WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 23, 2010

พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – ‘อภิสิทธิ์’ ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง

ที่มา ประชาไท

ชื่อเดิม พระไพศาล วิสาโล...ต้องปฏิรูป “อัตตาธิปไตย”
O ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรง พระอาจารย์คิดว่าควรจะนำธรรมะข้อไหนมาใช้ในการรับมือกับปัญหา และแก้ปัญหา?
มอง ในภาพรวม ตอนนี้สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นแรงผลักให้มีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ แม้ปรากฏการณ์ที่มีอยู่นี้จะเป็นความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่น คุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) แต่ว่าสาเหตุรากเหง้าไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างสังคมไทยในหลายมิติที่กำลังเปลี่ยนแปลง
เช่น ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นคนชั้นล่าง คนยากจน หรือคนชั้นกลางระดับล่าง คนเหล่านี้เมื่อก่อนเขาอาจจะยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ยอมรับในความเป็นสองมาตรฐาน ในความเหลื่อมล้ำได้ แต่เดี๋ยวนี้เขายอมรับได้ยากแล้ว และเป็นอย่างนี้ในหลายวงการ เช่น ในวงการหมอกับคนไข้ เมื่อก่อนลูกเมียตายเพราะการรักษา ชาวบ้านก็ไม่ฟ้อง แต่ตอนนี้เขารู้ว่าเขามีสิทธิที่จะฟ้อง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของหมอกับคนไข้
O น่าจะถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีหรือเปล่า เพราะคนรู้จักคิดเรื่องสิทธิมากขึ้น?
ความ เปลี่ยนแปลงจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับท่าทีและวิธีปฏิบัติ ถ้ามีสิทธิแล้วคิดถึงแต่สิทธิของตัวเองโดยไม่มองหรือไม่เข้าใจอีกฝ่ายก็จะมี ปัญหา เช่น คนไข้เสียลูก แต่หมอก็พยายามเต็มที่แล้ว แต่เนื่องจากมีความกดดันหลายอย่าง เช่น โรงพยาบาลชุมชนมีคนไข้เยอะมากแต่หมอมีน้อย ฉะนั้นการรักษาก็อาจมีผิดพลาดบ้าง
หรือ เรื่องสังคมสองมาตรฐาน ถ้าคนเรียกร้องมีสองมาตรฐานในใจด้วยมันก็ไม่ดี เช่น คนเสื้อแดงต่อต้านสังคมสองมาตรฐาน แต่ว่าเขาก็มีสองมาตรฐานในใจ คือ ถ้าเสื้อแดงทำอะไรถูกหมด รัฐบาลทำอะไรผิดหมด อย่างนี้ก็ไม่ดี
O ดูเหมือนปัญหาเรื่องสองมาตรฐานนี้มีอยู่ในทุกกลุ่ม?
ใช่ เพราะเป็นวัฒนธรรม เป็นวิถีคิดของคนไทยที่ถูกหล่อหลอมมาตลอด คือ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เช่น เรื่องความเป็นธรรม ถ้าเราได้เงินเดือนน้อยกว่า ได้โบนัสน้อยกว่า เราก็จะโวยวายว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเราได้มากกว่าเขา เราก็เงียบเฉย ลืมเรื่องความไม่เป็นธรรมไปเลย
ความ ยุติธรรมที่เรียกร้องกันในปัจจุบันมันมีตัวกู ของกูเป็นศูนย์กลาง เป็นความเป็นธรรมที่สนองอัตตาตัวตน ซึ่งทางพุทธเรียกว่า "อัตตาธิปไตย" ไม่ใช่ "ธรรมาธิปไตย"
ธรรมาธิปไตย คือ เอาธรรมะ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ คือ แม้ฉันจะได้น้อยกว่า แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าฉันได้มากกว่า หากไม่ถูกต้อง ฉันก็จะไม่ยอมรับ
O จะเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไปไหม ถ้าจะบอกว่าสภาพสังคมไทยตอนนี้เป็นสังคม "อัตตาธิปไตย"?
อาตมา เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นมาก (เน้นเสียง) แม้เราจะอ้างเหตุผลที่สวยหรู แต่ก็เป็นเหตุผลที่ใช้เพื่อสนองผลประโยชน์ของส่วนตัว หรือพวกตัวเอง เช่น ใครๆ ก็บอกว่าการคอร์รัปชันไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่มีคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยบอกว่าถ้าทักษิณคอร์รัปชันเอามาช่วยคนจน อันนี้ถูกต้อง แสดงว่าเป็นสองมาตรฐานเหมือนกัน เป็นเหตุผลที่สนองตัวกูของกูเป็นหลัก นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกวงการ
O เรื่อง อัตตาธิปไตย ถือเป็นรากเหง้าที่ทำให้เกิดปัญหาด้วย?
เป็น ส่วนหนึ่ง แต่อย่างที่บอกทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมโลกนะ เช่น มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างข้างบนกับข้างล่าง และมีความแตกตัวของกลุ่มคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน อาทิเช่น คนชั้นกลางก็มีการแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยมากมาย มีความเห็นต่างกัน รสนิยมต่างกัน มีผลประโยชน์ต่างกัน แม้จะมีรายได้ใกล้เคียงกัน แต่ความแตกต่างดังกล่าว ทำให้คนชั้นกลางจำนวนมากนี้เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง
นอก จากนั้นกระแสโลกาภิวัตน์ยังทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากร การผูกขาดมากขึ้น ทำให้คนชั้นกลางระดับล่างและคนชั้นล่างทนไม่ไหว ไม่พอใจ และเกิดความรู้สึกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันมีคนที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นคนที่ได้เปรียบในสังคม จึงเกิดการต่อสู้กัน
พูด ตรงไปตรงมาตอนนี้คนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง คือ กลุ่มคนเสื้อแดง คนที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง คือ คนที่มีอำนาจหรือได้ผลประโยชน์อยู่ตอนนี้ แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง หรือ เปล่า อาตมาไม่แน่ใจ
O สภาพปัญหาอย่างนี้ที่แต่ละกลุ่มมีความเป็น "อัตตาธิปไตย" ขณะที่สังคมโลกก็มีความเปลี่ยนแปลง จะใช้หลักธรรมะข้อไหนมาช่วยเยียวยา?
ต้อง อาศัยธรรมะหลายส่วน อย่างแรกเลย จะต้องคิดถึงคนอื่นมากขึ้น เพราะสังคมไทยตอนนี้คิดถึงแต่ตัวเองและพวกของตัวเอง การคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ก็เหมือนที่ อดัม คาเฮน (นักกระบวนการสันติวิธีที่เคยร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งมา แล้วทั่วโลก) พูดเมื่อสองสามวันก่อนว่าการกระจายความรักไปให้คนอื่นมากขึ้น จะช่วยลดความขัดแย้งได้
แต่ การกระจายความรักอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกระจายอำนาจด้วย ถ้ารักแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้ารักแล้วแค่ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
แต่ ตอนนี้ มีปัญหาว่าทุกฝ่ายต่างก็บอกว่าทำเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่มีการนิยามที่ไม่ตรงกัน บางคนบอกว่า ส.ส.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจึงถือว่าถูกต้อง ขณะที่อีกฝ่ายบอกไม่ได้ จะต้องมีการถ่วงดุลจากส่วนต่างๆ เช่น จากข้าราชการ จากระบบตุลาการด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องมีการเจรจาต่อรองกัน เวทีเจรจาต่อรองจะสามารถลดความขัดแย้งได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเวทีอย่างนั้น คนเสื้อแดงจึงมาประท้วง
ฉะนั้น นอกจากการกระจายความรัก กระจายอำนาจแล้ว ก็ต้องมีเวทีเจรจาต่อรองด้วย เพราะตอนนี้มีความเห็นแย้งกันในแทบทุกเรื่อง และไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการใช้กำลัง จึงต้องมาคุยกันด้วยเหตุด้วยผล
O จะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้อย่างไร ดูจากที่ผ่านมาเป็นเรื่องยากมาก?
ต้อง มีความไว้ใจกัน ที่ผ่านมาไม่มีความไว้ใจกัน เสื้อแดงก็ไม่ไว้ใจคุณอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ซึ่งอาจเป็นเพราะบทเรียนที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่ให้โอกาสแก่กันและกัน เช่น กรณีเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม รัฐบาลก็บอกว่าเป็นเพราะคนเสื้อแดงบิดพลิ้ว รับแผนปรองดองแล้วแต่ไม่ยอมเลิกชุมนุม ขณะที่คนเสื้อแดงก็บอกรัฐบาลไม่ปรองดองจริง เพราะไม่เห็นมีการดำเนินการอะไรกับคนที่ก่อเหตุการณ์นองเลือดเมื่อ 10 เมษายน
O แล้วควรจะทำอย่างไร?
เมื่อ ไม่มีความไว้ใจกันก็ต้องสร้างขึ้นมา โดยเริ่มจากโจทย์ง่ายๆ เช่น ห้ามเคลื่อนไหวหรือออกจากที่ตั้ง 1 อาทิตย์ ถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้ถึงค่อยไม่ไว้ใจกัน แต่ถ้าทำได้ความไว้ใจก็จะเริ่มเกิดขึ้น ต่อไปก็อาจมีการเปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดงใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือฝ่ายเสื้อแดงอาจจะขอให้ทีวีเสื้อแดงเลิกโจมตี รัฐบาล ทุกฝ่ายต้องสร้างโอกาสขึ้นมา เพื่อทดสอบความไว้วางใจของอีกฝ่าย
เหมือน กับกลุ่มที่ทำสงครามกัน เมื่อจะสงบศึกก็ต้องเริ่มด้วยการหยุดยิง 1 อาทิตย์ 1 เดือน ทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็ค่อยคุยเรื่องที่ใหญ่ขึ้นหรือยากขึ้น ฉะนั้นต้องให้โอกาสในการสร้างความไว้ใจกัน
O จำเป็นต้องมีตัวเชื่อมไหม?
จำ เป็น แต่ถึงที่สุดต้องเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสพูดคุยกัน เหมือนแมนเดลา กับ เดอเคลิร์ก (นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผิวสีของแอฟริกาใต้ผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสมานฉันท์ใน ประเทศ กับ เฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก - Frederik Willem de Klerk- ประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้ คนสุดท้ายในยุคของการแบ่งแยกสีผิว) ตอนแรกทั้งสองไม่ไว้ใจกัน คุยกันครั้งแรกเดอเคลิร์กให้แมนเดลาไปเจอที่ทำเนียบ เจอกันลับๆ ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก
ครั้ง ที่สองเดอเคลิร์กมาหาแมนดาลาที่คุก ได้เปิดใจพูดคุยกันอยู่นาน หลังจากนั้น แมนเดลาได้ก็เขียนในบันทึก ว่า "ผมสังเกตเห็นตั้งแต่แรกว่าเดอเคลิร์กตั้งใจฟังสิ่งที่ผมจำเป็นต้องพูด เขาเป็นคนที่เราทำงานร่วมกันได้" ส่วนเด อเคลิร์กก็เห็นตรงกัน หลังจากพูดคุยเสร็จเขาได้เล่าให้เพื่อนๆ ในรัฐบาลว่า "แมนเดลาเป็นนักฟังที่ดีมาก เขาเป็นคนที่ผมสามารถทำงานร่วมกันได้"
ทั้ง สองคนรู้สึกคล้ายๆ กัน ว่า อีกฝ่ายไว้ใจได้ ทั้งสองคนรู้สึกคล้ายกัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงจนนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งก็ใช้เวลา 2-3 ปีหลังจากนั้น
ความ ไว้ใจต้องเกิดจากการได้เจอกัน และถ้าได้เจอกันโดยไม่ต้องสวมหัวโขน ก็จะได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ความระแวง ความกลัว ความเกลียดก็จะลดลง
O ปัญหาของไทยตอนนี้ คือ แต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยึดตัวกูเอาไว้?
ต้องมีการ break the ice ซึ่ง เป็นหน้าที่ของตัวกลาง อย่างเช่น ตอนที่คาร์เตอร์ (เจมส์ เอิร์ล "จิมมี" คาร์เตอร์ จูเนียร์ - James Earl "Jimmy" Carter, Jr - อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา) พาเบกิน (เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน - Menachem Wolfovich Begin อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล) กับอันวาร์ อัล ซาดัต (Muhammad Anwar al-Sadat ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์) ไปคุยกันในแคมป์เดวิดเพื่อเจรจาสันติภาพยุติสงครามยาวนานระหว่างกันถึง 30 ปี (ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://tinyurl.com/32jskhd)
บรรยากาศ ในนั้นเริ่มทำให้เริ่มเป็นส่วนตัว เริ่มถอดหัวโขนออกมา ทำให้คุยกันแบบส่วนตัว ทำให้คุยกันรู้เรื่อง ถ้าคุยกันแบบเป็นทางการก็จะมีหัวโขนติดมา ทำให้ไม่สามารถคุยกันอย่างเปิดอก หรือเห็นแง่ดีของกันและกันได้
แต่ อาตมาคิดว่า ตอนนี้เรื่องการคุยกันอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ทุกฝ่ายต้องส่งสัญญาณออกมาก่อนว่าต้องการเจรจา แต่ตอนนี้เหมือนบรรยากาศยังไม่เป็นอย่างนั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังมี เสื้อแดงก็ยังเคลื่อนไหวอยู่
O คิดว่าจะใช้เวลาอีกนานไหม กว่าจะผ่านความแตกแยกรุนแรงอย่างนี้?
สมัย ก่อนขึ้นอยู่กับผู้นำมาก เช่น สมัยรัชกาลที่ 5 หรือสมัย พล.อ.เปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่พยายามทำให้สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลยุติลง แต่กว่าจะทำได้ก็ฆ่ากันมาเกือบ 20 ปี ความเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยเห็นเค้าลางมาเป็น 10 ปี แต่คนไม่ตระหนักถึงปัญหาของความเปลี่ยนแปลงนี้ อาจจะเริ่มตระหนักบ้าง คือ เริ่มพูดความถึงไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ แต่คนชั้นกลางจำนวนมากที่ได้เปรียบ ก็ยังไม่ตระหนัก ตรงนี้ที่ต้องอาศัยผู้นำที่กล้าหาญ
ที่ แอฟริกาใต้แก้ปัญหาได้ก่อนที่จะลุกลามเป็นสงคราม กลางเมือง ก็เพราะความกล้าหาญของแมนเดลาและเดอเคลิร์ก แต่ผู้นำอย่างเดียวก็ไม่พอ สังคมต้องช่วยด้วย ปัญหาตอนนี้ คือ ฝ่ายที่มีอำนาจ ฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่ก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าให้มีการเลือกตั้งที่อิสรเสรีก็กลัวว่าฝ่ายคุณทักษิณจะชนะ เพราะตัวเองเล่นงานคุณทักษิณไว้เยอะ ก็กลัวจะถูกแก้แค้น แต่ละฝ่ายจึงอยู่ในโหมดของการแก้แค้นและการป้องกันตัว จึงไม่มีความไว้วางใจกัน
O มองผู้นำอย่างคุณอภิสิทธิ์อย่างไร กล้าหาญเพียงพอไหม?
ต้อง มีความกล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ด้วย คุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะขาดการมองการณ์ไกล กลัวว่าถ้าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง อาจเกิดปัญหาตามมาในอนาคต แต่ถ้ามีวิสัยทัศน์ก็จะเห็นว่าแน่นอนในระยะสั้นอาจเกิดปัญหา แต่ในระยะยาวอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็ได้
เหมือน ตอนที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยสละพื้นที่บางส่วน (ของไทย) ให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส ก็ต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะประชาชนไม่ยอม แต่พระองค์ท่านก็ยอมเจ็บปวด แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลที่เห็นว่าการสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้เป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่สละเลยอาจเสียหมด
แต่ ก็ น่าเห็นใจว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริง สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นเป็นสมบูรณาญา สิทธิราชย์ พอคุณอภิสิทธิ์ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ก็เลยทำอะไรได้ไม่มาก เพราะต้องประนีประนอมกับผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ก็อาจเป็นไปได้ จึงเป็นข้อจำกัดของคุณอภิสิทธิ์
O ใคร คือผู้มีอำนาจที่แท้จริง?
อาตมา คิดว่าเป็น ทหาร ถ้าทหารขู่อย่างเดียวว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์ทำอะไรมากจะปฏิวัติ ถ้าเป็นอาตมาก็คิดหนัก เพราะถ้าปฏิวัติอีกบ้านเมืองก็หมดอนาคต
แต่ ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้เมืองไทยไม่มีใครมีอำนาจ เด็ดขาดอยู่แล้ว แต่อาตมาคิดว่าคนอย่างคุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีสติปัญญา ถ้าสามารถสร้างแนวร่วมได้มากพอ ก็อาจจะมีกำลังพอที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป แม้จะไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ แต่เท่าที่ทราบคุณอภิสิทธิ์ไม่ค่อยสนใจหาแนวร่วมเท่าไร แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังบ่น คุณพิชัย (นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค) ก็บ่นว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มาปรึกษา คนในพรรคก็บ่นว่าคุณอภิสิทธิ์คบแต่พวกเดียวกัน
อาตมา คิดว่าคุณอภิสิทธิ์ อาจมีวิสัยทัศน์ไกล แต่อาจจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอำนาจที่สายตาสั้น คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องหาพวก สร้างแนวร่วมที่อาจจะพอทัดทานกลุ่มอำนาจเดิม และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้
สังคม ไทยตอนนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะทรุดเต็มทีแล้ว คุณอภิสิทธิ์ต้องกล้าที่จะขัดใจกับกลุ่มเหล่านี้ ในการสร้างกลไกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่อย่างนั้น เขาก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ทำบุญ100วัน‘เบิร์ด’อาสากู้ชีพ-‘แม่น้องเกด’นำทีมบุกดีเอสไอฟังผลชันสูตร-ทวงค่าชดเชยคนเจ็บ

ที่มา ประชาไท

22 ส.ค.53 ที่ศาลา3 วัดคลองเตยนอก ครอบครัวแสนประเสริฐศรี จัดงานทำบุญครบรอบ 100 วันการเสียชีวิตของนายมานะ แสนประเสริฐศรี หรือเบิร์ด อายุ 21 ปี อาสาสมัครกู้ชีพที่ถูกยิงเข้าที่ศีรษะระหว่างเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บจากการ สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 บริเวณซอยงามดูพลี บ่อนไก่ โดยมีญาติมิตรเพื่อนฝูง รวมทั้งนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของนางสาวกมนเกด อัคฮาด หรือเกด อายุ 25 ปี พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ร่วมงานด้วย
นางนารี แสนประเสริฐศรี มารดาของเบิร์ดกล่าวว่าแม้จะได้รับเงินช่วยเหลือจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ แล้ว 4 แสนบาท แต่ก็ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียลูกชายคนเล็กของบ้านไป และสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือให้ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นใครถูกลงโทษตาม กระบวนการยุติธรรม
สำหรับประวัติของเบิร์ดนั้น นางนารี กล่าวว่า เบิร์ดเป็นลูกชายคนเล็กในบรรดาลูก 4 คน และมีนิสัยชอบช่วยงานอาสาสมัครมาตั้งแต่ยังเล็ก อายุ 10 กว่าปีก็ไปนั่งเฝ้าดูรถดับเพลิงที่สถานีดับเพลิงใกล้บ้าน และเมื่อโตขึ้นก็มักติดตามไปช่วยงานดับเพลิงเป็นประจำ รวมทั้งงานอาสาสมัครช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจนกระทั่งเรียนหนังสือไม่จบ และออกมาทำงานรับจ้างขนของ ขายขนมปัง ขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ขับแท็กซี่ ในช่วงเหตุการณ์สึนามิเบิร์ดก็ลงพื้นที่ไปเป็นอาสาสมัคร และเมื่อสอบเข้าเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิปอเต๊กตึ๊งเต็มตัวเบริ์ดรู้สึก ภูมิใจมาก และไม่คิดว่าเขาจะถูกยิงขณะที่เข้าไปช่วยเหลือคนอื่นๆ แบบนี้
เบส พี่ชายของเบิร์ดกล่าวว่า น้องชายเป็นคนที่มีจิตอาสามาตั้งแต่ยังเด็ก สมัยที่ขับแท็กซี่ก็มีชุดอาสาสมัครติดรถ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเขาถึงกับเคยขอให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงที่หมาย โดยไม่คิดเงิน เนื่องจากต้องการไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ
นาง พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของเกด กล่าวว่า ตนเองและบรรดาญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้บาดเจ็บ จะเดินไปยังกรมค้มครองสิทธิและเสรีภาพในวันพรุ่งนี้ (23 ส.ค.) เพื่อทวงถามความช่วยเหลือ การเยียวยาให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทุกคน เนื่องจากทราบว่าคณะกรรมการฯ ที่ติดตามเรื่องนี้ได้เลื่อนประชุมจากเดือนที่แล้วเนื่องจากองค์ประชุมไม่ ครบและเกรงว่าในเดือนนี้จะมีการเลื่อนประชุมอีก จึงต้องการทวงถามและเรียกร้องหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลเรื่องนี้ว่าควรจะกระตือรือร้นในการให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะกับผู้ บาดเจ็บจำนวนมากที่ยังไม่ได้ค่าชดเชย เพราะพวกเขาประสบความยากลำบากอย่างมากเพราะขาดรายได้และต้องมีค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาล
“ที่ สำคัญ พวกเราอาจแวะไปที่ดีเอสไอด้วย เพื่อร่วมฟังการแถลงข่าวผลการชันชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ว่าจะออก มาเป็นอย่างไร และอยากรู้ว่าในฐานะญาติผู้สูญเสียเขาจะให้เราเข้าฟังด้วยหรือไม่” นางพะเยาว์กล่าวก่อนเดินทางไปเยี่ยมนายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง อายุ 54 ปีซึ่งได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน 3 นัดบริเวณบ่อนไก่วันที่ 15 พ.ค.ปัจจุบันยังไม่สามารถเดินและขยับท่อนล่างของร่างกายได้

จัด "วันอาทิตย์สีแดง" ถนนคนเดินเชียงใหม่หลังเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

(22 ส.ค. 53) ที่ จ.เชียงใหม่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ริเริ่มกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" และคนเสื้อแดงทั้งจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 300 คน ร่วมกันจัดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" สัญจรที่ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดที่จัดเป็นประจำทุกวันอาทิตย์

โดย หน้าก่อนจัดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" นั้น นายสมบัติ ได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุชุมชนของเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เพื่อออกอากาศทางรายการของสถานี หลังจากที่สถานีวิทยุชุมชนดังกล่าวถูกปิดไปหลายเดือนตั้งแต่หลังสลายการ ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ โดยนายสมบัติตอบคำถามผู้ฟังรายการ 3 ข้อ ได้แก่ 1.คนเสื้อแดงจะชนะได้อย่างไร 2.. แนวทางของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจะนำไปสู่ชัยชนะอย่างไร 3. ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมกับแนวคิดวันอาทิตย์สีแดงได้อย่างไรบ้างในทางรูปธรรม

จาก นั้นนายสมบัติได้เดินทางมาที่ถนนคนเดินด้าน ถ.พระปกเกล้า ซึ่งเป็นที่จัดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" โดยนายสมบัติให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า การมาจัดกิจกรรมสัญจรที่ จ.เชียงใหม่วันนี้ เพื่อขยายและขายความคิดเรื่องการต่อสู้โดยใช้สัญลักษณ์ กิจกรรมวันนี้จะไม่เน้นการปราศรัย จะใช้กิจกรรเชิงการใช้สัญลักษณ์ สร้างวัฒนธรรมใส่เสื้อแดงทุกวันอาทิตย์ โดยครั้งนี้การจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังการเลิกใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ แต่ไม่ใช่การชุมนุมเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ โดยหวังให้เกิดแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจใช้เป็นเงื่อนไขใช้ความรุนแรง ได้ และหวังว่าจะสามารถขยายแนวร่วมออกไป และพยายามพัฒนารูปแบบการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ให้มีพลังมากขึ้น

โดย กิจกรรมเริ่มต้นที่ ถ.พระปกเกล้า ใกล้กับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. โดยผู้ชุมนุมได้ล้มตัวลงนอนบนพื้นถนนและตะโกน "ที่นี่ มีคนตาย" จากนั้นได้ร่วมกันผูกผ้าแดงบริเวณโคนต้นไม้และเสารอบบริเวณ จากนั้นนายสมบัติได้นำผู้ชุมนุมเที่ยวชมถนนคนเดิน มีการผูกผ้าแดงที่ป้ายถนนราชดำเนิน บริเวณสี่แยกกลางเวียง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของถนนคนเดิน จากนั้นผู้ชุมนุมเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าสู่ถนนราชดำเนินและมุ่งไปที่ข่วงประตู ท่าแพ เพื่อนอนลงบนพื้นถนนและตะโกน "ที่นี่ มีคนตาย" อีกครั้ง ก่อนเดินกลับมายัง ถ.พระปกเกล้า ใกล้กับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

โดยใน เวลา 18.30 น. คนเสื้อแดง กลุ่ม นปช.แดงเชียงใหม่ ได้นำรถเข็นติดเครื่องเสียงมาดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยชั่วคราว มีแกนนำสลับกันขึ้นปราศรัยในช่วงเวลาหนึ่งก่อนสลายตัวในเวลาประมาณ 20.00 น. เศษ




แดงNEVER DIE:เรายังอยู่และยืนหยัดสู้ต่อไป

ที่มา Thai E-News




ภาพกิจกรรมเสื้อแดงสมุทรปราการที่หน้าห้างอิมพีเรียล สำโรง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม




ภาพกิจกรรมวันอาทิตย์สัญจรที่เชียงใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม


จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งสก.ที่เขตดอนเมือง วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553

ผม ไม่กลัวที่จะถูกถอนประกัน พร้อมติดคุกตลอดเวลา พวกณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก่อแก้ว พิกุลทอง และพรรคพวกที่ติดคุกอยู่ก็ไม่มีใครกลัวพร้อมสู้ต่อ พ่อแม่พี่น้องของคนที่บาดเจ็บล้มตาย เสียแขนขาเสียตา หรือติดคุกก็พร้อมต่อสู้ต่อไป คนเสื้อแดงขยายตัวไปกว่าเดิมทั่วประเทศและทั่วโลก พวกมันคิดผิดแล้วว่าปราบ19พฤษภาฯแล้วทำให้คนเสื้อแดงหมดไป การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป จนกว่าจะเกิดความเป็นธรรม เกิดประชาธิปไตย คนที่ต้องไปอยู่ในคุกคือฆาตกรที่เข่นฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย โซ่ตรวนต้องปลดจากขาของณัฐวุฒิ กับก่อแก้วและพรรคพวกเราเอาไปใส่ให้กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณแทน..ไม่ต้องถามว่าจะชนะเมื่อไหร่ ตอบตัวเองว่าสู้ สู้ทุกวันจนกว่าจะได้ชัยชนะ


'บก.ลายจุด'-สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง เขียนลงเฟซบุ๊คเมื่อศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553
"วันนี้ ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมแกนนำ ได้คุยกับทั้งหมอเหวง คุณเต้น(ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และอีกหลายคน คนข้างในเขาเข็มแข็ง และกำลังใจที่จะส่งไปถึงพวกเขาคือ การที่พวกเราที่อยู่ข้างนอกยังคงยึดมั่นในพันธสัญญาที่เคยมีมาร่วมกัน ทุกวันเขาติดตามข่าวที่เกิดขึ้นภายนอก ว่าเสื้อแดงล้มแล้วลุกหรือยัง ลุกแล้วยืนหรือยัง และเมื่อเรายืนได้ วันหนึ่งเราก็จะออกเดินหน้าอีกครั้ง นี่คือกำลังใจที่แท้จริง


คุณRED DOHA เสื้อแดงในประเทศกาตาร์ ส่งเมล์ถึงไทยอีนิวส์ วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553

การ ปราบ นอกจากคนเสื้อแดงจะไม่หมดแล้ว ตรงกันข้ามกลับกระจายไปทั่วโลก เฉพาะข้าพเจ้าคนเดียวก็ส่งเวปของท่านไปหลายประเทศแล้ว เมื่อใดที่เห็นข้อความห รือบทความใหม่ๆดีๆ ไม่เคยลืมเลยที่จะแนะนำเพื่อนๆให้เข้ามาอ่าน

ตอนนี้พวกเราหลายๆคนยังพบกันยังคุยกัน ตอนนี้ยิ่งแน่นแฟ้นมากกว่าเก่า เพราะตอนนี้เรารู้จักหน้าตากันแล้ว เพราะเราแลกเปลี่ยนเมล์กัน สามารถคุยกันทางMSN และเราติดต่อกันทาง Facebook หรือแม้กะทั่งโทรฯข้ามโลกคุยกัน จากการที่เราไม่เคยรู้จักกัน แต่ตอนนี้เราเหมือนญาติพี่น้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดงที่อยู่สวิสฯ เยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ค เมกา ซาอุฯ กาต้าร์ อิสราเอล ยูเออี ออสซี่ อังกฤษ มาเลย์ฯ ฮอลแลนด์ ฟร้านซ์ ฯลฯ ท้ายนี้ขอให้นักสู้ทุกท่านปลอดภัย WE ARE COMING SOON!

Sunday, August 22, 2010

คดีก่อการร้ายในประเทศไทย ถึงทางแยกแล้ว!!!โดย วาทตะวัน สุพรรณเภสัช

ที่มา vattavan

วันนี้ ชาติไทยเราได้เดินทางมา ถึงอีกบทหนึ่ง
ของความแตกแยกของผู้คนในประเทศ
ที่แบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน คือ
ฝ่าย‘ขบวนการของคนเสื้อเหลือง’ และ
ผู้สนับสนุนกับ‘ขบวนการของคนเสื้อแดง’กับผู้สนับสนุน

แม้ว่าพวกเสื้อเหลืองจะเกิดก่อน และแสดงอิทธิฤทธิ์
ก่อกวนรัฐบาลพรรคของคุณทักษิณ
(ที่แม้ตัวจะโดนรัฐประหารต้องออกนอกประเทศไป แต่ก็ยังดันชนะการเลือกตั้งอีก)
ด้วยการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และการปิดล้อมรัฐสภา
ส่วนฝ่ายเสื้อแดงนั้นมาทีหลัง แต่ผู้คนสนับสนุนก็ไม่น้อยหน้า
ส่วนใครจะมีคนหนุนมากกว่า ก็ต้องไปดูที่การเลือกตั้ง
เพราะฝ่ายเสื้อเหลืองก็ตั้งพรรคของตัวแล้ว อยู่ที่ว่า
ประชาชนจะเลือกผู้สมัครจากพรรคไหน เข้าสภาได้มากกว่ากัน
แต่ที่แน่ๆ...ทั้งสองฝ่ายยังมี
‘ชนักติดหลัง’ เหมือนกันคือ คดีความเรื่อง ... “ก่อการร้าย”

ตรงนี้ผู้เขียนอยากจะทบทวน ให้ท่านผู้อ่านฟังว่า

ในคดีความเรื่องก่อการร้ายนั้น คอลัมน์ของ“วาทตะวัน” แหละครับ
ที่ชี้ประเด็นให้เห็นก่อนสื่อไหนๆในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือโทรทัศน์ ว่า
การยึดสนามบินที่ปักษ์ใต้นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย
โดยผมได้แสดงความเห็นเป็นบทความ ลงทั้งเว็บไซด์ www.vattavan.com
และหนังสือพิมพ์ ‘ประชาทรรศน์’ รายวันด้วย
ซึ่งได้เตือนพรรคของนายมาร์ค มุกควาย ด้วยชื่อของบทความ
ที่สื่อความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมา ว่า
“ประชาธิปัตย์จงฟัง อย่าให้คนเขาลือกันว่าเป็น...
พรรคก่อการร้าย!!!”

(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=82)
ผมมีเหตุผลอะไร ทำไมจึงพูดออกมาอย่างมั่นใจว่า
ประชาธิปัตย์จะถูกลือว่าเป็น “พรรคก่อการร้าย” ได้อย่างไรนั้น
โดยเขียนเอาไว้นานเกือบจะสองปีแล้ว คือ
เขียนตั้งแต่ 12 กันยายน 2551 ท่านผู้อ่านที่สงสัย
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ทันที
หลังจากนั้นแล้ว
เมื่อขบวนการพันธมารได้เข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง
ผมได้เขียนบทความอีกชิ้นหนึ่ง ลงทั้ง น.ส.พ.ประชาทรรศน์
และเว็บไซด์ www.vattavan.com อีกครั้งเมื่อ 4 ธันวาคม 2551
ชื่อของบทความ ก็ตรงไปตรงมาอีกคือ
จำลอง ศรีเมือง กบฏและผู้นำการก่อการร้าย....
ต้องโดนนนนน?!?

(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=112)
บทความดังกล่าว ผมเริ่มด้วยการอ้างถึงบทความแรก ดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 หลังจากที่
แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ได้ทำการยึดสนามบินภาคใต้ ก่อความเดือดร้อนให้นักท่องเที่ยว ผู้คนตระหนกตกใจ
ผมได้เขียนลงในประชาทรรศน์ ใช้ชื่อบทความ ว่า
“ประชาธิปัตย์จงฟัง อย่าให้คนเขาลือกันว่าเป็น...พรรคก่อการร้าย!!!”
ตอนหนึ่งได้เขียนเอาไว้ ดังนี้...
....การเดินเกมการเมืองนอกสภา ของพรรคประชาธิปัตย์
ดังที่ได้แจงให้ฟังกันนี้ ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมา ในบ้านเมืองนั้น
ยังไม่ร้ายกาจเท่ากับเสียงร่ำลือกันหนาหู
เรื่องพรรคเก่าแก่นี้ ตกเป็นที่ต้องสงสัยของผู้คน ว่า
อยู่เบื้องหลัง...การยึดสนามบิน ที่ภาคใต้ของประเทศ!
นี่เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร แต่มาถึงวันนี้ ผู้คนบ้านเราพูดถึงราวกับว่า
มันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ และไม่แตกต่างอะไรกับการกระทำความผิด
ของบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 8 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหา
ในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT
เรื่องอย่างนี้ ฝรั่งต่างด้าวท้าวต่างแดนถือว่า
"เป็นเรื่องใหญ่นัก ยอมกันไม่ได้!" เพราะการใช้กำลัง
เข้ายึด "สนามบิน-นานาชาติ" นั้น สังคมระหว่างประเทศ
เขาถือว่า เป็นการ
"ก่อการร้าย!"
หรือพูดให้เต็มยศหน่อย คือ "การก่อการร้ายสากล!!"
เดิมประเทศของเรานั้น ก็ไม่ได้มีบทบัญญัติในเรื่องนี้เป็นพิเศษ
แต่ปัจจุบันนี้ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1
บัญญัติให้การกระทำลักษณะนี้ เป็นการ "ก่อการร้าย" เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ
ดังนั้น หากการสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
การยึดสนามบินครั้งนี้ หากมีพรรคการเมืองใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นก๊วนเก่าแก่ หรือกลุ่มการเมืองใหม่ที่ไหนก็ตาม ดันไปหนุนหลัง
การกระทำเช่นว่านั้นเข้าแล้ว แม้คนไทยจะให้ความสำคัญน้อย
...แต่โลกอารยะ ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!


ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ผมยังได้เขียนอธิบายความเพิ่มเติมอีกด้วยว่า
ข้อหาก่อการร้ายนั้น
เป็นความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงิน
ที่เพิ่งเพิ่มเข้าไปใหม่เป็น ความมูลฐานที่ 8 ซึ่งจะต้องติดตามมา ด้วยการ...
ยึดทรัพย์ ของทั้งผู้ก่อการ ผู้ร่วมหรือสนับสนุน การกระทำความผิด!
ไม่รู้ว่า นักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน รวมทั้งนายทุน นายธนาคาร
ที่กำลังถูกระแวงสงสัยว่า ได้มีส่วนในการสนับสนุนการก่อการร้าย นั้น
สำเหนียกกัน บ้างหรือเปล่า?

ที่ต้องหยิบมาทบทวนกัน เพราะเวลาผ่านไปเนิ่นนานพอสมควร
เชื่อว่าหลายท่านคงจะลืมไปแล้ว เลยต้องนำมาทบทวนกันอีกครั้ง
ต้องขอเรียนว่า
การที่ผมยกเรื่อง “การก่อการร้าย” มากล่าวอ้างในครั้งนั้น
ก็ด้วยมีความประสงค์ ที่จะให้มีการดำเนินคดี กับผู้ฐานก่อการร้าย
ด้วยการยึดสนามบินในภาคใต้ และผมรู้ด้วยว่า
เจ้าหน้าที่ตำรวจปักษ์ใต้ ในเขตพื้นที่ที่มีการยึดสนามบินไว้นั้น
ได้ตั้งรูปสำนวนการสอบสวน เอาไว้แล้วด้วย

ดังนั้น ต้องขอเรียกร้องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้
ผู้บัญชาการตำรวจฯ มอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจคนใดคนหนึ่ง
รับผิดชอบไปดำเนินการสอบสวน เช่นเดียวกับคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งบัดนี้...
ผู้ต้องหาพวกพันธมาร ที่ตำรวจออกหมายเรียก
เริ่มทยอยมอบตัวกันเป็นจำนวนมากแล้ว
ส่วนหัวโจกก็พยายามเล่น “ลูกยื้อ” แอ๊คอาร์ทไปตามประสา
ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เพียงแต่
ผมและท่านผู้อ่าน ในฐานะคนดูก็ต้องทำใจ
เพราะอย่างไรเสีย ท้ายที่สุดแล้ว
คนพวกนี้ก็ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการทางศาล อย่างแน่นอน
หลีกเลี่ยงไปไม่ได้...เด็ดขาด!

การที่ผมเรียกร้องให้ดำเนินคดีข้อหา “ก่อการร้าย”
กับผู้ยึดสนามบินภาคใต้ด้วยนั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นความผิดชัดแจ้ง
พยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งพยานบุคคล และวัตถุพยาน สมบูรณ์
ไม่แพ้คดีผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
อีกทั้งการสอบสวนคดียึดสนามบินในต่างจังหวัด
จะทำให้พี่น้องประชาชนเห็นชัดว่า
คดีผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบินภาคใต้นั้น
พรรคการเมืองหรือนักการเมืองพรรคใด ที่เป็นหัวโจก
อีกทั้งยังเป็นการขจัดข้อครหา ที่พูดกันว่า
คดีเสื้อแดงเร่งฟ้อง
คดีพันธมาร ดองเปรี้ยวดองเค็ม!


ตอนนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การดำเนินคดีกับพวก
พันธมารนั้น อาจไม่ได้รับผลอะไรเลย
เพราะขนาดคนจงใจขับรถทับตำรวจ พยายามฆ่าชัดๆ ยังไม่ต้องติดคุกเลย
ชาวบ้านเขาพูดกัน อย่างนี้นะครับ!
คดีพยายามฆ่าตำรวจที่ว่านี้ ผมเชื่อว่า
อย่างไรเสียพนักงานอัยการคงจะต้องอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย
ให้หนักกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
เพราะเป็นเรื่องใหญ่ กระทบกับความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในประเทศ
พลเมืองเหล่านั้นเห็นหลักฐานการกระทำความผิด
ที่มีบันทึกไว้เป็นวีดิทัศน์อย่างชัดเจนแล้ว สังคมก็เห็นพ้องต้องกันว่า
ผู้กระทำความผิดอย่างนี้ สมควรที่จะต้องได้รับโทษจำคุกให้เป็นเยี่ยงอย่าง
จึงต้องพยายามให้ศาลสูง เห็นตรงกับวิญญูชนในประเทศนี้!
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาตำรวจ ก็ต้องเอาใจใส่
หากเกรงว่าพนักงานอัยการจะไม่อุทธรณ์ ก็ต้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และผู้เสียหาย ต้องทำคำร้องถึงพนักงานอัยการโดยตรง
โดยแจ้งความประสงค์ว่า
ในฐานะที่ตัวเป็นผู้บังคับบัญชา (และตัวผู้เสียหายเองด้วย)
ต้องร้องขอให้พนักงานอัยการพิจารณาอุทธรณ์
ให้ศาลลงโทษสถานหนักกับจำเลยด้วย
เพราะสังคมจะปล่อยให้ไอ้คนพยายามฆ่าตำรวจชัดๆอย่างนี้
มันลอยนวลไป...ไม่ได้หรอกครับ!!

ในการฟ้องร้องแกนนำ น.ป.ช. ต่อศาล และฝ่ายผู้ต้องหาแสดงความไม่พอใจ
เพราะคิดว่า พนักงานอัยการไม่ให้ความเป็นธรรม
เพราะก่อนหน้านั้น ฝ่ายผู้ต้องหา
ก็ได้ยื่นคำร้อง ขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการไปแล้ว
โดยขอให้สอบสวนพยานฝ่ายตนเพิ่มเติม และขอนำพยานหลักฐานอื่น
ที่อยู่นอกเหนือจากหลักฐานของกรมสอบสวนพิเศษ
ให้พนักงานอัยการทำการรวบรวมเพิ่มในสำนวนการสอบสวน
เพื่อจะได้ใช้พิจารณาประกอบในชั้นพนักงานอัยการ แต่...
ฝ่ายอัยการไม่ตอบสนอง กลับเร่งเรื่องยื่นฟ้องคดีต่อศาลเลย!
ตรงนี้แหละครับ ที่ฝ่าย น.ป.ช.
แสดงความไม่พอใจ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการ
และเรื่องการดำเนินการที่เป็นสองมาตรฐาน
ระหว่างคดีของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ก็ถูกหยิบยกมาพูดกันอีก
สั่งสมความไม่พอใจให้ กับฝ่ายเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น!!
ผมได้สดับตรับฟังมาว่า
คนเสื้อแดงได้มีการนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็น
พูดจาปรับทุกข์ระหว่างกันในจังหวัดของตัว
และมีบางส่วนก็ข้ามจังหวัดไปคุยกันแบบเปิดเผย ไม่แยแส
หรือยำเกรงต่อคำสั่ง ศอฉ. และมีกิจกรรมสัมพันธ์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ซึ่งทำให้ทางรัฐบาลและฝ่ายทหาร
ที่เคยคิดว่าขบวนการเสื้อแดงน่าจะ “ฝ่อ” ไป แต่แท้ที่จริงแล้ว...
กลับเติบโตและดูจะแข็งแกร่ง มีพลังมากกว่าเดิมด้วย!!!

มีการโจษจันกันว่า ทางรัฐมนตรียุติธรรมเข้าแทรกแซง
ด้วยการมีหนังสือเร่งรัดคดีไปยังพนักงานอัยการ บ้างก็บอกว่า
เป็นเพราะทางรัฐบาลร้องขอในทางลับ ให้พนักงานอัยการเร่งฟ้องไปก่อน
แต่มีอีกกระแสข่าวว่า
หากอัยการสูงสุดไม่เร่งฟ้องคดีคนเสื้อแดง
ตัวนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดเองนั่นแหละ
จะเป็นฝ่ายถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา
ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของป.ป.ช.
ซึ่งผู้คนที่ติดตามข้อเขียนของผมมาโดยตลอด ก็พอจะเดาได้ว่า
คณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น...อยู่ข้างไหน!?

เรื่องนี้นั้น ผมเองยังเห็นไม่สอดคล้องด้วยนัก
เพราะอัยการสูงสุดคนนี้ เท่าที่ติดตามมา ก็ทราบว่า
ตัวเขาหลุดจากข้อกล่าวหา
เรื่องการทุจริตกรณีทางด่วน มาครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลืออีกเรื่องหนึ่ง
และยังคงอยู่ในกำมือของ ป.ป.ช. ผมเองยังไม่ได้ยินความก้าวหน้าเพิ่มเติม
ในเรื่องดังกล่าว ว่ามีผลกดดันตัวนายจุลสิงห์ฯเท่าใด เพียงแต่ผมคิดว่า
หากมีเรื่องค้างพิจารณาที่ ป.ป.ช.เช่นว่าจริง
ตัวนายจุลสิงห์ฯเองก็คงไม่เป็นห่วงเท่าไหร่ ทั้งนี้ผมดูจากการที่เจ้าตัว
ได้สำแดงความเป็นตัวเอง ด้วยการกล้า ‘หัก’ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ในเรื่องคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ และคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง กทม.อันอื้ฉาว
จนเป็นเหตุให้ ป.ป.ช. ประกาศจะต้องฟ้องคดีทั้งสองนี้เอง
ด้วยการว่าจ้างสภาทนายความ ดำเนินการเช่นเดียวกับคดีกล้ายาง
(ที่เขาลือว่า ค่าทนายแพงลิบลิ่ว!)
ความจริงเรื่องนี้ จะเป็นไปตามที่คาดกัน
หรือจะเป็นเพียงละครตบตาชาวบ้าน
ตัวอัยการสูงสุดคือนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ เองเท่านั้น
ที่ทราบดีกว่าใครๆ!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
เวลาที่บ้านเมืองของเรา แตกแยกกันอย่างรุนแรงนั้น
การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
อันมีผลกระทบกับกลุ่มขัดแย้งจะต้องถูกจับจ้อง
เพราะอาจถูกใจฝ่ายหนึ่ง
แต่กลายเป็นเรื่องไม่ถูกใจ หรือ ‘ผิดใจ’ กับอีกฝ่ายหนึ่งได้โดยง่าย
เมื่อบ้านเมืองของเรา ไร้ซึ่งความสามัคคี
ผู้คนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายชัดเจนอย่างนี้ ไม่มีใครฟังใคร
เพราะเวลานี้ ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้เลือกข้างกันแทบจะสมบูรณ์แบบแล้ว
ดังนั้น หากเห็นคดีก่อการร้ายของฝ่ายหนึ่ง
มีการเร่งรีบทำการสอบสวน และพนักงานอัยการก็สั่งฟ้องอย่างรวดเร็ว
โดยไม่สนใจ
ที่จะดำเนินการตามคำร้องขอความเป็นธรรมของฝ่ายที่ตกเป็นฝ่ายผู้ต้องหา
แต่การดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายพันธมารตกเป็นผู้ต้องหา
มีการดำเนินการอย่างล่าช้า
เพราะมีเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมกัน แบบไม่รู้จักจบจักสิ้น
มีการเลื่อนการสั่งคดีกันไปแล้ว ก็เลื่อนกันอีกแบบซ้ำซาก
คดีจึงอืดไม่ไปถึงไหน เหมือนเข็นเรือเกลือตอนติดแห้ง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม แม้คดีจะล่าช้า
เพราะโรคเลื่อน หรือเล่ห์การถ่วงคดี
หรือเพราะมีตัวช่วยที่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษ อย่างที่เห็นกันก็ตามที
แต่คดีคดีก่อการร้ายของฝ่ายพันธมาร ก็เดินมาถึงทางแยกสำคัญจนได้ในที่สุด




ผมเชื่อว่า
พยานหลักฐานแจ้งชัดที่จะยืนยันความผิด เช่น
แถลงการณ์ทุกฉบับของพันธมารเสื้อเหลือง
บวกกับภาพที่ปรากฏทางจอโทรทัศน์ของพวกเขาเอง
เมื่อมาถึงจนบัดนี้ ได้กลายเป็นพยานหลักฐาน
มัดพวกเขาเอาไว้อย่างแน่นหนาพอที่จะไปพิสูจน์ความจริงกันบนศาลแล้ว
แม้คดีของฝ่ายพันธมาร
ได้เดินทางมาตามเส้นทางกระบวนการยุติธรรม อย่างล่าช้า
โอ้เอ้ศาลาราย แต่ในที่สุดก็ต้องมาถึง ‘ทางแยกบังคับ’
ให้ต้องเดินทางไปบรรจบบนศาลสถิตยุติธรรม
เฉกเช่นเดียวกับคดีของแกนนำ น.ป.ช. ที่ออกเดินทางทีหลัง
แต่ก็ไปศาลถึงก่อน!
การมีคดีคาโรงคาศาลในห้วงหนึ่งของชีวิต
ซึ่งอาจต้องกินเวลานานพอสมควร ชีวิตก็จะไม่ปกติ
ใครจะปากแข็ง โอ่ว่าตนนั้นไม่เกรงคุก ไม่กลัวตะราง
แต่พอโดนจำคุกจริงๆไปก่อนสักคดี แถมคดีอื่นทยอยตามมาด้วยนั้น


เห็นหาย ‘ปากดี’ ทุกรายไปเอง!!

...................

ยิ่งดิ้นยิ่งเสื่อม

ที่มา วโรทาห์

เหิมเกริมเข้าขั้น
ขนาดไปลากเอาพระนามเดิมของพระพุทธเจ้ามาล้อเล่นกันแล้ว
เมื่อนกตะกรุมเฒ่าจอมสร้างภาพ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
โดดก๋าออกมายกก้นทรราช 100 ศพ ขึ้นชั้น"อภิสิทธัตถะ"เทียบเท่าพระพุทธเจ้า
โดยไม่กลัวนรกจะกินกบาล

ถือเป็นปฏิบัติการ"เลีย"ที่สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติจริงๆ

ออกลายมาเลย ออกลายมาให้เห็นกันชัดๆ กับอีกหนึ่งสมุนเครือข่ายอำมาตย์
แผนกฝีพายเรือโจร ผู้ทำหน้าที่พายเรือให้โจรนั่ง
ลงทุนขายศักดิ์ศรี ขายจิตวิญญาณ
เพียงเพื่อแลกกับยศฐาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สินเงินทอง

ที่รู้ทั้งรู้ว่า ไม่อาจใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายในนรกได้

เอาบรรดาขาโจ๋วัยเล่นขี้ มารับจ๊อบงานใหญ่
ผลที่ได้มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ แทนที่จะฉุดเหรตติ้งให้กระเตื้องขึ้นมาบ้าง
มันกลับตาลปัตรปักหัวจมดิ่ง เสื่อมทรุดหนักข้อเข้าเนื้อไปกันใหญ่
ยิ่งออกฤทธิ์ออกเดชความเสื่อมยิ่งย่ามใจ
เข้าย่ำยีบีฑาทำลายล้างระบอบโบราณพันปี อย่างไม่ปรานีปราศัย

ส่งผลให้คนแก่ใกล้ตาย ต้องไปยืนโบกมือหย็อยๆ อยู่ตามแยกหัวมุมถนน
อย่างคนสิ้นหวัง

ถ้าจะบอกว่า "ยิ่งดิ้นยิ่งเสื่อม" ก็คงจะไม่ผิด

แต่อย่างว่า ตราบใดที่พวกมันยังไม่บรรลัยวอดวายไปคาตา
ประชาชนก็คงต้องตุ๊มๆต่อมๆ สลับกับอาการปวดหัวใจจี๊ดๆ
ที่ต้องทนเห็นอยู่ตำตา ว่ามันโกงกินกันมูมมามขนาดไหน
ขณะที่มือหนึ่งถือปืนไล่ยิงเจ้าบ้าน
อีกมือหนึ่งก็เก็บกวาดทรัพย์สินใส่ย่ามอย่างอุกอาจ

ปากที่อยู่ว่างๆ ก็พล่าม "ปรองดองๆๆ"..แหลเอาตัวรอดไปวันๆ

ที่น่าเจ็บใจคือ ดันมีกองเชียร์มืดบอดออกมาส่งเสียงเย้วๆ
ยุส่งพวกโจรให้ปล้นบ้านตัวเอง เพราะสำคัญผิดคิดว่ากงจักรเป็นดอกบัว
เข้าใจว่าทรัพย์ของตัว เป็นสมบัติมหาโจรไปซะฉิบ
โจรมันปล้นญาติพี่น้องอยู่เหย็งๆ ดันส่งเสียงเชียร์มันตะบันราด
เพียงเพราะหวังส่วนแบ่งที่กระเด็นมาให้ แค่เศษเนื้อข้างเขียง

สภาพอย่างนี้กระมัง ที่โบราณท่านเรียกว่า "อัปรีย์กินเมือง"

เรื่องราวทั้งหลายมันถึงได้วิปริตผิดเพี้ยนไปซะหมด
กระเบื้องตันๆที่หนักอึ้งก็ดัน"เฟื่องฟูลอย"
แต่ทีน้ำเต้าน้อยที่กลวงโบ๋กลับ"ถอยจม" นับประสาอะไร
กระบวนการยุติธรรมจะไม่เอียงกระเท่เร่ เป็นนกปีกด้วน
แทนที่จะ"ยุติโดยธรรม" ก็กลายเป็น"ยุติความเป็นธรรม"ไปซะงั้น

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถูกแปรสภาพเป็นหน่วยเกสตาโป
ออกไล่ล่าสังหารประชาชนคนเสื้อแดง อย่างเมามัน
อยู่ๆตัวอธิบดีเอง ก็ออกมาสารภาพแทนผู้ต้องหาเป็นตุเป็นตะ
ทั้งๆที่เจ้าตัวยังไม่ได้พูดอะไรสักแอะ

แต่ทีเมียตัวออกมาสารภาพเองอย่างหมดเปลือกว่า
แอบขายบริการพิเศษครั้งละแสนห้า ดันทำปากแข็ง ประกาศสู้ยิบตา

ยังไม่ต้องพูดถึงองค์กรอิสระ ที่เป็นอิสระจากประชาชน
แต่ขึ้นตรงต่ออำมาตย์ ว่าจะออกลิงออกค่าง ซักขนาดไหน

จะเอาแบบเร่งเกมเร็วม้วนเดียวจบเหมือนคดีเสื้อแดง
หรือจะเอาแบบลากเลื้อยเจ็ดชั่วโคตรอย่างคดีเสื้อเหลือง
ก็ไม่มีปัญหา ตบได้สั่งได้แล้วแต่ใจอำมาตย์

คดีเสื้อแดงไม่ว่าหนักว่าเบา มันเอาเข้าคุกลูกเดียว
แต่ทีพันธมิตรขับรถไล่บี้ตำรวจ ดันได้รับความปราณีเป็นพิเศษ
ให้รอลงอาญา ฐานที่ทำไปเพราะ"บันดาลโทสะ"ที่ถูกตำรวจล่วงเกินก่อน
ทั้งๆที่มีหลักฐานอยู่ทนโท่ว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เขาทำตามหน้าที่กันแท้ๆ

จะทำยังไงได้ ในเมื่อวันนี้มันเป็นทีของอำมาตย์
อยากทำอะไรก็คงต้องเชิญทำไปตามที่เห็นสมควร
แต่อย่าให้วันไหนถึงทีพวกไพร่ก็แล้วกัน

ถ้าประชาชน"บรรดาลโทสะ"เมื่อไหร่..แล้วพวกมรึงจะหนาว

สื่อสารมวลชน แทนที่จะเป็นกระบอกเสียงให้รากหญ้าผู้ด้อยโอกาส
ดันไปรับใช้อำมาตย์ มาปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน
ข้ออ้างว่าทำไปเพราะเห็นแก่เงิน ก็"ฟังไม่ขึ้น"
เพราะอาการระริกระรี้ กระดี๊กระด๊าให้ท่าอำมาตย์ มันฟ้องอยู่ในตัว

ถ้าจะยกระดับสื่อไทย ให้ขึ้นชั้นเทียบกับโสเภณี
ก็คงเปรียบได้กับโสเภณีโดยสันดาน ผู้ถือคติประจำใจ
"เงินย่อมไม่สำคัญไปกว่าความเสียว" ถ้าถูกใจใช่เลย
รับรองบริการให้ฟรีไม่มีชาร์จ แถมจับพลัดจับผลู
จะมีแอบติ๊ปให้ตาค้างอีกต่างหาก

ประเภทโสเภณีจำเป็น ถูกบังคับขายบริการนั้น
มีน้อยซะยิ่งกว่าน้อย นับยังไงก็คงไม่ครบสิบนิ้ว

ไม่ใช่สิ! ถ้าไล่เรียงกันดูจริงๆ ยังได้ไม่ถึงห้านิ้วด้วยซ้ำไป

จึงไม่แปลกที่ความตอแหลจะระบาดไปทั่วทุกวงการ
ก็ขนาดคำว่า "ขอคืนพื้นที่" กับ "กระชับพื้นที่"
ยังส่งให้จอมแหลอย่างมาร์ค 100 ศพ ขึ้นชั้นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น
ตีคู่ไปกับพันธมิตรห่มเหลือง "มหา ว.สี่ตาพาซวย"
ผู้ที่สามารถใช้ภาษาไทย เทศนาอย่างพลิกพลิ้ว ชนิดมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก

จาก"เป็นกลาง=เป็นก้าง" สมัยม็อบพันธมิตร มาถึง"เสียใจที่คนไทยเลือกข้าง"
ในยุคม็อบเสื้อแดง เล่นเอาอุบาสกอุบาสิกาพากันตีหน้าเหวอ
ว่านี่ "หลงพี่" จะเอายังไงกันแน่

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน วิกฤติอำมาตย์ในครั้งนี้
ก็ได้พิสูจน์คุณธรรมจอมปลอมของพวกอีแอบ
ที่รวมหัวกันปลิ้นปล้อน หลอกลวง มอมเมาประชาชน
อย่างเป็นขบวนการ จนส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์
"ตาสว่างทั้งแผ่นดิน" อย่างไม่น่าเชื่อ

คนมันถึงคราวจะฉิบหาย ผีห่าซาตานเลยดลใจ
ให้เดินดุ่มๆไปบนหนทางเสื่อม อย่างไม่มีอาการลังเลแม้แต่น้อย

เรื่องของเรื่อง ที่มันเลอะเทอะเละเทะอยู่ทุกวันนี้
ผู้สันทัดกรณีที่ไม่กล้าเปิดเผยนาม ท่านให้ทัศนะว่า เป็นเพราะ
เราดันทะลึ่ง "เลี้ยงงูไว้ในเรือ เลี้ยงเสือไว้นอกกรง" เลี้ยงไม่เลี้ยงเปล่า
ดันผ่าไปบูชาเซ่นไหว้ ยกเป็นของศักดิ์สิทธิ์ซะงั้น เรื่องมันถึงได้เลยเถิดลามปามไปกันใหญ่

อันธรรมดาคนเรา ถ้าฐานะพอมีอันจะกิน เกิดมีอาการครึ้มอกครึ้มใจ
อยากเลี้ยงเสือไว้ในบ้านให้เป็นสง่าราศี มันก็เก๋ไปอีกแบบ
แต่ถ้าจนกรอบเป็นข้าวเกรียบกุ้งแล้ว
ยังอุตส่าห์กระเบียดกระเสียนค่าข้าวค่าน้ำ เอามาเลี้ยงเจ้าลายพาดกลอนนี่
มันก็เกินไปหน่อย

แล้วถ้าดันผ่าปล่อยให้เดินเพ่นพ่านอย่างกับเป็นเจ้าบ้านซะเอง
ก็ยิ่งดูไม่จืด เสือแก่เติบใหญ่กลายเป็นเสือสมิง
เที่ยวแอบจับคนในบ้านกินเป็นดินเนอร์มื้อใหญ่
โดยที่ไม่มีใครระแคะระคายมาหลายทศวรรษ แม้จะมีคนสงสัยอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่มีใครกล้าจับอุ้งตีนมันดม

แค่เห็นเสือใหญ่ยิ้มยาก นั่งหน้ามึนไม่รู้ไม่ชี้ ก็หนาวไปถึงกระดูกแล้ว

แสงสว่างเท่านั้น ที่จะทำลายเวทย์ไสยมนตร์ดำ
ความจริงเท่านั้น ที่จะสยบความตอแหลให้อยู่หมัด

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่มันทำให้คนพูดความจริง ตายมาแล้วนักต่อนัก
ดังนั้นจึงต้องอาศัยหลวงตาชู ให้รับหน้าเสื่อเสี่ยงตาย
พูดความจริงแต่เพียงผู้เดียว
เพื่อที่พวกเราจะได้ก๊อปปี้แจกจ่ายกันไป ให้ทั่วบ้านทั่วเมือง

เพราะว่างานนี้ ยังไงก็ลากยาวข้ามภพข้ามชาติ ประชาชนสู้ยิบตาอยู่แล้ว

"มรึงรู้หรือเปล่าว่ากำลังสู้กับใคร"
ถ้าเป็นสมัยก่อน ได้ยินคำถามทำนองนี้ เป็นได้ถอดใจวิ่งป่าราบกันเป็นแถว
แต่มาถึงวันนี้ หลัง 19 พฤษภาเลือด อันแสนขมขื่น
สถานการณ์มันหล่อหลอมให้ใจคนเปลี่ยนไป กลายเป็นหนังคนละม้วน

หมูในอวยกลับกลายเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อนขึ้นมาดื้อๆ จึงไม่แปลก
ที่วันนี้คนถามจะมีโอกาสได้เจอสวนว่า

"ทำไมกูจะไม่รู้ว่ากำลังสู้กับใคร แต่ฝากมรึงไปถามมันด้วยว่า
มันรู้ไม๊ว่า กำลังสู้กับประชาชน แล้วถามมันด้วยว่า
ไอ้อีหน้าไหนที่บังอาจสู้กับประชาชน
จะลงเอยด้วยชะตากรรมแบบไหน แล้วคงไม่ต้องให้บอกว่า..."

"จุดจบสุดท้าย..พวกมันตายกันยังไง"

วโรทาห์: 22 ส.ค. 53

ลูกสาวเสธ.แดงทำบุญ 100 วัน คนเสื้อแดงแห่ร่วมแน่นวัด

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2553
นางสาว กิตติยา และนางสาวขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
หรือเสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมด้วยญาติ ๆได้เดินทางมาทำบุญครบ 100 วัน
ที่เสธ.แดงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกลอบสังหารขณะนําทัพเสื้อแดงประท้วงรัฐบาล
เมื่อวันที่ 17 พฤาภาคม 2553 ที่ผ่านมา ที่วัดสุขวราราม (หนองบัว) หมู่ 2
ตําบลบ่อกระดาน อําเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
ซึ่งเป็นวัดที่ทางญาติๆได้นำกระดูกของเสธแดงมาบรรจุไว้
ที่ซุ้มประตูอุโบสถรวมกับญาติ ๆ ของเสธแดงที่เสียชีวิตไปแล้ว

นอกจากนี้บรรดาญาติ ๆ ของเสธแดงยังได้สร้างพระนาคปรก หน้าตักขนาด 30 นิ้ว
ถวายวัดหนองบัวด้วย เนื่องจากพระนาคปรก เป็นพระประจำวันเสาร์
ซึ่งเป็นวันเกิดของเสธแดง จากนั้นได้ถวายภัตตราหารเพลแด่พระสงฆ์จำนวน 50 รูป
บรรยากาศภายในวัดหนองบัว มีการตั้งเต้นท์ไว้รอบโบสถ์เพื่อคอยตอนรับผู้ที่มาร่วมงาน
และมีกลุ่ม สื้อแดงที่จํานวนมาก มาร่วมทำบุญครบ 100 วัน และร่วมไว้อาลัยให้กับเสธ.แดง

"สมภพ"วิพากษ์แก้ปัญหาหนี้นอกแบบ"อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่าหลงตัวเลข"จีพีดี"พุ่ง10%..

ที่มา มติชน

"สมภพ"วิพากษ์แก้ปัญหาหนี้นอกแบบ"อัฐยายซื้อขนมยาย"
อย่าหลงตัวเลข"จีพีดี"พุ่ง10%คิดตัวเลขสุทธิแค่4%


ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ร่วมพูดคุยในรายการ
ช่วยกันคิดทิศทางข่าว ทางสถานีวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 อสมท.ถึงกรณี
นโยบายการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


นักเศรษฐศาสตร์มหภาคผู้นี้ กล่าวว่า หลักการแก้หนี้นอกระบบให้มาเป็นหนี้ในระบบ
ขึ้นอยู่กับว่าหนี้นอกระบบคืออะไร หนี้ในระบบคืออะไร และไปแก้อย่างไร
ต้องยอมรับว่าหนี้นอกระบบมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งคือ
การที่คนด้อยโอกาสจำนวนมาก ไม่ค่อยมีโอกาสเข้าถึงหนี้ในระบบ เช่น
สถานบันการเงิน การระดมเงินจากตลาดเงินตลาดทุน ฉะนั้น
เมื่อไม่มีโอกาสกู้เงินในระบบก็ต้องไปเป็นหนี้นอกระบบไปเสียดอกเบี้ยแพง
และต้องดูต่อไปด้วยว่าผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้กู้หนี้นอกระบบนำเงินไปทำอะไร
บางรายทำมาหากินจุนเจือครอบครัว
บางรายตกกระไดพลอยโจนเห็นคนอื่นมีบ้างก็อยากได้บ้าง เป็นการเน้นเรื่องของการบริโภค
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต้องมองต่อไปว่าเมื่อแก้ได้แล้วมันแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
ถ้าไม่สามารถพินิจพิเคราะห์ไปถึงต้นสายปลายเหตุของหนี้นอกระบบจะแก้กันไม่ถูก
ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำไปสู่แบบอย่างการเลียนแบบบริโภค
การทำอะไรเกินตัวของคนบางกลุ่มมักจะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
หากตัวแปรเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วเราไปแก้ให้เป็นหนี้ในระบบได้แล้ว

"คำถามต่อมาคือว่าในที่สุดแล้วหนี้นอกระบบแก้ได้หรือไม่ ข้อสำคัญคือ
แก้ไขหนี้นอกระบบได้แน่นอน
เจ้าหนี้ที่อยู่นอกระบบคงได้รับประโยชน์
ทำให้เกิดหนี้ในระบบที่มีการค้ำประกันของรัฐบาล ช่วยเหลือเจือจาง
ใครที่เป็นหนี้นานๆไม่สามารถใช้หนี้ได้
ทำให้หนี้นอกระบบที่ต้องใช้วิธีการทั้งปลอบทั้งขู่ในการติดตามหนี้
มีรูปแบบและวิธิการสารพัด
บางทีใช้ระบบมาเฟียด้วย จุดนี้คงต้องดูว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์
ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุของการเกิดหนี้ ว่าประชาชนเกิดหนี้เพราะอะไร
หากรู้สาเหตุต้องเข้าไปแก้ไขในส่วนนั้น แต่ถ้าเราไปแก้หนี้แล้ว
ทำให้ประชาชนหรือผู้ก่อหนี้เกิดความรู้สึกย่ามใจว่า
ก่อหนี้นอกระบบได้ต่อไปก็มีคนมาปลดหนี้ให้"
ดร.สมภพ กล่าว

เมื่อถามว่าถ้ารัฐบาลไม่ศึกษาต้นตอของปัญหาให้ชัดเจนเท่ากับว่าที่หนี้หายแล้ว
ก็จะไปก่อหนี้อีก

ดร.สมภพ กล่าวว่า ใช่ เราจะอยู่ในวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อถามว่าปลดหนี้นอกระบบหมดแล้วภาระเป็นของใคร

ดร.สมภพ กล่าวว่า แน่นอนมัน คือ
ภาระของประชาชนเพราะเงินที่มาปลดหนี้เหล่านั้นมาจากภาษีประชาชน ดูให้สุด คือ
อัฐยายซื้อขนมยาย บางเรื่องอย่างการตั้งกองทุนพัฒนาเกษตรกรขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องดี
แทนที่จะไปค้ำรายได้เกษตรกรเพียงอย่างเดียว แล้วนำไปสู่การบิดเบือนกลไกตลาด
บางทีจะทำให้เราถลำลึกจนกู่ไม่กลับ
ทำให้ผลผลิตราคาเกษตรเราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 20-30 %
ซื้อเก็บเข้ามาในสต๊อกแล้วก็ระบายไม่ออก จะทำให้รัฐบาลต้องรับภาระงบประมาณที่สูง


ดร.สมภพ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันงบประมาณที่ใช้มี 2 ส่วนที่โผล่ขึ้นมา คือ
งบประจำ กับอีกส่วนที่เรียกว่าตั้งงบหรืองบประกันรายได้เกษตรกร
ทำให้ภาระงบประมาณขยายตัวขึ้นมาก
ปีนี้งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 20 % ทะลุ 2.2 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่มีการทำงบประมาณมา งบประมาณเป็นเครื่องมือของนโยบายการเงินการคลัง
ซึ่งทั้ง 2 นโยบายนี้เป็นนโยบายที่สำคัญมากในการบริหารราชการแผ่นดิน
จึงต้องทำให้ 2 โนโยบายนี้มีความยืดหยุ่นรุกเร็วถอยเร็ว
เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมือง

"ฉะนั้นเราอย่านำ 2 นโยบายนี้ที่รวมกันแล้วเรียกว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาค
เข้าไปสนองต่อประชานิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น
เพราะว่าเป้าหมายเศรษฐกิจมหภาคมีเป้าหมายเยอะมาก
ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสมรรถนะการนำของประเทศ
ขีดความสามารถของประเทศ มีเป้าหมายที่หลากหลาย
และเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดใกล้มือรัฐบาลที่สุด
ที่จะหยิบยกขึ้นมาในการบริหาร
ดังนั้นนโยบายเหล่านี้ต้องไม่นำไปสู่การทำให้เราไปติดกับกับบางเรื่อง
ในบางเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ทำไปทำมากลายเป็นเรื่องวัฒนธรรม
เพราะประชาชนเกิดความเคยชิน ต้องระวังให้มาก
เพราะบางครั้งกลายเป็นเรื่องการเมืองด้วย "
ดร.สมภพ กล่าว

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า
เราอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์มีการแกว่งไกวสูง ค่าเงินบาท
ความไม่ไว้วางใจสหรัฐอเมริกาในการนำเศรษฐกิจโลก
สหภาพยุโรปที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรหลังจากโปรยเงินลงมาแล้วก็ไปได้
แค่นี้ เศรษฐกิจของไทยก็ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก
ทั้งในแง่การค้าส่งออกอย่างเดียวก็ต้อง 10 % ของจีดีพี
ยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ พึ่งพาการท่องเที่ยว
จึงต้องเตรียมเศรษฐกิจระดับมหภาคอย่าให้ติดกับดัก

เมื่อถามว่าการโอนหนี้มากกว่า 4 แสนรายเข้าไปใน 6 ธนาคาร
จะทำให้ธนาคารของรัฐมีความเสี่ยงเกิดขึ้นหรือไม่

"ผมคิดว่าคงได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ถ้าเกิดว่ามีปัญหาขึ้นมา
สามารถไปเก็บหนี้จากภาครัฐได้ เหมือนกับที่เคยทำตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้
ทำไมธนาคารรัฐถึงนิยมปล่อยกองทุนหมู่บ้าน กองทุนพักหนี้เกษตรกรสารพัดรูปแบบ
เพราะว่าเขาได้รับเงินค้ำประกัน 100 % ปรากฎว่าธนาคารของรัฐเหล่านั้น
ผลประกอบการดีขึ้น แทบจะกระโดดตะครุบ มีโบนัสมาแบ่งพนักงานกันถ้วนหน้า
เพราะภาระมาตกอยู่ที่รัฐบาลหมด
แต่ถามว่าภาระจริงๆตกที่ใครก็คือประชาชนผู้เสียภาษี"
ดร.สมภพ กล่าว

เมื่อถามว่าคนในรัฐบาลเห็นตัวเลขของจีดีพีตัวเลขส่งออกที่เติบโตขึ้นมาสวยๆ
ทำให้สบายใจได้หรือไม่

ดร.สมภพ กล่าวว่า เศรษฐกิจขณะนี้ฟื้นตัวตามวัฎจักร
ยกตัวอย่างตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรกปีนี้ขยายตัว 10 % นำเข้า 20-30 %
หากเราไปตรวจดูช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น
เพราะส่งออกติดลบไป 30-40 % นำเข้าติดลบหนักกว่าอีก
แต่ปีนี้นำเข้าฟื้นตัวขึ้นมาส่งออกติดลบต่อเนื่องรวมจีดีพีของครึ่งปีที่แล้วติดลบไป 6 %
ฉะนั้นครึ่งปีแรกของปีนี้ขยายตัว 10 % เป็นตัวเลข 2 หลัก
แต่ดูให้ลึกๆว่าเราได้มาเท่าไร แต่ตัวเลขสุทธิได้มาแค่ 4 %
ซึ่งปกติแล้วเศรษฐกิจของไทยจะโตไม่ต่ำกว่า 5-6 %
ถ้ารัฐบาลชุดไหนทำไม่ได้คิดว่าน่าจะมีปัญหาแล้ว

ว.ชุมชนแดง-เหลืองคืนชีพหลังเลิกพ.ร.ก.เชียงใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

ตามคาดวิทยุชุมชนเสื้อแดง-เหลืองเชียงใหม่คืนชีพ หลังถูกปิดช่วงประกาศ
ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังอยู่ในขั้นทดลองออกอากาศ ผบช.ภ.5 สั่งมอนิเตอร์เข้มงวด...

บรรยากาศทางการเมืองในพื้นที่ จ.เชียงใหม่กลับมาคึกคักอีกครั้ง
หลังมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดยเมื่อสายวันที่ 22 ส.ค. วิทยุชุมชนของกลุ่มคนเสื้อแดงและเหลืองใน จ.เชียงใหม่
บางส่วนได้เริ่มออกอากาศอีกครั้งหลังต้องหยุดออกอากาศไป
ในช่วงมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และเจ้าหน้าที่ได้ระงับการออกอากาศ อายัดอุปกรณ์และดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในส่วนของวิทยุชุมชน
กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ตั้งอยู่โรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ได้เริ่มทดลองออกอากาศในคลื่นเอฟเอ็ม 92.50 เมกะเฮิรตซ์แต่ยังไม่มีดีเจดำเนินรายการ
ขณะเดียวกันวิทยุชุมชน
วิหคเรดิโอ ก็ได้เริ่มทดลองออกอากาศในคลื่นเอฟเอ็ม 89.0 เมกะเฮิรตซ์
แต่ยังไม่มีผู้ดำเนินรายการเช่นเดียวกัน โดยมีการแจ้งผู้ฟังว่า เป็นการทดลองออกอากาศ

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า
ช่วงเย็นวันที่ 22 ส.ค. จะมีแกนนำ นปช. จากส่วนกลางร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่
ด้าน พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 ได้สั่งการให้ตำรวจติดตามความเคลื่อนไหว
การทดลองออกอากาศวิทยุชุมชนคลื่น 92.50 และ 89.0 เมกะเฮิรตซ์ อย่างใกล้ชิด
และให้รายงานผลในทุกๆ ชั่วโมง

ดีเอสไอนั่งไม่ติด 91ศพร้อน นัดเปิดผลชันสูตร

ที่มา ข่าวสด




จี้91ศพ- นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มธ. ร่วมเสวนา
"ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง" ที่ตึกข่าวสด เมื่อวันที่ 21 ส.ค.
ระบุต้องมีคนรับผิดชอบกรณี 91 ศพ และยอมรับความจริงเพื่อคลี่คลายปัญหา

ดีเอสไอนัดแถลงผลชันสูตรศพเหยื่อสลายม็อบแดงวันจันทร์นี้
ส่วนการตายของนักข่าวญี่ปุ่น-อิตาลี ยังสรุปสำนวนคดีไม่ได้
อ้างเหตุเกิดช่วงจลาจลมีคนตายจำนวนมาก ต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียด
"อ.ปริญญา"ชี้ทางออกสร้างความปรองดอง เสื้อแดง-เสื้อเหลือง และพรรคการเมือง
ต้องเคารพความคิดกันและกัน จี้หาคนรับผิดชอบการตาย 91 ศพ ระบุ
คนไทยต้องไม่ลืมเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.
แต่ต้องจำไว้เป็นบทเรียนไม่ให้เกิดนองเลือดซ้ำซาก
"หมอวันชัย" แนะนายกฯขอโทษประชาชน และเร่งเยียวยาสังคม
เสื้อแดงทำบุญอุทิศเหยื่อสลายม็อบ เตรียมจัดงาน"2 ปี 2 มาตรฐาน"
26 ส.ค.นี้ ประชดพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบ ทั้งยังตรงกับวันเกิด"ป๋าเปรม"อายุครบ 90 ปี


เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ห้องประชุมอาคารข่าวสด มูลนิธิสัมมาชีพร่วมกับเครือมติชน
จัดอบรมโครงการ "ผู้นำ-นำการเปลี่ยน แปลง" โดยจัดให้มีการบรรยายพิเศษหัวข้อ
"Road Map ปรองดอง" น.พ.วันชัย วัฒน ศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า
ในระบอบการปกครองของสังคมไทยควรใช้อำนาจและสิทธิให้น้อยลง
แต่ควรใช้การเจรจาไกล่เกลี่ยเข้ามาแก้ไขปัญหาให้มากขึ้น
ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยใช้การเจรจาไกล่เกลี่ยเข้ามาแก้ปัญหาเท่าที่ควร
อย่างกรณีนายกฯ กับแกนนำนปช. เคยเข้ามาพูดคุยกันนั้น ก็ไม่ถือเป็นการเจรจา
แต่เป็นการดีเบต
ซึ่งตามหลักความจริงควรใช้การสานเสวนาประชาธิปไตยมาเป็นแนวทางด้วย
เพื่อเป็นทางออกปัญหา
เช่นเดียวกับโรดแม็ปที่จะเกิดขึ้นนี้ก็ต้องฟังเยอะๆ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างมาชี้หน้าด่ากัน
กระบวนการสานเสวนาประชาชนเพื่อให้ประชาชนหาทางออก

ด้านนายปริญญา เทวนฤมิตรกุล รอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า
หากเราดูอดีตเพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า สิ่งที่สำคัญมากคือ
เหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค. ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คน เราต้องคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ประกอบกับเหตุการณ์ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. หากนำมาเทียบเคียงจะพบว่า
มีลักษณะคล้ายเหตุการณ์นองเลือดในฝรั่งเศสที่มีกรรมกรถูกฆ่าตายกว่า 3 หมื่นคน
หลังปิดล้อม กรุงปารีส
ส่วนสาเหตุที่คนไทยไม่ประสบความสำเร็จในการปกครองระบอบประชาธิป ไตย
เป็นเพราะคนไทยไม่ฉลาดกันมากนักแต่ก็ไม่ได้โง่
หากเปรียบเทียบกับเกาหลี ใต้ ไทยเคยมีศักยภาพสูงกว่ามาก
แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้กลับพัฒนาไปมากกว่า ต้องมองย้อนกลับไปตั้งคำถามว่ามีสาเหตุจากอะไร

นายปริญญากล่าวว่า
มีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าอะไรทำให้คนไทยไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
ภายหลังเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค. และจะต้องฆ่ากันอีกกี่ครั้ง
หากมองย้อนไปในอดีตจะพบว่าประเทศไทยเคยผ่านเหตุการณ์นองเลือดมาแล้ว 4 ครั้ง
ผ่านการรัฐประหาร 11 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ
คงไม่มีใครอยากเห็นภาพเหล่านี้อีก ดังนั้น
เป็นไปได้หรือไม่ว่าความจริงแล้วประเทศไทยไม่เหมาะกับระบอบประชาธิปไตย
ยกตัวอย่างเช่นอเมริกากว่าจะได้มา
ซึ่งประชาธิปไตยก็ต้องฆ่ากันตายมาแล้วจำนวนมากเช่นกัน
บทเรียนจากเยอรมัน อย่างการปกครองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่มาจากการเลือกตั้ง
ถือเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่สะท้อนความล้มเหลวของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ขณะนั้นฮิตเลอร์ มีคำสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองและมีคนเสียชีวิตไปกว่า 4 แสนคน
หากเราลองตรวจสอบไปในหลายประเทศจะพบว่า
ทุกประเทศต่างล้มเหลวมาจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้วทั้งสิ้น
และไม่มีชนชาติไหนเกิดมาเป็นประชาธิปไตยแม้แต่ชนชาติเดียว
แต่ประเด็นน่าสนใจในตอนนี้คือจะแก้ไขอย่างไร
เพราะวิธีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เหมือนแนวทางการปกครองอื่นๆ

นายปริญญากล่าวว่า การปกครองทุกระบบ รวมทั้งระบอบประชาธิปไตย
หากต้องการให้ทุกฝ่ายอยู่อย่างสงบสุข ทุกคนต้องเคารพกติกาและทำตัวเป็นกลาง
รวมทั้งสื่อมวลชนด้วยเช่นกัน ไม่ควรเสนอข่าวเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
ยกตัวอย่างในเยอรมัน เขาสอนคนให้รู้จักสิทธิพลเมือง
ฉะนั้นความปรองดองในประเทศเราจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้

รวมทั้งความปรองดองก็สามารถทำได้ ไม่สาย เกินไป ไม่ได้หมายความว่า
คนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยจะหันมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้
หรือคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกพรรคเพื่อไทยไม่ได้
แต่ทุกคนต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ความปรองดองที่แท้จริงคือ
เราคิดต่างกันได้แต่ต้องเคารพกติกา รวมทั้งเคารพซึ่งกันและกัน

ช่วงท้ายการเสวนา มีการเปิดให้ผู้เข้าอบรมแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถาม
โดยมีผู้ถามว่าอะไรที่รัฐบาลควรทำในตอนนี้ น.พ.วันชัย กล่าวว่า
ต้องการคำขอโทษจากคนที่เป็นนายกฯ และต้องการการเยียวยา นอกจากนี้
ยังต้องการความจริงใจจากรัฐบาล ตอนนี้เห็นได้ว่ารัฐบาลยังมีความไม่ไว้วางใจ
จึงนำไปสู่การไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะต่างก็เห็นว่าไม่ใช่พวกเรา
แต่เป็นพวกเขา ซึ่งไม่มีความเป็นพวกเดียวกัน
เราไม่ควรเอาตัวบุคคลเป็นตัวตั้งแต่ต้องเอาระบบเป็นตัวตั้ง
การเป็นผู้แทนที่ไม่ฟังเสียงประชาชน
สังคมอาจจะไม่เกิดประชาธิปไตยแห่งการมีส่วนร่วม
ดังนั้นจึงควรสร้างเวทีขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนมาพูดโดยฉันทามติ

นายปริญญากล่าวว่า
เราต้องเคารพกติกา เพราะที่ผ่านมา
ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มเสื้อแดงก็ละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งสิ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกยิงตายหรือการเผาสถานที่ก็ไม่ใช่
หากตั้งข้อสังเกตจะพบว่าประวัติศาสตร์บทเรียนของไทย
จะเป็นลักษณะการกลบประวัติศาสตร์ ไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น
ถ้าเราไม่เรียนรู้ความผิดพลาดในอนาคตก็จะผิดพลาดอีก
รัฐบาลก็ผิดพลาดมาแล้ว 91 ศพ ซึ่งต้องมีใครรับผิดชอบ คนไทยมีนิสัยชอบลืมอดีต
และไม่กล้าเผชิญหน้า ทำให้ไม่รู้จักโต เช่นเดียวกับเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.
เราเอาแต่กลบมันไว้ ซึ่งเชื่อว่าการเผชิญหน้ากันครั้งต่อไปก็จะฆ่ากันอีก
และประชาธิปไตยจะไม่เกิดถ้าหากเราไม่รู้จักเคารพกัน
ส่วนสถานการณ์ประเทศไทยตอนนี้ เรื่องโรดแม็ปและการปรองดองถือเป็นเรื่องรอง
แต่เรื่องหลักคือการเผชิญหน้ากับความจริงเพื่อเป็นบทเรียน
ใครที่กระทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ใครผิดก็ต้องรับผิดชอบไม่ว่าฝ่ายไหน
ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงก็ต้องมีฆ่ากันอีก


วันเดียวกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า
ในวันที่ 23 ส.ค. ดีเอสไอจะแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้าและผลชันสูตรศพผู้เสียชีวิต
จากการกระชับพื้นที่ของทหาร
ตามที่ได้รับมอบหมายจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
เพื่อลดคำครหาการปฏิบัติอย่างไม่เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้
การชันสูตรพลิกศพเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนแต่ละท้องที่ที่เกิดเหตุ
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลได้รับผิดชอบรวบรวมสำนวนการชันสูตรและส่งมอบให้ดีเอสไอ
เบื้องต้นคาดว่าครบถ้วนทั้งหมดแล้ว
เชื่อว่าจะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับภาพรวมการทำงานในเรื่องดังกล่าวได้

ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดี ดีเอสไอ กล่าวถึง
ความคืบหน้าตรวจสอบการเสียชีวิตของนายฮิโร มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น กับ
นายฟาบิโอ้ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี ว่า ยังไม่สามารถสรุปสำนวนคดีได้
แต่ยืนยันว่ามีการประสานงานกับญาติและสถานทูตเพื่อรายงานความคืบหน้าคดีอยู่ตลอด
อุปสรรคสำคัญเนื่องจากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาจลาจล มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 ราย
ดีเอสไอจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด และพยายามเร่งการทำงานเต็มที่