ที่มา Asia Update 18-8-53
“หญิงหน่อย”ปัดจับมือทหารตั้งพรรคใหม่
บริษัทยักษ์ใหญ่พร้อมหน้ายื่นซองประมูล 3G
รายงานข่าว สร้างภาพลักษณ์ไทยใหม่จูงใจนักลงทุน
สหภาพเเรงงาน เเนะซื้อรถเมล์
“จาตุรนต์”ชี้งบ54เอื้อประโยชน์ส.ส.
คอลัมน์อัพเดท 18-8-53
สรุปข่าวรอบวัน 18-8-53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 19, 2010
Asia Update TV DNN 18-8-53
ระบบบริหารจัดการที่แย่ ก็เท่ากับลอยแพคนไข้ อย่างอำมหิต !
สุวัจชัย ลีสุจริตกุล บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Windows ITProเมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมามาผมได้ยินข่าวว่า คุณหมอและนางพยาบาลจาก รพ.ต่างๆ พร้อมใจกันจะแต่งชุดดำกันในทุกๆ วันศุกร์ เพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลจากสาเหตุที่รัฐบาลได้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการจากสาธารณสุข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างว่าหากปล่อยให้มีกฎบังคับใช้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่วงการแพทย์ ผมอ่านข่าวนี้แล้วอยากจะขำ (แต่กลัวเสียมารยาท) จริงๆ แล้วประเด็นนี้มีแง่คิดหลายๆ อย่าง ซึ่งก็มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรกับการกระทำดังกล่าว บ้างก็ว่าหมอเล่นแง่, บ้างก็ว่าคนไข้โรคจิตขี้ฟ้อง สุดแล้วแต่มุมมอง
สำหรับผมเอง (จริงๆ ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ผม แต่เป็นประชาชนจำนวนมากน่าจะถูกต้องกว่า) ต้องประสบปัญหาเคราะห์กรรมในด้านการบริหารจัดการของระบบ ที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานบริการสาธารณสุขของรัฐด้วยเช่นกัน (แต่ไม่เคยอยากจะฟ้องร้องอะไรหรอก) ประชาชนในย่านแถวๆ ชุมชนสำเหร่, ธนบุรี, ตากสิน, บุคคโล, เทอดไท, บางยี่เรือ, ฯลฯ ต้องประสบปัญหาความวุ่นวายกับการใช้บริการบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ของ "โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (รู้จักกันในนาม รพ.ทหารเรือ)" กันเป็นแถวๆ เพราะอะไรน่ะหรือครับ?
มันเริ่มมาจากว่า ปกติแล้ว รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า จะให้บริการผู้ป่วยบัตรทอง (หรือบางทีก็เรียกบัตร 30 บาท) ในหลายๆ แผนกด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น แผนกโรคตา, แผนกโรคกระดูก, คลินิคประกันสุขภาพ 30 บาท, แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ฯลฯ ซึ่งแต่ละแผนก ผมคะเนด้วยสายตาแล้ว มีคนไข้ไม่ต่ำกว่า 200 คนมารอเข้าคิวเพื่อพบหมอในแต่ละแผนก
ซึ่งต้องบอกว่าด้วยระบบการบริหารจัดการเดิมที่มีอยู่ของ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า ก็เรียกว่าช้ากว่าเรือเกลือ ส่งผลให้เกิดการบริการที่ล่าช้ามาก คนไข้บางรายเดินทางมาโรงพยาบาลตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจและรับยาใช้เวลาร่วมๆ 8 ชั่วโมง (โดยเฉพาะกับแผนกโรคกระดูก ที่ต้องบอกว่ามีบุคลากรและแพทย์รวมๆ กันแล้วมีมากทีเดียว ก็ยังช้าอยู่อีก) แต่อย่างไรก็ตามครับด้วยสิทธิ์ที่คนไข้ใช้ก็คือ "ฟรี ไม่เสียเงิน" ก็เลยทำให้พวกเขาทนรับสภาพดังกล่าวได้ ก็ยินดีที่จะรอคอยการรับบริการที่ล่าช้าเช่นนี้ โดยไม่สามารถปริปากอะไรได้ (ก็ได้แต่บ่นกันกับคนไข้ด้วยกันเองเท่านั้น)
แต่อนิจจา..เวรซ้ำกรรมซัดของคนไข้ ที่อยู่ดีๆ เมื่อ พ.ย.ปีที่แล้ว ทางรพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้าได้ไปลงนามความร่วมมือกับรพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ภายใต้โครงการกระจายบริการปฐมภูมิ โดยมี น.พ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ สปสช.ประธานในพิธีลงนามบันทึกในความร่วมมือครั้งนี้ พร้อมยังกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นความร่วมมือรูปแบบใหม่ ระหว่างรพ.ของกองทัพเรือ และรพ.ของรัฐในรูปแบบองค์การมหาชน ที่จะมาช่วยเสริมสร้างระบบบริการให้ดีขึ้น โดยได้ส่งผ่านคนไข้บัตรทองที่รักษาอยู่ที่รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า ให้ไปรักษาที่ รพ.บ้านแพ้ว (สาขาย่อย ที่มาเปิดอยู่ฝั่งตรงข้าม รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า)
น.พ.ประทีป คงไม่รู้ว่าหลังจากที่ตัวเองไปเป็นประธานลงนามในครั้งนั้นแล้ว ได้สร้างกรรมครั้งใหญ่ให้กับชาวบ้านชาวช่องตาดำๆ ไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว น.พ.ประทีป รู้หรือไม่ว่าการที่คนไข้ ที่ใช้บัตรทองอยู่กับ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้าทุกๆ แผนก (ผมว่ามากกว่าพันราย) ต้องไปแออัดยัดเยียดกันเพื่อรอรักษาพยาบาลกับ รพ.บ้านแพ้ว ที่มีแค่อาคาร 3 คูหาเล็กๆ (ให้บริการชั้นล่างสุดชั้นเดียว) มีหมอเพียงแค่ 3-4 คน ที่ต้องตรวจคนไข้ในทุกๆ โรค กว่าพันคน มันสุดแสนจะทรมานแค่ไหน?
น.พ.ประทีป คงไม่รู้อีกว่า รถเข็นที่คนไข้ที่เป็นผู้สูงอายุและคนพิการ ที่เคยใช้อยู่ที่ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่มีเป็นจำนวนมากมายพร้อมมีเจ้าหน้าที่ให้บริการเข็นไปส่งที่แผนกรักษาต่างๆ อย่างเต็มใจ จะเหลือเพียงแค่ไม่ถึง 5 คันที่มีอยู่ใน รพ.บ้านแพ้วที่คนไข้สูงอายุและผู้พิการเหล่านั้น จ้องที่จะฟาดฟันกันเพื่อให้ได้มา? อีกทั้ง น.พ.ประทีป คงไม่รู้อีกด้วยว่าหลังจากที่ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้าได้โอนถ่ายคนไข้บัตรทองเหล่านี้ไปยัง รพ.บ้านแพ้วได้แล้ว พวกเขามีสีหน้ายิ้มแย้มกันแค่ไหน? คำถามที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้ ก็คือว่า นี่หรือโครงการกระจายบริการปฐมภูมิที่ สปสช. และ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า และ รพ.บ้านแพ้ว อยากให้เป็น? ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั้งสองแห่งตลอดจน สปสช. เคยไปดูความจริงที่เกิดขึ้นกับคนไข้ที่ต้องพบกับวิบากกรรมอันนี้บ้างหรือไม่?
จริงๆ แล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นแย่ๆ อีกมากมาย ซึ่งถ้าผมสาธยายให้ฟังทั้งหมดคงใช้เวลากันเป็นวัน เอาเป็นว่าหากใครได้มีโอกาสผ่านไปแถวนั้น ลองไปสอบถามคนไข้ที่มาใช้บริการกันดูว่าเขารู้สึกแย่แค่ไหน กับการโอนถ่ายคนไข้ครั้งนี้
ผมเองในฐานะสื่อสารมวลชน ได้พบเห็นกับระบบบริหารจัดการ, ระบบการให้บริการต่างๆ จากองค์กรชั้นนำทั้งเล็กทั้ง
ใหญ่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อช่วย "อำนวยความสะดวกและลดภาระ" ของผู้ใช้งาน (User) ได้เป็นอย่างดี ผู้บริหารที่ผมได้พูดคุยด้วยแม้ว่าจะไม่ได้คลุกคลีลงมาดูถึงรายละเอียดปลีกย่อย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ดีของเขา ก็สามารถที่จะแผ่ขยายและส่งผลให้หน่วยงานในระดับปฏิบัติงานสามารถที่จะจัดการต่างๆ เหล่านั้นได้ดีตามไปด้วย แต่นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นด้านเดียวซึ่งเป็นด้านสว่างเท่านั้น ยังมีด้านมืดที่ผมยังไม่เคยเห็นอีก
จากกรณีการร่วมมือของ รพ.ทั้งสองในครั้งนี้ อาจจะเป็นด้านมืดที่ผมจะได้เห็นกระมัง? ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ด้วยระบบการบริหารจัดการในเรื่องของการโอนถ่ายคนไข้ของรพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า ไปยัง รพ.บ้านแพ้ว ในครั้งนี้เท่ากับเป็นการลอยแพคนไข้หรือไม่? ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่ชื่อว่า "สฤษดิ์ชัย สุทธิพงษ์" เคยเข้าไปตรวจสอบหรือสอบถามคนไข้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เหล่านี้หรือไม่? ถ้ายังไม่เคยก็รีบเดินข้ามไปดูซะ ! จะได้รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้ง แต่ถ้าเคยแล้ว ช่วยตอบคำถามของผมทีว่านี่หรือคือ วิธีการบริหารจัดการที่ดำเนินตามนโยบายคุณภาพ ดังคำกล่าวอ้างที่สลักอยู่บนเว็บไซต์ของตนอย่างหน้าระรื่นว่า "มุ่งมั่นพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง บริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ได้มาตราฐาน ประทับใจ บริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีม และมีระเบียบวินัย"
และด้วยหน้าที่มีจำกัด ผมก็อยากจะสรุปเอาไว้ตรงนี้ว่า ถ้าหากคุณปล่อยให้ระบบการบริหารจัดการที่ออกอาการแย่อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ก็ไม่ต่างอะไรกับการลอยแพคนไข้ อย่างอำมหิตที่สุด !
ยิ่งกว่าชิงผบ.ตร.
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ระหว่างที่รอขั้นตอนนายกฯ นำชื่อพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่
วงการสีกากี ซึ่งอยู่ในช่วงลุ้นตำแหน่งในวาระแต่งตั้งประจำปี โดยปลายเดือนนี้ จะเป็นระดับรองผบ.ตร.ลงไปถึงผบช.
ยังต้องมาลุ้นกันอีกว่า ระหว่างรักษาการผบ.ตร.กับว่าที่ผบ.ตร.
ใครจะได้สิทธิขาดในการทำโผ!?
จะได้วิ่งเข้าหาได้ถูกคน
แต่ผู้รู้ตัวจริงบอกว่า ไม่ต้องมาเดากันให้เหนื่อยหรอกว่า จะเป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ หรือพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ได้สิทธิ์ในการจัดทำบัญชี
ต้องถามว่า ระหว่างเทพเทือกกับศิริโชค ใครได้โควตามากกว่ากัน อันนี้จะถูกเรื่องถูกทางกว่า!
ตราบใดที่พล.ต.อ.วิเชียรยังไม่ได้รับตำแหน่งเต็มตัว ก็ยังมีเพียงแค่พล.ต.อ.ปทีป เป็นผู้รักษาการ
เท่ากับยังอยู่ในอุ้งมือของนักการเมือง 2-3 คนต่อไป
จึงได้แต่หวังว่า ก.ตร. อาจจะพอเป็นด่านกลั่นกรอง ไม่ให้การเมืองปู้ยี่ปู้ยำอย่างน่าเกลียดเกินไปนัก
ต้องไม่ลืมว่า บางครั้งที่ก.ตร.เล่นบทแข็งข้อได้ผลไม่น้อย
เปรียบเสมือนตั้งกำแพงเหนียวแน่น ก็ยากที่ใครจะปั่นลูกฟรีคิกข้ามหัวข้ามอาวุโสได้ง่ายๆ!!
วาระโยกย้ายลำดับถัดไปนี้ ก็คือ พล.ต.อ.-พล.ต.ท.
เริ่มจากเก้าอี้รองผบ.ตร.ที่ว่างลง ตามธรรมเนียมต้องให้โอกาสกับที่ปรึกษา สบ 10 ขยับมาเป็นรองผบ.ตร.ก่อน
เช่น พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พล.ต.อ.วุฒิ พัวเวส
ไปจนถึงผู้ช่วยผบ.ตร.อาวุโส ที่จะเลื่อนขึ้นเป็นมาพล.ต.อ.
จากนั้นคนที่ขยับขึ้นมาเป็นพล.ต.อ.หน้าใหม่ ก็ตามธรรมเนียมควรเป็นที่ปรึกษา สบ 10 ก่อน
ส่วนผู้ช่วยผบ.ตร.ก็คงเลื่อนขึ้นมาได้เยอะ ส่งผลให้ระดับผบช. จะได้เลื่อนขึ้นมากเป็นเงาตามตัว
แต่พวกที่อายุอานามเริ่มเยอะ ย่อมอยากจะยื้อเก้าอี้ นั่งเป็นผบช.ต่อไป
เก้าอี้ผบช.ที่หอมหวานและต่อสู้กันดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในขณะนี้ ไม่พ้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
คนป้องกันแชมป์ก็เต็มอัตราศึก ขณะที่คนขอชิงแชมป์ก็แรงไม่ธรรมดา
ชิงผบช.น.งวดนี้ ใหญ่หลวงกว่าชิงผบ.ตร.เสียอีก!!
เลือกปฏิบัติชัด
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา
กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองแปลงร่าง อ้างรักชาติ และอยากได้ปราสาทพระวิหาร
นำโดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไปชุมนุมท้าทาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
อีกกลุ่ม นำโดยนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายวีระ สมความคิด นำม็อบไปท้าทายศอฉ.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
การชุมนุมในวันดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตร ลงเอยแบบไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย และไม่ถูกดำเนินคดี
พิสูจน์ให้เห็นว่าม็อบมีเส้นของจริง
โดยเฉพาะการชุมนุมที่ดินแดงนั้น ได้รับเกียรติจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงขนาดทิ้งการทิ้งงาน กลับจากหัวหินมาขึ้นเวทีด้วยตัวเอง
นายอภิสิทธิ์ทำอะไร พูดอะไรในวันนั้น คนทั้งประเทศเห็นกันเต็มตา
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร นอกจากจะไม่ถูกขัดขวางแล้ว ยังได้รับการดูแลจากรัฐบาลเป็นอย่างดี
ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เหมือนสลับบทกันเล่นละคร
ล่าสุด ม็อบที่นำโดยนายไชยวัฒน์และนายวีระ ประมาณ 100 คน กลับมาปักหลักชุมนุมค้างคืนที่หน้าสภา ท้าทาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง
อ้างว่าไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
ผิดกับการชุมนุมของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ และนายนที สรวารี ที่ราชประสงค์
ต่างจากกรณีนักศึกษาและนักเรียนชั้นม.5 ที่ จ.เชียงราย
ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ สั่งระดมสรรพกำลังทหาร ยุทโธปกรณ์ รถสายพานหุ้มเกราะ เพื่อขอคืนพื้นที่
ผลก็คือมีคนถูกยิงล้มตายไปกว่า 20 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบพัน
หนึ่งในจำนวนนี้ เป็นนักข่าวชาวต่างประเทศรวมอยู่ด้วย
คดีนี้พยานให้การยืนยันว่าเป็นการยิงมาจากแนวทหาร
ต่างจากผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ ในวันที่ 19 พ.ค.ที่ถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์
รวมถึงถูกตัดเสบียงอาหารอย่างไร้มนุษยธรรม
ก่อนจะส่งกำลังเข้าล้อมกระชับพื้นที่อย่างเหี้ยมโหด
มีผู้ถูกยิงตาย ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
อีกนับร้อยถูกจับกุมด้วยจับมัดมือไพล่หลังเอาผ้าปิดตานำไปกักขัง
พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่เว้น
แต่ที่สะเทือนใจอย่างยิ่งก็กรณียิงอย่างเลือดเย็น 6 ศพในวัดปทุมวนาราม เขตอภัยทาน
ที่พยานและคลิปวิดีโอยืนยันว่าเป็นการยิงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส
คดีเกี่ยวกับม็อบเสื้อแดงนั้น อัยการรับลูกจากกรมสอบสวนคดีพิเศษสั่งฟ้องแล้ว
นั่นคือแกนนำเสื้อแดง 19 คน เป็นผู้ก่อการร้าย
ส่วนคนตาย 91 ศพนั้น เป็นการฆ่ากันเอง
แต่คดีที่เกี่ยวพันธมิตร ยังเดินไปแบบช้าๆ
ซึ่งไม่ใช่แค่สองมาตรฐานเท่านั้น
แต่เป็นเจตนาเลือกปฏิบัติชัดเจน
"จตุพร-การุณ" มารายงานตัวศาลอาญา
ที่มา ไทยรัฐ ในความผิดฐานก่อการร้ายและมั่วสุมกันก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง "จตุพร" ระบุ จะเดินสายภาคเหนือก่อน ขณะที่ ย้ำ "ธาริต" เตรียมเสียวเพราะจะแฉเพิ่ม ส่วนเลข 161 แค่เรียกน้ำย่อย... นายจตุพร กล่าวก่อนการพิจารณาว่า ในเดือน ก.ย.2553 นี้ ส.ส. พรรคเพื่อไทย รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดง เตรียมที่จะเคลื่อนไหว ด้วยการเปิดเวทีปราศรัยทั่วประเทศ โดยจะเริ่มในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ก่อน จากนั้นจะเปิดเวทีปราศรัยในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคอื่น ๆ และขอย้ำว่า ในเร็วๆ นี้ เตรียมที่จะนำข้อมูลลับ ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาเปิดเผย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล พร้อมขู่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้เตรียมตัวช็อค เพราะก่อนหน้านี้ที่มีการเปิดเผยถึงหมายเลข 161 เป็นเพียงการเรียกน้ำย่อยเท่านั้น และ ยังยืนยันที่จะยื่นขอประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ส.ค. 2553) เวลา 09.00น. ศาลนัดนายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมด้วยนายการุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จำเลยในความผิดฐานก่อการร้ายและมั่วสุมกันก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาตามคำสั่งศาลที่ได้ให้ประกันตัวในชั้นฝากขังก่อน ฟ้องคดี โดยทั้งสองถูกคุมตัวเข้าห้องพิจารณาทันที
มันเพราะใคร?
ที่มา ไทยรัฐ การพิจารณางบประมาณปี 2554 วาระ 2–3 ดูเหมือนจะมีปัญหาการเมืองเรื่องยกมือสนับสนุน มากกว่าที่จะว่ากันด้วยเนื้อหาสาระอันเกี่ยวกับเม็ดเงิน ที่จะใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างคุ้มค่า "สายล่อฟ้า"
พรรคฝ่ายค้านคงไม่ต้องพูดถึงเพราะมีหน้าที่คัดค้านอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะมุ่งไปสู่ความคุ้มค่าของงบประมาณ หรือว่าเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น มีประเด็นหนึ่งที่พูดถึงกันมากคือ งบประมาณ "กระจุกตัว" ที่มหาดไทยและกลาโหม
ดังนั้น หากพรรคฝ่ายค้านทำการบ้านมาดี และมีความจริงใจน่าที่จะสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยข้อมูลและตัวเลขเพื่อให้สมาชิก และประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงก็จะก่อประโยชน์อย่างยิ่ง
เพราะแม้ว่าจะมีเสียงน้อยกว่ารัฐบาล แต่ก็จะชี้ให้เห็นความไม่โปร่งใสเบียดบังงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
นี่น่าจะเป็นหน้าที่หลักของพรรคฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาลเอง เนื่องมาจากเสียงปริ่มนํ้าและความไม่เป็นเอกภาพ ระหว่างพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล
ที่น่าสังเกตก็คือก่อนที่จะมีการพิจารณา ปรากฏว่ามีการเสนอโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คัน โดยกระทรวงคมนาคมให้ ครม.พิจารณา ปรากฏว่านายกฯได้ให้มีการศึกษาใหม่ เพราะมีปัญหา 3 ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน
ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทันที เมื่อพรรคภูมิใจไทยที่เสนอโครงการนี้ไม่พอใจนายกฯเกิดเสียงขู่ว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมและนั่นมีการจับตาไปที่การพิจารณางบประมาณว่าจะสนับสนุนหรือไม่ ซึ่งว่าที่จริงแล้วงบประมาณนั้นพรรครัฐบาลได้เปรียบในการจัดสรรอยู่แล้ว
พรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะได้งบกระจุกตัวมากที่สุด
ดังนั้น การนำ 2 เรื่องมาเป็นเรื่องเดียวกัน ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจการต่อรองกับนายกฯมากกว่า ทั้งๆที่พรรคภูมิใจไทยนั้นสนับสนุนงบประมาณอยู่แล้ว แต่ก็ยังหวังที่จะให้โครงการรถเมล์เช่าผ่าน ครม.อีกด้วย โดยเอาเงื่อนไขยกมือสนับสนุนงบประมาณมาเป็นตัวต่อรอง
ลีลาแบบนี้ถือว่าเขี้ยวลากดินจริงๆ
อย่างไรก็ดี หลังจากที่การประชุมสภาผู้แทนฯนัดแรก ปรากฏว่า เกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการควบคุม ส.ส. และรัฐมนตรีต้องมาประชุมงบประมาณอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ ถึงขั้นขู่ว่า ส.ส.คนไหนไม่มาประชุม จะถูกตัดสิทธิลงเลือกตั้งในครั้งต่อไป
นอกจากนั้น ยังสั่งให้รัฐมนตรีทุกคน จะต้องอยู่ในสภาทุกคน ห้ามกลับบ้านก่อน หรือต้องยกเลิกภารกิจอื่นๆทั้งหมด
ทั้งนี้ก็เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาในการชี้แจง ตอบโต้ฝ่ายค้านและยังกลัวว่าการลงคะแนนจะมีเสียงสนับสนุนไม่พอ
หากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลก็ต้องลาออกหรือยุบสภา
จริงๆแล้ว เรื่องทำนองนี้มันเป็นสำนึก หน้าที่ และความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ส.ส.ทุกคน ที่จะต้องมาร่วมประชุม ยิ่งงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าปกติ
แต่นักการเมืองไทยมันประหลาดที่สุด ทั้งๆที่เป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน ในการทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน กลับต้องให้หัวหน้ารัฐบาล แกนนำพรรคออกคำสั่งบังคับให้มาทำหน้าที่เหมือนต้อนควายเข้าคอกไม่มีผิด
ยังไม่เคยเห็นประเทศไหนเขาต้องทำกันอย่างนี้ มีก็แต่บ้านนี้ เมืองนี้เท่านั้นที่ต้องมีมาตรการอย่างนี้ออกมา ซึ่งมันน่าหดหู่สิ้นดี
ที่มีนักการเมืองทุเรศๆอย่างนี้
ประเทศไทยที่ต้องติดหล่มอยู่ทุกวันนี้ ก็คงรู้กันแล้วว่าเป็นเพราะใคร.
จับพิรุธ !? ภาพลวงตาแผนปรองดองฉบับ “อดัม คาเฮน" by JJ_Sathon
ที่มา thaifreenews
http://www.go6tv.com/2010/08/blog-post_9785.html
www.go6tv.com, Bangkok, โกหกทีวีดอทคอม จับพิรุธการเดินทางมาแนะนำการสร้างฉากทรรศน์ปรองดอง ฉบับ อดัม คาเฮน สังเกตจากผู้จัดงานยังวนเวียนอยู่ในกลุ่มอำมาตย์ ซึ่งค้านกับทฤษฏีการสร้างฉากทรรศน์ซึ่งเน้นคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย
โกหกทีวีดอทคอม ได้อ่านหนังสือการสร้างฉากทรรศน์ฉบับอดัม อย่างสนใจยิ่งถึง 2 เล่ม ได้ตรวจสอบทฤษฎีการจัดทำแผนแล้วผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดทำแผนปรองดองฉบับอดัมนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่ผลที่ได้จากการจัดสัมมนาในประเทศไทยขณะนี้ ค้านกับทฤษฏีอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจขอยกตัวอย่างจากหนังสือ กรณีศึกษาการสร้างฉากทรรศน์อนาคตจากประเทศแอฟริกาใต้มาเทียบเคียง
1. ในประเทศแอฟริกาใต้ “... ได้เชิญชาวแอฟริกาใต้ผู้ทรงอิทธิพล 22 คนเข้าร่วมประชุม รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มการเมืองหลักจากซีกฝ่ายค้านซึ่งนิยมความรุนแรง สหภาพแรงงานเหมืองแร่แห่งชาติ พรรคคอมมิวนิสส์แอฟริกาใต้ และยังเชิญศัตรูตัวยงอีกหลายคนจากประชาคมนักธุรกิจและนักวิชาการผิวขาว....” (หน้า41) และยังรวมทั้ง ประธานาธิบดี ว่าที่ประธานาธิบดีคนถัดมา นักโทษการเมืองเนลสัน แมนเดลลา ประธานรัฐสภา รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นต้น
แต่ในประเทศไทย การสร้างแผนฉากทรรศน์ฉบับอดัม กลับวนเวียนอยู่ในกลุ่มคนของรัฐบาลดังปรากฏเป็นข่าว (เดอะเนชั่น) “...มีผู้นำภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการเมืองและเอกชนเข้าร่วม อาทิเช่น นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นักพัฒนาอาวุโส วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย นักการตลาด นายสมชาย หอมละออ กรรมการคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)...”
ถามว่านายปณิธานเป็นใคร นายไพบูลย์เป็นฝ่ายใหน แต่ให้คนเหล่านี้รับผิดชอบการทำแผนโดยไม่มีการกล่าวถึงฝั่งคู่ขัดแย้งเลยเช่น อดีตนายกฯ ทักษิณ หรือแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกจับคุกตาม พรก.ขณะนี้
2. การสร้างแผนดังกล่าว เขาดึงทุกภาคส่วนมานั่งรวมกัน แล้วพูดคุยกันทุกเรื่อง คุยทั้งเรื่องในอดีต เรื่องปัจจุบัน และพูดถึงอนาคต ดังเช่น “..ให้พูดถึงเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการเกิด ... เกมการตั้งสถานการณ์จำลองนี้ได้มอบอิสระในการคิดและพูดให้กับพวกเขาอย่างเหลือเชื่อ...” (หน้า 42-43)
จุดประสงค์เพื่อฝึกให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ “ฟัง” มากกว่าจะพูด แต่ปรากฏว่า ในการปรองดองบ้านเรา มีการพูดมาแล้วว่า การทำแผนปรองดองนั้น จะไม่พูดถึงอดีต แต่เราจะพูดถึงอนาคตกันว่าเราจะทำอย่างไรให้เกิดการปรองดอง ซึ่งเป็นหลักคิดที่สวนทางกันกับทฤษฎีโดยสิ้นเชิง เราไม่ได้รับอนุญาตให้พูด แต่เราโดนสั่งให้ “ฟังเขาพูด”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ควรพูดได้มากที่สุดขณะนี้คือ “กลุ่มคนเสื้อแดง ญาติผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ” แต่เหมือนการแผนปรองดองฉบับอดัม และฉบับอานันท์ จงใจจะลืมคนเสื้อแดงออกไปจากระบบ หรือลืมไปเลยว่ายังมีคนไทยกลุ่มนี้หายใจรวยรินอยู่
3.การผ่อนคลายข้อกฎหมาย ข้อจำกัดบางประการ เพื่อให้มีการพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง “...รัฐบาลคนผิวขาวผ่อนคลายข้อจำกัดด้าน “การแบ่งแยกสีผิวในที่สาธารณะ” สมาชิกทุกคนทุกสีผิวสามารถทำงานได้โดยไม่ถูกขวางกั้นด้วยเส้นแผบ่งแยกระหว่างการเป็ฯคนผิวดำหรือผิวขาว พรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน....” (หน้า 43-44)
จุดนี้ต้องการ “ละลายพฤติกรรม” และทำลาย “น้ำแข็ง” ในใจของคนทุกคนที่เข้าสัมมนา เขาต้องวาง “ยศฐาบรรดาศํกดิ์ ตำแหน่ง ปืนดาบรถถัง กฎหมาย และหัวโขนทั้งปวง” ไว้นอกห้อง แล้วเดินเข้ามาห้องสัมมนาด้วย “ความเท่าเทียมกัน” เพราะหากมีใครสักคนหรือกลุ่มหนึ่ง “ใหญ่” กว่าคนอีกกลุ่มหรือทั้งหมด โอกาสที่จะได้คุยกันอย่างเปิดอกทุกเรื่อง เพื่อผ่าทางตันของประเทศ ก็ไม่สามารถเกิดได้
4. เมื่อมองไปรายชื่อของ ผู้จัดสัมมนา ก็ล้วนเกี่ยวพันกับรัฐบาลกันเองทั้งสิ้นโดย โดยเฉพาะ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ เลขาธิการสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ผู้จัดงานก็ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นอดีต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) เจ้าของโครงการชุมชนพอเพียง ที่มีข่าวทุจริตเป็นโครงการชุมชนแพงเพียบ จนต้องลาออก ดร.สุมิทได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า “..ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และสุดกำลังความสามารถ เนื่องจากโครงการชุมชนพอเพียงมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนและประเทศชาติ...”
แต่ที่สุดจนบัดนี้ โครงการชุมชนพอเพียงก็เงียบหายไปกับสายลม เหลือไว้แต่ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถไถนาที่วิ่งไม่ได้ เสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ผุๆ เท่านั้น
อย่างนี้จะให้ผมฝากความไว้วางใจ “แผนปรองดองฉบับ อดัม คาเฮน” ได้อย่างไร ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่า การเชิญนายอดัม มาบรรยายแผนปรองดองนั้น “ไม่มีอะไรแอบแฝง”
เก้าอี้ผู้ว่าสตง. แผลพุพองของ 'คุณหญิงเป็ด'
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาสั่งปลดรองฯ พิศิษฐ์ ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนผู้ว่า สตง.
"คุณหญิงจารุวรรณ" ลั่นจะปฏิบัติหน้าที่ถึงอายุ 70
ชี้เป็นไปตามกฎหมายของ สตง. อ้างปกป้องการเมืองแทรกแซง...
ตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นร้อน
ที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
แม้ว่าทางคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะให้ความเห็นว่า
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่า สตง.ไปแล้ว เนื่องจาก
ตามประกาศคณะกรรมการปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
ระบุให้ผู้ว่า สตง.ดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 30 ก.ย. 2550
จากนั้นให้มีการสรรหาใหม่ภายใน 90 วัน
โดยในระหว่างการสรรหาผู้ว่า สตง.คนใหม่ ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้
ดังนั้นคุณหญิงจารุวรรณ จึงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อย่างมากแค่ 90 วัน
ทว่าความเห็นของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา
ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา
ที่ส่งไปให้คุณหญิงจารุวรรณ กลายเป็นเครื่องมือ
ที่คุณหญิงใช้เป็นข้ออ้างในการลากยาวเก้าอี้รักษาการผู้ว่า สตง.
ตำแหน่งเดียวกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการ สตง. ที่ก็รักษาการผู้ว่า สตง.เช่นกัน !?!
ล่าสุด คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์
ถึงปมปัญหาตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่า
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ได้เซ็นคำสั่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
เรื่อง ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ให้รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไป 3 ฉบับ
มีผลทันที โดยให้เหตุผลว่า
การที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อ้างว่าเป็นผู้รักษาการแทน ดังนั้น
ตนในฐานะคนแต่งตั้ง ก็สามารถที่จะยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งได้ และมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้น
ส่วนการทำงานในตำแหน่งของผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนั้น คุณหญิงจารุวรรณ ระบุว่า
ตอนนี้ก็ยังทำงานอยู่
โดยต้องเซ็นเอกสารทุกวัน และมองว่าหากจะให้คนอื่นมาลบล้างอะไรก็ตาม
คนนั้นจะต้องมารับผิดชอบเรื่องด้วย ส่วนกรณีที่จะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ก็ยังงงๆ อยู่
แต่ก็พยายามระมัดระวังตัว ไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่ง ซึ่งทั้งหมดอาจเป็น
เพราะตนไม่ใช่คนที่จะคล้อยตามใครง่ายๆ ถ้ามีข่าวการเมืองเข้ามาแทรกแซงจริง
เราจึงต้องระวังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไว้ให้ดี
"ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่หน้าด้านอยากอยู่
แต่องค์กรของเราจะมีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง
ซึ่งเราไม่ได้มีความต้องการหรือประสงค์เช่นนั้น และที่สำคัญความจริงคือ
ตนสามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้จนถึงอายุ 70 ปี ในฐานะประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
โดยเป็นไปตามกฎหมายของ สตง. ที่ถือเป็นคุณสมบัติของคนที่อยู่ในองค์กร"
สำหรับกรณีที่มีการโจมตีถึงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่
คุณหญิงจารุวรรณ อธิบายให้ฟังว่า สำนักงานใหม่เกิดจากความคิดที่ว่า
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ต้องอาศัยตึกอื่นอยู่ถึง 95 ปี ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 จึงเห็นว่าเราควรมีตึกของเราเอง
ซึ่งตอนแรกกรมธนารักษ์เสนอให้ไปอยู่ที่ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ
แต่เห็นว่าหากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นองค์กรอิสระ ไปอยู่กับส่วนราชการ
เวลาจะใช้ห้องประชุม
จำเป็นจะต้องไปขออนุญาตราชการนั้น มองว่ามันจะไม่สะดวก
และถ้าทำอย่างนั้นอีกกี่ปีถึงจะได้ตึกของตัวเอง
แถมต้องตั้งงบประมาณจ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ เบี้ยจ่าย
หากมองในแง่จุดคุ้มทุน ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง
ดังนั้นจึงมองหาที่สร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ โดยได้ที่ จ.ปทุมธานี
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความขัดแย้งกับนายพิศิษฐ์ หรือไม่
คุณหญิงจารุวรรณ ตอบว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ขัดแย้งกัน
แต่อยู่ๆ เขาก็ทำเป็นขัดแย้งกับเรา
เมื่อถามว่า ใครเป็นคนชงเรื่องตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา
คุณหญิงจารุวรรณ ตอบว่า "รองฯ พิศิษฐ์ เป็นคนส่งเรื่องไป ซึ่งเขาก็ต้องยอมรับ
เพราะมันมีลายเซ็นของผู้ที่ทำหนังสือไป ให้เร่งรัดการพิจารณาเรื่องนี้"
"จะให้ทำยังไง เมื่อเราก็ยังทำงานอยู่ทุกวัน เมื่อเขาบอกว่าเป็นรักษาการ
แต่เราก็บอกว่า เขาไม่ได้เป็นแล้ว
เพราะตัวจริงกลับมาตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว" คุณหญิงจารุวรรณกล่าว
ทั้งนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พยายามติดต่อไปยังนายพิศิษฐ์หลายครั้ง
เพื่อที่จะให้รองผู้ว่าฯ ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว แต่ก็ได้รับปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์.
แฉ!!! อาจารย์จุฬาฯ สีเหลือง ไล่จับเด็กนิสิตจุฬาฯ ยกป้ายประท้วง - JJ_Sathon
ที่มา thaifreenews
http://www.go6tv.com/2010/08/blog-post_18.html
www.go6tv.com, Bangkok, อาจารย์จุฬาฯ รัฐศาสตร์งามหน้า ไล่จับนิสิตหญิงแย่งยึดป้าย "หยุดใช้ พรก.ฉุกเฉิน" ขณะนายกฯปาฐกถางานครบรอบสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ แฉประวัติเก่า สนับสนุนการลงชื่อไล่นายกฯทักษิณ
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเป็นประธานงานวันครบรอบสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกล่าวปาฐกถาเรื่องการกระจายอำนาจ แก่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาประมาณ 100 คน
ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ กำลังปาฐกถาอยู่ในห้องประชุมนั้น ได้มีนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 7-8 คน ที่ทำกิจกรรมถือป้ายข้อความเกี่ยวกับเสรีภาพและประชาธิปไตย ถูกเจ้าหน้าที่ยึดป้าย และใช้กำลังขัดขวาง กลุ่มนิสิตได้เตรียมแผ่นป้ายกระดาษแข็ง 7 ใบ มีข้อความ ดังนี้ “จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” “ผมอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วพังไปเรื่อยๆ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “หยุดปิดกั้นความคิด หยุดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”
ในขณะที่กลุ่มนักศึกษากำลังดึงกระดาษออกมา นายวีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเข้าไปแย่งแผ่นกระดาษดังกล่าว สั่งด้วยเสียงอันดังว่า “นี่ไม่ใช่ที่จุฬาฯ นี่เป็นที่ของผม ฟ้องผมได้เลย”
ขณะกำลังชุลมุนนั้น นายกฯ กล่าวปาฐกถาเสร็จแล้วกำลังเดินลงมาจากอาคารเพื่อเดินทางกลับ นิสิตหญิงคนหนึ่งได้ตะโกนเสียงอันดังว่า ท่านนายกฯคะ ช่วยด้วยค่ะ
เจ้าหน้าที่จึงปล่อยแขนเธอไปแล้วเธอก็รีบวิ่งไปพร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกให้นายกฯ โดยมีข้อความว่า “ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันที เนื่องจากมองว่าการเลือกตั้งจะเป็นการกระจายอำนาจ และการรับฟังความเห็นประชาชนที่ดีที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่สังหารประชาชนด้วย ความปรองดองสามัคคีไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาโฆษณาหรือบอกให้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดจากการยอมรับความต่าง พร้อมกับการยอมรับผิดต่อการกระทำกับประชาชน การปราบปรามความเห็นต่าง และการโฆษณาชวนเชื่อผ่านกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็น คุก ศาล ทหาร ตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่มีแต่สร้างความขัดแย้งและเพิ่มพูนความโกรธแค้นแก่ประชาชน การปฏิรูปการเมืองบนกองเลือดเป็นสิ่งที่ไร้ค่า และย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องคิดถึงกระบวนการรับฟังความเห็นที่ซับซ้อนและสิ้นเปลืองงบ ประมาณ ทางออกง่ายๆ ตรงไปตรงมา สามารถดำเนินการได้ผ่านการเลือกตั้ง อันถือเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ง่ายที่สุด”
สำหรับอาจารย์วีระศักดิ์นั้น ภูมิหลังเดิมเป็นอาจารย์ที่แสดงออกอย่างชัดเจนในช่วงปี 2549 ว่า เห็นด้วยกับการไล่นายกฯทักษิณ ออกจากตำแหน่ง และสนับสนุนแนวความคิดของเหล่าคณาจารย์ 24 ท่านของคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ที่ลงชื่อไล่นายกฯทักษิณเวลานั้น โดยอ้างอิงได้จากข้อความส่วนหนึ่งในบทความเห็นเผยแพร่ของอาจารย์เองว่า “.......แม้ว่าผมจะมิได้ร่วมลงชื่อเป็นส่วนหนึ่งของคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เนื่องจากตัวมิได้พำนักอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ แต่ “จิตสำนึก” ของผมยังคงผูกติดอยู่กับ “รัฐไทย” ตลอดเวลา และจิตสำนึกของผมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง
............ร่วมที่จะเป็นอาจารย์คนที่ 25 ที่ร่วมลงนามเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี (ทักษิณ)ลาออก ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และขอเรียกร้องให้สังคมไทยตาสว่าง มิได้ถูกบิดเบือนข่าวสารสำคัญของบ้านเมืองจากการ “เดินหมากทางการเมือง” ของรัฐบาลชุดนี้.....
