WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 18, 2010

เด็กจุฬาฯ โดนยึดป้ายประท้วงนายกฯ อาจารย์กร้าว “นี่เป็นที่ของผม ฟ้องผมได้เลย”

ที่มา ประชาไท


(18 ส.ค.53) กลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งว่า วันนี้ นิสิตจุฬาฯ ประมาณ 7-8 คน ซึ่งทำกิจกรรมถือป้ายข้อความเกี่ยวกับเสรีภาพและประชาธิปไตย ถูกยึดป้ายและถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้กำลังขัดขวาง ก่อนจะยื่นจดหมายให้นายกฯ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่สังหารประชาชน

กลุ่มนิสิต ระบุว่า ในงานวันครบรอบสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ไปกล่าวปาฐกถาเรื่องการกระจายอำนาจ ที่จุฬาฯ โดยนิสิตจุฬาฯ กลุ่มนี้ ต้องการยื่นจดหมายร้องเรียนถึงปัญหาการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และความหวาดกลัวของประชาชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยกลุ่มนิสิตได้เตรียมแผ่นป้ายกระดาษแข็ง 7 ใบ มีข้อความ ดังนี้

“จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"ผมอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วพังไปเรื่อยๆ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“หยุดปิดกั้นความคิด หยุดใช้ พ.ร.ก.”

“Political action is the highest responsibility of a citizen.” John F. Kennedy

“Justice delayed is democracy denied.” John F. Kennedy

“Those who make peaceful revolution impossible will make violent revolution inevitable.” John F. Kennedy และ

“Forgive your enemies, but never forget their names.” John F. Kennedy

รายงานข่าวแจ้งว่า นักศึกษายังไม่ทันจะได้แสดงข้อความ แผ่นป้ายส่วนหนึ่งก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยึดไป หลังจากนั้น แผ่นป้ายอีกส่วนหนึ่งก็ถูกนายวีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยึดไป โดยมีการยื้อแย่งกับนิสิตพักใหญ่ โดยนายวีระศักดิ์ไม่ยอมให้นิสิตแสดงความคิดเห็นโดยการชูป้าย และได้กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ที่จุฬาฯ นี่เป็นที่ของผม ฟ้องผมได้เลย”


นายวีระศักดิ์ ขณะโต้เถียงกับนิสิต

ในเวลาเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ได้เดินลงจากอาคารหลังจบการปาฐกถา นิสิตหญิงคนหนึ่งในกลุ่มได้พยายามนำจดหมายไปยื่นให้นายกฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกักตัว ด้วยการเหนี่ยวแขนไว้อย่างรุนแรง และดันตัวไปจนชิดบันได จนนิสิตต้องตะโกนออกมาว่า “ท่านนายกฯ คะ!” เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัว ทำให้ยื่นจดหมายได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถชูแผ่นป้ายอย่างสงบในมหาวิทยาลัยที่ตนเองศึกษาอยู่ได้


ร้องเลือกตั้งใหม่ เป็นการฟังเสียงประชาชนที่ง่ายที่สุด

สำหรับเนื้อหาของจดหมายเปิดผนึก นิสิตกลุ่มนี้ได้เสนอให้รัฐบาลต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันที เนื่องจากมองว่าการเลือกตั้งจะเป็นการกระจายอำนาจ และการรับฟังความเห็นประชาชนที่ดีที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่สังหารประชาชนด้วย

นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า ความปรองดองสามัคคีไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาโฆษณาหรือบอกให้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดจากการยอมรับความต่าง พร้อมกับการยอมรับผิดต่อการกระทำกับประชาชน การปราบปรามความเห็นต่าง และการโฆษณาชวนเชื่อผ่านกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็น คุก ศาล ทหาร ตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่มีแต่สร้างความขัดแย้งและเพิ่มพูนความโกรธแค้นแก่ประชาชน

จดหมายระบุว่า การปฏิรูปการเมืองบนกองเลือดเป็นสิ่งที่ไร้ค่า และย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องคิดถึงกระบวนการรับฟังความเห็นที่ซับซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ ทางออกง่ายๆ ตรงไปตรงมา สามารถดำเนินการได้ผ่านการเลือกตั้ง อันถือเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ง่ายที่สุด


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

---------------------------------------------
(จดหมายเปิดผนึก)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 18 สิงหาคม 2553
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

วันที่ 18 สิงหาคม 2553 ขณะที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิกำลังแสดงปาฐกถาเรื่องการกระจายอำนาจ พร้อมทั้งโวหารที่สวยงามเกี่ยวกับการคืนอำนาจให้กับประชาชน ณ ประเทศนี้เมื่อไม่นานมานี้มีประชาชนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาล คืนอำนาจให้แก่พวกเขา การชุมนุมเรียกร้องที่ยาวนาน จบลงด้วนการนองเลือด การปราบปรามของรัฐบาลยังผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าหนึ่งร้อยชีวิต เวลาล่วงมาเป็นเวลากว่าสามเดือนแล้ว...ดูเหมือนรัฐบาลจะลืมไปแล้วว่า ได้ทิ้งบาดแผลอะไรไว้กับประชาชนผู้สูญเสีย ที่ซึ่งไม่มีถ้อยคำแสดงความเสียใจใดๆ จากผู้นำรัฐบาล

หลังการสูญเสีย รัฐบาลพยามรณรงค์เรื่องความสมานฉันท์ และสามัคคีแบบที่ผู้นำไทยในอดีตเคยทำหลังจากมีการสังหารหมู่ประชาชนใจกลางมหานครแห่งนี้ แต่ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อรัฐบาลยังคงปราบปรามผู้ที่เห็นต่าง ด้วยเครื่องมืออย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมถูกควบคุมตัว รวมถึงประชาชนธรรมดาที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ยังคงถูกคุกคามและจับกุมอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อหาการเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและรัฐบาล

การดำเนินการของรัฐบาลมีแต่สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนให้ทวีคูณขึ้น นายกรัฐมนตรีลืมสัญญาเรื่องการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง แนวทางการสร้างความสามัคคีผ่านการปราบปราม และไม่ให้พื้นที่ความเห็นที่แตกต่างกันในสังคม จะนำสู่การล่มสลายของสังคมในที่สุด ล่าสุดเพื่อนเยาวชนนักกิจกรรมของเราที่เชียงราย ถูกควบคุมตัว จากการถือป้าย “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” การควบคุมความเห็นที่แตกต่างกันในฐานะเป็นอาชญากรรมที่รุนแรงและมีความบกพร่องทางจิตนั้น ไม่สามารถเป็นทางออกให้แก่สังคมได้อย่างแน่นอน

รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้อย่างไร ในประเทศที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และไร้หลักประกันใดๆ ในชีวิต ประชาชนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกไร้ซึ่งอดีต ปัจจุบันและอนาคต พวกท่านตอบสนองข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภาอันถือเป็นข้อเรียกร้องอันน้อยนิดของพวกเขาด้วยกระสุนปืน และการปราบปราม หลังจากพวกท่านสังหารญาติพี่น้องและมิตรสหายของพวกเขาแล้ว พวกท่านยังคงปราบปรามพวกเขาและโฆษณาชวนเชื่อให้พวกเขาหลงลืมเหตุการณ์ที่ผ่านมา....ความสามัคคีย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นในสังคมแห่งการปราบปราม

เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของพวกท่าน ที่กำลังพูดด้วยโวหารที่สวยงามเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ และการรับฟังความเห็นของประชาชน พวกเราในฐานะตัวแทนของกลุ่มกิจกรรมเยาวชน มีข้อเสนอดังต่อไปนี้

1.การกระจายอำนาจ และการรับฟังความเห็นประชาชนที่ดีที่สุดคือการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ดี แม้ท่านจะนำเสนอคุณธรรมที่สูงส่งแต่สังคมปราศจากเสรีภาพในการรับฟังความเห็น คุณธรรมของท่านก็ไม่ต่างจากข้ออ้างของเผด็จการ....ดังนั้นรัฐบาลต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันทีพร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่สังหารประชาชน

2.ความปรองดองสามัคคี ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาโฆษณาหรือบอกให้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดจากการยอมรับความต่าง พร้อมกับการยอมรับผิดต่อการกระทำกับประชาชน การปราบปรามความเห็นต่าง และการโฆษณาชวนเชื่อผ่านกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็น คุก ศาล ทหาร ตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่มีแต่สร้างความขัดแย้งและเพิ่มพูนความโกรธแค้นแก่ประชาชน

3.การปฏิรูปการเมือง บนกองเลือดเป็นสิ่งที่ไร้ค่า การตั้งคณะกรรมาธิการที่มิได้มีความเห็นชอบจากประชาชนด้วยหมู่คณะอภิสิทธิ์ชนที่เห็นดีเห็นงามกับการสังหารหมู่ประชาชน....ท่านไม่จำเป็นต้องคิดถึงกระบวนการรับฟังความเห็นที่ซับซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ ทางออกง่ายๆ ตรงไปตรงมา สามารถดำเนินการได้ผ่านการเลือกตั้ง อันถือเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ง่ายที่สุด

จงคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็วไวขณะนี้ประชาชนจำนวนมหาศาลยังคงเชื่อมั่นวิธีการเปลี่ยนแปลงผ่านช่องทางทางประชาธิปไตย เพราะพวกเขายังคงเชื่อว่าเป็นหนทางที่ยังคงรับประกันซึ่งอำนาจของพวกเขา หากรัฐบาลยังคงรีรอและปฏิรูปการเมืองเพื่อสนองประโยชน์ต่อชนชั้นอภิสิทธิ์ชนเพียงลำพัง ท้ายที่สุดแล้วความขัดแย้งที่เกิดขึ้นย่อมไม่สามารถแก้ไขได้ผ่านช่องทางรัฐสภาในที่สุด

ลุง 60 ปีถูกขังข้อหาส่ง sms หมิ่นเบื้องสูงให้นายกฯ ยันส่ง sms ไม่เป็น

ที่มา ประชาไท

18 ส.ค.53 รายงานข่าวแจ้งความคืบหน้ากรณี นายอำพล ตั้งนพกุล อายุ 60 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงด้วยการส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีถึง 4 ครั้ง โดยนายอำพลถูกตำรวจจับกุมและควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ศาลอาญา ระบุว่าได้อนุมัติการฝากขังผลัดที่ 3 ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 27 ส.ค.แล้ว โดยมีกำหนดฝากขังตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.-8 ก.ย. 53



นายอำพลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และกล่าวระหว่างถูกควบคุมตัวว่า ได้ใช้โทรศัพท์เครื่องนี้มาราว 2-3 เดือน เครื่องเป็นของลูกเขยจำไม่ได้ว่ายี่ห้ออะไร รุ่นไหน ส่วนซิมการ์ดนั้นเป็นของตนเองซึ่งลูกซื้อมาให้ใช้ปีกว่าแล้ว เป็นระบบเติมเงินของบริษัทผู้ให้บริการรายหนึ่ง แต่ไม่เคยส่งเอสเอ็มเอสเลย เพราะส่งไม่เป็น เอาไว้โทรออกอย่างเดียว

เขากล่าวด้วยว่าเขาอาศัยอยู่กับภรรยาในบ้านเช่า ในอดีตมีอาชีพขับรถส่งของ แต่ปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เนื่องจากอายุมากแล้วและพูดก็ไม่ชัดจากการผ่าตัดมะเร็งใต้ลิ้น ลูกๆ จึงเป็นผู้ส่งเสียให้อยู่บ้านเลี้ยงหลานๆ ในวันที่ตำรวจเข้าจับกุมทุกคนตกใจมากและพากันร้องไห้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าลูกชายซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่งคงกำลังพยายามหาทนายให้ แต่ไม่ทราบว่าเดินเรื่องเรียบร้อยหรือยัง

เมื่อถามถึงกรณีที่เขาถูกตำรวจระบุว่าเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ของ นปช. นายอำพล กล่าวว่า เขาเคยไปเดินเที่ยวในที่ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ถนนราชดำเนินในช่วงเย็นๆ หลายครั้ง รวมทั้งในสมัยที่ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมก็เข้าไปเดินเที่ยวหลายต่อหลายครั้งด้วยเช่นกัน ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายไหนมากเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ กรณีของนายอำพล เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 ส.ค. โดย พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศรัตรู ผบช.ก. พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รรท.ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผกก.1 บก.ป. และ พ.ต.ท.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายอำพล ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญารัชดา ที่ 1659 /2553 ลงวันที่ 29 ก.ค.53 ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตาม ป.อาญา มาตรา 112 มีโทษจำคุก 3-15 ปี โดยจับกุมได้ที่ห้องเช่าไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ระหว่างซอยวัดด่านสำโรง 17/1 และซอยวัดด่านสำโรง 19 หมู่ที่ 4 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโมโตโรล่า 2 เครื่อง และยี่ห้อเทเลวิช อีก 1 เครื่อง ซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ไถง ได้รับแจ้งว่า มีบุคคลลึกลับส่งข้อความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสถาบันไปยังบุคคลสำคัญระดับประเทศหลายคน โดยมีการส่งข้อความดูหมิ่นสถาบันไปให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นากยกรัฐมนตรี ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 9 -12 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้ง นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสีอีกด้วย จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท.ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ร่วมกันสืบสวนหาตัวคนร้าย จากการตรวจสอบบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือหลายบริษัทพบว่า มีการใช้ซิมการ์ดแบบเติมเงิน เมื่อส่งข้อความเสร็จแล้วก็จะหักซิมการ์ดทิ้ง จึงติดตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์จนทราบว่านายอำพล เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวจึงเข้าจับกุมมาสอบสวน เชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้น่าจะมีผู้สนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่า นายอำพล เป็นฮาร์ดคอร์กลุ่มคนเสื้อแดง จ.สมุทรปราการ ที่ กอ.รมน. ขึ้นบัญชีดำไว้ด้วย

เสื้อแดงประท้วงกลางกรุงออสโล ร้องลั่น "Demokrati na!"

ที่มา Thai E-News

Thailand Demokrati na! -
Thailand Democracy Now! -
ประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตยทันที!

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ Non Drama
17 สิงหาคม 2553

รายงานจากคุณ Non Drama จากประเทศนอร์เวย์ แจ้งว่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการชุมนุมโดยสงบของกลุ่มคนเสื้อแดงไทยในกลางกรุงออสโล โดยมีรายละเอียดดังนี้
"กิจกรรมเสื้อแดงนอร์เวย์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2553 กลางกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ กิจกรรมครั้งนี้ นอกจากจะมีมีพี่น้องเสื้อแดงชาวไทยที่อาศัยอยู่ในนอเวย์มาร่วมกันแสดงพลังเรียกร้องประชาธิปไตยแล้ว ยังมีชาวนอร์เวย์แท้ๆมาร่วมกลุ่มทำกิจกรรมครั้งนี้กับพี่น้องเสื้อแดงของเราด้วย

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่กิจกรรมครั้งแรกของกลุ่มเสื้อแดงในนอร์เวย์ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่เริ่มได้รับการยอมรับ และมีชาวนอร์เวย์นับ 10 ชีวิต เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดง ณ ประเทศนอร์เวย์ในครั้งนี้"





มุมกลอน: ปรารถนา

ที่มา Thai E-News


ปรารถนา

๑. ปรารถนา ปรองดอง สมานฉันท์
นิรโทษกรรม... พลัน อย่าถือสา
เมื่อการเมือง สองฝ่าย หงายไพ่มา
ยิ่งเนิ่นช้า นับวัน ยิ่งอันตราย

๒. เผลอสะกิด นิดหนึ่ง “ขอโทษนะ”
นี่ฆ่ากัน จะจะ เย้ยกฎหมาย
กลับรู้สึก นึกชม สมควรตาย
แหลกสลาย สังคม โสมมแล้ว

๓. พึงเพียงพอ พอเพียง เยี่ยงจอมปราชญ์
เมาอำนาจ ปกครอง มิผ่องแผ้ว
มุ่งธรรมมา ธิปไตย ที่เพริศแพร้ว
กราบ...พระแก้ว มรกต ดลบันดาล

๔. ปรารถนา เปลี่ยนใจ ฆ่าให้หมด
หลายสิบล้าน คิดขบถ ควรสังหาร
มิอายฟ้า อายดิน อายวิญญาณ
ปรารถนา ทรมาน ประเทศไทย

ประสม อานันทคณิต

ครอบงำ – อำพราง

ครอบ ครองมวลไพร่ด้วย มายา
งำ เงื่อนยุติธรรมพา ซ่อนซ้อน
อำ -มหิตห่อนเมตตา ตายเกลื่อน
พราง เล่ห์กลลวงต้อน ล่อให้ปรองดอง

ภณ ชยวรชาด
ณ.อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช
ครอบงำ – อำพราง
ครอบ ครองมวลไพร่ด้วย มายา
งำ เงื่อนเถื่อนบัญชา ซ่อนซ้อน
อำ -มหิตห่อนเมตตา ตายเกลื่อน
พราง เล่ห์กลลวงต้อน ล่อให้ปรองดอง

ภณ ชยวรชาด
ณ.อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช

มุมกวี: ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย

ที่มา Thai E-News


ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย
หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย

ตอกลิ่มซ้ำย้ำโศกโลกมนุษย์
จิตใจดำต่ำทรุดสุดรับได้
อาศัยซากตึกพังบังความตาย
กี่ซากศพกองก่ายใต้ซากตึก

หน้าไหนหรือใครคือฆาตกร
มันหลบซ่อนในเถื่อนถ้ำไร้สำนึก
มันลอยหน้าสาไถไม่รู้สึก
และคักคึกหยันเยาะหัวเราะร่า

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”

ทุกคนล้วนควรรักษาชีวิต
แม้บ้านเมืองมืดมิดดวงจิตสว่าง
ยกระดับสำนึกลึกและกว้าง
มิเคว้งคว้างคล้องใจกล้าประชาชน

แถวทหารแน่นหนาดั่งกำแพงนคร
คำสั่งแผ่วเบา อ่อนโยนและจริงจังเพียงประโยคเดียว คุไฟรักชาติ
ก่อกำเนิดตำนานวีรชนไพร่
บนแผ่นดินที่ไขว่คว้าหาความยุติธรรมยากยิ่ง
ดั่งเรายืนอยู่กันคนละโลก ?
ดวงวิญญาณผู้กล้าจักต้องสังเวยอีกกี่ครั้ง อีกกี่ศพ
หากจะมีสิ่งใดทดแทนชีวิตวีรชนทุกวีรกรรมจากอดีตอันเจ็บปวด
สิ่งนั้นย่อมมีคุณค่า มีความหมาย ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากร่างอันถมทับประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่
เป็นพลังมหานทีที่ไม่มีใครหน้าไหนทัดทานได้
เพื่อนผู้กล้า...
สั่งสมบทเรียนและรอเวลาสั่งสอนมันให้รู้ว่า
บัลลังก์แห่งการสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน
ทลายลงแล้ว !!!


“หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย”

บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย

Tuesday, August 17, 2010

พิซซ่าก่อการร้าย

ที่มา ข่าวสด


ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ผลจากการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะเป็นคณะทำงานที่มีทัศนคติในทางที่ดีกับนายกฯคนนี้เป็นอย่างยิ่ง

ข้อมูลที่กรรมการสิทธิฯตรวจพบ จากการเดินทางสำรวจผู้ถูกจับกุมคุมขังด้วยความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา

กรรมการสิทธิฯพบว่า มีเยาวชนจำนวนไม่น้อย ถูกขังอยู่ในเรือนจำ จนทำให้ขาดการเรียนไปแล้ว

เยาวชนเหล่านี้ บางคนไม่ใช่คนเสื้อแดงด้วยซ้ำ แต่ผ่านไปดูเหตุการณ์แล้วถูกจับกุม

กรรมการสิทธิฯระบุเองว่า มีเด็กส่งพิซซ่ารวมอยู่ด้วย

เด็กส่งพิซซ่าซึ่งทำงานหาเงินเล่าเรียน เพราะครอบครัว ยากจน

ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ผู้ก่อจลาจลอย่างแน่ นอน!

เป็นคำถามว่า ระบบตรวจสอบกลั่นกรองของรัฐ ในการจับกุมผู้คนในข้อหาก่อการร้าย เป็นเสื้อแดงหัวรุนแรงจลาจลนั้น มันเที่ยงธรรมจริงหรือ

นอกจากเด็กส่งพิซซ่าที่กรรมการสิทธิฯไปพบเองแล้ว ยังมีเด็กขายไอติมรวมอยู่ด้วย

วันนี้อนาคตทางการศึกษาของเด็กที่ขยันทำมาหากิน เพื่อหาเงินเรียน ต้องสะดุด เพราะถูกจับเพียงเพราะอยู่ใกล้ที่ชุมนุม

จับอย่างเหมารวมไปหมด

ทำให้เด็กๆได้รับผลกระทบหลายต่อหลายคน

รัฐบาลอภิสิทธิ์จะรับผิดชอบบ้างไหม!?

จากเด็กส่งพิซซ่า เด็กขายไอติมอันน่าเศร้า

เมื่อไม่กี่วันก่อน นักข่าวข่าวสดเพิ่งไปพบเด็กร้านอาหาร ญี่ปุ่น ในเครือเอ็มเค

นอนพักรักษาตัวอาการสาหัสอยู่ในโรงพยาบาลราชวิถี

นายอำพล นาคบำรุง วัย 18 ปี ถูกยิงทะลุคอ ระหว่างยืนดูทหารสลายม็อบเมื่อวันที่ 15 พ.ค. บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ

เช้าวันนั้นขณะออกจากบ้านแถวดินแดง จะขึ้นรถ เมล์ไปทำงาน ผ่านไปเห็นผู้ชุมนุมอยู่เป็นจำนวนมาก เลยหยุดยืนดู ไม่คิดว่าทหารจะยิงเพราะชาวบ้านเยอะแยะ แต่ก็ยิง

วันนี้สภาพร่างกายของเด็กร้านเอ็มเคยังเคลื่อนไหวไม่ได้หลายส่วน ต้องพักรักษาตัวยาวนาน

เด็กคนนี้บอกด้วยว่า อยากให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาล โดนอย่างเขาบ้าง

นี่คือตัวอย่างของการปราบม็อบอย่างไม่รับผิดชอบ ยิงดะ และจับอย่างเหวี่ยงแห

ความจริงเหล่านี้จะฟ้องประจานรัฐบาลออก มาเรื่อยๆ!

กรณีไทย-กัมพูชา กรอบ"ทวิภาคี"บานปลาย กลายเป็น "พหุภาคี"

ที่มา ข่าวสด




มี ท่าทีที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน ระหว่างไทยและกัมพูชาต่อปัญหาข้อพิพาทอันเนื่องแต่การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

เป็นความแตกต่างที่ไทยถือเอาประเด็นเรื่อง "เขตแดน" เป็นปัญหาใหญ่

เป็นความแตกต่างที่กัมพูชาประเมินว่าปัญหาเรื่อง "เขตแดน" อยู่ในระดับที่ไม่สามารถเจรจากันได้ระหว่าง 2 ประเทศ

นั่นคือ ไม่ใช่เรื่องของ "ทวิภาคี" หากแต่ต้องการให้เป็นเรื่องของ "พหุภาคี"

เห็นได้จากไม่เพียงแต่กัมพูชาจะทำหนังสือถึงประธานที่ประ ชุมใหญ่สหประชาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หากแต่ยังทำหนังสือถึงเวียดนามในฐานะที่เป็นประธานอาเซียน

ขณะที่ไทยยังยืนกรานให้ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาจำกัดกรอบเป็นการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ เป็นเรื่องของทวิภาคี ไม่ใช่เรื่องของพหุภาคีหรือมีชาติอื่นเข้ามา

ความแตกต่างนี้ระยะยาวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อไทย



ที่ว่าไม่น่าจะเป็นผลดีต่อไทยนั้นมองจากสภาพความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ดำรงอยู่ในขณะนี้

ต้องยอมรับว่า ไม่ดีเลย

ไม่เพียงแต่ไทยจะเพิ่งประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หากแต่ไทยยังประกาศถอนตัวเอกอัครราช ทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับ และไทยยังเดินหน้าไม่ยอมให้การจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกดำเนินไปอย่างราบรื่น

ที่สำคัญก็คือ ไทยยกเอาประเด็นเรื่อง "เขตแดน" มาเป็นปัจจัยสำคัญที่มิอาจยอมรับในเรื่องการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลายาวนาน

ตรงนี้เป็นปัญหาที่ทางกัมพูชาออกมายอมรับว่าเป็นทางตันและไม่สามารถตกลงกันได้ในระดับทวิภาคี หากแต่จำเป็นต้องอาศัยที่ประชุมนานาชาติเป็นเวทีในการจัดการ

ความต้องการนี้กัมพูชาเสนอตั้งแต่ปี 2552 มาแล้ว

ถามว่าในบรรยากาศแห่งความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ไทยกับกัมพูชาสามารถนั่งลงเจรจากันอย่างสันถวมิตรสนิทสนมหรือ

ตอบได้เลยว่า ยาก และยากอย่างยิ่ง

เห็นได้จากการที่คณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไปอันเป็นเรื่องระหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหมกัมพูชาต้องเลื่อน

เห็นได้จากการที่คณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนหรือที่เรียกว่าเจบีซี ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยกับกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ก็ไม่สามารถประชุมร่วมกันได้กว่า 1 ปีมาแล้ว

เห็นได้จากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาลดระดับจากระดับเอกอัครราชทูตมาอยู่ในระดับอุปทูต

และต่างก็กล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นฝ่ายรุกล้ำดินแดนของอีกฝ่าย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจึงเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ในขั้นไม่มีใครฟังกัน ต่างคนต่างพูด

ความสัมพันธ์เช่นนี้เปราะบางอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์เช่นนี้ล่อแหลมอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์เช่นนี้มีโอกาสสูงมากที่จะขยายจากการใช้คำพูดเป็นการกระทำที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

นั่นเท่ากับเรื่องระดับทวิภาคีจบ และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพหุภาคี

ปิดไม่มิด

ที่มา ข่าวสด


เหล็กใน




มีความสงสัยมานานแล้วถึงมาตรฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ยุค นายธาริต เพ็งดิษฐ์

กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจพิเศษในมือ แต่กลับนำไปใช้เพื่อสนองรัฐบาล

จนไม่เหลือความเป็นกลางอยู่แล้ว!?

ก่อนหน้านี้นายธาริตออกมาระบุเองว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อให้เห็นชอบสั่งฟ้องคดีที่เกี่ยวกับแกนนำนปช. และยังให้เร่งสั่งฟ้องให้ทันกำหนดผลัดฟ้องฝากขังนัดสุดท้ายอีกด้วย

ตรงนี้ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน การชี้นำและแทรกแซงให้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องคดีไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการนั้นทำไม่ได้เด็ดขาด!

การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่

ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความเห็นของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม หรืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

และที่ประจวบเหมาะกันจริงๆ

อัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้อง 19 แกนนำ นปช.ว่า เป็นตัวการให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

ตอนนี้ก็เท่ากับว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ รวมทั้ง ศอฉ. สามารถจับตัวการฆ่าประชาชนได้แล้ว!??

แต่เชื่อว่าสังคมก็ยังกังขาอยู่ดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ

คดี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม ที่มีพยานนับไม่ถ้วนยืนยันว่าเห็นวิถีกระสุนยิงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส

แต่ดีเอสไอสรุปว่าเป็นฝีมือของ 19 แกนนำนปช.

เหยื่อสไนเปอร์ที่บ่อนไก่ ดินแดง ซอยรางน้ำ ศาลาแดง ลุมพินี สีลม ตายไปนับไม่ถ้วน ที่บาดเจ็บทุพพลภาพก็ออกมายืนยันแล้วว่าใครเป็นคนยิง

แต่ดีเอสไอสรุปว่าเป็นฝีมือของ 19 แกนนำนปช.

คดีนักข่าวญี่ปุ่นและอิตาลีโดนยิงเสียชีวิตจนกลายเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก ญาติพี่น้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบการตาย

แต่ดีเอสไอสรุปว่าเป็นฝีมือของ 19 แกนนำนปช.

การดำเนินคดีต้องยึดที่พยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่ใช่ตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่าจะออกมาแบบไหน หรือออกมาแบบที่ถูกใจใคร

ถึงเวลานี้รัฐบาลต้องเลิกซื้อเวลาอยู่ไปวันๆ เลิกปฏิเสธความรับผิดชอบ

คำถามง่ายๆ ถ้าไม่สั่งเคลื่อนกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าไปสลายม็อบแล้วจะบาดเจ็บล้มตายขนาดนี้หรือ??

เมื่อมีการบาดเจ็บล้มตายแล้วก็ต้องสอบสวนให้กระจ่างและโปร่งใส

ไม่ใช่สอบเองเออเองแบบนี้

องค์กรต่างประเทศต้องการเข้ามาร่วมสอบเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง รัฐบาลกลับปิดกั้นไม่ยอมรับ

ถึงแม้ว่าวันนี้จะสรุปกันไปเองแล้วว่า 91 ศพเป็นฝีมือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

แต่อย่าลืมว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

ความจริง 91 ศพเอาใบบัวปิดไม่มิดหรอก

ขัตติยา สวัสดิผล "พรรคของพ่อก็อยากให้เป็นพรรคของพ่อเสมอ... เดียร์จะเป็นหัวหน้าพรรคเอง"

ที่มา ข่าวสด


สัมภาษณ์พิเศษ




ประกาศเป็นเสื้อแดงเต็มตัวแล้ว สำหรับ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล หรือ น้องเดียร์

และยังสานต่อเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้พ่อ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล โดยเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคขัตติยะธรรม ที่เสธ.แดง ก่อตั้งมากับมือ

เดินหน้าจัดตั้งศูนย์ประสานงานของพรรคไปแล้ว 4 จังหวัด ใน 4 ภาค ประกอบด้วย เชียงใหม่ อำนาจเจริญ ชลบุรี และพังงา

หากพรรคมีส.ส. จากการเลือกตั้ง ก็ขอเป็นแนวร่วมพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

แต่ภารกิจในฐานะทายาทเสธ.แดง ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

ยังต้องเดินหน้าหาสมาชิกให้พรรค เตรียมความพร้อมสำหรับศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

รวมถึงเตรียมตัวลงสมัครส.ส.

หลายคนมองว่าที่ผ่านมาพรรคขัตติยะธรรมไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่

การจัดตั้งพรรคของพ่อ มีความลำบากตั้งแต่ต้น ช่วงแรกจะใช้ชื่อว่า "พรรคเสธ.แดง" แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ไม่อนุญาต ถึงเปลี่ยนมาใช้ "พรรคขัตติยะธรรม"

จริงๆ ตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พรรคขัตติยะธรรม ก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว คือได้รับการจดทะเบียนจากกกต. มีสมาชิกพรรคครบ 5,000 คน มีกรรมการบริหารพรรค ตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

แต่ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพ่อที่เข้าร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง เน้นการดูแลผู้ชุมนุม พ่อไม่ค่อยได้พูดถึงพรรคขัตติยะธรรม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของพรรค ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระบบยุติธรรมที่ยังไม่ยุติธรรมในสายตาของหลายๆ คน หรือปัญหาเศรษฐกิจการเมือง สังคม การศึกษา

การที่พ่อไม่ค่อยได้พูดถึงมากนัก ทำให้คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักเท่าที่ควร และมองว่าพรรคขัตติยะธรรม ไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่าง คนที่รู้จึงเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ และเมื่อไม่มีพ่ออยู่แล้ว ตอนนี้จึงเป็นโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ยังอยู่กับพรรคต่อไป และยังมีสมาชิกใหม่ ที่เห็นด้วยกับแนวพรรคมาสมัครเป็นสมาชิกของพรรค และเลือกพรรคขัตติยะธรรมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นี่คือหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป

แนวทางการทำงานของพรรค

พรรคขัตติยะธรรมไม่ใช่พรรคที่ร่ำรวย ตั้งแต่พ่อก่อตั้งพรรคมาก็ไม่เคยรับเงินบริจาค เพราะแนวทางของพ่อตั้งแต่ตั้งพรรค ใครต้องการลงสมัครส.ส.ในนามพรรค จะต้องหาทุนด้วยตัวเอง ต้องไม่เดือดร้อนหัวหน้าพรรค

กรรมการบริหารพรรคและสมาชิกคนอื่นๆ ทุกคนต้องมีทุนของตัวเองถ้าจะมาร่วมพรรค ถ้ายอมรับในจุดนี้ได้ พรรคขัตติยะธรรมยินดีรับเป็นสมาชิก และส่งลงสมัครส.ส.ในนามพรรค

ฉะนั้น การใช้เงินเรียกคนมาเป็นสมาชิกพรรคจึงไม่มี วิธีการได้มาซึ่งคะแนนเสียง เดียร์จะต้องลงไปด้วยตัวเอง เช่น ลงไปที่สงขลา หาดใหญ่ และพังงา เพื่อพบประชาชน ไปหาคะแนนเสียงด้วยตัวเอง อย่างที่พ่อทำมาตลอด

ที่ผ่านมาพ่อเดินสายพบประชาชนทั่วประเทศทั้งที่ไม่มีเงิน แต่ให้ความใกล้ชิด ให้ความเป็นกันเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนรักพ่อ รักเสธ.แดงมากขนาดนี้ จากการลงพื้นที่ของเดียร์ที่จ.สงขลา จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดี แม้จะมีการบอกล่วงหน้าไม่นานก็ตาม

จุดเด่นและความพร้อมของพรรคขัตติยะธรรม

เราอยากสร้างฐานเสียงของตัวเอง จะไม่มีการดึงส.ส.จากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ มาลงสมัครในนามพรรค ถามว่าหากพื้นที่นั้นมีการทับซ้อนกันของคะแนนเสียงจะทำอย่างไร ก็ต้องบอกว่าให้ประชาชนตัดสินตามแนวทางของประชาธิปไตย

ตอนนี้หากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ พรรคขัตติยะธรรมก็พร้อมในสนามการเลือกตั้ง ถึงแม้เวลานั้นจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็พร้อมจะแก้และเข้าสู่การเลือกตั้งได้

มีแนวคิดจะลงสู้ศึกในสนามท้องถิ่นหรือไม่

ยังไม่มี และแนวทางของพ่อก็ไม่เคยมี เพราะพรรคขัตติยะธรรม อยากทำงานในมุมกว้างทั่วประเทศ ไม่ได้เจาะจงเป็นพื้นที่เหมือนการเมืองท้องถิ่น

เน้นพื้นที่ไหนในประเทศเป็นพิเศษ

เน้นทั่วประเทศ เนื่องจากแนวทางการทำงานของพ่อที่เดินสายทั่วประเทศ รวมถึงคนที่เข้ามาคุยกับเดียร์ ก็มาจากหลายจังหวัดมาก ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวใน 2-3 จังหวัด แต่มีเกือบทั่วประเทศ จึงไม่ลงว่าตรงไหนเป็นฐานเสียง

นโยบายของพรรคขัตติยะธรรม

ประการแรก คือต้องการเข้ามาดูระบบกฎหมายของประเทศไทย ที่เป็นปัญหา อยากให้ประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วมในระบบศาล หรือกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น เช่น ให้มีคณะลูกขุน ช่วยผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี ให้รู้ถึงความคิดเห็นของประชาชนในการตัดสินคดีต่างๆ บ้าง

หรืออัยการที่อาจมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เหมือนการเลือกส.ส. หากมีที่มาอย่างนี้ อัยการหรือคณะลูกขุนจะทำเพื่อประชาชน คือให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่เป็นอยู่

ในด้านเศรษฐกิจ จะช่วยแก้ปัญหาพ่อค้าคนกลางที่กดราคาผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน ด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ จะได้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เงินจะตกอยู่กับเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ส่วนการศึกษา คำถามที่มีมานานแล้วคือ ทำไมตอนนี้มีเพียงโรงเรียนประจำจังหวัด และจบแล้วต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ต้องเลือกจุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์

นโยบายทางการศึกษาของพรรคคือทำอย่างไรให้นักเรียนที่เรียนจบ ม.6 เลือกมหาวิทยาลัยในจังหวัดของตัวเอง โดยมหาวิทยาลัยนั้นต้องได้รับมาตรฐาน เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ เช่นกัน เรื่องนี้มองดูอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้ามีโอกาสได้ทำและไปศึกษาปัญหาอย่างจริงจัง คิดว่าสามารถทำได้

จะเป็นหัวหน้าพรรคเองหรือไม่

ที่ผ่านมา เดียร์บอกเสมอว่าจะไม่เป็นหัวหน้าพรรคเอง เพราะเกรงว่าหัวหน้าพรรคจะต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย และหากมีการกลั่นแกล้งทางการเมือง พรรคถูกยุบ เดียร์ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่ก็จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วย พรรคขัตติยะธรรมก็จะหายไป เดียร์ไม่อยู่พรรคก็จะหายไปเลย

แต่มาคิดดูแล้ว พรรคของพ่อก็อยากให้เป็นพรรคของพ่อเสมอ ก่อตั้งโดยพ่อ คนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คือทายาท ก็คือเดียร์เอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ต้องยอมรับ เดียร์จะเป็นหัวหน้าพรรคเอง

ลงสมัครเขตไหน

พ่อตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่า อยากให้เดียร์ลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ส่วนอีก 7 เขตทั่วประเทศก็ให้เป็นหน้าที่ของสาขาพรรคแต่ละภาคว่าจะพิจารณาส่งใครลงสมัครเอง

คาดหวังมากแค่ไหน

ไม่กล้าตอบว่าคาดหวังมากขนาดไหน เพราะไม่อยากให้คำพูดมาผูกมัดตัวเอง อยากให้เป็นเรื่องของอนาคตมากกว่า แต่ถ้าถามว่าหวังหรือไม่ ต้องตอบว่าหวังแน่นอน

กลัวหรือกังวลในเกมการเมืองหรือไม่ หลังจากประกาศว่าเป็นเสื้อแดงเต็มตัว

ไม่กลัวหรือกังวล เพราะการดำเนินการของพรรคตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องกลัวถ้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างได้ ไม่ใช่คนเสื้อแดงทุกคนทำผิดกฎหมาย

ในเมื่อประกาศว่าเดียร์ยืนข้างพ่อ พ่อคิดอย่างไรเดียร์คิดอย่างนั้น เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ที่พบเจอคนเสื้อแดงรวมถึงกำลังใจที่ได้รับจากพี่น้องคนเสื้อแดง ทำให้รู้ว่า เดียร์ควรเลือกยืนอยู่ข้างเดียวกับพ่อ

ฉะนั้นการที่เลือกยืนอยู่ข้างนี้แล้วไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องกลัวอะไรเลย

จะมีการฟ้องร้องผู้ที่กล่าวหาว่า เสธ.แดง อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายต่างๆ หรือไม่

ตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานในการแถลงข่าวทุกวัน จะสามารถเอาผิดในฐานะหมิ่นประมาทได้หรือไม่ ต้องดูหลักฐานว่ามีมากแค่ไหน เพราะถ้าไม่มีหลักฐานพอ ฟ้องไปก็เปล่าประโยชน์

สิ่งแรกที่ทำหากได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.

อยากให้ความยุติธรรมกับคนเสื้อแดง นี่คือสิ่งที่ต้องการ อยากให้ความยุติธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 10 เม.ย. และเดือนพ.ค. ทุกคน

20 เหยื่อปืนจี้คดีมาร์ค

ที่มา ข่าวสด


โวย 4 เดือนไม่คืบ ตร.เชียงรายพิลึก สอบแม่นร. "ม.5"




ตามคดี - นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุสลายม็อบ เข้าทวงถามความยุติธรรมจากดีเอสไอ ระบุว่าผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คดีความต่างๆ ยังไม่มีอะไรคืบหน้า เมื่อ 16 ส.ค.

20 เหยื่อสลายม็อบ 10 เม.ย. บุกจี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งรัดดำเนินคดีกับนายกฯสั่งสลายม็อบจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 91 ศพ ชี้ขัดรธน. ม.244 ชัดเจน แต่ล่วงเลยมา 4 เดือนแล้วคดียังไม่คืบหน้า ตร.เชียงรายทำพิลึกอีก ออกหมายเรียกสอบเจ้าของฟาร์มนกกระจอกเทศกับแม่ของน.ร.ม.5 ระบุเสี่ยหนุ่มเข้าไปจับมือจับไม้ให้กำลังใจ 5 น.ศ.ชูป้ายประท้วงพ.ร.ก. ฉุกเฉิน แม่ของน.ร.ม.5 งง ทำไมถึงโดนหมายเรียกสอบด้วย แต่ก็เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกทั้งคู่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ส.ค. พ.ต.ท. บัญญัติ ทำทอง รักษาการ รองผกก.สส.สภ. เมืองเชียงราย มีหมายเรียกไปยังบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับกรณีตำรวจดำเนินคดีกับผู้ต้องหาเป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ จ.เชียงราย นักศึกษาและนักเรียนรวม 6 คน ในข้อหา "ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบ ร้อย ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่ซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิด เบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" หลังจากมีกลุ่มนักศึกษาและนัก เรียนไปถือป้ายล้อเลียนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานที่ถูกออกหมายเรียก มี นายวิทยา ตันติภูวนาท เจ้าของฟาร์มนกกระจอกเทศวนาฟาร์ม ต.ท่าสาย อ.เมืองเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และนางวราพร (สงวนนามสกุล) มารดาของนักเรียนชั้นม.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีดังกล่าว โดยตำรวจให้เหตุผลว่าเพื่อต้องการสอบถามพยานแวดล้อมในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากนายวิทยาปรากฏอยู่ในรูปภาพช่วงที่เกิดเหตุ โดยเข้าไปจับไม้จับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายดังกล่าว ส่วนนางวราพรเป็นมารดาของหนึ่งในผู้ต้องหาจึงต้องการสอบถามข้อมูลบางอย่างในคดีด้วย ทั้งนี้ทั้งสองคนได้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนที่สภ.เมืองเชียงราย มีคนเสื้อแดงราว 1-2 คนและนักเรียนม.5 ตามไปส่งมารดาด้วย ซึ่งหลังจากสอบถามความเป็นมาของหมายเรียกพยานยังพ.ต.ท.บัญญัติแล้ว ทั้งหมดได้ถูกนำไปสอบปากคำต่อไป

รายงานตัว - นายธนิต บุญญนสินีเกษม เสื้อแดงเชียงราย และแม่นักเรียนชั้นม.5 ซึ่งถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เดินทางไปรายงานตัวกับตำรวจสภ.เมือง ขณะที่ล่าสุด ครม.มีมติยกเลิกพ.ร.ก.ในเชียงรายแล้ว



นายธนิต บุญญนสินีเกษม 1 ในผู้ต้องหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เดินทางเข้าให้การปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน จากนั้นนายธนิตกล่าวว่า แม้ตนจะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบงการการชุมนุมในคดีนี้ แต่ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการเรียกบุคคลอื่นที่เขาไม่เกี่ยวข้องไปร่วมในคดีด้วย และถึงขั้นว่าหากออกหมายเรียกแล้วบุคคลนั้นๆ ไม่ยอมไปให้ปากคำก็จะถึงขั้นต้องมีการออกหมายจับ

ส่วนนางวราพร กล่าวว่า สำหรับการถูกเรียกสอบพยานวันนี้ ตนไม่ทราบรายละเอียดว่าตำรวจประสงค์จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เมื่อมีหมายเรียกมาถึงก็ให้ความร่วมมือและรอดูข้อมูลต่างๆ ไปก่อน ทั้งนี้ในวันนี้นอกจากจะมีเรื่องนี้แล้วพบว่าทางสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก จ.เชียงราย ได้เคยแจ้งให้ลูกชายของตนไปร่วมกิจกรรมบำบัดแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าบำบัดเรื่องอะไรเพราะลูกชายมีความสมบูรณ์ทั้งกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเรื่องนี้ไปถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมีการเรียกบุคคลหลากหลายไปสอบถามข้อมูลแล้วปรากฏว่าล่าสุดทางสถานพินิจฯ ได้แจ้งให้ยกเลิกการร่วมกิจกรรมบำบัดดังกล่าวแล้ว ทำให้บุตรชายไม่ต้องเดินทางไป กระนั้นตนก็คงจะไปรับเอกสารเพื่อยืนยันว่าเราทำตามที่หน่วยงานเคยแจ้งให้ทราบด้วยเช่นกัน

เวลา 10.30 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยญาติผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ทหารใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ประมาณ 20 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพื่อทวงถามความคืบหน้าต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และขอให้เร่งรัดดำเนินการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีการกระทำอันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.)

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เคยยื่นหนังสือร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รักษาการผบ.ตร. ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมของกลุ่มนปช.ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้เวลาผ่านมาเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว แต่ผลการดำเนินการตรวจสอบยังไม่มีความคืบหน้า จึงเดินทางมายื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าวอีกครั้ง

"หลังจากที่ได้มายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบไปเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณแยกคอกวัว ในวันที่ 10 เม.ย.เกิดขึ้น แต่หลังจากยื่นหนังสือแล้ว กลับพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุมจนมีเหตุการณ์ในวันที่ 19 พ.ค. เกิดขึ้น ทำให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมกลุ่มนปช. ทหาร เจ้าหน้าที่อาสาพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัยและสื่อ มวลชนต่างประเทศเสียชีวิตรวม 91 ราย อีกทั้งมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 244 (1) เพื่อสอบสวนว่าใครเป็นผู้สมควรต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าว" นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ต่อมา นายพร้อมพงศ์นำผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกคอกวัว และบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เข้ายื่นหนังสือต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้เร่งรัดการสืบสวนสอบ สวนหาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ หัวหน้ากลุ่มงานเลขานุการและบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือแทน

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีที่เกี่ยว ข้องกับการใช้กำลังประทุษร้าย ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ และสอบญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงผลการชันสูตรศพ แต่เวลาล่วงเลยมานานกว่า 4 เดือนแล้วยังไม่มีความชัดเจนในผลการสอบสวนไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิต และบาดเจ็บ รวมถึงหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้กระทำผิดในการใช้กำลังประทุษร้าย ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐด้วยอาวุธสงคราม รวมถึงผู้รับผิดชอบในการสั่งการ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ญาติผู้เสียชีวิตได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้มีการไต่สวนถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ และข้าราชการพลเรือนที่เกี่ยวข้องกับคดี และคณะกรรมการ ศอฉ.รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือ นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในฐานะรับผิดชอบสั่งการ

"ผมได้นำญาติผู้เสียชีวิตในการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงยื่นหนังสือต่อนายธาริต โดยนายธาริตยืนยันกับญาติผู้เสียชีวิตว่า ดีเอสไอไม่ได้เพิกเฉยต่อการสอบสวน และจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ผมขอให้นายธาริตอย่าลืมสิ่งที่เคยพูด และขอให้นายธาริตเร่งรัดเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเหมือนที่เคยเร่งดำเนินการสั่งฟ้องแกนนำนปช. ทั้ง 19 คน" โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวและว่า หากพบว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็ขอให้ตั้งข้อกล่าวหา และสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดีตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว