ที่มา Thai E-Newsเพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"
เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
16 สิงหาคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 65 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพ และอุทิศตัวอย่างยืนหยัดเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้
กับทั้งเป็นการเตือนสติบรรดาขบวนการล้าหลังคลั่งชาติที่กระหายเลือดกระหายสงคราม เป็นปฏิปักษ์ต่อสันติภาพอยู่ในเวลานี้จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ

วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยเช่นเดียวกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายที่พลีชีพคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้
การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว
ส่วนจำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี
ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457
มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 96 ปี
กำเนิด-บุตรคนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์
ผู้สืบสานภารกิจเพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉลบชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา และยังคงผูกพันกับขบวนการนักศึกษา6ตุลาคมมาถึงปัจจุบัน (ในภาพ:[ฉลบชลัยย์ยืนกลาง]กับอดีตนักศึกษายุค6ตุลา19ในโอกาสทำบุญให้วีรชน6ตุลาและทำบุญอุทิศในโอกาสวันเสียสละชีพของจำกัด ผู้สามี เมื่อ7ตุลาคม2552)

สมรส-กับนางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 94 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ในขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน
การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ
-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดมศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)
การทำงาน-หลังกลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483
การปฏิบัติงานเสรีไทย
-8 ธันวาคม 2484 ไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอมสละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ
-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น
-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"
-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่าแขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน
เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง
-19 มีนาคม 2486 เดินทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง
-7 เมษายน โทรเลขถึงเสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว
-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่องทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย
จีนทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ
-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้งนี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา
-ปลายเดือนพฤษภาคม จีนปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทางมาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.
-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้
-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด
-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน
-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดีส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ
-7 ตุลาคม 2486 ระหว่างรอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับเสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ
สงวนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม
-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้
หลังสิ้นสุดสงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี
อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ
เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า"..เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."
-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"
ปัจจุบัน-อัฐิของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 94 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ สานต่อภารกิจอย่างยืนหยัดมั่นคง
0000000000000
16 สิงหาคม-วันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ
รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น
***
กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ และ 65 ปีสันติภาพไทย ในเดือนสิงหาคม 2553
วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.
ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.
๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14
๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"
วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖
วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 16, 2010
จารึกเกียรติยศ 65 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่4):จำกัด พลางกูร เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ
Sunday, August 15, 2010
ย้อนปมร้าวประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย
ที่มา ข่าวสด
การตีกลับโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี มูลค่า 6.4 หมื่นล้านของกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครม. ไม่ยอมอนุมัติโครงการดังกล่าว แต่เป็นการสั่งให้นำกลับมาศึกษา ทบทวน และตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลทุกครั้งที่คมนาคมเสนอเรื่อง
โครงการนี้จึงกลายเป็นปมความขัดแย้งสำคัญระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย
บรรยากาศการโต้คารมระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ระหว่างที่ครม.พิจารณาเรื่องนี้
ระอุถึงขั้นนายโสภณ ประชดว่า "ถ้าวันนี้ไม่จบก็ไม่ทำแล้ว เอาไปทำกันเองเลยแล้วกัน"
โครงการเช่ารถเมล์ ถูกเบรกตั้งแต่แรกเริ่ม ครม.ตีกลับ ตัดยอดเช่าจาก 6,000 คัน มูลค่าแสนกว่าล้าน เหลือ 4,000 คัน มูลค่า 6.4 หมื่นล้าน และให้สภาพัฒน์ ไปศึกษาว่าการเช่าคุ้มหรือไม่
ก่อนจะให้กระทรวงคมนาคม ไปทำแผนกำหนดปฏิทินทั้งการเออร์ลี่รีไทร์พนักงาน การตั้งอู่เอ็นจีวีขึ้นมารองรับ
ข้ามมาถึงปี "53 มติครม. ครั้งล่าสุด ได้ตั้งคณะกรรมการทบทวน 3 ประเด็นที่ครม.คาใจ ประกอบด้วยแผนรองรับพนักงานที่ไม่สมัครใจลาออกก่อนเกษียณ รถเมล์ฟรี และรถร่วมบริการที่จะมีผลกระทบต่อโครงการ
พร้อมมอบหมาย นายไตรรงค์ สุวรรณ คีรี เป็นประธาน มีกรอบการทำงาน 2 เดือน
หลังมติดังกล่าว การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันรุ่งขึ้นก็ล่มไม่เป็นท่า เป็นไปตามคำเตือนล่วงหน้าของแกนนำพรรคภูมิใจไทย
เช็กยอดส.ส.ที่ขาดประชุม พบมีส.ส.จากทุกพรรค แต่ผิดสังเกตตรงที่พรรคภูมิใจไทยที่ขาดประชุม 9 คนนั้น 8 คน เป็นส.ส.ในกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ
ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา พ่อของนายเนวิน ที่นั่งทำหน้าที่ประธาน ไม่กดบัตรแสดงตน
แล้วยังใช้ความเก๋าสั่งนับองค์ประชุม เมื่อไม่ครบก็สั่งปิดประชุมทันที
เป็นการเรียกนับองค์ประชุมทั้งที่ส.ส.ลงชื่อ ครบแล้ว ผิดจากที่เคยปฏิบัติจนพรรคประชาธิปัตย์ข้องใจ
ปฏิกิริยาของพรรคภูมิใจไทย ชัดเจนถึงความไม่พอใจ
นายโสภณ ยืนยันชี้แจงครม.ได้หมดทุกเรื่อง แต่ที่ครม.ไม่อนุมัติเป็นเพราะความเชื่อ
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ยอมรับผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยหลายคนมีความรู้สึกกับมติครม. ที่ออกมาต่างจากทุกครั้งที่ผ่านๆ มา แม้ข่าววงในจะระบุความไม่พอใจ แต่การให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะจะเป็นไปในลักษณะประนีประนอม บอก ปัดความขัดแย้ง
พรรคภูมิใจไทยอาจคิดว่า "เหลืออด" แล้วก็ได้
เพราะความขัดแย้งของ 2 ฝ่าย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก และไม่ได้มีแค่เรื่องรถเมล์เอ็นจีวี เพียงเรื่องเดียว
ความเห็นแย้งในการบริหารงานระหว่าง 2 พรรค เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นของรัฐบาล
13 พ.ค.52 ครม. มีมติเบรกการระบายสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.49 แสนตัน ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของภูมิใจไทยเช่นกัน
บรรยากาศการประชุมครม. หนนั้น เดือดถึงขั้นนายกฯ สั่งให้นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ที่เข้าชี้แจงออกจากห้องประชุม
ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า หลุดปากนายกฯ 2 มาตรฐาน
ปลายส.ค. รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ปะทุขึ้นที่กระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง
เมื่อนางพรทิวา เสนอแต่งตั้ง นายยรรยง พวงราช ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ แต่นายกฯ ไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา และเลื่อนการพิจารณาถึง 3 ครั้ง 3 ครา
กระทั่งนายยรรยง เข้าพบพูดคุยกับนายกฯ เป็นการส่วนตัว ครม.จึงมีมติแต่งตั้ง
เหตุผลการเลื่อนมองกันไปหลายมุม บ้างว่ามาจากการเข้าชี้แจงเรื่องสต๊อกข้าวโพด ที่นายยรรยง กล้าต่อปากต่อคำนายกฯ จนถูกเชิญออกจากห้องประชุม
ข่าวอีกทางระบุ นายกฯ เล็งแต่งตั้งนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เพราะต้องการให้ความสำคัญกับการส่งออกเพื่อฉุดเศรษฐกิจ
บางกระแสว่าเป็นการยื้อเพื่อแลกเสียงโหวตแต่งตั้งผบ.ตร. ที่ขณะนั้นเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล
ซึ่งประเด็นผบ.ตร. ก็เป็นอีกข้อขัดแย้งหนึ่งของประชาธิปัตย์ กับภูมิใจไทย ด้วยเช่นกัน
ตอนนั้น นายกฯ ผลักดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ขึ้นสู่ตำแหน่ง
แต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาด ไทย หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) กลับประกาศชัดเจนว่าสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย
ปัญหาความขัดแย้งของ 2 พรรค ทำให้คาดเดากันไปถึงการพิจารณางบประมาณ ในวันที่ 18-19 ส.ค. ที่จะถึงนี้
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ดูเชื่อมั่นกับเสียงสนับสนุนอย่างยิ่ง
นั่นอาจเพราะ การแต่งตั้งผบ.ตร. ที่คาราคาซังมานานนับปีได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
อีกทั้ง การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีก็จบลงด้วยดี
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังเบิกโรงตีปี๊บสังคมสวัสดิการ เพื่อใช้หาเสียงครั้งหน้าอย่างต่อเนื่องแล้ว
เป็นการขยับเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย แม้จะเห็นการตระเตรียมความพร้อมอยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นรองโดยเฉพาะกระแส
ยิ่งถ้าวัดจากโครงการรถเมล์เอ็นจีวี จะเห็นว่าผลสำรวจออกมาทีไรไม่เข้าตาประชาชนสักที ถึงขั้นเป็นโครงการ "สร้างชื่อเสีย" ของรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมั่นใจในเสียงโหวตงบประมาณ
พร้อมระบุ หากไม่ผ่านนายกฯ ก็ต้องยุบสภาตามที่กฎหมายกำหนด
แล้วจะมีใครกันที่นั่งเป็นรัฐบาลอยู่ดีๆ อยากให้ยุบสภาก่อนวาระ
2พรรคงัดข้อ หมิ่นเหม่"แตกหัก"
ที่มา ข่าวสด
การเมืองเดินเข้าสู่วาระสำคัญอีกครั้งในสัปดาห์นี้
การประชุมสภาผู้แทนฯเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ในวันที่ 18-19 สิงหาคมนี้
เป็นด่านอรหันต์ ที่รัฐบาลจะต้องแหกหักผ่านไปให้ได้อีกครั้ง
ถ้ายังต้องการความได้เปรียบในยุทธจักรการเมือง ที่ต่อสู้ชิงอำนาจกันอย่างแหลมคม
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเสียฟอร์มไปพอสมควร จากเหตุการณ์สภาล่มเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา
เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประชุมครม.ในวันที่ 10 สิงหาคม ที่มีการเบรกโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่กระทรวงคมนาคม ผลักดันเข้าพิจารณาในครม.มา 4 ครั้งแล้ว
และยังโยงไปถึงวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งผบ.ตร.สำเร็จ ด้วยการสนับสนุนจากคนของภูมิใจไทยที่อยู่ในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ได้แก่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายมานิต วัฒนเสน ปลัดมหาดไทย
เมื่อรถเมล์ 4 พันคันต้องจอดแช่ที่ด่านสกัดของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดเสียงขู่จากพรรคภูมิใจไทยทันทีว่า ให้จับตาการประชุมสภาในวันที่ 11 สิงหาคม
แล้วสภาก็ล่มเข้าจริงๆ
วิปรัฐบาลพยายามแก้แทนพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าการทำหน้าที่ประธานสภาของนายชัย ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทยในวันนั้น สร้างข้อสงสัยให้กับหลายๆฝ่าย
และยังเปิดเผยข้อมูลที่ว่าส.ส.ที่โดดประชุมจนสภาล่ม คือส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์
พร้อมกับแสดงสปิริตกล่าวขอโทษที่ประชาธิปัตย์ทำให้สภาล่ม
แต่ก็ไม่ช่วยให้ภาพความขัดแย้งระหว่าง 2 พรรคหลักในรัฐบาล ลดความรุนแรงลง
รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาในตัวเองมาตั้งแต่ต้น
ทั้งการพึ่งพามือที่มองไม่เห็น การที่มีฝ่ายทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง ฯลฯ ทำให้เกิดข้อครหาในเรื่องความชอบธรรมมาตลอด
การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปกอดกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำภูมิใจไทย ถือเป็นการข้ามสายพันธุ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้
เมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว แม้จะมีลักษณะของการ"ต่างตอบแทน" เออออห่อหมกกันไปในหลายๆเรื่อง
แต่อีกหลายๆเรื่องก็ไม่ราบรื่น
การผลักดันโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครง การใหญ่ เกิดเหตุการณ์ปีนเกลียวระหว่าง 2 พรรคใหญ่อยู่เรื่อยๆ
หลังเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง เกิดความ ระส่ำระสายในรัฐบาล เนื่องจากบางพรรค ไม่ต้องการร่วมรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
กลุ่มพญานาค กลุ่มโคราชของพรรคเพื่อแผ่นดิน ตัดสินใจโหวตสวน 2 รัฐมนตรีภูมิใจไทยในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
และถูกปรับออกจากรัฐบาล เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้คะแนนเสียงของรัฐบาลลดวูบลง
ส่งผลเพิ่มความสำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากมีส.ส.เป็นกลุ่มก้อน หากขาดหายไปเมื่อไหร่ สถานะของรัฐบาลจะลำบากทันที
ในขณะที่ในทางการเมือง การร่วมอยู่ในรัฐบาลผสมเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายเติบโต และได้เปรียบโดยตลอด
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ
การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอยู่ในที ทำให้ยิ่งนานวัน ความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรคยิ่งห่างเหิน
แต่ก็แยกจากกันไปไหนไม่ได้
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คนเสื้อแดงยังตรึงกำลังคุมเชิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเหตุที่จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป
และรัฐบาลเองยังไม่พร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งที่ตัวเองคุมเกมไม่ได้
ดังนั้นแม้พรรคภูมิใจไทย ไม่พอใจท่าทีของประชาธิปัตย์ในโครงการรถเมล์ 4 พันคันอย่างรุนแรง
แต่แกนนำประชาธิปัตย์ก็ยังเชื่อว่า ยังไม่มีเหตุผลที่พรรคไหนจะชิงทุบหม้อข้าวตัวเอง ด้วยการตีรวนหรือสร้างปัญหาในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ
นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล ถึงกับประกาศว่า โหวต 100 ครั้งชนะ 100 ครั้ง
นักการเมืองด้วยกัน ย่อมรู้ไส้รู้พุงกันดีว่า ไม่มีพรรคการเมืองไหนจะปฏิเสธวงเงินงบประมาณ 2.07 ล้านล้านบาท
ไม่ว่าจะเป็นยามปกติ หรือยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้จะยุบสภาเลือกตั้งวันไหน
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็รู้ดีเหมือนกันว่า พรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้อง การใช้งบประมาณเช่นกัน ที่สำคัญยังต้องการยื้อเวลา ยืดการเลือกตั้งออกไปให้ยาวนานมากที่สุด
ทั้งยังพยายามหาเสียง เพิ่มต้นทุนให้ตัวเอง ด้วยการสกัดโครงการรถเมล์ ซึ่งในแง่หนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องการเครดิตจากโครงการนี้
กรณีรถเมล์ 4 พันคัน จึงจะยังไม่จบง่ายๆ
และอาจเป็นชนวนระเบิดระหว่าง 2 พรรค เพราะพรรคภูมิใจไทยทุบโต๊ะเปรี้ยงปร้าง ประกาศแล้วว่า โครงการนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบของครม.ภายหลังการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ
ถือเป็นคำประกาศที่ท้าทายศักดิ์ศรีพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์อย่างแรง
ท่ามกลางเสียงพยากรณ์แบบ "ตอกลิ่ม" จากพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย ที่อ่านใจประชาธิปัตย์ออกมาดังๆ ว่า
หลังผ่านพ.ร.บ.งบประมาณ ประชาธิปัตย์อาจปรับครม.อีกครั้ง ทวงกระทรวงสำคัญคืนมา เพื่อสร้างผลงานแก้ตัว ก่อนยุบสภา
ตรงหรือไม่ตรงพรรคประชาธิปัตย์รู้ดี ปัญหาคือทำไม่ได้หรือไม่กล้าทำ
ผ่านด่านสภา จับตาโกง

แกะรอย "ตัวแปร"โหวตชี้ขาดงบประมาณ 2 ล้านล้าน ผ่านด่านสภา จับตาโกง
สัปดาห์หน้า ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญทางการเมือง ที่หลายฝ่ายจ้องจับตา
เพราะเข้าสู่ห้วงปฏิทินเวลาที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องเผชิญกับด่านสำคัญในสภาผู้แทน ราษฎร
ที่เป็นเงื่อนไขชี้เป็นชี้ตายการอยู่รอด หรือล้มคว่ำคะมำหงายของรัฐบาลภายในสมัยประชุมนี้
นั่นก็คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำ
ปี 2554 วงเงินจำนวน 2,070,000,000,000 บาท ในวาระ
ที่ 2 และ 3 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯในวันที่ 18-19 สิงหาคมนี้
การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ถือเป็นหัวใจหลักในการทำงานของฝ่ายบริหาร
เป็นการขอจัดสรรเม็ดเงินจากภาษีของประชาชน รายได้ ต่างๆของรัฐ รวมทั้งเงินกู้ เพื่อนำไปใช้เป็นงบประมาณในการ บริหารราชการแผ่นดิน ผ่านกลไกกระทรวง ทบวง กรม รัฐ วิสาหกิจ และองค์กรอิสระต่างๆ
ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลจัดทำเป็นพระราชบัญญัติ
โดยต้องมีเอกสารประกอบ อาทิ ประมาณการรายรับ วัตถุ ประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน
เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ หากสภาฯให้ความเห็นชอบแล้ว ก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป
โดยวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯมาถึงวุฒิสภา
หากวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯที่ผ่านสภาฯมาแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถนำร่าง พ.ร.บ.
ดังกล่าว มาลงมติยืนยันด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.เท่าที่มีอยู่ของสภาฯ
ก็ถือว่าได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และสามารถนำเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป
นี่คือภาพรวมของกระบวนการในการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯของสภาผู้แทนราษฎร หากที่ประชุมสภาฯมีมติไม่ให้ความเห็นชอบ
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯก็จะตกไปทันที
และถึงแม้รัฐธรรมนูญจะอนุโลมให้สามารถใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนหน้านั้น ไปพลางก่อนได้
แต่รัฐบาลก็อยู่บริหารราชการแผ่นดินต่อไม่ได้
ต้องแสดงความรับผิดชอบ ถ้าไม่ยุบสภา นายกฯก็ต้องลาออก
เป็นไปตามวัฒนธรรมครรลองประชาธิปไตยที่เป็นสากล
ทั้งนี้ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯของรัฐบาล อุปมา-อุปไมยเหมือนประเทศไทยเป็นบ้านหลังใหญ่ มีสมาชิกในครอบครัว 63 ล้านคน
ในห้วง 1 ปีผู้นำครอบครัวก็จะต้องเสนอแผนค่าใช้จ่ายต่างๆภายในบ้าน ถ้าไม่ได้รับการอนุมัติจากสมาชิกในครอบครัว แผนการจับจ่ายใช้สอยก็ต้องพับไป เพราะไม่มีเงินในกระเป๋า
เช่นเดียวกับการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ถ้าไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากสภาฯ แม้การใช้จ่ายงบประมาณจะไม่ถึงกับหยุดชะงัก เพราะยังสามารถใช้งบฯได้ตามกรอบเดิมของปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นแค่รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ
แต่ในส่วนโครงการพัฒนาประเทศ ที่เป็นโปรเจกต์ใหม่ๆ จะไม่สามารถเดินหน้าไปได้
เพราะต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาจัดการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบ ประมาณรายจ่ายประจำปีกันใหม่
ปรากฏการณ์เช่นนี้หากเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรง
สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2554 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 18-19 ส.ค.นี้
ทางฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่ามีเสียง ส.ส.เพียงพอในการลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
ถึงแม้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ด้วย 24 คน จะงดออกเสียงลงมติ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาที่อาจถูกยื่นเรื่องตีความ แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ยังมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน 20 กว่าเสียง
แน่นอน เมื่อสถานภาพเสียงของฝ่ายรัฐบาล เป็นเสียงข้างมากในสภาฯ การโหวตร่างกฎหมายที่ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
แต่ภายใต้สถานการณ์ที่การเมืองมีการแก่งแย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรง และมีตัวแปรหลายประการสอดแทรกเข้ามา ในห้วงที่กำลังจะมีการพิจารณาโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
ทำให้บรรดาคอการเมืองเกิดความไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถคุมเสียงสนับสนุนในสภาฯได้อย่างที่คุยไว้หรือไม่
โดยเฉพาะล่าสุดสดๆร้อนๆ เกิดเหตุการณ์สภาล่ม ส.ส.รัฐบาลไม่ครบองค์ประชุม ทั้งที่เพิ่งเปิดสมัยประชุมสภามาแค่ 2 สัปดาห์
ที่สำคัญ ก่อนเกิดเหตุสภาล่ม 1 วัน ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาล
กรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย เสนอโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
แต่ถูกตีกลับ โดยให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับแกนนำพรรคภูมิใจไทยอย่างแรง
ถึงขั้นขู่ว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯ เพื่อแสดงปฏิกิริยาให้แกนนำรัฐบาลได้รับรู้
เมื่อเกิดปัญหาสภาล่มขึ้นมาจริงๆ จึงมองกันว่าเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยเล่นเกมตีรวน
แต่เมื่อมีการเช็กรายชื่อ ส.ส.ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมสภาฯ จนเป็นเหตุให้องค์ประชุมล่ม ปรากฏว่า
มี ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคขาดประชุม
ไล่เรียงตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ขาดประชุม 15 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรคภูมิใจไทย 9 คน พรรครวมชาติพัฒนา 4 คน พรรคกิจสังคม 3 คน พรรคมาตุภูมิ 1 คน
ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินที่เป็นพรรคอกแตก เพราะมีบางกลุ่มมาร่วมงานกับรัฐบาล ก็ขาดประชุมหลายคน
สรุปแล้วชัดเจนว่า เหตุสภาล่มครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการตีรวนของพรรคภูมิใจไทย
เรื่องความไม่พอใจที่ถูกดองโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีนั้นมีแน่นอน แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นหักกันแบบเอาเป็นเอาตาย
เหนืออื่นใด ในคิวลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เรื่องที่พรรคภูมิใจไทยจะเล่นเกมตีรวนถึงขนาดคว่ำงบฯคงไม่มีทางเกิดขึ้น
เพราะในฐานะที่เป็นพรรคอันดับสองในรัฐบาล คุมกระทรวงสำคัญหลายกระทรวง ยังมีอีกหลายโครงการที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลอยู่ในแผนงบฯปี 2554 จึงต้องประสานประโยชน์ต่อไป
ถ้างบฯคว่ำ พรรคภูมิใจไทยก็ต้องเสียประโยชน์ไปด้วย
สำหรับตัวแปรถัดมาก็คือ เสียง ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีอยู่ 32 คน ในการปรับ ครม.ครั้งล่าสุด ถูกปรับออกจากการร่วมรัฐบาล
แต่ก็มี ส.ส.กลุ่มเล็กๆ ภายใต้การนำของนายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี ขอกลับเข้ามาร่วมรัฐบาล และได้นั่งเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ
"เพื่อแผ่นดิน" จึงมีสภาพเป็นพรรคอกแตก กลุ่มใหญ่ถูกปรับออก แต่กลุ่มเล็กยังร่วมอยู่ใน ครม.
สถานะก้ำกึ่ง จะเรียกว่าเป็นฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ จะถือว่าเป็นรัฐบาลก็ไม่เชิง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินก็ออกมาส่งสัญญาณไฟเขียว ประกาศพร้อมโหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพราะถือว่าได้มีส่วนร่วมจัดทำกันมาตั้งแต่ต้น
อีกทั้งการประกาศโหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ยังเกี่ยวโยงไปถึงเส้นทางการเมืองในอนาคตของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ยังมีโอกาสหวนกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลกันได้
เพราะเหตุผลเบื้องลึกที่ถูกปรับออกจากการร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้มีปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำรัฐบาล แต่มีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทยเท่านั้น
ฉะนั้น มาถึงตรงนี้ ปมหวาดเสียวที่เกรงกันว่า เสียง ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน อาจขาดหายหรือโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ
ก็เป็นอันว่าตัดไปได้ อยู่ในข่ายปลอดภัยแน่
ส่วนตัวแปรสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็หนีไม่พ้นเกมการต่อสู้ของการเมือง 2 ขั้วใหญ่ ระหว่างฝ่ายรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ กับฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย
ที่เปิดศึกแก่งแย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรงมาตลอด หลายฉาก หลายเหตุการณ์
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ทุกการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย มีความเกี่ยวโยงกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯทั้งสิ้น
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามเดินเกมทวงอำนาจ และทวงคืนทรัพย์สมบัติที่ถูกยึดไว้ ด้วยการเร่งเกมให้มีการเลือกตั้งใหม่
เพื่อใช้ฐานเครือข่ายพรรคเพื่อไทย กรุยทางผ่านสนามเลือกตั้งกลับเข้าสู่อำนาจรัฐ
โดยเงื่อนไขเดียวในขณะนี้ที่จะทำให้เกิดการยุบสภาได้ ก็คือ คว่ำงบประมาณฯ
จึงทำให้มีกระแสเรื่องการทุ่มเงินซื้อเสียง ส.ส. เพื่อให้ คว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
แต่ฝ่ายรัฐบาลก็รู้เขารู้เรา เฝ้าจับตาการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงรายใหญ่ไม่ให้ขยับตัวได้
ขณะเดียวกันก็ยังดึงดูด ส.ส.ในซีกฝ่ายค้านให้ย้ายข้างมาเสริม จนมีกระแสเรื่องการซื้อตัว ส.ส.ให้โหวตหนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปูดออกมาเหมือนกัน
จากร่องรอยทั้งหมด จึงฟันธงได้ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯแน่นอน
แต่ผ่านแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านเลย
ประชาชนเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของเงินภาษี ต้องมีส่วนร่วมในการติดตามการใช้งบประมาณ
อย่าปล่อยให้แร้งลง
อย่างน้อยก็ลุ้นให้อันดับคอรัปชันของประเทศไทย กระเตื้องขึ้นมาบ้าง.
"ทีมการเมือง"
เมื่อโครงสร้างภาษาแห่งความยุติธรรมอันแท้จริงถูกปล้น
ที่มา Robert Amsterdam เมื่อต้นปีนี้ ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับการใช้ภาษาทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลซึ่งได้ส่งผลต่อการรับรู้และเข้าใจของคนทั่วไป บทความดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Wall Street Journal ประเด็นที่ผมได้กล่าวข้างต้นนั้น เป็นประเด็นที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง โดยล่าสุดเกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อเหล่าพรรคการเมืองและบุคคลบางกลุ่มที่ยึดมั่นในแนวทางและหลักการ “การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ” กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่ม “ประชาธิปไตย” และในขณะเดียวกันกลับเรียกผู้เรียกร้องประชาธิปไตยว่า “ผู้ก่อการร้าย” กลุ่มและพรรคการเมืองเหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดคือพรรคการเมืองของนายอภิสิทธิ์ซึ่งไม่ควรหลอกตัวเองอีกต่อไป เพราะหลายเดือนจากนี้ไป เราจะดำเนินการอย่างดีที่สุดเพื่อทวงโครงสร้างทางภาษาแห่งความยุติธรรมและภาษาแห่งประชาธิปไตยคืน “เมื่อสิทธิมนุษยชนกำลังถูกทำลาย ภาษาถูกใช้เป็นเครื่องมือ โครงสร้างภาษาแห่งความยุติธรรมอันแท้จริงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนผิดและถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างฉากละครในศาลยุติธรรมอย่างประณีตบรรจงและสวยงาม การดำเนินคดีที่จำเลยปราศจากสิทธิแก้ต่าง ยังถูกเรียกว่า “การดำเนินคดี” การที่หัวหน้ากลุ่มอำมาตย์ทำหน้าที่แทนผู้พิพากษาในการตัดสินคดีความ ยังถูกเรียกว่า “การตัดสินคดี” และความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าระบบกฎหมายและตุลาการอันเสื่อมโทรมยังคงมีประสิทธิภาพ โดยข้อสมมุติฐานดังกล่าวถูกกลุ่มนักลงทุนน้อมรับไว้อย่างกระเหี้ยนกระหายเพื่อหาโอกาสที่จะลงทุนในสังคมที่ระบบตุลาการมีปัญหา เมื่อลูกความของผมอย่างนายมิคาอิล คอร์โดคอฟสกี้ นักโทษทางการเมืองชาวรัสเซีย ถูกดำเนินคดีครั้งแรกในปี 2547 รัฐบาลรัสเซียได้ใช้อำนาจผ่านสื่อของตนเองบัญญัติศัพท์แห่งความยุติธรรมขึ้นมาใหม่ โดยทีวีได้ถ่ายทอดภาพลูกความผมถูกใส่โซ่ตรวนและถูกขังในกรง ระหว่างที่ถูกนำตัวไปฟังการพิจารณาคดีในศาล โดยมีฉากละครในศาลที่ผู้พิพากษาแสร้งรับฟังจำเลยและแกล้งทำเป็นว่าคำตัดสินคดีไม่ได้ถูกส่งมาทางโทรศัพท์โดยรัฐบาล ซึ่งคนรัสเซียเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ความยุติธรรมทางโทรศัพท์” สำหรับผู้ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ จะรู้สึกว่าการดำเนินคดีดูเหมือนจะปกติดี แต่แท้จริงแล้วภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูปกตินั้น กลับเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เสื่อมทราม การใช้อิทธิพลทางการเมือง และสภาวะที่ไร้กฎเกณฑ์ โดยตัวอย่างที่เราได้เห็นคือกรณีของนาย Liu Xiaobo ผู้ต่อต้านรัฐบาลจีนซึ่งถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 11 ปี ซ้ำรัฐบาลสหรัฐไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องดังกล่าวเลย และเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นในอิหร่านเมื่อ ดร. Ramin Pourandarjani เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา โดย ดร. Ramin Pourandarjani ถูกจับกุมหลังจากให้การในรัฐสภาว่าเขาปฏิเสธที่จะเซ็นใบมรณะบัตรปลอมเพื่อปกปิดสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของผู้ประท้วงที่ถูกทรมาณอย่างทารุณ หรือแม้แต่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก็ได้กลายมาเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม โดยจัดฉากดำเนินคดีจอมปลอมเพื่อตัดสินยืดเวลากักบริเวณนางออง ซาน ซู จี คดีที่ผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวของในเวเนซูเอล่าอีกคดีหนึ่งคือ เมื่อไม่นานมานี้ประธานาธิบดีอูโก ชาเวซได้กล่าวโจมตีผู้พิพากษาที่ตัดสินให้ปล่อยตัวนายเอลลิจีโน เซเดโย่ นักโทษทางการเมือง ผ่านทางทีวี โดยนายชาเวซเรียกร้องให้ผู้พิพากษาผู้ตัดสินให้ปล่อยตัวนายเซเดโย่ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศนั้นควรจะถูกจำคุก 30ปี ประธานาธิบดีบดีชาเวซยังประณามผู้พิพากษาและนักโทษทางการเมืองว่าเป็น “โจร” แม้ตามข้อเท็จจริงแล้วบุคคลทั้งสองไม่เคยก่ออาชญากรรมหรือถูกตัดสินว่ามีความผิดในอาชญากรรมใดเลยก็ตาม สำหรับผู้นำประเทศเหล่านี้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การพยายามทำให้สื่อนำภาษาและคำอธิบายของพวกเขาไปใช้วาดภาพให้ประชาชนเห็นว่าศัตรูของพวกเขาคืออาชญากร มากกว่าที่จะมีดำเนินคดีอย่างจริงจังหรือมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางคดี เมื่อภาษาแห่งความยุติธรรมถูกปล้น จึงเป็นเรื่องยากที่สื่อจะนำเสนอเหตุการณ์อย่างไม่มีอคติและพิจารณาเห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลของข้อกล่าวหานั้น การขาดพยานหลักฐาน หรือแม้แต่สามารถมองเห็นว่าเกมการฟ้องร้องดำเนินคดีนั้นไม่อยู่ภายใต้หลักกฎหมาย รัฐบาลเหล่านี้เห็นว่าการแจ้งข้อหาสำคัญกว่าการตัดสินคดี เพราะพวกเขาสามารถใช้อำนาจทำลายหลักการทางกฎหมายที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด พวกเขารู้ดีว่าการประณามฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาลว่าเป็นอาชญากรครั้งแล้วครั้งเล่า จะทำให้มวลชนเริ่มคล้อยตาม เมื่อมีการจับกุมเกิดขึ้น น้อยคนนักที่จะสนใจเจตนาของคนที่ฟ้องร้องบุคคลเหล่านี้ เพราะไม่ว่าการสอบสวนจะมีความเป็นอิสระหรือการฟ้องร้องจะแฝงไปด้วยเจตนาทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม กระบวนการและโครงสร้างการฟ้องร้องคดีทุกขั้นตอนนั้นมีความเหมือนกัน การแก้ไขอย่างง่ายของผมคือ ผมขอให้นักข่าวพิจารณาถึงขอบข่ายของการใช้คำว่า “การพิจารณาคดี”เสียใหม่ โดยคำนี้ควรจะถูกใช้อธิบายถึงกระบวนการพิจารณาคดีที่จำเลยและอัยการมีสิทธิในการดำเนินคดีที่เท่าเทียมกัน ต่อหน้าศาลที่มีความเป็นธรรมและอิสรั อันเป็นหลักการที่ได้ถูกบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาและปฏิญญาสากลระหว่างประเทศอันสมบูรณ์เท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กระบวนการดำเนินคดีแบบที่ผู้นำจีนใช้ต่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลอิหร่านใช้กับผู้ชุมนุมประท้วง หรือแบบที่ประธานาธิบดีชาเวซแห่งเวเนซูเอล่าใช้กับฝ่ายตรงข้าม ไม่สมควรจะถูกเรียกว่าเป็นกระบวนการพิจารณาคดีทางศาล ที่ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพราะว่ามีหลักการทางกฎหมายที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาและปฎิญญาสากลระหว่างประเทศเหล่านี้ ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่กลุ่มผู้นำอำมาตย์ล้มเหลวที่จะปฏิบัติตาม ซ้ำยังพยายามที่จะทำลายหลักการนี้อยู่เป็นประจำ ดังนั้น เหตุใดเราถึงยังเลือกที่จะทึกทักเอาว่าทุกอย่างเป็นปกติดีและเชื่อว่ากลุ่มผู้นำและองค์กรรัฐบาลเหล่านี้กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระและเป็นธรรม? เราควรจะทวงคืนภาษาและโครงสร้างภาษาแห่งสิทธิมนุษยชนคืนมา ซึ่งจะทำให้เรายึดติดกับคำอธิบายเหตุการณ์ในรูปแบบของรัฐบาลน้อยลงและให้ความสนใจกับเจตนาของรัฐบาลในการฟ้องร้องและรายละเอียดของข้อกล่าวหานั้นมากขึ้น นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนคนสำคัญในยุค 60 อย่าง Stokley Carmichael กล่าวว่า “เราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่จะบัญญัติคำศัพท์ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้นิยามความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อสังคมด้วยตนเอง และเราต้องต่อสู้เพื่อให้คำศัพท์เหล่านั้นเป็นที่ยอมรับ นี่คือภารกิจแรกของเสรีชน และคือการเริ่มต้นใช้สิทธิเพื่อปฏิเสธที่จะอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ข่มเหง” ภาษาคือสิ่งสำคัญในประเด็นสิทธิมนุษยชน และถึงเวลาแล้วที่เราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มันคืนมา” Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
จดหมายจาก ‘อาศรมอนิจจังชีวัง’ ว่าด้วย 2 มาตรฐานในสังคมไทย
ที่มา ประชาไท อาศรมอนิจจังชีวัง จดหมายจาก “อาศรมอนิจจังชีวัง ณ เมืองเทวดา” อันเป็นความเห็นทางวิชาการ ต่อการใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องรัฐศาสตร์ แต่การตัดสินคดีเป็น นิติศาสตร์ ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก แล้ว 4 เสียง กับ 103 เสียงในคดี อุทธรณ์ยึดทรัพย์ มีข้อน่าคิดไหม
เมืองเทวดา
3.2 ของเมา ของเสพติด เช่น กัญชา ใบกะท่อม ติดคุก แต่ สุรา บุหรี่ เบียร์ ฯลฯ ไม่ติดคุก
4.2 การนิรโทษกรรม คมช.ได้ ทำไม นิรโทษกรรมทักษิณฯไม่ได้
5.2 กองทัพ
5.3 ข้าราชการ
5.4 ครุภัณฑ์ อุปกรณ์
5.5 อำนาจ บริหาร อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งสามารถออกกฎให้ ตุลาการทำตามได้ ยังไม่สามารถกำจัดทักษิณได้ แสดงว่า คุณทักษิณเป็นคนเก่ง น่าจะเอามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ทำศัตรูให้เป็นมิตร
6.2 ทักษิณฯ ที่ปรึกษา
6.3 สนธิ ลิ้มทองกุลเป็นรองนายกฯ
9.2 นักเรียนตีกัน ก็มีเรื่อยๆ
9.3 ยิว-อาหรับขัดแย้งเป็นพันปี
9.4 คอมมิวนิสต์ในไทยสลาย ไม่ใช่กำจัด แต่นิรโทษกรรม มาพัฒนาชาติไทย
