WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 19, 2010

ตายฟรี! ต่างชาติไม่ยอม!!



ญาติสื่อญี่ปุ่น-อิตาลี ไล่จี้ DSI
การกระชับพื้นที่ สลายการชุมนุม ของ ศอฉ. จนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ
ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว

กับครั้งที่ 2 เมื่อ 19 พฤษภาคม ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์

ทั้ง 2 กรณีหากนับกรณีแรกก็คือผ่านมา 4 เดือนเศษแล้ว
และกรณีสี่แยกราชประสงค์ถึงวันนี้ (19 สค.) ก็ เท่ากับว่า 3 เดือนพอดิบพอดี

ซึ่งการสูญเสียชีวิต และการบาดเจ็บ รวมทั้งเงื่อนงำของการตาย ของคนชุดดำ รวมไปถึง
ใครสั่งการ ใครรับผิดชอบกับการบาดเจ็บล้มตายที่เกิดขึ้น
สำหรับกับสังคมไทยทุกวันนี้ ต้องถือว่า

ยังคงเงียบสนิท!!!

ซึ่งสำหรับสังคมไทย
ประชาธิปไตยที่อยู่ในช่วงเว้นวรรคให้กับอำนาจพิเศษของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ ศอฉ.
อาจจะเป็นเรื่องเงียบและซุกหายไปได้
โดยความพยายามขุดคุ้ยอาจจะทำได้ลำบาก เพราะภาษิตไทยสอนเอาไว้เนิ่นนาน

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง

ก็ขนาดแค่เด็กนักเรียนที่มีจิตใจเชื่อมั่นในประชาธิปไตยที่แท้จริง
เกิดกล้าแสดงออกไปยืนถือป้ายแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย
ยังกลายเป็นเรื่องให้เห็นกันเป็นตัวอย่าง...
แล้ววันนี้จะไม่ให้ทุกอย่างตกอยู่ในอาการเงียบสงัดได้อย่างไร

เชือดไก่ให้ลิงดู ยังไม่โหดร้ายเท่าเชือดเด็กให้ผู้ใหญ่เห็น

ฉะนั้นถึงวันนี้จะโดยกลไกของอำนาจใดก็ตาม
ต้องยอมรับว่าการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจำนวนมาก
ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ที่ผ่านมา
ไม่ได้ทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ และเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
ผนวกกับเก้าอี้ ผอ.ศอฉ.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ

เช่นเดียวกันกับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
และเก้าอี้ ผบ.ทบ.ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

เรื่องแบบนี้สังคมไทยอาจจะไม่รู้สึกอะไร กับการเงียบหายของความสูญเสียที่เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่สังคมไทยยอมรับสภาพนั้น
สังคมต่างชาติไม่สามารถที่จะยอมรับสภาพได้เช่นเดียวกับไทย
โดยเฉพาะกับกรณีที่มีคนต่างชาติพลอยได้รับความสูญเสียไปด้วย

อย่างกรณีของนักข่าว 2 ราย คือ นักข่าวญี่ปุ่น และช่างภาพอิตาลี
ที่ต้องพลอยเสียชีวิตไปด้วยจากการสลายการชุมนุมนั้น...
ญาติๆไม่สามารถยอมรับได้เหมือนกับที่สังคมไทยยอมรับ

คนตายทั้งคน จะให้จบลงแบบเงียบหายราวคลื่นกระทบฝั่งได้อย่างไร

ดังนั้นเมื่อเวลาล่วงผ่านมา 3-4 เดือนแล้วเช่นนี้
บรรดาญาตินักข่าวต่างชาติที่เสียชีวิต จึงต้องยิ่งพยายามทวงถามสาเหตุของความสูญเสีย

ซึ่งแม้ว่าล่าสุดทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ส่งหนังสือ
รายงานความคืบหน้าการดำเนินการและการสอบสวน
กรณีการเสียชีวิตของ Mr. Hiroyuki Muramoto ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น
ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะเกิดเหตุการณ์ปะทะ
ระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
บริเวณถนนดินสอ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา

โดยภายหลังเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
และเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ฯ
ได้ประสานมายัง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
โดยกำชับให้ดูแลความคืบหน้าและติดตามคดีเป็นอย่างดี
และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทางการญี่ปุ่นทราบเป็นระยะ ๆ

พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน
และประสานกับผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ จากกล้อง CCTV
และ สอบคำให้การพยานผู้เห็นเหตุการณ์
และภาพถ่ายส่วนหนึ่งจากกล้องที่ Mr.Muramoto ถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต

รวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อและ Website ของ DSI
ขอให้ประชาชนผู้รู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

ส่วนการรายงานการตรวจศพ
Mr.Muramoto สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่า
สาเหตุเกิดจากบาดแผลซึ่งเกิดจากกระสุนปืนความเร็วสูงเข้าที่บริเวณทรวงอกซ้าย 1 นัด
ทะลุออกทางต้นแขนขวาด้านหลังทิศทางจากซ้ายไปขวา หน้าไปหลัง ล่างขึ้นบนเล็กน้อย
ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้ทำการตรวจศพต่อไป

นอกจากนี้
พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เร่งติดตามผลการตรวจ DNA ที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ
เพื่อตรวจเปรียบเทียบ กับ DNA ของศพผู้เสียชีวิต
เพื่อพิสูจน์ยืนยันจุดเกิดเหตุและจุดที่เสียชีวิตทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม
ดีเอสไอได้มีหนังสือรายงานความคืบหน้าการดำเนินการและการสอบสวนกรณี
การเสียชีวิตของ Mr.Muramoto ให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
และกระทรวงการต่างประเทศ
เพื่อมีหนังสือแจ้งความคืบหน้าให้สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นทราบไปแล้ว

โดยต่อมา
คณะเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้เข้าพบ
ผู้บริหารและพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเจ้าหน้าที่ส่วนกิจการต่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เพื่อประชุมหารือติดตามผลความคืบหน้าของคดี

ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นยังคงขอให้ ดีเอสไอเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนคดีนี้
เนื่องจากเป็นคดีที่ทางการญี่ปุ่นและญาติผู้เสียชีวิตให้ความสำคัญ

และดีเอสไอมีกำหนดนัดหมายพบปะ หารือ กับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ครั้งต่อไป
ประมาณกลางเดือนสิงหาคม ณ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น
โดยพนักงานสอบสวน ฯ จะได้จัดเตรียมรายงานความคืบหน้าไป
เพื่อแจ้งแก่เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นต่อไป

ส่วนการเสียชีวิตของ Mr.Fabio Polenghi ช่างภาพชาวอิตาเลียน
ที่เสียชีวิตจากเหตุชุมนุมประท้วง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 นั้น ภายหลังจากที่
Ms. Elisabetta Polenghi น้องสาว นาย Fabio เดินทางมายังประเทศไทย
เพื่อติดตามผลการชันสูตรศพ
และความคืบหน้าของการสอบสวนคดีดังกล่าว
โดยเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา
น้องสาวผู้เสียชีวิต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
และเจ้าหน้าที่กงสุล สอท. อิตาลี ได้เข้าพบ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ

ทางรองอธิบดีดีเอสไอ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อ Ms.Polenghi ที่สูญเสียพี่ชาย
จากเหตุการณ์ดังกล่าว
และย้ำว่า ดีเอสไอ จะดำเนินการสอบสวนคดีดังกล่าวอย่างเต็มที่
แต่ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการได้
เนื่องจากเพิ่งจะรับสำนวนคดีบางส่วนจาก สตช. และคดีมีความยุ่งยาก
และจำต้องติดตามพยานหลาย ๆ คนมาให้ข้อมูล อย่างไรก็ตาม
ดีเอสไอ พร้อมที่จะให้ข้อมูลต่าง ๆ

ขณะที่ Ms.Polenghi กล่าวย้ำว่า
การมาติดตามเรื่องก็เพื่อต้องการทราบรายละเอียดการเสียชีวิตของพี่ชายว่า
ในวันเวลาดังกล่าว เกิดอะไรขึ้น เพื่อตนและญาติพี่น้องอื่น ๆ จะได้ทราบความจริง
รวมทั้ง อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่อาชีพนักข่าวอื่น ๆ
ที่จะได้นำไปเป็นกรณีศึกษาต่อไป

ที่ผ่านมาได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด
และยังได้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. ปทุมวัน
ซึ่งรับผิดชอบสำนวนคดีชันสูตรมาแล้วด้วย
จึงหวังว่า ดีเอสไอ จะให้ความกระจ่างในคดีนี้แก่ตนได้ในท้ายที่สุด

ซึ่งพ.ต.ท.ไพศิษฎ์ สังคหะพงศ์ ผอ.ส่วนกิจการต่างประเทศ สำนักกิจการต่างประเทศ
และคดีอาชญากรรมต่างประเทศ และ คณะ ได้แจ้งแก่ Ms.Polenghi ว่า
ดีเอสไอ เพิ่งได้รับสำนวนคดีจาก สน.ลุมพินี เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
ส่วนสำนวนคดีของ สน. ปทุมวันนั้นยังไม่ได้รับ จึงยังไม่สามารถดำเนินการอะไร ได้มากนัก

ทั้งนี้ Ms.Polenghi ได้ให้พนักงานสอบสวน ฯ
ได้พบกับ Mr.Masaru Goto นักข่าวชาวญี่ปุ่นซึ่งรู้จักกับนาย Fabio
และอยู่กับนาย Fabio ในวันเกิดเหตุด้วย
ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้นัดหมายกับนาย Goto
เพื่อสอบถามข้อมูลและบันทึกปากคำต่อไป

โดยภายหลังการหารือจนเป็นที่พอใจแล้ว Ms.Polenghi แจ้งว่า
จะพยายามกลับมาประเทศไทยในอีก 2-3 เดือน
เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี
และยินดีจะให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ ในการค้นหาความจริง

อย่างไรก็ตาม
เมื่อ ดีเอสไอพิจารณาแล้วเห็นว่าการเสียชีวิตของนักข่าวอิตาลีรายนี้
เป็นที่สนใจของญาติ พี่น้อง และทางการอิตาลี
และเชื่อว่าคงจะมาติดตามความคืบหน้าต่อไปเรื่อย ๆ เช่น
กรณีของการเสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่น จึงได้กำชับให้พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ
เร่งรัดการสืบสวนสอบสวนกำหนดกรอบเวลาการทำงาน จัดเตรียมรายงานผลความคืบหน้า ไว้
เพื่อแจ้งให้กับญาติผู้เสียชีวิตและ สอท. อิตาลี ฯ ตามความเหมาะสม
เพื่อมิให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างกัน
ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อหน่วยงาน
หรืออาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไปได้

2 คดีนี้จึงถือเป็นการบ้านใหญ่ของ ดีเอสไอ ของตำรวจ และของประเทศไทย
ที่ต้องสร้างความกระจ่างให้กับบรรดาญาติพี่น้องของผู้ตายให้ได้

ขณะเดียวกันสังคมไทยเองก็อาจจะหวังอานิสงค์ของ 2 คดีสื่อต่างชาติ
พลอยทำให้คดีอื่นๆของคนไทยพลอยกระจ่างตามไปด้วย

เพราะวันนี้มืออำมหิตเสื้อดำ ดูจะสูญหายไร้ร่องรอยอย่างไม่น่าเชื่อ...
ราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อนกระนั้น

จากโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมถึงนายอภิสิทธิ์/รัฐบาลไทย

ที่มา robertamsterdam

เมื่อวันที่ 17 และ 18 สิงหาคม สมาชิกในรัฐบาลไทยหลายคน รวมถึง
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ
ได้ตอบจดหมายที่ผมได้ส่งไปในวันที่ 10 สิงหาคม
โดยจดหมายฉบับนี้
ผมได้ส่งไปในนามของเหยื่อซึ่งถูกสังหารจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา

ผมได้ส่งจดหมายฉบับนี้
เพื่อทวงถามคำตอบจากคำถามหลายข้อในจดหมายที่เราได้ส่งไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน
โดยเนื้อความในจดหมายฉบับก่อนมีรายละเอียดที่ย้ำเตือนถึงหน้าที่ของรัฐบาล
ที่ต้องจัดให้มีการสอบสวนเหตุการณ์การสังหารประชาชน
อันเป็นพันธกรณีของรัฐบาลไทยภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่า
ด้วยเรื่องสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ขององค์สหประชาชาติ
ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ นอกจากนี้
เรายังได้กล่าวถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการเข้าถึง
และตรวจสอบหลักฐานทางคดีอย่างเป็นอิสระ

เนื่องจาก
มีสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หลายคน
ถูกจับกุมและกล่าวหาในข้อหาหาการร้าย ดังนั้น
รัฐบาลไทยมีพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศซึ่งบัญญัติว่า
ทนายและผู้ปรึกษาด้านกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการเข้าถึง
“เอกสารรัฐบาลหรือกองทัพที่เกี่ยวข้องและครอบคลุมถึงยุทธศาสตร์
การสั่งการ คำสั่งโดยวาจา
หรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร ข่าวกรอง การละเอียดการสอบสวน
หรือรายงานของผู้เชียวชาญที่เจ้าหน้ารัฐไทยใช้เตรียมการ แถลงการณ์
ในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง”
นอกจากนี้เรายังได้ร้องขอเอกสารที่ระบุถึงสายบัญชาการในกองทัพ
ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการควบคุมและสลายการชุมนุมเหล่านี้ด้วย

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลจงใจเพิกเฉยที่จะตอบสนองข้อเรียกร้องดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กล่าวว่ายังไม่ได้อ่านจดหมายฉบับดังกล่าว
แม้ว่าเราได้ส่งสำเนาจดหมายฉบับดังกล่าวหลายสำเนา
ไปยังสำนักงานของนายกรัฐมนตรี
แล้วก็ตาม แทนที่จะตอบสนองข้อเรียกร้องดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับสบประมาทเรื่องส่วนบุคคล
และยกเหตุผลที่หลักลอยขึ้นมาอ้าง
เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของรัฐบาล
ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย
เรื่องของสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง
ทั้งนายปณิธานและนายชวนนท์อ้างว่า
สิทธิของผู้ชุมนุมเสื้อแดงไม่ได้ถูกละเมิดแต่อย่างใด
แต่แทนที่จะกล่าวว่าจะปฏิบัติตามบทบัญญัติในสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย
เรื่องของสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง
กับยกเอาเรื่องสถานภาพทางกฎหมายของผมซึ่งเป็นชาวต่างชาติขึ้นมาอ้าง

ผมรู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลไทยละเลยโอกาสในการเริ่มต้น
ที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อเหยื่อจากการสลายการชุมนุม
และยังถอยห่างจากแนวทางการปรองดองสมานฉันท์ด้วย
การเลื่อนตำแหน่งให้กับนายทหาร
และตำรวจที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชน
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคณะได้ปฎิเสธอย่างชัดเจนว่า
จะปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องเคารพในหน้าที่ที่จะต้องสอบสวน
และดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชาชนกว่า 80 ราย

การกระทำของรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความสับสนยุ่งยาก
และความไม่เต็มใจที่จะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีอันสำคัญเร่งด่วนนี้
และความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเป็นให้หลายคนสรุปว่า
พยานหลักฐานเหล่านั้นอาจจะส่งผลให้เกิดความยุ่งยากทางการเมือง
อันกระทบต่อการรักษาไว้ซึ่งอำนาจส่วนตัวของเหล่าอำมาตย์

ประชาคมโลกจะไม่เพิกเฉย หากรัฐบาลไทยละเมิดพันธกรณีของตนเอง
ภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศอย่างสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย
เรื่องของสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง
การที่รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศสนับสนุนการดำเนินคดีอาชญากรรมสงครามในพม่า
เมื่อไม่นานมานี้ ย้ำให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นภัยของเหล่าอำมาตย์ในประเทศไทย

นี่ไม่ใช่การอภิปรายว่ารัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อพลเรือนของตนเองอย่างไร
หน้าที่การสอบสวนและดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดนั้น
ได้รับการเคารพมายาวนานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
การไม่ดำเนินคดี
แก่เหล่านายทหารและกลุ่มอำมาตย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงนี้
แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ประเทศไทยพยายามจะรักษาเอาไว้

แผนการของรัฐบาลนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฎิเสธ หลีกเลียง
และสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดเพื่อเป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจเผด็จการ
ซึ่งทำให้หลายฝ่ายแสดงการคัดค้านและความกังวลในการกระทำของรัฐบาล
รัฐบาลอ้างอย่างผิดๆว่าการเรียกร้องนี้เป็นการทำลายชื่อเสียงประเทศไทย ดังนั้น
หากรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องการที่จะอ้างว่าตนเป็นตัวแทนของประชาชนไทย
มีหนทางเดียวที่จะสามารถอ้างเช่นนั้นได้ คือ
นายอภิสิทธิ์และคณะต้องชนะการเลือกตั้งที่อิสระและเป็นธรรม

Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ภาพสลายแดงโผล่สภาฯ ปิดฉากวันแรกเดือด

ที่มา ไทยรัฐ

ถกงบฯ54ประท้วงวุ่น!ส.ส.แพร่ เพื่อไทยโชว์ภาพนิ่งสลายเสื้อแดง จี้ถามนายกฯ
ถึงค่าชดเชยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่นายกฯยืนยันมีหลักเกณฑ์และอำนาจสั่งจ่าย
เผยไม่มีอะไรผิดปกติ......

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.การประชุมสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554
เวลา 22.30 น. หลังการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางราบเรียบมาตลอด
บรรยากาศเริ่มเดือดเมื่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย
และกรรมาธิการฯเสียงข้างน้อย
อภิปรายพร้อมโชว์ภาพนิ่งหลายภาพถึงขั้นตอนเหตุการณ์ชุมนุมคนเสื้อแดง
ระหว่างเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิลด์ว่า งบกลางที่ตั้งค่าชดเชยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย
ทั้งที่น่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมธรรม์ที่บริษัทเหล่านี้ได้ทำกันภัยไว้
แต่มีการบอกว่าเป็นการก่อการร้าย ขณะที่หลักฐานที่มีอยู่ไม่ใช่การก่อการร้ายแน่นอน

โดยระหว่างที่อภิปรายได้มี ส.ส.หลายของพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ
เพื่อให้ผู้อภิปราย หยุดนำเสนอภาพถ่ายภาพเหตุการณ์ดังกล่าว
และกล่าวหาการ์ด นปช.เสื้อดำฆ่าประชาชน
ขณะที่ส.ส.หลายคน พรรคเพื่อไทย ต้องลุก ขึ้นประท้วงบ้างว่า สามารถทำได้
และกล่าวหารัฐบาลฆ่าประชาชนทำให้ต้องหมดเวลาไปกับการประท้วงเกือบครึ่งชั่วโมง
ในที่สุด พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ขอให้หยุดนำเสนอภาพ
และให้นายวรวัจน์อภิปรายต่อไปเพื่อให้บรรยากาศในที่ประชุมดำเนินต่อไปได้

นายวรวัจน์ อภิปรายว่า วันนี้นายกฯกำลังนำงบกลางไปช่วยเหลือผู้เสียหาย
ทั้งที่เป็นการก่อวินาศกรรมโดยอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร
มีหลักฐานจากที่มีคนจับภาพได้ทั้งหมด
จะนำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนและนำไปเปิดตามจังหวัดต่างๆตามที่ส.ส.ต้องการ

ขณะที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจและประธานคณะกรรมาธิการฯชี้แจงว่า
งบชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างและงบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
โดยเฉพาะงบสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉิน มันไม่มีไม่ได้ไม่รู้จะเกิดภัยอะไรขึ้นมา

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ใช้สิทธิพาดพิงว่า งบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน
หรือจำเป็นเป็นอำนาจสั่งจ่าย ของนายกฯไม่เกิน 100 ล้านบาท
และมีหลักเกณฑ์การจ่ายในเรื่องต่างๆ
ซึ่ง 1ใน 3 ของงบกลางที่ผ่านมาช่วยเรื่องภัยพิบัติการเยียวยาผู้เสียหาย
ทั้งจากการชุมนุมหรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ใช้งบก้อนนี้
เพราะไม่สามารถจัดไว้ในงบประมาณปกติได้
เมื่อถามว่า เงินสำรองจ่ายฯ 47,600 ล้านบาทมากหรือไม่ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

ส่วนที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลอภิปรายนั้น นายกฯ กล่าวว่า
ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรานี้ ในกรณีของห้างเซ็นทรัลเวิลด์มีประกันก่อการร้าย
ส่วนรูปภาพจะพิสูจน์อย่างไรก็ เป็นการก่อการร้ายอยู่ดี ไม่ใช่ใครเผาไม่เผา
และไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมตามที่บอกเพราะเชื่อคำสัมภาษณ์จากสื่อมวลชน
ที่ไปสัมภาษณ์รปภ.ของเซ็นทรัลเวิลด์ว่า เจออะไรบ้าง
ใครเข้าไปเผา ใครเข้าไปดับ ใครเข้าไปฆ่า ตนเชื่อคำพูดของรปภ.มากกว่าคำพูดของนายวรวัจน์

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ประชุมอภิปรายมาตรา 4 กว่า 4 ชั่วโมง
ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 240ต่อ 140 งดออกเสียง 3
ไม่ลงคะแนนเสียง 20 จากนั้นประธานได้สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 24.40 น.
และนัดประชุมอีกครั้งในเวลา 09.00 น.วันนี้(19 ส.ค.) โดยจะพิจารณามาตรา 5
ซึ่งเป็นงบในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี.

ประชาธรรม : "การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน" ประสบการณ์จากนักศึกษาเชียงราย

ที่มา ประชาไท


ท่ามกลางหมอกดำของพรก.ฉุกเฉินฯ ที่ค่อยๆ จางลงจากการกดดันของสังคม เด็กนักเรียนนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เคย ออกมาแสดงสิทธิขั้นพื้นฐานตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยการชูป้ายว่าไม่เห็นด้วยกับการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการกระทำอีกหลายอย่างของรัฐบาลที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และพวกเขาเหล่านั้นโดนจับในข้อหาละเมิดพ.ร.กฉุกเฉินฯ ซึ่งสร้างความฉงนงงงวยให้แก่สังคมไทยจนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ

หลังจากการแสดงออกการกระทำในครั้งนี้ มีความพยายามที่จะทำให้เด็กเหล่านี้ กลายเป็น "เด็กมีปัญหา" ต้องเข้ารับการบำบัด หรือแม้แต่ความพยายามที่จะโยงเด็กเหล่านี้เข้ากับกลุ่มแกนนำ นปช. การพยายามกีดกันให้คนออกจากความเป็นเป็นปรกติเพื่อลดความน่าเชื่อถือ เป็นวิธีที่แยบยลของระบอบเผด็จการ ถ้าใช้กับคนในระดับเดียวกัน แต่การกระทำกับคนต่างระดับกันด้วยวัยวุฒิย่อมถูกสังคมมองว่า "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก" จนทำให้รัฐต้องปล่อยเด็กเหล่านี้ไป

แต่ทว่าไม่นานหลังจากมรสุมทางสังคมที่ปล่อยให้ "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก" ผ่านพ้นไป มรสุมลูกใหม่ก็เข้ามาท้าทายต่อสังคมอีก คือกรณี อ.จุฬายื้อแย่งป้ายแสดงความคิดเห็นของนิสิตนศ.จุฬา ที่เตรียมแสดงออกต่อนายอภิสิทธิ์ที่จะไปกล่าวปาฐกถาเรื่องการกระจายอำนาจ ที่จุฬาฯ แล้วแสดงอำนาจ วางกล้ามใหญ่โตว่า ""นี่ไม่ใช่ที่จุฬาฯ นี่เป็นที่ของผม ฟ้องผมได้เลย"

นักเรียน-นักศึกษาที่ในยุคหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นอำนาจบริสุทธิ์ที่ก่อให้เกิดการฟูมฟักประชาธิปไตย กลับกลายเป็น "เด็ก" ที่ไม่ควรแสดงออกทางการเมือง เพราะจะบิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งที่การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีแบ่งชั้น ไม่มีเด็ก ไม่มีผู้ใหญ่

การแสดงออกทางการเมืองของนักเรียน-นักศึกษายุคใหม่ หลังจากที่วงการนี้แห้งแล้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่า พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ เบื้องหลังความคิดภายใต้โฉมหน้าที่ปี่ยมไปด้วยพลังนั้นคืออะไร

นายกิตติพงษ์ นาคะเกศ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มีชื่อเล่นว่า ปริ๊นซ์ อายุ 22 ปี เป็นนักศึกษาที่ออกไปชูป้ายแสดงสิทธิจนถูกกล่าวหาว่าละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประสบการณ์ของเขาอาจพอที่ทำให้ใครหลายคนได้เข้าใจ นักเรียน-นักศึกษายุคใหม่มากขึ้น

นายกิตติพงษ์ หรือปริ้นซ์ เป็นนักศึกษาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอย่างนักศึกษาทั่วไป จนกระทั่งหลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ทำให้เขาเริ่มศึกษาเรื่องการเมืองอย่างจริงจังมากขึ้น ประกอบกับความสนใจประวัติศาสตร์ยุค 14 ตุลา หล่อหลอมความคิดของเขา จนทำให้เขาออกมาแสดงสิทธิว่าไม่เห็นด้วยกับพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเพราะจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน พวกเขาคิดอย่างไรกับการแสดงออกทางสัญญาลักษณ์ ท่ามกลางกฎหมายที่จำกัดสิทธิของพวกเขาอยู่ ในขณะที่คนอื่นๆไม่กล้าทำ ชีวิตหลังจากถูกข้อกล่าวหาว่าผิด พรก.ฉุกเฉินเป็นอย่างไร ติดตามได้ดังนี้

ความตื่นตัวทางการเมืองของปริ้นซ์ เริ่มมาจากอะไร
แต่ก่อนก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ แต่ก็ชอบอ่านหนังสือจำพวก 14 ตุลา ฯลฯ ชอบนะ แต่ไม่ค่อยได้ติดตาม จนมาถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 จำได้เลยว่าวันนั้นผมกำลังนั่งเล่นเกมส์อยู่ในหอพัก เพื่อนที่เล่นเกมส์ด้วยกันซึ่งอยู่ที่กรุงเทพบอกว่า มีทหารขี่รถถังอยู่เต็มถนน ผมก็เลยเปิดดูทีวี เห็นแต่เพลง ก็เลยคิดว่า เกิดการปฏิวัติขึ้นมาแน่ๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจและติดตามการเมืองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งการเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต อ่านตามหนังสือพิมพ์บ้าง ดูทีวีบ้างครับ ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ก็แค่เข้าไปยืนดูคนที่เขามาชุมนุมกันแค่นั้นเอง

คิดอย่างไรกับการแบ่งสีเสื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ผมคิดว่า หากไม่เกิดเสื้อเหลือง ก็ไม่เกิดเสื้อแดง ในตอนนั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียง ถูกคนกลุ่มเล็กๆในสังคมมาไล่เขาไป แล้วคนที่ออกเสียง 19 ล้านเสียงที่สนับสนุนรัฐบาลช่วงนั้น เขาก็ต้องไม่พอใจก็เลยเกิดเสื้อแดงขึ้นมาเหมือนกัน

ทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ให้อำนาจรัฐมากเกินไป มันจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน พ.ร.ก.ฉบับนี้มันจะใหญ่ไปกว่ารัฐธรรมนูญเกินไปหรือเปล่า ทำไมอำนาจบางอย่าง ข้อกฎหมายบางอย่างมันขัดกับรัฐธรรมนูญ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป ซึ่งทำให้คนที่คิดต่างกับรัฐบาลไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งไม่เหมือนกับรัฐบาลอื่นที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย ที่เขายังให้พูดกันได้ คนที่คิดต่างก็สามารถพูดกันได้ แต่รัฐบาลนี้ไม่เลย สื่อฝ่ายตรงข้ามก็ปิด ปิดทั้งหู ปิดทั้งตาประชาชน ผมก็เลยคิดว่าน่าจะทำอะไรสักอย่าง จึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.กฉบับนี้

ด้วยเหตุนี้หรือเปล่า จึงออกมาชูป้ายกัน 5 คน หรืออะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น
คือ ได้แนวคิดมาจากเฟสบุ๊คที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เขาเอาผ้ามาปิดปาก เอาป้ายมาติดข้างหลัง แล้วก็เดินไปเดินมาและรับประทานอาหารกันในโรงอาหาร ทำกันในเชิงสัญลักษณ์ ผมเห็นว่ามันขำดี (หัวเราะ) จึงเป็นการจุดประกายให้เราว่า สามารถทำได้ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และต้นทุนต่ำด้วย แต่ก็มีการคิดกันมาหลายอาทิตย์เหมือนกันว่าจะทำดีหรือไม่ ลองถามเพื่อนๆดูว่าจะทำดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทำเลยดีกว่า เดี๋ยวจะมันช้าเกินไป ตอนแรกก็ได้ไปชวนเพื่อนๆที่อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่หากเป็นอย่างนั้นก็จะมีแค่มหาวิทยาลัยเดียว ก็เลยชวนน้องๆที่ได้คุยกันผ่านทางเฟสบุ๊ค ก็นัดกันเลยคืนนั้น มาเดินชูป้านกันประมาณ 10 - 20 นาทีก็กลับแล้ว

แล้วคิดมาก่อนไหมว่า อาจจะมีผลตามมาแบบนี้
ในเรื่องการโดนคดี ผมก็ได้คิดมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะรุนแรงและเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศขนาดนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจเหมือนกัน

หลังโดนข้อหา ชีวิตเปลี่ยนไปหรือเปล่า
ถ้าตามส่วนตัวของผมแล้วก็เหมือนเดิม แต่เวลาในการใช้ชีวิตก็ต้องจัดสรรให้ดี เพราะหลังจากที่โดนคดีแล้วก็กลายเป็นที่ต้องการของคนจากหลายๆส่วนไป มีคนมารุมล้อม มาให้กำลังใจ ส่วนครอบครัว ก็ไม่มีผลกระทบอะไร เพราะทางครอบครัวก็รู้ดีว่าผมเป็นอย่างไร ก่อนจะทำอะไรผมก็บอกแม่ไว้ก่อนว่า หากมีหมายเรียกอะไรมา ก็ไม่ต้องตกใจนะ เพราะมันก็แค่หมายเรียก ซึ่งคนรอบข้างส่วนใหญ่ก็มีความคิดเห็นคล้ายๆกับผม ยิ่งผมออกมาแล้วโดนกระทำอย่างนี้ เขาก็ยิ่งเห็นว่า มีการปลดปล่อยออกมาทีละนิด ทั้งความรู้สึกของคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและการกระทำของรัฐบาลที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมและสองมาตรฐาน

ความรู้สึกก่อนและหลังการออกมาชูป้ายล่ะ
ความรู้สึกของผมในตอนนี้ก็ไม่ต่างกับก่อนทำเลย เพราะผมคิดว่าผมทำเพื่อส่วนรวม คนเราก็มีเพียง 2 ประเภท คือ คนที่เห็นแก่ตัว และคนที่ไม่เห็นแก่ตัว หากคนที่เห็นแก่ตัวก็คิดแต่จะเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง แต่ผมคิดว่าผมเห็นพี่น้องที่ถูกรัฐใช้สองมาตรฐาน ใช้ความอยุติธรรมในการปกครอง ผมก็เลยออกมาทำให้มันเปิดเผยกันเลย ดีกว่าที่จะไปทำกันแบบใต้ดิน ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย

คนที่เห็นต่างกับรัฐบาลส่วนมากก็เหมือนไม่ได้รับรู้ข่าวสาร ถูกปิดกั้นสื่อ มันอัดอั้นนะ ตอนนี้ก็ไม่ดูฟรีทีวีกันแล้ว เพราะเขาเลือกสื่อที่จะเสพย์ได้ ไปซื้อจานดาวเทียมมาดูกันเป็นส่วนมาก ผมคิดว่าการที่ผมได้ออกมาทำกิจกรรมแล้ว และเป็นข่าว ก็เหมือนเป็นการได้ปลดปล่อยให้กับประชาชน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้หายไปไหน เรายังอยู่

ขณะนี้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐพยายามเอาพวกเราไปบำบัด ปริ้นเห็นอย่างไรกับการกระทำของรัฐบาล ซึ่งพยายามที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องของ "เด็กมีปัญหา" และเราเป็นเด็กมีปัญหาจริงหรือเปล่า
หากทางรัฐบาลเห็นว่า พวกเราเป็นเด็กมีปัญหา ผมว่ารัฐบาลนั่นเองเป็นคนที่มีปัญหา ก่อนที่จะเอาเด็กเข้าไปตรวจสุขภาพจิต นายกฯและรัฐบาลน่าจะไปตรวจสุขภาพจิตกันก่อน ซึ่งพวกคุณเองก็บอกว่า อยากให้ประชาชน อยากให้นักเรียน นักศึกษา ออกมาแสดงความคิดเห็นที่ต่างกัน เพื่อที่จะได้รับฟัง ซึ่งพวกผมก็ทำกันแค่นี้เอง แต่พวกคุณก็มาไล่บี้ ไล่ฆ่ากัน ซึ่งมันขัดกับที่คุณได้พูดออกมา

หลังจากที่ได้ไปหากรรมการสิทธิฯมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
ในช่วงเช้า คณะกรรมการฯเขาก็ซักถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เขาเชิญไปก็มีผู้ว่าฯ แต่ก็ส่งรองผู้ว่าฯไปแทน และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีของพวกผม คณะกรรมการฯก็ซักถามว่า ทำไมถึงไปตั้งข้อหาว่าเยาวชนกลุ่มนี้มีความผิด ทั้งๆ ที่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่ทำกันทั่วประเทศ ตามจังหวัดใหญ่ๆ นั้น ยังไม่เห็นมีการทำอะไรกันเลย แต่ทำไมเยาวชนกลุ่มนี้กลับโดนตั้งข้อหา แล้วมีการคุกคามกันไหม เขาก็ถามกันประมาณนี้ พอตอนบ่ายก็มาซักถามพวกผมว่า ถูกคุกคามกันไหม หลังจากโดนกล่าวหาแล้วเป็นอย่างไรกัน

อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลและสังคมไทย
หากคิดถึงหลักปรองดองที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้นมาน่ะ ผมคิดว่าคงจะปรองดองไม่ได้หรอก เพราะคณะกรรมการเป็นคณะกรรมการที่คุณตั้งขึ้นมาฝ่ายเดียว ซึ่งก็เหมือนการตบมือข้างเดียว ตบอย่างไรมันก็ไม่ดังหรอก การที่จะปรองดองกันได้นั้น คุณจะต้องเอาทั้งคนที่มีความคิดเห็นต่างกันและคนกลางเข้ามาตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้น แล้วก็นั่งคุยกัน ลดทิฐิกันลง แล้วหันกลับไปมองปัญหาที่ได้เกิดขึ้นมา กลับมาคุยกันว่าจะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างไร

มีอะไรที่อยากบอกอีกไหม
ขอเสริมในเรื่องที่ สกอ.ออกหนังสือแจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศ ให้ควบคุมนักเรียนและนักศึกษาที่จะออกมาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ผมอยากจะฝากถึงนายกฯและสกอ.ว่า สิ่งที่คุณออกคำสั่งมานั้น เปรียบเสมือนคุณได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหมือนรัฐบาล การจำกัดสิทธิเสรีภาพของเด็ก - เยาวชนที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น มันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ไม่ควรที่จะมีคำสั่งแบบนี้ออกมาด้วยซ้ำ

ตามความคิดเห็นของผมนะ ประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยเลย อย่างมากก็ได้แค่ครึ่งใบ คนแค่ไม่กี่คนสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงเสียงส่วนใหญ่ของประเทศได้ นี่แหละคือประชาธิปไตยของประเทศไทย

บทความ: สหายใจ นักสังคมนิยมเสื้อแดงที่ไม่เข้าใจแดงด้วยกัน

ที่มา Thai E-News


โดย ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานแดงสยาม
19 สิงหาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์: บทความนี้เป็นบทความต่อเนื่องที่ถูกตีพิมพ์ในเว็บไซต์ไทยอีนิวส์เรื่อง "บทความ: นักปฏิวัติสังคม หันหลังให้กับการปฏิรูปไม่ได้" ของ อ.ใจ ก่อนหน้านี้ เราลงตีพิมพ์เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ในการสนทนา วิเคราะห์ จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และให้ผู้อ่านเสื้อแดงใช้เป็นข้อมูลเป็นสำคัญ

ว่าจะไม่โต้กลับบทความของ อ.ใจ อึ้งภากรณ์ แต่ก็ทนเห็นความตูดหมึก(น่ารัก น่าหยิก น่าฟัด)ของแกไม่ได้ แดงสยามรุ่นแรกที่มี จักรภพ ,สุรชัย ,สมยศ ,ชูพงษ์ รุนนี้หมดภารกิจไปแล้วครับ เพราะแกนนำบางคนไปอยู่ต่างประเทศยากที่จะเข้าร่วมขับเคลื่อน แต่ก็ยังติดตามและเป็นแนวร่วมแดงสยามอยู่ แกนนำรุ่นล่าสุดที่ประกอบไปด้วย สุรชัย, พลท นักจัดรายการวิทยุชุมชนแท๊กซี่ ,จีรปาน พิธีกรรายการพีเพิลแชลแนล, เต้ นพพร นักปราศรัยกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ, ป้อม กรองทอง นักร้องคนเสื้อแดง ฯลฯ เป็นการรวมตัวกันใหม่และแนวทางใหม่ทั้งหมด สหายใจ เวลาพูดอะไรไม่ค่อยชอบทำการบ้านกรณี สุรชัยไม่ใช่แดงสยามทั้งหมดเหมือน อ.ใจ ที่ไม่ใช่นักสังคมนิยมทั้งหมด

รุ่นนี้มีผม(ชัยนรินทร์) ด้วยลืมบอกไป แนวทางเราให้มี”รัฐบาลปรองดอง”ได้ หากมีการนิรโทษกรรมทักษิณ และแกนนำแดงทั้งแผ่นดินทั้งหมด รวมทั้งต้องมีตัวแทนจากทุกกล่มของคนเสื้อแดง และต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์นี้เป็นเงื่อนไขที่แดงสยามเสนอ ส่วนการจัดตั้งองค์กรปฎิรูปของสมยศ แดงสยามก็สนับสนุน ดังนั้นขั้นตอนต่างๆของแต่ละองค์กรจะบรรจบกัน เชื่อมโยงกัน คนที่เข้าร่วมแดงสยามใหม่ เป็นผู้ที่ผ่านการต่อสู้ที่ราชดำเนิน และราชประสงค์ ทุกคนผ่านความเจ็บปวดมาแล้วแต่นี่ไม่ใช่การมานั่งโอ้อวดอะไรกัน เพียงอยากบอกให้อ.ใจทราบข้อเท็จจริง อย่านึกเองเออเอง คำว่า "ปฎิวัติ" ใจ อย่ามาผูกขาด ถ้าเป็นตัวเองพูดถึงจะจริง ถ้าจริงทำไมไม่ทำองค์กรจัดตั้งให้ประสบความสำเร็จก่อนเที่ยวทำพูดสนับสนุนกลุ่มนู้นกลุ่มนี้แล้วมาเสี้ยม ไม่น่ารักเลยสหาย

อีกอย่างแนวทางจับอาวุธที่ ใจ กล่าวหาว่าแดงสยามยึดติดกับคัมภีร์ พคท นั้นไม่เป็นความจริง แดงสยามไม่มีใครคิดจะเข้าป่า จะจับอาวุธ ไม่ได้สนับสนุนแนวทางใต้ดิน แต่วิเคราะห์ว่า รัฐบาลเผด็จการชุดนี้ เร่งให้คนเสื้อแดงจนตรอกไปจับอาวุธแนวทางใต้ดินได้ ซึ่งแดงสยามไม่สนับสนุนแต่ไม่ต่อต้าน เราไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างใดๆ ดังนั้น อย่าเหมาเข่งเหมือนนักสังคมนิยมกลไกในอดีตจะกลายเป็นว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองนะสหาย ใจ

แม้กระทั้งหมวกดาวแดง สหายใจ ก็มองราวกับว่า ใส่แล้วจะเป็นเหมือน พคท เขาใส่กันเทห์ๆเป็นแค่เอกลักษณ์ ใช้บอกความชอบ รสนิยมของแต่ละคน ซึ่งแดงสยามรุนใหม่ไม่ได้ยึดติดแล้วแต่ใครจะใส่หรือไม่ใส่ไม่ได้บอกว่าเป็นแดงสยามแต่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่เราไม่ห้ามกัน สหายคิดเป็นตุเป็นตะ อย่างที่ผมใส่ก็เพียงอยากจะดูว่าใส่แล้วดูดีมั้ย(หล่อปาวไรงี้) ถ้าไม่ดีก็ไม่ใส่

แล้วการที่เเดงสยามวิจารณ์การนำของสามเกลอ ก็เป็นเพียงการสรุปบทเรียนที่ผ่านมา ซึ่งคนเสื้อแดงทุกคนที่ผ่านเหตุการณ์ก็มองว่าการชุมนุมแบบยึดเยื้อไม่จำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน หรือตัวอย่างการนำที่ไม่มีการประชุมรวมหมู่เป็นต้น ส่วนเรื่องความรุนแรงนั้น ใครๆก็ทราบดีว่า รัฐบาลนั้นต้องรับผิดชอบ สหายใจ ฟังไม่ได้ศัพท์จริงๆ

เว็บไซต์ "วิกิลีกค์" ถูกบล็อกในไทย

ที่มา Thai E-News


ที่มา Political Prisoners in Thailand
19 สิงหาคม 2553

เว็บไซต์บางกอกโพสต์ได้รายงาน (โดยอ้างอิงข่าวจากสำนักข่าวเอพี) ว่ากระทรวงไอซีทีได้ใช้อำนาจจากพรก.ฉุกเฉินภายใต้ระบอบอภิสิทธิ์ บล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ Wikileaks การบล็อกดังกล่าวใช้ข้ออ้างที่กล่าวว่า"เว็บไซต์เป็นภัยต่อความมั่นคงชาติ"
เว็บไซต์วิกิลีกค์มีชื่อเสียงในด้านที่ว่าเป็นเว็บสาธารณะที่พยายามจะปกป้องนักข่าวหรือนักเรียกร้องสิทธิ์ผู้ซึ่งมีข้อมูลหรือหลักฐานที่อ่อนไหวเพื่อที่จะสื่อสารให้กับสังคม เว็บไซต์ดังกล่าวได้เข้ามาอยู่ในความสนใจของสาธารณะชนระดับประเทศเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน เมื่อเว็บไซต์ได้ปล่อยข้อมูลของฝ่ายบริหารประเทศของสหรัฐฯที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางทหารในประเทศอัฟริกานิสถาน

ดังเช่นที่ทุกคนทราบ เมื่อกระทรวงไอซีทีหรือระบอบดังกล่าวพูดถึง "ความมั่นคงของชาติ" นั่นหมายถึงพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวได้พูดถึงเหตุของการบล็อกซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลมาราวเดือนหนึ่งแล้วว่า เกิดขึ้นจาการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความไม่สงบอันเกิดขึ้นจากการประท้วง: "คำสั่งดังกล่าวมาจากหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลความไม่สงบทางการเมืองซึ่งได้ก่อความไม่สงบในกรุงเทพฯก่อนหน้านี้ในปีนี้" คำสั่งดังกล่าวได้กล่าวต่อว่า: "การเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวได้ถูกระงับภายใต้พรก.ฉุกเฉิน ปี 2548 ..."

แต่แล้วรายงานดังกล่าวก็ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการบล็อกเว็บ "ซึ่งมีการหมิ่นสถาบันฯ, อาชญากรรมร้ายแรงซึ่งจะต้องถูกลงโทษในคุกถึง 15 ปี นอกจากนี้ก็มีหน่วยงานพิเศษซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อที่จะค้นหาการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับราชวงศ์ฯ"

จากการสำรวจหยาบๆของเราในเว็บไซต์วิกิลีกค์ ได้มีเรื่องราวหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ดังต่อไปนี้:

(เซ็นเซอร์)

อ่านเพิ่ม
- สิ้นคิดเลยปิดเวบจอมแฉwikileaks / Thai Press Log / 19 สิงหาคม 2553

มุมุกลอน: ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว

ที่มา Thai E-News




หมายเหตุ19พฤษภาในวาระครบ3เดือน

วีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ
วีระรบกลบเกลื่อนแล้วเลือนหาย
วีรภาพพฤษภาพร่าพราย
วีรเวรคะเนงร้ายกลายรุ่งเรือง

ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเมลืองเลื่องลือ

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง

ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง

เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน

ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลประชาไพร่ช่วงชัยมา
โดย-ปีกซ้าย



กูรักมึงมึงก็รู้ว่ากูรัก
ยังมาหักอกกูหยั่งหมูหมา
ต่อแต่นี้กรวดน้ำคว่ำขัน-ลา!
จะชาตินี้ชาติหน้าอย่าเจอมึง

เลิกคร่ำครวญกวนตีนกูสิ้นรัก
กูขอหักสวาทให้ขาดผึง
จะดีชั่วตัวทำกรรมของมึง
ชาตินี้ถึงชาติไหนอย่าใกล้กัน

ก็ชาติชั่วอย่างมึงกูถึงเลิก
อย่ามาเบิกประจานชาวบ้านขัน
ทรยศต่อมึง..ยังไงกัน?
ก็มึงนั้นทุรยศกบฎกู!

โดย จิ๊กโก๋อกหัก

กิจกรรมอาทิตย์สีแดงสัญจรเชียงใหม่

ที่มา Thai E-News




โดย puk_lanna
18 สิงหาคม 2553

กิจกรรม หลังจากยกเลิก พรก. ของแดงเชียงใหม่!!!!

เป็นอันว่าตอนนี้ พรก.ฉุกเฉิน ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ถูกยกเลิกลงแล้ว ทางกลุ่มแดงเชียงใหม่เองนั้นก็มีกิจกรรมที่จะทำค่อนข้างเยอะพอสมควร

อันดับแรกเลย เราก็เริ่มกันมาตั้งแต่วันนี้แล้ว มีการเสวนาพูดคุยกันกับนักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษาซึ่งก็ต้องขอบอกว่าตอนนี้ อาจารย์นักวิชาการและข้าราชการ รวมทั้ง นิสิตและนักศึกษาต่างก็กลายมาเป็นแดงกันเยอะมากแล้วนะคะ ทั้งนี้ เพราะเขาทนไม่ได้ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และการใช้กฎหมายของทางรัฐบาลที่ไร้มาตราฐาน

อันดับต่อไปก็คือการลงพื้นที่ต่างอำเภอ เพื่อประชาสัมพันธ์งานวันที่ 22 นี้ของ บก. ลายจุดอย่างรีบเร่ง เพื่อให้พี่น้องมวลชนมาพบปะกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และในวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553 นี้พวกเราบางส่วนต้องเดินทางไปจังหวัดพะเยาเพื่อประชุมกับ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้ง สมัชชาประชาชน ประชุมเสร็จก็จะรีบเดินทางกลับมาเพื่อทำเวทีที่ท่าแพต่อค่ะ (ก็จะรวดทำการประชาสัมพันธ์และชักชวนพี่น้องพะเยาตามกลับมาร่วมงานวันอาทิตย์ที่22 ด้วยเลย)

ในเย็นวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม ได้มีการตกลงกันแล้วค่ะ ว่าจะจัดเวทีย่อย ที่ข่วงประตูท่าแพ มีการฉายคลิปวีดีโอ และภาพถ่ายการสลายชุมนุม อาจมีการพูดคุยจากปากของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงมาเล่าสู่กันฟัง (ทางเหนือเรียกวันลองไฟค่ะ) ก็เชิญชวนพี่น้องที่เดินทางไปจากกรุงเทพฯมาร่วมลองไฟพบปะกับพี่น้องหมู่เฮาชาวเหนือกั​นตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ี่ข่วงประตูท่าแพเลยนะคะ

เริ่มงานกันตั้งแต่ ประมาณ 16.00 น เป็นต้นไปเลยค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม ก็จะเป็นการจับจ่ายซื้อสินค้าถนนคนเดิน ร่วมงานกับท่าน บก. ลายจุด และพี่น้องมวลชนเสื้อแดง ทั้งภูธร นครบาล ตั้งแต่ บ่ายๆเป็นต้นไปค่ะ (ตามแต่โปรแกรมของ บก. ลายจุดค่ะ)

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม ก็มีการเสวนาการเมืองต่ออีก 1 วัน ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยท่าน บก.ลายจุด และอาจารย์นักวิชาการ อีกหลายท่านนะคะ ก็ขอเชิญพี่น้องที่ยังไม่รีบเดินทางกลับเข้าร่วมฟังและร่วมแสดงความเห็นกันได้ค่ะ (รายละเอียดจะติดตามมาแจ้งให้ทราบอีกทีค่ะ)

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม แกนนำเชียงใหม่ได้รับเชิญเข้าร่วมเสวนา กับคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ในกรุงเทพมหานคร ก็ต้องเดินทางกันคืนที่ 23 ถึงกรุงเทพฯเช้าเข้าเสวนา (อย่างน้อยก็สามารถนำแนวทาง ความรู้ต่างๆไปเผยแพร่หรือประยุกต์ใช้ในการต่อสู้ต่อไปอย่างรอบคอบมากขึ้น 555 ถ้าไม่เหนื่อยตายกันเสียก่อนนะจ๊ะ 55555 สู้ว้อยย)

ยังค่ะยังมีอีกเยอะค่ะ กิจกรรมที่คิดไว้และจัดเตรียมไว้แบบต่อเนื่อง นอนสต๊อป แน่นอนค่ะจะทะยอยแจ้งให้ทราบเป็นงานๆๆไปนะคะ บางงานอาจต้องพึ่งพา วิทยุ ของเวบถ่ายทอดสัญญาณเสียงบ้างนะคะ

ทำสิ่งที่ตัวเองชอบคือ " อิสระ "
ทำสิ่งที่ตัวเองรักคือ " ความสุข"

บทความ: นักปฏิวัติสังคม หันหลังให้กับการปฏิรูปไม่ได้

ที่มา Thai E-News


ข้อเสนอรูปธรรมสำหรับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง
ใจ อึ๊งภากรณ์ (เสื้อแดงสังคมนิยม)
18 สิงหาคม 2553

นักปฏิวัติสังคม ที่ต้องการโค่นอำมาตย์ และสร้างระบบประชาธิปไตยแท้กับสังคมนิยม จะต้องลงไปคลุกคลีกับมวลชนเสื้อแดงตลอด จะต้องร่วมสู้ ร่วมเรียกร้อง เคียงข้างเพื่อนเสื้อแดง โดยไม่ตั้งเงื่อนไขในการเข้าร่วม และจากการร่วมสู้ร่วมทุกข์แบบนี้ เราจะมีสิทธิ์เสนอแนวทางการต่อสู้เพื่อบรรลุชัยชนะ ยิ่งกว่านั้นเราจะมีโอกาสในการเสนอรูปธรรมของสังคมใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและสังคมนิยม

นักสังคมนิยมมีจุดเริ่มต้นในความมั่นใจว่า พลเมืองทุกคนมีวุฒิภาวะและสิทธิที่จะปกครองตนเองและกำหนดอนาคตของตนเอง เราเชื่อมั่นว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ผูกขาดทรัพยากรของโลก มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตที่ดีและมั่นคง ไม่ควรมีความอดอยากในโลกปัจจุบันแห่งเทคโนโลจีสมัยใหม่

ที่แล้วมาในอดีต คำว่า “สังคมนิยม” ถูกบิดเบือนจนมีภาพของการเป็นเผด็จการ ภาพแบบนี้มาจากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ สตาลิน ขึ้นมาทำลายประชาธิปไตยของการปฏิวัติรัสเซียหลังจากที่ เลนิน เสียชีวิตไป

“สังคมนิยม” สำหรับพวกเราในยุคนี้ หมายถึงสังคมที่ประชาชนเป็นใหญ่ มีการวางแผนการผลิตร่วมกันด้วยกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้มีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของพลเมืองทุกคน ไม่ใช่การผลิตเพื่อสร้างกำไรและตอบสนองอำนาจเงิน อย่างที่เราเห็นในระบบทุนนิยม สังคมนิยมเป็นสังคมที่ยกเลิกชนชั้น ทุกคนเป็นพลเมือง ไม่มีเจ้านายและลูกน้อง ไม่มีนายทุนและลูกจ้าง ไม่มีอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์

ทุกวันนี้นักสังคมนิยมทั่วโลกได้เข้าใจ วิจารณ์ และปฏิเสธ แนวเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ “สายสตาลิน”ไปนานแล้ว ซึ่งต้องรวมถึงการวิจารณ์แนวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ด้วย สำหรับคนที่พูดว่า “สังคมนิยม” แบบนี้เป็นแค่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ เราจะตอบว่า ในอดีตหลายคนมองว่าการเลิกทาส การมีรัฐสวัสดิการ หรือการมีประชาธิปไตย เป็นแค่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

เวลาเราพูดว่าเราเป็นนักปฏิวัติสังคมนิยม มันไม่ได้แปลว่าเราไม่สนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวันเลย ตรงกันข้าม นักปฏิวัติอย่าง โรซา ลัคแซมเบอร์ค หรือ เลนิน หรือแม้แต่ คาร์ล มาร์คซ์ จะลงมือร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่ออิสรภาพ หรือเพื่อสวัสดิการภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะถ้าเราไม่สู้ในเรื่องแบบนี้ เราไม่มีวันฝึกฝนสร้างพลังมวลชนเพื่อเดินหน้าสู่การพลิกสังคมในการปฏิวัติได้ ดังนั้นนักสังคมนิยมจะเป็นเสื้อแดง จะร่วมสู้เพื่อให้อำมาตย์ยุบสภา ทั้งๆที่เราทราบดีว่าการเลือกตั้งจะไม่ล้มอำมาตย์ และเราจะเรียกร้องให้ชาวเสื้อแดงออกมาสู้เพื่อรัฐสวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย” ทั้งๆ ที่มันเป็นระบบสวัสดิการในระบบทุนนิยมเท่านั้น นอกจากนี้เราจะสู้เพื่อสิทธิแรงงาน เราจะสู้เพื่อสิทธิสตรีและคนรักเพศเดียวกัน หรือสิทธิของคนงานจากพม่าและที่อื่น และเราจะสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ ฯลฯ เพราะเสรีภาพในรูปแบบต่างๆ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสังคมนิยม และถ้าเราไม่ร่วมสู้ในเรื่องแบบนี้ เราจะไม่สามารถชักชวนเพื่อนๆ เสื้อแดงให้สู้ต่อไปกับเราเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า ดังนั้นจุดยืนพื้นฐานของเรานักสังคมนิยมปฏิวัติ คือต้องสมานฉันท์และสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในอดีตที่ราชประสงค์ ต่อจากนั้นเราต้องสนับสนุนรณรงค์เพื่อให้มีการปล่อยตัวและช่วยเหลือนักโทษการเมือง เราต้องเรียกร้องให้หยุดใช้ พรก.ฉุกเฉิน และเราต้องสนับสนุนงาน “วันอาทิตย์สีแดง” ฯลฯ อีกด้วย

เราเป็น “นักปฏิวัติ” เพราะเราไม่เชื่อว่าอำมาตย์จะยอมสละอำนาจเผด็จการง่ายๆ เราทราบดีว่าเขาฆ่าประชาชนชาวเสื้อแดง 90 ศพที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า เพื่อปกป้องระบบเผด็จการและระบบที่ไม่มีความเป็นธรรม และเราทราบว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนั้น ดังนั้นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมนิยม จะมีวันหนึ่งที่มวลชนจะต้องยึดสถานที่ทำงาน สถานที่ราชการ รถถัง ค่ายทหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์ โรงไฟฟ้า และระบบการขนส่ง ฯลฯ เพื่อให้ฝ่ายประชาชนมีอำนาจพอที่จะโค่นเผด็จการอำมาตย์ได้ นั้นคือการปฏิวัติ

เราเป็น “นักปฏิวัติสังคมนิยม” เพราะเรามองว่าแค่การล้มอำมาตย์หรือระบบเก่าไม่พอ เราต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าจะเอาระบบอะไรมาแทนที่ เราเสนอระบบ “สังคมนิยม” ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เรามองว่าสังคมไทยต้องเดินหน้าเกินเลยขั้นตอนประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลไทยรักไทย อย่างที่เคยมีในอดีตก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ตรงนี้พวกแกนนำเสื้อแดง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ที่เป็นแนว “ปฏิรูป” เขาอาจไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร เราเถียงกันและแลกเปลี่ยนกันได้ในขณะที่เราสามัคคีในการต่อสู้เฉพาะหน้า

แต่ “การปฏิวัติ” ไม่ใช่ละครหรือเกมเด็กเล่น คนอย่าง อ. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จาก “แดงสยาม” ทำตัวเหมือนการปฏิวัติเป็นเกมเด็กเล่น เวลาออกโทรทัศน์หรือจัดงานชอบใส่หมวกดาวแดงจากยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต มันเป็นแค่การสร้างภาพ ในช่วงปี ๒๕๕๒ อ.สุรชัยชอบประกาศว่าจะจัดกองกำลังติดอาวุธแบบ พคท. โดยลืมว่าแนวทางนี้ของ พคท. พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง แต่กองกำลังของ “แดงสยาม” ไม่ปรากฏเป็นจริงสักที ก็ดีแล้วที่ไม่เป็นจริง เพราะการสร้างกองกำลังแบบนั้นยิ่งเปิดโอกาสให้อำมาตย์ตั้งข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” และที่สำคัญกว่านั้น มันทำให้มวลชนเสื้อแดงนับล้านไม่มีบทบาทอะไรต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการลงใต้ดินและการจับอาวุธ เพราะเขาต้องเลี้ยงชีพในสังคมเปิด เราควรเข้าใจว่าการปฏิวัติสังคม ไม่ใช่สิ่งที่คนมืออาชีพจำนวนไม่กี่คนจะทำได้ มันต้องมีส่วนร่วมจากมวลชนเป็นล้านๆ

“แดงสยาม” ของ อ.สุรชัย ไม่ได้ทำแค่นั้น มีการใช้คำว่า “ปฏิวัติ” เพื่อให้ดูดีก้าวหน้า แต่พอมวลชนออกมาสู้ที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ก็ได้แต่วิจารณ์ ไม่ยอมร่วมสู้ ยิ่งกว่านั้นเวลาอภิสิทธิ์และทหารฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็น แทนที่ อ.สุรชัย จะวิจารณ์โจมตีอำมาตย์ เขาหันมาด่าแกนนำ นปช. ว่า “พาคนไปตาย” ซึ่งเป็นคำพูดที่เลวทรามที่สุด เพราะปล่อยให้ฆาตกรอำมาตย์ลอยนวล วิจารณ์การประท้วงของมวลชน และดูถูกมวลชนคนเสื้อแดงว่า “ถูกหลอก” สุดท้าย อ.สุรชัยเสนอทางออกที่ประนีประนอมอย่างถึงที่สุดกับอำมาตย์ คือเสนอให้มีการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งแน่นอนย่อมประกอบไปด้วยพรรคพวกของอำมาตย์ นักการเมืองและข้าราชการเผด็จการที่อ้างตัว “เป็นกลาง” อย่างอานันท์ ปันยารชุน บวกกับนักการเมืองเสื้อแดงบางคน ไปๆ มาๆ “นักปฏิวัติน้ำนม” กลายเป็นฝ่ายปฏิกิริยา พรรคพวกของ อ.ชูพงษ์ กับ นปช. U.S.A. ที่ชอบด่าเจ้าเกินความจริง ก็คล้ายๆ กัน ในที่สุด อ.ชูพงษ์ บอกว่าไม่อยากล้มเจ้า และไม่เคยเสนอแนวทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมเลย เราต้องสรุปว่าพวกนี้เป็นแนว “ปฏิวัติไร้เดียงสา” พูดเอามัน แต่ไร้สาระ หรืออาจเป็นไปได้ว่าบางคนหวังร้าย อยากสร้างความสับสนหรืออยากช่วยทหารบางส่วนก็ได้

จริงอยู่ เสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมกันทบทวนบทเรียนจากเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า สำหรับเสื้อแดงสังคมนิยม เราขอเสนอว่าจุดอ่อนสำคัญของฝ่ายเราคือการไม่ขยายองค์กรไปสู่สหภาพแรงงาน เพื่อให้มีการนัดหยุดงานหนุนการชุมนุม และเราขอเสนอว่าเราไว้ใจ “ทหารแตงโม” ระดับสูงมากเกินไป เราต้องขยายองค์กรในหมู่ทหารเกณฑ์ระดับล่าง ที่มาจากครอบครัวเสื้อแดงมากกว่า แต่เราจะไม่มีวันพูดว่าแกนนำ นปช. “พาคนไปตาย” เราจะเสนอแทนว่าเราต้องชัดเจนแล้วว่าทุกส่วนของอำมาตย์ป่าเถื่อนพอที่จะฆ่าเรา อย่าไปตั้งความหวังกับเทวดาอีก แต่สำหรับคนเสื้อแดงจำนวนมาก เราเข้าใจดีว่าเขาต้องผ่านประสบการณ์โลกจริง เขาถึงจะสรุปแบบนี้ได้

จริงอยู่อีก... พรรคเพื่อไทย ขาดคุณสมบัติหลายอย่างที่จะโค่นอำมาตย์หรือแม้แต่จะปฏิรูปสังคม แต่ในขณะเดียวกันพรรคสังคมนิยมหรือกลุ่มซ้ายๆ ก็เล็กเกินไปที่จะก้าวเข้ามาแทนพรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์แบบนี้ เราต้องเน้นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คือขบวนการเสื้อแดงนั้นเอง เราต้องปกป้อง พัฒนาขบวนการเสื้อแดงด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีหลายรูปแบบ เช่นวันอาทิตย์สีแดง แต่งานสำคัญอีกอันหนึ่งที่เราต้องทำคือร่วมกันกำหนดนโยบายทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและครองใจประชาชน ดังนั้นงาน “สมัชชา ๑๙ พฤษภาคม” ที่เสนอโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเป็นกิจกรรมปฏิรูปสังคมและการเมืองของคนเสื้อแดง เพื่อประกบคณะกรรมการจอมปลอมของอภิสิทธิ์ เป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่ง

Wednesday, August 18, 2010

การฟื้นคืนพลังอนุรักษนิยมจารีตเป็น "ผู้เกินกว่าราชา"

ที่มา มคิชน

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดโดย ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา วิเคราะห์การเป็นสมัยใหม่ (Modernity) ของไทยจากสี่มิติ คือ วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ข้าพเจ้าประทับใจกับการวิเคราะห์ของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องแนวคิดการเป็นสมัยใหม่จากสมัย ร.5 จนถึงปี 2523 (น.117-150) ทั้งนี้ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ได้นำข้อมูลใหม่ๆ จากงานเขียนงานค้นคว้าเล่มใหม่ๆ และบันทึกความทรงจำของบุคคลสำคัญมาประกอบการวิเคราะห์และตีความ


จะขอนำประเด็นหลักๆ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ช่วงดังที่ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ได้นำเสนอ


แต่จะหยุดอยู่ที่ พ.ศ.2523


1.เส้นทางและแนวคิดการเป็นสมัยใหม่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475


การวิเคราะห์ในส่วนนี้ ได้แบ่งช่วงสมัย ร.5 ร.6 และ ร.7 โดยละเอียดแต่เนื่องด้วยเนื้อที่จำกัด จะขอกล่าวโดยสรุป ณ ที่นี้


ในด้านวัฒนธรรมและสังคม รับเอาวิถีชีวิตแบบตะวันตกด้านวัตถุ เช่น การสวมเสื้อแบบฝรั่ง นั่งเก้าอี้ ใช้ช้อนส้อม การเลิกประเพณีหมอบคลาน


แต่ในเรื่องอุดมการณ์พื้นฐาน ยังยึดโยงกับจารีตเดิม คืออ้างอิงทุกอย่างในสังคมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ตอนหนึ่งในราชประเพณีกรุงสยามประกาศว่า พระมหากษัตริย์ "เป็นที่เกิดแห่งยศถาบันดรศักดิ์" ในความเห็นของ อ.อรรถจักร "ปัจเจกชนนั้นไม่สามารถมีสถานภาพได้ด้วยตนเอง"


ร.6 ทรงพัฒนาอุดมการณ์ชาติ-กษัตริย์นิยม "ชาติไทย" ต้องมีประมุข "คือ พระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนศีรษะของอินทรี ชาติจะขาดเสียมิได้ เป็นศูนย์รวมที่ทำให้อินทรีเป็นเอกภาพ" นอกจากนี้"ชาติ"ยังโยงใยกับศาสนาพุทธ


สำหรับที่ทางของชาวจีนและชาวนา ร.6 ทรงเห็นว่าหากชาวจีน "จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม เขาจึงจะเป็นไทยแท้" สำหรับชาวนาควร "ตั้งจิตประพฤติตนให้เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอันประเสริฐ" มอบกายบอกยอมด้วยความเต็มใจว่า "ข้าเจ้าผู้เป็นไทยใจจงรักภักดี.........ขอพึ่งพระสมภาร ทุกวันวารขอเป็นข้า........ชีวิตไม่เสียดาย ทูลถวายเป็นพลี" ให้มีการ "ฝึกสอนกล่อมเกลา....ให้ได้รูปอย่างที่เรียกว่าเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอันดี"


ในทางเศรษฐกิจเส้นทางเป็นสมัยใหม่ก่อน 2475 ส่งเสริมทุนนิยมการค้า โยงกับการผลิตเกษตร แต่ไม่มีนโยบายเปลี่ยนสู่ระบบโรงงานอุตสาหกรรมที่กว้างขวาง งบประมาณรัฐมุ่งไปที่การรักษาความมั่นคงของประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อยและราชสำนัก งบการศึกษามีสัดส่วนร้อยละ 3 ของงบทั้งหมดของประเทศ (พ.ศ. 2438-2463)


ในทางการเมือง บทบาทรัฐเน้นไปที่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรุงเทพฯ รวมทั้งระบบภาษีอากร การรักษาความมั่นคง สำหรับส่วนภูมิภาคจัดตั้งระบบเทศาภิบาล ดร.ชัยอนันต์ มีความเห็นว่ารัฐบาลในสมัยนั้น "ยังไม่ได้นำมาพิจารณาให้ความสำคัญ...... [เรื่อง] การให้บริการแก่ประชาชน..........การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง โดยมีรัฐสภาและสิทธิเลือกตั้งทั่วไป"


ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ กล่าวถึงว่า "ร.7 ทรงคิดเรื่องการพระราชทานรัฐธรรมนูญ.....เป็นความคิดเฉพาะของพระองค์ท่าน แต่ทว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดหลักว่าด้วยระบอบการปกครองของประเทศ" ร่างรธน. ในสมัยนั้นคล้ายกับ รธน.เมจิของญี่ปุ่นที่ให้อำนาจจักรพรรดิมาก และเมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วย ร.7 ก็ไม่ได้พระราชทาน รธน.


ทรงให้สัมภาษณ์ว่า ต้องให้ประชาชนเรียนรู้การเลือกตั้งและการมีเสียงในการปกครองระดับท้องถิ่นไปก่อน ในประเด็นนี้นั้นอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้น (พ.ศ.2471-2479) บันทึกไว้ว่า "....ผู้เขียนมีความเห็นว่า รอไปอีกหนึ่งร้อยปีก็ไม่มีวันสำเร็จ"


โดยสรุป แนวคิดการเป็นสมัยใหม่ก่อน 2475 นั้นคือ ส่งเสริมทุนนิยมการค้า ใช้ประโยชน์จากความเจริญทางทางเทคโนโลยีตะวันตก ไม่มีความสนใจคิดค้นพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการก่อร่างสร้างอุตสาหกรรมระบบโรงงาน แต่รักษารัฐรวมศูนย์อำนาจ และวัฒนธรรมจารีตของศักดินาไว้อย่างแข็งขัน เชิดชูสังคมมีช่วงชั้น เป็นอัตลักษณ์ของความเป็นสังคมและวัฒนธรรมไทย


2.แนวคิดการเป็นสมัยใหม่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงรัฐประหาร 2490


2475 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านการเมือง ในการวิเคราะห์ของ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ "อุดมการณ์ของ 2475 คือการเปลี่ยนระบบสังคม ล้มระบบศักดินา ก่อตั้งระบบใหม่.....และพยายามมุ่งสู่การสถาปนายุคศรีอารยะของราษฎร" ดังที่คณะราษฎรประกาศว่า "ประเทศเรานี้เป็นของราษฎรไม่ใช่ของกษัตริย์..."


คณะราษฎรเสนออุดมการณ์ประชาธิปไตยและไม่รับรัฐและวัฒนธรรมศักดินา


ในทางเศรษฐกิจ คณะราษฎรประกาศในเค้าโครงเศรษฐกิจ พ.ศ.2476 ต้องการให้กระจายอำนาจการปกครองและการจัดการเศรษฐกิจไปอยู่ที่ราษฎร โดย "แบ่งการประกอบเศรษฐกิจนี้เป็นสหกรณ์ต่างๆ" นายปรีดีมุ่งหวังให้ "ปรับปรุงการภาษีอากร พยายามเปลี่ยนระบบราชการเก่า....จัดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นกับกระทรวงการคลัง"


ในด้านวัฒนธรรม "นายปรีดีเห็นความสำคัญ...ของสถาบันชุมชนของประชาชน...มุ่งให้ตำบลเป็นองค์กรสังคมสมัยใหม่" การประกาศให้วันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติ และให้วันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพระราชทาน รธน.เป็นวันรัฐธรรมนูญ แสดงจิตสำนึกของการสถาปนาอีกสมัยหนึ่งที่เน้น "ความเสมอภาคระหว่างรัฐบาลหรือการปกครองกับประชาชน"


การยกเลิกพิธีกรรมที่ส่งเสริมอำนาจของกษัตริย์ เช่น พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ประเพณีการหมอบคลาน พระราชพิธีแรกนาขวัญ การยกเลิกบรรดาศักดิ์ คือการลดทอนสัญลักษณ์ของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ประกาศว่า ทุกคนเสมอภาคกัน


การเพิ่มงบประมาณการศึกษาและสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อว่าคนทั่วไปจะมีโอกาสศึกษาระดับสูงภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ


แต่คณะราษฎรมีอำนาจอยู่เพียง 9 ปี อีกทั้งยังมีสงครามโลกครั้งที่สอง มาทำให้ความพยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการทำนุบำรุงประชาธิปไตยติดขัด

ที่สำคัญฝ่ายอนุรักษ์พยายาม "ดิสเครดิต" (discredit) 2475 ทำให้ 2475 ไม่น่าเชื่อถือ


การดีสเครดิตนี้ทำโดยให้เหตุผลว่า


1) พระมหากษัตริย์ประสงค์จะให้ประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ทรงเห็นว่าราษฎรยังไม่พร้อม จึงจะรอให้พร้อม คณะราษฎรชิงตัดหน้าไปเสียก่อน


และ 2) ระบอบที่คณะราษฎรเสนอไม่ใช่ประชาธิปไตย โดยอ้างถึงพระดำรัสของ ร.7 เมื่อสละราชสมบัติ (พ.ศ.2477) ว่า ไม่ทรงยินยอมยกอำนาจให้ผู้ที่ใช้อำนาจโดยสิทธิขาดโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร


ในเรื่องนี้ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่นำมาอ้างทั้ง 2 ข้อ ข้อมูลที่มีอยู่ชี้ว่า ส่วนใหญ่ของชนชั้นนำไทยก่อน 2475 คิดว่าราษฎรไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง ทั้งๆ ที่แนวคิดและขบวนการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีขึ้นแล้วตั้งแต่เหตุการณ์ ร.ศ.103 (พ.ศ.2428) และร.ศ.130 (พ.ศ.2454) อุดมการณ์ของคณะราษฎรเป็นประชาธิปไตยและสืบเนื่องกับเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งสองนี้


สำหรับเหตุผลข้อที่ 2 ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ชี้ให้เห็นว่า "คำประกาศรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติการสำคัญหลายประการ...[ทำให้เชื่อว่า] คณะราษฎรมีความบริสุทธิ์ใจที่ต้องการจะประดิษฐานหลักประชาธิปไตยของราษฎรให้ถาวรบนพื้นแผ่นดินไทย"


ในการประเมินคณะราษฎรนั้น ควรให้น้ำหนักกับหลักการและอุดมการณ์ของขบวนการ 2475 ที่มี "จุดประสงค์สร้างระบบสังคมและวัฒนธรรมที่ประชาชนมีเสรีภาพและความเสมอภาค ประชาชน...มีพื้นที่และเป็นผู้อำนวยการ


การที่รัฐบาลคณะราษฎรบางครั้งอาจใช้อำนาจเข็มงวดเป็นเรื่องที่ควรวิจารณ์ แต่ [ศ.ดร.ฉัตรทิพย์]เห็นว่าไม่เป็นสิ่งที่ลบล้างคุณูปการทางด้านอุดมการณ์ และหลักการของคณะฯ และการใช้อำนาจเข้มงวดมากขึ้น...นี้เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองกรณี "ขบวนการบวรเดช" พ.ศ.2476 และความพยายามอย่างรุนแรงที่จะฟื้นคืนอำนาจของคณะฝ่ายเจ้า"


3.รัฐประหาร 2490 จนถึงปี 2523


เหตุการณ์ในปี 2490 ยุติบทบาทของคณะราษฎรเป็นจุดหักเหสำคัญ โดยเป็นการหวนกลับไปสู่แนวคิดรับความเจริญทางวัตถุจากตะวันตก แต่คงไว้ซึ่งรัฐและวัฒนธรรมจารีตของระบบศักดินาแบบสมัยก่อน 2475


ข้อมูลใหม่จากเอกสารชิ้นใหม่ๆ (เช่น 1 ศตวรรษศุภสวัสดิ์ และงานค้นคว้าของ ดร.สรศักดิ์ ส.ต.อ.เฉียบ อ.ณัฐพล) ทำให้ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ต้องประเมินรัฐประหาร 2490 ใหม่ โดยได้เปลี่ยนจากที่เคยคิดว่า เป็นการกระทำของทหารและเป็นจุดเริ่มก่อตัวของระบอบเผด็จการทหาร ความเข้าใจใหม่ คือ รัฐประหาร 2490 "มีวัตถุประสงค์ล้มล้างอำนาจของคณะราษฎร เป็นปฏิปักษ์ทางอุดมการณ์ต่อคณะราษฎร.....เป็นการใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นการใช้ประโยชน์จากความคับแค้นใจของทหารกลุ่มหนึ่ง ที่คิดว่าถูกรัฐบาลและคณะเสรีไทยกระทำ"


การกลับไปสู่ระบบจารีตนิยมแนวศักดินาก่อน 2475 ชัดเจนยิ่งขึ้น หลัง พ.ศ.2500 ในสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์


หลัง 14 ตุลา 2516 รูปลักษณ์ของรัฐไทยปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ได้เปลี่ยนเส้นทางการเป็นสมัยใหม่ ดังที่งานของประจักษ์ ก้องกีรติ ได้ให้ภาพไว้อย่างดี


ความพยายามกลับไปสู่ระบบจารีตนิยมสะท้อนให้เห็นในทฤษฎีราชประชาสมาศัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งต้องการตอบโต้แนวคิด 2475 และปรับอุดมการณ์จารีตในสมัยที่แนวคิดประชาธิปไตยตะวันตกแพร่เข้ามาในหมู่ชนชั้นกลางและนักศึกษา คือ


"ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เสนอให้พระมหากษัตริย์กับประชาชนร่วมกันปกครองแผ่นดิน ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตย และให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตยที่แล้วมา"


ม.ร.ว.คึกฤทธิ์พยายามขยายความว่า "พระมหากษัตริย์หมายถึงเฉพาะพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ในฐานะบุคคล ไม่ได้หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทฤษฎีราชประชาสมาศัยในความหมายสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการทั่วไป ก็ถูกอ้างถึงต่อมาและบางครั้งได้ถูกเสนอเป็นแนวทางของรัฐไทย"


ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ ยอมรับว่า "พลังอนุรักษนิยมจารีตมีอำนาจมากในสังคมและวัฒนธรรมไทยตลอดมา และหลังช่วงทศวรรษของคณะราษฎร พลังนี้ได้ฟื้นคืน" แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ร.7 "ทรงมีจิตใจแบบลิเบอรัล(liberal)......ในพระราชหัตถเลขาประกาศสละราชสมบัติ ได้ทรง ′เต็มใจที่จะสละอำนาจ....ให้แก่ราษฎร′.......ทรงเลือกที่จะรับข้อเสนอของคณะราษฎร ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แทนที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธ ทั้งๆ ที่หากทรงเลือกที่จะสู้ยังมีโอกาสชนะอยู่ ทรงตัดสินใจดังกล่าว...ทรงรู้สึกว่า จะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้ และหากจะทรงสละราชย์ทันที


′อาจจะมีการรบกันจนนองเลือดทั้งยุ่งยากต่างๆ...′"


ดังนั้นเมื่อพระมหากษัตริย์ (ร.7) ทรง "เต็มใจที่จะสละอำนาจ....ให้แก่ราษฎร" เราจึงจะต้อง "ให้ความสำคัญอย่างมากต่อพระประสงค์ รับระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ"


พลังอนุรักษนิยมจารีตที่พยายามฟื้นคืนจึงเป็น "ผู้เกินกว่าราชา" ดังที่นายปรีดีได้ตั้งข้อสังเกตไว้


ที่ข้าพเจ้าได้พยายามนำเสนอแบบรวบยอดนี้ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของหนังสือ การเป็นสมัยใหม่กับแนวคิดชุมชน ของ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ยังมีประเด็นและเรื่องราวด้านอื่นๆ เกี่ยวกับสำนักคิดและประสบการณ์ในหลายประเทศอีกมาก ขอแนะนำให้รีบหาอ่านโดยพลัน