WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 17, 2010

“จารุวรรณ-พิศิษฐ์”แย่งซีนแจงงบฯสตง.ต่อกมธ.วุฒ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_104371

“จารุวรรณ-พิศิษฐ์”แย่งซีนแจงงบฯสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ต่อ กรรมาธิการวุฒิสภา แต่เมินหน้าไม่คุยกัน ...

เมื่อเวลา 13.45 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วุฒิสภา มีนายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหา เป็นประธาน โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าชี้แจง ทั้งนี้เป็นที่จับตามองผู้เข้าชี้แจงในส่วนของสตง.

ที่มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าสตง. รักษาการผู้ว่าฯสตง. และนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่า สตง.รักษาการผู้ว่าฯสตง.ได้เข้าชี้แจงพร้อมกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งคู่ต่างไม่พูดจากัน โดยมีเจ้าหน้าที่จาก สตง.นั่งคั่นกลาง ซึ่งนายพิเชต ได้กล่าวว่า คงไม่ลงในรายละเอียดว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการชี้แจง แต่ตนได้รับหนังสือตอบรับเข้าชี้แจง 2 ฉบับ แต่ลงคนละเลขที่ ซึ่งฉบับ 1 ออกโดย สตง.และอีกฉบับออกโดยสำนักกฎหมายของ สตง.

คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า คงต้องแบ่งกันช่วยชี้แจง เพราะนอกจากรองผู้ว่าฯสตง.แล้ว ยังมี ผอ.สำนักการคลัง และ ผอ.สำนักแผนและนโยบาย ชี้แจงด้วย สำหรับภารกิจของ สตง.จะมุ่งตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม แต่เราจะทำในลักษณะชี้แนะ และทำให้เกิดธรรมาภิบาลที่ดี มากกว่าจะไปตั้งป้อมกล่าวหาเรารู้ดีว่าทุกคนมีความคาดหวังในการทำหน้าที่ของ สตง.ทำให้ที่ผ่านมาจึงมีบัตรสนเท่ห์ ร้องเรียนหน่วยงานต่างๆเข้ามาที่ สตง.จำนวนมาก

อย่างไรก็ตามในการเสนองบประมาณของ สตง.มีในส่วนของโครงการก่อสร้างสำนักงาน สตง.แห่งใหม่ที่จังหวัดปทุมธานีอยู่ด้วย ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งถือว่าสตง.ได้รับความกรุณาจาก น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปิน แห่งชาติ มาช่วยออกแบบ

ขณะที่นายพิศิษฐ์ ชี้แจงว่า มาชี้แจงในฐานะรักษาราชการผู้ว่าฯสตง.ที่ผ่านมามีปัญหาในการเลิกจ่ายงบประมาณ ไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะในโครงการสิ่งปลูกสร้างอาคารสำนักงาน สตง.แห่งใหม่ ที่ยังมีปัญหาในเรื่องการออกแบบ เพราะมีการยกเลิกการประกวดทีโออาร์ถึง 3 ครั้ง จึงทำให้เกิดการล่าช้า แต่ยืนยันว่า จะดำเนินการเบิกจ่ายให้ทันตามกำหนดภายในสิ้นปีงบประมาณ 2553 นี้

เต็มที่กับ 'มื้อสุดท้าย'

ที่มา ไทยรัฐ


อาจถึงขั้นต้องอั้นหนักอั้นเบา แวบเข้าห้องน้ำไม่ได้

ตามปรากฏการณ์ "ของจริง" ที่นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดแผนเข้มขั้นสูงสุด ล็อกเสียง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ในการประชุมสภาฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ในวันที่ 18-19 สิงหาคมนี้

เนื่องจากเสียงของรัฐบาลมีมากกว่าฝ่ายค้านแค่ 15 เสียง

จึงต้องดูแลอย่างเข้มงวด โดย ส.ส.จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณรัฐสภา ตั้งแต่ 09.00- 24.00 น. ทั้ง 2 วัน

สำหรับ ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรี นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล ได้แจ้งต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ยกกระทรวงมาทำงานที่สภา

โดยจะอนุญาตให้ออกจากสภาในภารกิจเดียวเท่านั้น คือการเข้าเฝ้าฯ

ในส่วน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มีอยู่ราว 5-6 คน ที่มีพฤติกรรมมาไม่ตรงเวลา ขาดประชุมบ่อย ไม่รับโทรศัพท์ จะต้องจับตาเป็นพิเศษ

"โดยผมจะเป็นคนรับผิดชอบ ส.ส.กลุ่มนี้เอง หากไปนอนเฝ้าได้ก็จะไปนอนด้วย ส่วน ส.ส.ที่ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ จะใช้วิธีระดมส่งเอสเอ็มเอส หรือโทร.หาผู้ช่วย หรือเลขานุการ เพื่อให้ติดต่อให้ได้"

บี้กันแบบถึงลูกถึงคนเลย

โดยอาการซีเรียสที่สะท้อนผ่านวิปรัฐบาล งานนี้ไม่ได้ "ล้อเล่น" เป็นอะไรที่บ่งชี้ ขีดระดับความหวาดระแวง
ประชาธิปัตย์ไม่กล้าวางใจใคร

แม้พระเอกตามท้องเรื่อง ยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำเบอร์หนึ่งค่ายภูมิใจไทย ก็ออกโรงย้ำเอง "ไม่หักหลังใคร" พร้อมกดปุ่มลูกทีมยกมือโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

"ผมขอยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยคิดเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ดังนั้น ต้องผ่านการพิจารณาของสภาแน่นอน ถึงวันนี้ก็ไม่ต้องไปกังวล"

อีกทางหนึ่ง นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ก็การันตี สมาชิกพรรคชาติไทย- พัฒนาจะโหวต 25 เสียงเต็มเปี่ยม

ไม่มีขาดแม้แต่เสียงเดียว

ขณะที่เสียงนอกโควตารัฐบาล นายแพทย์อลงกต มณีกาศ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ย้ำ ส.ส.เนื้อแท้ของพรรค 17-18 เสียง ในปีกของกลุ่ม 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ก็พร้อมโหวตให้

แม้แต่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็ยังแบะท่าเป็นนัย ถึงที่สุดแล้วก็อาจแค่ "งดออกเสียง" ตามเกมของ
ฝ่ายค้าน

เท่าที่ฟัง ยังไม่มีใครพูดชัดๆเลยว่า จะโหวตสวนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ

ประชาธิปัตย์นั่นแหละ ที่ออกอาการลุ้นหนักกว่าใคร

เรื่องของเรื่อง ฉากเดิมพัน พ.ร.บ.งบประมาณฯ มันได้สะท้อน "ร่องรอย" บรรยากาศกรุ่นๆ อาการทางใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆในหมู่ พรรคร่วมรัฐบาล และอาจเลยเตลิดไปถึงอาการขบเหลี่ยมในหมู่คนประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง

ไม่มีใคร "ไว้ใจ" ใครอีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่เกาะกันหลวมๆ อยู่บนจุดผลประโยชน์ร่วมเฉพาะหน้า เหลือแค่รายการเข็น พ.ร.บ.งบประมาณฯให้ผ่านสภา

แทบจะเป็น "มื้อสุดท้าย" ที่จะได้กินข้าวหม้อเดียวกัน

ตามจังหวะ เลิก "ซ่อนมีด" เปิดฉากแทงกันซึ่งๆหน้า อย่างที่เห็นบิ๊กๆภูมิใจไทยเหน็บนายกฯอภิสิทธิ์ออกอากาศ ลิ่วล้อประชาธิปัตย์ก็สวนกลับ "เนวิน"

ไม่เหลือแม้แต่สัมพันธ์ความเป็น "เพื่อนกิน"

และไม่แน่ใจว่า จะมีน้ำหนักแค่ไหน กับคิวที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ต้องออกมาป่าวประกาศ

"ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลผมขอให้ความมั่นใจว่า การลงคะแนนเพื่อรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯของพรรคร่วมจะไม่มีปัญหา การประสานงานถือเป็นหน้าที่ของผม"

ย้ำสถานะ กระตุ้นศักยภาพของตัวเองดังๆ

โดยอาการเหมือนรู้ตัวดีว่า กำลังเป็น "กาวหมดอายุ" ผู้จัดการรัฐบาลที่เชื่อมประสานสนิทได้แค่ข้าง
"เนวิน" ตามสถานะที่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับยี่ห้อภูมิใจไทย

แม้แต่คนยี่ห้อประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ยังอยู่ห่างๆ.


ทีมข่าวการเมือง

ดาบนั้นคืนสนอง

ที่มา ไทยรัฐ


การตั้งคำถามว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์รอดจากการยุบพรรคคราวนี้ วิกฤติการเมือง จะสงบลงซะทีหรือไม่ หรือการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด วิกฤติบ้านเมืองจะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน ล้วนแต่เป็นคำถามยอดฮิต

แคะกันแล้วแคะกันอีก ก็ยังไม่รู้ว่า แนวโน้มคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จะออกหัวออกก้อย จะโดนทั้งสองเด้งหรือโดนเด้งใดเด้งหนึ่ง หรือไม่โดนเลยซักเด้ง

ก็ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์

หรือถ้าโดนจะโดนคดีเงินกองทุน 29 ล้าน พร้อมกรรมการบริหาร 19 คน ที่ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือโดนคดีเงินบริจาค 258 ล้าน ที่กรรมการบริหาร 49 คน จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

แต่ละเด้งการเมืองก็จะเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกัน

มีคอการเมืองมองการณ์ไกลกว่านั้น พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่มีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า ไม่ใช่ไม่เชื่อน้ำยานายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่การเมืองจะเปลี่ยนแปลงเป็นกรณีพิเศษ

ที่จะมีนายกฯมาจากคนนอกขัดตาทัพไปก่อน

ข่าวลือกับข่าวจริงมักจะห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด เพราะก่อนที่จะมาเป็นข่าวจริงก็เป็นข่าวลือมาก่อนทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า แผนการที่คิดกันไว้ การวิเคราะห์วางยุทธศาสตร์ทางการเมืองจะลงตัวแค่ไหน หรือพอสถานการณ์เปลี่ยนไปก็ต้องเปลี่ยนแผนกันอีก เลยทำให้การเมืองไม่มีความแน่นอน

เข้าใจว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ พยายามที่จะลากยาว ให้ได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่เสนอจำนวนพยานคดียุบพรรคการเมืองไปหลายสิบปาก สอบกันปีหน้าก็ไม่หมด

แม้กระทั่งการรับมือในอนาคต หากประชาธิปัตย์จะต้องถูกยุบกันจริงๆ ซึ่งมีการเตรียมหัวเอาไว้ถึง 3 พรรคการเมือง น่าสังเกตตรงที่ว่า คดียุบพรรคก่อนหน้านี้ ไม่เคยสะดุ้งสะเทือน แต่มาคราวนี้

ประชาธิปัตย์ชักออกอาการ

ที่ผ่านมาผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าตากรรมการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการปกครองประเทศ หรือการเข้ามาแก้ไขวิกฤติการเมืองตามแผนบันไดสี่ขั้น

วิกฤติบ้านเมืองกลับลุกลาม

ความขัดแย้งระหว่างตาอินกับตานา ตอนจบคงไม่ต่างจากนิทานอีสป เท่าไหร่นัก ตาอยู่ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง มหากาพย์

วิกฤติการเมืองจะจบลงอย่างไร และใครคือนายกฯคนต่อไปของประเทศ ห้ามพลาด ถ้าสังเกตให้ดีมีหนังตัวอย่างเริ่มฉายออกมาบ้างแล้ว พระเอกหนังเรื่องนี้ต้องสมานฉันท์ได้กับทุกฝ่าย

ต้นทุนต้องสูงพอสมควร

ภาพวิกฤติการเมืองบ้านเราเหมือนการฉายหนังซ้ำวนเวียนเปลี่ยนตัวผู้แสดงไปเรื่อยๆ แต่สถานการณ์ไม่เคยเปลี่ยน กีฬาสี ยัง ลับ ลวง พราง เหมือนเดิม.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 17/08/53

ที่มา ไทยรัฐ



การ์ตูน เซีย 17/08/53

ไม้หนึ่ง ก.กุนที: ประกอบส่วนสำคัญ

ที่มา ประชาไท


ประกอบส่วนสำคัญ

1.หมดเวลาเดินแนวทางซ้ายสุ่มเสี่ยง
หลีกเลี่ยงพวกฉวยโอกาสชอบเอียงขวา
เมื่อสรุปบทเรียนที่ผ่านมา
แล้วก้าวย่าง เพื่อเดินหน้าอย่างมั่นคง

2.ถึงเวลาจัดตั้งเข็มมุ่งใหม่
ปักรากฐานรัฐไทยตามประสงค์
วางระบบ ระบอบ แบบ บรรจง
ขึ้นเสาธงต่อสู้ รู้การเมือง

3.อีกภาคส่วน ต้องจริงจังเศรษฐกิจ
เรียนชีวิต เข้าใจ"ทุน" โดยต่อเนื่อง
รู้วัฏฏะ การสะสม และสิ้นเปลือง
ไม่ฝืดเคือง ให้น้ำเลี้ยง เวียนหมุนวน

4.วิภาษวิธี ทิศทางการทหาร ?
ผ่านปัจจัยที่เป็นจริงตามเหตุผล
ผู้ปฏิบัติ มีทฤษฎีประจำตน
ไร้ท่าทีรอจำนน..หวังพึ่งพา

5.แนวรบทางศิลปวัฒนธรรม
มีองค์กรชี้นำการศึกษา
รบแนวคิดกับปฏิกิริยา
สนับสนุนยุทธนาทุกแนวทาง

6.กับบางส่วนที่ต้องเป็นไม้ขีดไฟ
พรึ่บ ! ลุกไหม้..เชือดเฉือนฟ้าเช่นดาวหาง
สืบเชื้อติด ลามขับไล่คืนอำพราง
ปลุกปะทุ ! แล้วสามารถ สร้างกองเพลิง !

ไม้หนึ่ง ก.กุนที

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปสื่อ (1)

ที่มา ประชาไท


น่าแปลกใจที่ในความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปทั้งหลาย รัฐบาลนี้รวมเอาการปฏิรูปสื่อไว้ด้วย
รัฐมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้สื่อไร้คุณภาพ ไม่เฉพาะแต่ในสังคมไทย แต่ในอีกหลายสังคมทั่วโลก ในเมืองไทยเวลานี้ เสรีภาพของสื่อถูกลิดรอนอย่างร้ายกาจ ด้วย พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลคงมองไม่เห็นเป็นธรรมดา แต่สื่อเองเล่า มองเห็นหรือไม่ และถ้ามองเห็น จะร่วมมือกับรัฐบาลชุดที่ลิดรอนเสรีภาพของตนอย่างร้ายกาจนี้ได้ลงคอหรือ
เราน่าจะเริ่มต้นคิดจากปัญหาของสื่อเวลานี้ว่าคืออะไร ใครจะเป็นผู้นำการปฏิรูป และจะปฏิรูปอย่างไร แน่นอนว่าคำตอบของสื่อซึ่งกลายเป็นธุรกิจเต็มตัวแล้ว คงมีหลายอย่างหลายประการ แต่หากจะมองคำถามนี้จากสังคม และให้สังคมเป็นผู้ตอบ ก็คงได้คำตอบที่ต่างกันมาก
ผมจะพยายามมองปัญหาของสื่อปัจจุบันจากสังคม
ในสังคมที่ใหญ่ซับซ้อนอย่างสังคมปัจจุบัน การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลไม่ได้เปิดกว้างให้แก่ทุกคน อย่างในชุมชนหมู่บ้านโบราณ ในทุกสังคมปัจจุบัน การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลล้วนมีช่วงชั้น (hierachy) หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง อะไรจะเป็นข่าวหรือไม่เป็นข่าว ถูกกำหนดขึ้นโดยพีระมิดของการไหลเวียนอันหนึ่ง อำนาจในการกำกับไหลเวียนกระจุกตัวอยู่กับคนจำนวนน้อยข้างบน แล้วก็ค่อยๆ ทอนลงมาข้างล่างตามลำดับ จนถึงคนส่วนใหญ่ข้างล่าง แทบไม่มีอำนาจอะไรในการกำหนดการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลเลย
ในเมืองไทย คนจำนวนน้อยที่อยู่สุดยอดพีระมิดนั้นประกอบด้วยใครและอะไรบ้าง
รัฐ ซึ่งใช้ในที่นี้ให้รวมถึงตัวละครทางการเมืองทั้งหมด นักการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งแน่นอน แต่นอกจากนักการเมืองยังมีระบบราชการซึ่งเป็นผู้สร้าง "ข่าว" (หรือญัตติสาธารณะ) ที่ใหญ่มากในเมืองไทย เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในโลก นอกจากนี้ก็มี "นักวิชาการ" ทั้งที่เป็นรายบุคคลและเป็นสถาบัน ก็ได้เปิดพื้นที่ให้ตนเองในการกำหนดการไหลเวียนของข่าวมากขึ้นตามลำดับ และยังรวมถึงสถาบันทางวัฒนธรรมต่างๆ กล่าวโดยสรุปก็คือ กลุ่มบุคคลและสถาบันที่รวมกันเป็น "ชนชั้นนำ" ของประเทศนั่นเอง
ทุน ได้เข้ามามีส่วนในการกำกับการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล ทั้งโดยเปิดเผยผ่านองค์กรของตนเอง และโดยลับๆ ผ่านการกดดันสื่อในฐานะผู้ลงโฆษณา หรือผ่านการ "ซื้อตัว" ผู้ทำสื่อ
เมื่อพูดถึงทุนก็ต้องพูดถึงเจ้าของสื่อด้วย เพราะสื่อกระแสหลักในทุกวันนี้เป็นธุรกิจไปหมดแล้ว แม้ว่าสื่อจำนวนมากได้จดทะเบียนธุรกิจของตนในตลาดหลักทรัพย์ แต่หุ้นก็ยังกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ราย ฉะนั้น เจ้าของสื่อจึงมีอำนาจในการควบคุมการไหลเวียนของข่าวสารในสื่อของตนอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่นักการเมืองมักพยายามใกล้ชิดกับเจ้าของสื่อ
นอกจากบุคคลแล้ว กึ๋นของคนทำสื่อก็มีส่วนอย่างมากในการกำกับการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล เช่นนักข่าวไม่มีกึ๋นพอที่จะรายงานความเชื่อมโยงของปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิด "ปรากฏการณ์" ที่เป็นข่าว ได้แต่รายงานข่าว "ปรากฏการณ์" ไปวันๆ คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่สามารถสร้าง "ปรากฏการณ์" ที่เป็นข่าวได้ จึงถูกตัดออกไปจาก "ข่าว" ที่ผู้รับสื่อจะได้รับเป็นธรรมดา
ข่าวสารข้อมูลภายใต้โครงสร้างการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลเช่นนี้ จึงมีลักษณะไหลจากบนลงล่างเสมอ และอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย
แม้ไม่มีกฎหมายสักฉบับ (รวมทั้ง พ.ร.ก.การบริหารราชการฯด้วย) ที่ลิดรอนเสรีภาพของสื่อ โดยโครงสร้างของการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลดังกล่าว ก็เกิดการเซ็นเซอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเซ็นเซอร์ตามบัญชาของโครงสร้าง และเซ็นเซอร์ตนเอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตน ทั้งของสื่อและคนทำสื่อ
ขอยกตัวอย่างรูปธรรม เช่น เวลาผ่านไปหลังการสังหารหมู่กลางเมืองไปเกือบสามเดือนแล้ว ในขณะที่การทำข่าวเจาะลึกเหตุการณ์ในหลายมิติได้มีการรายงานในสื่อต่างชาติมากขึ้น สื่อกระแสหลักไทยยังไม่ได้ขยับที่จะเจาะลึกเรื่องนี้สักชิ้นเดียว พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเดียวอธิบายการละเลยหน้าที่อย่างน่าละอายนี้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่อ่อนแอด้านความชอบธรรมเช่นรัฐบาลนี้ ย่อมไม่กล้าพอจะปิดสื่อใดด้วยข้อหาก่อการร้ายอย่างแน่นอน อย่างมากก็ได้แต่ส่งหนังสือเตือนซึ่งจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ แต่เพราะสื่อเป็นธุรกิจ การเจาะข่าวเรื่องนี้ไม่ทำให้เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดได้มากนัก หรือได้ไม่คุ้มกับความเสี่ยงด้านอื่น นับตั้งแต่การถูกรัฐวิสาหกิจถอนโฆษณา ไม่เป็นที่พอใจของพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่มีและไม่คิดสร้างกึ๋นของนักข่าวให้มากพอจะเจาะลึกได้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลมาจากโครงสร้างของการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลที่ได้กล่าวแล้วนั่นเอง
โครงสร้างเช่นนี้ ทิ้งใครไว้นอกการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลบ้าง คำตอบคือคนส่วนใหญ่ เช่นประชาชนระดับล่างซึ่งไม่ใช่ลูกค้าทั้งของสื่อและของโฆษณาในสื่อ พวกเขาไม่สามารถสร้าง "ญัตติสาธารณะ" ได้ด้วยตัวเอง ยกเว้นการเดินขบวนยึดท้องถนนในกรุงเทพฯ ในขณะที่ข่าวสารข้อมูลที่ไหลเวียนในสังคมนั้น ไม่ได้รวมเอามุมมองของเขาไว้ด้วยเลย ผู้ปลูกกระเทียมก็อยากต่อรองเหมือนผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในการทำเอฟทีเอเช่นกัน แต่เพราะเขาอยู่นอกการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล เขาจึงไม่มีพื้นที่
ความไม่สนใจของสื่อกระแสหลักที่จะทำข่าวเจาะหรือข่าวสืบสวน ทำให้สังคมไม่มีทางเข้าใจความเชื่อมโยงของคนกลุ่มนี้กับนโยบายสาธารณะ หรือ "ปรากฏการณ์" ระดับต่างๆ ที่เป็นข่าวได้
ดังนั้น การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลในสังคมไทย จึงไม่เคยมีการไหลขึ้นจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบนเลย
ผมคิดว่า นี่คือปัญหาใหญ่ของสื่อกระแสหลักในประเทศไทย หากจะมีการปฏิรูปสื่อโดยไม่เข้าไปจัดการกับปัญหานี้ ก็เท่ากับไม่ได้ทำอะไรเลย และรัฐเพียงอย่างเดียว ไม่พอที่จะทำอะไรได้มากนัก
ข้อบกพร่องที่เกิดจากโครงสร้างของการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลดังที่กล่าวข้างต้นนั้น หลายอย่างด้วยกันเป็นเรื่องที่เกิดในสังคมอื่นๆ เช่นเดียวกัน และมีความพยายามหลากหลายรูปแบบในโลก ที่พยายามจะแก้ปัญหานี้ (อันเราอาจเรียนรู้ได้)
ทางออกโดยสรุปก็คือ การสร้างทางไหลขึ้นของวงจรไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล
สิ่งหนึ่งที่ทำกันมาก ทั้งในต่างประเทศและในไทย ก็คือการใช้สื่อทางเลือกที่มีขนาดเล็ก ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงผู้ให้บริการได้ง่าย (จึงเกิดอำนาจในการควบคุมการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลมากขึ้น)
สื่อทางเลือกที่ใช้กันมากคือสื่อ "ออนไลน์" ทั้งหลาย ศักยภาพของสื่อประเภทนี้มีสูงมาก สำนักข่าวอัลจาห์ซีราเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ประสบความสำเร็จในการสร้างสมดุลของข่าว จากที่เคยถูกครอบงำโดยสำนักข่าวตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว และความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้กัน คือสามารถเชื่อมโยงกับสื่อกระแสหลักได้ เพราะกลายเป็นแหล่งข่าวที่สื่อกระแสหลักในหลายสังคมต้องรวมไว้ในการรายงานข่าวของตนด้วย
ในเมืองไทย เว็บไซต์ เช่น ประชาไท, ไทยอีนิวส์ ฯลฯ สร้างความสมดุลของข่าวได้มากขึ้น และค่อยๆ แพร่หลายมากขึ้น ยิ่งในช่วงที่ข่าวสารข้อมูลถูกปิดกั้น เว็บไซต์เหล่านี้ก็ยิ่งมีผู้นิยมอ่านหรือดูมาก เช่นเดียวกับ ASTV และทีวีของฝ่ายเสื้อแดง
แต่น่าเสียดายที่การเติบโตของสื่อทางเลือกเช่นนี้ในเมืองไทย กลับถูกขวางกั้นด้วย พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (บวกกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน) โอกาสที่จะค้นหาศักยภาพของสื่อทางเลือก เพื่อทำให้วงจรการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลได้มีส่วนไหลจากข้างล่างขึ้นบน จึงเหลือแคบลง (โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าหน้าด้านเกินไปที่จะพูดถึงการปฏิรูปสื่อ ท่ามกลาง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)
ในทางตรงกันข้าม จนถึงนาทีนี้ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อกระแสหลักมีความสำคัญ เพราะมีผู้รับข่าวสารข้อมูลผ่านสื่อประเภทนี้อยู่มากในเมืองไทย (รวมวิทยุและทีวีด้วย) ฉะนั้น การปฏิรูปสื่อจึงต้องหมายรวมถึงการเชื่อมโยงสื่อทางเลือกกับสื่อกระแสหลักเข้าหากันได้ด้วย (ดังเช่นความสำเร็จของอัลจาห์ซีรา)
ในเมืองไทย มีความพยายามไปในทิศทางนี้อยู่บ้าง ผมขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจคือการเพาะ "นักข่าวพลเมือง" ของทีวีไทย ซึ่งได้เปิดอบรมการทำข่าวให้แก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ข่าวซึ่งประชาชนทำได้ออกอากาศ
แต่นี่เป็นความพยายามที่ไม่นำไปสู่อะไรได้มากนัก อยู่ที่ว่าจะให้เวลาได้มากน้อยเพียงไรเท่านั้น ที่น่าจะทำมากกว่าก็คือการทำให้นักข่าวพลเมืองมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำข่าวของสถานี (ไม่ใช่ได้เวลาปิดท้ายข่าว 3 นาที) ทางสำนักข่าวของสถานีต้องมีโจทย์อยู่ในใจ สามารถติดต่อนักข่าวพลเมืองได้ทันที เมื่อต้องการได้ภาพและรายงานข่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่งทั่วประเทศไทย สถานีมีหน้าที่เลือกสรรคลิปที่ส่งเข้ามา และรวบรวมจนเป็นประเด็น "ข่าว" ขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่นการจัดการน้ำโดยชุมชน สถานีอาจรับคลิปวิดีโอจากนักข่าวพลเมืองทั่วประเทศ แล้วสร้าง "ข่าว" ขึ้นจากคลิปเหล่านี้ แน่นอนต้องรวมถึงจากการบ้านที่สถานีต้องทำ ทั้งผ่านเอกสารและการสัมภาษณ์บุคคล จนเกิดความกระจ่างแจ้งและเป็นความรู้แก่สาธารณชน
หากโจทย์ของการปฏิรูปสื่อคือโครงสร้างการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล เส้นทางปฏิรูปควรเป็นอย่างไร?
ผมขอพักเรื่องนี้ไปต่อในสัปดาห์หน้า
........................................................................
เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 ส.ค.2553

ชีวิต-แนวคิด-ความสัมพันธ์ ของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จากงานศึกษาของนักวิจัยต่างชาติ

ที่มา ประชาไท


"คลาวดิโอ โซปรานเซตติ" นักศึกษาปริญญาเอกจาก ม.ฮาร์วาร์ด ผู้คลุกคลีอยู่กับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สารถีตามตรอกซอกซอยของเมืองกรุง เปิดเผยถึงวิถีชีวิต แนวคิด และความสัมพันธ์ในฐานะผู้เป็น 'ตัวเชื่อม' ทางสังคมและวัฒนธรรม พบวินมอเตอร์ไซต์พูดถึงประชาธิปไตยในความหมายของ ‘ความยุติธรรมทางสังคม’ มากกว่าเป็นการพูดถึงประชาธิปไตยในความหมายทั่วไป

000

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดสัมมนาบัณฑิตศึกษาเรื่อง “เจ้าของแผนที่: มานุษยวิทยาของมอเตอร์ไซต์รับจ้างในกรุงเทพฯ” นำเสนอโดย Claudio Sopranzetti (คลาวดิโอ โซปรานเซตติ) นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ผู้ลงไปคลุกคลีกับวินมอเตอร์ไซค์จนได้เสื้อกั๊กของวิน ทั้งยังเคยมีประสบการณ์รับส่งผู้โดยสาร

ในช่วงแรกโซปรานเซตติ ได้อธิบายถึงการขยายตัวของท้องถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาของสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้ามามีอิทธิพลเหนือลัทธิคอมมิวนิสต์ในแถบภูมิภาคนี้

โซปรานเซตติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน ปัญหาการจราจรก็เป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่คนในซอยที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเมล์ไปไม่ถึงสามารถโดยสารออกจากซอยได้

ผู้นำเสนอกล่าวว่าในประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจนอกระบบอย่างมอเตอร์ไซค์รับจ้างมีส่วนสำคัญ ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง คนอยู่ในกทม.ที่ตกงานหลายคนก็หันไปทำงานนอกระบบอย่างการเป็นมอเตอร์ไซต์รับจ้างหรือเป็นพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งในขณะเดียวกันการเป็นเศรษฐกิจ นอกระบบของ 'วินมอเตอร์ไซค์' ก็ควบคุมไม่ได้ ไม่มีการเสียภาษี ทำให้รัฐไม่ได้ประโยชน์ และทำให้เกิดผู้มีอิทธิพลขึ้น จนในช่วงปี 2546 รัฐบาลทักษิณก็มีนโยบายปรบปรามอิทธิพลมืด มีความพยายามทำให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยมีการลงทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และมีการจัดการตัวเองโดยมีหัวหน้าวิน

โซปรานเซตติ กล่าวว่า เจ้าของวินจะมีอำนาจโดยการเป็นเจ้าของเสื้อกั๊ก เนื่องจากเสื้อกั๊กซึ่งแสดงถึงความเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นมีราคาสูงและเจ้าของวินจะเป็นคนสั่งมา คนที่จะได้เสื้อกั๊กต้องมีเส้นสายหรือมีคุณสมบัติที่ดีบางคนได้เสื้อกั๊กผ่านเพื่อนหรือคนจังหวัดเดียวกัน ขณะเดียวกันการไม่มีระบบควบคุมบริเวณก็ทำให้ผู้มีอิทธิพลสามารถกลับมาได้ อย่างไรก็ตามมีสมาคมมอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งเป็นเสมือนสหภาพแรงงานของคนเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เช่นเรื่องผู้มีอิทธิพล

จากงานวิจัยของ โซปรานเซตติ ทำให้ทราบข้อมูลว่า ผู้มีอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่เป็นชาย อายุราว 20-40 ปี เป็นคนต่างจังหวัดที่ทำงานส่งเสียครอบครัวที่ต่างจังหวัด หลายคนให้เหตุผลที่ทำอาชีพนี้ว่า เพราะมีความอิสระ หมายถึงอิสระจากคำสั่งต่าง ๆ และอิสระที่จะไป-มา ระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดได้ รวมถึงความรู้สึกว่าตนมีตำแหน่งแห่งที่ในสังคม

อย่างไรก็ตาม โซปรานเซตติ กล่าวว่า บางคนก็ดูถูกมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะรู้สึกว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นพวกขี้เกียจ เป็นคนสกปรก ไม่มีการศึกษา แต่ โซปรานเซตติ บอกว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างบางคนมาจากต่างจังหวัดแต่มีความรู้เรื่องถนนหนทางมากกว่าในคนที่อาศัยในกรุงเทพฯ เสียอีก ขณะเดียวกันมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่งเคยทำงานในบริษัทที่ย่านสีลมมาก่อน ในช่วงนั้นเขาไม่มีเวลาหาความรู้เลย แต่พอได้มาเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างเขาก็มีเวลาหาความรู้มากขึ้น โซปรานเซตติ บอกว่ามอเตอร์ไซต์รับจ้างทั่วไปเวลาว่างจะเห็นอ่านหนังสือหรือหนังสือพิมพ์ และเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในการเมืองดีจากการที่ได้พูดคุยถกเถียงกับพวกเขามา

โซปรานเซตติ ได้พูดถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้างในฐานะเป็น "Mediator" หรือตัวกลาง-ตัวเชื่อม ในหลายๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่จากการที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างความความสัมพันธ์แน่นแฟ้นแบบเชื่อใจกันกับคนที่พื้นที่ ทำให้พวกเขาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูงหรือ “ผู้ใหญ่” ในพื้นที่นั้นๆ เช่นมีคนที่ลูกเรียนเก่งแต่ไม่มีเงินศึกษาต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็จะเป็นตัวกลางคอยช่วยหยิบยืมจากคนที่มีเงิน แม้มอเตอร์ไซค์รับจ้างจะเป็นชนชั้นล่างในเมืองแต่ก็มีความสัมพันธ์กับชนชั้นกลาง-ชนชั้นสูง ทำให้ถึงพวกเขาจะไม่มีอำนาจสาธารณะ แต่ก็มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากชนชั้นคืออำนาจของเครือข่าย (Network)

โซปรานเซตติ บอกอีกว่า นอกจากนี้เนื่องจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับบ้านบ่อยกว่าคนทำงานบริการอื่น ๆ ทำให้พวกเขาเป็นตัวเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมสมัยใหม่ในเมืองกับท้องถิ่นของพวกเขา โดยเอาสินค้า แนวคิด วิถีชีวิต จากในกรุงเทพฯ กลับบ้านที่ชนบท เช่น มีบางคนพอกลับบ้านไปก็เอา พิซซ่า กับ ไก่ทอดเคเอฟซี กลับไปให้ลูก หรือบางคนก็นำข้อมูลเรื่องการเมืองที่รับรู้จากในกรุงเทพฯ ไปเล่ากับคนแถวบ้าน ขณะที่บางคนก็มีชีวิต 2 แบบ คือทำงานเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเมืองในเวลาหนึ่ง ในอีกช่วงหนึ่งก็กลับไปทำนาที่บ้าน

ในเรื่องความสัมพันธ์ทางการเมือง โซปรานเซตติ เล่าว่าช่วงปี 2535 ซึ่งเป็นการประท้วงของชนชั้นกลางกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็มีบทบาทอยู่ส่วนหนึ่งในตอนนั้น แต่จากการพูดคุยมีคนขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างคนหนึ่งเล่าว่าพวกเขาไปเพราะรับจ้างไป ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรในตอนนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม โซปรานเซตติ เล่าต่อว่าพอหลังจากยุคของรัฐบาลทักษิณ 2 ก็มีนโยบายที่เอื้อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จนทำให้พวกเขาเกิดแนวคิดที่ว่าการเมืองมีประโยชน์ มีความสัมพันธ์กับชีวิตของพวกเขา รวมถึงในการชุมนุมเสื้อแดงครั้งที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้เรียนรู้และพัฒนาความคิดทางการเมืองอย่างเช่นเรื่อง 2 มาตรฐาน จากการที่เห็นว่าชนชั้นกลางและชนชั้นสูงมีโอกาสที่ดีกว่า มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ขณะที่พวกเขาซึ่งทำงาน 14 ชั่วโมงมีชีวิตที่ไม่ดีเท่า

ขณะเดียวกันเมื่อผู้วิจัยได้ถามถึงแนวคิดประชาธิปไตยของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พวกเขาก็ให้ความหมายต่อประชาธิปไตยว่า หมายถึง ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ ความยุติธรรมทางการศึกษา และความยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งโซปรานเซตติ สรุปว่า ประชาธิปไตยในความหมายของกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เขาไปสำรวจดูจะเป็นการให้ความสำคัญต่อ “ความยุติธรรมทางสังคม” (Social Justice) มากกว่าจะเป็นการพูดถึงประชาธิปไตยแบบทั่วๆ ไป