ที่มา ไทยรัฐ
การ์ตูน เซีย 24/08/53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, August 24, 2010
ตัณหาเก้าอี้-โลกีย์อำนาจ
ที่มา บางกอกทูเดย์

ตัณหาเก้าอี้-โลกีย์อำนาจ
สำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่คำว่า “หิริ โอตัปปะ” อาจจะเป็นคำที่คนบางประเภทเลือกที่จะไม่คุ้นเคย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “หิริ” ที่แปลว่า ความละอาย
การ แก่งแย่งช่วงชิง กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ ใช้อำนาจรัฐบังหน้าแล้วคอร์รัปชั่นกันอย่างสนุกปาก จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมากใต้เงาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
เพราะนายอภิสิทธิ์ ใช้ภาพลักษณ์ที่สร้างว่าเป็นนายสะอาด บวกกับการหนุนหลังของกลุ่มคนในกองทัพ และโดยเฉพาะกลุ่มขั้วอำนาจบางกลุ่มที่อุ้มชูขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนเก้าอี้แข็งแกร่ง ชนิดที่แม้แต่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 80-90 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน
ยังไม่สามารถทำให้เก้าอี้ของนายอภิสิทธิ์ สั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
ทำ ให้กลุ่มผลประโยชน์อาศัยเป็นช่องทางหาผลประโยชน์กันอย่างหนัก ลามปามหนักไปจนถึงเรื่องงบประมาณของประเทศ ที่ประเคนให้กลุ่มที่ค้ำยันเก้าอี้อย่างสนุกสนาน ทั้งงบกระทรวงกลาโหม งบกระทรวงมหาดไทย งบกระทรวงการคลัง ที่ประเคนกันขึ้นหลักแสนล้านบาท
รวม ทั้งงบกระทรวงคมนาคม ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่ ก็เตรียมขยายผลจะเอารถเมล์เช่า 4,000 คันให้ได้ แถมจะขยายสนามบินสุวรรณภูมิอีก 6.2 หมื่นล้านบาท
การประเคนและการ เตรียมใช้งบประมาณกันอย่างสนุกสนานเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้ปัญหาเก้าอี้ผู้ว่าการ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่สามารถจะจบลงได้ง่ายๆ… และปริศนาที่ว่าทำไม คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จึงประกาศที่จะอยู่บนเก้าอี้บิ๊ก สตง. ไปจนกระทั่งอายุ 70 ปี
ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ตามกฎหมายให้อยู่ได้แค่ 65 ปีเท่านั้น... ก็ยังไม่พอ???
จึง กลายเป็นเกิดศึก ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ สตง.ป่นปี้ ในขณะที่คำถามที่สังคมสงสัยในการยึดติดเก้าอี้ของคุณหญิงเป็ด จึงยังคงกระฉ่อนฉาวไม่จบด้วยเช่นกัน
เพราะวันนี้ ภายใน สตง.เอง ก็เกิดการงัดข้อกันอย่างหนัก เนื่องจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่า สตง. ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการผู้ว่า สตง. ก็เข้าเกียร์เดินหน้าชักธงรบเต็มที่ ยืนยันว่า
คุณหญิงเป็ดพ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
เล่น เอาคุณหญิงเป็ดซึ่งแสดงชัดเจนว่า ไม่ต้องการลุกจากเก้าอี้ แต่ประกาศจะขออยู่ยาวอีก 5 ปีเต็ม ถึงกับเซ็นคำสั่งยกเลิกคำสั่ง สตง.ที่ 75/2552 ลงวันที่ 9 เม.ย. 2552 ให้ นายพิศิษฐ์ พ้นจากรักษาการผู้ว่า สตง.
โดยถือว่า ในเมื่อเป็นคนแต่งตั้งได้ ก็สามารถที่จะยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งได้ และมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้น
แต่ นายพิศิษฐ์ ก็ไม่หวั่น โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผู้บริหารระดับสูงของ สตง. ได้ร่วมประชุมพิจารณาข้อกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา และหนังสือคำสั่ง 3 ฉบับที่คุณหญิงเป็ดออกมาในวันที่ 18 ส.ค.
ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าข้อ กฎหมายที่กฤษฎีกาอ้าง มีเหตุผลรับฟังได้ว่าคุณหญิงจารุวรรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
และการที่คุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าได้ หมายความว่าปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้เช่นกัน
“ดัง นั้นหนังสือ 3 ฉบับที่ออกมาโดยใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จึงไม่มีผลบังคับใช้ได้ ประกอบกับหนังสือทั้งหมด อาศัยการตีความจากคุณหญิงจารุวรรณเอง จึงไม่มีน้ำหนักเหตุผลที่จะรับฟังได้ ดังนั้น เราจะต้องปฏิบัติตามแนวทางของกฤษฎีกาโดยเคร่งครัด เพราะผู้รักษาการเป็นข้าราชการประจำ อย่างไรจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ”
งานนี้ สตง.ร้อนฉ่าอย่างแน่นอน เพราะคุณหญิงเป็ด เปิดเกมสู้ทันที
โดย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม คุณหญิงจารุวรรณ ตอบโต้โดยใช้อำนาจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ว่าการ สตง. ลงนามในบันทึกส่งไปยังผู้บริหารระดับสูงทั้ง 7 คน ว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นมาเอาผิด ในฐานะที่ไปร่วมประชุมและลงมติทำบันทึกแย้งอำนาจของตน ทั้งที่ไม่มีอำนาจ
“การ กระทำครั้งนี้ ชัดเจนว่าคุณหญิงจารุวรรณต้องการขู่ข้าราชการทั้ง 7 คน แต่ทั้ง 7 คนได้หารือร่วมกันแล้ว และเห็นว่า จะไม่สนใจบันทึกฉบับดังกล่าว ที่คุณหญิงทำออกมา เพราะมองว่าเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ เนื่องจากคุณหญิงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ”
ซึ่งขณะนี้กลุ่มข้า ราชการระดับสูงของ สตง. ทั้ง 7 คน กำลังปรึกษาว่า จะดำเนินการอย่างไรกับการกระทำครั้งนี้ของคุณหญิงจารุวรรณ ทั้งการออกคำสั่งยกเลิกตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ สตง. หรือการออกบันทึกแจ้งเวียนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่มากเกินไป
เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มข้า ราชการทั้ง 7 คน พยายามหาทางประนีประนอม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงจารุวรรณมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นส่งตัวแทนเข้าไปเจรจา ยึดหลักกฎหมายที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับมาใช้ประกอบการแก้ปัญหา ไม่มีการทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ เพราะยังให้ความเคารพคุณหญิงอยู่ ห้องทำงานผู้ว่าการ สตง.ก็ยอมให้ใช้ รวมถึงรถประจำตำแหน่งและโทรศัพท์มือถือ
แต่ แทนที่คุณหญิงจารวุรรณ จะยอมรับความจริง ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ปล่อยวางจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. แต่คุณหญิงจารุวรรณกลับทำแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกินจะยอมรับได้ และคงจะมีการหามาตรการขั้นเด็ดขาด มาใช้แก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามในขั้วของนายพิศิษฐ์ เองก็น่าเป็นห่วง เพราะเกมที่คุณหญิงเป็ดจะใช้สู้ต่อไปก็คือ จะใช้โอกาสที่ในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งข้าราชการระดับ 10 จะเกษียณอายุราชการ 6 คน เหลือนายพิศิษฐ์คนเดียว และคุณหญิงเป็ดสามารถจะใช้อำนาจในฐานะประธานคตง. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 ขึ้นมาทดแทนได้เอง
รวมทั้งระดับ 9 ที่จะเลื่อนขึ้นมาจากระดับ 8 ก็สามารถแต่งตั้งคนที่ต้องการให้ขึ้นมาได้
เท่ากับเป็นการโดดเดี่ยวนายพิศิษฐ์ ซึ่งสามารถอยู่ได้ถึงปี 55 ให้ยอมจำนนได้ไม่ยาก
นี่แหละจะเรียกเป็นอาถรรพ์เก้าอี้ หรือตัณหาเก้าอี้ก็แล้วแต่ ที่แน่ๆ วันนี้ภาพลักษณ์ สตง.เละไปแล้ว
ทั้งๆ ที่ สตง.ควรเป็นที่พึ่งที่เชื่อถือได้ ในการตรวจสอบการการใช้จ่ายงบประมาณ มาเจอพิษการเมืองแทรกจนป่วนเช่นนี้ ย่อมน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
เช่นเดียวกับอีกเก้าอี้หนึ่ง ที่น่าจะเป็นเก้าอี้ที่เป็นภาพลักษณ์หน้าตาให้กับสถาบัน และเป็นที่พึ่งพิงของสังคมไทยด้วยเช่นกัน
นั่นก็คือ “เก้าอี้อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ที่งวดเข้าใกล้โค้งสุดท้ายเต็มทีแล้วว่า ใครจะเป็นคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งจะหมดวาระลงในเดือนกันยายนนี้
การ ที่เก้าอี้อธิการบดี มธ. งวดนี้ได้รับความสนใจจากสังคมมากเป็นพิเศษ ก็เป็นเพราะผลงานในการแสดงจุดยืนว่าเอนเอียงไปในการรับใช้ทหาร รับใช้รัฐบาล ของ ดร.สุรพล นั่นเองที่เป็นสาเหตุใหญ่
ซึ่งในวันพุธที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 9.00 น.-15.00 น. จะมีการหยั่งเสียงอธิการบดี มธ. คนใหม่ ใน 3 สาย คือ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา... ถ้าใครชนะ เก้าอี้อธิการบดี มธ. ก็น่าจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
ซึ่ง 3 ผู้ลุ้นชิงตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ รองอธิการบดี ฝ่ายการคลัง ที่มี ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ หนุนหลัง อีกคนหนึ่งก็คือ รศ.ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ และคนสุดท้ายที่น่าสนใจก็คือ
รศ.ดร.กําชัย จงจักรพันธ์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ท้าชิง 2 สมัยซ้อน
ดู เผินๆ อาจจะคิดว่า เป็นการสลับเปลี่ยนตัวบุคคลไปตามวาระปกติ และทั้ง 3 คนก็เป็นสายเลือด มธ.ด้วยกันทั้งสิ้น จนอาจจะคิดไปว่า ใครจะขึ้นมาก็คงไม่แตกต่างกัน... ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่า
ใช้ไม่ได้กับการเลือกตั้งอธิการบดี มธ.ในครั้งนี้
เพราะ มีร่องรอยและเงื่อนงำให้เห็นว่า ระยะหลังๆ เครือข่ายของ “ระบบอุปถัมภ์” ที่นักวิชาการและผู้บริหารของ มธ. บางคนเลือกที่จะทำงานรับใช้ชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มการเมือง เพื่อที่จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นตำแหน่งทางการเมืองบ้าง ในรัฐวิสาหกิจต่างๆ บ้าง
ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นที่พึ่งพิงของสังคม เป็นผู้นำทางความคิด
แต่ กลับกลายเป็นว่ายุคนี้มีผู้บริหารบางคน สามารถเข้าสู่ตำแหน่งภายนอกได้ ก็โดยที่มีตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นตัวรองรับ หรือเป็นจั๊มพ์ปิ้ง บอร์ด ให้ จนแทนที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะวางตัวเพื่อเป็นเสาหลักให้แก่สมาชิกของ ประชาคม กลับเลือกที่จะเป็นเสาค้ำยันให้กับชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มการเมือง อันเป็นการสร้างค่านิยมผิด ๆ ให้กับนักวิชาการรุ่นหลังว่า
ความสำเร็จของการเป็นนักวิชาการคือ การได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ ภายนอก!!!
ดัง นั้นความสำคัญในการเลือกตั้งอธิการบดี มธ.คนใหม่ ในครั้งนี้จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนว่าจะมีแรงหนุนทางการเมืองเข้ามาช่วย บุคคลบางคนมากเป็นพิเศษ
ซึ่ง ล่าสุด แม้แต่คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์เอง ยังยอมรับว่า ดร.สมคิด ค่อนข้างที่จะได้เปรียบคู่แข่ง เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดีคนปัจจุบัน
เพราะความเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นิติศาสตร์ ปี 2521
แน่ นอนว่า มีแบ็คดีหนุนหลัง ก็ช่วยให้ไม่ต้องหาเสียงมาก เพราะมีต้นทุนที่สุรพลเพื่อนรัก วางแผนจัดการเอาไว้ให้อย่างเพียงพอ แต่สิ่งที่น่าคิด และเป็นสิ่งที่ ประชาคม มธ.ทั้งหลายจะต้องคิดให้หนัก ก้คือ การสืบทอดอำนาจ เป็นสิ่งที่สมควรให้เกิดขึ้นในสถาบันที่เชิดชูประชาธิปไตยมายาวนานหรือ ไม่???
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการสืบทอดอำนาจจาก ดร.สุรพล ซึ่งเมื่อเป็นอธิการบดี มธ. และใกล้ชิดการเมือง ก็ได้ไปเป็นใหญ่เป็นโต ในตำแหน่ง ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ด้วย
ซึ่ง อสมท. คุมทั้งสื่อ โทรทัศน์ วิทยุ เคเบิลทีวี และแม้แต่กระทั่ง สัมปทานช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ที่ถูกจับตาว่าโปร่งใสเพียงใดหรือไม่ ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ ดร.สุรพล นั่งเป็นประธานบอร์ด อสมท
ขณะเดียวกัน ดร. สมคิด เองก็ได้เข้าไปร่วมร่างและเป็นอดีตเลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 รัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งวันนี้เห็นชัดแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับใช้อำนาจใด
ในขณะที่ รศ.ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปในวงจรเหล่านั้น แต่ก็ยังคงต้องเหนื่อยไม่น้อย เพราะแม้แต่ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีเอง ซึ่งควรเป็นฐานสนับสนุนหลักก็กลับยังมีความไม่แน่นอนอยู่
ส่วน รศ.ดร.กำชัย นั้น แม้ว่าจะเคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ และเคยเป็นรองธิการบดี มาแล้ว แต่ในการชิงชัยตำแหน่ง อธิการบดี มธ. มา 2 ครั้ง ล้วนถูกบล็อกให้พ่ายแพ้มาแล้ว ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะฝ่ากระแสอำนาจที่เชี่ยวกรากขึ้นมาได้หรือไม่
เนื่องจาก รศ.ดร.กำชัย ไม่เคยรับใช้เผด็จการทหาร หรืออำนาจการเมืองปัจจุบันมาก่อน จึงต้องเผชิญกับแรงเสียดทานของอำนาจอย่างช่วยไม่ได้
เพราะมุมมองที่น่าสนใจของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ที่กล่าวว่า
“ผม ยังไม่รู้เลยว่าผมจะไปเลือกหรือเปล่า รู้ไหมครับว่าทำไม เพราะว่าในที่สุดผมทราบว่า มันไม่มีผลอะไรเลย การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย และทุกวันนี้สภามหาวิทยาลัย ถูกยึดกุมโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง"
ดังนั้นสุดท้ายจึงอยู่ประชาคม มธ. นั่นแหละว่า จะหยุดการใช้ตำแหน่งอธิการบดีไต่เต้าทางการเมือง
และจะให้อธิการบดีคนใหม่สัญญากับประชาคมว่า จะไม่ควบตำแหน่งการเมือง ได้หรือไม่?
บทอวยตรรกะเทพของเทวดาแถวสามย่าน
ที่มา ประชาไท
กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช
สตอเบอร์แหลไม่แคร์เขมร Nation เสี้ยมข่าวกัมพูชา "ปลดทักษิณ" ขณะที่ต้นฉบับกัมพูชา
ที่มา thaifreenews
โดย Palrak
ที่มา http://www.go6tv.com/2010/08/nation.html
www.go6tv.com, กรุงเทพ. จับโกหกนายกฯไทย นสพ.Nation ใช้คำว่า "revoke" ซึ่งแปลว่า เรียกคืน เอาคืน ในขณะที่แหล่งข่าวต้นฉบับจาก APF รายงานจากกัมพูชาใช้คำว่า "resign" ลาออก
ท่ามกลางความสับสนในข่าวว่า นายกฯทักษิณ ลาออก หรือปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานั้น www.go6tv.com ได้สอบทานข่าวหลายสำนักแล้ว ทุกสำนักอ้างอิ่งแหล่งข่าวจาก APF ซึ่งอยู่ในหน้า http://www.google.com/hostednews/afp/article/ALeqM5jCQZsk7ir873hyD3RLYGEW6GaO4w
ซึ่งบทความนี้ใช้คำว่า resign ซึ่งแปลว่าลาออก แต่สำนักข่าว NATION กลับใช้คำว่า revoke ซึ่งแปลว่า ปลดออก หรือเรียกคืน
ดังต้นฉบับเอกสารนี้
ล่า สุด มีคำยืนยันจากหน่วยราชการในกัมพูชาว่า พตท.ทักษิณ ได้ขอลาออกเนื่องจากไม่มีเวลามาทำงานให้ เพราะมีธุรกิจทำมากขึ้น จึงขอลาออกจากสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แล้วทางกัมพูชาก็ได้ทราบแล้วว่า ที่เมืองไทยบิดเบือนข่าวจากคำว่า "ลาออก" เป็นปลดออก อีกทั้งยังแจ้งอีกว่า ยังไม่ได้นัดตกลงประชุมระดับทวิภาคีใดๆกับนายกรัฐมนตรีไทยดังที่เป็นข่าว
ประชาธรรม: เปิดใจเด็กนร.เชียงรายและครอบครัว... "เราอยู่ใต้อำนาจเขาเกินไป จนทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพ"
ที่มา ประชาไท
นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปสื่อ
ที่มา มติชน
“อภิสิทธิ์” เชื่อสัญญาณที่ดีความสัมพันธ์ 2 ประเทศ หลัง “ทักษิณ” ทิ้งเก้าอี้ที่ปรึกษาฮุนเซน-ศก.กัมพูชา
ที่มา มติชน
“กษิต” ดีใจหมดเงื่อนไข ส่งทูตกลับไปประจำกัมพูชาวันนี้ หลังรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ระบุ "ทักษิณ" ลาออกที่ปรึกษา “ฮุน เซน-รบ.” เหตุประสบความลำบากส่วนตัว ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โฆษกกัมพูชาปัดเกี่่ยวปมขัดแย้งเขตแดน ยันไม่ใช่การประนีประนอม
Monday, August 23, 2010
ตั้งรองผบ.ตร.ได้เลยหรือ
ที่มา ข่าวสด
ชกไม่มีมุม
หลัง สำนักงานกำลังพลประกาศบัญชีรายชื่อตำรวจระดับรองผบช.ขึ้นไปจนถึงระดับผู้ ช่วยผบ.ตร. โดยเรียงลำดับอาวุโสให้เห็นชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีนี้
ถัดจากนี้ ต้องทอดเวลาราวสัปดาห์ เพื่อรอรับฟังเสียงทักท้วงโต้แย้งการจัดลำดับ
จึงคาดกันว่า ราววันที่ 30-31 ส.ค. หรืออาจเป็น 1 ก.ย. น่าจะได้ฤกษ์ลงมือแต่งตั้งโยกย้าย
เริ่มจากระดับรองผบ.ตร.ลงไปถึงผบช.
รายชื่อน่าจะเข้าสู่ที่ประชุมก.ตร.หรือคณะกรรม การข้าราชการตำรวจ ในช่วงดังกล่าว
การแต่งตั้งทุกระดับฉับไว เพื่อให้ทันเริ่มต้นทำงานกันตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
แต่ปัญหาที่น่าคิดคือ ถ้าหากผบ.ตร.ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ จะแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปได้เลยหรือไม่!?
ก่อนหน้านี้ก.ต.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่แล้ว
แถมมติก.ต.ช.ไม่กำหนดให้เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ 1 ต.ค.อีกด้วย เพราะเก้าอี้ผบ.ตร.ว่างโล่งอยู่แล้ว
กระนั้นก็ตาม โดยมารยาทและโดยขั้นตอนความถูกต้อง ยังต้องรอ!
ถ้าไปรีบแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปเลย ก็เท่ากับมีคนมาเป็นรองผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.วิเชียร
แต่งตั้งไปทดแทนก่อนพล.ต.อ.วิเชียรได้รับโปรดเกล้าฯ
น่าจะไม่ถูกต้อง และไม่ควรทำ
จริงอยู่ การเข้ารับตำแหน่งผบ.ตร.ของพล.ต.อ. วิเชียรเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
ทั้งบ้านทั้งเมืองรู้สึกว่า คนนี้เป็นผบ.ตร.ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ในความเป็นจริง ยังต้องรอโปรดเกล้าฯ
ยกเว้นถ้าขั้นตอนเสร็จสิ้นมีผลสมบูณ์ก่อนสิ้นเดือนนี้ ทุกอย่างก็สะดวก
กำหนดแต่งตั้งรองผบ.ตร.ลงไปที่วางเอาไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตอนนั้นพล.ต.อ.วิเชียรได้เป็นผบ.ตร.เต็มตัวแล้ว
แต่ถ้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องรอ
เอาเป็นว่า ควรต้องรอการโปรดเกล้าฯ พล.ต.อ. วิเชียรเสียก่อน จึงจะมาพิจารณาบัญชีระดับรองลงมาได้
ใครรีบร้อนไปจัดโผเสียก่อน
ไม่ถูกต้อง และไม่น่าจะทำได้!
คดีพธม. (อีกที)
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
ศุกร์ ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง นำตัว นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กับ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ
พร้อมสำนวนสอบสวนสั่งฟ้องฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กรณีร่วมกันแถลงข่าวหน้ามูลนิธิบ้านเลขที่ 111 เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี
วันเดียวกัน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของทั้ง 2 คน ก็ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการว่า
วันเกิดเหตุเป็นเพียงการแถลงข่าวแค่ 2-3 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบการสลายม็อบเสื้อแดงที่มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก
ไม่ได้เป็นการชุมนุมเกิน 5 คน
เพียงแต่ขณะนั้นมีประชาชนสนใจมาฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจำนวนหนึ่ง
นอกจากนี้ทนายยังร้องให้สอบ พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.นางเลิ้ง และ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ด้วยว่า
ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับเดียวกัน ทำไมถึงปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ จัดชุมนุมหลายครั้งโดยไม่ดำเนินคดี
จะ ว่าไปแล้วคำถามทำนองนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการดำเนินคดีกับเสื้อแดง ว่าแล้วทำไมไม่ดำเนินคดีกับกลุ่ม พันธมิตรฯ หรือเสื้อเหลืองบ้าง
ทำไมคดีเสื้อแดงถึงรวดเร็ว ทำไมคดีเสื้อเหลืองถึงอืดอาด
โดยเฉพาะคดีพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบิน มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคำถามวนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้
สุดท้ายคำตอบคงหนีไม่พ้นเรื่องสองมาตรฐาน
อย่างล่าสุด พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียึดสนามบิน ได้ออกหมายเรียกพันธมิตรฯ 79 คนให้มารับข้อกล่าวหา
แต่ ก็ยังโดนขัดขวางจากส.ว.บางกลุ่มที่เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พิจารณาโอนคดีดังกล่าวไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ดำเนินการแทน
เพื่อคดีจะได้กลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
แบไต๋กันซึ่งๆ หน้าโดยไม่แคร์ว่าสังคมจะมองอย่างไร
อย่างไรก็ตามมี 2 คนที่จะชี้ขาดเรื่องนี้คือนายกฯ อภิสิทธิ์ ผู้ถืออำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรม การคดีพิเศษ (กคพ.)
สำหรับนายสุเทพนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะถึงจะร้ายกับเสื้อแดง แต่ก็ไม่เคยหงอให้เสื้อเหลืองเช่นกัน
พูดตรงๆ จะห่วงก็ตรงนายกฯ อภิสิทธิ์นี่แหละ
ปฏิรูปสื่อ-ปฏิรูปรัฐ
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
มูลนิธิ สัมมาชีพ ร่วมกับเครือมติชน จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ "ปฏิรูปสื่อ" ในโครงการอบรม "ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง" โดยมีผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำองค์กรภาคธุรกิจสังคมและผู้นำภาคประชาสังคม เข้าร่วมเมื่อวันที่ 22 ส.ค.
ฐากูร บุนปาน
บรรณาธิการข่าวสด
"...อยากปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปรัฐก่อน"
จุดยืนคืออย่าพูดข้างเดียว
ปกติรัฐเป็นผู้ถืออำนาจ หากสื่อสยบยอม ต่ออำนาจจะยุ่ง ธรรมชาติสื่อจะไม่ผูกพันกับอำนาจ ต้องมีหลายอำนาจคานกัน
โลกที่ดีต้องมีสมดุล ไม่ใช่ โพสต์ เนชั่น มติชน ข่าวสด จะถูกด้านเดียว ทุกคนมีความชอบ ความเชื่อ อคติ จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกัน
เรื่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแล้วถูกตัดโฆษณา ต้องยอมรับถึงเวลามีการเตะตัดขา เรื่องแบบนี้เป็นปัญหาโครงสร้างธุรกิจสื่อ ไม่ว่าหนังสือ พิมพ์ โทรทัศน์ ที่มีปัญหาในตัวเอง
สิ่งพิมพ์ที่ส่งไปขายต่างจังหวัดต้องขายให้ได้ 100% ถึงจะอยู่ได้ หนังสือพิมพ์ต้องสมดุลทั้งยอดขายและโฆษณา
มี แต่ประเทศเผด็จการเท่านั้นที่รัฐยึดสัมปทาน ไทยบอกว่าเป็นประชาธิปไตยจึงไม่จริง เพราะเราถูกยึด สื่อหลักทั้งโทรทัศน์ วิทยุไว้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ไม่มีอย่างนี้ อาจมีช่องของรัฐหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ 200 กว่าสถานีหลักวิทยุ
ใครอยากทำต้องไปสัมปทาน พูดๆ ไปก็อาจเสียงหาย บรรยากาศอย่างนี้ไม่มีทางปฏิรูปประเทศได้
ฐากูร บุนปาน
ก่อนปฏิ รูปสื่อรัฐบาลจึงต้องไปจัดการตัวเองก่อน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และอย่าปิดอินเตอร์เน็ต
อย่า มาประมูลโทรทัศน์ 30 ปี มีคนรวยทุกที พอพูดผิดหูผู้มีอำนาจเซ็นสัมปทาน 3 ปี ก็อาจเหลือแค่ 6 เดือนหายไปได้ จะไปปฏิรูปอะไรได้ หากสื่อกว่า 50% ยังเป็นของรัฐ อยากปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปรัฐก่อน
ผมเข้าใจว่าแรงปฏิรูปสื่อต้องใช้แรงจากท่านๆ หากบอกว่าไม่ชอบที่สื่อไม่แยกข้อเท็จจริงกับความเห็น ก็ต้องรับฟัง
ใน มุมมองคนทำสื่อ ผมคิดว่ารายการคุยข่าวเป็นปัญหาโครง สร้างของโทรทัศน์ที่อยู่กับรัฐ เสนอตรงไปตรงมาไม่ได้ ต้องดิ้น เป็นวิธีเลี่ยงบาลี ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง แต่เรากำลังชินอยู่ หรือไม่
ผม ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลปฏิรูปสื่อคิดบนพื้นฐานอะไร หากจะปฏิรูปสื่อรัฐต้องถอยไป เคเบิลทีวีรับได้ 94 ช่อง ระบบอนาล็อก ทันทีที่โครงสร้างแบบดิจิตอลต่อไปจะมีเป็นพันช่อง รัฐบาลมีปัญญาคุมหรือไม่
สื่อ เปลี่ยนทุกวันเพราะคนพูดคนบอกเราก็ฟัง สังคมบอกอย่างไร สื่อก็เป็นอย่างนั้น มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก โซเชียล มีเดีย โลกไปไกลขนาดนั้น
อาการตอนนี้เหมือนก่อนฝีแตก สังคมไทยคล้ายสังคมอเมริกายุค 80 ในเชิงโครงสร้างรายได้และปัญหา
ของอเมริกาพอให้ระบบจัดการปัญหาเอง แต่ของเราเรียกหาแต่อัศวินม้าขาวมาช่วย ปัญหาก็สะสมมาเรื่อยๆ
ข่าว สดยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น มันสะท้อนปัญหาสื่อว่าคุณไปปิดอย่างอื่นหมด คนไม่มีทางออกที่อื่น ซึ่งไม่ดี เหมือนต้มกบ คุณเร่งไฟน้ำกำลังเดือด คุณเพลิน สบาย ตอนมันร้อนและขึ้นจากหม้อไม่ได้นั่นแหละจะรู้
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ / สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
การตรวจสอบสื่อ มีสภาการหนังสือพิมพ์เป็นเวทีเปิด แต่สุดท้ายมีการฟ้องร้องของหนังสือพิมพ์ด้วยกันเองมากเป็นประวัติการณ์
เป็นมา 4-5 ปีแล้ว มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐบาลอานันท์ มีการเพิ่มโทษกฎหมายหมิ่นประมาทติดคุก 5 ปี ปรับอาญาสูงสุด 4 ล้าน
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ
กรรมการผู้อำนวยการ เครือเนชั่น
"...คนดำเนินรายการต้องมีความเห็น
ถ้าคนไม่ถูกใจก็อย่าไปดู"
ช่วง มีเรื่องก็กดดันมากในเนชั่นและช่อง 9 ที่เรามีรายการ ทั้งที่เราทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ก็ถูกกล่าวหา ช่วงนั้นก็เป็นความรู้สึกคนเป็นช่วงๆ
เราไปทำรายการของช่อง 11 ตอนนี้ ฟังความรอบข้าง คนก็คิดแล้วว่าเป็นพวกรัฐบาลเป็นเหลือง แต่ถ้าดูรายการจะไม่ใช่
ช่อง 11 เองก็อึดอัด ไม่กล้าพูด เพราะก่อนทำผมได้พูด คุยกับ นายอง อาจ คล้ามไพบูลย์ รมต. ประจำสำนักนายกฯ แล้ว ว่าจะทำรูปแบบไหน ผมส่งเทปอย่าให้ใครมาเซ็นเซอร์ ก็ไม่ได้มีปัญหา
เรื่องคุยข่าวยอมรับว่าเราไม่มีรายการอ่านข่าวตามสคริปต์ มีแต่คุยข่าว คนดำเนินรายการต้องมีความเห็น ถ้าคนไม่ถูกใจก็อย่าไปดู
การปฏิรูปสื่อรัฐบาลไม่ควรเจ้ากี้เจ้าการ ควรปล่อยไปตามธรรมชาติ
เรา ปฏิบัติตัวเองทุกวัน ทั้งเทคโนโลยี ผู้บริโภคที่ตรวจสอบ ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งคณะกรรมการประชุมอาทิตย์ละครั้งกว่าจะเสร็จ มีเรื่องที่วิ่งไปมากกว่านี้แล้ว
สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
"...วิทยุและโทรทัศน์ควรปล่อยให้เป็นของเอกชนเลย"
ตอนผมเป็นนักการเมืองมีตำแหน่งมองสื่ออย่างหนึ่ง เมื่อมาทำงานในสื่อเป็นคอลัมนิสต์ คอมเมนเตเตอร์ เราได้เห็นอีกมุมมอง
ตอนมติชน ข่าวสด วิพากษ์ทักษิณรุนแรง เราก็เคยโทร.มาคุย ก็เหมือนทำเนียบขาวก็มีการโทร. ล็อบบี้ข่าวขอร้องให้เสนออีกมุมมอง
สื่อต้องปรับตัวเมื่อเป็นบริษัทมหาชน ต้องถูกทดสอบว่ายืนได้ เป็นที่พึ่งประชาชนได้จริง
วิทยุและโทรทัศน์ควรปล่อยให้เป็นของเอกชนเลย การพยายามตั้งกทช. หรือ กสช. ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้
รายการ คุยข่าววิทยุ โทรทัศน์ ภูมิคุ้มกันของผู้เสพ สื่อเรายังไม่เข้มแข็ง เพราะระบบคิดเราไม่สอนการแยกแยะ ชาวบ้านหลายคนดู อาจบอกว่าพูดจริง ทั้งที่เป็นความเห็น
รัฐบาลนี้เจอปัญหาเยอะในการปิดเว็บไซต์ ปิดกั้นสื่อ เพราะการเมืองและเศรษฐกิจไม่มีที่ระบาย ไม่มีที่ระดมสมอง น่าจะคุมไม่กี่เรื่อง เช่น ล่อลวงเด็ก ค้ามนุษย์ ยาเสพติด
ไม่ ใช่เอาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเมือง การปิดสื่อเพื่อความมั่นคงรัฐต้องเลิก ต้องชัดเจนในข้อปฏิบัติการควบคุม