ที่มา บางกอกทูเดย์ ไปเซี่ยงไฮ้..มา..บอกได้คำเดียวว่า..อิจฉา ประเทศที่เคยมากไปด้วยปัญหาและท่วมท้นไปด้วยความยากจน..วันนี้ไม่มีร่องรอยให้หลงเหลือ..เคยไปมาแล้วเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่าน แต่วันนี้..ไม่ใช่.. แต่ละพาวิลเลี่ยน..ประชาชนคนจีนแห่แหนกันเข้าไป..รอกันเป็นชั่วโมงเพื่อจะได้ดูแค่ 20 นาที อย่างไทยพาวิลเลี่ยน..วันนี้ต้องยอมรับว่า..สามารถแก้หน้าเรื่องขายหน้า..ของเอ็กซ์โปที่เมืองญี่ปุ่น..ได้อย่างเด็ดขาด.. เนื้อที่ก็ไม่ใหญ่โต..งบประมาณก็จำกัดจำเขี่ย..แต่คนจีนแห่กันมาจองยาวเหยียดทุกวัน..จนได้รับการยอมรับว่า อยู่ในอันดับต้นๆ ของจำนวนคนดูคนชม.. รูปแบบเรือนร่างนั้น..ได้เปรียบที่ขึ้นกล้อง..ทุกมุมมองจึงเป็นหลังฉากของกลุ่มคนจีนที่มายืนเก็บภาพ มันเคยอยู่แต่มันกำลังจากไป เพราะ..เจอใคร..ใครก็ถาม..ถามกันว่า บ้านเมืองไทยจะเป็นอย่างไร..เขาถามมาแล้วเราก็ตอบไม่ได้..ไม่มีใครตอบได้..นี่คือคนไทยวันนี้ คนไทยที่ไม่รู้ว่า..วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราเอาไทยพาวิลเลี่ยนไปเชิญชวนเขามา..แล้วเราก็ให้ประเทศไทยผลักไสเขาออกไป..ด้วยวิกฤติการณ์ต่างๆ ด้วยสงครามระหว่างประชาชนกับประชาชน.. เห็นเขาแล้วมองเรา ตอบได้คำเดียวว่า...เศร้า.. เอาแค่วันกลับด้วยการบินไทย..เพราะบินไปไม่ตรงเวลา..กว่าจะบินขึ้นมาได้ก็เสียเวลารอในเครื่องไปเกือบ 2 โมง..เพราะสนามบินในระหว่างมีเทศกาล..ย่อมไม่ว่างสำหรับ..เครื่องที่ควบคุมเวลาไม่ได้ ใครยังไม่ได้ไป..ตัดใจบินไปดูเถิด..ดูรัฐบาลดีๆ เขาบริหารประเทศกัน..แล้วมาช่วยกันมาเปลี่ยนประเทศไทย
ส่วนข้างใน..ก็เป็นไปอย่างได้ความรู้สึก..ถึงจะไม่วิเศษหรูหรา..แต่ก็ให้ความเป็นไทยที่ใครๆ เห็นแล้วก็อยากจะมาท่องมาเที่ยว..เสียดายอย่างเดียว..สิ่งดีๆ ที่นำไปเสนอในไทยพาวิลเลี่ยนนั้น..มันกำลังไม่มีอยู่ในประเทศไทย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, August 20, 2010
ไทยพาวิลเลี่ยน
เดิมพันงบประมาณ เดิมพันรถเมล์ 4 พันคัน
ที่มา บางกอกทูเดย์ ออกอาการร้อนรนไปตามๆกัน เมื่อเจอวาทะทิ่มตรงกลางใจของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่วิจารณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ยอมให้โครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคันผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเขตเลือกตั้งจากเขตใหญ่เป็นเขตเดียวเบอร์เดียวด้วย แต่เมื่อมาเป็นคำพูดที่ออกมาในช่วงน้ำผึ้งขม ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำพรรครัฐบาล กับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ค่อยจะหวานชื่นเท่าไรแล้ว โดยเฉพาะระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย กรณีรถเมล์เช่า 4,000 คัน ในราคาแพงระยับ ก็รู้กันอยู่ว่าประชาธิปัตย์ค้านหัวชนฝามาตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน จะให้ก้มลงกลืนน้ำลายที่คายอยู่บนพื้นโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยนั้น มันก็คงจะเกินไป... ทำให้โครงการนี้ชักตื้นติดกึก ชักลึกติดกัก มาตลอด กลายเป็นบาดแผลทางใจที่แม้แต่อ้อมกอด และรอยยิ้มระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับเนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ ซีอีโอ ตัวจริงเสียงจริงของภูมิใจไทย ยังช่วยสมานไม่ได้สนิท ทำให้ทั้งนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง จึงต้องออกมาแก้ต่างชนิดที่ตรงกันราวกับเตี้ยมกันมาล่วงหน้า ว่า สารวัตรเฉลิม ไม่เคยทำนายอะไรถูกเลย นายสุชาติ ถึงขนาดกล้าฟันธงในเรื่องรถเมล์เช่าราคาแพงระยับว่า ร.ต.อ.เฉลิมทำนายผิดแน่นอน “เรามีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถชี้แจงได้ สิ่งที่ ครม.สงสัยมาก็สามารถชี้แจงได้หมด สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้เคลียร์ เพราะเรื่องของโครงการไม่เกี่ยวกับเรื่องราคา แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเออร์รี่รีไทร์ ที่เราสามารถชี้แจงได้หรือไม่ หากได้ก็ถือว่าเคลียร์ ไม่น่ามีปัญหา” แถมนายสุชาติยังเชื่อมั่นว่า ที่มีการมองกันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยื้อโครงการดังกล่าวไว้เพื่อต่อรองทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยนั้น คงไม่มีอะไรที่ต่อรองกัน ไม่จำเป็นต้องต่อรอง สอดรับกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเป็นปกติ ไม่มีปัญหาและพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้รักษากฎเกณฑ์ กติกาทุกอย่างที่ทำต้องทำด้วยเหตุผล ก็คงต้องมาลุ้นกันว่า หลังจากวัดใจกัน ช่วยกันลากให้งบประมาณปี 54 สามารถผ่านการอนุมัติไปได้แล้ว จะมีการอนุมัติโครงการรถเมล์เช่า 4,000 คันให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นรางวัลตอบแทนหรือไม่นั้น หรือว่าจะดึงเกมลากยาวไปจนเลือกตั้งปีหน้าโน่นเลย???
ถ้าเป็นสถานการณ์ที่อยู่ในช่วงฮันนีมูนทางการเมือง ประโยคคำพูดของสารวัตรเหลิม ก็คงไม่ทำให้ออกอาการกันอย่างนี้
เลยทำให้สะดุ้งโหยงกันเป็นธรรมดา
ฉะนั้นเมื่อสารวัตรเหลิมมาพูดตรงๆ ฝ่ายที่ระแวงกันอยู่แล้ว ก็ยากจะนิ่งเฉย
พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทยนั่นแหละลุ้นระทึกมากที่สุด
ส่วนสารวัตรเหลิม ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ช่าง แต่ตอนนี้อมยิ้มไปเรียบร้อยแล้ว
เหยื่อม็อบ-พ.ร.บ.งบฯ
ที่มา ข่าวสด
คาดเชือก คาถาพัน
หากมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ยุ่งเหยิงนองเลือดเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา
การที่รัฐบาลนายกฯมาร์ค ยังนั่งเป็นรัฐบาล
และยังมีโอกาสนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 เข้าสภาได้
ถือว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ธรรมดา
ก็อย่างที่วงสนทนาตามเว็บต่างๆ เขาสรรเสริญเยินยอว่า น้ามาร์คเขาเส้นใหญ่จริง
ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่มีผู้คนล้มตายมากมายเท่านั้น หากเอาผลงานการบริหาร
หรือสภาพปัญหาบ้านเมืองที่ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นตัวตั้ง การที่นายกฯมาร์คอยู่ได้ถึงวันนี้
ยิ่งต้องบอกว่า นอกจากเส้นใหญ่แล้ว ยังมีหลายเส้นอีกต่างหาก
งบประมาณเที่ยวนี้ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท นับว่ามากมหาศาล
ถ้ามีนโยบายดีๆ มีวิธีการใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ
จะทำให้ผู้คนที่ยากจนลืมตาอ้าปากได้เป็นหลายล้านคน
ก็คงจะเป็นอย่างที่มีส.ส.อภิปรายในสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า
รัฐบาลนี้มีเงินให้ถลุงมากมาย งบประมาณปี 2553 นั่นก็ไม่น้อย
แต่กลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน คนจนยังจนอยู่ ตัวเลขการก่อหนี้สูงลิ่ว
นี่ยังไม่พูดถึงการเบิกจ่ายใช้งบฯ กันอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก
เพราะความเป็นรัฐบาลผสม งบหลวงมาจากภาษีอากรประชาชนแท้ๆ
แต่เวลาใช้จ่ายกลายเป็นเรื่องทางใครทางมัน กระทรวงใครกระทรวงมัน
ที่สำคัญปัญหาหลายๆ อย่าง ไม่ได้รับการแก้ไข อย่างปัญหาไฟใต้
ปัญหาความแตกแยกในสังคมที่นับวันยิ่งเลวร้าย
ที่น่าสังเกตก็คือ
การพิจารณางบประมาณในครั้งนี้ ส.ส.ฝ่ายค้านนำเอาเหตุการณ์สลายม็อบมาพูดในสภา
ทำให้เกิดการประท้วงกันวุ่นวาย นายกฯ เองก็ต้องลุกขึ้นมาชี้แจง
มองเผินๆ ก็เหมือนกับน่าเบื่อหน่าย เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่
แต่ความจริงการสลายม็อบยังไม่ใช่เรื่องเก่า
เหยื่อของเหตุการณ์ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลอย่างจริงจัง
กรรมการ 3-4 ชุดที่ตั้งขึ้นจากเลือดเนื้อชีวิตของเหยื่อเหล่านี้
มีงบให้ใช้สบายมือหลายร้อยล้าน แต่เหยื่อตัวจริง กลับกลายเป็น "เรื่องเก่า"
ที่พูดเมื่อไหร่ ก็ต้องมีส.ส.รัฐบาลลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อนั้น
ในอดีต วิธีการทำให้เหยื่อกลายเป็นคนที่ถูกลืมอาจจะได้ผล แต่ไม่ใช่ในยุคนี้แน่นอน
นายกฯมาร์ค อายุยังไม่เท่าไหร่
ช่วงชีวิตที่เหลือจะต้องโดนหลอนจาก "ลูกหนี้" ไปตลอด ถ้าไม่ยอมชดใช้
เส้นใหญ่ขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้ตลอดแน่นอน
"ฮาร์วาร์ด" ซิวแชมป์มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก "ไทย" ชวดไม่ติด 500 อันดับแรก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า
รายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกประจำปี 2010 (ARWU) ระบุว่า
มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ยังคงครองแชมป์มหาวิทยาลัยของโลก เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน
ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ
แต่ก็แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยของจีนกำลังปรับตัวดีขึ้น
รายงาน ARWU ซึ่งมีการเผยแพร่
โดยศูนย์การประเมินมหาวิทยาลัยระดับโลกของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียว ถง
นับตั้งแต่ปี 2003 ระบุว่า สหรัฐฯ มีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกมากที่สุด
โดยมีมหาวิทยาลัย 8 แห่ง ติดอันดับท็อปเท็น และอีก 54 แห่ง อยู่ใน 100 อันดับแรก
มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ติด 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยโลก
นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์,
สแตนฟอร์ด, สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ตต์, สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย,
พรินซ์ตัน, โคลัมเบีย และชิคาโก ส่วนมหาวิทยาลัยเยล อยู่ในอันดับที่ 11
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ติดอันดับที่ดีที่สุดคือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ซึ่งหล่นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 5 ในปีนี้
และอ็อกซ์ฟอร์ดยังคงครองอันดับ 10
ขณะที่โดยรวมแล้วมหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ติดอันดับ 500 อันดับแรกของโลก
มีจำนวนลดลงมาอยู่ที่ 38 แห่ง จากเดิม 40 แห่ง
แต่จากการจัดอันดับดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า
มหาวิทยาลัยในเอเชียได้ติดอันดับโลกมากขึ้น โดยมีมหาวิทยาลัย 106 แห่ง
จากภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 500 อันดับแรก
ขณะที่วิธีการจัดอันดับยังคงเหมือนเดิมนั้น
มหาวิทยาลัยของจีนที่อยู่ในกลุ่ม 500 อันดับแรก
ก็มีจำนวนสูงถึง 34 แห่งในปีนี้ ซึ่งมากกว่าเดิม 2 เท่าจากปี 2004
ซึ่งมีเพียงแค่ 16 แห่ง มหาวิทยาลัยเจียวถง ระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง
มหาวิทยาลัยของจีนที่อยู่ใน 200 อันดับแรก ได้รวมถึง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง,
ซิงหัว และมหาวิทยาลัยไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ฮ่องกง
โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ก็ติดใน 200 อันดับด้วย
ทั้งนี้ ARWU ได้ใช้ปัจจัยชี้วัด 6 ประการ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก
ซึ่งรวมถึง จำนวนศิษย์เก่า และบุคลากรที่ได้รับรางวัลโนเบล,
จำนวนนักวิจัยที่มีชื่อเสียง, จำนวนบทความที่มีการเผยแพร่
และได้รับการระบุถึงในวารสารชั้นนำ
และผลการเรียนต่อคนเทียบกับขนาดของมหาวิทยาลัย
การจัดอันดับดังกล่าว
ซึ่งมีการประเมินมหาวิทยาลัยกว่า 1,000 แห่งในแต่ละปีนั้น
จะให้ความสนใจอย่างมากต่อความสำเร็จในการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์
บก.ลายจุด เตรียมจัด “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” ย้ำ “เราไม่ลืม”
ที่มา ประชาไท 19 ส.ค.53 เวลา 11.30 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้ริเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง พร้อมกับสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นำผ้าแดงมาผูกที่เสาของป้ายแยกราชประสงค์และร่วมกันปักกุหลาบแดง และชูป้าย “พบกัน 19 ก.ย.ราชประสงค์” นายสมบัติกล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 19 ก.ย.2553 ตรงกับวันอาทิตย์และตรงกับวาระ “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจึงเตรียมจัดกิจกรรม “แดงอะราวด์เดอะเวิลด์” โดยเชิญชวนคนเสื้อแดงทั่วโลกใส่เสื้อสีแดงและร่วมกันออกแบบกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงในวันดังกล่าว ส่วนกิจกรรมในวันที่ 19 ก.ย.ที่กรุงเทพฯ นายสมบัติกล่าวว่า จะจัดขบวนจักรยานปั่นจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ตระเวนไปรอบบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ปราบปรามประชาชน และขบวนจักรยานจะมาหยุดที่แยกราชประสงค์ในเวลา 17.00 น. จากนั้นจะเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง จึงขอเชิญชวนคนเสื้อแดงร่วมรำลึกเหตุการณ์ทั้งสองในวันที่ 19 ก.ย.นี้ และเชิญชวนคนเสื้อแดงสวมเสื้อสีแดงพร้อมกันทั่วประเทศ และสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาร่วมกิจกรรมที่ราชประสงค์ นายสมบัติได้ขอให้นำเทียนสีแดงและผ้าแดงมาด้วย “เรานัดหมายให้คนกลับมาที่ราชประสงค์ เพื่อมารำลึกและมาถามหาความเป็นธรรมในสังคม รัฐบาลอาจจะแกล้งลืมหรือพยายามทำให้ประชาชนลืม แต่เราจะบอกว่าเราไม่ลืม ทุกเดือนเราจะมาที่นี่” นายสมบัติกล่าว หลังจากนั้น นายสมบัติและสมาชิกกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงได้ร่วมกันเก็บผ้าแดงและดอกกุหลาบแดงออกจากแยกราชประสงค์ โดยนายสมบัติกล่าวว่าไม่อยากให้เป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับไป อนึ่งในตอนสายของวันเดียวกัน มีการจัดพิธีทำบุญให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค.ที่วัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน มีการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ผู้ที่มาทำบุญรับประทานทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาร่วมกันทำบุญเป็นจำนวนมาก
กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงผูกผ้าแดงราชประสงค์ 19 ก.ย.ชวนเสื้อแดงทั่วโลกใส่เสื้อสีแดงรำลึกครบรอบ “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” บอกรัฐบาลว่า “เราไม่ลืม”
