WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 24, 2010

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปสื่อ

ที่มา มติชน

ครั้งที่แล้ว ผมได้พูดถึงว่าหากมองจากสังคม อะไรคือปัญหาของสื่อที่น่าจะปฏิรูป
ในครั้งนี้ ผมขอเสนอว่า หากสังคม (ไม่ใช่รัฐ) สามารถกำกับการปฏิรูปสื่อได้
เส้นทางปฏิรูปสื่อควรเป็นอย่างไร

1/ รัฐต้องโปร่งใสมากขึ้น โปร่งใสหมายความว่าเปิดตัวเองให้คนอื่นๆ สามารถมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง เพื่อเขาจะได้สามารถตรวจสอบรัฐได้ในทุกแง่ ไม่เฉพาะแต่แง่โกงเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงแง่โง่, แง่หาประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่ใส่ใจต่อประโยชน์ของส่วนรวม, ฯลฯ
นอก จากต้องแก้กฎหมายและระเบียบราชการ ที่จะเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้สะดวกขึ้นกว่าที่มีอยู่ใน พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลของรัฐในปัจจุบันแล้ว รัฐและหน่วยงานของรัฐก็ต้องกระตือรือร้นในการให้ข้อมูลเองด้วย ไม่ต้องตามจี้กันไปทุกเรื่อง เคยมีความคิดกันว่า เอกสารราชการส่วนใหญ่ควรเอาลงในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เพราะถึงอย่างไรในปัจจุบัน ก็เตรียมเอกสารเหล่านี้ในระบบดิจิตอลหมดแล้ว ไม่ได้เพิ่มแรงงานอะไรขึ้นมา ที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ด้วยปลายนิ้วอยู่แล้ว
แน่ นอนว่า พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลของรัฐก็ควรปรับ ปรุงแก้ไข เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องการข้อมูลที่ถูกปิดกั้นโดยหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐร่วมกับเอกชน ในเวลาอันรวดเร็วพอสมควร
สื่อ มีหน้าที่ต้องฉายแสงไปให้ประชาชนได้เห็นหลังบ้านของรัฐอย่าง โจ่งแจ้ง การจ้องมองและเห็นคืออำนาจ ในยุคสมัยที่รัฐมีความสามารถในการจ้องมองและเห็นประชาชนแต่ละคนได้มากขึ้น
ประชาชนก็ต้องมีความสามารถไม่น้อยไปกว่ากันที่จะจ้องมองและเห็นรัฐได้ไม่น้อยกว่ากันบ้าง

2/ จำเป็นต้องทบทวน พ.ร.บ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์กันใหม่
จุด มุ่งหมายหลักของกฎหมายประเภทนี้ คือทำให้ทุกคนปลอดภัยจากการขโมย, ละเมิด และถูกรังแก เพราะอินเตอร์เน็ตสร้างตลาดชนิดใหม่ ซึ่งนับวันก็มีการแลกเปลี่ยนสินค้า, บริการ, ข้อมูลข่าวสาร, และความคิดในปริมาณมากขึ้นทุกที จนกระทั่งในอนาคตอันใกล้ ตลาดออนไลน์จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของการแลกเปลี่ยนดังกล่าว รัฐนับตั้งแต่โบราณมามีหน้าที่ปกป้องให้ตลาดปลอดภัยและเป็นธรรม รัฐก็ต้องทำอย่างนั้นกับตลาดออนไลน์เหมือนกัน
แต่ ความคิดที่มีกฎหมายเพื่อปกป้องระบอบปกครอง และระบบสังคม-วัฒนธรรมในตลาดประเภทนี้ เป็นความคิดที่ไม่อาจทำได้ในความเป็นจริง เพราะมีวิธีการร้อยแปดที่จะเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่ไซเบอร์ (อย่าลืมว่าโดยธรรมชาติแล้วพื้นที่นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นพื้นที่เปิด)
คง ถึงเวลาเสียทีที่ต้องคิดถึงการปกป้องคุณค่าของระบอบการปกครองก็ตาม ของระบบสังคม-วัฒนธรรมก็ตาม ด้วยสติปัญญาแทนการใช้อำนาจ ถึงอย่างไรก็ไม่มีเทคโนโลยีอะไร หรืออำนาจอะไรที่จะสามารถปิดกั้นการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลและความคิดเห็น กันอย่างเสรีได้เสียแล้ว แทนที่จะเสียกำลังทรัพย์และกำลังคนไปนั่งคอยจับผิดผู้คน ใช้เงินและทรัพย์นั้นไปในทางที่จะทำให้การถกเถียงอภิปรายกันบนพื้นที่นี้ เป็นไปด้วยเหตุผลและข้อมูลที่เป็นจริงดีกว่า
สิ่งที่มีคุณค่าจริง ย่อมยืนยงได้ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ไม่ใช่อำนาจดิบ
อำนาจ ที่รัฐได้ไปจาก พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ รัฐใช้มันอย่างที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้เลย เป็นอันตรายต่อการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลอย่างยิ่ง กฎหมายใหม่เพื่อการปฏิรูปสื่อจึงต้องลดอำนาจรัฐลง และสร้างกระบวนการที่อำนาจรัฐในการใช้ดุลพินิจ ต้องถูกตรวจสอบหรือยับยั้งได้ตลอดเวลา

3/ หนังสือพิมพ์ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนมานาน กว่าสังคมจะยอมรับว่าเสรีภาพของหนังสือพิมพ์มีความสำคัญ สื่อทางเลือกซึ่งเป็นสื่อชนิดใหม่ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น ก็ควรได้เสรีภาพของตัว โดยไม่ต้องใช้เวลาต่อสู้ยาวนานอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์, วิทยุชุมชน, โทรทัศน์ชุมชน, หรือสื่อประเภทอื่น ต้องได้รับหลักประกันเรื่องเสรีภาพเหมือนกัน ต้องเข้าใจว่า เราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่สื่อจะมีขนาดเล็กลง และครอบคลุมตอบสนองต่อผู้คนในวงแคบกว่าเดิม แต่ทุกคนกลับเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่า
หาก คิดถึงเสรีภาพของสื่อเฉพาะแต่สื่อขนาดใหญ่ เช่น หนังสือพิมพ์และทีวีในทุกวันนี้ เสรีภาพนั้นก็อาจไม่เป็นหลักประกันเสรีภาพในการรับรู้ของผู้คนมากนัก เพราะจะมีคนใช้สื่อประเภทนี้น้อยลงไปเรื่อยๆ

4/ ถึง แม้ปัจจุบัน อำนาจรัฐตามกฎหมายที่จะใช้ในการควบคุมสื่ออาจลดน้อยลง แต่สื่อซึ่งกลายเป็นธุรกิจเต็มตัวแล้ว กลับอ่อนไหวต่อการคุกคามและกำกับของรัฐ (ที่จริงคือนักการเมืองที่ใช้อำนาจรัฐ) ได้มากกว่าเดิม เพราะรัฐกุมงบฯโฆษณาก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นของกระทรวงทบวงกรมและรัฐวิสาหกิจ (รวมบริษัทมหาชนที่รัฐถือหุ้นใหญ่ด้วย) จึงอาจลงหรือถอนโฆษณาเพื่อกำกับสื่อได้ด้วย
การเข้าถึงแหล่งข่าว ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่รัฐเลือกจะเปิดหรือปิดแก่สื่อได้ และย่อมกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจของสื่ออย่างแน่นอน
จนถึงที่สุด มาตรการนอกกฎหมาย เช่น การคุกคามด้วยการออกหนังสือขอความร่วมมือ ไปจนถึงปาระเบิดข่มขู่ ก็เป็นสิ่งที่รัฐยังใช้อยู่
เรา ควรกลับมาคิดถึงกระบวนการที่จะควบคุมรัฐ มิให้ใช้มาตรการในกฎหมายและนอกกฎหมายเหล่านี้ในการควบคุมสื่อ เช่น จะทำอย่างไร รัฐจึงจะไม่อาจใช้อำนาจการวางโฆษณาเป็นเครื่องมือควบคุมสื่อได้ เป็นต้น
การเข้าถึงแหล่งข่าวควรถือว่าเป็นสิทธิ เสมอภาคแก่สื่อทุกชนิด อย่างน้อยก็ในบรรดาหน่วยงานของรัฐทั้งหมด จะไม่มีสื่อใดถูกกีดกันจากการให้ข่าวที่เป็นทางการของหน่วยงาน
การ คุกคามสื่อในทางลับจะเกิดขึ้นไม่ได้ หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในด้านนี้ ต้องเอาจริงเอาจังกับอาชญากรรมประเภทนี้อย่างไม่ไว้หน้า หากสื่อฟ้องร้องถึง ผู้บังคับบัญชา รัฐต้องดูแลว่าผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นพร้อมจะสืบสวนสอบสวน เพื่อลงโทษบุคคลที่คุกคามสื่อ

5/ ควรมีหน่วยงานในภาคสังคม ที่มีความเป็นกลางจริง ในการเฝ้าติดตามตรวจสอบสื่อ และรายงานผลให้สังคมได้รับรู้อยู่เป็นประจำ ต้องหาทางให้หน่วยงานนี้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยไม่ต้องอยู่ในอาณัติของผู้ให้ทุนจนไม่สามารถให้ความเห็นที่เป็นกลางได้ จริง ในขณะเดียวกันก็ควรสร้างหน่วยงานให้มีสมรรถภาพในการเฝ้าติดตาม และประเมินได้ดีด้วย
หน่วยงานประเภทนี้ สามารถให้ความรู้ด้านสื่อแก่ประชาชนได้มาก
ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับช่วยทำให้สังคมมีความสามารถในการอ่านสื่อ "ออก" (media literacy)

6/ ประเด็น สุดท้ายเท่าที่ผมจะนึกออกก็คือ การศึกษาวิชาสื่อ (ในชื่อ เช่น นิเทศศาสตร์, สื่อสารมวลชน หรือวารสารศาสตร์) ในระดับมหาวิทยาลัย ควรได้รับการทบทวนปรับปรุงเสียที วิชานี้สอนกันในมหาวิทยาลัยมาหลายสิบปีแล้ว และผลิตนักทำสื่อประเภทต่างๆ ป้อนตลาดแรงงานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อคุณภาพของสื่อที่อาจไม่ได้ดีขึ้นในหลายด้านด้วย
ประเด็น ที่น่าทบทวนมีมาก เช่น ยังควรรักษาหลักสูตรปริญญาตรีไว้ต่อไปหรือไม่ เพราะคนทำสื่อน่าจะมีวุฒิภาวะสูงกว่าความรู้ด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากเปิดสอนแต่ระดับหลังปริญญาตรีอย่างเดียวจะดีกว่าหรือไม่ มหาวิทยาลัยควรมีภาระหน้าที่ด้านการผลิตคนด้านนี้ หรือผลิตความรู้ด้านนี้ โดยปล่อยให้สื่อผลิตคนของตนเอง หรือสื่ออาจร่วมมือกันในการผลิตคน (เช่น สมาคมสื่อทำหลักสูตรของตนเอง และฝึกเอง เป็นต้น) โดยมหาวิทยาลัยหาทางเชื่อมต่อความรู้ที่ตนสร้างขึ้นได้กับสื่อที่ทำงานอยู่ จริง
ผมเชื่อว่า คนที่มีความรู้ด้านสื่อกว่าผม คงสามารถคิดถึงเส้นทางปฏิรูปได้อีกมาก โดยมีสังคมเป็นผู้นำการปฏิรูป ไม่ใช่รัฐเป็นผู้นำ

“อภิสิทธิ์” เชื่อสัญญาณที่ดีความสัมพันธ์ 2 ประเทศ หลัง “ทักษิณ” ทิ้งเก้าอี้ที่ปรึกษาฮุนเซน-ศก.กัมพูชา

ที่มา มติชน

“กษิต” ดีใจหมดเงื่อนไข ส่งทูตกลับไปประจำกัมพูชาวันนี้ หลังรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ระบุ "ทักษิณ" ลาออกที่ปรึกษา “ฮุน เซน-รบ.” เหตุประสบความลำบากส่วนตัว ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โฆษกกัมพูชาปัดเกี่่ยวปมขัดแย้งเขตแดน ยันไม่ใช่การประนีประนอม

"ทักษิณ" ลาออกที่ปรึกษา ฮุนเซน-รบ.
รัฐบาล กัมพูชาออกแถลงการณ์ลงวันที่ 23 สิงหาคม ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสี หมุนี เพื่อทรงลงพระนามในพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว
ในระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนอย่างสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่ง ขันของประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า พาณิชย์การลงทุน กสิกรรม และการท่องเที่ยว ทั้งยังได้ช่วยให้นักลงทุนระดับสำคัญของต่างประเทศสนใจและเข้าใจถึงศักยภาพ ของกัมพูชาในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ดี โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบความยากลำบากส่วนตัว จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงได้เสนอขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้รับทราบข้อเสนอและขอแสดงความขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศกัมพูชา
นาย เขียว กันหะริด โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า การลาออกของพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกัมพูชาไทย โดยอธิบายว่าเหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณลาออกเป็นเพราะมีงานมาก พร้อมยืนยันว่านี่ไม่ใช่การประนีประนอมแต่อย่างใดสื่อนอกชี้อ้างเหตุผลส่วน ตัว
ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดและเอเอฟพีรายงานว่าตรง กันถึงกรณีการออก แถลงการณ์ดังกล่าวของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้กัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน 2552 ทำให้ไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาพร้อมกับเรียกเอกอัครราชทูต กลับประเทศทันที แถลงการณ์ของรัฐบาลกัมพูชาระบุด้วยว่า ระหว่างทำหน้าที่ที่ปรึกษา ทักษิณได้แลกเปลี่ยนความเห็นแนวคิด และประสบการณ์เพื่อช่วยกัมพูชาในเรื่องการค้า การลงทุน การเกษตร และการท่องเที่ยว
'กษิต' ส่งทูตไปประจำทันที
นา ยกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายประศาสน์ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 24 สิงหาคม หลังจากที่ทางกัมพูชาได้มีถ้อยแถลงออกมาว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะได้ลาออกจากตำแหน่งแล้วทำให้เงื่อนไขของการเรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับ ประเทศหมดไปโดยปริยาย ขณะที่กัมพูชาก็จะส่งเอกอัครราชทูตกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในไทยเช่นกัน
"ผมรู้สึกยินดีและขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่จะร่วมมือกันสร้างความสัมพันธ์ให้คืบหน้าต่อไป" นายกษิตกล่าว
ขณะ ที่นายประศาสน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นแต่พร้อมที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งแล้ว โดยจะเดินทางกลับกรุงพนมเปญด้วยเที่ยวบินทีจี 584 เวลา 18.10 น.วันที่ 24 สิงหาคม
ด้านนายกอย กวงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันกับสำนักข่าวเกียวโดว่า จะส่งเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในวัน ที่ 24 สิงหาคมด้วยแบะท่าพร้อมเจรจาทุกเรื่องทันที
นาย ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศจะมีเอกอัครราชทูตไปประจำการจะได้เริ่ม ต้นทำงานด้วยกันอีกครั้ง เพราะขณะนี้สถานการณ์ตึงเครียดหากความสัมพันธ์กลับไปเหมือนเดิมก็จะเป็น ประโยชน์สำหรับสองประเทศ เชื่อว่าการประสานงานและความตึงเครียดด้านชายแดนจะดีขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องคณะกรรมการมรดกโลกคงต้องมาพูดคุยกันว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งนี้ เชื่อว่าสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยากจะแก้ไขปัญหาขณะที่ฝ่ายไทยก็พร้อมที่จะเจรจาทุกเรื่องทันทีเช่นกัน
'อภิสิทธิ์' เชื่อแก้ปัญหา 2 ประเทศง่ายขึ้น
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ เรื่องการข้ามไปมา การจับกุมตัวบ้างการยิง แต่ทุกกรณียังอยู่ในวิสัยที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยังไม่ได้เป็นปัญหาขึ้นมาในระดับที่จะส่งผลกระทบกระเทือนในระดับชาติขณะนี้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ช่องทางทางการทูตเข้าไปเจรจา คิดว่าในพื้นที่ยังดูแลได้ ถ้าพื้นที่ดูแลไม่ได้ก็คงจะรายงานขึ้นมา จากนั้นก็เป็นเรื่องที่จะไปดำเนินการอีกครั้ง แต่เข้าใจว่าจะมีสัญญาณในทางที่ดีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
ผู้ สื่อข่าวถามว่า หมายถึงจะยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาสมเด็จฯฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ทำนองนั้นแหละครับ ขณะนี้กำลังรอยืนยันอยู่ และเข้าใจว่าทางกัมพูชาเขากำลังประกาศอยู่ ทางเราก็กำลังตรวจสอบครับ ซึ่งถ้าเขายกเลิก เราก็ยินดีที่จะมีการแลกเปลี่ยนทูตกันเหมือนเดิม"
ทั้ง นี้ สัญญาณจากกัมพูชาที่ออกมา สะท้อนการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศจะดีขึ้นด้วยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "คิดว่าถ้าความสัมพันธ์กลับไปอยู่ในระดับที่มีทูตอยู่ที่ 2 ประเทศ การแก้ปัญหาต่างๆ ก็คงจะง่ายขึ้น"

Monday, August 23, 2010

ตั้งรองผบ.ตร.ได้เลยหรือ

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม



หลัง สำนักงานกำลังพลประกาศบัญชีรายชื่อตำรวจระดับรองผบช.ขึ้นไปจนถึงระดับผู้ ช่วยผบ.ตร. โดยเรียงลำดับอาวุโสให้เห็นชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีนี้

ถัดจากนี้ ต้องทอดเวลาราวสัปดาห์ เพื่อรอรับฟังเสียงทักท้วงโต้แย้งการจัดลำดับ

จึงคาดกันว่า ราววันที่ 30-31 ส.ค. หรืออาจเป็น 1 ก.ย. น่าจะได้ฤกษ์ลงมือแต่งตั้งโยกย้าย

เริ่มจากระดับรองผบ.ตร.ลงไปถึงผบช.

รายชื่อน่าจะเข้าสู่ที่ประชุมก.ตร.หรือคณะกรรม การข้าราชการตำรวจ ในช่วงดังกล่าว

การแต่งตั้งทุกระดับฉับไว เพื่อให้ทันเริ่มต้นทำงานกันตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

แต่ปัญหาที่น่าคิดคือ ถ้าหากผบ.ตร.ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ จะแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปได้เลยหรือไม่!?

ก่อนหน้านี้ก.ต.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่แล้ว

แถมมติก.ต.ช.ไม่กำหนดให้เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ 1 ต.ค.อีกด้วย เพราะเก้าอี้ผบ.ตร.ว่างโล่งอยู่แล้ว

กระนั้นก็ตาม โดยมารยาทและโดยขั้นตอนความถูกต้อง ยังต้องรอ!

ถ้าไปรีบแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปเลย ก็เท่ากับมีคนมาเป็นรองผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.วิเชียร

แต่งตั้งไปทดแทนก่อนพล.ต.อ.วิเชียรได้รับโปรดเกล้าฯ

น่าจะไม่ถูกต้อง และไม่ควรทำ

จริงอยู่ การเข้ารับตำแหน่งผบ.ตร.ของพล.ต.อ. วิเชียรเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ทั้งบ้านทั้งเมืองรู้สึกว่า คนนี้เป็นผบ.ตร.ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ในความเป็นจริง ยังต้องรอโปรดเกล้าฯ

ยกเว้นถ้าขั้นตอนเสร็จสิ้นมีผลสมบูณ์ก่อนสิ้นเดือนนี้ ทุกอย่างก็สะดวก

กำหนดแต่งตั้งรองผบ.ตร.ลงไปที่วางเอาไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตอนนั้นพล.ต.อ.วิเชียรได้เป็นผบ.ตร.เต็มตัวแล้ว

แต่ถ้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องรอ

เอาเป็นว่า ควรต้องรอการโปรดเกล้าฯ พล.ต.อ. วิเชียรเสียก่อน จึงจะมาพิจารณาบัญชีระดับรองลงมาได้

ใครรีบร้อนไปจัดโผเสียก่อน

ไม่ถูกต้อง และไม่น่าจะทำได้!

คดีพธม. (อีกที)

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ศุกร์ ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง นำตัว นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กับ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ

พร้อมสำนวนสอบสวนสั่งฟ้องฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กรณีร่วมกันแถลงข่าวหน้ามูลนิธิบ้านเลขที่ 111 เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี

วันเดียวกัน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของทั้ง 2 คน ก็ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการว่า

วันเกิดเหตุเป็นเพียงการแถลงข่าวแค่ 2-3 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบการสลายม็อบเสื้อแดงที่มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

ไม่ได้เป็นการชุมนุมเกิน 5 คน

เพียงแต่ขณะนั้นมีประชาชนสนใจมาฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ทนายยังร้องให้สอบ พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.นางเลิ้ง และ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ด้วยว่า

ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับเดียวกัน ทำไมถึงปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ จัดชุมนุมหลายครั้งโดยไม่ดำเนินคดี

จะ ว่าไปแล้วคำถามทำนองนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการดำเนินคดีกับเสื้อแดง ว่าแล้วทำไมไม่ดำเนินคดีกับกลุ่ม พันธมิตรฯ หรือเสื้อเหลืองบ้าง

ทำไมคดีเสื้อแดงถึงรวดเร็ว ทำไมคดีเสื้อเหลืองถึงอืดอาด

โดยเฉพาะคดีพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบิน มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคำถามวนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้

สุดท้ายคำตอบคงหนีไม่พ้นเรื่องสองมาตรฐาน

อย่างล่าสุด พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียึดสนามบิน ได้ออกหมายเรียกพันธมิตรฯ 79 คนให้มารับข้อกล่าวหา

แต่ ก็ยังโดนขัดขวางจากส.ว.บางกลุ่มที่เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พิจารณาโอนคดีดังกล่าวไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ดำเนินการแทน

เพื่อคดีจะได้กลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

แบไต๋กันซึ่งๆ หน้าโดยไม่แคร์ว่าสังคมจะมองอย่างไร

อย่างไรก็ตามมี 2 คนที่จะชี้ขาดเรื่องนี้คือนายกฯ อภิสิทธิ์ ผู้ถืออำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรม การคดีพิเศษ (กคพ.)

สำหรับนายสุเทพนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะถึงจะร้ายกับเสื้อแดง แต่ก็ไม่เคยหงอให้เสื้อเหลืองเช่นกัน

พูดตรงๆ จะห่วงก็ตรงนายกฯ อภิสิทธิ์นี่แหละ

ปฏิรูปสื่อ-ปฏิรูปรัฐ

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




มูลนิธิ สัมมาชีพ ร่วมกับเครือมติชน จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ "ปฏิรูปสื่อ" ในโครงการอบรม "ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง" โดยมีผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำองค์กรภาคธุรกิจสังคมและผู้นำภาคประชาสังคม เข้าร่วมเมื่อวันที่ 22 ส.ค.



ฐากูร บุนปาน

บรรณาธิการข่าวสด

"...อยากปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปรัฐก่อน"

จุดยืนคืออย่าพูดข้างเดียว

ปกติรัฐเป็นผู้ถืออำนาจ หากสื่อสยบยอม ต่ออำนาจจะยุ่ง ธรรมชาติสื่อจะไม่ผูกพันกับอำนาจ ต้องมีหลายอำนาจคานกัน

โลกที่ดีต้องมีสมดุล ไม่ใช่ โพสต์ เนชั่น มติชน ข่าวสด จะถูกด้านเดียว ทุกคนมีความชอบ ความเชื่อ อคติ จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกัน

เรื่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแล้วถูกตัดโฆษณา ต้องยอมรับถึงเวลามีการเตะตัดขา เรื่องแบบนี้เป็นปัญหาโครงสร้างธุรกิจสื่อ ไม่ว่าหนังสือ พิมพ์ โทรทัศน์ ที่มีปัญหาในตัวเอง

สิ่งพิมพ์ที่ส่งไปขายต่างจังหวัดต้องขายให้ได้ 100% ถึงจะอยู่ได้ หนังสือพิมพ์ต้องสมดุลทั้งยอดขายและโฆษณา

มี แต่ประเทศเผด็จการเท่านั้นที่รัฐยึดสัมปทาน ไทยบอกว่าเป็นประชาธิปไตยจึงไม่จริง เพราะเราถูกยึด สื่อหลักทั้งโทรทัศน์ วิทยุไว้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ไม่มีอย่างนี้ อาจมีช่องของรัฐหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ 200 กว่าสถานีหลักวิทยุ

ใครอยากทำต้องไปสัมปทาน พูดๆ ไปก็อาจเสียงหาย บรรยากาศอย่างนี้ไม่มีทางปฏิรูปประเทศได้

ฐากูร บุนปาน



ก่อนปฏิ รูปสื่อรัฐบาลจึงต้องไปจัดการตัวเองก่อน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และอย่าปิดอินเตอร์เน็ต

อย่า มาประมูลโทรทัศน์ 30 ปี มีคนรวยทุกที พอพูดผิดหูผู้มีอำนาจเซ็นสัมปทาน 3 ปี ก็อาจเหลือแค่ 6 เดือนหายไปได้ จะไปปฏิรูปอะไรได้ หากสื่อกว่า 50% ยังเป็นของรัฐ อยากปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปรัฐก่อน

ผมเข้าใจว่าแรงปฏิรูปสื่อต้องใช้แรงจากท่านๆ หากบอกว่าไม่ชอบที่สื่อไม่แยกข้อเท็จจริงกับความเห็น ก็ต้องรับฟัง

ใน มุมมองคนทำสื่อ ผมคิดว่ารายการคุยข่าวเป็นปัญหาโครง สร้างของโทรทัศน์ที่อยู่กับรัฐ เสนอตรงไปตรงมาไม่ได้ ต้องดิ้น เป็นวิธีเลี่ยงบาลี ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง แต่เรากำลังชินอยู่ หรือไม่

ผม ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลปฏิรูปสื่อคิดบนพื้นฐานอะไร หากจะปฏิรูปสื่อรัฐต้องถอยไป เคเบิลทีวีรับได้ 94 ช่อง ระบบอนาล็อก ทันทีที่โครงสร้างแบบดิจิตอลต่อไปจะมีเป็นพันช่อง รัฐบาลมีปัญญาคุมหรือไม่

สื่อ เปลี่ยนทุกวันเพราะคนพูดคนบอกเราก็ฟัง สังคมบอกอย่างไร สื่อก็เป็นอย่างนั้น มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก โซเชียล มีเดีย โลกไปไกลขนาดนั้น

อาการตอนนี้เหมือนก่อนฝีแตก สังคมไทยคล้ายสังคมอเมริกายุค 80 ในเชิงโครงสร้างรายได้และปัญหา

ของอเมริกาพอให้ระบบจัดการปัญหาเอง แต่ของเราเรียกหาแต่อัศวินม้าขาวมาช่วย ปัญหาก็สะสมมาเรื่อยๆ

ข่าว สดยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น มันสะท้อนปัญหาสื่อว่าคุณไปปิดอย่างอื่นหมด คนไม่มีทางออกที่อื่น ซึ่งไม่ดี เหมือนต้มกบ คุณเร่งไฟน้ำกำลังเดือด คุณเพลิน สบาย ตอนมันร้อนและขึ้นจากหม้อไม่ได้นั่นแหละจะรู้

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ / สุรนันทน์ เวชชาชีวะ



การตรวจสอบสื่อ มีสภาการหนังสือพิมพ์เป็นเวทีเปิด แต่สุดท้ายมีการฟ้องร้องของหนังสือพิมพ์ด้วยกันเองมากเป็นประวัติการณ์

เป็นมา 4-5 ปีแล้ว มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐบาลอานันท์ มีการเพิ่มโทษกฎหมายหมิ่นประมาทติดคุก 5 ปี ปรับอาญาสูงสุด 4 ล้าน



อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

กรรมการผู้อำนวยการ เครือเนชั่น

"...คนดำเนินรายการต้องมีความเห็น

ถ้าคนไม่ถูกใจก็อย่าไปดู"



ช่วง มีเรื่องก็กดดันมากในเนชั่นและช่อง 9 ที่เรามีรายการ ทั้งที่เราทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ก็ถูกกล่าวหา ช่วงนั้นก็เป็นความรู้สึกคนเป็นช่วงๆ

เราไปทำรายการของช่อง 11 ตอนนี้ ฟังความรอบข้าง คนก็คิดแล้วว่าเป็นพวกรัฐบาลเป็นเหลือง แต่ถ้าดูรายการจะไม่ใช่

ช่อง 11 เองก็อึดอัด ไม่กล้าพูด เพราะก่อนทำผมได้พูด คุยกับ นายอง อาจ คล้ามไพบูลย์ รมต. ประจำสำนักนายกฯ แล้ว ว่าจะทำรูปแบบไหน ผมส่งเทปอย่าให้ใครมาเซ็นเซอร์ ก็ไม่ได้มีปัญหา

เรื่องคุยข่าวยอมรับว่าเราไม่มีรายการอ่านข่าวตามสคริปต์ มีแต่คุยข่าว คนดำเนินรายการต้องมีความเห็น ถ้าคนไม่ถูกใจก็อย่าไปดู

การปฏิรูปสื่อรัฐบาลไม่ควรเจ้ากี้เจ้าการ ควรปล่อยไปตามธรรมชาติ

เรา ปฏิบัติตัวเองทุกวัน ทั้งเทคโนโลยี ผู้บริโภคที่ตรวจสอบ ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งคณะกรรมการประชุมอาทิตย์ละครั้งกว่าจะเสร็จ มีเรื่องที่วิ่งไปมากกว่านี้แล้ว



สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

"...วิทยุและโทรทัศน์ควรปล่อยให้เป็นของเอกชนเลย"



ตอนผมเป็นนักการเมืองมีตำแหน่งมองสื่ออย่างหนึ่ง เมื่อมาทำงานในสื่อเป็นคอลัมนิสต์ คอมเมนเตเตอร์ เราได้เห็นอีกมุมมอง

ตอนมติชน ข่าวสด วิพากษ์ทักษิณรุนแรง เราก็เคยโทร.มาคุย ก็เหมือนทำเนียบขาวก็มีการโทร. ล็อบบี้ข่าวขอร้องให้เสนออีกมุมมอง

สื่อต้องปรับตัวเมื่อเป็นบริษัทมหาชน ต้องถูกทดสอบว่ายืนได้ เป็นที่พึ่งประชาชนได้จริง

วิทยุและโทรทัศน์ควรปล่อยให้เป็นของเอกชนเลย การพยายามตั้งกทช. หรือ กสช. ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้

รายการ คุยข่าววิทยุ โทรทัศน์ ภูมิคุ้มกันของผู้เสพ สื่อเรายังไม่เข้มแข็ง เพราะระบบคิดเราไม่สอนการแยกแยะ ชาวบ้านหลายคนดู อาจบอกว่าพูดจริง ทั้งที่เป็นความเห็น

รัฐบาลนี้เจอปัญหาเยอะในการปิดเว็บไซต์ ปิดกั้นสื่อ เพราะการเมืองและเศรษฐกิจไม่มีที่ระบาย ไม่มีที่ระดมสมอง น่าจะคุมไม่กี่เรื่อง เช่น ล่อลวงเด็ก ค้ามนุษย์ ยาเสพติด

ไม่ ใช่เอาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเมือง การปิดสื่อเพื่อความมั่นคงรัฐต้องเลิก ต้องชัดเจนในข้อปฏิบัติการควบคุม

ชักศึกเข้าบ้าน (ซ้ำซาก)

ที่มา ไทยรัฐ

ความ บาดหมางระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นับวันยิ่งล้ำลึก จากศึกในกลายเป็นศึกนอก บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ รวมทั้งประเทศอาเซียน ส่งสัญญาณพร้อมที่จะเข้ามาระงับข้อพิพาท กลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว

อยากให้จับตากรณี วิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธสงครามที่ถูกจับกุมในบ้านเรา ความเดิมก็คือนักค้าอาวุธสงครามระดับชาติ ชื่อหรือเครือข่ายของวิคเตอร์ บูท อยู่ในอันดับต้นๆ ที่เชื่อว่ามีการขายอาวุธให้กับประเทศที่มีความรุนแรงในเวลานี้ จนได้รับฉายาพ่อค้าความตาย กุมความลับไว้เยอะ

วงการค้าอาวุธสงคราม ระดับชาติมีความซับซ้อนมีผู้ อยู่เบื้องหลังเป็นขบวนการใหญ่โต และก้าวข้ามไปถึงยุทธศาสตร์ ความมั่นคงระหว่างรัฐต่อรัฐ เผลอๆบางครั้งรัฐก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยในบางสถานการณ์

การจะจับกุม ตัววิคเตอร์ บูท จึงเป็นเรื่องยาก แต่ที่ยากกว่าก็คือ หลังจากการจับกุมตัวบูท แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เป็นเหตุผลทำให้บูทรอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศมาตลอด

วัน หนึ่งสหรัฐฯอยากได้ตัวบูท เลยกระซิบให้ รัฐบาลไทย จับกุม ต้องอย่าลืมว่าการจับกุมตัวผู้ร้ายคนสำคัญที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการก่อการ ร้าย นั่นหมายถึงว่า กำลังจะชักศึกเข้าบ้าน อย่างน้อยก็อาจจะมีการทวงคืนต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

จะเป็นเพราะ ประเทศไทยเป็น สวรรค์ของผู้ก่อการร้าย หรือพ่อค้าอาวุธอย่างที่ว่ากันหรือไม่ ซึ่งผู้ใหญ่ทางด้านความมั่นคงน่าจะรู้ดีที่สุด มีการขอให้จับกุมตัวผู้ก่อการร้ายสากลในบ้านเราหลายครั้ง อาทิ ฮัมบาลี เป็นต้น ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

หลังจากจับกุมบูท สหรัฐฯกระซิบทันทีขอตัวบูท จะมีอะไรในกอไผ่ก็เป็นอีกเรื่อง ในขณะเดียวกันพอรัสเซียรู้เข้า เรียกทูตไทยเข้าพบยื่นเงื่อนไขบางอย่าง จนกระทั่งเมื่อศาลไทยได้มีคำพิพากษาให้ส่งตัววิคเตอร์ บูท อดีตทหารหน่วยเคจีบีรัสเซีย เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีอาญากับทางการสหรัฐฯ

ท่ามกลางความไม่พอใจของรัสเซีย

ตอน จบเรื่องของพ่อค้าความตายจะเป็นอย่างไร ยังยากที่จะคาดเดา แต่เริ่มต้นของเรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นถึงความไร้เดียงสาของรัฐบาล เด็กเล่นขายของซะแล้ว

ปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับพม่าที่มีการปิดด่าน เกือบถาวรที่ จ.เชียงราย ก็เพราะความไม่รู้เดียงสาเช่นกัน พม่าอ้างเหตุเรารุกล้ำพื้นที่ รัฐบาลส่ง อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ไปเจรจา ด้วยความไม่รู้ข้อเท็จจริง คิดว่าเป็นเรื่องการรุกล้ำที่ดินริมตลิ่งจริงๆ ก็เลยใจดีส่งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือไปทำตลิ่งให้ฝั่งพม่าเป็นที่เรียบ ร้อย แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่เปิดด่านซะที

ทั้งนี้เพราะพม่าไม่ได้มี ปัญหาเรื่องของการบุกรุกชายแดนแต่มีปัญหาเรื่องของชนกลุ่มน้อยที่ยังเปิดชาย แดนบริเวณนั้นไม่ได้ เป็นอันว่ารัฐบาลไทยเสียค่าโง่ทำตลิ่งให้พม่าไปฟรีๆ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 23/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูนเซีย 23/08/53

พยานยุบปชป. ร้องนายกฯ อ้างถูกจนท.ขู่

ที่มา ไทยรัฐ


"ส.ต.ท.ทชภณ" พยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถือนายกฯ
คุ้มครองความปลอดภัย หลังถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว จนโดนข่มขู่ คุกคาม ...

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล
ส.ต.ท.ทชภณ พรหมจันทร์ พยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านกองรับเรื่องราวร้องทุกข์
เพื่อขอให้ดูแลความปลอดภัยต่อพยาน ในมาตรการคุ้มครองพยาน
โดย ส.ต.ท.ทชภณ กล่าวว่า
เป็นบุคคลที่อยู่ในมาตรการคุ้มครองพยานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของกระทรวงยุติธรรม
ได้รับความเดือดร้อน เพราะเมื่อไปเบิกความที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
ถูก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีนำข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในมาตรการคุ้มครองพยาน
ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทำให้ถูกติดตามในลักษณะพฤติการณ์ข่มขู่ คุกคาม เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยต่อชีวิต
จึงขอร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลความปลอดภัยในฐานะที่เป็นพยาน
ในมาตรการคุ้มครองพยาน
และขอให้สอบสวนเอาผิดแก่ผู้กระทำผิดต่อพยานบุคคลในมาตรการคุ้มครองพยาน.

เพลง : คำสั่งใคร..(วัดปทุม) ขับร้อง : ดร.ประแสง มงคลศิริ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

somboonsae​lao

เนื้อเพลงกินใจมากครับ ร้องได้เพราะมาก อยากให้เพื่อนลองฟังแล้วช้วยกันนำไปเผยแพร่

ให้ทั้ว FB เลยครับ และ YouTube ด้วย ใครมีช้องทางเผยแพร่อื่นเชิญเลยครับ

โหลดที่นี้ http://www.mediafire.com/?0kvwgow4v82sc6n


http://www.youtube.com/watch?v=ZlheXBzWyao


คำสั่งใครในวัดปทุม mp3

http://www.4shared.com/audio/dH9idJMR/_online.html



*******************************


เพลง : คำสั่งใคร..(วัดปทุม)

ขับร้อง : ดร.ประแสง มงคลศิริ

คำร้อง : สนธยา บุญชูวงศ์

เรียบเรียง : อัมพร ชาวเวียง



*******************************


แสน...แค้น ทนระกำฝังแน่น...ไม่หาย

ทั้ง..ทั้งที่มิใช่ ผู้ก่อการร้ายมาแอบแฝง

เรียกร้องสิทธิความเป็นธรรม ที่มีความเหลื่อมล้ำ

ทั่วทุกหนทุกแห่ง รัฐเสแสร้งใส่ไฟ

ต้องการนักหนา คือประชาธิปไตย

คำสั่งใคร...แล้วทำไมต้องฆ่ากัน



สั่งตาย...จึงต้องโหดร้ายรุนแรง

ได้เห็นจริงชัดแจ้ง แล้วยังโต้แย้ง ว่าไม่ได้ยิง

หกศพในวัดนอนตาย ทั้งผู้หญิงผู้ชาย

คล้ายว่าโดนซุ่มยิง เหี้ยมจริง ๆ ...ซาตาน

นี่มันเขตวัด เขตอารามอภัยทาน

ยังต้องการ.. ล่าสังหาร ชีวิตคน



หนีร้อน หวังมาซุกซ่อนพึ่งเย็น

มัจจุราชไม่เว้น ไล่ล่า ฆ่าเข่น ยิงจากเบื้องบน

น้องเกด สาวพยาบาล ก็โดนยิงวายปราณ

ชั่วช้าสามานย์เหลือทน เหี้ยมเกินคนทั่วไป

นี่หรือเมืองพุทธ ที่ชาวโลกเข้าใจ

คำสั่งใคร ฆ่าถึงในวัดวา



ครั้งนั้น ยังไม่อาจลืมกันได้ลง

จากผ่านฟ้า มุ่งตรง ราชประสงค์ยังผวา

เสื้อแดงนับร้อยต้องตาย รัฐบาลโหดร้าย

กระชับพื้นที่ล้อมฆ่า สิบเก้าพฤษภา ห้าสาม

หกศพวีรชน วัดปทุมวนาราม

ความชอบธรรม ไม่เห็นมีใครชี้แจง



แสน...แค้น ทนระกำฝังแน่น...ไม่หาย

ทั้ง..ทั้งที่มิใช่ ผู้ก่อการร้ายมาแอบแฝง

เรียกร้องสิทธิความเป็นธรรม ที่มีความเหลื่อมล้ำ

ทั่วทุกหนทุกแห่ง รัฐเสแสร้งใส่ไฟ

ต้องการนักหนา คือประชาธิปไตย

คำสั่งใคร...แล้วทำไมต้องฆ่ากัน


*******************************

นปช.สหรัฐแจมเสื้อแดงชุมนมเชียงใหม่

ที่มา ข่าวสด



เมื่อวันที่ 22 ส.ค.53 กลุ่มชาวเชียงใหม่และกลุ่มนปช.แดงเชียงใหม่
ชุมนุมกันบริเวณลานเอนกประสงค์อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถ.พระปกเกล้า อ.เมืองเชียงใหม่
มีการแสดงฉากถูกล่ามโซ่ ถูกทารุณ และแสดงท่านอนตายกันจำนวนมาก
เพื่อล้อเลียนการกระทำของรัฐบาลในการสลายผู้ชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.53
พร้อมมีข้อความเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องให้ยุบสภา ไม่เอาเผด็จการ
โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด มาร่วมในการแสดงครั้งนี้ด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่จำนวน 10 กว่านายมาดูแลความสงบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
มีชาวต่างประเทศ เรียกตัวเองว่า นปช.สหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมาเชียงใหม่
พร้อมใจกันนอนแสดงท่านอนตายร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
ซึ่งผู้ประกอบการทัวร์ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า
กลุ่ม นปช.สหรัฐอเมริกา รวมตัวกันและอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 50 คน
และออกมาต่อสู้ในเรื่องความเผด็จการของรัฐบาลไทย
ซึ่งกลุ่ม ดังกล่าวเคลื่อนไหวต่อต้านพวกรัฐบาลเผด็จการทุกรูปแบบ
ตามอินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่างๆ ออกไปทั่วโลก
และทุกครั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงมีกิจกรรมอะไร
กลุ่มต่างชาติพวกนี้จะออกไปร่วมแสดงพลังทุกครั้ง
รวมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์ของเชียงใหม่ด้วย