ที่มา มติชน เพื่อไทย ซัด งบแก้ใต้กระจุกที่กลาโหม แถมปรับยังได้เพิ่ม เตือนส่งออกเพิ่มจริงแต่เป็นสินค้าต่างประเทศตั้งฐานผลิตในไทย ส่วนสินค้าเกษตรส่งออกลดลง โหวตผ่านมาตรา 3 หลังอภิปรายนาน 9 ชม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาในช่วงเย็นยังอยู่ที่มาตรา 3 งบปี 54 ตั้งไว้จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท มีที่น่าสนใจ อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กมธ. สงวนความเห็น อภิปรายติติงการจัดงบของรัฐบาลที่กระจุกตัวในพื้นที่ของรัฐบาลโดยเฉพาะพื้นที่ของเจ้ากระทรวง เพื่อเป้าหมายทางการเมือง นอกจากนี้ แผนงานการแก้ปัญหาชายแดน 5 จังหวัดแดนใต้ งบกระจายอยู่ทุกหน่วยงานรวมยอดแล้ว 19,101 ล้านบาท แต่ไม่บูรณาการ โดยอยู่ในทั้งกระทรวงมหาดไทย กอ.รมน. กระทรวงกลาโหม ศึกษาธิการ เกษตรฯ หากดูลึกๆกลายเป็นงบผูกพัน รวมๆแล้วเป็นแสนล้านบาทและผูกพันเป็นปีๆ สิ่งที่ชาวภาคใต้ต้องการ ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่คือความเป็นธรรมความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน แต่งบแก้ใต้ส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวในกระทรวงกลาโหม ด้านนายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท พรรคเพื่อไทย สงวนคำแปรญัตติ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยที่งบที่ปรับเพิ่ม ไปอยู่ในส่วนการจัดซื้ออาวุธให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ 750 ล้านบาท รวมถึงให้ กทม.ในการซ่อมถนน 796 ล้านบาท ทั้งๆที่ กทม.มีงบประมาณของตนเองมากอยู่แล้ว โหวตผ่านมาตรา 3 ด้วยคะแนน 239 ต่อ 147 หลังอภิปรายนาน 9 ชม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมอภิปรายมาตรา 3 นานกว่า 9 ชั่วโมง นายชัย สั่งตรวจสอบองค์ประชุม ปรากฏว่า มีสมาชิกแสดงตน 271 จาก 474 คน เกินกึ่งหนึ่งที่ 237 คน จากนั้นจึงมีมติเห็นชอบตามร่างของกมธ. ด้วยคะแนน 239 ต่อ 147 งด 3 ไม่ลงคะแนน 20 เสียง สภาฯถกงบ′54วันแรก "ไตรรงค์"ไม่สนฝ่ายค้านขอเอกสารเพิ่ม ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 จำนวน 2,070,000 ล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 และ 3 โดยจะเป็นการพิจารณารายมาตรารวม 35 มาตรา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดการประชุมทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีช่อง 11 และวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภา โดยนายชัย แจ้งว่า ประธานพร้อมจะทำหน้าที่ 2 วัน คือวันที่ 18 – 19 สิงหาคม วันละ 24 ชั่วโมง เนื่องจากวันที่ 20 สิงหาคม รัฐสภาจะจัดงานออกศีลอดรอมฎอน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ประธานกมธ. ชี้แจงว่า กมธ.พิจารณางบประมาณปีนี้อย่างละเอียดและเข้มงวด มีการปรับลดงบประมาณ จำนวน 33,449,343,100 บาท โดยพิจารณาจากการดำเนินงานจริง ความพร้อมในการดำเนินงานของหน่วยงาน โครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ โครงการที่ดำเนินงานไปแล้วแต่มีการโอนงบประมาณ โครงการที่มีเป้าหมายไม่ชัดเจน มีความจำเป็นน้อย ไม่ประหยัด โครงการที่ดำเนินงานล่าช้ากว่าเป้าหมาย และบางรายการที่ปรับได้อีก เช่น ครุภัณฑ์บางประเภทที่สามารถปรับลงได้ตามราคาตลาดที่มีแนวโน้มจะลดลง ส่วนการเพิ่มงบประมาณ เพิ่มในวงเงินเท่ากับจำนวนที่ปรับลด เพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของรัฐบาล อาทิ โครงการประกันรายได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม แหล่งน้ำ การท่องเที่ยวและกีฬา และเงินอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากนั้น มีการถกเถียงถึงเอกสารรายละเอียดงบประมาณในโครงการที่ปรับเพิ่ม โดยส.ส.ฝ่ายค้าน นำโดย นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ทักท้วงว่า ปีนี้เป็นปีที่สองที่รายการปรับเพิ่ม ไม่ส่งรายละเอียดของโครงการว่า ปรับเพิ่มให้โครงการใด ในพื้นที่ใด มีเพียงเอกสารภาพรวมเพียงเล่มเดียวทำให้อาจขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ทราบว่า มีการกระจายงบอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงทุกพื้นที่หรือไม่ จังหวัดบุรีรัมย์ของประธาน เม็ดเงินรวมทุกกระทรวงลงไปเท่าไหร่หากเทียบกับจังหวัดอื่น ซึ่งจะทำให้งบที่สภาอนุมัติ ไม่ได้ใช้ไปตามจริงเนื่องจากมีการสับเปลี่ยนโยกย้าย เพราะเป็นเงินก้อนเดียว ไม่มีรายละเอียดแผนงานโครงการมารองรับ สมัยงบปี 52 ที่รัฐบาลนี้เข้ามาปี 53 และใช้งบดังกล่าว ก็มีการทำแบบนี้ จึงสงสัยว่า คราวนี้ไม่ทำรายละเอียดอีกเพราะต้องการหมกเม็ด หรือรับเม็ดเงินไปขายต่อ ด้านนายไตรรงค์ ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 167 บัญญัติให้การพิจารณางบประมาณต้องมีเอกสารประกอบ ประมาณการรายรับ วัตถุประสงค์ กิจกรรมแผนงานให้ชัดเจน ซึ่งรายการปรับลดมีรายละเอียดแต่ละโครงการแล้ว ส่วนรายการปรับเพิ่มมีรายละเอียดรายการที่ปรับเพิ่มเกิน 10 ล้านบาท แต่ถ้าต่ำกว่า 10 ล้านบาท หากทำรายละเอียดทุกโครงการเจาะทุกพื้นที่จะมีเอกสารเยอะมากหลายคันรถบรรทุก และไม่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ซึ่งคราวที่แล้วตนบอกให้ไปฟ้องศาล ฝ่ายค้านก็ไปดำเนินการซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ไม่รับคำร้อง ทั้งนี้รายละเอียดยิบที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำคือ ขั้นตอนจัดทำงบของสำนักงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลทำแล้ว "ประยุทธ"แฉ ปรับลดไปกองรวมแล้วหยิบแจกคนละ 10 % ปธ."ชัย" ตัดบท ให้กมธ.แจงเฉพาะรายการสงสัย หลังการชี้แจง ส.ส.ฝ่ายค้าน ยังคงทักท้วง โดยนายประยุทธ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้ว่าใครนำงบไปขาย ที่นั่งอยู่บนที่ชี้แจงนั้นก็มีบ้าง แต่ตนไม่อยากหัก ทั้งนี้การปรับลด กลับตัดไปกองไว้ลอยๆแล้วหยิบไปแจก ในชั้นกมธ.มีคนมาวิ่งกวาดไผ่เต็มไปหมด คนละ 10 % ประธานกมธ.ก็รู้ ส่วนนายเจริญ กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ควรทำรายละเอียดทุกโครงการ จะได้รู้ว่า รถถัง 6,200 ล้านบาท หรือฝูงบินกริพเพน 1.6 หมื่นล้านบาท กมธ.ไม่ให้ แล้วมีเงินกลับมาอีกได้อย่างไร ขอเป็นซีดี 1 แผ่นก็ได้ ด้านนพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โครงการไทยเข้มแข็งมีข่าวว่า กินกันถึง 50 % ของโครงการ นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ (ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ประธานกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต) ยังออกมาให้สัมภาษณ์เองว่ามีจริง หรือพบว่า เสาธงราคา 4.9 แสนบาท รถออโต้ไมโครบัสคันละ 3 ล้านบาทเป็นไปได้อย่างไร ขณะที่นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข่าวเรื่องงบกระจุกตัวบางจังหวัด นายไตรรงค์ ก็นำไปจัดการใหม่แล้ว แต่ส.ส.จะเชื่อว่า กระจายจริงก็ต่อเมื่อมีการแจกเอกสารโครงการของท้องถิ่นแบบละเอียด ข้อครหาซื้อขายโครงการก็จะหมดไป ทั้งนี้หลังการทักท้วงนานประมาณ 1 ชั่วโมง นายชัย ที่พยายามไกล่เกลี่ยเป็นระยะ ตัดบทว่า หากส.ส.สงสัยรายละเอียดของโครงการใดเป็นพิเศษ ให้กมธ.นำเอกสารมาชี้แจง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว และนำเข้าสู่การพิจารณารายมาตราต่อไป "เพื่อไทย"ฉะ"มาร์ค"สองปีมีเงินให้ผลาญกว่า1.3ล้านล้าน แต่แก้ความยากจนไม่ได้ จากนั้นเป็นการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา เริ่มที่ มาตรา 3 ภาพรวมงบปี 2554 จำนวน 2,070,000 ล้านบาท โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สงวนคำแปรญัตติปรับลด 30 % อภิปรายว่า การปรับลดดังกล่าวเป็นเงิน 6 แสนล้านบาท มีเหตุผล 5 ข้อคือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่บอกว่า รัฐบาลจะสร้างรัฐสวัสดิการ รัฐบาลไม่เคยบอกว่าจะทำรัฐสวัสดิการ แต่บอกว่า จะทำสวัสดิการสังคม ให้คนได้เรียน มีการประกันรายได้ คนพิการและผู้สูงอายุได้เบี้ยรายเดือน ใครไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่รัฐบาลนี้เห็นว่าสำคัญ ส่วนการทำงบสมดุลใน 5 ปี แนวโน้มการทำงบปีนี้ก็ใกล้งบสมดุลมากแล้ว ฉะนั้นใน 5 ปี มั่นใจว่าทำได้แน่ ส่วนหนี้นอกระบบ ไม่ได้โม้ แต่ทำได้เกินเป้า เพราะขึ้นทะเบียน 1.2 ล้าน คน เป้าหมายแก้ไข 2 แสนราย แต่ตอนนี้แก้ได้ 4 แสนรายแล้ว และคาดว่าจะแก้ได้ 6 แสนราย ขณะที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งเป้าไว้ 1.7 แสนราย แต่แก้ปัญหาได้แค่ 8 หมื่นราย นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า การเก็บภาษีปี 53 ที่เพิ่มขึ้นจากเป้าเป็น 1.65 ล้านล้านบาท เพราะตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตรทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับการประมาณการจัดเก็บภาษีของงบปี 54 ที่ตั้งไว้ 1.65 ล้านล้านบาท ก็เป็นตัวเลขเบื้องต้น แต่เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ก็ส่งผลให้อัตราการจัดเก็บภาษีสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นข่าวดีของประชาชน ที่ผู้ประกอบการมีผลประกอบการที่ดีขึ้น นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ถึง 4 แสนราย วันนี้ทุกคนมีเงินอยู่ในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 1 พันบาท ซึ่งไม่ได้มาจากการทุ่มงบประมาณเข้าไป หรือเป็นเงินภาษีของประชาชน แต่เป็นการใช้ธนาคารประชาชนเข้าเพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหา ซึ่งรัฐบาลยืนยันเดินหน้าดำเนินนโยบายนี้ต่อไป ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะ ยอมรับว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ต้องดูว่า เงินที่กู้มาสุดท้ายแล้วเป็นภาระของประเทศอย่างไร ซึ่งจากฐานเดิมที่มีหนี้สาธารณะ 8.5 % แต่การกู้เงินมาแก้ไขปัญหาทำให้สัดส่วนของหนี้ลดลง 0.5 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้จีดีพีของหนี้ลดลงมาจาก 44 % อยู่ที่ 42 % ขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มั่วตัวเลขอย่างที่กล่าวหา แต่ผู้อภิปรายมั่วข้อมูล ไม่ทำการบ้านมาก่อนอภิปราย
"เพื่อไทย"ซัดงบแก้ใต้กระจุกที่กลาโหม แถมปรับยังได้เพิ่ม
ขณะที่นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย สงวนคำแปรญัตติ อภิปรายว่า ไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะหารายได้มาชดใช้หนี้ได้ แม้ยอดการส่งออกมีมูลค่า 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เกินดุล แต่สินค้านั้นเป็นสินค้าของต่างประเทศที่ตั้งฐานการผลิตในไทยซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้สรุปยอดว่า ต่างประเทศนำรายได้ออกไปปีละไม่ต่ำกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ที่น่าตกใจคือ ยอดการส่งออกข้าว ผลผลิตการเกษตรหลักลดลงอย่างมาก มีราคาตกต่ำ ไม่รู้ว่าค้างในสต็อกจำนวนเท่าไหร่ จึงไม่ควรสนใจเฉพาะยอดส่งออกเพราะสินค้าหลักการเกษตรกลับยอดลดลง
1.นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง บอกว่า ปี 53 สามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มมากกว่าที่ตั้งเป้าถึง 3 แสนล้านบาท จากเป้า 1.35 ล้านล้านบาท ต่อมาวันที่ 12 สิงหาคม สำนักงานเศรษฐกิจการคลังยืนยันตามตัวเลขนี้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลนี้บริหารเงินไม่เป็น แต่ กมธ.งบฯ กลับไปสนับสนุนให้มีการใช้เงินอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกด้วยการกู้เงิน
2.ปี 53 มีงบลงทุน 1.5 แสนล้านบาท บวกกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 3.5 แสนล้านบาทเป็นเงินรวม 5 แสนล้านบาท บวกกับเงินที่ได้จากการจัดเก็บภาษี 3 แสนล้านบาท และเงินที่ยึดได้จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีก 4.6 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเงินลงทุนทั้งหมด 8.5 แสนล้านบาท ปี 54 มีงบลงทุน 4.7 แสนล้านบาท รวมปี 53 และ 54 รัฐบาลมีงบลงทุนถึง 1.32 ล้านล้านบาท เมื่อหาร 2 เท่ากับมีเงินปีละประมาณ 600,000 แสนล้านบาทเศษ เป็นจำนวนเงินลงทุนมากที่สุดเท่าที่ตั้งประเทศไทยมา
3.รัฐบาลนี้มีเงินจำนวนมาก แต่ไม่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น คนยังจนอยู่เยอะ ดูจากหนี้นอกระบบมี 1.18 ล้านคน ยอด 1.22 ล้านล้านบาท รัฐบาลช่วยได้ 2.6 แสนราย วงเงินช่วยเหลือ 1.7 หมื่นล้านบาท ถือว่า สัดส่วนน้อยมาก
4. หนี้สาธารณะตอนนี้ 4.1 ล้านล้านบาท รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อหนี้มากถึง 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น สมัยรัฐบาลชวน 2 มีหนี้เงินกู้ 1.1 ล้านล้านบาท รัฐบาลนี้ปี 52 ก่อหนี้ 3.4 แสนล้านบาท ปี 53 ก่อหนี้ 3.5 แสนล้านบาท ปี 54 คาดว่าจะก่อหนี้ 4.2 แสนล้านบาท การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท รวมเป็น 1.5 ล้านล้านบาท จึงไม่เชื่อว่า จะจัดทำงบสมดุลได้ใน 5 ปี การจัดทำงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลนี้จึงทำแบบเด็กประถม ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังต้องปรับลดเงินเดือน เพราะทำงานมั่วตั้งแต่มีรัฐบาลนี้
5.จะทำรัฐสวัสดิการ แต่เก็บภาษีได้เพียง 16- 18 % ของจีดีพี ถือว่าเพ้อฝัน เพราะประเทศรัฐสวัสดิการอย่างสวีเดนเก็บได้ถึง 50 %
นายกฯโต้ มั่วข้อมูล โว ศก.ขยายตัวมากที่สุดในโลก คุย แก้หนี้นอกระบบเกินเป้า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ผู้อภิปรายดูหมิ่นดูแคลน ทั้งที่ข้อมูลผิดอยู่ตลอดซึ่งพิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง เช่น เคยบอกว่า คลังจะไม่สามารถหารายได้ได้ตามเป้า และเศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้น แต่ข้อเท็จจริง รัฐบาลทำงานมี 1 ปีครึ่งทำได้เกินเป้าครึ่งปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 10 ซึ่งมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่ไม่ได้ใช้งบประมาณมากเพราะไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ได้โดยการทุ่มงบ
ส่วนรัฐบาลนี้มีแผนกู้เงินมากเพราะมีวิกฤตเศรษฐกิจโลกรุนแรงครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายรัฐบาลก็บริหารได้ จึงลดการกู้ไปได้ครึ่งหนึ่ง และอันที่จริง การกู้สามารถทำได้หากมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในระดับเหมาะสมคือไม่ให้เกิน 60 % ซึ่งสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเคยออก พ.ร.ก.กู้รวดเดียว 7 แสนล้าน ฝ่ายค้านในตอนนี้ที่ตอนนั้นเป็นรัฐบาลก็ไม่เห็นว่าอะไรกัน
หลังการชี้แจง นายสุรพงษ์ ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิงด้วยความไม่พอใจว่า “ยืนยันว่าผมไม่ได้มั่วข้อมูล ถ้ายังไม่รู้ว่าคนใช้เอาเอทีเอ็มไปเบิกเงินก็อย่ามาบริหารประเทศดีกว่า”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 18, 2010
โหวตงบฯ′54มาตรา3 ผ่านฉลุย239ต่อ147 หลังอภิปรายนาน9ชม. พท.ซักงบฯใต้กระจุกกห. ปรับแล้วแต่ยังได้เพิ่ม
มีชัย ฤชุพันธุ์ กับคำวินิจฉัย"บิ๊กสตง."
ที่มา ข่าวสด
ในฐานะประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่1) มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จึงถูกรุมกระหน่ำจากซีกของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา
ค่อนแคะว่าไม่สวย เลยไม่ชอบ และไม่ยอมรับผลการตีความทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่1)
อ้างทำเรื่องขอถอนการขอหารือไปตั้งแต่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา
แต่เมื่อมีผลออกมา ก็ถือว่าไม่มีผลผูกพันกับสตง.
ถูกโจมตีหลังเปิดเผยผลตีความทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ผลระบุชัด คุณหญิงจารุวรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(ผู้ว่าการ สตง.)ไปแล้ว
ยกประกาศคปค.ฉบับที่ 29 ที่ระบุให้ผู้ว่าการสตง.อยู่ในตำแหน่งถึง 30 ก.ย.2550 จากนั้นให้สรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการ สตง. ภายใน 90 วัน
โดยในระหว่างสรรหาผู้ว่าการสตง.ใหม่ ให้คนเก่าอยู่ในตำแหน่งพลางก่อนไปได้
ดังนั้น จึงอยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน
มีชัย ฤชุพันธุ์ ผูกพันกับสำนักงานกฤษฎีกามาตั้งแต่เริ่มรับราชการใหม่
เริ่มงานที่สำนัก งานก.พ. แต่ได้ทุนและกลับมาใช้ทุนที่กฤษฎีกา
เป็นผอ.กองยกร่างกฎหมายคนแรกของสำนักงานกฤษฎีกา
เชี่ยวชาญด้านกฎหมายถูกเรียกใช้บริการ เป็นที่ปรึก- ษาฝ่ายกฎหมายของนายกฯรวม 5 สมัย
เคยเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯและรองนายกฯ
19 ก.ย.49 คปค.ยึดอำนาจแล้วตั้งอดีตประธานวุฒิสภาเป็นที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
ได้รับเลือกเป็นประธานสนช.
ตีความตามข้อกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกใจ"ใคร"บางคน
สตง.
ที่มา ข่าวสด
สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เดิมเคยเป็นหน่วยงานของรัฐ
แต่มีผู้แสดงความกังวลว่าอาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จึงกำหนดให้ สตง. เป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. 10 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอื่นอีก 9 คน
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่น
และให้มี "ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน" เป็นหัวหน้าสำนักงาน ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ให้เสนอรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรม นูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542
โดยวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหาและการเลือก การพ้นจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
ส่วนอำนาจหน้าที่ อาทิ วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำ เสนอแนะให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดแรกประกอบด้วย นายนรชัย ศรีพิมล เป็นประธาน
ส่วนกรรมการประกอบด้วย นางรวีพร คูหิรัญ นายบุญรอด โบว์เสรีวงศ์ นางศศิพัฒน์ เศวตวัฒนา นายเกรียง ศักดิ์ วัฒนวรางกูร ศ. พันโทสมชาย วิรุฬหผล นายชาญยุทธ ปทุมารักษ์ พลเอกยอดชาย เทพยสุวรรณ นายสำราญ ภูอนันตานนท์ นายสิทธิพันธ ศรีเพ็ญ และผู้ว่าการ คือคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งสมัครเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
แต่ขณะนั้น การสรรหาผู้ว่าฯสตง.ประสบปัญหาล่าช้า ผู้สมัครขาดคุณสมบัติ จึงมีผู้เสนอชื่อคุณหญิงจารุวรรณ เป็นผู้ว่าฯสตง. และได้รับเลือกเป็นคนแรก
กระทั่งมีการรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) ออกประกาศฉบับที่ 12/2549 ให้ คตง. ชุดของนายนรชัย สิ้นสภาพลงเมื่อ วันที่ 20 ก.ย. 2549 โดยให้ผู้ว่าฯสตง. ปฏิบัติหน้าที่แทน
และมีประกาศ คปค.ฉบับที่ 29 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 ระบุว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีคตง.และผู้ว่าฯสตง.ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าฯสตง.ที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง(ผู้ว่าฯที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 ก.ย. 2549 คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2550)ยังคงปฏิบัติหน้าที่คตง.และผู้ว่าฯสตง.ไปพลางก่อน
แต่ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 34(2) กำหนดว่า ผู้ว่าการฯพ้นตำแหน่งเมื่อ "มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์"
คุณหญิงจารุวรรณ อายุครบ 65 ปีในวันที่ 4 ก.ค. 2553 แต่มีการอ้างข้อโต้แย้งว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.... อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้น ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อยุติและเพื่อให้การบริหารราชการของสตง.เป็นไปโดยต่อเนื่อง จึงยังต้องดำรงตำแหน่ง
อยู่ต่อไป
ในขณะที่คนอีกจำนวนไม่น้อยมีความเห็นว่า คุณหญิงจารุวรรณจะต้องสิ้นสภาพไปแล้ว
ตั้งแต่เมื่ออายุครบ 65 ปี
อยากใช้เงิน
ที่มา ข่าวสด
วันนี้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วาระ 2 และ 3 เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
ท่ามกลางบรรยากาศวาบหวาม หวาดเสียว ระทึกขวัญ ตามบทที่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับการแสดงวางพล็อตไว้
ไม่ว่าเรื่องระหองระแหงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องซื้อขายกวาดต้อน ส.ส. หรือเรื่องสภาล่ม องค์ประชุมไม่ครบ
ตามธรรมเนียมการเมืองแบบไทยๆ ก่อนพิจารณากฎหมายใหญ่ๆ สำคัญๆ
เพื่อปั่นราคาสร้างมูลค่า
สุดท้าย พ.ร.บ.งบประมาณ 2 ล้านล้านบาทฉบับนี้ก็ต้องผ่านสภาไปจนได้
ประชาธิปัตย์ พรรคแกนนำดันสุดลิ่มทิ่มประตูอยู่แล้ว
พรรคเล็กพรรคน้อยร่วมรัฐบาล ทั้งชาติไทยพัฒนา รวมชาติพัฒนา เพื่อแผ่นดิน กิจสังคม แค่ได้ร่วมใช้เงิน
ไม่อดอยากปากแห้ง ก็เป็นบุญเหลือหลาย
ส่วนพรรคขนาดกลางอย่างภูมิใจไทย ที่ใครต่อใครจับตาด้วยความไม่ไว้วางใจนั้น
น่าจะหวาดระแวง คิดมากไปเอง
เป็นพรรคอันดับ 3 แต่ได้คุมมหาดไทย คมนาคม พาณิชย์
เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีก 10 ชาติก็ไม่มีทางบุญหล่นทับอย่างนี้อีก
ยิ่งงบประมาณปี 2554 จัดเอง ทำเอง เตรียมใช้เอง
ปล่อยหลุดมือก็เสียยี่ห้อลูกพ่อชัย หลานปู่จิ้น ลูกพี่ซารัมย์ ขายหน้าชาวประชา
โครงการเช่ารถเมล์ 4 พันคันของขสมก. มันแค่ตัวประกันประกอบละครการเมือง
ไม่ว่าจะผ่าน หรือไม่ผ่านครม.
ภูมิใจไทยมีแต่วินวิน โดยไม่ต้องเติม "เน" นำหน้า??
ถ้า ครม.ยอมก็ได้เหนาะๆ 65,000 ล้าน ไม่ยอมก็ได้ขี่คอขย่มต่อ
ตราบใดที่รถเมล์ยังจอดคาในครม. ภูมิใจไทยใช้ต่อรองได้นั่นได้นี่โดยตลอด
อย่าลืมว่ากรุงเทพฯ คือ ฐานเสียงสำคัญของประชา ธิปัตย์
ขณะที่รถเมล์ 4 พันคัน คือ โครงการฉาวโฉ่อันดับต้นๆ ของรัฐบาลนี้
ถ้ายอมไฟเขียวปล่อยผ่าน อภิสิทธิ์กับประชาธิปัตย์จะมองหน้า และตอบคำถามคนกรุงเทพฯอย่างไร
ดีที่สุด เนียนที่สุด ก็คือ ทำขึงขังตึงตังเรื่องรถเมล์ แล้วยอมๆ หยวนๆ เรื่องอื่นๆ
แต่ไม่ว่าจะขี่ขย่ม จะขึงขังตึงตัง จะยอมๆ หยวนๆ กันอีท่าไหนก็ตาม
ยังไงๆ พ.ร.บ.งบประมาณก็ต้องผ่านสภา
เพราะไม่ว่าประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย
ต่างก็อยากใช้เงิน!?
ชงแก้วิธีเลือกตั้ง ใช้เขตเดียว โละทิ้ง8กลุ่มจว.
ที่มา ไทยรัฐ
ปชป.สะดุ้ง คณะกรรมการพิจารณาแก้ รธน.ชุด "สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ชงเปลี่ยนวิธีเลือกตั้ง ส.ส. ตาม รธน.ปี 40 ทั้งแบบเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมเสนอผู้สมัคร ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง เล็งผ่าตัดโครงสร้างตำรวจ ให้โละชั้นยศทิ้ง ...
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังการประชุม นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงว่า คณะกรรมการฯมีมติเรื่องที่มาของ ส.ส. ตามมาตรา 93-94 ของรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า ควรมี ส.ส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขต 375 คน แบบบัญชีรายชื่อ 125 คน เพื่อให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น และจำนวน ส.ส.ในสภามีไม่มากเกินไป โดยระบบการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ให้กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อให้เห็นว่า ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชนเขตนั้นจริงๆ
ส่วนการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ก็ให้หันกลับไปใช้รูปแบบบัญชีรายชื่อเดียวทั่วประเทศ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เช่นกัน ไม่ต้องมีการแบ่งกลุ่มเป็น 8 จังหวัดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ควรจะแบ่งภาค ทำให้เกิดความเป็นภูมิภาคนิยมซ้ำซ้อน แต่ควรให้โอกาสผู้มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม แต่ไม่มีฐานเสียงในพื้นที่ ได้มีโอกาสมาทำหน้าที่เป็น ส.ส. เพื่อให้ได้คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างในระดับประเทศมากขึ้น นอกจากนี้การกำหนดเป็น 8 กลุ่มจังหวัดนั้น มีการคลาดเคลื่อนของจำนวนประชากรในแต่ละกลุ่มมาก ส่วนการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ที่จะนำมาคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ก็ไม่ควรกำหนดเกณฑ์ เพราะการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบมากแล้ว หากจำกัดพรรคเล็กด้วยการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละ 5 อีก ก็จะนำไปสู่ระบบสองพรรคแบบสมบูรณ์มากเกินไป ซึ่งขัดกับความต้องการให้มีความหลากหลายทางการเมือง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯจะเสนอนำข้อสรุปเรื่องที่มาของส.ส. ส่งให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป
นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการพิจารณาที่มาของ ส.ว.นั้น คณะกรรมการฯยังไม่ได้ข้อสรุป แต่คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เสนอว่า ควรมี ส.ว.150 คน แบ่งเป็น ส.ว.เลือกตั้ง 77 คน และ ส.ว.สรรหา 73 คน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องวิธีสรรหา ส.ว.ว่า จะใช้วิธีการใด เช่น มีผู้เสนอให้ใช้วิธีจับสลาก ใครจับได้ก็ได้เป็น ส.ว. แต่ที่ประชุมเห็นว่า เหมือนเป็นวิธีเด็กเล่นมากเกินไป จึงให้ไปหาแนวทางอื่นมาพิจารณาประกอบต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการหารือถึงข้อเสนอเรื่องพรรคการเมืองว่า อาจให้ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค และสมาชิกพรรคไม่จำเป็นฟังมติพรรค เพื่อให้พรรคการเมืองสร้างความเข้มแข็งขึ้นตามธรรมชาติ เพราะหากใช้มติพรรคกำกับ ที่สุดแล้วจะกลายเป็นการจัดสมาชิกพรรคเข้ากรงขังมากกว่า
สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลมีข้อเสนอว่า ควรจะให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากไม่สามารถจัดตั้งได้ จึงให้พรรคอื่นจัดตั้งรัฐบาลแทน นอกจากนี้ยังกำหนดให้แยกฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเด็ดขาด โดยกำหนดให้คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส.ก่อน อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคยังเป็นเพียงข้อเสนอในชั้นคณะอนุกรรมการฯเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปของคณะกรรมการชุดใหญ่
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาการปรับโครงสร้างตำรวจ โดยมีข้อเสนอให้โละชั้นยศ แล้วหันมาใช้การนับตำแหน่งเหมือนข้าราชการทั่วไป หรืออาจใช้การนับยศเหมือนต่างประเทศ เป็นนายสิบ นายร้อย นายพัน และนายพลแทน ส่วนการปรับโครงสร้างอัยการ มีข้อเสนอให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมกับการสืบสวนสอบสวนมากขึ้น โดยเฉพาะคดีที่มีโทษร้ายแรง หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนการปรับโครงสร้างศาล อาจจะให้มีการสรรหาแทนการสอบเข้าเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาที่อาจให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการสรรหา เข้ามาเป็นศาลอุทธรณ์ได้เลย
ผู้สื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาจรับมติให้แก้เขตเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวไม่ได้ นายเจษฎ์ กล่าวว่า เราไม่สนว่าพรรคไหนจะรับได้หรือรับไม่ได้ แต่เมื่อคุณขอให้เรามาทำ ก็ต้องรับฟังข้อเสนอของเรา เพราะการพิจารณาเรื่องต่างๆ ทำตามหลักวิชาการ การทำงานของคณะกรรมการฯดูว่าประเทศได้ประโยชน์อะไร.
นปช.ยื่นอุทธรณ์ขอประกัน 5 แกนนำแดง
ที่มา ไทยรัฐ
"คารม" ทนาย นปช. ยื่นอุทธรณ์ขอประกัน 5 แกนนำแดง โดยเสนอหลักทรัพย์รวม 10 ล้าน พร้อมยันจะทำตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของศาล...
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 ส.ค. 2553 นายคารม พลทะกลาง ทนายความ นปช. ยื่นคำอุทธรณ์ขอปล่อยตัวชั่วคราว นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายขวัญชัย ไพรพนา นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก นายนิสิต สินธุไพร และ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย จำเลยในคดีร่วมกันก่อการร้าย โดยเสนอหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 2 ล้านบาท รวม 10 ล้านบาท หลังจากที่เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ศาลอาญา มีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ไต่สวนคำร้องที่กลุ่มจำเลยได้เตรียมพยานไว้ด้วย ซึ่งจำเลยทั้ง 5 ยืนยันว่า จะปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของศาลทุกประการ พร้อมเพิ่มหลักทรัพย์ตามที่ศาลเห็นสมควรด้วย
นอกจากนี้ นายคารม ยังได้รับมอบอำนาจจากนายนิสิต สินธุไพร ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ยื่นฟ้อง 19 แกนนำ และแนวร่วม นปช. เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องด้วย เพราะเห็นว่าการสั่งฟ้องคดีของอัยการโจทก์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พยานหลักฐานไม่แน่ชัดที่จะพิสูจน์ความผิดของพวกจำเลยว่ากระทำความผิดจริง จึงขอให้มีการไต่สวนมูลฟ้องก่อน ศาลรับคำร้องไว้เพื่อมีคำสั่งต่อไป.
หุ้น 'บรรหาร' มีอนาคต

09.19 น. วันที่ 19 สิงหาคม เปิดป้ายอย่างเป็นทางการ
ตามฤกษ์ "ถือเลขเก้า" ที่พรรคเพื่อไทยถือเอาเป็นเวลาดี ในการย้ายตึกที่ทำการพรรค กลับ ไปใช้ที่เก่า อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ในจังหวะที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ใช้ โอกาสในการร่วมประชุมรับทราบมติย้ายที่ทำการพรรค วิเคราะห์ในเหลี่ยมของ "เซียนการข่าว"
ฟันธง การเมืองจะเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้
แต่ขอเวลาดูให้ละเอียดสักระยะว่า จะเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด แต่โอกาสจะเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน
อ่านกันตามลีลา ก็น่าจะแค่กระตุกต่อมฮึดลูกทีม เอาฤกษ์เอาชัย
"บิ๊กจิ๋ว" ปล่อยของมาแล้วหลายรอบ
แต่บังเอิญรอบนี้ จังหวะมันพอดีกับสถานการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลกำลังระส่ำกับ เกมคุมเสียงโหวต ถึงขั้นต้องเปิดมาตรการเข้มถึงขีดสุดในคิวพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554
"ขัง ส.ส." ไว้ในสภา 2 วัน 2 คืนเต็มๆ
โดยอาการ "วิตกจริต" เข้าขั้นรุนแรง แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์หวาดระแวงเพื่อนเล่นไม่ซื่อ กลัวเจอเกมโหวตคว่ำในสภา
ตามปมเหตุแห่งปัญหา ร่องรอยร้าวๆกับพรรคภูมิใจไทย ซ่อนมีดแทงหลังฝังรอยแค้นสะสมกับ "เพื่อนเนวิน" จนมาถึงจุดหักดิบกันในคิวติดเบรกโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวี
เขี้ยวโผล่ฟ้องยี่ห้อประชาธิปัตย์ "หลอกยื้อ" มาตั้งแต่ต้น
คำว่า "ผลประโยชน์ร่วมกัน" ที่เป็นกาวเชื่อมพรรคร่วมรัฐบาลไว้ด้วยกันหลวมๆ ก็เสื่อมสภาพลงตามเงื่อนไข
และก็ไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์หลังคิวโหวตงบประมาณฯ "ชามข้าว" มื้อสุดท้าย เมื่ออ้อยเข้าปากช้าง พรรคร่วมรัฐบาลได้เงินไปหมุนในกระทรวงโควตาตามที่จัดสรรปันส่วนไว้
ก็ไม่ต้องพะเน้าพะนอกันอีกต่อไป
นี่แหละ จังหวะพลิกคว่ำพลิกหงาย
ตามคิวคดียุบพรรค "เด้งแรก" จากกรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ก็จ่อรออยู่ข้างหน้า ไหนจะต้องเจอโจทย์หิน "ปราสาทพระวิหาร"
ในสถานการณ์ที่ "ตั๋วพิเศษ" ของพรรคประชาธิปัตย์หมดโปรโมชั่น พี่เลี้ยงเลิกอุ้ม ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงถูลู่ถูกังให้เปลืองแรง เปลืองตัว ในเมื่อฝ่ายคุมเกมประเทศไทยกระชับอำนาจกองทัพ อยู่ใต้ปีก "บูรพาพยัคฆ์" ไว้ได้
"บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นแท่นจ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่ บัญชาการเกมสยบกองทัพเสื้อแดง กดเครือข่ายนายใหญ่ไม่ให้โงหัว
เอาเป็นว่า ปลายเดือนกันยายน ขึ้นต้นเดือนตุลาคม บรรยากาศหลังการเปลี่ยนถ่ายอำนาจกองทัพจะเป็นคำตอบ ข่าวทางลึกของ "บิ๊กจิ๋ว" จะวิเคราะห์ถูกหรือเปล่า
โค้ชคุมเกมประเทศไทย จะสั่งเปลี่ยนตัว "ผู้เล่น" หรือไม่
แต่ที่แน่ๆในจังหวะที่เกมยังดำเนินอยู่ วิสัยของเซียนการเมืองก็ต้องวิ่งหา "พื้นที่เล่น"
ชิงจังหวะเป็น "ตัวจักรสำคัญ" ไว้ก่อน
ล่าสุดเบื้องหลังโต๊ะอาหารมื้อค่ำ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา กับกลุ่ม 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" แกนนำหลักพรรคเพื่อแผ่นดิน
ข้อตกลงเบื้องต้น 17-18 เสียงในปีกของกลุ่ม 3 พี จะเดินเกมตามธงของ "บิ๊กเติ้ง" ไม่ว่าจะเป็นการโหวตในสภา หรือการ ตีธงทางการเมือง
ในฐานะผู้อาวุโสที่ยังมั่นอยู่ในหลักถือ "สัจจะ" ไม่หักหลังใคร
และนั่นก็หมายถึงว่า 25 เสียงของพรรคชาติไทยพัฒนา
บวกกับอีก 17-18 เสียงของพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันก็เกินหลัก 40 กว่าเสียง
ยังไม่นับพวก "รอเลี้ยง" ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีกส่วนหนึ่งที่ต่อสายแสดงความจำนงขออยู่ในความดูแลของ "3 พีกรุ๊ป"
นับหัวไปนับหัวมา ก็ไม่น้อยกว่ายี่ห้อภูมิใจไทยที่การันตีส.ส.ไว้ที่ 50 กว่าเสียง
ราคาหุ้น "บรรหาร" ดีดขึ้นทันตา.
ทีมข่าวการเมือง
การเมืองกับงบประมาณ
ที่มา ไทยรัฐ การประชุมสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ท่ามกลางข่าวลือไม่เป็นมงคลสารพัด แทนที่งบประมาณของประเทศที่มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชน จะกลับไปพัฒนาให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี กลับกลายเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์กันสนั่นเมือง หมัดเหล็ก
จนถึงขณะนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษสำหรับ พ.ร.บ.งบประมาณ ฝ่ายค้านทำได้อย่างดีก็แค่ อภิปรายรัฐบาลให้หายเปรี้ยวปาก มีข่าวว่าทั้งบิ๊กนักการเมืองและบิ๊กนักธุรกิจช่วยกันดูดเสียงสนับสนุนชนิดไม่อั้น ดีไม่ดีเสียง ส.ส.จากฝ่ายค้านเองไม่ต่ำกว่า 5 เสียงก็อาจจะเทมาให้ฝ่ายรัฐบาลด้วย
แน่นอนว่า 2 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูกขับออกจากพรรค คงยกมือหนุนรัฐบาลอยู่แล้ว อีก 3 คนที่มีท่าทีไม่ชัดเจน ก็น่าจะชัดเจนคราวนี้
ประกอบกับ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีอยู่ประมาณ 17 เสียง ไม่รวมกับงูเห่าที่เป็นรัฐบาลเต็มตัว ก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะโหวตผ่านงบประมาณ จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกต่อไป
ที่อาจจะเห็นแปลกตาไปบ้างคือ ครม.ที่โดยมรรยาทแล้ว จะไม่มีการโหวต ประชุมงบประมาณมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย ก็ไม่มีการลงคะแนน ไม่เชื่อถามคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี ดู แต่คราวนี้เห็นทีจะใช้มือกันเต็มที่ สมัยก่อนอาจจะยึดหลักการ แต่สมัยนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป เอาเสถียรภาพรัฐบาลไว้ก่อน
อย่างอื่นค่อยไปแก้ตัวเอาทีหลัง
ที่ไปกล่าวหากันว่า พรรคภูมิใจไทยจะเบี้ยว ก็คงไม่จริง กับสถานการณ์ที่ทำให้งบประมาณไม่ผ่าน ซึ่งโดยมรรยาทรัฐบาลต้องลาออก กับการที่ยกมือผ่านงบประมาณแล้ว ยังมีผลงานไปโชว์ชาวบ้านหาเสียงได้อีกบานตะไท คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ยืนยันไม่เอาเรื่องรถเมล์มาเป็นเรื่องส่วนตัว
จะไปเสี่ยงทำไม
ส่วนเนื้อหาของงบประมาณ แบ่งเป็นรายจ่ายประจำเท่าไหร่ งบลงทุนเท่าไหร่ จะต้องใช้หนี้เท่าไหร่ คงว่ากันไปแล้วในวาระแรก วาระ 2-3 แค่ลงในรายละเอียดที่จะมีการตัด ลด โยก หรือเพิ่มในส่วนไหนอย่างไรเท่านั้น เสียดายว่าส่วนนี้ชาวบ้านไม่ค่อยมีโอกาสได้รับทราบ
ซึ่งถ้าจะว่ากันที่เนื้อหาจริงๆจะได้สาระกว่านี้เยอะ งบประมาณที่ไปทุ่มเทในบางจุด จนผิดปกติ งบลับงบความมั่นคงยุคนี้ไม่ค่อยจะมีการพูดถึง
เลยเป็นช่องทางทำมาหากิน
ยังจำคำพูดของคุณชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาประชาธิปัตย์ สมัยที่เป็นนายกฯได้เป็นอย่างดี เปรียบงบประมาณเหมือน
แท่งไอติม ที่งบประมาณไม่ค่อยถึงมือชาวบ้าน เพราะถูกดูดตั้งแต่
ยังไม่ออกจากถังไอติม กว่าจะถึงชาวบ้านดูดกันเหลือแต่ไม้ไอติม วันนี้งบประมาณก็ยังเป็นไอติมอยู่ดี
เพียงแต่ว่าแท่งใหญ่ขึ้น.
บก.ลายจุด แกนนอนการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์
ที่มา thaifreenews
โดย Palrak
อ้างอิง http://www.go6tv.com/2010/08/blog-post_3478.html
"นายสมบัติ บุญงามอนงค์" หรือ "บก.ลายจุด" คือสัญลักษณ์ของการต่อสู้ภาคประชาชนอย่างแท้จริง "วันอาทิตย์สีแดง" ทัศนคติที่เฉียบคม ของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษย์ชนที่ไม่ใช่นักการเมือง
แม้ บก.ลายจุดเองเคยถูกรัฐบาลกุมตัวมาแล้ว แต่ก็ยังเคลื่อนไหวอย่างท้าทาย กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในแบบต่างๆที่ถูกนำเสนอโดย "บก.ลายจุด" ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์แต่แฝงไปด้วยนัยของการไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาล หุ่นเชิดทหารและระบบสองมาตรฐานในประเทศไทย
รายการไทยทูเดย์ Thai Today รายการ ส่งเสริมประชาธิปไตย วิเคราะห์ประเด็นร้อน การเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดย ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ และ สมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 เต็มอิ่มแบบจุใจทุกวันพุธ พฤหัสฯ - ศุกร์ 3 วันรวด เวลาใหม่ 23.00-24.00 น. ออกอากาศพร้อมกันทั่วเอเชีย ทั้งในระบบ C-BAND Thaicom 5 Frequency :3585 MHz FEC : 3/4 Symbol rate:26.667 Msym/s Polarize : Vertical และ KU-BAND Thaicom5 Frequency:12272 MHz FEC: 2/3 Symbol rate: 30.000 Msym/s Polarize: Verticalสำหรับผู้ที่ใช้จานดาวเทียม DTV รับชมได้ที่ ช่อง 10 - MV NEWS Channel หรือ รับชมผ่าน Internet ได้ที่ http://www.mvtv.co.th

รตท.เปิดใจ! คดีพธม.ซิ่งชน
ที่มา ข่าวสด
ซึ่งถูกนายปรีชา ตรีจรูญ พธม. ขับรถชนบาดเจ็บ
เปิดใจยอมรับคำพิพากษาที่ให้ รอลงอาญา 2 ปี
แต่ติดใจตรงที่นายปรีชาไม่เคย ขอโทษเลย เมื่อวันที่ 17 ส.ค.
ร.ต.ท.เกรียงไกร กิ่งสามี รอง สวป.สภ. ชะอำ
ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส จากผู้ชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ ขับรถไล่ทับ
ซึ่งล่าสุดศาลตัดสินจำคุกจำเลย 3 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน เปิดเผยว่า
ยอมรับคำตัดสินของศาล คงจะกลั่นกรองมาดีแล้ว
ส่วนจะมีการยื่นอุทธรณ์อีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัยการ
เนื่องจากตนและเพื่อนตำรวจที่โดนกระทำอีกหลายนาย
ไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ เป็นเพียงผู้เสียหายเท่านั้น ดังนั้น
การตัดสินจึงต้องขึ้นอยู่กับอัยการ
ช่วงที่ทำหน้าที่เข้าระงับเหตุ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผบ.หมู่ควบคุมฝูงชน สังกัดสน.เตาปูน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผล
ตั้งแต่ศีรษะ ปลายคาง บริเวณขาและเท้า
หลังประสบเหตุรักษาตัวอยู่ 45 วัน ที่โรงพยาบาลตำรวจ ปัจจุบันหายเป็นปกติแล้ว
มีเพียงรอยแผลเป็นเท่านั้น หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น
ได้ย้ายมาอยู่ที่ สภ.ชะอำ ได้ 1 ปีเศษ ดำรงตำแหน่งรองสวป.สภ.ชะอำ
นาทีพุ่งชน - ภาพเหตุการณ์นายปรีชา ตรีจรูญ ขับปิก อัพพุ่งชน
แล้วถอย ทับร.ต.ท.เกรียงไกร กิ่ง สามี จนบาดเจ็บสาหัส
ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 และยังมีตำรวจเจ็บอีก 3 นาย
ซึ่งมีการนำมาเผยแพร่ว่อนเน็ตอีกครั้ง
ร.ต.ท.เกรียงไกร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นไม่ได้รู้สึกโกรธผู้กระทำ
เพราะถือว่าเราไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
คู่กรณีที่ขับรถชนก็เคยเจอกันที่ศาล ไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด
ที่สำคัญเขาน่าจะเป็นฝ่ายมาพูดคุยกับเรามากกว่า
ไม่ใช่ว่าเราจะไปพูดกับเขาก่อน เขาไม่เคยมาขอโทษเลย
แม้กระทั่งโทรศัพท์ก็ไม่เคยโทร.มาพูดคุยถามไถ่หรือขอโทษ
เพราะถ้าไม่อยากจะเจอหน้า โทรศัพท์มาพูดคุยขอโทษก็ได้ อย่างไรก็ตาม
ถ้ามีเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอีก
ก็พร้อมทำหน้าที่รักษาความสงบเหมือนเดิม
เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องเข้าไประงับเหตุ
ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนเวลาใดก็ต้องไปตามคำสั่งที่ชอบโดยกฎหมาย