวหินเมื่อเดือนเมษายน2481ก่อนเดินทางไปศึกษาที่อเมริกา จนทุกวันนี้ญาติของสมพงษ์ยังหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาอาจยังไม่เสียชีวิตจากคราวปฏิบัติงานเสรีไทย โดยหากมีชีวิตอยู่เขาจะมีอายุ92ปีในตอนนี้

สมพงษ์ ศัลยพงศ์( แซล ):ผมเป็นคนไทยแท้ๆไม่ควรยิงผมเลย ผมมาทำงานเพื่อชาติ


วีรประวัติ-สมพงษ์ ศัลยพงษ์ ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกอีก2รายคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีจำกัด พลางกูร รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

ชาตะ- 16 มิถุนายน 2461
มรณะ-11 มิถุนายน 2487 ขณะอายุ 26 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 92 ปี
กำเนิด-บุตรของร.ต.เกียรติ ศัลยพงษ์ (ผู้พิพากษา) และนางบุญมี ศัลยพงษ์
การศึกษา-มัธยม สวนกุหลาบวิทยาลัย สหรัฐอเมริกา
-อุดมศึกษา เป็นนักเรียนแพทย์ที่สอบชิงทุนมาศึกษาวิชาเภสัชกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฟิลาเดเฟีย สหรัฐอเมริกา

การปฏิบัติงานเสรีไทย-หลังจากไทยถูกญี่ปุ่นยึดครองในวันที่8ธันวาคม2484 ในปีรุ่งขึ้นสมพงษ์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกเสรีไทยในอเมริกา ที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯเป็นหัวหน้าและก่อตั้งเสรีไทยและมีพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายสหรัฐฯฝ่ายทหาร เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยทหารอเมริกันคือO.S.S.นาน9เดือน ต่อมาได้รับยศร้อยโท ชื่อรหัส"แซล"

นักเรียนแพทย์สมพงษ์เป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก สอบชิงทุนหลวงได้ไปศึกษาต่อทางด้านเภสัชกรรมศาสตร์ ฟิลาเดลเฟีย ก่อนสมัครเป็นเสรีไทย ภายหลังประเทศถูกญี่ปุ่นยึดครอง

-มีนาคม2486 แซลซึ่งอายุย่าง26ปีเดินทางออกจากสหรัฐฯร่วมกับเสรีไทย19นายเพื่อเล็ดลอดสู่มาตุภูมิประเทศไทย ด้วยเรือลิเบอร์ตี้ผ่านคลองปานามาไปมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดเข้าตอนใต้ออสเตรเลีย ย้อนขึ้นเหนือผ่านมหาสมุทรอินเดียขึ้นบกที่บอมเบย์ ฐานที่มั่นฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียช่วงกลางเดือนมิถุนายน2486 ใช้เวลาเดินทางรวม 95 วัน ฝึกเพิ่มเติมกับO.S.S.ที่ชายแดนพม่า

-สิงหาคม2486 ย้ายไปจุงกิงนครหลวงของจีนคณะชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และย้ายไปที่คุนหมิง จีนตอนใต้

-มกราคม2487 ฐานปฏิบัติการO.S.S.จัดตั้งที่ซือเหมาตอนใต้ของยูนนาน ใกล้พรมแดนลาว(ซึ่งตอนนั้นหลายเมืองของลาวเป็นอาณาเขตของไทย)และวางแผนส่งเสรีไทย10นายเล็ดลอดเข้าประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือนำสารจากรัฐบาลสหรัฐฯไปรับรองขบวนการเสรีไทยในประเทศว่ากำลังต่อสู้เพื่อเอกราช และไทยจะมีรัฐบาลพลัดถิ่นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองไทย

-ปลายเดือนกุมภาพันธ์2487 ร.ท.สมพงษ์ และร.อ.การเวก(ยศขณะนั้น)กับเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก10คนได้รับภารกิจเล็ดลอดเข้าประเทศไทย โดยออกจากซือเหมาเดินทางไปพำนักที่เมืองลา สิบสองปันนาราวเดือนเศษ ที่รอนานเพราะทางจีนคณะชาติหน่วงเหนี่ยวไม่สนับสนุนภารกิจตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ จึงต้องหาผู้นำทางคนไทยเชื้อสายจีนพาไปเมืองพงสาลี ล่องเรือตามลำน้ำโขงถึงเมืองหลวงพระบาง

การปฏิบัติภารกิจนี้เสียงอันตรายรอบด้าน เพราะต้องหลบหลีกทหารญี่ปุ่น ขณะที่ไม่ได้รับการสนับสนุนภารกิจแต่ถ่วงรั้งจากจีนคณะชาติที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ส่วนเสรีไทยในประเทศก็ยังติดต่อกันไม่ได้เลย ประเทศอยู่ภายใต้การบริหารของจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งร่วมมือกับญี่ปุ่น และโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนและกำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นจับกุมตัวจารชนไทยที่ลักลอบเข้าประเทศ

-10 มิถุนายน 2487 ข้ามโขงเข้าแดนไทยที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง(ขณะนั้นเป็นดินแดนของไทยที่ได้คืนจากฝรั่งเศส) มีเป้าหมายจะเดินทางต่อไปที่หนองคาย แต่คนนำทางพาไปพบสารวัตรกำนันในตอนเย็น และกำนันได้ขอยึดปืนไว้ เพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามให้จับกุมจารชน

-11 มิถุนายน 2487 ตำรวจเชียงแมนจับกุมการะเวกและสมพงษ์ข้อหาจารชนและยึดปืนพกไว้ ตามคำสั่งรัฐบาลต้องส่งทั้งสองไปที่กรุงเทพฯ แต่ตำรวจกลับควบคุมตัวเป็นเชลยลอยเรือไปกลางลำน้ำโขง เมื่อเวลาราว15.40น.ส.ต.ท.สมวงษ์ จันทศร และพลตำรวจถึง มูลพิชัย ได้ยิงปืนใส่ทั้งสอง และผู้นำทาง ร.อ.การะเวกกับผู้นำทางเสียชีวิตทันที

ส่วนร.ท.สมพงษ์ยังไม่ตายร้องครวญครางอยู่ และเนื่องจากได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการมอบอาวุธปืนให้ตำรวจไปแล้วก็ไม่คิดว่าจะถูกยิง และคิดว่าไทยด้วยกันควรมีน้ำใจรักชาติปกป้องมาตุภูมิ ร.ท.สมพงษ์จึงพูดขึ้นว่า"ผมเป็นคนไทยแท้ๆผมมาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"

แต่ตำรวจทั้งสองไม่ปรานีมุ่งค้นสมบัติที่เสรีไทยทั้งสองนำติดตัวมา และเมื่อได้ทองคำที่ทั้งสองได้รับจากO.S.S.มาใช้ในงานกู้ชาติก็โยนร.ท.สมพงษ์ลงน้ำโขงเพื่อให้ตาย แต่ความที่ร่างใหญ่แข็งแรงร.ท.สมพงษ์ได้ว่ายเข้ามาเกาะเรือไว้ พลตำรวจถึงเอาปืนจ้องคนพายเรือสั่งให้เอาไม้พายค้ำไปที่ตัวร.ท.สมพงษ์ให้จมน้ำตาย แต่เขาก็ดิ้นหลุดดำน้ำไปเกาะอยู่ที่แก่งหินกลางน้ำ คนพายเรือถูกสั่งใพยเรือตามไป แล้วพลตำรวจถึงยิงใส่ร.ท.สมพงษ์2-3นัด แล้วร่างของร.ท.สมพงษ์ก็จมหายไปท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว


เรือลำนั้นกลับมาที่สถานีตำรวจเชียงแมนเวลา17.00น.แล้วอ้างว่าจารชนขัดขืนต่อสู้แย่งชิงปืนตำรวจจึงถูกวิสามัญฆาตกรรม จากนั้นยึดปืน,กระสุนปืน,พันธบัตร,ทองคำ,เครื่องรับส่งวิทยุไว้ ศพของ"แครี่"การะเวกกับคนนำทางถูกทิ้งไว้หน้าสถานีตำรวจ จนเย็นวันรุ่งขึ้นจึงนำไปขุดฝังไว้หลังสถานี ส่วนศพของสมพงษ์ไม่มีผู้พบเห็นทำให้ญาติยังฝังใจมาจนทุกวันนี้ว่าเขายังไม่ตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

แม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ ญาติตระกูลศัลยพงษ์ทุกคน ยังหวังเต็มเปี่ยมว่า สมพงษ์ น่าจะยังไม่ตาย และอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ปรากฏตัวไม่ได้ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาจะมีอายุ 92 ปี

-เวลาไล่เลี่ยกันร.อ.โผนเดินทางตามหลังทั้งสองมา2สัปดาห์ และก่อนข้ามโขงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของทั้งสองและแจ้งข่าวไปยังเสรีไทยสายอเมริกาในอีก1เดือนต่อมา ทำให้เสรีไทยในไทยทราบจึงแต่งตั้งข้าราชการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจมายังชายแดนเพื่อคอยช่วยเหลือเสรีไทยให้เล็ดลอดเข้าประเทศได้สำเร็จ

16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

-30 ตุลาคม 2488 หลังสงครามยุติลงมีการรื้อฟื้นคดีสังหาร 2 เสรีไทย แต่ 2 ตำรวจมือสังหารโหดหลบหนีข้ามไปฝั่งลาว มีการขุดศพแครี่กลับสู่มาตุภูมิกรุงเทพฯ

-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


10 กุมภาพันธ์ 2497-รัฐบาลสหรัฐฯมอบเหรียญ"เมดัล ออฟ ฟรีดอม"ให้แก่เสรีไทยผู้เสียสละชีวิตทั้งสอง ถ้อยความตอนหนึ่งว่า
"วีรกรรมและการเสียสละอันใหญ่หลวงเป็นพิเศษของร้อยโทสมพงษ์นั้นย่อมปรากฎเป็นเกียรติคุณความดียิ่งแก่ตนเอง แก่ประเทศ และแก่สหรัฐอเมริกาด้วย"


เจือ ศัลยพงษ์ ผู้พี่ชายรับเหรียญกล้าหาญ"เมดัลออฟฟรีดอม"จากทูตวิลเลียม โดโนแวน 10 ปีหลังการเสียสละชีพเพื่อชาติของสมพงษ์

ท่วงท่าบุคคลิกของสมพงษ์-ร้อยเอกนิคอล สมิธ นายทหารอเมริกัน พี่เลี้ยงเสรีไทยชุดแรกที่ลักลอบเข้าปฏิบัติภารกิจลับในประเทศ บันทึกถึงเขาว่า "แซลมีน้ำหนักเกินกว่า70ก.ก.(160ปอนด์)ร่างใหญ่สมบูรณ์ด้วยกล้ามเนื้อ ใจเร็ว และฉุนเฉียวประเภทไม่กลัวใครหรือสิ่งใดทั้งนั้น ก่อนมาปฏิบัติงานเสรีไทยเขาเป็นนักเรียนแพทย์ที่สอบชิงทุนมาศึกษาวิชาเภสัชกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฟิลาเดเฟีย

ส่วนกำนันที่แจ้งตำรวจมาจับเสรีไทยทั้งสองพูดถึงสมพงษ์ว่า"พูดคล้ายกับคนลาว แต่พูดลาวไม่ชัด หน้าตาก็เหมือนคนไทย"

ความเป็นคนรูปร่างใหญ่น้ำหนักเกิน70ก.ก.ฉุนเฉียวไม่กลัวใครทั้งสิ้น เขาจึงถูกจับคู่กับการะเวก ศรีวิจารณ์(แครี่)ซึ่งร่างเล็กหนักเพียง 55 ก.ก.เล็ดลอดเข้าประเทศไทย แต่ทั้งสองต้องเสียสละชีพเพื่อชาติในคราวนั้น

********
16 สิงหาคม2553-ครบ 65 ปีวันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

***กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ และ 65 ปีสันติภาพไทย ในเดือนสิงหาคม 2553

วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.

ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.

๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14

๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"

วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖

วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

กาหลิบ: "ไล่กษิต"

ที่มา Thai E-News



โดย กาหลิบ
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
ที่มา Democrazy100%
13 สิงหาคม 2553

ดูคลิปที่พี่น้องชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยตะโกนโห่ไล่และวิ่งด่าประณามใส่หน้า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในเหตุการณ์ที่เยอรมนีแล้ว ยอมรับว่าได้เห็นอะไรที่ลึกซึ้งสูงล้ำกว่าความสะใจ แต่ยาวไกลไปถึงขั้นระบอบการปกครองเมืองไทยเลยทีเดียว

คนไทยในวันนั้น เขาไม่ได้รุมด่าข้าราชการเกษียณอายุที่สติไม่สมประกอบที่ชื่อนายกษิตเท่านั้น แต่เขาด่าฝากไปถึงคนที่เลือกนายกษิตมาเป็นตัวแทนทางการทูตในระดับชาติ และคอยรักษาเก้าอี้ให้นายกษิตในยามที่คนรอบตัวเกิดคลื่นเหียนและทนทานไม่ได้ขึ้นมา

ใครนึกว่านายกษิตเป็นตัวแทนพันธมิตรฯ ก็คงไร้เดียงสาไปหน่อย เส้นสายของเขาก๋วยจั๊บกว่านั้นมากนัก

คำด่าจากเยอรมนีจึงทะลวงสังคมหวงห้ามของไทยไปถึงคนโรคจิตบางคนที่ชอบคนบ้าด้วยกันอย่างนายกษิต จนแทบจะกระอักเลือด

คนไทยในต่างประเทศมีเสรีภาพที่สมบูรณ์กว่าในการเข้าถึงข้อมูลความจริงของเมืองไทย เขาก็บุกตลุยไปถึงก้นบึ้งของปัญหาอย่างคนตาสว่างและมีปัญญา ระดับต่ำๆ อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายประเวศ วะสี นายอานันท์ ปันยารชุน หรือแม้แต่คนอย่าง เปรม ติณสูลานนท์ นั้น เขาก้าวข้ามไปหมดแล้ว

คนไทยในเมืองไทยที่มีปัญญา และแสวงหาความรับรู้ที่สูงกว่าที่สังคมถูกบังคับให้สั่งสอนกันมา ก็รู้ข้อมูลความจริงอย่างเดียวกันและเป็นแนวร่วมรอความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอยู่ เขาก็เข้าใจทันทีว่าพี่น้องเราที่เยอรมนีกำลังตีวัวกระทบคราด

คราดที่ว่านี้ไม่เคยถูกกระทบ คราวนี้ถูกกระทบจากคนที่เขาขับไล่ออกไปจากเมืองไทยด้วยความยากจนค่นแค้นทางเศรษฐกิจ จนเขาต้องไปตายดาบหน้า บางคนพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้สักคำ เงินทองก็ไม่มี อาศัยแต่ความทรหดอดทนที่ปู่ย่าตายายฝังไว้ในเนื้อตัวจนกระทั่งตั้งตัวได้ เขาจึงรักและเห็นคุณค่าในระบอบประชาธิปไตย เพราะเขาลืมตาอ้าปากได้จากระบอบนั้น เมื่อเมืองไทยในยุคก่อนทำท่าจะเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ขึ้นมา เขาก็รักและหวงแหนไปด้วย

เมื่อคราดเก่าๆ สนิมขึ้นเข้ามาทิ่มตำทำลายระบอบประชาธิปไตยรอบนี้เขาจึงลุกขึ้นสู้กับคราดนั้น

ครั้งหนึ่งเมื่อ นายกษิต ภิรมย์ เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เขาเคยขึ้นเวทีด่ากราดว่าผู้หญิงไทยที่แต่งงานร่วมครอบครัวกับชาวเยอรมันว่า น่าอับอาย เสียเกียรติยศชาติ จนผู้จัดต้องไล่ออกจากงานบุญที่พี้น้องคนไทยร่วมจัดและอุตส่าห์เชิญฝ่ายการทูตมาร่วมด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

วันนั้นเขานึกแค่ว่านายกษิตคือศักดินาหลงฝูงที่พลัดมาเป็นใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งมีข้าราชการสันดานแบบนี้อยู่มากเท่านั้น

แต่วันนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่า ทัศนะของนายกษิตคือทัศนะของชนชั้นบนในเมืองไทยที่มองคนไทยเป็นฝุ่นเมือง ไม่มีราคาค่างวด อยากจะฆ่าฟัน จับยัดคุก ทำลายชีวิตของเขาและครอบครัวเมื่อไหร่ก็ทำได้ทุกเมื่อ นายกษิตเป็นตัวแทนของสังคมพิกลพิการของไทยที่คนชั่วได้เป็นใหญ่และคนไทย (แท้ๆ) ต้องน้ำตาไหลริน

เสียงด่าที่เยอรมันนีจึงด่าลึกลงไปถึงกล่องดวงใจของเมืองไทย โดยฝากขี้ข้าอย่างนายกษิตไป ลึก เจ็บ และบอกถึงอนาคตของไทยได้เป็นอย่างดี

ต้องขอบคุณคนอย่างนายกษิตที่ทำให้ขบวนปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยของไทยมีความเข้มแข็งมั่นคงและเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ เพราะนายกษิตเป็นตัวแทนที่ดีเหลือเกินของความชั่วร้ายที่สมบูรณ์.

---------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Friday, August 13, 2010

Asia Update TV DNN

ที่มา Asia Update TV

ตำรวจต้องการให้ ผบ.ตร.แก้ไขเงินเดือน




ไอซีที เดินหน้าถกสัมปทานไทยคม



ย้ายลูกค้าไทยคม 2 ไป 5 เพื่อรักษาสิทธิ์



การบินไทย เตรียมกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้าง



TDRI ชี้ ป่าถูกทำลายเป็นปัญหาวิกฤต






"การต่อสู้กับความกรุณา" และ "ปัญญาชนในโรงละครร้าง"

ที่มา มติชน

บทกวีโดย วิวัฒน์ เลิศฯ

การต่อสู้กับความกรุณา



ข้าจักต่อสู้กับความกรุณา
เพื่อให้มีโอกาสได้หายใจในอากาศที่ไม่เป็นของใครเลย
การทำทานของท่านซ่อนมีดเล่มหนึ่ง
บาดลงบนเนื้อหนังอันยากไร้ของข้า


เก็บความหวังดีของท่านไว้กับตัวเถิด
ข้าโตพอจะเกรี้ยวกราดแล้ว
คุณธรรมอันเหม็นเน่าของท่าน
ทำให้ข้าสำลักข้าวที่ปลูกด้วยเลือดของพ่อแม่ข้าเอง


ท่านให้ข้าเป็นพวกเดียวกับท่าน
ด้วยการมัดมือมัดเท้าและปิดปาก
จากมนุษย์ข้ากลายเป็นเพียงจำนวนนับหนึ่ง
หน่วยของสิ่งมีชีวิตที่จำต้องยืมปากของท่านเพื่อเปล่งเสียง


เก็บความเศร้าของท่านไว้ให้ดี
เพราะนั่นคือมรดกเดียวที่ท่านจะมีให้แก่ลูกหลานของท่าน


หกสิงหาคมสองห้าห้าสาม

__________

ปัญญาชนในโรงละครร้าง


ปัญญาชนในโรงละครร้าง
หลังม่านนักแสดงละครน้ำเน่ากำลังเฝ้าซ้อมบท
มีงูเลื้อยอยู่ใต้เก้าอี้ผู้ชม
พวกเขาจึงยกเท้าขึ้น


นักแสดงสงสัยเหตุใดเขาจึงต้องเล่นละครซ้ำ
ในบทละครเก่าคร่ำซึ่งเปลี่ยนเพียงเสื้อผ้าแลยุคสมัย
ตกตายในบทที่สามขององก์แรก
บทละครซึ่งเล่นซ้ำไปเท่าไรก็มีแต่เขาที่ต้องตกตาย


คราบน้ำตาซึ่งค้างหยดจากผู้ชมรอบที่แล้วซึมลงบนเบาะนวมรองนั่ง
อสรพิษแลบลิ้นเลียร่องรอยพลางขดร่างหลับรับไออุ่นที่ถูกทิ้งไว้


ปัญญาชนในโรงละครก่นด่ารูโหว่เล็กบนเพดาน
ซึ่งแสงแดดส่องลอดกระทบศีรษะล้านเลี่ยนราวแร้งชราของเขา


ดนตรีโหมโรงซึ่งถูกทิ้งค้างไว้ในท่อนที่มักเล่นก่อนการแสดงจะเริ่มเสมอไม่ว่าละครเรื่องไหน
หนึ่งตัวโน้ตระทมหลั่งน้ำตาเพราะบาดเจ็บจากการถูกฉีกกระชากออกจากแถวบรรทัดห้าเส้น
หล่นลงสัมผัสพื้นโรงละครร้างเปื้อนฝุ่น


นักแสดงถูกงูพิษสังหารก่อนการแสดงเริ่ม
และเหล่าปัญญาชนพากันไปขอค่าตั๋วคืนอยู่อื้ออึง


เจ็ดสิงหาคมสองห้าห้าสาม

"ทักษิณ"ลั่น ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ดิ้นต่อหาทางสู้ในเวทีอื่น "นพดล"บอกที่ประชุมศาลไม่รับอุทธรณ์ตามคาด

ที่มา มติชน


นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติด้วยคะแนนเสียง 103 ต่อ 4 ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัว และพวก จำนวน 4.6หมื่นล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้นอกเหนือความคาดหมาย ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทราบมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแล้ว และรู้สึกว่าท่านและครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะคดีดังกล่าวเริ่มมาจากการยึดอำนาจ มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ที่เป็นผู้เริ่มกระบวนการยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี


“เรารู้สึกผิดหวัง เพราะตั้งแต่มีการยึดอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวจะเดินหน้าแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ส่วนจะเป็นวิธีไหนนั้นทีมกฎหมายกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาช่องทางที่จะดำเนินการต่อไป”นายนพดลกล่าว


นายนพดล กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ และการหันหน้ามาพูดคุยกัน ไม่อยากเห็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความยุติธรรมให้กับทุกคน


เมื่อถามว่ามติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาถึงว่าเป็นที่สุดแล้วที่ไม่รับอุทธรณ์คดีดังกล่าว นายนพดล กล่าวว่า ตามกระบวนการพิจารณาศาลฎีกาของไทยก็คงเป็นไปตามนั้น แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสในเวทีอื่น ส่วนกรณีที่มีผู้พิพากษาเพียง 4 เสียงลงมติให้รับอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวนั้น เห็นว่าแม้จะเป็นจำนวนน้อย แต่เป็นเรื่องที่ได้รับการพิจารณาจากผู้พิพากษาเหล่านั้น

"ตู่"ลั่น"แดง"ไม่ขวัญเสียศาลฎีกาไม่อุทธรณ์ยึดทรัพย์แม้ว

ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. กล่าวถึงกรณีที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า เรื่องนี้เมื่อศาลมีมติชัดเจนแล้วก็ถือเป็นข้อยุติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และคงไม่ได้ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเกิดอาการขวัญเสีย และไม่มีผลต่อการดำรงอยู่ของคนเสื้อแดง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้มีการใช้เงินของอดีตนายกฯ การดำเนินการหรือเคลื่อนไหวใดๆ ก็เป็นการนำเงินมาจากการระดมทุนกันเองทั้งการจัดคอนเสิร์ต จัดกิจกรรม ขายของที่ระลึก ฉะนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา

"ยิ่งลักษณ์"ปัดวิจารณ์ศาลฎีกา ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์"แม้ว"

ที่มูลนิธิไทยคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติไม่รับอุทธรณ์การต่อสู้คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวว่า ตนเพิ่งทราบข่าวว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ ส่วนรายละเอียดข้อมูลนั้น ต้องรอฟังจากทางทีมทนายที่จะคัดคำพิพากษาอย่างเป็นทางการออกมาก่อนว่า เรายังสามารถจะดำเนินการอย่างไรต่อไปได้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ตนยังไม่ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด


เมื่อถามว่า จำนวนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทที่หายไป จะส่งผลกระทบอะไรกับคนในตระกูลชินวัตรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ส่วนตัวก็ยังดำรงชีวิตเหมือนเดิม ยังทำงานด้านธุรกิจ สังคมและมูลนิธืไทยคมต่อไป เมื่อถามว่าได้เตรียมแผนการรองรับหรือไม่หากศาลไม่รับอุทธรณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของทีมทนายที่จะดำเนินการต่อไป


เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับมติที่ออกมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่ขอให้ความเห็น และจะทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งต่อไป


เมื่อถามต่อว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าตระกูลชินวัตรไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้ได้ จะเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงในการเคลื่อนไหวได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องของท่อน้ำเลี้ยงนั้น คงไม่มีจริง ส่วนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ตรวจสอบธุรกรรมการใช้จ่ายทางการเงินของเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้จบไปแล้ว ถือเป็นคนละเรื่องกัน ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ก็ใช้จ่ายอย่างสุจริต และขณะนี้ตนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามปกติแล้ว


เมื่อถามถึงกรณีที่ดีเอสไอปลดล็อกการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าเราบริสุทธิ์ใจและสามารถชี้แจงรายละเอียดในการใช้จ่ายต่างๆได้

แผนอุบาทว์

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




ในที่สุดตำรวจไทยก็ได้ผบ.ตร.คนใหม่เสียที

หลังคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีมติ 8-0 ให้พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร.ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนที่ 7

การแต่งตั้งครั้งนี้มติเป็นเอกฉันท์ เพราะยึดอาวุโสเป็นหลัก

ตำรวจไทยกว่า 2 แสนคนได้ขวัญกำลังใจกลับมาแล้ว

หลังจากที่องค์กรตำรวจระส่ำระสายไร้หัวมานานเกือบปี!

ตอนนี้ก็มีคำถามขึ้นมาว่าทำไมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรม การนโยบายตำรวจแห่งชาติ เพิ่งจะมาตั้งผบ.ตร.ตัวจริงเอาตอนนี้

เหตุใดถึงปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานขนาดนี้

การแต่งตั้งพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นรักษาราชการแทนผบ.ตร. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นยุดมืดของตำรวจไทย

ไม่ได้หมายความว่าพล.ต.อ.ปทีปบริหารงานไม่ดี บริหารงานไม่เป็น

แต่เป็นยุคที่การเมืองแทรกแซงตำรวจชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เพราะทั้งในแง่ของกฎหมาย อำนาจบารมี ศักดิ์ศรี เก้าอี้รรท.ผบ.ตร.เทียบไม่ได้เลยกับผบ.ตร.ตัวจริง

การเมืองก็ได้ช่อง

และการประชุมก.ต.ช.หลายครั้งหลายหนในรอบปีที่ผ่านมาล่มไม่เป็นท่า ยังสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนและแนวคิดของนายกฯอภิสิทธิ์ด้วย

ว่านอกจากไม่ยึดถือหลักประชาธิปไตย ยังมีแนวคิดเอนเอียงไปทางเผด็จการเสียด้วยซ้ำ

นายกฯอภิสิทธิ์เสนอให้พล.ต.อ.ปทีปขึ้นเป็นผบ.ตร. แต่บอร์ดก.ต.ช.ส่วนใหญ่ หรืออาจจะเรียกว่าเกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร.เหมาะสมกว่า

หากนายกฯอภิสิทธิ์เคารพเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเสนอชื่อพล.ต.อ.จุมพลไปแล้ว

แต่กลับยึด"หลักกู"มากกว่า"หลักการ"

ตะแบงตั้งรรท.ผบ.ตร.ไปซะงั้น

แบบว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องตั้งมันแล้วผบ.ตร.ตัวจริง

ตำรวจเป็นองค์กรใหญ่ มีหน้าที่สำคัญในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่นายกฯกลับเอาแต่ใจตัวเองในการบริหารงานตำรวจ

นึกจะไม่ตั้งก็ไม่ตั้ง อยากจะตั้งเมื่อไหร่ก็ตั้ง

ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นวิบากกรรมของตำรวจไทยก็แล้วกัน

ตอนนี้มีผบ.ตร.ตัวจริงแล้วก็เริ่มเดินเครื่องทำงานกันต่อ

แต่ก็มีข่าวลือกันหนาหูในแวดวงสีกากีตอนนี้

ขาใหญ่ม็อบที่นายกฯมาร์คให้ความนับถือ มีแผนการใหญ่รอไว้ข้างหน้าแล้ว

รอให้แต่งตั้งผบ.ตร.เสร็จแล้ว ก็เตรียมแผนจะโค่นแล้วค่อยมาตั้งกันใหม่

เอาคนที่ตัวเองต้องการขึ้นเป็นผบ.ตร.ให้ได้

แผนอุบาทว์แบบนี้ คนอื่นก็คิดไม่ออกแน่ๆ

พท.ขนญาติเหยื่อสลายม็อบ บุกดีเอสไอทวงคืบหน้าคดี

ที่มา ไทยรัฐ

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

พรรคเพื่อไทย เตรียมขนญาติเหยื่อสลายม็อบ บุกดีเอสไอ ทวงถามความคืบหน้าการดำเนินคดีในวันที่ 16 ส.ค.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่ามีความคิดจะยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ในจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย แต่หลังจากปรากฎข่าวกลับมีเหตุระเบิดตรงข้ามรพ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ก่อนหน้านี้นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่าช่วงหยุดยาวอาจมีการสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองนั้น และก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงเป็นเหมือนกับหน่วยงานในรัฐบาลตั้งธงไว้และเป็นการเล่นบทตีสองหน้าหรือไม่

โดยนายกฯให้สัมภาษณ์ว่าอยากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินบางจังหวัดพร้อมทั้งเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมครม.ในวันที่17ส.ค. แต่ขณะเดียวกันก็มีกระบวนการอยากให้คงพ.ร.ก.ไว้ทั้ง 10จังหวัด โดยเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล พวกนอกแถวที่เป็นกลุ่มบิ๊กสีเขียวกับบิ๊กสีกากีบางคนในพื้นที่ภาคเหนือ ได้ร่วมมือดำเนินการสร้างสถานการณ์ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้รัฐบาลคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป เพื่อให้มีเครื่องมือเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจัดการพรรคคู่แข่งทางการเมือง

อีกทั้ง จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย เป็นฐานเสียงทางการเมืองของพรรค เป็นฐานคนเสื้อแดงอย่างหนาแน่น แต่ยังมีการก่อเหตุรายวัน และตั้งแต่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากว่า 4เดือน ถือว่าทำร้ายประเทศ กำจัดสิทธิเสรีภาพประชาชน มีผลกระทบมากกมาย ถ้านายอภิสิทธิ์ มีวุฒิภาวะ มีสถานการณ์ก่อเหตุรายวัน ลองเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนอยากรู้ว่าจะมีเหตุอย่างนี้หรือไม่

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เป็นจังหวัดท่องเที่ยว เราได้รับการร้องเรียนว่าถ้ารัฐบาลยังไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้ง10จังหวัด นักท่องเที่ยวจะไม่เดินทางเข้าประเทศ และขณะนี้ผู้ประกอบการโรงแรมบางที่เริ่มปลดคนงานบ้างแล้ว แม้กระทั่งจังหวัดฝั่งอันดามัน ผู้ประกอบการทัวร์ต่างได้รับความเดือดร้อนนักท่องเที่ยวทยอยยกเลิกทัวร์ เพราะหวั่นวิตกในความปลอกภัย และยังโยกย้ายนักท่องเที่ยวไปเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดเป็นผลกระทบจากการยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า หลังจากผ่านเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่เวลาผ่านมากว่า3เดือน คดีต่างๆกลับไม่มีความคืบหน้า ในวันเดียวกันบรรดาญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยขอให้ช่วยเร่งรัดคดี ตั้งแต่วันที่10เม.ย.-19พ.ค. ผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บและญาติ ติดตามคดีแต่ไม่มีความคืบหน้า แม้ได้ร้องต่อ สตช. ป.ป.ช. และดีเอสไอ โดยเฉพาะดีเอสไอ กับเร่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องแกนนำทั้ง 19คนอย่างมีเงื่อนงำ เมื่อญาติไปทวงถามก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม เหมือนดองคดีช่วยเหลือผู้สั่งการ ทั้งที่ผู้ร้องมีทั้งพยานหลักฐานว่าเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ดีเอสไอเหมารวมว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม คณะญาติดังกล่าวจึงได้มาร้องที่พรรคเพื่อไทย ขอให้นำคดีคนเสื้อแดงเป็นคดีพิเศษ

นอกจากนี้ตามหลักกฎหมาย หากการตายจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องไต่สวนตามป.วิอาญา มาตรา150เสียก่อน เมื่อยังไม่ดำเนินการการสอบสวนแต่ได้มอบให้ดีเอสไอ ไปสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหมือนกับเล่นละครตบตาประชาชนเพื่อโยนความผิดให้ผู้ชุมนุม ตั้งแต่เกิดเหตุ คดีไม่คืบหน้า ไม่ได้เอาคนผิดมาลงโทษ สะท้อนให้เห็นการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน เลือกดำเนินการปฏิบัติ หน่วยงานรัฐกำลังรับใช้นักการเมือง แทนที่จะรับใช้ประชาชน ถามว่าความปรองดอง ความสามัคคีที่นายกฯต้องการเห็น เป็นเหมือนการสร้างภาพตบตาเท่านั้นเอง นอกจากนี้วันที่16ส.ค.ตนพร้อมญาติผู้เสียชีวิต จะเดินทางยื่นหนังสือไปติดตามความคืบหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจากนั้นญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ 10เม.ย.และ19พ.ค. กว่า30คน ได้ยื่นหนังสือต่อนายพร้อมพงศ์ ขอให้เร่งรัดสอบถามไปยังหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับคดีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุชุมนุมทางการเมืองโดยนายกลิ่น เทียนยิ้ม พี่เขยนายวสันต์ ภู่ทอง ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณร.ร.สตรีวิทยา เมื่อวันที่10เม.ย. กล่าวว่าญาติถูกฆ่าตายเมื่อ10เม.ย. ที่ผ่านมาคดียังไม่มีความคืบหน้า แต่มีการออกคลิปมาใส่ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมและเสียชีวิตอีก เหมือนฆ่าแล้วกระทืบซ้ำ ตนเลยมาขอความช่วยเหลือที่พรรคเพื่อไทยขอให้พรรคเรียกร้องความเป็นธรรมต่อญาติตนและผู้ชุมนุมด้วย เชื่อว่าพวกที่เสียชีวิตจะต้องได้รับความเป็นธรรม

นางพะเยาว์ อัคคะฮาด มารดา นส.กมนเกด แพทย์อาสาที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในวัดปทุมวนาราม กล่าวว่า ตนได้พยายามเรียกร้อง แต่รัฐบาลก็พยายามบิดเบือนว่าสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้มาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่แต่เรื่องนี้ตนมีหลักฐานชัดเจนที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธได้ ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เคยโทรศัพท์มาถึงตนเพื่อรับปากว่าจะดำเนินการหาคนผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด จึงขอทวงถามนายอภิสิทธิ์ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามจะปรึกษาผู้ใหญ่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อให้ทุกศพที่เสียชีวิตได้รับความเป็นธรรม

ดินแต้มพลาดเอง!

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์ - สุเทพ

ไม่เกี่ยวกับเรื่องรถเมล์

จะปากแข็งหรือปลอบใจตัวเองก็สุดแล้วแต่ ที่แน่ๆโดยอาการร้อนรนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รีบรุดเข้าหารือเครียดกับนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล เช็กเสียง ส.ส.ที่หายไป จนทำให้สภาล่มไม่เป็นท่า

แล้วก็รีบกางบัญชีโชว์ตัวเลขเสียงที่หายไป นัยว่า "โล่งใจ"

ดูตามดัชนีแล้ว หายหัวเท่าเทียมกันถ้วนหน้า โดยพรรคประชาธิปัตย์ขาดประชุมมากที่สุด 15 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรคภูมิใจไทย 9 คน พรรครวมชาติพัฒนา 4 คน พรรคกิจสังคม 3 คน พรรคมาตุภูมิ 1 คน กระจายไปทุกพรรค

ไม่ใช่ผิดปกติเฉพาะยี่ห้อภูมิใจไทย

แต่โดยจังหวะการเคลื่อนไหวมันก็ฟ้องเป็นนัยๆว่า คนประชาธิปัตย์หวาดระแวงยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

"อภิสิทธิ์" รู้ตัวว่า ยังไงก็ต้องโดนย้อนเกล็ดเอาคืน

และตามปรากฏการณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขที่มั่วๆไม่นิ่ง ตามคิวพรรคภูมิใจไทยหายไปแค่ 9 เสียงจาก 32 ที่นั่งก็จริง แต่ถ้านับ "เด็กฝากเลี้ยง" ไว้กับค่ายอื่น รวมแล้วอีก 19 เสียง

จากที่การันตีไว้ 50 กว่าเสียงในคาถา "เนวิน"

โจทย์มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก

เพราะนี่คือต้นทุนหน้าตักของรัฐบาลเต็มๆ

ตามเกม ถ้า "เนวิน" ไม่ตั้งใจกดปุ่มก็หวิวแล้ว แต่จะหืดกว่าถ้าถึงเวลาจริง "เนวิน" กดปุ่มไม่ได้ เสียงไม่ครบตามที่ดีลไว้ในจังหวะได้เสีย

รัฐบาลก็เก็บฉาก ลิเกเลิกทันที

และเป็นอะไรที่จับอาการดูเหมือนแกนนำรัฐบาลจะยังเมาหมัด พยายามโฟกัสไปที่ตัวเลขพรรคเพื่อแผ่นดิน ขาดประชุมมากสุด 22 คน จาก 32 เสียง

ลากมาเอี่ยวเกมล่มองค์ประชุมสภา

เผลอลืมไปว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน 17 เสียง ในปีกของ 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวีพินิจ จารุสมบัติปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ถูกเบียดพ้นวง ครม.ไปแล้ว

มั่วนิ่มนับรวมเสียงฝ่ายรัฐบาลไม่ได้

แม้จะมีการแสดงสปิริตล่วงหน้า พรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของ "3 พี" พร้อมโหวตรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯปี 2554 เพราะมีส่วนร่วมพิจารณามาตั้งแต่ตอนร่วมรัฐบาล

แต่เรื่องขององค์ประชุมที่เป็นหน้าที่ของวิปรัฐบาล ประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม พรรคมาตุภูมิ

ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพรรคเพื่อแผ่นดินแต่อย่างใด

โบ้ยมั่ว เอาชั่วใส่เพื่อนไม่ได้

ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ที่ "สภาล่มไม่เป็นท่า" นัดล่าสุด มันเป็น "ลาง" บอกเหตุว่า อาการเน่าในของรัฐบาล ยากจะยื้อลมหายใจ

เสียงปริ่มน้ำ แล้วยังเจอ "รถเมล์" แทรกซ้อน

ก่อนอื่นเลย คนที่กินไม่ได้นอนไม่หลับก็คือ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการใหญ่ รัฐบาล

ต้องแก้สมการตัวเลขเสียงในสภาฯกันช็อตต่อช็อต เหนื่อยกันทุกสัปดาห์

ไหนจะต้องเจอกับเครื่องหมายคำถาม ตามเหลี่ยมที่คนประชาธิปัตย์ด้วยกันเองฟื้นฝอยย้อนคอหอย เคยเตือนแล้วว่า ถ้าดีดพรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของกลุ่ม 3 พี ออกจากรัฐบาล ขาดตัวถ่วงดุล เท่ากับเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยขี่หลังประชาธิปัตย์

แต่ "เทพเทือก" ก็ยังฝืน เดินแต้มเข้าทาง "เนวิน"

พลาดเอง หรือ "ตั้งใจพลาด"

เอาเป็นว่า สถานการณ์ของแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ ในจังหวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ต้องพึ่งจมูกของ "เนวิน" หายใจ

ฝากชะตาไว้กับผู้ถือดุลรัฐบาลตัวจริง

ตามปรากฏการณ์ลุ้นคว่ำลุ้นหงาย หลังโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2554 "อ้อยเข้าปากช้าง" พรรคร่วมรัฐบาลได้งบฯไปหมุนในกระทรวงโควตา

"คนป่ามีปืน" พร้อมสลัดก้น ทางใครทางมัน

นับวัน "ประชาธิปัตย์" ยิ่งหืดขึ้นคอ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน