WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 23, 2010

การ์ตูนเซีย 23/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูนเซีย 23/08/53

พยานยุบปชป. ร้องนายกฯ อ้างถูกจนท.ขู่

ที่มา ไทยรัฐ


"ส.ต.ท.ทชภณ" พยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถือนายกฯ
คุ้มครองความปลอดภัย หลังถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว จนโดนข่มขู่ คุกคาม ...

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล
ส.ต.ท.ทชภณ พรหมจันทร์ พยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านกองรับเรื่องราวร้องทุกข์
เพื่อขอให้ดูแลความปลอดภัยต่อพยาน ในมาตรการคุ้มครองพยาน
โดย ส.ต.ท.ทชภณ กล่าวว่า
เป็นบุคคลที่อยู่ในมาตรการคุ้มครองพยานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของกระทรวงยุติธรรม
ได้รับความเดือดร้อน เพราะเมื่อไปเบิกความที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
ถูก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีนำข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในมาตรการคุ้มครองพยาน
ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทำให้ถูกติดตามในลักษณะพฤติการณ์ข่มขู่ คุกคาม เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยต่อชีวิต
จึงขอร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลความปลอดภัยในฐานะที่เป็นพยาน
ในมาตรการคุ้มครองพยาน
และขอให้สอบสวนเอาผิดแก่ผู้กระทำผิดต่อพยานบุคคลในมาตรการคุ้มครองพยาน.

เพลง : คำสั่งใคร..(วัดปทุม) ขับร้อง : ดร.ประแสง มงคลศิริ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

somboonsae​lao

เนื้อเพลงกินใจมากครับ ร้องได้เพราะมาก อยากให้เพื่อนลองฟังแล้วช้วยกันนำไปเผยแพร่

ให้ทั้ว FB เลยครับ และ YouTube ด้วย ใครมีช้องทางเผยแพร่อื่นเชิญเลยครับ

โหลดที่นี้ http://www.mediafire.com/?0kvwgow4v82sc6n


http://www.youtube.com/watch?v=ZlheXBzWyao


คำสั่งใครในวัดปทุม mp3

http://www.4shared.com/audio/dH9idJMR/_online.html



*******************************


เพลง : คำสั่งใคร..(วัดปทุม)

ขับร้อง : ดร.ประแสง มงคลศิริ

คำร้อง : สนธยา บุญชูวงศ์

เรียบเรียง : อัมพร ชาวเวียง



*******************************


แสน...แค้น ทนระกำฝังแน่น...ไม่หาย

ทั้ง..ทั้งที่มิใช่ ผู้ก่อการร้ายมาแอบแฝง

เรียกร้องสิทธิความเป็นธรรม ที่มีความเหลื่อมล้ำ

ทั่วทุกหนทุกแห่ง รัฐเสแสร้งใส่ไฟ

ต้องการนักหนา คือประชาธิปไตย

คำสั่งใคร...แล้วทำไมต้องฆ่ากัน



สั่งตาย...จึงต้องโหดร้ายรุนแรง

ได้เห็นจริงชัดแจ้ง แล้วยังโต้แย้ง ว่าไม่ได้ยิง

หกศพในวัดนอนตาย ทั้งผู้หญิงผู้ชาย

คล้ายว่าโดนซุ่มยิง เหี้ยมจริง ๆ ...ซาตาน

นี่มันเขตวัด เขตอารามอภัยทาน

ยังต้องการ.. ล่าสังหาร ชีวิตคน



หนีร้อน หวังมาซุกซ่อนพึ่งเย็น

มัจจุราชไม่เว้น ไล่ล่า ฆ่าเข่น ยิงจากเบื้องบน

น้องเกด สาวพยาบาล ก็โดนยิงวายปราณ

ชั่วช้าสามานย์เหลือทน เหี้ยมเกินคนทั่วไป

นี่หรือเมืองพุทธ ที่ชาวโลกเข้าใจ

คำสั่งใคร ฆ่าถึงในวัดวา



ครั้งนั้น ยังไม่อาจลืมกันได้ลง

จากผ่านฟ้า มุ่งตรง ราชประสงค์ยังผวา

เสื้อแดงนับร้อยต้องตาย รัฐบาลโหดร้าย

กระชับพื้นที่ล้อมฆ่า สิบเก้าพฤษภา ห้าสาม

หกศพวีรชน วัดปทุมวนาราม

ความชอบธรรม ไม่เห็นมีใครชี้แจง



แสน...แค้น ทนระกำฝังแน่น...ไม่หาย

ทั้ง..ทั้งที่มิใช่ ผู้ก่อการร้ายมาแอบแฝง

เรียกร้องสิทธิความเป็นธรรม ที่มีความเหลื่อมล้ำ

ทั่วทุกหนทุกแห่ง รัฐเสแสร้งใส่ไฟ

ต้องการนักหนา คือประชาธิปไตย

คำสั่งใคร...แล้วทำไมต้องฆ่ากัน


*******************************

นปช.สหรัฐแจมเสื้อแดงชุมนมเชียงใหม่

ที่มา ข่าวสด



เมื่อวันที่ 22 ส.ค.53 กลุ่มชาวเชียงใหม่และกลุ่มนปช.แดงเชียงใหม่
ชุมนุมกันบริเวณลานเอนกประสงค์อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถ.พระปกเกล้า อ.เมืองเชียงใหม่
มีการแสดงฉากถูกล่ามโซ่ ถูกทารุณ และแสดงท่านอนตายกันจำนวนมาก
เพื่อล้อเลียนการกระทำของรัฐบาลในการสลายผู้ชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.53
พร้อมมีข้อความเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องให้ยุบสภา ไม่เอาเผด็จการ
โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด มาร่วมในการแสดงครั้งนี้ด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่จำนวน 10 กว่านายมาดูแลความสงบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
มีชาวต่างประเทศ เรียกตัวเองว่า นปช.สหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมาเชียงใหม่
พร้อมใจกันนอนแสดงท่านอนตายร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
ซึ่งผู้ประกอบการทัวร์ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า
กลุ่ม นปช.สหรัฐอเมริกา รวมตัวกันและอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 50 คน
และออกมาต่อสู้ในเรื่องความเผด็จการของรัฐบาลไทย
ซึ่งกลุ่ม ดังกล่าวเคลื่อนไหวต่อต้านพวกรัฐบาลเผด็จการทุกรูปแบบ
ตามอินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่างๆ ออกไปทั่วโลก
และทุกครั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงมีกิจกรรมอะไร
กลุ่มต่างชาติพวกนี้จะออกไปร่วมแสดงพลังทุกครั้ง
รวมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์ของเชียงใหม่ด้วย

เปิดเอกสารลับมาก"บิ๊กก.พาณิชย์" อ้างใบสั่ง"บิ๊กรัฐบาล"ขายข้าวสารล้านตัน หึ่ง!...

ที่มา มติชน

เปิดเอกสารลับมาก"บิ๊กก.พาณิชย์"
อ้างใบสั่ง"บิ๊กรัฐบาล"ขายข้าวสารล้านตัน หึ่ง!เอื้อ 4 บริษัทยักษ์


กรณีกระทรวงพาณิชย์สั่งขายข้าวในสต๊อกจำนวน 1 ล้านตัน
กำลังถูกตั้งคำถามอย่างมากว่ามีเงื่อนงำหรือไม่?

เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่า
1.เป็นการขายให้เอกชนรายใหญ่จำนวน 4 ราย
โดยไม่เรียกผู้ประกอบการรายอื่นเข้าร่วมประมูล

2.การขายครั้งนี้ของรัฐบาลเป็นการข้าวใหม่ปี 2552
ในทางปฏิบัติควรขายข้าวเก่าก่อน เพื่อมิให้เกิดปัญหาข้าวเก่าเสื่อมราคา

"มติชนออนไลน์"เปิด "เอกสารลับมาก"
ที่ระบุที่มาของเรื่องดังกล่าวดังนี้





เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2553
นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร
ได้ทำหนังสือ "ลับมาก" ถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องอ้างว่า

สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมพิจารณา
เรื่องกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวสารตามโครงการแทรกแซงของรับบาล
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และมีมติให้คณะอนุกรรมการพิจารณา
ระบายจำหน่ายข้าวสารพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์
และวิธีการตามกรอบยุทธศาสตร์รวมถึงปริมาณการจำหน่าย
ด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะราคาตลาด
และให้คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารเป็นผู้ดำเนินการ
และนำเสนอประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ แล้ว
เสนอให้ประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
หรือรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี)
พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามกับคู่สัญญาต่อไป



คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารได้มีการประชุม
เพื่อพิจารณาการเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลของบริษัทผู้ส่งออก
ซึ่งประกอบด้วยชนิดข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลดังนี้

(1) ข้าวหอมปทุมธานี นาปี ปี 2551/52 และ นาปรัง ปี 2552
(2) ข้าวเหนียวขาว 10% นาปี ปี 2551/52 และ นาปรังปี 2552
(3) ข้าวขาว 5% นาปรัง ปี 2551 นาปี ปี 2551/52 และ นาปรัง ปี 2552




โดยคณะทำงานฯได้เจรจาต่อรองกับผู้เสนอราคาซื้อข้าวสารดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว
และได้นำเสนอผลการเจรจาต่อรองต่อ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร
เพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) รองประธาน
กรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)
พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

กรมการค้าต่างประเทศขอเรียนว่ารองนายกรับมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี)
ในฐานะรองประธาน กขช.ได้ให้ความเห็นชอบการจำหน่ายข่าวสารในสต๊อกของรัฐบาล
ตามชนิดและโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ตามข้อ ตามข้อ (1)-ข้อ (3)
ในส่วนของคลังสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกรดังนี้

1.ข้าวหอมปทุมธานี

เห็นชอบให้จำหน่ายข้าวหอมปทุมธานี นาปี ปี 2551/52 และนาปรัง ปี 2552
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 โดยมีรายละเอียด
รายชื่อบริษัท ชนิด และปริมาณข้าว ราคาจำหน่ายและคลังสินค้า รวม 7 คลัง
ตามเอกสาร 1


2.ข้าวเหนียวขาว 100%
เห็นชอบให้จำหน่ายข้าวเหนียวขาว 10% นาปี ปี 2551/52
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 โดยมีรายละเอียด
รายชื่อบริษัท ชนิด และปริมาณข้าว ราคาจำหน่าย และคลังสินค้า รวม 1 คลัง
ตามเอกสาร 2

3.ข้าวขาว 5%
เห็นชอบให้จำหน่ายข้าวขาว 5% นาปรัง ปี 2551 ,นาปี ปี 2551/52
และ นาปรัง ปี 2552 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 โดยมีรายละเอียด
รายชื่อบริษัท ชนิด และปริมาณข้าว ราคาจำหน่าย และคลังสินค้า รวม 18 คลัง
ตามเอกสาร 3

ในการนี้ขอให้.....ดำเนินการตามทำ
สัญญาซื้อขายกับบริษัทตามข้อ 1-3 โดยถือปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
และเงื่อนไขในข้อ 10-12 ตามหนังสือกรมการค้าต่างประเทศด่วนที่สุด
ที่ พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 อย่างเคร่งครัด (เอกสาร4)
โดยในส่วนของเงื่อนไขการรับมอบและขนย้าย
รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) มีบัญชาให้บริษัท
รับและขนย้ายข้าวสารตามข้อ 1-2 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 60 วัน
นับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย
และ ตามข้อ 3 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย
ทั้งนี้ให้เป็นการดำเนินการในทางลับ
จนกว่าจะมีการขนย้ายข้าวสารออกจากคลังสินค้าเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
และเมื่อได้ดำเนินการทำสัญญาแล้ว ขอให้ส่งมอบสำเนาสัญญาพร้อมเอกสารประกอบสัญญา
ให้กรมการค้าต่างประเทศทราบด้วย


จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จะขอบคุณมาก

นายมนัส สร้อยทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร


ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวยังแนบ
หนังสือด่วนที่สุดที่ พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่
ที่อ้างข้างต้น ส่งให้หน่วยงานด้วย

ใบตองแห้งออนไลน์ : ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน

ที่มา ประชาไท

ช่วง วันหยุดยาวที่แล้ว ผมพาลูกไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับวงศาคณาญาติ เมืองกาญจน์มีอะไรน่าเที่ยวเยอะเลย เช่น ได้ไปดูสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งล้อมรอบไปด้วยตลาดขายพลอยและของกินของฝาก แบบว่าพื้นที่สะพานจริงๆ เหลือราว 10% อีก 90% เป็นแผงขายของ ฮิฮิ นี่แหละการท่องเที่ยวแบบไทยๆ

เนื่อง จากมีเด็กๆ ไปหลายคน ก็เลยต้องพาไปดูกองถ่ายหนังพระนเรศวร ซึ่งกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนเมืองกาญจน์ไปแล้ว จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยสัมภาษณ์พี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แกยืนยันว่าพระนเรศวรไม่ได้ทำยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ แต่เป็นที่เมืองกาญจน์ต่างหาก ตอนนี้คงไม่ต้องเถียงกัน พระนเรศวรอยู่เมืองกาญจน์แหงๆ

ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท เอาก็เอาวะ เพื่อปลูกฝังเลือดรักชาติ (ได้ข่าวว่าภาค 3 จะมีเรื่องพระยาละแวกด้วย เขากำลังสร้างฉากวังพระยาละแวกอยู่) น่าเสียดาย งบ 100 ล้านที่จะได้จากกระทรวงวัฒนธรรม ถูกตัดไปเกินครึ่ง ไกด์นำชมกองถ่ายบอกว่าฉากที่จะใช้ในหนังภาค 3 ภาค 4 เราจะใช้ปูนจริงๆ แล้วนะ ไม่ใช่โฟม

ถึงตอนนั้นอาจจะขึ้นค่าตั๋วเข้าชมได้ เพราะ 100 บาทเนี่ยยังเป็นแค่ค่าชมโฟม

ทำไม หนอ อภิชาติพงศ์ไม่ขายตั๋วเข้าชมกองถ่าย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” มั่ง นั่นหนังรางวัลเมืองคานส์เชียวนะ รางวัลสูงสุดที่หนังไทยเคยได้รับ

ขากลับ จากกองถ่าย รถเลี้ยวผิดไปผ่านกองพล 9 ถนนยาวเหยียดผ่านกรมผ่านกองพันอะไรมั่งก็ไม่รู้ โห ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ เขตทหาร แต่ละกองพันมีตึก 3-4 หลัง เนื้อที่หลายร้อยไร่ อดคิดไม่ได้ว่า ผบ.กรมยศพันเอก ผบ.พันยศพันโท แต่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดบังคับบัญชาทหารหลายร้อยคน มีอาวุธพรั่งพร้อม มีวัสดุอุปกรณ์ ยุทธบริการ งบประมาณไม่อั้น ข้าราชการอื่นที่อายุราชการเท่ากันเทียบไม่ติด

ถ้าเทียบกับตำรวจที่ เรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน พ.ต.ท.เนี่ยกิ๊กก๊อกมากนะครับ ต้อง พ.ต.อ.ถึงได้เป็นผู้กำกับคุมเขตหรืออำเภอ แล้ว สน.หรือ สภ.ก็มักจะโทรมๆ เทียบไม่ได้กับกองพันที่ใหญ่โตกว้างขวางมีบ้านพักพรั่งพร้อมลงไปถึงนายสิบ

ที่ จริงทุกประเทศก็ยกให้ทหารมี “อภิสิทธิ์” ในฐานะรั้วของชาติ ต้องได้รับการสนับสนุนขั้นสูงสุด ดีสุด สะดวกรวดเร็วที่สุด เพื่อความพร้อมที่จะทำศึกสงครามป้องกันประเทศ แต่ทหารไทยเรามี “อภิสิทธิ์” มากกว่าเขา (เพราะจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์-ฮา) จากการมีอำนาจปกครองยาวนานในยุคเผด็จการ กระทั่งประชาธิปไตยครึ่งใบ แม้จะถูกไล่กลับกรมกองหลังพฤษภา 35 ก็ยังคงอภิสิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าแตะอยู่มากมาย กระทั่งคนชั้นกลางไปเชิญกลับมาใหม่ ทหารยุค 19 กันยา รู้จักปรับตัวให้ดูสุภาพ น่ารัก ตามหน้าเฟซบุคสำหรับคนชั้นกลาง แต่โทษที “อภิสิทธิ์” เนี่ยขอเต็มๆ แบบงบประมาณทหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ทหาร มักจะคิดว่าตัวเองต้องมีอภิสิทธิ์มากกว่าประชาชนหรือข้าราชการทั่วไป เพราะรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียสละเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มากกว่าคนทั่วไป จึงควรมีบทบาทอำนาจเหนือคนอื่น กระทั่งก้าวล่วงเข้ามายึดอำนาจเพื่อ “ปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ” เนื่องจากไม่มีใครแล้วที่จะผูกพันกับ “สถาบันสำคัญของชาติ” เท่ากู ไม่ว่าประชาธิปไตยหรือประชาชน ยังสำคัญเป็นรอง

อภิสิทธิ์ของทหารจึง ผูกพันกันเป็นชั้นๆ ไปจนถึงความผูกพันสูงสุด กลายเป็นระบอบอำนาจที่อยู่เหนือประชาธิปไตย เหนือประชาชน โดยที่ทหารลืมไปแล้วว่า การที่สังคมมอบอภิสิทธิ์และให้เกียรติยศ เพราะคุณมีหน้าที่ “รับจ้างตาย” แทนประชาชน ไม่ใช่เพราะคุณมีความรู้ความสามารถหรือมีจิตใจสูงส่งเหนือชาวบ้าน

ว่างๆ ผมชอบดูข่าวช่อง 5 เพราะตลกดี เวลาที่มีพวกแม่ทัพหรือ ผบ.พล มาให้โอวาทแสดงวิสัยทัศน์ (โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร มีบ่อย) ฟังแล้วขำกลิ้งเลย เพราะมันเป็นการขยายขี้เท่อมากกว่าแสดงวิสัยทัศน์ บางครั้งก็ได้ดูข่าวประเภทท่านผู้การนำกำลังพลปลูกต้นไม้ เรียงแถวกันเป็นร้อยๆ หลุม ท่านผู้การน่ะไม่ต้องปลูกเองหรอก มีลูกน้องสาวๆ ช่วยยกกระถาง ท่านก็เอามือแตะๆ พอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็นั่งยิ้มย่องปลื้มปิติบนโซฟา นึกฉากต่อไปได้เลยว่า หลังจากนั้นแม่-ก็คงไม่ทำงานทำการอะไรกันทั้งวัน เพราะไม่ค่อยมีงานทำอยู่แล้ว

ในระบบราชการที่ว่าล้าหลัง คร่ำครึ ที่จริงหลายหน่วยงานก็พยายามปรับตัวให้ทันสมัย บริการประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว (หน่วยงานหนึ่งที่ยอดมากส์คือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งใช้ระบบไดรฟ์อินเข้าไปต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว) น่าจะเหลือทหารนี่แหละ ที่ยังจมปลักอนุรักษ์นิยมยึดจารีตคร่ำครึกว่าเพื่อน

การปฏิรูปกอง ทัพ จึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่คงต้องอาศัย timing ในอนาคต เกิดอะไรซักอย่างเป็นชนวนให้รื้อระบบกันครั้งใหญ่ ซึ่งคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ “สภาปฏิรูป” (สภาโจ๊กยุคใหม่) เพราะคงต้องรื้อทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบแต่งตั้งโยกย้าย ให้เป็น “ทหารอาชีพ” ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซง ไม่มีอำนาจอื่นใดเข้าไปแทรกแซง แยกทหารออกมาจากอำนาจบางอย่างให้เป็น “ทหารของประชาชน ทหารของประชาธิปไตย” ลดเลิกอภิสิทธิ์ ให้สังคมตรวจสอบได้ รวมถึงการปฏิรูปกองทัพให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพ

กองทัพไทยเนี่ยน่า จะเป็นกองทัพที่มีสัดส่วนของพลเอกอัตราจอมพลสูงที่สุด ในโลก มีสัดส่วนของนายพลที่ไม่ได้คุมกำลัง กับนายพลที่คุมกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก และน่าจะมีสัดส่วนของหน่วยงานฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายยุทธบริการ ฝ่ายสัพเพเหระ ฝ่ายเฮโลสาระพา กับกองพลกองพันที่เป็นกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก

แม้แต่งบประมาณก็เช่นกัน เงินเดือนของทหารที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบ ปีๆ หนึ่งอาจจะซื้อฝูงบินกริพเพนได้ทั้งฝูง แถมสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล จิปาถะ ที่พิเศษกว่าข้าราชการอื่นๆ (รพ.ค่ายทหารทุกแห่งเป็นที่นิยมของข้าราชการ เพราะจ่ายยานอกบัญชียาหลักให้ง่าย ไม่เรื่องมาก แพงกว่า รพ.จังหวัด แต่เบิกได้หมด)

กองทัพเดินได้ด้วยท้อง แต่กองทัพไทยท้องกาง เพราะหนักกำลังพลที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบจริงๆ และไม่เคยมีรัฐบาลไหนลดกำลังพลสำเร็จ นายทหารจบ จปร.ทุกคนต้องได้นายพล ทักษิณยังบอกเพื่อน ตท. 10 ให้สำรวจซิว่าใครยังไม่ได้นายพล ฉะนั้นเราจึงมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเสธ หัวหน้าฝ่ายเสธ ฝ่ายเสธของหัวหน้าฝ่ายเสธ ฯลฯ เต็มไปหมด

รัฐบาลชอบบอกว่าสมองไหลออก จากระบบราชการ แต่ทหารไม่เคยสมองไหล ผมก็ไม่ทราบว่าระบบทหารอเมริกันเป็นอย่างไร แต่เท่าที่รู้ พอไปถึงระดับหนึ่งเขาให้ลาออก พันโทพันเอกลาออก โดยให้บำเหน็จบำนาญอย่างจุใจ เพราะถือว่าไปรบเพื่อชาติมา แต่ระบบไทยไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการเป็นนายพลมีอภิสิทธิ์มากมาย เช่น นายพลทำผิดวินัยลงโทษได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน (จึงเล่นงานเสธแดงไม่ได้) พลเอกเกษียณจะมีพลขับตามรับใช้ตลอดชีวิต ร.พ.ทหารมีห้องวีไอพีสำหรับชั้นนายพล ใครมันจะยอมลาออก

คนดีคนเก่ง?
พูด ถึงทหารซะยาว เพราะทหารเป็นแกนหลักของ “รัฐราชการ” ที่จะต้องปฏิรูปและลดอำนาจ กระจายอำนาจให้ประชาชน เป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” มากขึ้นตามทฤษฎีหมอประเวศ (ฮิฮิ)

แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นหลังรัฐ ประหาร ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คือความพยายามเพิ่มความเข้มแข็งของ “รัฐราชการ” เสริมสร้างอำนาจและความใหญ่โตของระบบราชการ

“ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน ต้องเป็นคนดีคนเก่ง” ผมเห็นคำขวัญนี้ติดท้ายรถมากขึ้นเรื่อยๆ จนชักจะเกร่อ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ตัวคำขวัญน่ะดีหรอก ถ้าถือว่าเป็นการเรียกร้องข้าราชการ แต่ตัวข้าราชการที่เอาคำขวัญนี้มาอวด เขาคิดอย่างไร เผลอๆ จะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีคนเก่งเหนือชาวบ้านหรือเปล่า

แล้วก็อดคิดลึก ไม่ได้ว่า คำขวัญเดิมๆ ที่ว่าข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ต้องรับใช้ประชาชน เนี่ยยังอยู่ไหม หรือว่าเป็น “ข้าของแผ่นดิน” แล้วโยนคำขวัญยุคประชาธิปไตยทิ้งเหอะ

หรืออีกนัยหนึ่งจะตีความได้ไหมว่าข้าราชการเป็น “ข้าของแผ่นดิน” นะ ไม่ใช่ข้าของนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมานะ

จะ คิดอย่างไรก็แล้วแต่ คำขวัญนี้สอดคล้องจังกับการปลุกระบบราชการให้กลับขึ้นมาอยู่เหนือ “ราษฎรผู้หลงผิด” ที่กำลังเรียกร้องหาเสรีประชาธิปไตย โดยเน้น “ความดี ความเก่ง”

ซึ่งมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็ให้ปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ เพื่อให้แข่งขันกับเอกชนได้ (แล้วจะปรับคนใหม่ยังไงถ้าไม่เพิ่มให้คนเก่า ที่สุดก็คือขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ)

บอกก่อนว่าผมก็โตมาใน ครอบครัวข้าราชการ พ่อแม่เป็นครู พี่สาวเป็นครู น้องเป็นข้าราชการ น้าเป็นข้าราชการ ผมยังคิดว่าข้าราชการส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี แต่ระบบราชการสิมีปัญหา ความล้าหลังคร่ำครึ ระบบอุปถัมภ์ วิ่งเต้นเส้นสาย ทำให้คนมีความสามารถ คนที่รักอิสระ ในรุ่นหลังๆ ไม่อยากรับราชการ

รุ่น พ่อรุ่นแม่ หรือรุ่นพี่ผมอาจจะไม่มีทางเลือก แต่คนรุ่นผมเป็นต้นมา (ที่ตอนนี้อายุ 50 กว่า) มีทางเลือกมากขึ้น รักอิสระมากขึ้น จึงเข้ารับราชการน้อยลงๆ เพื่อนร่วมรุ่นผมถ้ายังรับราชการก็มีแต่หมอ กับทหาร พวกที่เรียนอย่างอื่นทำงานเอกชนหรือทำธุรกิจกันหมด มันไม่ใช่แค่ความอยากรวยหรืออยากได้เงินเดือนมากกว่า เพราะเป็นข้าราชการ เงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่าเอกชน 30-40% แต่มั่นคงกว่านะครับ เงินเดือนขึ้นทุกปี มีบำเหน็จบำนาญสวัสดิการรักษาพยาบาลจนวันตาย

เพื่อน ร่วมรุ่น มศ.3 มีรายหนึ่ง ไม่เจอกัน 30 กว่าปี เป็นผู้ว่าฯ ไปแล้ว ดาวรุ่งซะด้วย สมัยก่อนเพื่อนเรียก “ไอ้ลาว” สมัยนี้คงต้องเรียก “ท่านลาว” ไม่ใช่คนเรียนเก่งที่สุด เอนท์ไม่ติดด้วยซ้ำ จบรามฯ แต่จำได้ว่าเป็นคนพูดเก่ง เข้าคนเก่ง และน่าจะเป็นคนทำงานเก่ง เพราะสมัยเรียนด้วยกันก็หนักเอาเบาสู้

ผมกำลังจะบอกว่านั่นคือ คุณสมบัติของข้าราชการที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีทั้งสองอย่าง ทำงานเป็น เข้าคนเป็น ประสานผลประโยชน์เป็น ระบบราชการปัจจุบันอาจจะดีกว่าสมัยก่อน ตรงที่คนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ต้องมีความสามารถด้วย พวกประจบสอพลอวิ่งเต้นเส้นสายหาเงินจ่ายนาย อย่างเดียวอยู่ยากส์ แต่ถ้าคุณมีแค่ความสามารถอย่างเดียว ก็อยู่ได้ แต่แป๊ก

ระบบราชการ ทุกวันนี้จึงไม่ใช่ระบบของ “คนดี คนเก่ง” (คนดีคนเก่งที่ไหนกระโดดพรวดจากผู้ว่าบุรีรัมย์เป็นปลัดมหาดไทยในเวลาไม่ถึง 2 ปี) แม้จะมีคนดีคนเก่งอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ก็ถูกหมกอยู่ข้างใต้ จนท้อแท้ อ่อนล้า เฉื่อยชา ระบบราชการจริงๆ กลายเป็นระบบอภิสิทธิ์ชนที่มีสวัสดิการดีที่สุดในโลก (รองจากคุณพ่อรัฐวิสาหกิจ) กลายเป็นเกราะพึ่งพิงของคนที่ไม่อยากกระโดดเข้าไปต่อสู้แข่งขันในระบบทุน นิยม ซึ่งถ้าไม่แน่จริง คุณตาย!

ที่มักจะพูดกันว่าระบบราชการยังคง ไว้ซึ่งระบบคุณธรรม จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในระบบราชการ หรือรัฐวิสาหกิจนี่แหละครับ เป็นคนชั้นกลางที่มีความมั่นคงในชีวิต จนมีเวลาว่างไปบวชชีพราหมณ์ ศึกษาธรรมะ ใฝ่หาความสงบ อย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจต่อดัชนีเศรษฐกิจ (พลังศีลธรรมเสื้อเหลืองจึงได้แรงหนุนจากข้าราชการส่วนใหญ่)

ปชป.เป็น พรรคขุนนาง จึงพยายามเพิ่มความใหญ่โตเทอะทะของระบบราชการ ชูคำขวัญ “คนดี คนเก่ง” เพิ่มคน เพิ่มเงินเดือน ทั้งที่ทิศทางของประเทศต้องลดขนาดของระบบราชการ กระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตัวเอง ในทางธุรกิจก็ปล่อยเอกชนไป โดยรัฐแค่กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเท่านั้น

การเพิ่ม เงินเดือนจึงไม่ใช่แรงจูงใจให้คนดีคนเก่งเข้ารับราชการ เป็นแค่เพิ่มอภิสิทธิ์ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่คัดค้านการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ขึ้นทีไรก็กระทบชิ่งทั้งระบบ ขึ้นหมด โดยไม่ดูความเป็นธรรมของระบบอัตราเงินเดือนข้าราชการที่ปัจจุบันลักลั่นกัน ยุ่งเหยิงไปหมด

สิ่งที่รัฐควรทำมากกว่าขึ้นเงินเดือน คือการปฏิรูประบบเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างเงินเดือนข้าราชการตาดำๆ ทำมะดาๆ กับข้าราชการตุลาการ อัยการ องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน หรือหน่วยงานพิเศษต่างๆ

ข้าราชการตุลาการ สมัยประมาณ ชันซื่อ เป็นประธานศาลฎีกา ขอแยกบัญชีเงินเดือน จนเงินเดือนตุลาการสูงลิบลิ่ว โดยอ้างว่าประธานศาลฎีกาควรได้เท่านายกฯ ซึ่งก็น่าจะถูกหลัก แต่พอไล่ลงมาสิครับ ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเงินเดือนมากกว่าผู้ว่าฯ ลิบเลย

อัน ที่จริงตามหลักการเราถือว่าผู้พิพากษาต้องเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ อื่น เพราะมีข้อห้ามข้อจำกัดเยอะ เช่น ห้ามเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ห้ามมีรายได้อื่นยกเว้นค่าเขียนหนังสือตำรับตำราทางวิชาการ

แต่ที่ขึ้นครั้งนั้นกลายเป็นสูงลิบ อย่าถามว่าทำไมรัฐบาลและรัฐสภาถึงยอม ไปถามจรัญ ภักดีธนากุล ดีกว่าว่าประมาณ ชันซื่อ เป็นใคร

สมัย ทักษิณเคยไปพูดที่ศาล บอกว่าเงินเดือนศาลสูงกว่าแพทย์มากมายไม่ถูกต้อง เพราะคนเรียนเก่งที่สุดสอบเข้าแพทย์ โห! ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาคงโกรธหน้าเขียวหน้าดำ

เงินเดือนศาลฝ่ายเดียวยัง พอทำเนา ถ้าไม่เกิดลูกช่วงมาถึงฝ่ายอื่นๆ เช่น องค์กรอิสระ พอจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 40 ประธานก็ต้องได้เงินเดือนใกล้เคียงนายกฯ ใกล้เคียงประธานศาลฎีกา แล้วข้าราชการล่ะ ข้าราชการล่างๆ ลงมาก็ได้เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการตาดำๆ ทำมะดา ต่อมาก็เกิดองค์กรพิเศษ เช่น DSI นิติวิทยาศาสตร์ ปปง.รวมทั้ง สสส.ทั้ง 4 ส.ของหมอประเวศ องค์กรมหาชนทั้งหลาย เอากันเข้าไปใหญ่ ใครเป็นข้าราชการน่าจะรู้ดี ลองเอาบัญชีมาเทียบดูก็ได้ ตั้งองค์กรพวกนี้แต่ละที ข้าราชการวิ่งเต้นขอโอนย้ายอุตลุด

นอกจาก นี้ยังมีอัยการ ซึ่งเรียกร้องโวยวายจนได้เงินเดือนใกล้เคียงศาล โดยหลักก็น่าจะถูกอีกนั่นแหละ แต่อย่าลืมว่าข้อห้ามของศาลกับอัยการต่างกัน อัยการหารายได้พิเศษได้ เป็นที่ปรึกษาธุรกิจได้ คบพ่อค้า พาพวกกินเหล้าเมาเฮฮาตามสวนอาหารจนเลยตีสองก็ยังได้ ขณะที่ผู้พิพากษาเขาทำไม่ได้

ร้ายกว่านั้นอีกนะครับ มันยังกระทบชิ่งมาถึงนิติกร ตามหน่วยงานราชการทั่วไป อ้างว่ากลัวสมองไหล พวกนิติกรจะไปสอบอัยการสอบผู้พิพากษากันหมด ก.พ.เลยกำหนดว่าเป็นวิชาชีพขาดแคลน เพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้

ไอ้บ้า เอ๊ย นิติกรเนี่ยนะวิชาชีพขาดแคลน คนจบนิติปีๆ หนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ น้องผมทำราชการ บอกว่านิติกรที่สำนักงานวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ดูหนังสือรอสอบอัยการสอบผู้พิพากษา ยังได้เงินเพิ่มอีกต่างหาก

อย่า แปลกใจที่เด็กสอบได้ที่หนึ่งประเทศไทยปีหลังๆ เลือกคณะนิติฯ ถ้าลองไปถามว่าหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะเงินเดือนงาม มีอำนาจบารมี มีแต่คนยำเกรง หรือหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะอยากมีชีวิตสงบ สมถะ ยึดมั่นในความยุติธรรม

ร้อยทั้งร้อยต้องตอบข้อหลัง!

278 มาตราลวงโลก
ก่อน วันหยุดยาว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติ 103 ต่อ 4 ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน (ไม่รู้เป็นไง ตอนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินก็ก่อนวันหยุดยาว)

ไม่ใช่ เรื่องน่าประหลาดใจเลย ไม่มีใครตื่นเต้น ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็ต้องลงมติไม่รับอุทธรณ์ เพราะมาตรา 278 กำหนดว่าให้ยื่นอุทธรณ์ได้ในกรณีที่มี “หลักฐานใหม่”

ใครมันจะไปหาหลักฐานใหม่ได้ในเวลา 30 วัน เว้นเสียแต่จะมีพจนานุกรมออกใหม่ ยืนยันว่าคำว่า “ไม่สมควร” ไม่ใช่ความผิดที่มีผลตามกฎหมาย

อ.วรเจตน์ เคยชี้ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ผมเมื่อปีที่แล้ว ว่ามาตรา 278 เป็นกลไกที่ซ่อนปม เพราะไม่ใช่การอุทธรณ์ที่แท้จริง แต่เอาการอุทธรณ์กับการขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มายำรวมกัน ให้ดูเหมือนว่าเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ ไม่ใช่ศาลเดียวจบนะ

ทั้งที่ การอุทธรณ์ที่แท้จริง คือการโต้แย้งคำพิพากษาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ต่อศาลที่สูงกว่าเพื่อให้วินิจฉัยอีกครั้ง โดยใช้พยานหลักฐานเดิมนั่นแหละ แต่แย้งว่าศาลตีความกฎหมายไม่ถูก หรือแย้งว่าศาลฟังข้อเท็จจริงผิด

แต่กรณีนี้ไม่ใช่เลย เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่สามารถลงไปวินิจฉัยใหม่ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ขณะ ที่การรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ อย่างเช่น พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 หมายถึงถ้าศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว ถึงฎีกา จำเลยติดคุกไปแล้วเพิ่งพบหลักฐานใหม่ว่า อ้าว ฆาตกรตัวจริงโผล่มา หรือยุคสมัยนี้มีการตรวจ DNA แล้วพบว่าจำเลยไม่ได้ฆ่า ก็นำเสนอหลักฐานใหม่มาขอรื้อฟื้นคดีได้ โดยไม่จำกัดเวลาว่าต้อง 30 วัน จะ 5 ปี 10 ปีก็ได้

มาตรา 278 ไปเอา 2 อย่างนี้มายำรวมกัน เพื่อ “ลวงโลก” ว่านี่ไง เขาให้อุทธรณ์นะ มีหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพนะ เป็นธรรมนะ ไม่ใช่ศาลเดียวเบ็ดเสร็จนะ แต่ความจริงหาใช่ไม่

ตรงกัน ข้ามเวลาตีข่าวไปทั่วโลก ถ้าพาดหัวข่าวสั้นๆว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ คดียึดทรัพย์ทักษิณถึงที่สุด คนอ่านไม่ละเอียดก็จะเข้าใจว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เลย (เหมือนตอนศาลพิจารณาคดีทักษิณใหม่ๆ ข่าวฝรั่งชอบบอกว่าทักษิณต้องขึ้น “ศาลคอรัปชั่น” แต่ต่อมาฝรั่งคงเข้าใจเลยไม่ค่อยใช้คำนี้อีก)

ในระบบ กฎหมายที่ดำรงอยู่ คดีทักษิณคงจบแค่นี้ ไม่มีทางที่จะหา “หลักฐานใหม่” ต่อให้อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ก็อ้างหลักฐานใหม่มารื้อฟื้นคดีไม่ได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งคดีที่ดินรัชดา ทั้งคดียึดทรัพย์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่พยานหลักฐาน แต่อยู่ที่การตีความข้อกฎหมาย

คดีที่ดินรัชดาคือการตีความมาตรา 100 กฎหมาย ปปช.ให้มีความผิดอาญา ลงโทษจำคุกได้โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของการทุจริตประพฤติมิชอบ (ถ้ามีการทุจริต เช่นทักษิณสั่งให้แบงก์ชาติช่วยเอื้อประโยชน์ ป่านนี้หม่อมอุ๋ยคงติดคุกหัวโต ไม่ได้จัดงานแต่งคุณปลื้ม)

ส่วนคดี ยึดทรัพย์คือการตีความกฎหมาย ปปช.ว่าด้วยความร่ำรวยผิดปกติ ว่าสามารถยึดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีความผิดอาญา จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าได้ทรัพย์สินมาจากการทุจริตประพฤติมิชอบ เพียงวินิจฉัยว่า “ได้มาโดยไม่สมควร” ก็ยึดทรัพย์ได้แล้ว

ถามว่าจะไปโต้แย้งที่ไหน อย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ที่ น่าสนใจคือทักษิณจะทำอย่างไรต่อไปต่างหาก บางคนลือว่าทักษิณถอดใจ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดี สำหรับขบวนประชาธิปไตย แต่ถ้าทักษิณยังคิดจะมานำขบวนการต่อสู้อีก เหมือนที่นำคนเสื้อแดงพ่ายแพ้มา 2 ครั้ง ก็ต้องบอกว่ายังไม่สรุปบทเรียนอีกหรือ ทักษิณควรรู้ตัวและถอยไปอยู่ท้ายแถว ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ร่วมแต่ต้องลดบทบาทไปอยู่ท้ายแถว แล้วสักวันหนึ่งอะไรที่ไม่ได้รับความยุติธรรมค่อยได้คืน

ผมคิดว่าคน ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือแม้แต่คนเสื้อแดง ก็ลดความต้องการหรือความจำเป็นที่จะต้องมีทักษิณมาเป็นตัวกระตุ้นในเรื่อง ความยุติธรรมหรือความรู้สึก “สองมาตรฐาน” อีกแล้ว เนื่องจากการต่อสู้ที่พัฒนามา ทำให้พวกเขาเจอเอง รู้สึกเอง ถูกกระทำเอง โดยเฉพาะถูกจับกุมคุมขังและถูกลงโทษอย่างรุนแรงหลังพฤษภาอำมหิต... ขณะที่พวกม็อบมีเส้นทำผิดกฎหมายร้ายแรง กลับได้รับ “ความปราณี” อย่างแตกต่างกันสิ้นเชิง

บทบาทของทักษิณจากนี้ไปจึงเป็นแค่ “ตัวพ่วง” (และถ้าเป็นตัวถ่วงก็ต้องปลดทิ้ง) แต่ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินไปด้วยตัวเอง ต่อให้ทักษิณไม่สู้ เราก็สู้ โดยไม่ต้องสนใจทักษิณ ไม่ต้องใส่ใจกับพรรคเพื่อไทย (ที่ยังไง้ยังไงก็ไม่มีทางชนะเลือกตั้ง)

ผมสนใจปรากฏการณ์ที่ สกอ.ร่อนหนังสือห้ามกิจกรรมนักศึกษา หรืออาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ห้ามนิสิตชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์มากกว่า นี่แหละคือ “บรรยากาศก่อน 14 ตุลา” ของจริง

พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน 'คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ'

ที่มา ประชาไท

ประเด็น “วิวาทะ” เรื่องนิสิตชูป้าย “เตือนความจำ” และขอยื่นหนังสือประท้วง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาปาฐกถา ในงานครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 18 ส.ค. นั้น เป็นประเด็นที่ “น่าสะเทือนใจ”

1. สะเทือนใจที่นักศึกษาถูกยึดป้าย “เตือนความจำอภิสิทธิ์” ด้วยข้อความ เช่น “จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "ผมอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วพังไปเรื่อยๆ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “หยุดปิดกั้นความคิด หยุดใช้ พ.ร.ก.”

แต่น่าสะเทือนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ว่า “...นายวีระศักดิ์หวั่นว่าจะเป็นป้ายที่เขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล้อแม่ เหมือนที่ประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง จึงได้ยึดมา”

นี่ คือทัศนคติที่ตัดสินล่วงหน้าว่า ถ้าคุณอยู่ฟากเสื้อแดงต้องไม่มีสมองคิด แม้คุณจะเป็นถึง “นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ที่ผมสอนคุณมาดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าคุณประท้วงอะไรเพื่อปกป้องสิทธิทางการเมืองของคนเสื้อแดง คุณอาจหยาบคาย สูญเสียความเป็น “สุภาพชน” ไป

ทว่าเมื่อได้รู้ข้อความ “เตือนสติ” นายกฯ ตรงๆ ที่แสนสุภาพและสละสวยยิ่งกว่าข้อความ เช่น “กระชับพื้นที่” เพื่อ “คืนความสุข” ให้ “คนกรุงเทพฯ” ในป้ายประท้วงของนักศึกษาแล้ว ไม่เห็นอาจารย์ท่านนั้น “ขอโทษ” นักศึกษา ที่ตนเองเข้าใจผิด มองนักศึกษาต่ำๆ เหมือนที่มองคนเสื้อแดง

2. เหตุผลของอาจารย์สับสนครับ เช่น คำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “แล้วสิ่งที่ต้องคิดนะ สิ่งที่ต้องคิดก็คือ นี่คือนิสิตกลุ่มหนึ่ง นิสิต 3-4 คนก็แล้วแต่ แล้วเคยถามประชาคมจุฬาฯ ไหม...เคยถามเขาไหมว่า เรามาแสดงออกในเวทีนี้ เขาจะผลักดันนโยบายนี้ ถูกที่ไหม เคยถามหรือเปล่า หรือว่าเอะอะปาวๆ ก็จะแสดงออก แสดงออก ผมก็ถามกลับว่า อยากแสดงออกแล้วทำไม ต้องเลือกแค่ช่วงที่บุคคลสำคัญมา ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่ ช่วงต่อจากนั้น ทำไมไม่แสดงออก.. เอ๊ะ เป็นการแสดงออกแบบเลือกที่มักรักที่ชังหรือเปล่า อย่างนี้เรียกเสรีภาพที่แท้จริงหรือ..."

ก็นิสิตเขาต้องการ ประท้วงนายกฯ เขาก็ต้องแสดงออกเวลาที่นายกฯ มาซิครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณจาตุรนต์ เขาจะไปยืนชูป้ายใน “ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่” ให้เมื่อย “จุดยืน” (ส้นเท้า) ทำไมครับ? แล้วทำไมการชูป้ายประท้วงนายกฯ การยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกฯ ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน และรับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชนที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จำเป็นที่นิสิต (จะ 1 คน หรือกี่คนก็ตาม) จะต้องถาม “ประชาคมจุฬาฯ” ด้วยหรือครับ?

ประชาคมจุฬาฯ ยิ่งใหญ่คับฟ้าเลยหรือครับ? ทำไมนิสิตจะแสดงสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ รับรองโดยรัฐธรรมนูญ จะต้องไป “ถาม” ประชาคมจุฬาฯก่อนด้วย!

ที่จริง ประชาคมจุฬาฯ ควรจะขอบคุณนิสิต 3- 4 คน นะครับ ที่พวกเขาแสดงออกให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เห็นว่า ในจุฬาฯ ยังมีคนที่ “สามารถเข้าใจได้” ว่า รัฐบาลที่ทำให้คนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และยังบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ปิดกั้นสิทธิทางการเมืองของประชาชนต่างๆ นั้น เป็นรัฐบาลที่ไม่เหลือ “ความชอบธรรม” อยู่อีกแล้ว!

3. ที่อาจารย์บอกว่า “...เราไม่ใช่แสดงเสรีภาพโดยไม่มีขอบเขตอะไรเลย นิสิตอยากแสดงออกแล้วสิทธิของผมในฐานะคนจัดงานประชุมอยู่ตรงไหน สิทธิของผมคือทำให้งานมันเรียบร้อยใช่ไหมครับ” สิทธิที่อาจารย์ต้องจัดงานให้เรียบร้อยนิสิตก็ควรเคารพครับ เหมือนสิทธิการจราจรของคนทั่วไปที่ผู้ประท้วงบนท้องถนนก็ควรเคารพ แต่บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องเลือกว่าสิทธิอันไหนสำคัญกว่า หากการแสดงออกซึ่งสิทธิทางการเมืองมันมีค่าต่อสาธารณชนหรือสังคมโดยรวม หรือความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า สิทธิที่รองลงมา เช่น สิทธิการจราจรในบางช่วงเวลา หรือสิทธิความสะดวกกายสบายใจส่วนบุคคลอื่นๆ ก็อาจต้องเสียสละกันบ้างใช่ไหมครับ! (ภายใต้ “เงาอำมหิต” ของอำนาจนิยม นิสิตเขาคงกลัวว่าถ้าแจ้งให้อาจารย์ทราบล่วงหน้าก่อน คงไม่ได้ชูป้ายประท้วง)

4.การตบท้าย “คำอธิบายตัวเอง” ด้วย “ภาษาอำนาจนิยม” สะท้อนถึงทัศนคติของอาจารย์... "นี่เวทีวิชาการ ผมเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นี่เป็นที่ของผม ถ้ามีปัญหาค่อยฟ้องทีหลัง " ...คำพูดผมหมายถึงสถานที่จัดงาน เป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ได้หมายถึงว่าจุฬาฯ เป็นที่ของผม เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน"

สรุป ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและท่าทีของอาจารย์ เช่น ตัดสินล่วงหน้าว่าคำประท้วงจะหยาบคายเหมือนคนเสื้อแดง (ไม่ชอบคนเสื้อแดงไม่ว่า แต่ไม่ให้เกียรตินิสิตของตัวเองบ้างเลย!) จะแสดงออกทางการเมืองแบบนี้เคยถามประชาคมจุฬาฯ บ้างไหม คุณเคารพสิทธิของผมไหม และ “ท่วงทำนอง” ของคำพูด “ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน" นั้น แสดงถึง “ระบบความนึกคิด” (ideology) แบบอำนาจนิยมอยู่ในที

และกล่าวอย่างถึงที่สุด ด้วยทัศนคติของคนที่เป็นถึงอาจารย์รัฐศาสตร์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า “พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมือง” ใน “พื้นที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ถูกจำกัด (อย่างน้อยก็สำหรับนักศึกษา 3-4 คนนั้น) และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน “มโนสำนึก” หรือ “ระบบความนึกคิด” ของนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศอย่างน่าสลดหดหู่

ปล. อ่านข่าวประกอบที่ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30744 http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30765 http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30783 และ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/307686

กวีประชาไท:ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์ "กูไม่ยอม...!!!"

ที่มา ประชาไท

ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์

กลางดึกอันเงียบงันฉันฝันร้าย
ฝันว่าตายกลางเปลวแดดในเมืองใหญ่
เห็นซากศพรอยเลือดและเปลวไฟ
เห็นคนพาลจัญไรไล่ยิงคน

เป็นกลางดึกพฤษภาที่ฉันฝัน
ม่านเมฆหมอกไฟควันที่สั่นไหว
เสียงกรีดร้องขอชีวิตไม่อยากตาย
ฉันจำได้นั่นคือเสียงประชาชน

เป็นความฝันเหมือนจริงยิ่งกว่าฝัน
เสียงไชโยโห่ร้องลั่นกระสุนสอย
ถ่มน้ำลายสมน้ำหน้าขี้ข้าพลอย
พวกคนถ่อยสมควรแล้วสมควรตาย

เหมือนไม่ฝันแต่เป็นฝันฉันจึงเห็น
ความเยือกเย็นของคนบนสวรรค์
แล้วสั่งการอ้างอำนาจการลงทัณฑ์
มึงบังอาจเย้ยหยันอำนาจกู

ในความฝันฉันตายกลางเปลวแดด
เสียงปืนแผดทะลุร่างระเบิดไหม้
ฉันเป็นศพแน่นิ่งตายลงไป
กลางวัดใหญ่ “ปทุมวนาราม”

ก่อนฟื้นตื่นจากหลับใหลในฝันร้าย
เห็นซากศพทั้งหลายลุกขึ้นสู้
ทั้งเกรี้ยวโกรธเคียดแค้นก็เกรียวกรู
มันมุ่งสู้มือชี้หน้า “กูไม่ยอม”


"ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์"

มุมชีวิตสุไลมาน แนซา: ดำเนินเศรษฐกิจพอเพียงสนองนโยบายรัฐ แต่ตายคามือทหาร

ที่มา ประชาไท

นายเจ๊ะแว แนซา พ่อของสุไลมาน
บ่อปลาและเล้าไก่ร้าง
สุ ไลมาน แนซา คือผู้ถูกควบคุมตัวที่เสียชีวิตภายในศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ หรือ ศสฉ. ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหมายควบคุมตัว ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
เขา ตายในค่ายทหาร คือค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี อันเป็นที่ตั้งของ ศสฉ. โดยถูกพบเป็นศพในท่าแขวนคอด้วยผ้าขนหนูกับลูกกรงหน้าต่าง
สภาพ ศพของสุไลมาน ถูกตั้งข้อสงสัยหลายประการถึงสาเหตุการตาย โดยเฉพาะจากองค์กรภาคประชาสังคม พ่อแม่และญาติพี่น้อง ที่ร่วมเข้าไปดูศพรวมกับหน่วยงานต่างๆ รวม 14 องค์กร
พวก เขาไม่เชื่อว่า สุไลมาน ผูกคอตายจริง แต่น่าจะถูกจัดฉากมากกว่า เนื่องจากรอยช้ำหลายแห่งที่พบตามตัว เช่นที่คอ หรือรอยเลือดที่ไหลซึมออกมาที่ลูกอัณฑะกับทวารหนัก และคอหัก เป็นต้น
แม้ เจ้าหน้าที่ผู้ ควบคุมตัวยืนยันว่าเขาผูกคอตายจริง แต่ความสงสัยของสังคมนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือแม้แต่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เอง ก็ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการตายของเขาเช่นกัน
ถึงกระนั้นผลการตรวจสอบของทั้ง 2 คณะ ก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเขาผูกคอตาย หรือถูกทำให้ตาย อันจะสร้างความกระจ่างชัดเพื่อสร้างความสบายใจให้กับครอบครัวของเขาได้ ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นว่า ญาติไม่อนุญาตให้ผ่าพิสูจน์ศพ จึงไม่อาจทราบสาเหตุการตายที่แท้จริงได้
การ ปฏิเสธดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในคำสอนของศาสนาอิสลามที่ห้ามผ่าศพ เพราะเป็นการทรมานศพ เช่นเดียวกับความเชื่อในคำสอนศาสนาอิสลามที่ว่า การฆ่าตัวตายเป็นบาปมหันต์ จึงเป็นเรื่องผิดปกติที่ชาวมุสลิมจะฆ่าตัวตาย
ที่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 บ้านฮูแตมาแจ ตำบลกะดุนง อำเภอสายบุรี พ่อแม่และน้องคนสุดท้องอายุ 5 ขวบของสุไลมานอยู่กันอย่างพร้อมหน้า ขณะที่ญาติๆ คนอื่นๆ รวมทั้งผู้นำศาสนาในหมู่บ้านต่างก็เข้ามาร่วมวงไพบูลย์พูดคุยหารือกับแขกผู้ มาเยือน
ขณะที่ใต้ถุนบ้านบ้านซึ่งยกสูงเกือบ 3 เมตรให้พ้นระดับน้ำท่วม ก็มีไก่ประมาณ 10 กว่าตัวกำลังคุ้ยเขี่ยดินหาอาหารอยู่ตามซอกไม้และสิ่งของจำพวกเครื่องมือ ช่างที่วางอยู่ระเกะระกะ
บรรยากาศเช่นนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับวันอื่นตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่การจากไปของสุไลมาน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553
ถึง เรื่องราวการ ตายของสุไลมาน เป็นที่โจทย์ขานกันไปทั่ว แต่เรื่องราวความลำบากของครอบครัวสุไลมานที่ประสบอยู่แล้วก็ยิ่งซ้ำยังหนัก เข้าไปอีก เมื่อครอบครัวขาดกำลังหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ
สุไลมานเป็นลูกคนโตของบ้านตระกูลแนซา เขายังมีน้องอีก 4 คน โดยน้องคนที่ 2 รองจากสุไลมานเป็นผู้หญิง กำลังเรียนศาสนาอยู่ที่ปอเนาะซาบูดิง อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี
ส่วนน้องๆ ที่เหลือเป็นชายทั้งหมด โดยคนที่ 3 กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คนที่ 4 กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และคนสุดท้องอายุเพียง 5 ขวบยังไม่เข้าโรงเรียน
นาย เจ๊ะแว แนซา พ่อของสุไลมาน เล่าว่า สุไลมานไม่ได้เรียนหนังสือเลย มีบ้างที่เคยไล่ให้ไปเรียนศาสนาอิสลามที่ปอเนาะ แต่ไปอยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็กลับมาอยู่บ้าน พาไปอีกก็กลับมาอีก ถ้าวันไหนไม่มีงานทำ ก็ชอบไปอยู่ตามริมแม่น้ำสายบุรีแบบสันโดษ ไม่ค่อยเข้าสังคมเหมือนกับคนอื่นๆ
ก่อน สุไลมานจากไป เขาเป็นคนหารายได้หลักให้กับครอบครัวร่วมกับพ่อ คือทำงานก่อสร้าง โดยมีฝีมือในการเชื่อมเหล็ก นอกจากนี้ยังหารายได้เสริมจากการเลี้ยงปลาแรดในกระชังในแม่น้ำสายบุรี ที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตร ซึ่งแม้จะชอบอยู่แบบสันโดษ แต่ก็เป็นคนขยันทำงาน
เมื่อ ปีที่แล้วนาย สุไลมาน ยังสนองนโยบายรัฐ โดยร่วมโครงการ เช่น โครงการพัฒนาชุมชนสันติสุขตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ โครงการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยได้รับมอบไก่บ้านจำนวนหนึ่ง กับพันธ์ปลาดุก รวมทั้งเคยเข้าร่วมอบรมกับภาครัฐมาแล้ว
ปัจจุบันบ่อปลาดุกกับเล้าไก่ที่สุไลมานทำขึ้นมาเองในสวนหลังบ้านถูกปล่อยร้างไปแล้ว
“ปลา ดุกยังมีอยู่ บ้างแต่คงผอมน่าดู พ่อเองก็เพิ่งได้มาดูวันนี้เหมือนกัน” นายเจ๊ะแวพูดพร้อมกับนำชมบ่อปลาดุกที่ยังมีแผ่นพลาสติกรองไว้ที่ก้นบ่อกัน น้ำซึมกับเล้าไก่ที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จ ส่วนรั้วไม้ไผ่ที่สร้างไว้รอบๆ บางท่อนก็หักไปบ้างแล้ว
“ส่วนไก่ที่ได้ตายเกือบหมด เหลืออยู่ 3 – 4 ตัวเท่านั้น เราก็ให้มันนอนใต้ถุนปะปนอยู่กับไก่ของที่บ้าน” โดยที่ตัวหนึ่งกำลังกกไข่อยู่ในกะละมังใบเก่าที่ถูกผูกติดอยู่กับเสาบ้าน “ตัวนี้ออกไข่ฝักเป็นตัวหลายตัวแล้ว”
เมื่อ มีการสูญเสีย เกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการเยียวยา สิ่งที่ครอบครัวของสุไลมานได้รับจากรัฐ คือการรับมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากกองทัพ โดยพล.ต.มนตรี อุมารี ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเยียวยาและศาสนา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “บาบอ” เป็นผู้มอบให้ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าของฝากจากแม่ทัพภาคที่ 4
พล.ต.มนตรี ยังได้เสนอให้คนครอบครัวได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ที่เมืองเมกกะ ประเทศชาอุดี อาระเบีย แต่ในภาวะเศร้าเช่นนี้ คงไม่มีใครทำใจยอมรับได้ พ่อจึงปฏิเสธไปก่อน โดยให้เหตุผลที่ยังไม่อยากไปไหนตอนนี้ เพราะยังต้องดูแลลูก อีก 4 คน ขณะที่ยังพอเหลือเรี่ยวแรงทำงานอยู่
“ยังเสียใจไม่หาย ก็เลยบอกว่ายังไม่อยากไป” นายเจ๊ะแว ในวัย 59 ปี กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่น เช่นเดียวกับนางแมะเซาะ ซา ภรรยา
แม้นายเจ๊ะแวยังไม่อาจรับข้อเสนอเพื่อเดินทางไปประกอบพิธีอันสำคัญที่สุดประการที่ 5 ของการเป็นมุสลิม ที่ถือเป็นความหวังสูงสุดอย่างหนึ่งของผู้นับถือศาสนาอิสลามบนโลกนี้ แต่ศาสนสถานประจำหมู่บ้านอย่างมัสยิดก็ได้รับการซ่อมแซมเพดานด้วยเงินช่วย เหลือจากพล.ต.มนตรีไปก่อนแล้ว ในคราวเดียวกับการเดินทางมาที่บ้านสุไลมาน
ใน คราวนั้น พลอากาศตรีหญิงนิตยา อิ่มอโนทัย ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคประชาชน ก็ได้ร่วมขบวนมาเยี่ยมด้วย พร้อมกับมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้จำนวนหนึ่งจำพวกข้าวสารอาหารแห้ง
เมื่อ ไม่มีสุไลมาน นายเจ๊ะแวจึงต้องกลับไปทำงานรับเหมาก่อสร้างอย่างเดิม โดยเฉพาะงานด้านช่างไม้ ซึ่งเป็นงานถนัด แต่ก็เป็นงานหนักพอสมควร ที่สำคัญไม่มีคนหนุ่มร่างกายแข็งแรงในวัย 25 ปี คอยช่วยเหลือแบ่งเบาอีกแล้ว
แต่ยังดีหน่อยที่พอจะมีสวนยางพาราอยู่บ้าง ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งแม่ของสุไลมานเป็นคนกรีดยางขาย ส่วนไม้ผลยืนต้นที่มีอยู่รอบๆ บ้านก็พอจะเก็บกินได้เท่านั้น
ถึงตอนนี้ ในวงสนทนาเริ่มคุยกันอย่างออกรส มวนใบจากมวนแล้วมวนเล่าที่ถูกจุดดูดพ่น ส่วนน้ำร้อนในกาก็เย็นไปตั้งนานแล้ว
แต่ สิ่งหนึ่งที่ กระอักกระอวนใจของญาติๆ กับเพื่อนบ้านกลุ่มนี้ก็คือ หลังการตายเขาถูกหน่วยราชการด้านความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า สุไลมานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบถึง 14 คดี
“มันก็น่าจะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอำเภอสายบุรีนั่นแหละ” ญาติคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา
จาก นั้นแต่ละคนก็ ลองไล่เรียงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ หมู่บ้าน ซึ่งมีตั้งแต่เหตุการณ์ยิงขณะที่กำลังมีการคัดเลือกทหารเกณฑ์ ซึ่งแม่เขาบอกว่าสุไลมานกำลังขูดมะพร้าวอยู่ที่บ้าน
เหตุการณ์ กลุ่มชาย ฉกรรจ์ชุดดำลอบยิงกองเรือที่แล่นผ่านแม่น้ำสายบุรี ซึ่งญาติคนหนึ่งบอกว่าสุไลมานไปรับจ้างกรีดยางที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาได้ 20 วันแล้ว
กระทั่งเหตุการณ์ล่าสุดคือคดียิงผู้หญิงชาวบ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งในตอนเช้า ก่อนที่สุไลมานจะถูกควบคุมตัวในช่วง 10 โมงเช้า ขณะรับจ้างมุงหลังคาบ้านเพื่อนบ้าน
เป็นการควบคุมตัวที่นำมาสู่การตายในอีก 9 วันต่อมาในค่ายทหารนั่นเอง
“แค่ พิสูจน์ว่าสุ ไลมานตายเพราะอะไร ทำไมตามร่างกายจึงมีแต่รอยช้ำเต็มไปหมด บอกให้ชัดๆ ไปเลยไม่ได้หรือ เราต้องการความยุติธรรมแค่นี้ เพื่อจะได้หาทางป้องกันไม่ให้คนอื่นต้องตายเหมือนสุไลมานอีก อยากให้เขาเป็นรายสุดท้าย” คือคำขอและคำทิ้งท้ายของพ่อ

พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – ‘อภิสิทธิ์’ ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง

ที่มา ประชาไท

ชื่อเดิม พระไพศาล วิสาโล...ต้องปฏิรูป “อัตตาธิปไตย”
O ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรง พระอาจารย์คิดว่าควรจะนำธรรมะข้อไหนมาใช้ในการรับมือกับปัญหา และแก้ปัญหา?
มอง ในภาพรวม ตอนนี้สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นแรงผลักให้มีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ แม้ปรากฏการณ์ที่มีอยู่นี้จะเป็นความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่น คุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) แต่ว่าสาเหตุรากเหง้าไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างสังคมไทยในหลายมิติที่กำลังเปลี่ยนแปลง
เช่น ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นคนชั้นล่าง คนยากจน หรือคนชั้นกลางระดับล่าง คนเหล่านี้เมื่อก่อนเขาอาจจะยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ยอมรับในความเป็นสองมาตรฐาน ในความเหลื่อมล้ำได้ แต่เดี๋ยวนี้เขายอมรับได้ยากแล้ว และเป็นอย่างนี้ในหลายวงการ เช่น ในวงการหมอกับคนไข้ เมื่อก่อนลูกเมียตายเพราะการรักษา ชาวบ้านก็ไม่ฟ้อง แต่ตอนนี้เขารู้ว่าเขามีสิทธิที่จะฟ้อง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของหมอกับคนไข้
O น่าจะถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีหรือเปล่า เพราะคนรู้จักคิดเรื่องสิทธิมากขึ้น?
ความ เปลี่ยนแปลงจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับท่าทีและวิธีปฏิบัติ ถ้ามีสิทธิแล้วคิดถึงแต่สิทธิของตัวเองโดยไม่มองหรือไม่เข้าใจอีกฝ่ายก็จะมี ปัญหา เช่น คนไข้เสียลูก แต่หมอก็พยายามเต็มที่แล้ว แต่เนื่องจากมีความกดดันหลายอย่าง เช่น โรงพยาบาลชุมชนมีคนไข้เยอะมากแต่หมอมีน้อย ฉะนั้นการรักษาก็อาจมีผิดพลาดบ้าง
หรือ เรื่องสังคมสองมาตรฐาน ถ้าคนเรียกร้องมีสองมาตรฐานในใจด้วยมันก็ไม่ดี เช่น คนเสื้อแดงต่อต้านสังคมสองมาตรฐาน แต่ว่าเขาก็มีสองมาตรฐานในใจ คือ ถ้าเสื้อแดงทำอะไรถูกหมด รัฐบาลทำอะไรผิดหมด อย่างนี้ก็ไม่ดี
O ดูเหมือนปัญหาเรื่องสองมาตรฐานนี้มีอยู่ในทุกกลุ่ม?
ใช่ เพราะเป็นวัฒนธรรม เป็นวิถีคิดของคนไทยที่ถูกหล่อหลอมมาตลอด คือ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เช่น เรื่องความเป็นธรรม ถ้าเราได้เงินเดือนน้อยกว่า ได้โบนัสน้อยกว่า เราก็จะโวยวายว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเราได้มากกว่าเขา เราก็เงียบเฉย ลืมเรื่องความไม่เป็นธรรมไปเลย
ความ ยุติธรรมที่เรียกร้องกันในปัจจุบันมันมีตัวกู ของกูเป็นศูนย์กลาง เป็นความเป็นธรรมที่สนองอัตตาตัวตน ซึ่งทางพุทธเรียกว่า "อัตตาธิปไตย" ไม่ใช่ "ธรรมาธิปไตย"
ธรรมาธิปไตย คือ เอาธรรมะ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ คือ แม้ฉันจะได้น้อยกว่า แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าฉันได้มากกว่า หากไม่ถูกต้อง ฉันก็จะไม่ยอมรับ
O จะเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไปไหม ถ้าจะบอกว่าสภาพสังคมไทยตอนนี้เป็นสังคม "อัตตาธิปไตย"?
อาตมา เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นมาก (เน้นเสียง) แม้เราจะอ้างเหตุผลที่สวยหรู แต่ก็เป็นเหตุผลที่ใช้เพื่อสนองผลประโยชน์ของส่วนตัว หรือพวกตัวเอง เช่น ใครๆ ก็บอกว่าการคอร์รัปชันไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่มีคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยบอกว่าถ้าทักษิณคอร์รัปชันเอามาช่วยคนจน อันนี้ถูกต้อง แสดงว่าเป็นสองมาตรฐานเหมือนกัน เป็นเหตุผลที่สนองตัวกูของกูเป็นหลัก นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกวงการ
O เรื่อง อัตตาธิปไตย ถือเป็นรากเหง้าที่ทำให้เกิดปัญหาด้วย?
เป็น ส่วนหนึ่ง แต่อย่างที่บอกทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมโลกนะ เช่น มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างข้างบนกับข้างล่าง และมีความแตกตัวของกลุ่มคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน อาทิเช่น คนชั้นกลางก็มีการแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยมากมาย มีความเห็นต่างกัน รสนิยมต่างกัน มีผลประโยชน์ต่างกัน แม้จะมีรายได้ใกล้เคียงกัน แต่ความแตกต่างดังกล่าว ทำให้คนชั้นกลางจำนวนมากนี้เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง
นอก จากนั้นกระแสโลกาภิวัตน์ยังทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากร การผูกขาดมากขึ้น ทำให้คนชั้นกลางระดับล่างและคนชั้นล่างทนไม่ไหว ไม่พอใจ และเกิดความรู้สึกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันมีคนที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นคนที่ได้เปรียบในสังคม จึงเกิดการต่อสู้กัน
พูด ตรงไปตรงมาตอนนี้คนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง คือ กลุ่มคนเสื้อแดง คนที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง คือ คนที่มีอำนาจหรือได้ผลประโยชน์อยู่ตอนนี้ แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง หรือ เปล่า อาตมาไม่แน่ใจ
O สภาพปัญหาอย่างนี้ที่แต่ละกลุ่มมีความเป็น "อัตตาธิปไตย" ขณะที่สังคมโลกก็มีความเปลี่ยนแปลง จะใช้หลักธรรมะข้อไหนมาช่วยเยียวยา?
ต้อง อาศัยธรรมะหลายส่วน อย่างแรกเลย จะต้องคิดถึงคนอื่นมากขึ้น เพราะสังคมไทยตอนนี้คิดถึงแต่ตัวเองและพวกของตัวเอง การคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ก็เหมือนที่ อดัม คาเฮน (นักกระบวนการสันติวิธีที่เคยร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งมา แล้วทั่วโลก) พูดเมื่อสองสามวันก่อนว่าการกระจายความรักไปให้คนอื่นมากขึ้น จะช่วยลดความขัดแย้งได้
แต่ การกระจายความรักอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกระจายอำนาจด้วย ถ้ารักแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้ารักแล้วแค่ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
แต่ ตอนนี้ มีปัญหาว่าทุกฝ่ายต่างก็บอกว่าทำเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่มีการนิยามที่ไม่ตรงกัน บางคนบอกว่า ส.ส.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจึงถือว่าถูกต้อง ขณะที่อีกฝ่ายบอกไม่ได้ จะต้องมีการถ่วงดุลจากส่วนต่างๆ เช่น จากข้าราชการ จากระบบตุลาการด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องมีการเจรจาต่อรองกัน เวทีเจรจาต่อรองจะสามารถลดความขัดแย้งได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเวทีอย่างนั้น คนเสื้อแดงจึงมาประท้วง
ฉะนั้น นอกจากการกระจายความรัก กระจายอำนาจแล้ว ก็ต้องมีเวทีเจรจาต่อรองด้วย เพราะตอนนี้มีความเห็นแย้งกันในแทบทุกเรื่อง และไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการใช้กำลัง จึงต้องมาคุยกันด้วยเหตุด้วยผล
O จะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้อย่างไร ดูจากที่ผ่านมาเป็นเรื่องยากมาก?
ต้อง มีความไว้ใจกัน ที่ผ่านมาไม่มีความไว้ใจกัน เสื้อแดงก็ไม่ไว้ใจคุณอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ซึ่งอาจเป็นเพราะบทเรียนที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่ให้โอกาสแก่กันและกัน เช่น กรณีเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม รัฐบาลก็บอกว่าเป็นเพราะคนเสื้อแดงบิดพลิ้ว รับแผนปรองดองแล้วแต่ไม่ยอมเลิกชุมนุม ขณะที่คนเสื้อแดงก็บอกรัฐบาลไม่ปรองดองจริง เพราะไม่เห็นมีการดำเนินการอะไรกับคนที่ก่อเหตุการณ์นองเลือดเมื่อ 10 เมษายน
O แล้วควรจะทำอย่างไร?
เมื่อ ไม่มีความไว้ใจกันก็ต้องสร้างขึ้นมา โดยเริ่มจากโจทย์ง่ายๆ เช่น ห้ามเคลื่อนไหวหรือออกจากที่ตั้ง 1 อาทิตย์ ถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้ถึงค่อยไม่ไว้ใจกัน แต่ถ้าทำได้ความไว้ใจก็จะเริ่มเกิดขึ้น ต่อไปก็อาจมีการเปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดงใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือฝ่ายเสื้อแดงอาจจะขอให้ทีวีเสื้อแดงเลิกโจมตี รัฐบาล ทุกฝ่ายต้องสร้างโอกาสขึ้นมา เพื่อทดสอบความไว้วางใจของอีกฝ่าย
เหมือน กับกลุ่มที่ทำสงครามกัน เมื่อจะสงบศึกก็ต้องเริ่มด้วยการหยุดยิง 1 อาทิตย์ 1 เดือน ทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็ค่อยคุยเรื่องที่ใหญ่ขึ้นหรือยากขึ้น ฉะนั้นต้องให้โอกาสในการสร้างความไว้ใจกัน
O จำเป็นต้องมีตัวเชื่อมไหม?
จำ เป็น แต่ถึงที่สุดต้องเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสพูดคุยกัน เหมือนแมนเดลา กับ เดอเคลิร์ก (นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผิวสีของแอฟริกาใต้ผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสมานฉันท์ใน ประเทศ กับ เฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก - Frederik Willem de Klerk- ประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้ คนสุดท้ายในยุคของการแบ่งแยกสีผิว) ตอนแรกทั้งสองไม่ไว้ใจกัน คุยกันครั้งแรกเดอเคลิร์กให้แมนเดลาไปเจอที่ทำเนียบ เจอกันลับๆ ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก
ครั้ง ที่สองเดอเคลิร์กมาหาแมนดาลาที่คุก ได้เปิดใจพูดคุยกันอยู่นาน หลังจากนั้น แมนเดลาได้ก็เขียนในบันทึก ว่า "ผมสังเกตเห็นตั้งแต่แรกว่าเดอเคลิร์กตั้งใจฟังสิ่งที่ผมจำเป็นต้องพูด เขาเป็นคนที่เราทำงานร่วมกันได้" ส่วนเด อเคลิร์กก็เห็นตรงกัน หลังจากพูดคุยเสร็จเขาได้เล่าให้เพื่อนๆ ในรัฐบาลว่า "แมนเดลาเป็นนักฟังที่ดีมาก เขาเป็นคนที่ผมสามารถทำงานร่วมกันได้"
ทั้ง สองคนรู้สึกคล้ายๆ กัน ว่า อีกฝ่ายไว้ใจได้ ทั้งสองคนรู้สึกคล้ายกัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงจนนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งก็ใช้เวลา 2-3 ปีหลังจากนั้น
ความ ไว้ใจต้องเกิดจากการได้เจอกัน และถ้าได้เจอกันโดยไม่ต้องสวมหัวโขน ก็จะได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ความระแวง ความกลัว ความเกลียดก็จะลดลง
O ปัญหาของไทยตอนนี้ คือ แต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยึดตัวกูเอาไว้?
ต้องมีการ break the ice ซึ่ง เป็นหน้าที่ของตัวกลาง อย่างเช่น ตอนที่คาร์เตอร์ (เจมส์ เอิร์ล "จิมมี" คาร์เตอร์ จูเนียร์ - James Earl "Jimmy" Carter, Jr - อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา) พาเบกิน (เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน - Menachem Wolfovich Begin อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล) กับอันวาร์ อัล ซาดัต (Muhammad Anwar al-Sadat ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์) ไปคุยกันในแคมป์เดวิดเพื่อเจรจาสันติภาพยุติสงครามยาวนานระหว่างกันถึง 30 ปี (ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://tinyurl.com/32jskhd)
บรรยากาศ ในนั้นเริ่มทำให้เริ่มเป็นส่วนตัว เริ่มถอดหัวโขนออกมา ทำให้คุยกันแบบส่วนตัว ทำให้คุยกันรู้เรื่อง ถ้าคุยกันแบบเป็นทางการก็จะมีหัวโขนติดมา ทำให้ไม่สามารถคุยกันอย่างเปิดอก หรือเห็นแง่ดีของกันและกันได้
แต่ อาตมาคิดว่า ตอนนี้เรื่องการคุยกันอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ทุกฝ่ายต้องส่งสัญญาณออกมาก่อนว่าต้องการเจรจา แต่ตอนนี้เหมือนบรรยากาศยังไม่เป็นอย่างนั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังมี เสื้อแดงก็ยังเคลื่อนไหวอยู่
O คิดว่าจะใช้เวลาอีกนานไหม กว่าจะผ่านความแตกแยกรุนแรงอย่างนี้?
สมัย ก่อนขึ้นอยู่กับผู้นำมาก เช่น สมัยรัชกาลที่ 5 หรือสมัย พล.อ.เปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่พยายามทำให้สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลยุติลง แต่กว่าจะทำได้ก็ฆ่ากันมาเกือบ 20 ปี ความเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยเห็นเค้าลางมาเป็น 10 ปี แต่คนไม่ตระหนักถึงปัญหาของความเปลี่ยนแปลงนี้ อาจจะเริ่มตระหนักบ้าง คือ เริ่มพูดความถึงไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ แต่คนชั้นกลางจำนวนมากที่ได้เปรียบ ก็ยังไม่ตระหนัก ตรงนี้ที่ต้องอาศัยผู้นำที่กล้าหาญ
ที่ แอฟริกาใต้แก้ปัญหาได้ก่อนที่จะลุกลามเป็นสงคราม กลางเมือง ก็เพราะความกล้าหาญของแมนเดลาและเดอเคลิร์ก แต่ผู้นำอย่างเดียวก็ไม่พอ สังคมต้องช่วยด้วย ปัญหาตอนนี้ คือ ฝ่ายที่มีอำนาจ ฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่ก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าให้มีการเลือกตั้งที่อิสรเสรีก็กลัวว่าฝ่ายคุณทักษิณจะชนะ เพราะตัวเองเล่นงานคุณทักษิณไว้เยอะ ก็กลัวจะถูกแก้แค้น แต่ละฝ่ายจึงอยู่ในโหมดของการแก้แค้นและการป้องกันตัว จึงไม่มีความไว้วางใจกัน
O มองผู้นำอย่างคุณอภิสิทธิ์อย่างไร กล้าหาญเพียงพอไหม?
ต้อง มีความกล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ด้วย คุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะขาดการมองการณ์ไกล กลัวว่าถ้าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง อาจเกิดปัญหาตามมาในอนาคต แต่ถ้ามีวิสัยทัศน์ก็จะเห็นว่าแน่นอนในระยะสั้นอาจเกิดปัญหา แต่ในระยะยาวอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็ได้
เหมือน ตอนที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยสละพื้นที่บางส่วน (ของไทย) ให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส ก็ต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะประชาชนไม่ยอม แต่พระองค์ท่านก็ยอมเจ็บปวด แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลที่เห็นว่าการสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้เป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่สละเลยอาจเสียหมด
แต่ ก็ น่าเห็นใจว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริง สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นเป็นสมบูรณาญา สิทธิราชย์ พอคุณอภิสิทธิ์ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ก็เลยทำอะไรได้ไม่มาก เพราะต้องประนีประนอมกับผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ก็อาจเป็นไปได้ จึงเป็นข้อจำกัดของคุณอภิสิทธิ์
O ใคร คือผู้มีอำนาจที่แท้จริง?
อาตมา คิดว่าเป็น ทหาร ถ้าทหารขู่อย่างเดียวว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์ทำอะไรมากจะปฏิวัติ ถ้าเป็นอาตมาก็คิดหนัก เพราะถ้าปฏิวัติอีกบ้านเมืองก็หมดอนาคต
แต่ ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้เมืองไทยไม่มีใครมีอำนาจ เด็ดขาดอยู่แล้ว แต่อาตมาคิดว่าคนอย่างคุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีสติปัญญา ถ้าสามารถสร้างแนวร่วมได้มากพอ ก็อาจจะมีกำลังพอที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป แม้จะไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ แต่เท่าที่ทราบคุณอภิสิทธิ์ไม่ค่อยสนใจหาแนวร่วมเท่าไร แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังบ่น คุณพิชัย (นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค) ก็บ่นว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มาปรึกษา คนในพรรคก็บ่นว่าคุณอภิสิทธิ์คบแต่พวกเดียวกัน
อาตมา คิดว่าคุณอภิสิทธิ์ อาจมีวิสัยทัศน์ไกล แต่อาจจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอำนาจที่สายตาสั้น คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องหาพวก สร้างแนวร่วมที่อาจจะพอทัดทานกลุ่มอำนาจเดิม และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้
สังคม ไทยตอนนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะทรุดเต็มทีแล้ว คุณอภิสิทธิ์ต้องกล้าที่จะขัดใจกับกลุ่มเหล่านี้ ในการสร้างกลไกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่อย่างนั้น เขาก็ไม่ยอมเหมือนกัน