WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 15, 2010

"มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา?" หน้าที่ใหม่ ท้าทายกวีนิพนธ์

ที่มา ประชาไท

ในเวลานี้เราต้องการกวีนิพนธ์ที่่ก้าวข้ามการแบ่งฝ่ายเพื่อโน้มนำให้เกิดความเข้าใจคนอื่น ฝ่ายอื่น ความคิดอื่น ที่แตกต่างจากเรา และกวีนิพนธ์ต้องคิดค้นวิธีการ องค์ความรู้แบบกวีนิพนธ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สร้างสรรค์ตัวบท "ตัวบทที่ไปไกลกว่าการอธิบายความจริงเชิงประจักษ์ บอกลาการฟูมฟายอยู่แต่กับความสูญเสียหรือมุ่งแต่ก่นประณาม ตัวบทที่ไม่มัวเมากับการฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไว้กับผู้อื่น"



ประมวลภาพการอ่านบทกวีในงาน "มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา?"

เมื่อ วันที่ 13 ส.ค. 2553 ที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่ม Poet Live และเว็บไซต์ Thaipoetsociety.com จัดงานอ่านฟังบทกวีครั้งที่ 8 ในชื่อมนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา ซึ่งมีที่มาจากความต้องการเรียนรู้ ทำความเข้าใจและสะท้อนสังคมไทยหลังเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดินพฤษภาคมที่ผ่านมา จากสายตาของกวีและผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งกวีนิพนธ์

ในการอ่านคำประกาศงานอ่านฟังบทกวี กฤช เหลือสมัย กล่าวถึงประวัติศาสตร์การเข่นฆ่ากันเองของมนุษย์ มันน่าแปลกประหลาดที่นักโบราณคดีบอกเราว่าเมื่อย้อนไปก่อนหน้านั้น 100,000 ปี มนุษย์ที่มีอาวุธเพียงหอกไม้ เครืองมือกินกระเทาะหน้าเดียวอันเทอะทะและด้อยประสิทธิภาพ กลับรวมตัวกันล่าสัตว์ขนาดใหญ่เช่นม้า ความป่า ช้างป่า หรือกระทั่งเสือ ได้อย่างไม่ยากเย็น

"หรือว่าเมื่อปลอดจากภัยคุกคามที่เหนือกว่า เราต่างก็ละทิ้งมิตรไมตรี แล้วหันมาเป็นศัตรูกัน" กฤช กล่าว

โดยกฤช ยังได้พูดถึงสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งมนุษย์แต่ละฝ่ายต่างประหัดประหารกัน โดยที่ไม่มีแนวคิด ปรัชญา หรือศาสตร์สาขาใดยับยั้งได้ จากนั้นก็พูดถึงกรณีเหตุรุนแรงเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา

"ทุกครั้งที่ช่วงเวลาอันมือมนได้ผ่านพ้นไป จะปรากฏปัญหาใหม่ ๆ ยาก ๆ ท้าทายผู้ที่อยู่ร่วมกันให้ขบคิดใคร่ครวญอยู่เสมอ ตั้งแต่ว่าสิ่งที่เรียกว่าความเป็นกลางมีอยู่จริงหรือไม่ ปัญหาทางชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นจะคลี่คลายไปในทิศทางใด วัฒนธรรมการสยบยอมต่ออำนาจเบื้องบนโดยปราศจากความเชื่อมั่นในตนเองจะหมดไปหรือน้อยลงไปได้อย่างไร หรือกระทั่งคำถามสำคัญที่ว่าสันติวิธีมีน้ำยาแค่ไหนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ความรุนแรงและความเป็นศัตรูมาจากข้างนอกหรือข้างในตัวมนุษย์กันแน่"

ช่วงที่ผ่านมานักคิดนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ก็พยายามค้นหาคำอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

"คำถามสำคัญที่ควรถกถามในที่นี้ คือกวีทำอะไรบ้าง" กฤชกล่าว "เท่าที่ผ่านมาและจนกระทั่งปัจจุบัน เรากลับพบเห็นกวีไทยจำนวนไม่น้อยกลับเป็นผู้เรียกหาและสนับสนุนความรุนแรงเสียเองไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม"

ผู้กล่าวเปิดบอกอีกว่า ในเวลานี้เราต้องการกวีนิพนธ์ที่ก้าวข้ามการแบ่งฝ่ายเพื่อโน้มนำให้เกิดความเข้าใจคนอื่น ฝ่ายอื่น ความคิดอื่น ที่แตกต่างจากเรา และกวีนิพนธ์ต้องคิดค้นวิธีการ องค์ความรู้แบบกวีนิพนธ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สร้างสรรค์ตัวบท "ตัวบทที่ไปไกลกว่าการอธิบายความจริงเชิงประจักษ์ บอกลาการฟูมฟายอยู่แต่กับความสูญเสียหรือมุ่งแต่ก่นประณาม ตัวบทที่ไม่มัวเมากับการฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไว้กับผู้อื่น"

โดยในงานยังมีการอ่านบทกวีจากผู้เข้าร่วม 16 คน อาทิเช่น แก้วตา ธัมอิน, กฤช เหลือลมัย, ซะการีย์ยา อมตยา , หทัยสินธุ สินธุหทัย, โกสินทร์ ขาวงาม, ธิติ มีแต้ม, สมพงษ์ ทวี ฯลฯ

รายงาน:สถานการณ์ผู้ต้องหากรณีเสื้อแดงมุกดาหาร

ที่มา ประชาไท


มุกดาหาร มีผู้ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัดทั้งสิ้น 28 คน 24 คน ฝากขังอยู่ในเรือนจำมุกดาหาร 3 คน ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากเข้ารายงานตัว เยาวชนอายุ 15 ปี 1 คน อยู่ในสถานพินิจ จ.นครพนม

ญาติและผู้ต้องหาหวังจะได้ประกันตัวหลังยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน แต่ฝันค้าง ล่าสุด รอลุ้นปล่อยตัวชั่วคราวหาก ตร.ทำสำนวนฟ้องไม่ทัน หลังฝากขังครบ 84 วัน ก็ต้องผิดหวังอีกเนื่องจากอัยการสั่งฟ้องแล้ว เช่นเดียวกับแกนนำ นปช.

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุมกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553 ( ศปช.) สรุปข้อมูลผู้ถูกจับกุมในจังหวัดมุกดาหาร พบมีผู้ต้องหาถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามหมายจับคดีอาญาที่ 548/2553 ซึ่งโอนเป็นคดีพิเศษทั้งสิ้น 28 ราย เป็นชาย 26 ราย หญิง 1 ราย เยาวชนชายอายุ 15 ปี 1 ราย

ผู้ต้องหา 16 ราย ถูกจับกุมในวันเกิดเหตุ บริเวณรอบศาลากลาง ออกมาถึงบริเวณนอกรั้วโดยรอบ ซึ่งเป็นศาลจังหวัด ตลาดราตรี และห้างสรรพสินค้า จากนั้น มีการทยอยจับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย จนท.ตร.ใช้ภาพถ่ายในวันเกิดเหตุเป็นหลักฐานสำคัญในการตามจับผู้ต้องหา ซึ่งพบว่าบางรายถูกจับกุมเนื่องจากมีรูปถ่ายขณะนั่งอยู่บนกองยางรถยนต์ บางรายถูกจับเพราะมีรูปถ่ายขณะกำลังกลิ้งยาง บางรายมีรูปถ่ายขณะกำลังยืนดูเหตุการณ์ในบริเวณรั้วศาลากลางก็ถูกจับกุม รายล่าสุด ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาชื่อนายแจ่ม หนองพฤกษา มีอาชีพเก็บขยะขาย ในวันเกิดเหตุเข้าไปเก็บขยะบริเวณศาลากลาง เนื่องจากเห็นว่ามีการชุมนุม จึงปรากฏมีรูปถ่ายในบริเวณศาลากลาง และถูกตำรวจตามจับกุมตัวในที่สุด

นอกจากนี้ยังพบว่า การจับกุมในวันเกิดเหตุ ซึ่งมีการสนธิกำลังกันระหว่างตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ทหารจากค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.สกลนคร ตชด. และอาสาป้องกันภัย จนท.ได้ทำการสลายการชุมนุมโดยใช้กระบองทุบตีทำร้ายและเตะถีบ โดยไม่มีการประกาศเตือนผู้ชุมนุมก่อน ผู้ต้องหาเกือบทุกคนถูกการทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บขณะถูกจับกุม ก่อนถูกคุมขังอยู่ในรถขนผู้ต้องหาบริเวณกลางแจ้งหน้าศาลากลาง จำนวน 1 คันในวันที่ 19 พ.ค. และมีรถมาเพิ่มอีก 1 คัน เพื่อลดความแออัดในวันที่ 20 พ.ค. ทั้งนี้ สามารถเข้าห้องน้ำได้เฉพาะเวลาถ่ายหนัก หากถ่ายเบาต้องทำธุระบนรถที่คุมขัง และถูกย้ายมาเรือนจำในวันที่ 21 พ.ค.53 รวมเวลาที่ถูกขังอยู่ในรถคุมขังที่จอดอยู่กลางแจ้ง 2 คืนกับ 1 วัน โดยที่ไม่มีการนำตัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด

จากการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำจังหวัดมุกดาหารพบว่า มีผู้ต้องหาที่ถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำ 24 ราย เยาวชนชายถูกนำไปฝากขังที่สถานพินิจจังหวัดนครพนม ส่วนอีก 3 ราย จนท.ตร.ให้ข้อมูลว่า เข้ารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานก่อนที่จะออกหมายจับ จึงได้รับการปล่อยตัว

ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธทุกข้อหา ส่วนหนึ่งยอมรับเข้าร่วมการชุมนุมจริง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเผาศาลากลาง ส่วนใหญ่ยืนดูเหตุการณ์ขณะไฟไหม้ศาลากลางอยู่ทั้งในและนอกรั้วศาลากลาง บางคนโดยเฉพาะสามล้อรับจ้างมีส่วนในการลำเลียงยาง ไปกองที่ถนนข้าง และบริเวณรอบศาลากลางจริง แต่เป็นเพราะได้รับการว่าจ้าง ไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายถึงขั้นเผาศาลากลาง บางคนมีส่วนในการห้ามปรามไม่ให้ผู้ชุมนุมเผายางที่กองอยู่หน้าศาลากลาง บางคนปีนขึ้นไปนำพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดอยู่หน้าอาคารศาลากลางลงมาขณะไฟกำลังลุกไหม้ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพียงผู้ที่เดินทางมาดูเหตุการณ์ เนื่องจากได้ทราบข่าวว่าเกิดเพลิงไหม้ศาลากลาง รวมทั้งมีหนึ่งรายเป็นเพียงคนที่เข้าไปเก็บขยะเท่านั้น มีเพียงรายเดียวให้การรับสารภาพว่า ได้ขายยางให้ผู้ชุมนุมจริง โดยเข้าใจว่าผู้ชุมนุมจะนำไปขู่ทางราชการ ในขณะที่ผู้ที่ลงมือจุดไฟเผาอาคารศาลากลางจริง จนท.ตร.ยังไม่สามารถตามจับกุมตัวได้
จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ผู้ต้องหามีอาชีพเกษตรกร ขับรถสามล้อรับจ้าง รับจ้างทั่วไป พ่อค้าเร่ พนักงานบริษัท เก็บขยะขาย เปิดร้านขายของชำ และปะยางรถ นอกจากนี้ยังพบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมือง มีเพียง 6 ราย ที่อยู่ในอำเภอดอนตาล

ในเรื่องการขอประกันตัว หลังการจับกุม ผู้ต้องหาบางรายที่พอหาหลักทรัพย์ในวงเงิน 5 แสนบาทได้ ทนายความก็ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวหลายต่อหลายครั้ง เพื่อออกมาดูแลครอบครัว อีกทั้งบางรายมีโรคประจำตัว เช่น ไวรัสตับ โรคไต ลำไส้อักเสบ โรคประสาท ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ แต่ยังไม่เคยได้รับการอนุมัติจากศาล บางรายยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวกับศาลอุทธรณ์จังหวัดขอนแก่น แต่ก็ไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน ล่าสุด หลังการประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉินในเขตจังหวัดมุกดาหารเมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวอีกครั้งโดยหวังจะได้รับความเมตตาจากศาล แต่ปรากฏว่าศาลจังหวัดมุกดาหารก็ยังไม่อนุมัติให้ประกันตัวอีกเช่นเคย มีเพียงเยาวชนชายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานพินิจ จ.นครพนม เพียงคนเดียวที่ได้รับการประกันตัวออกมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม

และในวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในวันเกิดเหตุเผาศาลากลางวันที่ 19 พ.ค. ครบกำหนดฝากขัง 84 วัน ครอบครัวและ ญาติพี่น้อง ที่มีความหวังว่าผู้ต้องขังจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อ จนท.ตร.สรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว ทั้งนี้ ญาติผู้ต้องหามีความสงสัยว่ามีการเรียกพยานฝ่ายจำเลยไปให้ปากคำน้อยมาก ทำไมตำรวจถึงสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ อีกทั้งอัยการก็มีความเห็นให้สั่งฟ้องอีกด้วย

จารึกเกียรติยศ 65 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่3):100ปีเตียง ศิริขันธ์ วีรบุรุษยังไร้อนุสาวรีย์

ที่มา Thai E-News



ประวัติศาสตร์-ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ การปลูกสร้างประวัติศาสตร์เพื่อปลูกความทรงจำให้กับพลเมืองในเรื่องที่อยากให้จดจำ แม้กระทั่งการสร้างขึ้นมาใหม่บนความว่างเปล่า กระทั่งเพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้พลเมืองเชื่อตามที่รัฐต้องการ ขณะเดียวกันหลายเรื่องรัฐก็ลบทิ้งออกจากความทรงจำของพลเมือง กรณีครูเตียงและวีรกรรมกู้ชาติของขบวนการเสรีไทย และบทบาทในการสามัคคีสู้รบกับมิตรประเทศอินโดจีน เป็นตัวอย่างที่ดีในประการหลังนี้


เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
15 สิงหาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 65 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพ และอุทิศตัวอย่างยืนหยัดเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้

กับทั้งเป็นการเตือนสติบรรดาขบวนการล้าหลังคลั่งชาติที่กระหายเลือดกระหายสงคราม เป็นปฏิปักษ์ต่อสันติภาพอยู่ในเวลานี้



สหายศึก-เตียง ศิริขันธ์ กับทหารอังกฤษ พันตรีเดวิด สไมเลย์(ซ้าย)และสิบเอก"กันเนอร์"คอลลินส์ พนักงานวิทยุของผู้พันสไมเลย์


ไทยมีอิสรภาพและมีเอกราชสืบมาถึงวันนี้ น้ำใจเสียสละอาจหาญอุทิศตัวไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวตายของเตียงกับคณะพลพรรคเสรีไทยอีสาน มีส่วนสำคัญที่ชาวไทยในรุ่นเราพึงน้อมสำนึกในบุญคุณ


ภารกิจของกองบัญชาการเสรีไทยภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง"พลพรรคเสรีไทย"สามารถบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ก็ด้วยความร่วมมืออย่างเอาชีวิตเข้าแลกของบรรดาผู้แทนราษฎรที่มีความรักชาติและมีความศรัทธาในตัวนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย

โดยรับคำสั่งและนโยบายไปปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังและมีประสิทธิภาพ ผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมในขบวนการเสรีไทยส่วนใหญ่เป็นส.ส.จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภารกิจของขบวนการเสรีไทยมีความหลากหลาย มีความเป็นปึกแผ่นของพลพรรค มีการจัดสร้างสนามบินลับเพื่อรับส่งบุคคลากร ตลอดจนอาวุธยุมโธปกรณ์จากฝ่ายสัมพันธมิตร

เตียงขณะปฏิบัติภารกิจลับเสรีไทยกู้ชาติบนเทือกเขาภูพาน

นายเตียง ผู้แทนราษฎรังหวัดสกลนครเป็นเสรีไทยที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดผู้หนึ่ง จนกระทั่งได้รับสมญาว่า"ขุนพลภูพาน"

นายเตียงเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปพบนายปรีดีที่บ้านถนนสีลมในตอนค่ำของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 หลังจากญี่ปุ่นบุกเข้ายึดประเทศไทยในรุ่งสางวันนั้น และรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามได้มีมติยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไปโจมตีมลายูและพม่า อาณานิคมของอังกฤษ

การประชุมในวันนั้นทุกคนได้ตกลงร่วมมือกันจัดตั้ง"องค์การต่อต้านญี่ปุ่น"ขึ้น และมอบให้นายปรีดี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการ เป็นหัวหน้า

ผู้ที่มาพบนายปรีดีเพื่อร่วมกันก่อตั้งหน่วยใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นค่ำวันนั้นประกอบไปด้วย หลวงบรรณกรโกวิท(เปา จักกะพาก) หลวงเดชาติวงศ์วราวัตน์(ม.ล.กรี เดชาติวงศ์) นายสงวน ตุลารักษ์ นายจำกัด พลางกูร นายวิจิตร ลุลิตานนท์ นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร นายถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด เป็นต้น

ทั้งหมดมอบหมายคณะกู้ชาติให้อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายปรีดีโดยเด็ดขาด และกระทำสัตย์สาบานว่า จะอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งอุทิศตัว หรือแม้กระทั่งชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ


องค์การใต้ดินนี้ ซึ่งต่อมาคือเสรีไทย มีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติอยู่ 3 ด้านคือ
1.ต่อสู้ญี่ปุ่นผู้รุกรานโดยพลังของคนไทยผู้รักชาติและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร และ2.ปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าเจตนารมณ์อันแท้จริงของคนไทยนั้นไม่ได้เป็นศัตรูต่อสัมพันธมิตร และ3.การปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าประเทศไทยจะไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และการผ่อนหนักเป็นเบาเมื่อสงครามยุติ


นายปรีดีได้ขอให้ผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการรักษาความลับและปฎิบัติตามวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้ศัตรูทำลายขบวนการได้ และให้ถือว่าเขตปฏิบัติการของขบวนการภายในประเทศคือ ดินแดนของประเทศไทยที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น และรัฐบาลไทยที่อยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของญี่ปุ่น ทั้งนี้จนกว่าจะยึดพื้นที่นอกกรุงเทพฯได้ แล้วจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น การต่อสู้จึงจะกระทำการอย่างเปิดเผย

หลังจากพยายามจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในหลายที่ใกล้เคียงกับไทย รวมทั้งพม่าไม่บรรลุผล ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2486 นายปรีดีตัดสินใจส่งนายจำกัด พลางกูร นักเรียนนอกอังกฤษ บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นผู้แทนขององค์การเล็ดลอดออกจากประเทศไทยไปนครจุงกิงของจีน เพื่อประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร คือจีน อังกฤษ สหรัฐฯ เพื่อขอการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอินเดียขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น

หัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้มอบหมายให้เตียงเป็นผู้นำทางจำกัดไปยังจังหวัดนครพนมเพื่อลงเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงไปยังเมืองท่าแขกของลาว และเล็ดลอดเข้าประเทศจีน

เตียงกับจำกัดเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเป็นคนต้นคิดตั้งขบวนการองค์การต่อต้านญี่ปุ่นด้วยกัน ก่อนจะไปขอให้ปรีดีเป็นหัวหน้าขบวนการ

เตียงกับภรรยา นางนิวาศน์ ศิริขันธ์

เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขาที่สวมอยู่ให้จำกัดเอาไว้ขายยามที่ต้องการใช้เงิน นอกจากนั้นได้ขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ศิริขันธ์ ผู้ภรรยาให้จำกัดนำไปใช้ติดตัวในภารกิจกู้ชาติ ก่อนส่งจำกัดข้ามโขง

คุณฉลบชลัยย์ พลางกูร ( ภรรยาของจำกัด พลางกูร ) กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า...

"...ตอนนั้นคุณเตียงให้คุณนิวาศน์ ถอดเครื่องประดับทั้งหมด มีสายสร้อย ล็อกเกต แหวน รวมทั้งแหวนของตัวเองด้วย มอบให้จำกัดเผื่อว่าจะไปตกทุกข์ได้ยาก เพราะการเดินทางนั้นมืดมนเต็มที ญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด ดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณเตียงรู้ตัวก่อนนั้น คงจะรวบรวมเงินทองให้จำกัดอีกเป็นแน่ และของเหล่านี้ (จำกัดเขียนไว้ในสมุดบันทึก) ว่าได้ช่วยเขาอย่างมากจริงๆ..." (จาก คำเกริ่นนำโดย ฉลบชลัยย์ พลางกูร ในหนังสือ เตียง ศิริขันธ์ วีรชนนักประชาธิปไตย ขุนพลภูพาน โดย ศ.วิสุทธ์ บุษยกุล หน้า 17)


นั่นเป็นหนสุดท้ายที่สหายร่วมอุดมการณ์ได้พบกัน เพราะหลังจากไปปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในจีนอย่างยากลำบาก จำกัดได้เสียชีวิตลงในจีนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2486 นั่นเอง

แต่ด้วยผลงานของจำกัดที่ไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรจนสำเร็จ ในกลางปี2487 กองบัญชาการเสรีไทยในกรุงเทพฯสามารถติดต่อกองบัญชาการสูงสุดของพันธมิตรได้ ทางฝ่ายสัมพันธมิตรจึงเริ่มจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มาให้เสรีไทย โดยทิ้งร่มลงมาทางเครื่องบิน

เตียงกับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สหายร่วมรบเสรีไทย 1 ใน 4 รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารโหดทางการเมืองในเวลาต่อมา

นายเตียงได้รับมอบหมายจากปรีดีให้เป็นหัวหน้าเสรีไทยอีสาน ทำงานร่วมกับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.อุบลราชธานี จำลอง ดาวเรือง ส.ส.มหาสารคาม ถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด โดยเตียงใช้รหัสลับว่า"พลูโต"เป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการทั้งหมด

เตียงได้จัดตั้งค่ายพลพรรคเสรีไทยหน่วยแรกขึ้นที่บ้านโนนหอม อยู่ห่างจากจังหวัดสกลนครไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ต่อมาจัดตั้งหน่วยอื่นๆขึ้นที่บ้านเต่างอย และบ้านตาดภูวง เป็นต้น และร่วมกับจำลอง ดาวเรือง จัดตั้งค่ายที่บ้านนาคู กุจินารายณ์ กาฬสินธุ์ เชิงเทือกเขาภูพาน และสร้างสนามบินลับนาคูขึ้นเพื่อใช้สำหรับการขึ้นลงของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร

การจัดตั้งพลพรรคเสรีไทยอีสานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากส.ส.อีสานที่รักชาติ ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำครู รวมทั้งครูครอง จันดาวงศ์ (ซึ่งต่อมาถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ สั่งยิงเป้าข้อหาคอมมิวนิสต์) และสงวน ตุลารักษ์ ซึ่งเดินทางกลับจากจีนได้มาร่วมมือกับเตียงในการตั้งสถานีรับส่งวิทยุที่เทือกเขาภูพาน

นายทหารเสรีไทยสายอังกฤษ และสหรัฐฯที่เดินทางเล็ดลอดเข้ามาร่วมภารกิจกู้ชาติกับนายเตียง เช่น ร.อ.กฤษณ์ โตษยานนท์ ร.อ.ฉลอง ปึงตระกูล ร.อ.อำนวย พูนพิพัฒน์ เป็นต้น

ภารกิจเสรีไทยนั้นเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เพราะกองทหารญี่ปุ่นกระจายไปยึดครองทั่วประเทศ ไม่ใช่การใช้ประเทศไทยเป็นทางเดินทัพผ่านอย่างที่พูดกัน

นายสุจิต โรจนชีวะ อดีตครูโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล เขียนบันทึกไว้ว่า ในเดือนมกราคม 2488 นายเตียงเป็นหัวหน้าใหญ่มาอบรมให้พวกเราเป็นกองโจรกู้ชาติ ต้องทนต่อความลำบากหลายอย่าง ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2488 ขณะหัวหน้าใหญ่(เตียง)กำลังฝึกอบรมอยู่ก็มีรายนงานว่าทหารญี่ปุ่น 12 นายเดินทางมาใกล้ค่ายของเรา หัวหน้าใหญ่ได้รวมพลและสั่งให้พวกเรารักษาค่าย และออกสกัดจับทหารญี่ปุ่นทั้ง 12 นายให้ได้ โดยเราติดตามทหารญี่ปุ่นไปจนเวลาตีหนึ่งกว่าจึงทราบพิกัด และวางแผนจับในเช้าวันรุ่งขึ้น หากพบญี่ปุ่นคนใดขัดขืนก็คงต้องยิงกัน และจับไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว แต่ราว16.00น.ก็มีรายงานว่าญี่ปุ่นเล็ดรอดดงหลวงเข้าไปตัวเมืองสกลนครเสียแล้ว เราจึงถอนตัวกลับเข้าค่าย

ในวันที่ 28 กรกฎาคมเมื่อหัวหน้าใหญ่(เตียง)ได้กลับจากสนามบินลับนาคู พวกเราก็รายงานเรื่องนี้ให้ทราบ หัวหน้าใหญ่กล่าวว่า ที่พวกเรามิได้ทำอันตรายใดๆให้แก่ญี่ปุ่นเป็นการดีแล้ว เพราะถ้าญี่ปุ่นได้รับอันตรายกจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ระดับชาติ "รูธ"(ปรีดี)หัวหน้าใหญ่เสรีไทยได้สั่งการมาว่าอย่าเพิ่งทำอันตรายแก่ญี่ปุ่นเป็นอันขาด

รุ่งขึ้นพวกเราต้องอพยพย้ายค่ายไปยังถ้ำผาด่าง,ถ้ำผานาง เพราะญี่ปุ่นสงสัยว่ามีกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ที่ค่ายนี้ ส่วนรัฐบาลไทยอ้างว่าเป็นที่หลบภัยของรัฐบาลไทย เมื่อพวกเราอพยพไปแล้วก็ได้ดัดแปลงให้เป็นที่หลบภัยของฝ่ายรัฐบาลไทยตามที่อ้างไว้กับญี่ปุ่น การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะต้องขนยุทโธปกรณ์ไปด้วย การอยู่ในถ้ำก็ลำบากมาก เพราะอยู่ในชะเง้อหินใต้เขายาวไปตามไหล่เขา อีกข้างเป็นเหวลึก เมื่อโผล่ออกจากถ้ำจะเห็นพื้นดินชันลง45องศา กลางวันแทบไม่เห็นพระอาทิตย์

ต่อมาทหารญี่ปุ่น200นายขอเข้าค้นค่ายกองโจรของเรา เราก็เตรียมปะทะเต็มที่ แต่พอถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2488 ได้รับทราบจากวิทยุสนามของอังกฤษว่าญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแล้วหลังจากถูกสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดปรมาณู วันที่15สิงหาคมข้าพเจ้าพร้อมกับหัวหน้าใหญ่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่ญี่ปุ่นยอมยุสงครามในโรงเรีบนประจำอำเภอพรรณานิคม

ในปลายเดือนกันยายน2488เมื่อสงครามสงบลง มีการสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยทั่วประเทศ จังหวัดสกลนครได้ร่วมขบวนสวนสนามจำนวน 4 กองร้อย เดินสวนสนามจากสนามหลวงมาตามถนนราชดำเนินใน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงพระบรมรูปทรงม้า เป็นการสิ้นสุดสวนสนาม นับเป็นอันสิ้นสุดภารกิจเสรีไทย

การเดินสวนสนามของเสรีไทย ณ ถนนราชดำเนิน เมื่อ 25 กันยายน 2488

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็กลับไปรับราชการครู โดยมิได้รับอะไรเป็นเครื่องตอบแทนในการทำงานเสรีไทยแต่ประการใด มีแต่ความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องพร้อมสละกระทั่งชีวิต โดยมิได้หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น นอกจากเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ

ส่วนผู้ปฏิบัติงานเสรีไทยที่สนามบินลับนาคูเล่าว่า ในภารกิจกู้ชาติร่วมกับเตียงและส.ส.ถิล ส.ส.จำลองนั้นเกิดการปะทะกับทหารญี่ปุ่น2ครั้ง ครั้งแรกพลพรรคเสรีไทยที่เป็นครูประชาบาลเสียสละชีพ 1 นาย ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตหมด หนที่สองปะทะกันที่บ้านหนองห้างห่างจากสนามบินลับ 17 กิโลเมตร ทหารญี่ปุ่นถูกสังหาร 18 นาย พลพรรคเสรีไทยปลอดภัย

ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองเอกราชอธิปไตยของชาติไทย รับรองคุณูปการของเสรีไทยและรับรองฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย

หลังญี่ปุ่นประกาศยอมยุติสงคราม นายปรีดีได้ประกาศสันติภาพในวันที่ 18 สิงหาคม 2488 วีรกรรมของเสรีไทยทำให้ประเทศไทยพ้นจากสภาพประเทศแพ้สงคราม ไม่ต้องถูกมหาอำนาจผู้ชนะต้องยึดครอง หรือแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็นเสี่ยงๆเหมือนที่กระทำกับประเทศผู้แพ้สงครามโดยทั่วไป

ไทยมีอิสรภาพและมีเอกราชสืบมาถึงวันนี้ น้ำใจเสียสละอาจหาญอุทิศตัวไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวตายของเตียงกับคณะพลพรรคเสรีไทยอีสาน มีส่วนสำคัญที่ชาวไทยในรุ่นเราพึงน้อมสำนึกในบุญคุณ

ปฏิทิน 100 ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

-5 ธันวาคม 2452เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร หากมีชีวิตถึงวันนี้จะอายุครบ 100 ปี
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2490 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด

เตียงได้เขียนบันทึกถึงกรณีนี้ไว้ว่า...

"...การตายของพวกนาย ทำให้เราเศร้าใจและว้าเหว่มาก แต่เมื่อนึกถึงการตายในสภาพเดียวกันของนักการเมืองและบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกหลายคนก็พอจะทำให้เราคลายความขมขื่นลงไปบ้าง ส่วนด้านประชาชนแล้วรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องทำลายขวัญกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประชาชนชาวอีสานการตายของพวกนายมิใช่เป็นการหลู่เกียรติกันอย่างเดียว แต่เป็นการท้าทายประชาชนชาวอีสานทั้งมวล...ถึงแม้พวกนายจากไปแล้วก็ตาม เรายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์สละชีพอยู่อย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราขณะนี้ ทั้งในด้านส่วนตัวและการเมือง ตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด มันเป็นอุปสรรคอันสำคัญยิ่งที่เราไม่สามารถปฏิบัติงานใดๆ ได้ดังปรารถนา ถ้าหากว่าเรามีอิทธิพลทางการเมืองขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะดำเนินงานตามอุดมคติของเราทันที" (จากข้อความปกหลังหนังสือ เตียง ศิริขันธ์ ลับสุดยอดเมื่อข้าพเจ้าเป็นเสรีไทย โดย สวัสดิ์ ตราชู)


-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี เมื่อ14 ธ.ค.2495 เสียชีวิตในวัยเพียง 43 ปี
-5 ธันวาคม 2552 ครบ100ปีชาตกาลครูเตียงยังไม่สามารถเปิดอนุสาวรีย์ได้เนื่องจากมีข้ออุปสรรคหลายประการ


วีรบุรุษ"พลูโต"100ปีที่ยังไร้อนุสาวรีย์

*บริเวณวนอุทยานที่จะสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน เตียง ศิริขันธ์(พลูโต)แต่ปีนี้ครบรอบ100ปีชาตกาล ก็ยังไม่ได้ลงมือสร้าง


"สำนึกในบุญคุณของนายเตียงที่มีต่อชาวจังหวัดสกลนคร ชาวภาคอีสาน และต่อประเทศไทยนั้นมากล้น เพราะท่านเคยเสียสละอุทิศตัวให้กับงานกอบกู้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นยึดครอง จนสามารถทำให้ไทยมีอิสรภาพต่อมาได้ทุกวันนี้ แต่มาถึงทุกวันนี้คนรุ่นหลังๆก็คงจำนายเตียงไม่ได้แล้ว เลยอยากสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้รำลึกนึกถึง"คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธ์ นายกสมาคมข้าราชการบำนาญ จังหวัดสกลนครกล่าว

อย่างไรก็ดีหลังจากเริ่มตั้ง"กองทุนก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลเตียง ศิริขันธ์(พลูโต)"ผ่านไป 3 ปีมาถึงปีนี้ ซึ่งครบรอบ 100 ปีชาตกาลของขุนพลภูพาน ผู้มีฉายาชื่อรหัสกู้ชาติ"พลูโต"ยังไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง

ประการแรก การประสานงานกับหัวหน้าส่วนราชการสะดุดหยุดลงเรื่อย ตามการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายกันถี่ 6เดือนไม่ถึงปีย้ายแล้ว ทำให้การประสานงานสะดุดลง

ประการต่อมา กรมศิลปากรไม่อนุมัติแบบที่คณะกรรมการกองทุนฯเสนอไป โดยล่าสุดตีกลับมาเป็นรูปนั่งบนขอนไม้แทนแบบยืนที่ออกแบบไว้เดิม

ประการสุดท้าย คนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเป็นข้าราชการบำนาญที่เคยมีสำนึกร่วมกันในบุญคุณของครูเตียงต่อประเทศเป็นหลัก ส่วนคนชั้นหลังอาจลืมเลือนวีรกรรมของวีรบุรุษผู้นี้ หรือถูกทำให้ลืม เพราะคณะกรรมการกองทุนฯได้ติดต่อประสานงานขอรับการสนับสนุนทุนไปทั้งส.ส. ส.ว. สมาคมชาวสกลนครในกรุงเทพฯ โรงเรียนเก่าที่อุดรธานีที่ครูเตียงเคยสอน ตอนนี้ได้เงินทุนมาประเดิมเพียง6แสนบาท จากที่ต้องใช้ทุนทั้งสิ้น 3 ล้านบาท

"ในเมื่อ100ปีชาตกาลของท่านทำไม่ทัน ก็ต้องพยายามกันต่อไป ไหนๆก็รอมานานแล้ว ก็รอแบบกรมศิลป์อนุมัติมาคงได้ฤกษ์สร้างเสียที"คุณวิเชียรกล่าว

ประชาชนคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย สำนึกในวีรกรรมของครูเตียง อยากร่วมสร้างอนุสารีย์ของ"พลูโต"เชิญบริจาคได้ที่

กองทุนก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลเตียง ศิริขันธ์(พลูโต)
ธนาคารกรุงไทย สาขาเจริญเมือง สกลนคร
เลขที่บัญชี 442-0-01485-7

สอบถามเพิ่มเติมที่คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธุ์ 042-711915


**********
16 สิงหาคม-วันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

***
กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ และ 65 ปีสันติภาพไทย ในเดือนสิงหาคม 2553

วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.

ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.

๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14

๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"

วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖

วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

Saturday, August 14, 2010

Asia Update TV DNN

ที่มา Asia Update TV

คอลัมน์อัพเดท 13-08-53




รายงานพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง สก.-สข. เมืองหลวง



ข่าววันละคำ 13-08-53



ญาติเหยื่อพฤษภาร้อง เพื่อไทยหาคนผิด



เพื่อไทยชี้ ระเบิดเชียงใหม่รัฐบาลอยู่เบื้องหลัง



“เสธ.หนั่น”โบ้ย “ปู่ชัย”ต้นเหตุสภาฯล่ม



ปชป.มั่นใจเสียงรัฐบาลมีเอกภาพผ่านงบ 54



“ฮุนเซน”สั่งถอนทหารรับ “บันคีมูน”



สัมภาษณ์ : ต่อพงษ์ ไชยสาส์น





กทช.แจ้งเปิดบริการนัมเบอร์พอร์ต 1 ก.ย.



สรุปข่าวในรอบวัน 13-08-53

ชาตินิยมสยามและชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทพระวิหาร และมรดกโลก

ที่มา มติชน



โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ณ ตอนนี้ กำลังงงๆๆ งวยๆๆ (แกมขำขัน)


กับ "มรดกโลก และ ปราสาทพระวิหาร"


(ซึ่งกลายเป็นความเมืองระหว่างประเทศหลังจากประชุมที่บราซิเลียของ นรม.และกับ รมต. ของรัฐบาลไทย versus รอง นรม. และ ครม.กัมพูชา Who speaks the truth to each and their own peoples, or none at all? หรือไม่มีใครพูด "ความจริง" ทั้งหมดกับประชาชนเลย)


"ต้นตอ" ของปัญหานี้


ขอสรุปเป็นเบื้องต้นว่า


สมัยเมื่อเรายังเป็น "สยาม" กับสมัยที่เปลี่ยนเป็น "ไทย" แล้ว


ความคิดความอ่านหรือ "ลัทธิชาตินิยม" และ "ความรักชาติ"


ของทั้ง 2 ยุคสมัย-ต่างกันมาก


ซึ่งก็จะเลยเถิดไปถึงการ "รับ" หรือ "ไม่รับ" แผนที่ "เจ้าปัญหา" แผ่นนั้น


แผนที่แผ่นนี้


มักเรียกกันด้วยชื่อผิดๆ และประหลาดๆ


โดยนักวิชาการ-นักการทหาร-และสื่อมวลชนฯ ว่า


"แผนที่ 1 ต่อ 200,000" (หนึ่งต่อสองแสน!!!???)


ซึ่งสร้างความงุนงง-มึนให้กับประชาชนทั่วๆ ไป


ความจริงชื่อที่แท้จริงของมันก็มี คือ แผนที่ Dangrek


ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่าแผนที่ "ดงรัก" หรือ "ดงเร็ก" นั่นเอง


(คลิกดูได้ที่http://wms.cfcambodge.org/mambo/images/stories/CartePreahvihear.jpg)


"แผนที่ดงรัก" ดังกล่าวนี้ รัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของ ร.5


ซึ่งมีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ (ต้นสกุลดิศกุล) เป็นมหาดไทย


กับมีสมเด็จกรมฯเทววงศ์ (ต้นสกุลเทวกุล) เป็นการต่างประเทศ


ได้ "รับรอง" แผนที่แผ่นนั้น และนำมาใช้ในประเทศของเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


(เพราะต้องการรักษา "อธิปไตย" ของสยาม (ส่วนใหญ่) เอาไว้)


ไม่รับก็ไม่ได้ เพราะสมัยนั้น


คือ gunboat diplomacy/politics


และนี่ก็เป็นหลักฐานหรือเหตุผลเพียงพอที่ทำให้ "ศาลโลก" ที่กรุงเฮก


ในปี พ.ศ.2505 ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ว่า


"ปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่ในอาณาเขต ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา"


แล้วลูกระเบิดทางการเมืองสำหรับสังคมไทย ก็ถูกวางไว้ตั้งแต่สมัยของจอมพลสฤษดิ์ ครั้งกระนั้น


ย้อนกลับไปให้ไกลในประวัติศาสตร์-ปวศ. อีก คือ


ครั้งเมื่อ "รัฐบาลปีกขวา" ของ "คณะราษฎร"


นำโดย "พิบูลสงคราม-วิจิตรวาทการ"


เปลี่ยน "สยาม" เป็น "ไทย"


เปลี่ยน Siam เป็น Thailand นั่นแหละ


ก็ได้เริ่มกระบวนการที่จะไม่รับ "แผนที่ดงรัก" แผ่นนั้น


(รวมทั้งไม่รับสนธิสัญญาสมัยสยามกับฝรั่งเศส (ร.ศ.112) อีกด้วย


นี่ก็นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 หรือสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา


สรุป จะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว


รัฐบาลของรัชกาลที่ 5 ในยุคของ "ลัทธิชาตินิยมสยาม"


ได้ยอมรับทั้งสนธิสัญญาและแผนที่กับฝรั่งเศส


แต่ต่อมาเมื่อ 70 ปีที่แล้ว


รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ที่ส่งทอดมายังจอมพลสฤษดิ์)


ในยุคของ "ลัทธิชาตินิยมไทย" ไม่ยอมรับ


พอมายุคสมัยนี้ ที่เราๆ ท่านๆ อาจถูกชี้หน้าถามว่า


"เป็นคนไทยหรือเปล่า" สังคมของเราจึงยังย่ำอยู่กับ "ลัทธิชาตินิยมไทย"


(ไม่ใช่ "ลัทธิชาตินิยมสยาม")


ดังนั้น ทั้งรัฐบาลปัจจุบันและพันธมิตรร่วมอุดมการณ์


(รวมทั้งนักวิชาการที่ขังตนเองอยู่ใน "เขตแดนรัฐชาติ" อย่าง ดร.อดุล-อ.ศรีศักร) ก็รับช่วงต่อๆ กันมาจาก

"ลัทธิผู้นำของพิบูลสงคราม-วิจิตรวาทการ-สฤษดิ์-เสนีย์"


(จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม)


ตกทอดกันมา


ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของ "ลัทธิชาตินิยมไทย"


ซึ่งถือได้ว่าเป็น "เวอร์ชั่นแปลง" ของ Thailand


มิใช่ "ลัทธิชาตินิยมสยาม" ซึ่งเป็น "เวอร์ชั่นดั้งเดิม" ของ Siam


บุคคลระดับ "ผู้นำ" เหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น


จอมพล-นายกฯ-รมต.


นักการเมือง


นักการทหาร


นักวิชาการ (ที่จำกัดอยู่ในเขตแดนของรัฐ)


นักเคลื่อนไหวมวลชน


หรือสื่อมวลชนกระแสหลัก


ไม่ว่าเป็นภาครัฐ หรือภาค (ที่อ้างว่าเป็น) ประชาชน


ไม่ยอม "รับรู้" หรือ "ประสงค์" ที่จะรับรู้ว่า


"เสด็จพ่อ ร.5 กับสมเด็จกรมเทววงศ์ (กต.) และสมเด็จกรมดำรงฯ" (มท.)


ได้ทรงทำอะไรไว้


ได้ทรงกำหนดเขตแดน-ขอบเขต-และเส้นทางเดินของรัฐ "สยาม" กับประเทศข้างเคียงไว้อย่างไร


ที่ในช่วง "หน้าสิ่วหน้าขวาน" เมื่อประมาณระหว่าง พ.ศ.2436-2450 (1893-1907)


อันเป็นจุดสูงสุดของลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น Height of colonialism หรือ 100 ปีมาแล้วนั้น


ในห้วงเวลาที่ไม่มี "มหามิตร" ที่สยามคิด (ฝัน) ว่าจะพึ่งพาได้เข้ามาช่วย


ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษของพระนางวิกตอเรีย ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียของพระเจ้าซาร์


ไม่มีองค์กรระหว่างประเทศอย่าง "สันนิบาตชาติ" หรือ "สหประชาชาติ"


หรือ Unesco ฯลฯ ที่จะเข้ามาแทรกแซง ดังนั้น จึงต้อง "จำยอม" และ "เลยตามเลย"


แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ถึง พ.ศ.2482 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังที่กล่าวข้างต้น


รัฐบาลใหม่ (ปีกขวาของคณะราษฎร)


และ/หรือ "ผู้นำใหม่" อย่าง "พิบูลสงคราม-หลวงวิจิตรวาทการ"


ก็เปลี่ยน "สยาม" เป็น "ไทย" เปลี่ยน Siam เป็น Thailand


แล้วก็เปลี่ยนจินตนาการใหม่ และก็เริ่มสร้างปัญหาใหม่ๆ ส่งทอดต่อๆ มา


ผ่านนักการทหารบ้าง (อย่างสฤษดิ์) ผ่านนักการเมืองบ้าง (อย่าง ม.ร.ว.เสนีย์)


ให้มาเป็นปัญหาอยู่กับเราๆ ท่านๆ จนถึงทุกวันนี้


และเราประชาชนไม่ว่าจะชนชั้นบน-กลาง-ล่าง


ก็ต้องรับมรดกอันเลวร้ายทาง ปวศ. (บาดแผล-บกพร่อง)


ที่ถูกนำมา "ปลุกผี" และ "ปัดฝุ่น" ทำให้กลายเป็นปัญหาของ "มรดกโลก"


นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551 จากควิเบก ไปเซวีญา ไปบราซิเลีย และก็จะไปบาห์เรน ในปีหน้า 2554


นี่เป็น "โศกนาฏกรรมระดับชาติ"


ในยุคสมัยที่เราน่าจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า


เพื่อคนรุ่นใหม่


ไปให้พ้น "อดีตเก่าๆ"


ที่ "ล้าหลังและคลุ้มคลั่ง"


ไปให้พ้น "ปวศ.บกพร่อง"-"ปวศ.บาดแผล"


เดินไปข้างหน้า


ตั้งฝันไปให้ไกล ไปให้ถึง


"โลกาภิวัตน์-โลกไร้พรมแดน-และประชาคมอาเซียน"


เราไม่เพียงจะต้อง "ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี" กันกับผู้คนในชาติบ้านเมืองของเราเท่านั้น


แต่ยังต้อง "ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี" กับเพื่อนร่วมภูมิภาค และมนุษยชาติร่วมโลกอีกด้วย


ป.ล.


รัฐธรรมนูญใหม่ของบ้านนี้เมืองนี้


ถ้าไม่เป็น "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม-สยาม"


ก็ "ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี" กันไม่ได้

"ความตายที่รอคำตอบของฟาบิโอ"

ที่มา มติชน



ภาพถ่ายหน้าศพฟาบิโอ โพเลนกี ในงานฌาปนกิจที่วัดคลองเตยใน, 24 พ.ค. 2553

อิซาเบลลา โพเลนกี

โดย เกษียร เตชะพีระ

รายงานพิเศษของ The Committee to Protect Journalists (CPJ-คณะกรรมการปกป้องนักข่าว-อันเป็นองค์การอิสระที่ไม่แสวงกำไรเพื่อส่งเสริมเสรีภาพหนังสือพิมพ์ทั่วโลกด้วยการปกป้องสิทธิของนักข่าวที่จะรายงานข่าวโดยไม่ต้องกลัวถูกเล่นงานตอบโต้) เรื่อง "In Thailand unrest, journalists under fire" (ในเหตุไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวถูกยิงใส่-http://cpj.org/reports/ 2010/07/in-thailand-unrest-journalists-under-fire.php) เขียนโดย Shawn W. Crispin ผู้แทนอาวุโสของ CPJ ประจำเอเชียอาคเนย์และเผยแพร่เมื่อ 29 กรกฎาคม ศกนี้


ได้ระบุถึงกรณีสังหารฟาบิโอ โพเลนกี ว่า: -


ในกรณีการยิงโพเลนกี, การสอบสวนที่อึมครึม


การตายของฟาบิโอ โพเลนกี ช่างภาพชาวอิตาเลียน เป็นศูนย์รวมเรื่องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉบับต่างๆ ที่มาประชันขันแข่งกัน โพเลนกีวัย 48 ปีถูกฆ่าด้วยกระสุนปืนเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ศกนี้ระหว่างรายงานข่าวปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ผู้ชุมนุมออกจากบริเวณถนนราชดำริอันเป็นเขตพื้นที่การชุมนุมประท้วงที่ซับซ้อนพิสดารซึ่ง นปช.ได้สร้างขึ้นในย่านการค้าสุดยอดของกรุงเทพฯ


แบรดลี คอกซ์ นักทำหนังสารคดีผู้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เล่าว่า เช้าวันนั้นก่อนเกิดเหตุทหารได้ยิงปืนประปรายจากด้านหลังเครื่องกีดขวางเข้าใส่พื้นที่ห่างออกไป 200 เมตรซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของ นปช. คอกซ์บอกว่าทั้งเขากับโพเลนกีได้บันทึกภาพผู้ประท้วงคนหนึ่งถูกยิงที่ขาเวลาประมาณ 10.45 น.


เวลา 10.58 น. เมื่อรู้สึกว่าการยิงสงบลงพักหนึ่ง คอกซ์เล่าว่า เขาก็ออกจากบังเกอร์ที่ นปช.คุมอยู่ไปยังถนนที่เกือบโล่งร้างเพื่อสืบดูว่าความปั่นป่วนวุ่นวายในหมู่ผู้ประท้วงห่างไปราว 30-40 เมตรนั้นมันเรื่องอะไรกัน คอกซ์บอกว่าเขาเชื่อว่าโพเลนกีตามหลังเขาไปห่างกันไม่กี่ก้าว ขณะวิ่งไปตามถนน คอกซ์รู้สึกปวดแปลบด้านข้างของขา ปรากฏว่ากระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวหัวเข่าเขาบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อเขาหันกลับไปมองในทิศทางของกองทหาร เขาก็เห็นโพเลนกีแผ่หราอยู่กับพื้นข้างหลังเขา 2-3 เมตร ตอนนั้นโพเลนกีสวมหมวกกันน็อคสีฟ้าเขียนคำว่า "สื่อสิ่งพิมพ์" ทั้งหน้าหลังและติดปลอกแขนสีเขียวเพื่อบอกว่าเขาเป็นนักข่าวที่ปฏิบัติงานอยู่


"ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราถูกยิงพร้อมกันเป๊ะเลย บางทีอาจจะโดยกระสุนนัดเดียวกันด้วยซ้ำไป" คอกซ์กล่าว และเสริมว่า เขาไม่ได้ยินเสียงปืนหนึ่งหรือหลายนัดที่ยิงถูกเขาหรือโพเลนกี "ผมไม่รู้ว่าใครยิงผมหรือฟาบิโอ แต่ถ้าทหารกำลังพยายามยิงพวกเสื้อแดงละก็ มันไม่มีใครอยู่รอบตัวพวกเราเลยนี่ครับ ... ทหารกำลังยิงใส่สิ่งของหรือผู้คนแบบไม่เลือก"

ภาพวิดีโอที่คอกซ์ถ่ายเหตุการณ์บรรดานักข่าวและผู้ประท้วงช่วยกันหามร่างโพเลนกีออกจากถนนขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปยังโรงพยาบาลแถวนั้นดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่ากระสุนเจาะเข้าตัวโพเลนกีทางใต้รักแร้ซ้ายและทะลุออกสีข้าง รายงานข่าวต่างๆ ระบุว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อไปถึงโรงพยาบาลในท้องที่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานว่าพบหัวกระสุนใดๆ


ครอบครัวของโพเลนกีได้แสดงความห่วงกังวลที่รัฐบาลสนองตอบต่อการตายของเขาอย่างอึมครึม อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของเขาบอก CPJ ว่า ครอบครัวเธอได้ร้องขอรายงานชันสูตรพลิกศพทางการครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ยังไม่ได้รับ เธอกล่าวว่าตำรวจกับกระทรวงยุติธรรมบอกเล่าขัดกันว่าตำแหน่งบาดแผลของพี่ชายเธออยู่ตรงไหนแน่ ซึ่งเธอเองก็ไม่ทันได้เห็นร่างเขาก่อนฌาปณกิจ เธอยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าทรัพย์สินส่วนตัวของโพเลนกีหลายรายการรวมทั้งกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์หายไป ความขัดแย้งและคลุมเครือทำนองนี้ทำให้เธอยิ่งหวั่นวิตกว่าโพเลนกีอาจถูกหมายหัวในฐานที่เป็นนักข่าวก็เป็นได้


เธอกับเพื่อนร่วมงานของโพเลนกีกลุ่มหนึ่งจึงร่วมกันปะติดปะต่อวิดีโอคลิปต่างๆ ที่บ้างก็ได้จากนักข่าวผู้อยู่บริเวณข้างเคียงกับโพเลนกีและบ้างก็ดาวน์โหลดจากแหล่งไม่ทราบชื่อบนอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาขึ้นเป็นลำดับเหตุการณ์การเคลื่อนไหวก่อนและหลังการยิง เท่าที่ทราบไม่มีฟิล์มภาพตัวเหตุการณ์การยิงนั้นเอง วิดีโอคลิปอันหนึ่งแสดงภาพชายสวมหมวกกันน็อคสีเงินที่ไม่รู้ว่าเป็นใครเข้าถึงตัวโพเลนกีหลังถูกยิงเป็นคนแรก ฟิล์มภาพสั้นๆ นั้นแสดงภาพเขาคลำไปรอบอกโพเลนกีและกระแทกเข้ากับกล้องถ่ายรูปของโพเลนกีอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง ขณะที่ชายสวมหมวกกันน็อคสีเหลืองที่ไม่รู้ว่าเป็นใครอีกคนคุกเข่าลงและถ่ายรูปโพเลนกีไว้


ฟิล์มภาพของคอกซ์ดูจะแสดงภาพชายคู่เดียวกันอยู่ในหมู่คนที่เคลื่อนย้ายร่างของโพเลนกีออกจากถนนไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ที่พาเขาไปโรงพยาบาล ภาพของชายสวมหมวกกันน็อคสีเงินถูกตีพิมพ์ทั้งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมติชน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าเขากับชายสวมหมวกกันน็อคอีกคนหนึ่งนั้นเป็นใครกันแน่ อิซาเบลลา โพเลนกี กล่าว


นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ไม่ตอบคำถามจาก CPJ เกี่ยวกับการยิงโพเลนกี รวมทั้งคำกล่าวอ้างที่ว่าตอนนั้นทหารยิงไม่เลือกหน้า หรือรายละเอียดของกรณีการยิงรายอื่นๆ นายเสก วรรณเมธี อัครราชทูตของสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ตอบข้อห่วงใยของ CPJ กว้างๆ ในจดหมายลงวันที่ 14 มิถุนายนว่า "รัฐบาลเสียใจที่เกิดการสูญเสียชีวิตและยึดมั่นที่จะสืบสวนกรณีการตายทั้งหลายอย่างเต็มที่และเที่ยงธรรม....."


ล่าสุด Shawn Crispin ยังได้รายงานความคืบหน้ากรณีนี้ไว้ในเว็บล็อกของ CPJ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ศกนี้ ภายใต้หัวข้อ "In Polenghi case, autopsy shared but more needed" (ในคดีโพเลนกี เผยผลชันสูตรพลิกศพแล้ว แต่ต้องทำมากกว่านี้)http://cpj.org/blog/2010/08/in-polenghi-case-autopsy-shared-but-more-needed.php ว่า: -


.....อย่างไรก็ตาม กว่าสองเดือนต่อมา (หลังการตายของฟาบิโอ) มันก็ไม่ปรากฏชัดว่าทางการไทยกำลังพยายามทำดีที่สุดเพื่อไขคดีนี้ให้กระจ่างและนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม


อิซาเบลลา โพเลนกี น้องสาวของเขา ได้แสดงความห่วงใยดังกล่าวนั้น ณ ที่แถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ (ที่ 30 กรกฎาคม ศกนี้) ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยในกรุงเทพฯ ทาง CPJ เราได้ร่วมขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "ในเหตุไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวถูกยิงใส่" ซึ่งสืบสวนกรณีการตายและบาดเจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้กับนักข่าวในประเทศไทย รวมทั้งการยิงโพเลนกีจนเสียชีวิตด้วย


ในบรรดาข้อเสนอแนะต่างๆ ของเรา CPJ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยร่วมมือกับผู้สืบสวนอิสระและเปิดเผยผลการชันสูตรพลิกศพทางการรวมทั้งหลักฐานเชิงนิติเวชอื่นๆ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ตอบสนองผลการสืบสวนของเราอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แม้ว่าดูเหมือนทางราชการจะรับฟังข้อเสนอแนะของ CPJ ประการหนึ่ง


ในวันพฤหัสบดี (ที่ 29 กรกฎาคม ศกนี้) อันเป็นวันเผยแพร่รายงานของ CPJ ข้างต้น ตำรวจกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้พบกับอิซาเบลลา โพเลนกี เป็นการส่วนตัวและนำผลการชันสูตรพลิกศพคดีพี่ชายของเธออย่างเป็นทางการให้เธอดูเป็นครั้งแรก ตำแหน่งบาดแผลที่แน่ชัดของโพเลนกีจะเป็นร่องรอยให้สืบเสาะได้ว่าเขาถูกยิงโดยทหารจากระดับพื้นถนนหรือโดยผู้ประท้วงที่อยู่บนตึกข้างเคียง


ในที่แถลงข่าว อิซาเบลลา โพเลนกี ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการชันสูตรพลิกศพและเน้นว่าเป้าหมายของการพบปะกับทางเจ้าหน้าที่ซึ่งสถานทูตอิตาลีช่วยจัดให้นั้นก็เพื่อ "ร่วมด้วยช่วยกัน" และหาทางประกันให้มั่นใจว่าการสืบสวนของของทางการ "กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษถือการค้นหากล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์ของโพเลนกีที่หายไปคืนมาเป็นเรื่องสำคัญก่อนอื่นทั้งด้วยเหตุผลทางนิติเวชศาสตร์และทางอารมณ์ความรู้สึก


อิซาเบลลา โพเลนกี กล่าวว่า เธอเข้าใจว่าการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ "อาจนานหลายปี" แต่ก็บอกว่าถ้าหากไม่มี "ความรุดหน้า" ใดๆ ในสองเดือนข้างหน้าแล้วเธอก็คงจะกลับมาเมืองไทยอีกเพื่อกดดันในเรื่องที่เธอห่วงใย


พรรคพวกเพื่อนฝูงของฟาบิโอซึ่งหลายคนเป็นนักข่าวชาวต่างชาติผู้มาหลงรักเมืองไทย อาศัยอยู่เป็นเหย้าและตั้งใจจะเอาเป็นเรือนตายเหมือนกัน ได้เล่าให้ฟังว่าพวกเขาพิศวงงงงันมากว่าเพราะเหตุใดก็ไม่รู้หน่วยราชการต่างๆ ไม่ว่าอำอวด, อีเอสไอ, หรืออ๋ออออ๋อ ต่างพากันยัวะเป็นฟืนเป็นไฟที่พวกเขาพยายามร่วมด้วยช่วยกันหาความกระจ่างเกี่ยวกับสภาพการณ์การตายของฟาบิโอ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าใครเป็นคนเอาการ์ดบันทึกข้อมูล (memory card) และกล้องถ่ายรูปของฟาบิโอไป รวมทั้งช่วยกันจัดแถลงข่าวให้อิซาเบลลา น้องสาวของฟาบิโอ


แล้วจู่ๆ เพื่อนชาวอเมริกันที่นำภาพวิดีโอที่เขาถ่ายไว้ตอนฟาบิโอตายมาเปิดเผยก็ถูกดำเนินการขับไล่ออกจากประเทศและข้างภรรยาที่เป็นคนไทยของเพื่อนคนนั้นก็ถูกคุมตัวด้วยอำนาจพิเศษ, โทรศัพท์บางเบอร์ที่เพื่อนๆ ของฟาบิโอใช้ติดต่อประสานงานกันก็ชักมีอาการรบกวนแปลกๆ, เวลาพวกเขาไปไหนมาไหนก็มีคนหน้าตาบ้องแบ๊วคอยติดตามยังกับนิยายสืบสวนสอบสวน.....


นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, รัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์, อธิบดีธาริต เพ็งดิษฐ์, โฆษกปณิธาน วัฒนายากร, ผู้การสรรเสริญ แก้วกำเนิด-ไม่แปลกหรือครับที่หน่วยงานราชการซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบสืบสวนสอบสวนหาความจริงทุกกรณีการตายที่เกิดขึ้นช่วงเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิตที่ผ่านมา-ทั้งการตายของฟาบิโอและคนไทยกับชาวต่างชาติอื่นๆ อีก 90 คน-ดูเหมือนจะพยายามนานัปการที่จะไม่ให้คนอื่นเขาทำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะ?


พวกคุณกลัวอะไรหรือครับ?

จุดชนวนม็อบแดง

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เมื่อรัฐบาลไม่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับม็อบพันธมิตรที่ชุมนุมเกินกว่า 5 คน แถมนายกฯอภิสิทธิ์ยังไปขึ้นเวทีด้วย

เข้าข่ายร่วมสนับสนุนฝ่าฝืนพ.ร.ก.ด้วยซ้ำ!

ล่าสุดนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศจะระดมม็อบเพื่อทวงถามความเป็นธรรม ในกรณีอัยการสั่งฟ้อง 19 แกนนำนปช.ข้อหาก่อการร้าย

คราวนี้รัฐบาลจะปฏิบัติกับม็อบแดงอย่างไร

คงต้องย้ำว่า ก่อนหน้านี้คนรักประชาธิปไตย รวมไปถึงฝ่ายเสื้อแดง ได้เรียกร้องมาตลอด ให้ยกเลิกพ.ร.ก. เพราะเป็นเครื่องมือเผด็จการปิดกั้นและคุกคามเสรีภาพ

แต่รัฐบาลไม่ฟัง ม็อบเหลืองก็เชียร์ให้คงพ.ร.ก.ต่อไป

บัดนี้พ.ร.ก.ได้ย้อนศรใส่รัฐบาลและเสื้อเหลือง เมื่อมีการชุมนุมกรณีเขาพระวิหารแล้วรัฐบาลไม่ใช้พ.ร.ก.จัดการ

เพราะข้อกำหนดในพ.ร.ก.นั้น ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน โดยไม่ได้จำกัดว่าชุมนุมกรณีใด

แล้วถ้าเสื้อแดงจะชุมนุมบ้าง จะเกิด 2 มาตรฐานหรือไม่

หันมาดูประเด็นที่เสื้อแดงจะนำมาเป็นเงื่อนไข นั่นคือการสั่งฟ้องคดีก่อการร้าย ซึ่งดีเอสไอเป็นผู้ทำสำนวน แล้วล่าสุดอัยการสั่งฟ้อง

เป็นคดีที่สร้างความตื่นตะลึงให้วงการนักกฎหมายและพนักงานสอบสวนอย่างยิ่ง!

ประการแรก 19 จำเลย มีนายหรั่งและส.ต.รชต วงค์ยอด รวมอยู่ด้วย

ทั้งที่ 2 รายนี้ถูกดีเอสไอจับกุมอย่างไม่มีความน่าเชื่อถือเลย

ประการต่อมา ในคำฟ้องระบุพฤติกรรมแกนนำว่า สั่งการให้ผู้ชุมนุมเข้าปะทะกับทหาร แล้วจัดกองกำลังติดอาวุธยิงใส่ทหาร และตามสถานที่ต่างๆ

เหมาคนตายทั้ง 91 ศพไปให้ 19 แกนนำทั้งหมด

ที่ยิงเอ็ม 79 วางระเบิดทั่วกทม. รวมทั้งกรณีสไนเปอร์ยิงใส่ทหารหน่วยมอเตอร์ไซค์ที่ดอนเมือง ก็มาจากเสื้อแดง ทั้งที่นักข่าวทั้งไทยและเทศก็เห็นกันหมดว่า ยิงมาจากไหน

โยนเรื่องรุนแรงทุกเหตุการณ์ในเดือนเม.ย.และพ.ค.โยงไปที่ 19 แกนนำนปช.ทั้งสิ้น!

เรื่องความเชื่อก็ประการหนึ่ง แต่ในทางกฎหมาย จะสามารถหาพยานหลักฐานทุกเหตุการณ์มาเชื่อมโยงเพื่อให้ทั้ง 19 คนนี้เป็นตัวการได้อย่างไร

ต้องถือว่าพนักงานสอบสวนดีเอสไอยุคนายธาริต คืออัจฉริยะ

เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงสำหรับพนักงานสอบสวนปกติ!!

แล้วอัยการก็สั่งฟ้องทันควัน หลังจาก รมว.ยุติธรรม มีจดหมายไปเร่งรัดอัยการให้รีบฟ้อง ซึ่งผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง

ดูแล้วก็เชื่อว่าน่าจะเป็นชนวนชั้นดีให้ม็อบแดงกลับมาได้จริงๆ!

วิบาก

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง 19 นปช. ทั้งระดับแกนนำ และมือปฏิบัติการสายฮาร์ดคอร์ไปแล้ว

โดยเหลืออีก 6 ราย (มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรด้วย) ที่หากตามเจอตัวเมื่อไร ก็จะโดนฟ้องเช่นกัน

ข้อหาฉกรรจ์ "ก่อการร้าย"

จากคำบรรยายฟ้องนั้น กล่าวหาพฤติกรรมต่างกรรมต่างวาระของนปช. ในช่วงที่มีการชุมนุมยืดเยื้อในกทม.

ตั้งแต่เรื่องปิดถนน บุกสถานที่ราชการ ตลอดจนถล่มระเบิดที่โน่นที่นี่

ร้ายแรงที่สุด ก็คืออยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ (ซึ่งรวมยอด 91 ศพ) ทั้งทหารและผู้ชุมนุมด้วยกัน

จากนี้ไป ความยากลำบากแสนสาหัสจะต้องอยู่กับฝ่ายจำเลย

แม้จะได้รับความช่วยเหลือเต็มที่ จากทีมทนายความนปช.เอง และทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย

แต่ใครก็ตามที่โดนข้อหา "หลายกระทง" มากมายขนาดนี้ จะต้องเจอศึกหนักที่สุดในชีวิต

เป็นภาระที่ต้องหาพยานหลักฐานมาแก้ต่าง ในเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไล่กันเรียงประเด็น

บางพฤติการณ์ โอกาสต่อสู้ให้ชนะก็แทบจะมืดมน อาทิ การบุกรุกรัฐสภา แล้วมีการรุมตื้บสห.

ภาพของสื่อมวลชน เห็นเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มจนจบ

ถ้าสามารถหาพยานหลักฐานมาปฏิเสธได้ ต้องถือว่าสุดยอด

แต่ในบางประเด็นที่ร้ายแรงกว่า อย่างการสังหารเจ้าหน้าที่และประชาชน

ถึงข้อหาจะหนักมากถึงมากที่สุด แต่โอกาสต่อสู้ก็เปิดกว้างให้กับจำเลยมากเช่นกัน

คาดเดาล่วงหน้าได้เลยว่า ในห้องพิจารณาคดี

จะต้องเกิด "สงครามคลิป" นำเสนอต่อหน้าผู้พิพากษากันอุตลุด

เช่น ฝ่ายจำเลยก็คงฉายคลิป "สไนเปอร์" ของทหาร ที่มีสื่อต่างชาติถ่ายไว้อย่างชัดเจน

มือยิง ยิงคนจนล้มลง มือตรวจการณ์สั่งหยุดยิง ก็ยังยิงแถมไปอีกเปรี้ยง

แต่ฝ่ายอัยการ ก็คงฉายคลิป ภาพวินาทีแถวทหารล้มครืน เนื่องจากโดนระเบิดถล่มเข้าใส่

แล้วก็คลิปชายชุดดำที่กำบังเสา สาดกระสุนอาก้าอย่างเลือดเย็น

ว่าไปแล้ว เรื่องราวการชุมนุมจะไม่บานปลายถึงขณะนี้

หากว่าเมื่อวันที่ 10 เมษาฯ ไม่มีเสียงระเบิดตูมแรกดังขึ้น!

เมื่อมีการสูญเสียของทหารสัญญาบัตร ก็แน่ชัดตั้งแต่นั้นว่า กองทัพคงต้องเอาคืนด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ซึ่งถึงตอนนี้ ก็เห็นกันแล้วว่า นปช.สูญเสียชีวิตของคนเสื้อแดงไปมากมายไม่พอ

ยังต้องกลายเป็นฝ่ายถูกกล่าวหาอีกต่างหาก ว่าฆ่าพวกเดียวกัน!

สำนวนคดี ให้ฝ่ายนปช.รับผิดชอบต่อการตายของคนทั้งหมด ไม่ว่าทหาร ตำรวจ และชาวบ้าน

ตรงนี้ต้องบอกว่าน่าเห็นใจยิ่ง

เพราะมีคนมากมายเห็นกับตา ว่ารัฐทำอะไรลงไป!

ย้อนปมร้าวประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ




การตีกลับโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี มูลค่า 6.4 หมื่นล้านของกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครม. ไม่ยอมอนุมัติโครงการดังกล่าว แต่เป็นการสั่งให้นำกลับมาศึกษา ทบทวน และตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลทุกครั้งที่คมนาคมเสนอเรื่อง

โครงการนี้จึงกลายเป็นปมความขัดแย้งสำคัญระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย

บรรยากาศการโต้คารมระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ระหว่างที่ครม.พิจารณาเรื่องนี้

ระอุถึงขั้นนายโสภณ ประชดว่า "ถ้าวันนี้ไม่จบก็ไม่ทำแล้ว เอาไปทำกันเองเลยแล้วกัน"

โครงการเช่ารถเมล์ ถูกเบรกตั้งแต่แรกเริ่ม ครม.ตีกลับ ตัดยอดเช่าจาก 6,000 คัน มูลค่าแสนกว่าล้าน เหลือ 4,000 คัน มูลค่า 6.4 หมื่นล้าน และให้สภาพัฒน์ ไปศึกษาว่าการเช่าคุ้มหรือไม่

ก่อนจะให้กระทรวงคมนาคม ไปทำแผนกำหนดปฏิทินทั้งการเออร์ลี่รีไทร์พนักงาน การตั้งอู่เอ็นจีวีขึ้นมารองรับ

ข้ามมาถึงปี "53 มติครม. ครั้งล่าสุด ได้ตั้งคณะกรรมการทบทวน 3 ประเด็นที่ครม.คาใจ ประกอบด้วยแผนรองรับพนักงานที่ไม่สมัครใจลาออกก่อนเกษียณ รถเมล์ฟรี และรถร่วมบริการที่จะมีผลกระทบต่อโครงการ

พร้อมมอบหมาย นายไตรรงค์ สุวรรณ คีรี เป็นประธาน มีกรอบการทำงาน 2 เดือน

หลังมติดังกล่าว การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันรุ่งขึ้นก็ล่มไม่เป็นท่า เป็นไปตามคำเตือนล่วงหน้าของแกนนำพรรคภูมิใจไทย

เช็กยอดส.ส.ที่ขาดประชุม พบมีส.ส.จากทุกพรรค แต่ผิดสังเกตตรงที่พรรคภูมิใจไทยที่ขาดประชุม 9 คนนั้น 8 คน เป็นส.ส.ในกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ

ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา พ่อของนายเนวิน ที่นั่งทำหน้าที่ประธาน ไม่กดบัตรแสดงตน

แล้วยังใช้ความเก๋าสั่งนับองค์ประชุม เมื่อไม่ครบก็สั่งปิดประชุมทันที

เป็นการเรียกนับองค์ประชุมทั้งที่ส.ส.ลงชื่อ ครบแล้ว ผิดจากที่เคยปฏิบัติจนพรรคประชาธิปัตย์ข้องใจ

ปฏิกิริยาของพรรคภูมิใจไทย ชัดเจนถึงความไม่พอใจ

นายโสภณ ยืนยันชี้แจงครม.ได้หมดทุกเรื่อง แต่ที่ครม.ไม่อนุมัติเป็นเพราะความเชื่อ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ยอมรับผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยหลายคนมีความรู้สึกกับมติครม. ที่ออกมาต่างจากทุกครั้งที่ผ่านๆ มา แม้ข่าววงในจะระบุความไม่พอใจ แต่การให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะจะเป็นไปในลักษณะประนีประนอม บอก ปัดความขัดแย้ง

พรรคภูมิใจไทยอาจคิดว่า "เหลืออด" แล้วก็ได้

เพราะความขัดแย้งของ 2 ฝ่าย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก และไม่ได้มีแค่เรื่องรถเมล์เอ็นจีวี เพียงเรื่องเดียว

ความเห็นแย้งในการบริหารงานระหว่าง 2 พรรค เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นของรัฐบาล

13 พ.ค.52 ครม. มีมติเบรกการระบายสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.49 แสนตัน ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของภูมิใจไทยเช่นกัน

บรรยากาศการประชุมครม. หนนั้น เดือดถึงขั้นนายกฯ สั่งให้นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ที่เข้าชี้แจงออกจากห้องประชุม

ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า หลุดปากนายกฯ 2 มาตรฐาน

ปลายส.ค. รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ปะทุขึ้นที่กระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง

เมื่อนางพรทิวา เสนอแต่งตั้ง นายยรรยง พวงราช ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ แต่นายกฯ ไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา และเลื่อนการพิจารณาถึง 3 ครั้ง 3 ครา

กระทั่งนายยรรยง เข้าพบพูดคุยกับนายกฯ เป็นการส่วนตัว ครม.จึงมีมติแต่งตั้ง

เหตุผลการเลื่อนมองกันไปหลายมุม บ้างว่ามาจากการเข้าชี้แจงเรื่องสต๊อกข้าวโพด ที่นายยรรยง กล้าต่อปากต่อคำนายกฯ จนถูกเชิญออกจากห้องประชุม

ข่าวอีกทางระบุ นายกฯ เล็งแต่งตั้งนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เพราะต้องการให้ความสำคัญกับการส่งออกเพื่อฉุดเศรษฐกิจ

บางกระแสว่าเป็นการยื้อเพื่อแลกเสียงโหวตแต่งตั้งผบ.ตร. ที่ขณะนั้นเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล

ซึ่งประเด็นผบ.ตร. ก็เป็นอีกข้อขัดแย้งหนึ่งของประชาธิปัตย์ กับภูมิใจไทย ด้วยเช่นกัน

ตอนนั้น นายกฯ ผลักดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ขึ้นสู่ตำแหน่ง

แต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาด ไทย หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) กลับประกาศชัดเจนว่าสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย

ปัญหาความขัดแย้งของ 2 พรรค ทำให้คาดเดากันไปถึงการพิจารณางบประมาณ ในวันที่ 18-19 ส.ค. ที่จะถึงนี้

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ดูเชื่อมั่นกับเสียงสนับสนุนอย่างยิ่ง

นั่นอาจเพราะ การแต่งตั้งผบ.ตร. ที่คาราคาซังมานานนับปีได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

อีกทั้ง การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีก็จบลงด้วยดี

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังเบิกโรงตีปี๊บสังคมสวัสดิการ เพื่อใช้หาเสียงครั้งหน้าอย่างต่อเนื่องแล้ว

เป็นการขยับเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย แม้จะเห็นการตระเตรียมความพร้อมอยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นรองโดยเฉพาะกระแส

ยิ่งถ้าวัดจากโครงการรถเมล์เอ็นจีวี จะเห็นว่าผลสำรวจออกมาทีไรไม่เข้าตาประชาชนสักที ถึงขั้นเป็นโครงการ "สร้างชื่อเสีย" ของรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ

จึงไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมั่นใจในเสียงโหวตงบประมาณ

พร้อมระบุ หากไม่ผ่านนายกฯ ก็ต้องยุบสภาตามที่กฎหมายกำหนด

แล้วจะมีใครกันที่นั่งเป็นรัฐบาลอยู่ดีๆ อยากให้ยุบสภาก่อนวาระ

ได้ฟรี

ที่มา ไทยรัฐ


ผลจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎักาลงมติ 103 ต่อ 4 เสียง ไม่รับอุธรณ์คดียึดทรัพย์สิน 49,000 ล้านบาท ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว

เนื่องจากคำร้องของอดีตนายกฯทักษิณทั้ง 5 ประเด็น ไม่ถือเป็น "หลักฐานใหม่" ที่มีสาระ สำคัญ

จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลฎีกาจะรับพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 278 ของรัฐธรรมนูญ

มติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงเป็นการปิดฉากคดีนี้อย่างสิ้นเชิง

หมายความว่าทรัพย์สิน 4.9 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นชินคอร์ป ของ "อดีตนายกฯทักษิณ" จะถูกยึดเป็นรายได้แผ่นดินทุกบาททุกสตางค์

ทำให้กระทรวงการคลังมีรายได้ ฟรีๆอีกก้อนโต

"แม่ลูกจันทร์" สรุปว่าความผิดพลาดที่สุดในชีวิต "ทักษิณ" คือการตัดสินใจเล่นการเมือง

แถมผิดพลาดซ้ำสองที่ไว้วางใจ "เนวิน ชิดชอบ" เป็นแม่ทัพใหญ่คนเดียว

โดนคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลังมันเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนแมงป่องต่อยพร้อมกันพันตัว

ใครไม่เจอกับตัวเองก็คงอธิบายไม่ถูกว่ามันเจ็บปวดยังไง??

"แม่ลูกจันทร์" ย้อนกลับไปที่เงินก้อนใหญ่ สี่หมื่นเก้าพันล้านบาทที่ถูกยึดเป็นของแผ่นดิน

อธิบดีกรมบัญชีกลาง "พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์" เปิดเผยว่า เงินก้อนนี้ได้โอนเข้าในบัญชีเงินคงคลังครบถ้วนเรียบร้อย พร้อมเอาออกมาใช้ได้ทันที

แผนแรก จะแบ่งเงิน 4.2 หมื่นล้านบาทไปใช้หนี้เงินกู้ ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้เอาเงินคงคลังไปใช้ได้เลย

ส่วนเงินเหลืออีก 7,000 ล้านบาท รัฐบาลจะล้วงควักไปใช้อะไรต่อไปขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาล??

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่เก็บเอาไว้ให้ปลวกกิน

เพราะ "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชา-ชีวะ" เชี่ยวชาญอยู่แล้วในด้านการใช้เงิน

อย่างไรก็ตาม มีข่าวน่ายินดีว่าอาการไส้กลวงของรัฐบาลเริ่มดีขึ้นผิดหูผิดตา

เพราะการจัดเก็บภาษีรายได้ในช่วง 10 เดือน มีเงินไหลเข้าคลังเป็นกอบเป็นกำ

สามารถจัดเก็บรายได้ถึง 1.3 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้า 2.7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจประเทศโดยรวม

ถ้ามองอีกมุม...ถึงแม้กระทรวงการคลังเก็บรายได้สูงกว่าเป้าก็จริง แต่ ฐานะการคลังของประเทศก็ยังไม่มั่นคง

เพราะงบประมาณแผ่นดินปีนี้ และปีหน้ายังติดลบตัวแดง

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นๆ ทุกวันๆ

แถม "เงินกู้นอกงบประมาณ" ก็บานทะโร่เพิ่มขึ้นทุกที

ล่าสุด ครม.ได้ลงมติอนุมัติให้ กระทรวงการคลังกู้เงินเพิ่มอีก "หกหมื่นล้านบาท" ตามโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล

เป็นการกู้เพิ่มใหม่หลังจากกู้เรียบร้อยไปแล้วสองแสนสามหมื่นล้านบาทในช่วงต้นปี

รวมหนี้เก่าหนี้ใหม่ก็สามแสนล้านบาทโดยประมาณ

แต่สามแสนล้านบาทก็ยังไม่พอ...

เพราะโครงการไทยเข้มแข็งต้องใช้เงินลงทุน "สามแสนห้าหมื่นล้านบาท" ขึ้นไป

"แม่ลูกจันทร์" ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนกล้ากู้เงินนอกงบประมาณมากมายมหาศาลเท่ารัฐบาลปัจจุบัน

นี่ยังดีนะเนี่ย...ที่ยึดเงินทักษิณได้ ฟรีๆอีกก้อนโต ยังเอามาใช้แก้ขัดหนักขัดเบาไปได้พอสมควร

อ้อ...ยังมีกำไรสะสมหวยบนดินตั้ง แต่ยุครัฐบาลทักษิณติดค้างอยู่ในคลังอีก "สองหมื่นล้านบาท" เชียวนะโยม

เอากำไรหวยบนดินออกมาใช้ ซะก่อนจะได้กู้เงินน้อยลง

ขืนเก็บเอาไว้เฉยๆ ก็น่าเสียดาย.

แม่ลูกจันทร์