WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 20, 2010

ไทยพาวิลเลี่ยน

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไปเซี่ยงไฮ้..มา..บอกได้คำเดียวว่า..อิจฉา

ประเทศที่เคยมากไปด้วยปัญหาและท่วมท้นไปด้วยความยากจน..วันนี้ไม่มีร่องรอยให้หลงเหลือ..เคยไปมาแล้วเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่าน แต่วันนี้..ไม่ใช่..

แต่ละพาวิลเลี่ยน..ประชาชนคนจีนแห่แหนกันเข้าไป..รอกันเป็นชั่วโมงเพื่อจะได้ดูแค่ 20 นาที

อย่างไทยพาวิลเลี่ยน..วันนี้ต้องยอมรับว่า..สามารถแก้หน้าเรื่องขายหน้า..ของเอ็กซ์โปที่เมืองญี่ปุ่น..ได้อย่างเด็ดขาด..

เนื้อที่ก็ไม่ใหญ่โต..งบประมาณก็จำกัดจำเขี่ย..แต่คนจีนแห่กันมาจองยาวเหยียดทุกวัน..จนได้รับการยอมรับว่า อยู่ในอันดับต้นๆ ของจำนวนคนดูคนชม..

รูปแบบเรือนร่างนั้น..ได้เปรียบที่ขึ้นกล้อง..ทุกมุมมองจึงเป็นหลังฉากของกลุ่มคนจีนที่มายืนเก็บภาพ
ส่วนข้างใน..ก็เป็นไปอย่างได้ความรู้สึก..ถึงจะไม่วิเศษหรูหรา..แต่ก็ให้ความเป็นไทยที่ใครๆ เห็นแล้วก็อยากจะมาท่องมาเที่ยว..เสียดายอย่างเดียว..สิ่งดีๆ ที่นำไปเสนอในไทยพาวิลเลี่ยนนั้น..มันกำลังไม่มีอยู่ในประเทศไทย

มันเคยอยู่แต่มันกำลังจากไป

เพราะ..เจอใคร..ใครก็ถาม..ถามกันว่า บ้านเมืองไทยจะเป็นอย่างไร..เขาถามมาแล้วเราก็ตอบไม่ได้..ไม่มีใครตอบได้..นี่คือคนไทยวันนี้

คนไทยที่ไม่รู้ว่า..วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

เราเอาไทยพาวิลเลี่ยนไปเชิญชวนเขามา..แล้วเราก็ให้ประเทศไทยผลักไสเขาออกไป..ด้วยวิกฤติการณ์ต่างๆ ด้วยสงครามระหว่างประชาชนกับประชาชน..

เห็นเขาแล้วมองเรา

ตอบได้คำเดียวว่า...เศร้า..

เอาแค่วันกลับด้วยการบินไทย..เพราะบินไปไม่ตรงเวลา..กว่าจะบินขึ้นมาได้ก็เสียเวลารอในเครื่องไปเกือบ 2 โมง..เพราะสนามบินในระหว่างมีเทศกาล..ย่อมไม่ว่างสำหรับ..เครื่องที่ควบคุมเวลาไม่ได้

ใครยังไม่ได้ไป..ตัดใจบินไปดูเถิด..ดูรัฐบาลดีๆ เขาบริหารประเทศกัน..แล้วมาช่วยกันมาเปลี่ยนประเทศไทย

เดิมพันงบประมาณ เดิมพันรถเมล์ 4 พันคัน

ที่มา บางกอกทูเดย์



ออกอาการร้อนรนไปตามๆกัน เมื่อเจอวาทะทิ่มตรงกลางใจของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่วิจารณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ยอมให้โครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคันผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเขตเลือกตั้งจากเขตใหญ่เป็นเขตเดียวเบอร์เดียวด้วย
ถ้าเป็นสถานการณ์ที่อยู่ในช่วงฮันนีมูนทางการเมือง ประโยคคำพูดของสารวัตรเหลิม ก็คงไม่ทำให้ออกอาการกันอย่างนี้

แต่เมื่อมาเป็นคำพูดที่ออกมาในช่วงน้ำผึ้งขม ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำพรรครัฐบาล กับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ค่อยจะหวานชื่นเท่าไรแล้ว โดยเฉพาะระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย
เลยทำให้สะดุ้งโหยงกันเป็นธรรมดา

กรณีรถเมล์เช่า 4,000 คัน ในราคาแพงระยับ ก็รู้กันอยู่ว่าประชาธิปัตย์ค้านหัวชนฝามาตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน จะให้ก้มลงกลืนน้ำลายที่คายอยู่บนพื้นโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยนั้น มันก็คงจะเกินไป... ทำให้โครงการนี้ชักตื้นติดกึก ชักลึกติดกัก มาตลอด

กลายเป็นบาดแผลทางใจที่แม้แต่อ้อมกอด และรอยยิ้มระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับเนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ ซีอีโอ ตัวจริงเสียงจริงของภูมิใจไทย ยังช่วยสมานไม่ได้สนิท
ฉะนั้นเมื่อสารวัตรเหลิมมาพูดตรงๆ ฝ่ายที่ระแวงกันอยู่แล้ว ก็ยากจะนิ่งเฉย

ทำให้ทั้งนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง จึงต้องออกมาแก้ต่างชนิดที่ตรงกันราวกับเตี้ยมกันมาล่วงหน้า ว่า สารวัตรเฉลิม ไม่เคยทำนายอะไรถูกเลย

นายสุชาติ ถึงขนาดกล้าฟันธงในเรื่องรถเมล์เช่าราคาแพงระยับว่า ร.ต.อ.เฉลิมทำนายผิดแน่นอน

“เรามีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถชี้แจงได้ สิ่งที่ ครม.สงสัยมาก็สามารถชี้แจงได้หมด สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้เคลียร์ เพราะเรื่องของโครงการไม่เกี่ยวกับเรื่องราคา แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเออร์รี่รีไทร์ ที่เราสามารถชี้แจงได้หรือไม่ หากได้ก็ถือว่าเคลียร์ ไม่น่ามีปัญหา”

แถมนายสุชาติยังเชื่อมั่นว่า ที่มีการมองกันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยื้อโครงการดังกล่าวไว้เพื่อต่อรองทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยนั้น คงไม่มีอะไรที่ต่อรองกัน ไม่จำเป็นต้องต่อรอง

สอดรับกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเป็นปกติ ไม่มีปัญหาและพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้รักษากฎเกณฑ์ กติกาทุกอย่างที่ทำต้องทำด้วยเหตุผล

ก็คงต้องมาลุ้นกันว่า หลังจากวัดใจกัน ช่วยกันลากให้งบประมาณปี 54 สามารถผ่านการอนุมัติไปได้แล้ว จะมีการอนุมัติโครงการรถเมล์เช่า 4,000 คันให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นรางวัลตอบแทนหรือไม่นั้น

หรือว่าจะดึงเกมลากยาวไปจนเลือกตั้งปีหน้าโน่นเลย???
พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทยนั่นแหละลุ้นระทึกมากที่สุด
ส่วนสารวัตรเหลิม ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ช่าง แต่ตอนนี้อมยิ้มไปเรียบร้อยแล้ว

เหยื่อม็อบ-พ.ร.บ.งบฯ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




หากมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ยุ่งเหยิงนองเลือดเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา
การที่รัฐบาลนายกฯมาร์ค ยังนั่งเป็นรัฐบาล
และยังมีโอกาสนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 เข้าสภาได้
ถือว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ธรรมดา

ก็อย่างที่วงสนทนาตามเว็บต่างๆ เขาสรรเสริญเยินยอว่า น้ามาร์คเขาเส้นใหญ่จริง

ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่มีผู้คนล้มตายมากมายเท่านั้น หากเอาผลงานการบริหาร
หรือสภาพปัญหาบ้านเมืองที่ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นตัวตั้ง การที่นายกฯมาร์คอยู่ได้ถึงวันนี้
ยิ่งต้องบอกว่า นอกจากเส้นใหญ่แล้ว ยังมีหลายเส้นอีกต่างหาก

งบประมาณเที่ยวนี้ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท นับว่ามากมหาศาล
ถ้ามีนโยบายดีๆ มีวิธีการใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ
จะทำให้ผู้คนที่ยากจนลืมตาอ้าปากได้เป็นหลายล้านคน

ก็คงจะเป็นอย่างที่มีส.ส.อภิปรายในสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า
รัฐบาลนี้มีเงินให้ถลุงมากมาย งบประมาณปี 2553 นั่นก็ไม่น้อย
แต่กลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน คนจนยังจนอยู่ ตัวเลขการก่อหนี้สูงลิ่ว

นี่ยังไม่พูดถึงการเบิกจ่ายใช้งบฯ กันอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก
เพราะความเป็นรัฐบาลผสม งบหลวงมาจากภาษีอากรประชาชนแท้ๆ

แต่เวลาใช้จ่ายกลายเป็นเรื่องทางใครทางมัน กระทรวงใครกระทรวงมัน

ที่สำคัญปัญหาหลายๆ อย่าง ไม่ได้รับการแก้ไข อย่างปัญหาไฟใต้
ปัญหาความแตกแยกในสังคมที่นับวันยิ่งเลวร้าย

ที่น่าสังเกตก็คือ
การพิจารณางบประมาณในครั้งนี้ ส.ส.ฝ่ายค้านนำเอาเหตุการณ์สลายม็อบมาพูดในสภา
ทำให้เกิดการประท้วงกันวุ่นวาย นายกฯ เองก็ต้องลุกขึ้นมาชี้แจง

มองเผินๆ ก็เหมือนกับน่าเบื่อหน่าย เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่
แต่ความจริงการสลายม็อบยังไม่ใช่เรื่องเก่า

เหยื่อของเหตุการณ์ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลอย่างจริงจัง

กรรมการ 3-4 ชุดที่ตั้งขึ้นจากเลือดเนื้อชีวิตของเหยื่อเหล่านี้
มีงบให้ใช้สบายมือหลายร้อยล้าน แต่เหยื่อตัวจริง กลับกลายเป็น "เรื่องเก่า"
ที่พูดเมื่อไหร่ ก็ต้องมีส.ส.รัฐบาลลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อนั้น

ในอดีต วิธีการทำให้เหยื่อกลายเป็นคนที่ถูกลืมอาจจะได้ผล แต่ไม่ใช่ในยุคนี้แน่นอน

นายกฯมาร์ค อายุยังไม่เท่าไหร่
ช่วงชีวิตที่เหลือจะต้องโดนหลอนจาก "ลูกหนี้" ไปตลอด ถ้าไม่ยอมชดใช้

เส้นใหญ่ขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้ตลอดแน่นอน

"ฮาร์วาร์ด" ซิวแชมป์มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก "ไทย" ชวดไม่ติด 500 อันดับแรก

ที่มา มติชน


แอนเนนเบิร์ก ฮอลล์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า
รายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกประจำปี 2010 (ARWU) ระบุว่า
มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ยังคงครองแชมป์มหาวิทยาลัยของโลก เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน
ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ
แต่ก็แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยของจีนกำลังปรับตัวดีขึ้น

รายงาน ARWU ซึ่งมีการเผยแพร่
โดยศูนย์การประเมินมหาวิทยาลัยระดับโลกของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียว ถง
นับตั้งแต่ปี 2003 ระบุว่า สหรัฐฯ มีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกมากที่สุด
โดยมีมหาวิทยาลัย 8 แห่ง ติดอันดับท็อปเท็น และอีก 54 แห่ง อยู่ใน 100 อันดับแรก

มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ติด 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยโลก
นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์,
สแตนฟอร์ด, สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ตต์, สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย,
พรินซ์ตัน, โคลัมเบีย และชิคาโก ส่วนมหาวิทยาลัยเยล อยู่ในอันดับที่ 11

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

มหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ติดอันดับที่ดีที่สุดคือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ซึ่งหล่นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 5 ในปีนี้
และอ็อกซ์ฟอร์ดยังคงครองอันดับ 10
ขณะที่โดยรวมแล้วมหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ติดอันดับ 500 อันดับแรกของโลก
มีจำนวนลดลงมาอยู่ที่ 38 แห่ง จากเดิม 40 แห่ง

แต่จากการจัดอันดับดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า
มหาวิทยาลัยในเอเชียได้ติดอันดับโลกมากขึ้น โดยมีมหาวิทยาลัย 106 แห่ง
จากภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 500 อันดับแรก

ขณะที่วิธีการจัดอันดับยังคงเหมือนเดิมนั้น
มหาวิทยาลัยของจีนที่อยู่ในกลุ่ม 500 อันดับแรก
ก็มีจำนวนสูงถึง 34 แห่งในปีนี้ ซึ่งมากกว่าเดิม 2 เท่าจากปี 2004
ซึ่งมีเพียงแค่ 16 แห่ง มหาวิทยาลัยเจียวถง ระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง

มหาวิทยาลัยของจีนที่อยู่ใน 200 อันดับแรก ได้รวมถึง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง,
ซิงหัว และมหาวิทยาลัยไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ฮ่องกง

โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ก็ติดใน 200 อันดับด้วย

ทั้งนี้ ARWU ได้ใช้ปัจจัยชี้วัด 6 ประการ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก
ซึ่งรวมถึง จำนวนศิษย์เก่า และบุคลากรที่ได้รับรางวัลโนเบล,
จำนวนนักวิจัยที่มีชื่อเสียง, จำนวนบทความที่มีการเผยแพร่
และได้รับการระบุถึงในวารสารชั้นนำ
และผลการเรียนต่อคนเทียบกับขนาดของมหาวิทยาลัย

การจัดอันดับดังกล่าว
ซึ่งมีการประเมินมหาวิทยาลัยกว่า 1,000 แห่งในแต่ละปีนั้น
จะให้ความสนใจอย่างมากต่อความสำเร็จในการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์


บก.ลายจุด เตรียมจัด “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” ย้ำ “เราไม่ลืม”

ที่มา ประชาไท

กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงผูกผ้าแดงราชประสงค์ 19 ก.ย.ชวนเสื้อแดงทั่วโลกใส่เสื้อสีแดงรำลึกครบรอบ “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” บอกรัฐบาลว่า “เราไม่ลืม”



19 ส.ค.53 เวลา 11.30 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้ริเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง พร้อมกับสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นำผ้าแดงมาผูกที่เสาของป้ายแยกราชประสงค์และร่วมกันปักกุหลาบแดง และชูป้าย “พบกัน 19 ก.ย.ราชประสงค์”

นายสมบัติกล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 19 ก.ย.2553 ตรงกับวันอาทิตย์และตรงกับวาระ “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจึงเตรียมจัดกิจกรรม “แดงอะราวด์เดอะเวิลด์” โดยเชิญชวนคนเสื้อแดงทั่วโลกใส่เสื้อสีแดงและร่วมกันออกแบบกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงในวันดังกล่าว

ส่วนกิจกรรมในวันที่ 19 ก.ย.ที่กรุงเทพฯ นายสมบัติกล่าวว่า จะจัดขบวนจักรยานปั่นจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ตระเวนไปรอบบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ปราบปรามประชาชน และขบวนจักรยานจะมาหยุดที่แยกราชประสงค์ในเวลา 17.00 น. จากนั้นจะเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง จึงขอเชิญชวนคนเสื้อแดงร่วมรำลึกเหตุการณ์ทั้งสองในวันที่ 19 ก.ย.นี้ และเชิญชวนคนเสื้อแดงสวมเสื้อสีแดงพร้อมกันทั่วประเทศ และสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาร่วมกิจกรรมที่ราชประสงค์ นายสมบัติได้ขอให้นำเทียนสีแดงและผ้าแดงมาด้วย

“เรานัดหมายให้คนกลับมาที่ราชประสงค์ เพื่อมารำลึกและมาถามหาความเป็นธรรมในสังคม รัฐบาลอาจจะแกล้งลืมหรือพยายามทำให้ประชาชนลืม แต่เราจะบอกว่าเราไม่ลืม ทุกเดือนเราจะมาที่นี่” นายสมบัติกล่าว

หลังจากนั้น นายสมบัติและสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงได้ร่วมกันเก็บผ้าแดงและดอกกุหลาบแดงออกจากแยกราชประสงค์ โดยนายสมบัติกล่าวว่าไม่อยากให้เป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับไป

อนึ่งในตอนสายของวันเดียวกัน มีการจัดพิธีทำบุญให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค.ที่วัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน มีการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ผู้ที่มาทำบุญรับประทานทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาร่วมกันทำบุญเป็นจำนวนมาก

"ศปช."เผยตัวเลข 168 เสื้อแดง โดนจับใน 5 จังหวัดอีสาน (2/2)

ที่มา ประชาไท

ตอน จบ

ภาพรวมสถานการณ์การจับกุมดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมของ นปช.
ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประมวลกฎหมายอาญา
ในพื้นที่ภาคอีสาน 5 จังหวัด (อุบลราชธานี ขอนแก่น มุกดาหาร อุดรธานี และมหาสารคาม) [1]
1. จ.อุบลราชธานี รวม 60 คน (ชาย 53 คน หญิง 7 คน)
ข้อหา: กระทำความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก ก่อให้เกิดความวุ่นวาย บุกรุก วางเพลิงเผาทรัพย์ มั่วสุม ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีการแจ้งข้อหาเพิ่มจากดีเอสไอ 19 ราย เป็นข้อหาก่อการร้าย 1 ราย และสนับสนุนก่อการร้ายอีก 18 ราย
สถานะทางคดี: ผู้ต้องหาบางรายได้รับประกันชั่วคราว (ไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ ณ ขณะนี้) ขณะที่บางราย (5 ราย) ขาดหลักทรัพย์ประกันตัว ส่วนผู้ต้องหาข้อหาวางเพลิงไม่มีใครได้รับอนุญาตประกันตัว
2. จ. ขอนแก่น รวม 14 คน (ชาย 8 คน หญิง 2 คน)
ข้อหา: วางเพลิง/ร่วมกันวางเพลิงและเผาทรัพย์ บุกรุกสถานที่ราชการ มีอาวุธปืนในครอบครอง ประทุษร้ายเจ้าพนักงาน หนีการจับกุม
สถานะทางคดี: ขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งที่ทราบว่าคดีของตนอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี ผู้ถูกจับกุม 6 ราย เคยขอยื่นประกันตัวแล้ว ในจำนวนนี้มี 1 ราย เท่านั้นที่ได้รับการประกันตัวแล้ว และมี 1 ราย เคยยื่นขอประกันตัว 2 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการประกันตัว ผู้ถูกจับกุมอีก 4 ราย ไม่เคยยื่นขอประกันตัว ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 รายที่ให้ข้อมูลว่าเป็นเพราะไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว
หมายเหตุ: ผู้ถูกจับกุม 1 ราย ได้รับการประกันตัวแล้ว ยังไม่มีข้อมูลด้านคดี
3. จ. มหาสารคาม รวม 12 คน (ชายทั้งหมด)
ข้อหา: วางเพลิง ออกนอกเคหะสถาน (ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) มีอาวุธ (มีกรณีผู้ต้องหารายหนึ่งมีเสื้อกันกระสุนโดยไม่มีใบอนุญาต)
สถานะทางคดี: ทั้งหมดอยู่ระหว่างการฝากขังและสอบสวน
หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 12 ก.ค.53
4. จ. มุกดาหาร รวม 28 คน (ชาย 27 คน หญิง 1 คน)
ข้อหา: วางเพลิงเผาศาลากลางและบุกรุกสถานที่ราชการ
สถานะทางคดี: อยู่ระหว่างสอบสวน (17 รายฝากขังครั้งที่ 5) และส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการฝากขัง จำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างทยอยส่งฟ้อง ผู้ต้องหาบางรายไม่มีทนาย หรือสับสนว่ามีทนายหรือไม่ และ 10 รายระบุว่าต้องการความช่วยเหลือทางคดี ด้านการประกันตัว ผู้ต้องหาคดีบุกรุกเคหะสถานจำนวน 8 รายได้รับการประกันตัว ในขณะที่คดีเผาศาลากลางไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ประกันตัว
5. จ. อุดรธานี รวม 54 คน
ข้อหา: พยายามวางเพลิง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
สถานะทางคดี: ยกเว้น 3 ราย (ดีเจวิทยุชุมชน) ถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน และ 1 ปี 6 เดือน (ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ปลุกระดมให้คนมาชุมนุม) และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี ปล่อยออกมา 29 คนเนื่องจากครบกำหนดผลัดฟ้องและเป็นข้อหาเบา (ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ชุมนุมเกิน 5 คน) ทยอยส่งฟ้องคดีเผาสถานที่ราชการ ถูกฟ้องคดีเผาศาลากลาง 11 คน เผาที่ว่าการอำเภอ 15 คน หรืออยู่ระหว่างสอบสวน
หมายเหตุ: ตัวเลขของผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่ใช่ผู้ที่ออกหมายจับทั้งหมด
000
สภาพปัญหา
1. การแจ้งข้อกล่าวหาและการออกหมายจับแบบเหวี่ยงแห
1.1 หลักฐานในการแจ้งจับไม่ชัดเจน
บางหมู่บ้านในจังหวัดอุบลราชธานี (เช่น อำเภอสว่างวีรวงศ์) ชาวบ้านจำนวนกว่าครึ่งถูกออกหมายจับ โดยหลักฐานที่ใช้เป็นเพียงภาพถ่ายซึ่งเห็นใบหน้าของผู้ถูกออกหมายจับไม่ชัดเจน บางรายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วนำรูปมาให้ชี้ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่รูปตนเองเลยต้องปล่อยตัว
ในจังหวัดอุดรราชธานี ผู้ถูกจับกุมข้อหาวางเพลิงเผาศาลากลางรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าขณะที่มีการชุมนุม เขาแวะไปดูเพราะอยากรู้ว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้าง จู่ๆพอมีการสลายชุมนุม “(ผม) ไม่รู้ทิศทางที่จะวิ่ง เพราะทหารตะโกนว่าใครไม่ได้ทำผิดอย่าหนี ก็เลยนั่งอยู่ที่เดิม”ก่อนถูกจับในที่สุด
1.2 ผู้ถูกออกหมายจับไม่ทราบว่าตนเองถูกออกหมาย
ในหลายจังหวัด ผู้ถูกออกหมายจับไม่ทราบว่าตนเองถูกออกหมายจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม บางรายไปร่วมชุมนุม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผาศาลากลางจังหวัด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำรูปถ่ายจากคนละเหตุการณ์มาเชื่อมโยงว่าเป็นเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัด หรือบางรายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมแต่อย่างใด แต่ในวันเกิดเหตุเข้าไปยืนสังเกตการณ์หรือถ่ายรูป บางรายแค่เดินผ่าน หรือมีรถของตนจอดอยู่บริเวณใกล้เคียงทำให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกออกหมายจับ

ชาวบ้านรายหนึ่งปรากฏในรูปถ่าย [2] ตามหมายจับของตำรวจข้อหาวางเพลิง ทั้งๆ ที่เขาพยายามห้ามไม่ให้วางเพลิง คล้ายกับกรณีจับกุมผู้ใหญ่บ้านที่ขอนแก่น ซึ่งระบุว่าตนเองไปในที่เกิดเหตุเพื่อห้ามผู้ชุมนุมไม่ให้วางเพลิงและเผาทำลายสถานที่ราชการ (ที่มา: มติชนออนไลน์)
2. การปฏิบัติไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รัฐขณะจับกุมและควบคุมตัว
2.1 ใช้กำลังทำร้ายขณะจับกุมและควบคุมตัว
ในจังหวัดมุกดาหาร ผู้ต้องหาทั้งหมด 16 รายที่อยู่ในที่ชุมนุมวันที่ 19 พฤษภาคม เล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายขณะสลายการชุมนุมและจับกุมตัวแม้ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวาง ยกตัวอย่าง ผู้ต้องหาชื่อนาย ก. เล่าว่าเขาไม่ได้ร่วมชุมนุมแต่ทราบว่ามีการเผาศาลากลางจึงมายืนดู เมื่อเห็นผู้ชุมนุมวิ่งหนีขณะมีการสลายการชุมนุม จึงวิ่งตามแต่ถูกตำรวจตีศีรษะแตกก่อนจะจับกุมตัวไว้ บางรายถูกตำรวจเตะด้วยร้องเท้าคอมแบตเลือดไหลออกจมูก และยังมีอาการเวียนศีรษะจนกระทั่งปัจจุบัน
นอกจากนั้นกรณีของจังหวัดเดียวกัน หลังการสลายชุมนุม ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดถูกนำตัวไปโรงพักก่อนจะถูกนำตัวกลับไปบริเวณศาลากลางอีกครั้งและถูกคุมขังอยู่ในรถขนผู้ต้องหา 2 คัน ทุกคนให้การว่าขณะถูกคุมขังอยู่บนรถ พวกเขาต้องฉี่ใส่ถุง จะได้รับอนุญาตให้เข้าห้องน้ำได้เฉพาะเวลาถ่ายหนัก และไม่ได้อาบน้ำตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน (จนกระทั่งวันที่ 21 พ.ค. เมื่อถูกย้ายมาฝากขังในเรือนจำกลางจังหวัด) การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจถือเป็นการทรมานและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกจับกุมอย่างชัดเจน
อีกจังหวัดผู้ถูกจับกุมรายหนึ่งซึ่งถูกจับกุมในวันที่ 19 พฤษภาคม ถูกเจ้าหน้าที่แต่งชุดทหารทำร้ายร่างกายหลังนำตัวผู้ถูกจับกุมไปยังด้านหลังศาลากลางจังหวัด แล้วลงมือซ้อม โดยถีบที่ใบหน้า 4-5 ครั้ง ระหว่างนั้นมีการเอาปืนหลายกระบอกและหลายชนิดจ่อหัว จนผู้ถูกจับกุมกรามขวาหักและหมดสติ
2.2 พูดจูงใจ/ขู่/ ใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพ
กรณีนาย ว. ผู้ต้องหาเล่าว่าถูกจูงใจให้รับสารภาพว่ามีส่วนร่วมในการเผาศาลากลางจังหวัดแห่งหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลว่าหากรับสารภาพจะได้รับโทษเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรับสารภาพกลับถูกขังและต้องคดีอาญา
หรือกรณีของนาย ส. เล่าว่าตำรวจบอกว่าหากไม่รับสารภาพว่าเผาศาลากลางจังหวัดแห่งหนึ่ง หรือชี้รูปอาจต้องติดคุกหลายสิบปี เขาจึงรับสารภาพแต่ไม่ได้ชี้รูปใคร และยังมีบางรายที่เล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพ[3]
ในอีกจังหวัด ผู้ต้องหารายหนึ่งเล่าว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงหมายจับก่อนจับกุม แต่กลับระบุในหนังสือลงนามรับทราบข้อกล่าวหาว่าได้แสดงหมายจับแล้ว เมื่อเขาทักท้วง เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า ได้แสดงหมายจับแล้ว เมื่อผู้ถูกจับกุมยืนยันอีกว่าไม่มีการแสดงหมายจับกลับถูกข่มขู่ว่า “จะเซ็นต์หรือไม่เซ็นต์ ในเมื่อเขาบอกว่าเอาให้ดูแล้ว เดี๋ยวกูจะคัดค้านมึงไม่ให้ประกันตัวเสียเลย” ผู้ถูกจับกุมเกรงจะไม่ได้รับการประกันตัว จึงยอมเซ็นชื่อในที่สุด
2.3 ยึดทรัพย์
ในทั้ง 5 จังหวัดมีการรายงานจากผู้ถูกจับกุมเกี่ยวกับการยึดทรัพย์โดยเจ้าหน้าที่รัฐขณะควบคุมตัว ยกตัวอย่างกรณีนาย ส. ถูกซ้อมจนสลบ เมื่อรู้สึกตัวก็พบว่าพระเครื่องของเขาหายไป บางรายถูกยึดทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ เสื้อแดง 1 ตัว หนังสือเดินทาง โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง กระเป๋าเงิน และกุญแจบ้าน 1 ดอก
3. สิทธิในการเข้าถึงทนายความ/ ปัญหาทนายความไม่เพียงพอ
มีทนายความท้องถิ่นเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำ 5 จังหวัด แต่ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ยังไม่มีทนายความและไม่รู้สถานะทางคดีของตน หลายรายเข้าใจว่าพวกเขายังอยู่ในระหว่างฝากขัง ในขณะที่ความเป็นจริงกำลังจะถูกสั่งฟ้องในอีกไม่กี่วัน ปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปัญหาจำนวนทนายความไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ที่ถูกจับกุม นอกจากนั้นผู้ต้องหาบางรายปฏิเสธความช่วยเหลือจากทนายความสิทธิมนุษยชนที่ไปจากส่วนกลางบางส่วนเนื่องจากความไม่ไว้วางใจในตัวบุคคลและองค์กร
ยกตัวอย่างในขอนแก่น ผู้ถูกจับกุมมีการแต่งตั้งทนายความแล้ว 2 ราย แต่รายหนึ่งเพิ่งได้พบทนายความของตนเพียงครั้งเดียวคือครั้งแรกที่ทนายความเดินทางมาเยี่ยม อีก 6 ราย ยังไม่มีการแต่งตั้งทนายความ ในจำนวนนี้มีผู้ถูกจับกุม 2 ราย ให้ข้อมูลว่า ไม่มีเงินจ้างทนายความ และผู้ถูกจับกุม 1 ราย ให้ข้อมูลว่า ไม่สามารถติดต่อใครได้ ในจำนวนนี้มี 9 ราย ต้องการความช่วยเหลือทางคดี
หมายเหตุ: ผู้ถูกจับกุม 1 ราย ได้รับการประกันตัวแล้ว ยังไม่มีข้อมูลด้านคดี
4. สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้รับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) เนื่องจากศาลเกรงว่าจะหลบหนี หรือกลับมาก่อเหตุไม่สงบ ในขณะที่ความเป็นจริงผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไม่ได้มีความพยายามหลบหนีการจับกุมใดๆตั้งแต่แรก แต่เป็นเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าพวกเขาโดนหมายจับของทางราชการจึงไม่ได้ไปมอบตัว หรือมีภาระทางครอบครัวที่ต้องดูแลเพราะเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่สามารถหนีไปไหนได้
นอกจากนั้น แม้บางกรณีในบางจังหวัดศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่ปัญหาหลักทรัพย์หรือเงินประกันสูง (ตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท) เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาที่มีฐานะยากจนไม่ได้รับการประกันตัว
5. สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ
สภาพในเรือนจำกลางของทั้ง 5 จังหวัดค่อนข้างแออัด ส่วนหนึ่งมาจากระเบียบเกี่ยวกับการสร้างอาคารห้ามไม่ให้สร้างสูงเกินรั้ว ทำให้เรือนจำหลายแห่งไม่สามารถขยายพื้นที่เพื่อรองรับนักโทษได้ หนึ่งในผู้ต้องหาอธิบายสภาพที่นอนในเรือนจำว่า “นอนเท่าหมอนกว้าง”
บางรายเล่าว่า “การถูกควบคุมตัวในเรือนจำนั้นมีความกดดันมากมาย เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ต้องขังคดียาเสพติด หรือคดีฆ่า อีกทั้งยังมีสายตาของผู้ต้องขังที่ไม่เคยรู้ข่าวคราว ข้อเท็จจริงภายนอก รับข่าวสารบิดเบือนจากรัฐบาลมาตลอด พวกเขามองว่าเราเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง เจ็บปวดมาก ผู้ถูกกล่าวหาหลายคนเริ่มมีอาการทางประสาท มีความหวาดระแวงและขาดความไว้วางใจซึ่งกันละกัน อีกทั้งการกินอยู่หลับนอนก็แออัดยัดเยียด อาหารผู้ต้องขังยิ่งไม่ต้องบรรยาย”
มีเพียงเรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้นที่สามารถแยกผู้ต้องหาชายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองออกจากผู้ต้องหาคดีอื่นๆ
6. ผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว
6.1 ขาดโอกาสศึกษาต่อและแบ่งเบาภาระครอบครัว
ยกตัวอย่างนักศึกษารายหนึ่ง เขาถูกทหารจับตัววันที่ 19 พ.ค. และตั้งข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป เขาเคยยื่นขอประกันตัวแต่ไม่ได้รับอนุญาตเพราะศาลเกรงว่าจะหลบหนี “ผมไม่ได้ทำผิดอะไร อยากออกไปดูแลพ่อแม่ซึ่งมีโรคประจำตัว และออกไปศึกษาต่อเพราะผมเพิ่งสอบติด”
6.2 ครอบครัวขาดเสาหลักในการทำมาหากินและที่พึ่งทางจิตใจ
ครอบครัวของผู้ต้องหาหลายรายได้รับผลกระทบจากการที่คนในครอบครัวของพวกเขาถูกจับกุม ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อรายได้ ชีวิตครอบครัว สูญเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทำลายสภาพจิตใจสมาชิกในครอบครัว หลายครอบครัวต้องอยู่อย่างลำบากเนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเสาหลักของครอบครัว
ยกตัวอย่าง กรณีนาย ม. ภรรยามีอาการทางประสาท ไม่มีใครหาเลี้ยงลูกสามคนซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนหลังจากที่เขาถูกจับ หรือกรณีสองสามีภรรยาถูกจับกุมขณะเข้าไปดูการเผาศาลากลาง โดยปัจจุบันจากการสอบถามญาติยังไม่ทราบข้อกล่าวหาที่แน่ชัด และยังไม่มีทนายดูแล ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คนกำลังอยู่ในวัยเรียน และต้องเลี้ยงดูยายชราและตาที่ป่วยเป็นโรคอัมพาต “ผมและภรรยาต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพราะครอบครัวเดือดร้อนอย่างสาหัส ลูกชาย 2 คนต้องไปโรงเรียนไม่มีเงิน ทราบว่าไม่ค่อยยอมไปโรงเรียนเพราะคิดถึงพ่อแม่ที่ต้องมาติดคุก ตายายต้องเลี้ยงดู โดยเฉพาะตาป่วยเป็นอัมพาตได้ 2 ปี มียายชราดูแลตาคนเดียว เมื่อขาดผมกับภรรยาที่เป็นคนทำงานหาเงิน ทำให้เดือดร้อนมากๆ ผมมีความทรมานจิตใจอย่างมากที่โดนกักขังร่วม 3 เดือนแล้ว คิดถึง เป็นห่วงลูกชาย 2 คนมากและห่วงตายาย มีปู่แก่ๆมาเยี่ยม”
7. มีโรคประจำตัวหรือได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม
มีผู้ต้องขังในเรือนจำกลางทั้ง 5 จังหวัดป่วยเป็นโรคประจำตัวซึ่งต้องการการดูแลทางการแพทย์ที่เชียวชาญเฉพาะด้านอย่างใกล้ชิดและต้องการยาที่เฉพาะด้าน อาทิ ในเรือนจำจังหวัดอุดรฯมีผู้ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ และโรคไต เรือนจำจังหวัดอุบลฯผู้ต้องขังจำนวน 23 ราย จากทั้งหมด 45 รายมีโรคประจำตัวอาทิ ความดันสูง เบาหวาน ลมชัก มีปัญหาทางจิตหวาดระแวง เลือดจาง ไทรอยด์ หรือได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม เช่น โดนยิงและถูกอายัตตัวจากโรงพยาบาล และอาการยังไม่ทุเรา
...................................................................
[1] ข้อมูล ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จำนวนผู้ต้องหาและสถานะทางคดีในเรือนจำทั้งหมดนำมาจากเอกสารการเข้าเยี่ยมเรือนจำกลางของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8 – 11 กรกฎาคม 2553 ขอขอบคุณคณะอนุฯที่เอื้อเฟื้อข้อมูล ส่วนข้อมูลที่เหลือมาจากการลงพื้นที่ของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุม เม.ย.–พ.ค. 53 ซึ่งทั้งหมดทำการอัพเดท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2553
ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลและการบันทึกปากคำบางส่วนจำเป็นต้องตัดออกเพื่อความปลอดภัยของผู้ถูกจับกุมและเพื่อไม่ให้กระทบรูปคดีที่ยังดำเนินการอยู่
[2] เว็บไซด์ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี, หมายจับผู้กระทำผิดห้วงรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่อุบลราชธานีhttp://www.ubonratchathani.police.go.th/1_1_new_ubon/tung2010/tung-new/chukchen/Cho7.html
[3] ไม่สามารถใส่รายละเอียดได้เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องหา