ที่มา ประชาไท "มติชนออนไลน์" รายงาน "เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์" ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยแจ้งความตำรวจกองปราบ ให้ดำเนินคดี "จรัญ ภักดีธนากุล" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญข้อหากบฎและซ่องโจร 19 ส.ค. 2553 - เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี เขต 2 พรรคเพื่อไทย พร้อมนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ชวลิต หาญเสน่ห์ลักษณ์ พนักงานสอบสวน (สบ 3) บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในข้อหากบฏและซ่องโจร นายเกียรติอุดมกล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ตามคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ว่านายจรัญเข้าร่วมประชุมเพื่อทำการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นหัวหน้าได้ใช้กำลังทหารยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนการปกครอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ถือเป็นการกระทำความผิด ต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร คือผิดฐานกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 นายจรัญร่วมประชุมที่บ้านนายปีย์ มาลากุล และไม่เคยออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว จึงถือได้ว่านายจรัญมีส่วนร่วมในการยึดอำนาจครั้งนี้ด้วย และเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 201 ฐานความผิด ซ่องโจร ด้าน พ.ต.ท.ชวลิตกล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องเอาไว้ก่อน ส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป ที่มา - เว็บไซต์มติชนออนไลน์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, August 20, 2010
ส.ส. เพื่อไทยอุดรฯ ฟ้อง 'จรัญ ภักดีธนากุล' ข้อหากบฏ ร่วมยึดอำนาจ
“สมัชชา 19 พฤษภาคม” :แนวรบคนเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
20 พฤษภาคม 2553
การต่อสู้ของ”คนเสื้อแดง” มีความหลากหลากทั้งรูปแบบและเนื้อหา เพื่อนำสู่เป้าหมายที่สังคมต้องเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และ “อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน”
“คนเสื้อแดง” มีความปรารถนาให้ สังคมต้องไทยมีความยุติธรรม ไม่สองมาตรฐาน นิติรัฐต้องเป็นนิติธรรม ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน และสังคมไทยต้องมีความเสมอภาค
เราจึงเห็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางสัญลักษณ์ “วันอาทิตย์สีแดง” ท่ามกลางการกดทับกดขี่ของอำนาจรัฐอำมาตย์อภิสิทธิ์ชนภายใต้พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งบอกให้รู้ว่า “คนเสื้อแดงไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมทั้งปวง” ไม่ว่าอยู่ภายใต้บริบทสถานการณ์ใดก็ตามแต่
ณ วันนี้ คนเสื้อแดง ได้ประกาศจัดตั้ง “สมัชชา 19 พฤษภาคม” ขึ้น เพื่อเสนอเนื้อหาและประเด็นการปฏิรูปประเทศไทยของคนเสื้อแดงเอง เพื่อสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมควบคู่กับประชาธิปไตยทางการเมือง
“สมัชชา 19 พฤษภาคม” บอกให้รู้ว่า “คนเสื้อแดง” ไม่เชื่อไม่เห็นด้วยว่า การปฏิรูปประเทศไทยนำโดย อานันท์ ปันยารชุณ ประเวศ วะสี จะนำพาสังคมไทยสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝันของคนเสื้อแดงได้
เนื่องเพราะ การปฏิรูปประเทศไทย นำโดยเครือข่ายอำมาตย์ โดยเครือข่ายอำมาตย์ก็เพื่ออำมาตย์ นั่นเอง
แต่การปฎิรูปประเทศไทยของคนเสื้อแดง เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมือง ไม่ใช่เพื่อระบอบอำมาตยาธิปไตย
การปฏิรูปประเทศไทย ของคนเสื้อแดง ต้องการขจัดอิทธิพลของระบอบอำมาตย์ไม่ว่าในรูปแบบของกองทัพ องคมนตรี ศาลและอื่นๆให้อำนาจหมดสิ้นจากสังคมไทย เพื่อนำพาสังคมไทยสู่ความก้าวหน้า ไม่ใช่ถอยหลง หลงยุคอย่างที่เห็นและเป็นอยู่
การปฎิรูปประเทศไทย ที่นำโดย “สมัชชา 19 พฤษภาคม” จึงเป็นแนวรบที่สำคัญของคนเสื้อแดง คู่ขนานกับการปฏิรูปประเทศไทยของเครือข่ายอำมาตย์
อย่างไรก็ตาม ความใฝ่ฝันของคนเสื้อแดง ไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า ไม่มีอำนาจใดหยิบยื่นให้ แต่เกิดจากการหยาดเหงื่อแรงงานและความคิดจิตใจของคนเสื้อแดงเอง และมิได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หรือคณะ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดจากมวลชนคนเสื้อแดงที่ต้องคิดค้น ระดม ประมวล สังเคราะห์ของคนเสื้อแดงกันขึ้นมา
การปฏิรูประเทศไทยของคนเสื้อแดง จึงมีลักษณะประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง
ในอดีต ประวัติศาสตร์การเมืองไทย บอกให้รู้ว่า ครั้งหนึ่งนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชสู่ระบอบประชาธิปไตย และได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจสังคมไทย หรือ สมุดปกเหลือง เพื่อสร้างประชาธิปไตยทุกมิติทุกด้าน
แต่เค้าโครงเศรษฐกิจสังคมของนายปรีดี ถูกกลุ่มอนุรักษ์ราชาชาตินิยม ได้คัดค้านต่อต้านเพราะกลัวการสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองวัฒนธรรมที่ผูกขาดมานมนานนับตั้งแต่การสถาปนารัฐชาติและระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราช ขึ้น
กระนั้นก็ตาม แม้ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ของนายปรีดี จะมีเป้าหมายเพื่อความเป็นธรรมในสังคมและเพื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศก็ตาม
แต่จุดอ่อนก็คือ ที่สำคัญ เค้าโครงเศรษฐกิจของคณะราษฎร ขาดการมีส่วนร่วมและขาดการสนับสนุนจากมหาประชาชนอย่างกว้างใหญ่ไพศาล จึงทำให้ไม่มีพลังในการต่อสู้กับพวกอนุรักษ์ราชาชาตินิยม อันเนื่องมาจากข้อกำจัดในการเคลื่อนไหวในยุคสมบูรณาญาสิทธิ์ราช นั่นเอง
ดังนั้น การปฏิรูปประเทศไทย ของคนเสื้อแดง ภายใต้ การนำทางของสมัชชา 19 พฤษภา ในครั้งนี้นั้น จึงเป็นประกายไฟที่ส่องแสงสว่างที่เกิดจากร่วมมือร่วมใจร่วมคิดร่วมทำของคนเสื้อแดง
มิเพียงแกนนำ มิเพียงนักวิชาการ มิเพียงปัญญาชนเท่านั้น
แต่เป็นภารกิจ ของมหาประชาชนคนเสื้อแดง ซึ่งมีความหลากหลายของอาชีพ ของชนชั้น ของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่มีความเป็นหนึ่งเดียว “หัวใจสีแดง” ร่วมกัน คงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันสร้างอย่างเข้าใจกัน
เพราะ “หัวใจสีแดง” สอนให้เรารักกัน ไม่แบ่งฐานะ ไม่มีเจ้านาย ไม่มีชนชั้น ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร แต่ มนุษย์ทุกคนเกิดมามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
การปฏิรูปประเทศไทยของคนเสื้อแดง จึงเป็นความหวังและอนาคตของสังคมไทยด้วยประการทั้งปวง
**************
อะไรนะ สมัชชา19พฤษภาคม?!
กลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศได้จัดประชุมกันขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่นครปฐม และได้ตกลงจัดตั้งสมัชชา 19 พฤษภาคมขึ้น
สมัชชา 19 พฤษภาคม จะจัดให้มีการประชุมสมัชชาระดับจังหวัดครั้งแรกที่จังหวัดพะเยา ที่โรงแรมภูทองเพลส ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ โดยมีส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร เป็นวิทยากรบรรยาย ในหัวข้อ สถานการณ์เศรษฐกิจ-การเมืองกับการปฏิรูปประเทศไทย และจะเป็นการระดมความคิดเห็นจากที่ประชุมกำหนดเป็นแนวทางการดำเนินงานของสมัชชาต่อไป ผู้สนใจเข้าร่วมติดต่อได้ที่ คุณจิรโรจน์ กีรติศักดิ์วรกุล โทร 08-5033-3533
ในเบื้องต้นที่ประชุมตัวแทนคนเสื้อแดงและประชาชนสาขาอาชีพต่างๆได้ระดมความคิดเห็นต่อแนวทางปฏิรูปประเทศไทย มีข้อเรียกร้องคือ
1. ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมนปช.ที่ถูกจับกุมคุมขังทุกคน
2. ปฏิรูประบบศาลยุติธรรมให้เชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชน
3. ปฏิรูประบบภาษี เช่น ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บภาษีก้าวหน้า ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐสวัสดิการ
4. ประกันรายได้เกษตรกร และเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้ผู้ใช้แรงงาน อีก 10เปอร์เซ็นต์
รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านในเวบไซต์redpower
บทความ: อาชญากรรมใหญ่ของแนวทางทักษิณ-จตุพร และอาชญากรรมเล็กของคนบางกลุ่ม
ที่มา Thai E-News โดย ศิวะ รณยุทธ์
ที่มา ฟอร์เวิดด์เมล์
สิงหาคม 2553
หลังจากฆาตกรรมหมู่ประชาชนเพื่อยุติการชุมนุม "เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน"ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับการสอบถามอย่างมากมายจากเพื่อนร่วมแนวทางต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตยว่า จะวางท่าทีอย่างไรกับแนวทางการขับเคลื่อนที่ผิดพลาดของทักษิณ-จตุพรและคนบางกลุ่ม ที่นำพาผู้รักประชาธิปไตยไปสู่การสูญเสียอันยิ่งใหญ่
ผู้เขียน ใช้เวลาอดกลั้นเพื่อที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ที่ยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของทักษิณ-จตุพร และคนเหล่านั้นนานร่วมสามเดือนแล้ว แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดในทางบวก ดังนั้น จึงสรุปว่า ได้เวลาที่จะต้องวิพากษ์กันอย่างจริงจังเสียที
ในข้อเขียนของผู้เขียนเมื่อก่อนการ”เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน ” (ย้อนดูรายละเอียดได้ใน แปรความเร่าร้อนและพลังให้กลายเป็นภูมิปัญญาครั้งใหม่: ภารกิจของผู้รักประชาธิปไตยไทย , 9 มีนาคม 2553) ได้วิเคราะห์ถึงจุดอ่อนหลัก 2 ประการของยุทธศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองครั้งนั้นอย่างฉันท์มิตรไว้ว่า
1) เป็นยุทธวิธีที่สุ่มเสี่ยง นั่นคือ ใช้แข็งสู้อ่อน จำกัดเวลา และระดมมวลชนเข้าสู่ที่ชุมนุมจำนวนมากในลักษณะทุ่มกำลังเข้าโจมตี ทั้งที่อำนาจรัฐได้เตรียมการปราบปรามล่วงหน้าเพื่อทำลายล้างเต็มรูปไว้แล้ว โดยเสนอคำขวัญว่า หากรัฐบาลไม่ยุบสภา ก็ต้องปราบประชาชน ผิดหลักการต่อสู่ของฝ่ายที่ตกเป็นรองในการต่อสู้ จึงมีลักษณะสุ่มเสี่ยงแบบนักการพนันที่อันตรายอย่างยิ่ง ถือเป็นการประเมินคุณค่าของมวลชนที่ต่ำมาก
2) หากไม่ศึกษาบทเรียนจากกรณีเมษายนเลือด 2552 ที่เป็นความผิดพลาดของการนำอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การที่ผู้มีบทบาทสูงคือทักษิณ ชินวัตรไม่ได้อยู่ในการชุมนุม และแกนนำบางคนแสดงบทบาทที่ไร้เดียงสา จนกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับของฝ่ายอำนาจรัฐ และเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดลง ผู้นำการชุมนุมก็แสดงภาวะไร้ความเป็นผู้นำ ด้วยการปฏิเสธความรับผิดใดๆ
ผู้เขียนได้ท้วงติงไปว่า หากการชุมนุม”เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน”ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีเหตุซ้ำรอยกรณีเมษายนเลือด 2552อีก ก็ต้องถือว่า ความผิดของผู้นำในการชุมนุม คือ อาชญากรรม ที่ต้องจารึกเอาไว้อีกนานแสนนาน
น่าเสียดายที่ข้อเขียนฉันท์มิตรชิ้นดังกล่าวของผู้เขียน ที่กระจายลงไปยังสื่อของมิตรร่วมการต่อสู้หลายแห่งถูกปฏิเสธไม่ยอมให้นำเผยแพร่ หรือ เผยแพร่เพียงระยะสั้นแล้วลบทิ้ง ด้วยเหตุผลที่คับแคบยิ่งนักว่า เป็นการ”สาวไส้ให้กากิน” และขัดแย้งกับมวลชนเสื้อแดงที่ชื่นชมทักษิณ อาจเกิดความแตกแยกภายในได้ ทำให้งานเขียนชิ้นนั้นถูกเผยแพร่อย่างจำกัดยิ่ง
ในที่สุด สถานการณ์ที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์และท้วงติงล่วงหน้า ก็ได้เกิดขึ้นทุกประการ และภายใต้สถานการณ์ตกต่ำที่มวลชนผู้รักประชาธิปไตยถูกอำนาจรัฐเผด็จการอำมาตย์ไล่ล่าอย่างต่อเนื่องนับแต่ฆาตกรรมหมู่ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าผู้ที่ร่วมก่ออาชญากรรมจากการระดมมวลชนไปสู่ความสูญเสียพ่ายแพ้ ไม่เพียงแต่ไม่ยอมสำนึกตัว ทบทวนบทเรียน และปฏิเสธความรับผิดใดๆออกมาเท่านั้น หากยังมีความพยายามครั้งใหม่ที่จะดำเนินการซ้ำรอยแบบเดิมอีกครั้ง หากมีโอกาสในอนาคตอันใกล้ ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจขอวิพากษ์แนวทางการต่อสู้ของขบวนแถวเสื้อแดงบางกลุ่ม ด้วยเจตนาที่จะชี้ว่า ต้องไม่ปล่อยให้อาชญากรรมเกิดขึ้นซ้ำอีก โดยแบ่งหัวข้อออกเป็น 4 ส่วน คือ
อาชญากรรมใหญ่ของแนวทางทักษิณ-จตุพร
แม้จะพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ความดื้อรั้นของทักษิณ-จตุพรยังคงดำเนินต่อไป ไม่ยอมรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า ยุทธศาสตร์สงครามจำกัดวงนั้น มีจุดอ่อนที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้เสมอ เมื่อเทียบกับสงครามเบ็ดเสร็จ แต่พยายามขับเคลื่อนการเมืองบนท้องถนน ประกาศจัดชุมนุมทางการเมืองโดยอาศัยกระแสตื่นตัวของผู้รักความยุติธรรมและประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ปลายปี 2551 โดยสร้างข้อเรียกร้องซ้ำซากให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ได้เป็นข้อเรียกร้องเดียวของแกนนำโดยหวังว่า จะนำไปสู่แรงเหวี่ยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ใหญ่หลวงกว่า ซึ่งเป็นการกระทำที่เปรียบได้กับการ”ปลูกมะนาว หวังเก็บกินส้มโอ”ที่ประเมินคุณค่าของมวลชนต่ำในระดับเพียงแค่เป็น”เครื่องมือของวิธีการ”ในการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นสำคัญ
ผู้นำที่แท้จริงควรต้องตระหนักได้ว่า โดยแท้จริงแล้ว มวลชนทุกคนเป็นอิสรชนที่มีคุณค่า และเป็นเป้าหมายหลักของการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า มิใช่แค่เครื่องมือหรือโล่ห์มนุษย์ของแกนนำบางคน โดยเฉพาะคนที่(ไม่ว่าจะอยู่ทั้งใน หรือนอกวงต่อสู้) ชอบเอ่ยอ้างภาวะผู้นำของตนเองอย่างพร่ำเพรื่อ
เมื่อการชุมนุมได้ขยายตัวไปจนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชลบุรี ในที่ 11 เมษา และในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ รวมทั้งสั่งกองทหารปราบผู้ชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน เริ่มจับกุมแกนนำ และสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่นและสถานีวิทยุชุมชน ก็มีความพยายามจากฝั่งของทักษิณที่จะเปิดการเจรจากับรัฐบาล แต่ไม่เป็นผลจนถึงวันที่ 13 เมษายน ซึ่งทหารได้ใช้กำลังสลายการชุมนุมบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง จนมีคนได้รับบาดเจ็บถึง 66 คน โดยคืนวันที่ 13 นั้นเอง ทักษิณให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นของอเมริกา โดยตอบคำถามเรื่องจะกลับประเทศไทยเมื่อไรว่า "ผมพร้อมจะไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แต่ขณะนี้ต้องการเห็นการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสันติ…"
เวลาเช้า 8.00 น. ของวันที่ 14 เมษายน ทักษิณยังคงติดต่อเพื่อหวังจะมีการเจรจากับทางรัฐบาล แต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งเวลา 10.00 น. บรรดาแกนนำนปช. ที่นำการชุมนุมหลายคนจึงยอมมอบตัว ทำให้การชุมนุมสงบลง ตัวของทักษิณก็เงียบหายไปนานหลายวัน หลังจากที่พยายามฟอกตัวเองให้ผุดผ่องด้วยการปฏิเสธความรับผิดใดๆว่า ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมแต่อย่างใด
สิ่งที่มวลชนคนเสื้อแดงได้เห็นต่อจากนั้นก็คือ การดิ้นรนของทักษิณเพื่อเอาตัวรอดตามลำพังประดุจตัวตลกที่น่าเวทนา ทั้งการตัดพ้อต่อว่า และพร่ำพูดถึงชะตากรรมตัวเอง ในลักษณะทวงบุญคุณต่ออดีตพลพรรคที่ผละออกห่างไป โดยไม่ยอมพูดถึงผลประโยชน์รูปธรรมของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พร้อมกับเตรียมการเพื่อนัดชุมนุมทางการเมืองรอบใหม่ โดยไม่มีการสรุปบทเรียนจากกรณีเมษายนเลือด 2552 แม้แต่น้อย
ก่อนการชุมนุม”เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน”จะเริ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2553 มีการโหมโรงตามที่ต่างๆเพื่อปลุกเร้ามวลชนให้เข้าร่วม โดยทักษิณทำการโฟนอินอย่างต่อเนื่องทุกคืนไปยังที่ชุมนุนมทั่วประเทศ โดยในคืนวันที่ 12 มีนาคม ได้โฟนอินมาที่เชิงสะพานผ่านฟ้า โดยกล่าวย้ำคำเดิมเรื่องสองมาตรฐานของอำมาตย์ และ สื่อ "...ขออภัยพี่น้องกรุงเทพที่รถต้องติดขัดในช่วงนี้ จนกว่าจะได้ประชาธิปไตย ความยุติธรรมกลับมา เมื่อนั้นรถจะหายติด ถ้าผมกลับไปรถไฟ ฟ้า10สายแผ่ไปทั่วปริมณฑล และจะสร้างชุมชนบนสถานีรถไฟฟ้าเพื่อให้คนที่สร้าง เนื้อสร้างตัวมีที่อยู่อาศัยเดินทางได้สะดวก"
ก่อนการชุมนุมใหญ่ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม ครอบครัวของทักษิณ ก็เดินทางออกไปต่างประเทศอีกครั้ง โดยการชุมนุนมใหญ่คืนแรกนั้น ทักษิณก็ทำการโฟนอินอีกครั้ง โดยแสดงความยินดีล่วงหน้ากับผู้ชุมนุมที่จะมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์ไทยให้ การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคที่อำมาตย์ปกครองมาเป็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชนจริงๆ และเปลี่ยนแปลงจากยุคที่บังคับใช้กฎหมายมาเป็นใช้หลักนิติธรรม “...ได้รับทราบว่ารัฐบาลมีการลำเลียงทหารและมีการเบิกอาวุธแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นการใช้ทหารจำนวนมากที่สุด และอยากจะฝากข้อความนี้ไปยังรองผบ.ทบ.ว่าอย่าใช้กำลังอย่าห่วงตำแหน่งผบ.ทบ. และผบ.ทบก็ไม่ควรคิดปฏิวัติ เพราะจะเกษียณปีนี้แล้ว และอย่าคิดปราบปรามประชาชน...ขอเชิญชวนแกนนำคนเสื้อแดงตั้งเวทีที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อบอกว่าเรารักประชาธิปไตยและให้เข้ามาร่วมมากๆ..”
หลังจากนั้นเหตุการณ์”เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน ก็ดำเนินมาจนถึงคืนวันที่ 10 เมษายน ที่มีการปราบปรามประชาชนที่ผ่านฟ้าและสี่แยกคอกวัว ทักษิณก็เงียบหายไป (มีแต่ญาติพี่น้องบางคนเท่านั้นเช่นนายพายัพ ชินวัตรที่ยังออกมาให้ข่าวสารอย่างไร้สาระเพื่อขอเจรจา ประหนึ่งเป็นตัวแทนของมวลชนที่ชุมนุม) แต่ได้สั่งการผ่านทางนายจตุพรโดยตลอด ท่าทีและการเคลื่อนไหวของจตุพรจึงถือว่าเป็นท่าทีของทักษิณโดยตรง
ในการโฟนอินกับพรรคเพื่อไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 61 ปีของเขา ทักษิณบอกว่า “..ผมสบายดี...ดูซิวันที่ก่อนจะมีการสลาย ผมเดินปารีส พาลูกสาวไปช็อบปิ้งซื้อหลุยส์ วิตตอง แต่ในวันรุ่งขึ้น นักช็อปปิ้งกลับเป็นผู้ก่อการร้ายเสียแล้ว ถ้าก่อการร้ายต้องนั่งห้องบัญชาการซิ...ผมอยากให้ประเทศกลับมามีสามัคคีเหมือนเดิม ผมพูดคุยกับใครก็ได้ ขอให้มีความเป็นคน ขอให้ สส.ยืนให้มั่นพูดความจริง แต่ถ้าปิดสื่อ สส.ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ความจริงปรากฎชัด บ้านเมืองก็จะสงบเอง แล้วท่านจะเห็นว่า สิ่งที่ท่านอดทนรอคอยมันจะเป็นรางวัลกลับมาให้ตัวเราอย่างมากมาย...” และได้พูดโฟนอินกับชาวสันกำแพง เชียงใหม่ว่า “..ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกัน ขอให้ทุกคนอดทนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่นานจะกลับประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ และขอให้ทุกคนเดินหน้ารักษาประชาธิปไตยต่อไป ส่วนสุขภาพตอนนี้แข็งแรงมากไม่ต้องห่วง..”
อาชญากรรมของนักปฏิวัติในโต๊ะหารือและหน้าเน็ต
ฆาตกรรมหมู่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า นักปฏิวัติในโต๊ะหารือและหน้าเน็ต คือ ส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของสังคมอีกต่อไป แม้จะไม่ได้ร่วมประกอบอาชญากรรมใหญ่เหมือนกับทักษิณ-จตุพร หรือ อำนาจรัฐอำมาตย์ที่ชั่วช้า หรือ แฝดอิน-จันจอมลวงโลก แต่ก็มีฐานะและบทบาทเป็นแนวร่วมมุมกลับของอำนาจเผด็จการอำมาตย์ ที่พยายามสร้างความมึนชาให้กับมวลชนโดยสุจริต
อาชญากรรมของสื่อเครือข่ายเสื้อแดง
ผู้เขียน เคยย้ำหลายครั้งแล้วว่า การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมทุกครั้งในปัจจุบัน การต่อสู้ในสงครามชิงพื้นที่ข่าว เป็นหนึ่งเวทีที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ท่ามกลางการต่อสู้นั้น จะต้องยึดมั่นกับหลักการที่คาลิล ยิบราน ได้เคยกล่าวเอาไว้ชัดเจนว่า “การปฏิวัติด้วยการโกหก คือ การขุดบ่อน้ำในทะเลทราย”
ความหลงผิดของลัทธิอัศวินม้าขาวประชาธิปไตย
หลังสงครามโลกครั้งแรกสิ้นสุดลง การสังหารหมู่ที่อัมฤตสาร์ ทำให้คานธี ต้องปรับยืมเอาแนวคิดของราม ซิงห์ มาปรับใช้เป็นสัตยาเคราะห์ (ผสมแข็งขืนเชิงอารยะเข้ากับแนวทางไม่ร่วมมืออำนาจรัฐ) ด้วยเหตุผลว่า สัตยาเคราะห์เหมาะกว่าในการใช้เพื่อสื่อสารกับสังคมที่มีหลายวรรณะ ผลลัพธ์คือ คานธีกลายเป็นผู้ชี้นำพรรคคองเกรสที่ปรับโครงสร้างใหม่ให้คนอินเดียทุกวรรณะได้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ แต่ก็เปิดทางให้แนวทางอื่นมีโอกาสปฏิบัติการเคลื่อนไหวแบบคู่ขนานระหว่างสันติวิธีกับการใช้กำลังควบคู่กันมาโดย ตลอด โดยต่างอดกลั้นไม่กล่าวหาซึ่งกันและกัน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษยื่นข้อเสนอให้พรรคคองเกรสร่วมชักชวนคนอินเดียเข้าร่วมในสงคราม แรกสุดคานธีไม่ยอมรับข้อเสนอ เพราะขัดแย้งกับหลักการของตนเอง แต่สมาชิกและผู้นำพรรคคนอื่นๆเห็นด้วย ท้ายสุดคานธีตัดสินใจออกนอกห้องประชุม ปล่อยให้พรรคลงมติเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีคนอินเดียเข้าร่วมในสงครามมากที่สุดถึงกว่า 1 ล้านคน และตายไปหลายแสนคน การตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้พรรคคองเกรสแตกเป็นหลายเสี่ยง และอิทธิพลของคานธีก็ลดลงไปชั่วคราว เนื่องจากท่าทีต่อการเข้าร่วมสงคราม
ฟิเดล คาสโตร เป็นเด็กหนุ่มนักกีฬามหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมทางการเมืองเพราะความจำเป็นของสถานการณ์เพื่อต่อต้านคอรัปชั่น และความอยุติธรรมทางสังคม อันเนื่องจากรัฐบาลหุ่นที่หนุนหลังโดยสหรัฐฯ ทำให้เขาต่อต้านสหรัฐฯโดยปริยาย เมื่อเขาเข้าสู่วงการเมืองโดยสมัครเป็นสส.ตามระบบ ก็ถูกสหรัฐฯหนุนหลังให้บาติสต้าทำรัฐประหารยึดอำนาจสร้างรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลงใต้ดินเพื่อทำการปฏิวัติ โดยร่วมกับเพื่อนนำกลุ่ม 26 กรกฎาคม ทำสงครามกองโจรที่เรียกว่า โฟโค (การโฆษณาทางการเมืองติดอาวุธ) ซึ่งหลังจากปฏิวัติคิวบาสำเร็จ เขายังถูกซีไอเอ.วางแผนลอบสังหารทุกรูปแบบมากกว่า 380 ครั้ง แต่รอดมาได้ทุกครั้ง
อลาตุลยาห์ โคไมนี เป็นนักบวชชิอะห์ที่มุ่งมั่นกับการปกป้องวัฒนธรรมเปอร์เซียเก่าแก่ให้พ้นจากพิษภัยของการพัฒนาแบบตะวันตกของชาห์ เรซ่า ปาเลห์วี ที่เรียกว่า”ปฏิวัติขาว” ซึ่งมุ่งสร้างสังคมแบบตะวันตกโดยรวมศูนย์อำนาจเด็ดขาด โดยฉีกรัฐธรรมนูญ และปราบปรามพวกคอมมิวนิสต์และเสรีนิยม แถมยังลดบทบาทตามรัฐธรรมนูญของนักบวชชิอะห์ที่เคยเป็นที่ปรึกษาของชาห์ลงไป ทำให้เขาเขียนคำชี้แนะอนาคตของรัฐอิสลาม จนต้องหนีไปลี้ภัยในอิรัคนานหลายปี จนกระทั่งเมื่อความไม่พอใจต่อระบอบชาห์รุนแรงยิ่งขึ้น เขาก็กลายเป็นต้นแบบที่สร้างโรดแม็บสำหรับสังคมอิหร่านใหม่ ที่ทำการลุกฮือโค่นล้มชาห์ลงไปได้ และกลายเป็นผู้นำสูงสุดตามความเรียกร้องของมวลชน เพื่อทำการล้มล้างระบอบวัฒนธรรมนำเข้าจากตะวันตกเพื่อสถาปนาฟื้นฟูรัฐอิสลามขึ้นมาใหม่
ข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ลัทธิอัศวินม้าขาวนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงของสังคมในปัจจุบันและอนาคตอย่างรุนแรง ผู้นำที่มวลชนเรียกร้องต้องการไม่ว่าจะเป็นผู้นำแบบไหน(แบบบารมีสูง แบบจารีต หรือ แบบตามเหตุผล)ล้วนเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติท่ามกลางการต่อสู้ในบรรดาหมู่มวลชนนั่นเอง ไม่ต้องหาจากที่อื่น
จิตใจที่วีระอาจหาญอย่างถึงที่สุดของมวลชนอย่าง ผุสดี งามขำ นางพยาบาลสาววัย 45 ปีจากจังหวัดแพร่ ซึ่งยืนหยัดอยู่ที่หน้าเวทีราชประสงค์เผชิญหน้ากับฆาตกรรมหมู่ของอำนาจรัฐเผด็จการจนถึงวินาทีสุดท้ายอย่างไม่หวาดหวั่นต่อความตายในการต่อสู้หลังจากที่ยืนหยัดมานานถึง43 วัน พร้อมกับเสื้อยืดสีแดงและผ้ามัดหัวสีแดง ในมือถือธงแดงแน่วแน่ แม้หลังจากที่แกนนำได้มอบตัวทำให้การชุมนุมจบลง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ตราบใดที่มวลชนจำนวนมหาศาลยังมีจิตใจเยี่ยงนี้กันอย่างเต็มเปี่ยม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องโหยหาผู้นำแม้แต่น้อย
มวลชนสร้างผู้นำ แต่ผู้นำที่ดีและกล้าแกร่งเท่านั้น จึงรู้และเข้าใจคุณค่าของมวลชน
3เดือน19พฤษภา:คนไม่เห็นผี
ที่มา Thai E-Newsจะมองเห็นได้ไงเมื่อใจบอด
จะได้ยินตลอดยังไงเมื่อใจหมา
จะจดจำได้ไงใจด้านชา
จะกี่ดินกลบหน้าอย่าหมายเลย
บทกวีโดย-ปีกซ้าย
ภาพโดย-Danggoop
**********
ภาพกิจกรรมคนเสื้อแดงทำบุญให้วีรชนราชประสงค์ครบรอบ 3 เดือน
คุณคำเกิ่ง รายงานทางเฟสบุ๊คว่า วันนี้ (19 สิงหาคม) ที่วัดปทุมวนาราม มีกลุ่มคนเสื้อแดงไปทำบุญเลี้ยงพระ เพื่ออุทิศให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการเข้ากระชับพื้นที่ของรัฐบาล โดยมี บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง, วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกเวทีนปช.แดงทั้งแผ่นดิน , นที สรวารี แกนนำเสาร์เสวนา และ แป๊ะ บางสนาน ศินปินนักร้องคนเสื้อแดง ไปร่วมงานด้วย



จากนั้นในเวลา 12.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด พร้อมด้วย นายนที สรวารี และกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้ทำเซอร์ไพรส์ โดยการไปผูกผ้าแดงที่ป้ายแยกราชประสงค์ ในตอนเที่ยงวัน และได้ประกาศรวมตัวกันมาผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์อีกครั้ง ในวันที่ 19 กันยายน 2553 (ดูภาพกิจกรรมทั้งหมด)


Thursday, August 19, 2010
จาตุรนต์ ฉายแสง : กรณีปราสาทเขาพระวิหาร
ที่มา ประชาไท จาตุรนต์ ฉายแสง วันที่ 19 ส.ค. 2553 จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยเขียนบทความแสดงความเห็นต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผ่านบล็อก http://chaturon.posterous.com/ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ กรณีปราสาทเขาพระวิหาร (1) เมื่อไม่กี่ปีก่อนรัฐบาลไทยเคยมีนโยบายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความคิดทางยุทธศาสตร์ว่า การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านเป็นการช่วยเหลือประเทศไทยเองด้วย ภายใต้นโยบายนั้นประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และต่อมามีเวียดนามด้วย มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้นและมีความร่วมมือ คบค้าสมาคมกันมากขึ้น มีคนเคยคิดกันว่าวันหนึ่ง ถ้ามีการพัฒนาปราสาทพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้ประโยชน์ และความจริงแล้วไทยจะได้ประโยชน์มากกว่ากัมพูชามาก เพราะทางขึ้นไปชมปราสาทที่สะดวกอยู่ทางฝั่งไทย แต่จากกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และความขัดแย้งแตกต่างระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องนี้ ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่าทั้ง 2 ประเทศต่างฝ่ายต่างกำลังชี้แจงข้อมูลต่อสหประชาชาติ ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังเตรียมพร้อมในการใช้กำลังทหารมากขึ้น พร้อมๆกับข่าวที่หลายประเทศกำลังพลอยวิตกไปด้วยว่าเรื่องนี้อาจพัฒนาไปสู่การสู้รบกันระหว่าง 2 ประเทศ คณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่กรกฎาคม 2551 และกำลังจะพิจารณาแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร เพียงแต่วันเวลาที่จะอนุมัตินั้นถูกเลื่อนจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า ไม่ว่าจะไปเวทีไหน การที่ไทยหวังจะขอความเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน หรือการที่ไทยจะคัดค้านการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารนั้น คงต้องยอมรับว่าเลยขั้นตอนไปแล้ว เมื่อปราสาทพระวิหารได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วจะคัดค้านเรื่อยไป ไม่ให้มีแผนบริหารจัดการก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีก ปัญหาที่อาจจะยังแตกต่างกันในรายละเอียดก็คือพื้นที่ที่จะบริหารจัดการจะครอบคลุมแค่ไหน เท่าที่ฟังการถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ รัฐบาลไทยคงจะคัดค้านแผนบริหารจัดการนี้ โดยยืนยันว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทย หากจะมีแผนบริหารจัดการ ก็ให้บริหารจัดการได้เพียงตัวปราสาท พื้นที่โดยรอบปราสาททั้งหมดไม่สามารถอยู่ในแผนบริหารจัดการได้ เฉพาะเรื่องแผนบริหารจัดการนี้จะครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ถ้าดูตามคำพิจารณาของศาลโลกและการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะเห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบ เพราะไทยเคยปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่ให้เอาเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทมาแล้ว การจะอ้างว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทยเพื่อคัดค้านแผนบริหารจัดการนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ แต่ปัญหาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารได้ลุกลามไปไกลกว่าประเด็นเหล่านี้อีกมาก นั่นคือกำลังมีความเสี่ยงที่ 2 ประเทศจะรบกันหรือปะทะกันด้วยกำลังเพราะเรื่องนี้ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งคือ ข้อพิพาทในเรื่องนี้กำลังถูกหยิบยกขึ้นสู่การพิจารณาขององค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนและสหประชาชาติ ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา เช่นเดียวกับประเทศที่มีชายแดนติดต่อกันอีกจำนวนมาก เคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนมาเป็นเวลานาน เกิดการปะทะและสู้รบกันมาแล้วก็มี แต่ในที่สุดไทยกับกัมพูชาก็ตกลงที่จะแก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาปักปันเขตแดน เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ ด้วยการเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยประเทศทั้ง 2 เอง วันนี้กลับมาพูดเรื่องอาจจะต้องรบกัน กับการหาทางออกโดยอาศัยสหประชาชาติเข้ามาช่วย เราก้าวมาสู่จุดนี้กันได้อย่างไร ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการปลุกกระแสชาตินิยม-คลั่งชาติ ที่หวังประโยชน์ทางการเมืองของพันธมิตรฯ ที่มีการผสมโรงอย่างแข็งขันโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคเอง การปลุกกระแสชาตินิยม คลั่งชาติของพันธมิตรนี้เริ่มแรกก็เพื่อใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดมคนมาต่อต้านรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช แต่มาถึงตอนนี้จุดมุ่งหมายหลักดูเหมือนจะเป็นการรักษาและฟื้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ กับการสร้างกระแสความนิยมให้เกิดขึ้นแก่พรรคการเมืองที่ชื่อว่า “พรรคการเมืองใหม่” ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องนี้เพื่อล้มรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช และในปัจจุบันก็พยายามยืนยันความคิดท่าทีเดิมแบบคลุมๆเครือๆ เพื่อดึงความสนับสนุนจากผู้ที่มีความคิดในทางเดียวกันไว้ แต่ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไม่สามารถทำอย่างที่พูดได้แล้ว เนื่องจากรู้ดีอยู่ว่าไม่สามารถทำอะไรสุดโต่งอย่างที่พวกพันธมิตรกำลังเสนอได้ รัฐบาลนี้ไม่ได้อธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้วิธีทำเป็นขึงขังขู่ว่าไทยอาจลาออกจากการเป็นกรรมการมรดกโลก หรืออาจถึงขั้นลาออกจากภาคียูเนสโก ซึ่งมีแต่จะแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะให้เป็นที่อับอายไปทั่ว สิ่งที่นายกอภิสิทธิ์ทำได้มากที่สุดขณะนี้คือการยืดเวลาออกไป กับการโยนความผิดทั้งหมดไปให้รัฐบาลคุณสมัคร โดยเฉพาะที่คุณนพดล ปัทมะ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สิ่งที่คุณนพดล ปัทมะ พยายามทำไปนั้นคือ การกันเรื่องพื้นที่พิพาทออกจากการจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร เพื่อป้องกันมิให้ไทยต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไปอย่างเป็นทางการเสียเปล่าๆ แต่รัฐบาลกลับสรุปง่ายๆว่าหากจะมีความผิดพลาดอะไร ก็อยู่ที่แถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชากับไทยที่คุณนพดลไปลงนามไว้ ทั้งๆที่แถลงการณ์ร่วมฉบับนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารก็ดี หรือการจัดทำแผนบริหารจัดการก็ดี ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแถลงการณ์ฉบับนั้นเลย พันธมิตรและผู้สนับสนุนมีความเห็นโดยสรุปคือ การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นให้ใช้เส้นสันปันน้ำตลอดแนว ซึ่งหมายความว่าตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบปราสาท รวมทั้งพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นล้วนเป็นของไทย พันธมิตรและผู้สนับสนุนเห็นว่าคำพิพากษาศาลโลกมีผลต่อตัวปราสาทเท่านั้น ไม่มีผลต่อพื้นที่โดยรอบปราสาท ซึ่งพวกเขาเห็นว่ายังเป็นของไทย ในส่วนคำพิพากษาของศาลโลก พวกเขาก็ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงสงวนสิทธิที่จะคัดค้านคำพิพากษานี้อยู่ โดยความหมายแล้วก็คือ “พวกเขา” ถ้าไม่ใช่ทั้งหมดก็คงเป็นหลายส่วน ยังเห็นว่าแม้ตัวปราสาทเองก็ยังเป็นของไทยอยู่ พันธมิตรและผู้สนับสนุนประกาศจุดยืนชัดเจนคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการจัดทำแผนบริหารจัดการ พวกเขายังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ปี2543 เสีย พร้อมๆกับเสนอให้รับบาลไทยใช้กำลังทหารขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรออกไป พร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยสรุปก็คือ ให้ยกเลิกการแก้ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนโดยการเจรจาหารือ แล้วให้หันมาใช้กำลังทหารเข้าจัดการนั่นเอง สำหรับนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นั้น เห็นว่าศาลโลกพิพากษาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ประเทศไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านอยู่ ยังไม่เคยยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก คุณอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในสภาขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่า เราใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนยกเว้น “ตัวปราสาท” ซึ่งก็ได้มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์บางคน ได้ช่วยขยายความเพิ่มเติมว่า พวกเขาเห็นว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา นอกจากนั้นอย่าว่าแต่พื้นที่รอบๆปราสาทเลย แม้แต่พื้นที่ใต้ปราสาทก็เป็นของไทยทั้งสิ้น เมื่อคุณอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯแล้วได้ยืนยันความเห็นนี้ในโอกาสต่างๆรวมทั้งในการอภิปราย หรือชี้แจงร่วมกับพันธมิตรเมื่อไม่กี่วันมานี้ คุณอภิสิทธิ์ก็ยังย้ำอย่างหนักแน่นว่า สิ่งที่เขาพูดไว้ในขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถึงวันนี้ก็ยังยืนยันเหมือนเดิม ไม่มีใครไปถามย้ำว่าหมายถึงคุณอภิสิทธิ์ยังคงเห็นว่า พื้นที่ใต้ปราสาทเป็นของไทยใช่หรือไม่ แต่ถึงแม้คุณอภิสิทธิ์จะไม่พูดเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจน ใครที่ติดตามการใช้ตรรกะ เหตุผลของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์เองยังคงยืนยันว่าพื้นที่ใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทยด้วย โดยรวมๆแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์กับพันธมิตรมีความเห็นต่อกรณีปราสาทพระวิหารใกล้เคียงกันมาก จุดต่างที่สำคัญตอนนี้ก็คือ ในขณะที่พันธมิตรเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ปี 2543 แต่นายกฯอภิสิทธิ์กลับเห็นว่า MOU ปี 2543 นี้เป็นประโยชน์และควรคงไว้ต่อไป การใช้เวลาทางทีวี 3 ชั่วโมงของรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรเพื่ออภิปราย หรือควรจะใช้คำว่าร่วมกันชี้แจงกรณีปราสาทพระวิหารนั้น ทำให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็น จุดยืนที่ใกล้เคียงกัน ประเด็นที่ยังแตกต่างกันมากก็คือ การยกเลิก MOU ปี 2543 เมื่อรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก MOU ปี 2543 เช่นนี้แล้วพันธมิตรจะชุมนุมกดดันรัฐบาลอีกหรือไม่ หรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไปก็ไม่มีใครทราบ เข้าใจว่าอย่างน้อยในระหว่างที่ยังมีการหาเสียงเลือกตั้งสก. สข.กันอยู่ พันธมิตรคงไม่หยุดการเคลื่อนไหวไปง่ายๆ เพราะการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ดูจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพันธมิตรเองและต่อการหาเสียงของพรรคการเมืองใหม่อยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่ความต่างระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับความเหมือนกัน หรือสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงกัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นสาเหตุทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ โดยไม่เป็นประโยชน์กับใคร โดยเฉพาะไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยแต่อย่างใดเลย ถ้าจะทำความเข้าใจว่าเราจะเอาอย่างไรกันดีกับกรณีปราสาทพระวิหารและเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมาและรายละเอียดข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น เราอาจต้องตั้งคำถามใหญ่ๆ มากๆ เสียก่อนว่า ประเทศไทยเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร เราจะอยู่อย่างไรในเอเชีย จะเอาอย่างไรกับอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน และกัมพูชา ในยุคปัจจุบันการเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ อยู่ร่วมในกระบวนการโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การคบหาสมาคมกับมิตรประเทศ สร้างสรรค์พัฒนาร่วมกันในเวทีโลก เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นอย่างยิ่ง ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของโลก เอเชียกำลังเป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะกำลังมีศักยภาพในการฟื้นตัว กระทั่งเป็นกำลังสำคัญในการฉุดให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย ประเทศไทยเคยมีบทบาทริเริ่มหลายๆอย่างในเอเชีย จนเป็นที่ยอมรับและทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศต่างๆในเอเชียมาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะลดบทบาท หรือทำลายศักยภาพของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกที ที่ผ่านมาประเทศต่างๆในอาเซียนพยายามผลักดันให้มีการกระชับความสัมพันธ์ภายในอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น และไทยก็เคยถูกมองว่าจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการพัฒนาอาเซียนให้ก้าวหน้าไป อาจต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าอาเซียนจะพัฒนาไปถึงจุดที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับยุโรป แต่ความคิดที่ต้องการขับเคลื่อนอาเซียนไปในทิศทางนั้นก็นับว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน คงต้องเริ่มจากความคิดพื้นฐานง่ายๆว่า การเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกจากนี้การอยู่ใกล้กันหรือติดกัน เมื่อประเทศหนึ่งมีปัญหา ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันยิ่งมีความจำเป็น สิ่งที่ควรทำก็คือจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้แน่น เพิ่มบทบาทการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน มีบทบาทในเอเชียร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ร่วมในกระบวนการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ประเทศต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงและพยายามลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ เมื่อมามองปัญหากรณีปราสาทพระวิหาร เราก็ควรเริ่มจากวิสัยทัศน์พื้นฐานอย่างนี้ อะไรที่เป็นการสวนทางกับวิสัยทัศน์อย่างนี้จึงไม่ควรทำ และต้องหาทางระงับยับยั้งเสีย กรณีปราสาทเขาพระวิหาร (2) เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่มีข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาอาจจะนำเรื่องพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารเสนอไปยังอาเซียนและสหประชาชาติ รัฐบาลไทยนำโดยนายกฯอภิสิทธิ์ได้แสดงความเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแก่สหประชาชาติ แต่มาสัปดาห์นี้ท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์และรัฐบาลดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือบอกว่าไม่ต้องการให้เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาหารือที่มีประเทศที่ 3 หรือองค์กรระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ต้องการให้เป็นทางออกโดย 2 ประเทศคู่กรณี คือไทยและกัมพูชาเท่านั้น มีเสียงประสานจากนายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ที่เคยทำงานเรื่องนี้มานาน บ่นเสียดายที่รัฐบาลมีมติบอกเลิกบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ในอ่าวไทย และยืนยันประโยชน์ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าว รวมทั้งบันทึกข้อตกลงปี 2543 พร้อมกับการอธิบายว่ากว่า 2 ประเทศจะมาถึงจุดที่สามารถมีบันทึกข้อตกลงร่วมว่าจะหาทางออกด้วยการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศได้นั้นต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี และต้องผ่านการพิพาท ขัดแย้ง หรือแม้กระทั่งปะทะกันด้วยกำลังอาวุธมาแล้ว ท่านยังได้ย้ำว่าทางออกสำหรับกรณีปราสาทพระวิหารและกรณีขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็คือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่มีอยู่แล้วนี้เอง ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อเสนอจากบางฝ่ายให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงปี 2543 บ้าง ให้ใช้มาตรการเชิงรุกบ้าง หรือกระทั่งให้ใช้กำลังผลักดันประชาชนและอาคารทรัพย์สินต่างๆของกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรเสีย ที่เลยเถิดไปกว่านั้นคือ ถึงขั้นเสนอให้ทวงปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทยเลยก็มี พร้อมกันนั้นก็มีข่าวการเตรียมพร้อมบ้าง เพิ่มกำลังหรือถอนกำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือของทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นประจำ มีการพูดถึงความเสี่ยงที่ 2 ประเทศจะปะทะกันด้วยกำลังอาวุธบ่อยขึ้น ในขณะที่การปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคุณประสงค์ สุ่นศิริ ก็ได้เสนอให้ทหารไทยกระชับพื้นที่ ผลักดันคนกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยไม่ต้องรอฟังคำสั่งของรัฐบาลไทย ถ้าหากมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารจะมีผลดีหรือไม่ดีกับไทยอย่างไร ถ้ามีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียนหรือสหประชาชาติจะมีผลดีหรือไม่มีกับไทยอย่างไร สองเรื่องนี้สัมพันธ์กันเสียด้วย คือถ้ามีการสู้รบกันเกิดขึ้น โอกาสที่เรื่องนี้จะไปสู่การพิจารณาของที่ประชุมใดที่ประชุมหนึ่งของสหประชาชาติก็จะมีสูงขึ้นทันที ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปถึงขั้นนั้น ผู้ที่จะเสียเปรียบอย่างมากก็คือ ประเทศไทย ต้องย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือการเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในการเจรจา การที่รัฐบาลไทยมีมติให้ยกเลิกข้อตกลงว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ในอ่าวไทย หรือความคิดที่มีการเสนอให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงปี 2543 ล้วนเป็นความคิดที่มีแต่จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศไทยทั้งสิ้น หากมีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาท รวมทั้งเรื่องเขตแดน เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนหรือสหประชาชาติ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ไทยจะสูญเสียดินแดนอย่างเป็นทางการ ทั้งบริเวณปราสาทและพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ดีไม่ดี ถ้ามีการยกเรื่องเขตแดนขึ้นมาพิจารณา ไทยเราอาจเสียดินแดนมากกว่านั้นอีกด้วยก็ได้ ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตร พยายามจะทำให้คนเข้าใจเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นที่มีคำพิพากษาของศาลโลกให้ตกเป็นของกัมพูชา ซึ่งในข้อนี้นายกฯอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในสภาฯไว้ว่า รัฐบาลไทยยังสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านเรื่องนี้ ไม่เคยสละสิทธิ์นี้ไป พวกเขายังไปไกลกว่านี้ถึงขั้นแสดงความเห็นให้คนเข้าใจว่าตัวปราสาทเท่านั้นที่ตกเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่ใต้ปราสาทยังเป็นของไทย เหมือนปราสาทพระวิหารจู่ๆก็ลอยมาตกในเขตแดนของไทย แต่ถ้าเราพิจารณาเรื่องนี้โดยไม่บิดเบือน หรือไม่แกล้งทำเป็นไม่รับรู้ข้อเท็จจริง เราก็จะพบว่าศาลโลกได้พิพากษาไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 แล้วว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และยังมีมติด้วยว่าให้ฝ่ายไทยถอนกำลังและผู้ดูแลออกจากปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชาด้วย คำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 ได้มีผลไปแล้ว คือการที่รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น โดยได้ถอนกำลังทหารออกจากปราสาทประวิหารและบริเวณใกล้เคียงมาแล้ว แม้ต่อมาจนถึงปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงทางวิชาการ ไม่เป็นที่ยุติว่าคำพิพากษาของศาลโลก ได้รับรองแผนที่ที่กัมพูชาอ้างว่าถูกต้องแล้วหรือไม่ และมีสถานะทางกฎหมายเพียงใดแน่ก็ตาม แต่ถ้าเรื่องนี้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมองค์การระหว่างประเทศเมื่อไร ประเทศไทยย่อมเสียเปรียบกัมพูชาอย่างแน่นอน ปัญหาที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไปก็คือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใครและเส้นเขตแดนที่ถูกอยู่ตรงไหน การจะตอบคำถามนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถามต่อไปว่า การที่ศาลโลกพิจารณาว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชานั้น ศาลโลกใช้เส้นใดเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา คำตอบที่ปรากฏในคำพิพากษาก็คือ เส้นเขตแดนที่ปรากฏใน ภาคผนวก 1 ที่กัมพูชานำมาอ้าง ถ้ามีการตัดสินอย่างเป็นทางการว่า นั่นเป็นเส้นเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศเมื่อใด ก็หมายความว่าไทยเราจะเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรอย่างเป็นทางการทันที ผู้ที่ได้โต้แย้งไม่ยอมรับเรื่องนี้ เช่น พวกพันธมิตรก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องยอมรับความเห็นของที่ประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของใคร รวมทั้งสหประชาชาติด้วย พร้อมกับอาจจะเสนอให้ฝ่ายไทยใช้กำลังทหารเข้าผลักดันประชาชนและทรัพย์สินของชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นเสีย เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว พวกนั้นบางคนก็ไปไกลถึงขั้นอาจเสนอให้ฝ่ายไทยยึดปราสาทพระวิหารมาเป็นของไทยเสียเลยด้วย หากมีการใช้กำลังทหารเข้าจัดการแก้ปัญหา ก็จะยิ่งเป็นเหตุผลให้นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก เรียกว่ามีแต่เสียกับเสียสำหรับฝ่ายไทย ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ หันกลับมาใช้การเจรจาหารือระหว่าง 2 ประเทศ โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงที่เคยมีมาแล้วเป็นพื้นฐานเงื่อนไขในการเจรจา หลีกเลี่ยงการที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมหารือในที่ประชุมองค์กรระหว่างประเทศใดๆ เพื่อจะให้การหาทางออกในเรื่องนี้เป็นไปได้ และยังเกิดผลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ ทั้งรัฐบาลไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรจะต้องหยุดความพยายามที่จะปลุกกระแสชาตินิยมคลั่งชาติ หยุดการบิดเบือนข้อเท็จจริงและการเคลื่อนไหวใดๆที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างที่ทำมาตลอดเสียที
http://chaturon.posterous.com/
การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน จริงๆแล้วก็คือการช่วยเหลือตัวเราด้วยนั่นเอง
ที่นายกฯอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตร พยายามอธิบายว่าเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่รอบตัวปราสาทหรือแม้แต่พื้นที่ใต้ปราสาทเอง ล้วนเป็นของไทย จึงเป็นการจงใจแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ข้อเท็จจริงเพื่อหวังที่จะปลุกความคิดชาตินิยมแบบคลั่งชาติขึ้นมา โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดผลเสียหายตามมามากน้อยเพียงใด
สำหรับปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใคร และเส้นเขตแดนระหว่างประเทศอยู่ตรงไหนกันแน่นั้น หากพิจารณาคำพิพากษาของศาลโลกก็จะพบว่า แม้ว่าศาลโลกจะไม่ได้ชี้ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของใคร แต่ศาลโลกก็ได้มีคำพิจารณาชี้ขาดไว้ว่า เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในเขตพิพาทในบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็นเขตที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม ที่เรียกกันว่าภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา
ไม่ใช่เส้นสันปันน้ำที่ฝ่ายไทยยกขึ้นต่อสู้ในสมัยนั้น หรือที่พยายามยกมาอ้างกันในขณะนี้
การพิจารณาขององค์การระหว่างประเทศใดๆก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นการย้อนไปดูคำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะสามารถแก้คำพิพากษาเสียใหม่ว่า ปราสาทพระวิหารไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของกัมพูชาแต่อยู่ในเขตไทย
ในการพิจารณาของศาลโลกในครั้งนั้น เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ร้องให้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน แต่ร้องว่าปราสาทอยู่ในเขตแดนของใคร ศาลจึงไม่ได้ตัดสินเรื่องของเขตแดนโดยตรง แต่ในการจะต้องตัดสินว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของใคร ศาลย่อมต้องพิจารณาว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ซึ่งปรากฏในคำพิพากษาว่าศาลไม่ถือเอาเส้นสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน แต่ถือเอาเส้นเขตแดนตามที่กัมพูชาเสนอ
