WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 24, 2010

การ์ตูน เซีย 24/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 24/08/53

ตัณหาเก้าอี้-โลกีย์อำนาจ

ที่มา บางกอกทูเดย์

สตง.- ธรรมศาสตร์ วุ่นพอกัน!


ตัณหาเก้าอี้-โลกีย์อำนาจ

สำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่คำว่า “หิริ โอตัปปะ” อาจจะเป็นคำที่คนบางประเภทเลือกที่จะไม่คุ้นเคย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “หิริ” ที่แปลว่า ความละอาย
การ แก่งแย่งช่วงชิง กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ ใช้อำนาจรัฐบังหน้าแล้วคอร์รัปชั่นกันอย่างสนุกปาก จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมากใต้เงาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะนายอภิสิทธิ์ ใช้ภาพลักษณ์ที่สร้างว่าเป็นนายสะอาด บวกกับการหนุนหลังของกลุ่มคนในกองทัพ และโดยเฉพาะกลุ่มขั้วอำนาจบางกลุ่มที่อุ้มชูขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนเก้าอี้แข็งแกร่ง ชนิดที่แม้แต่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 80-90 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน

ยังไม่สามารถทำให้เก้าอี้ของนายอภิสิทธิ์ สั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
ทำ ให้กลุ่มผลประโยชน์อาศัยเป็นช่องทางหาผลประโยชน์กันอย่างหนัก ลามปามหนักไปจนถึงเรื่องงบประมาณของประเทศ ที่ประเคนให้กลุ่มที่ค้ำยันเก้าอี้อย่างสนุกสนาน ทั้งงบกระทรวงกลาโหม งบกระทรวงมหาดไทย งบกระทรวงการคลัง ที่ประเคนกันขึ้นหลักแสนล้านบาท

รวม ทั้งงบกระทรวงคมนาคม ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่ ก็เตรียมขยายผลจะเอารถเมล์เช่า 4,000 คันให้ได้ แถมจะขยายสนามบินสุวรรณภูมิอีก 6.2 หมื่นล้านบาท

การประเคนและการ เตรียมใช้งบประมาณกันอย่างสนุกสนานเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้ปัญหาเก้าอี้ผู้ว่าการ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่สามารถจะจบลงได้ง่ายๆ… และปริศนาที่ว่าทำไม คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จึงประกาศที่จะอยู่บนเก้าอี้บิ๊ก สตง. ไปจนกระทั่งอายุ 70 ปี

ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ตามกฎหมายให้อยู่ได้แค่ 65 ปีเท่านั้น... ก็ยังไม่พอ???
จึง กลายเป็นเกิดศึก ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ สตง.ป่นปี้ ในขณะที่คำถามที่สังคมสงสัยในการยึดติดเก้าอี้ของคุณหญิงเป็ด จึงยังคงกระฉ่อนฉาวไม่จบด้วยเช่นกัน

เพราะวันนี้ ภายใน สตง.เอง ก็เกิดการงัดข้อกันอย่างหนัก เนื่องจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่า สตง. ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการผู้ว่า สตง. ก็เข้าเกียร์เดินหน้าชักธงรบเต็มที่ ยืนยันว่า

คุณหญิงเป็ดพ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
เล่น เอาคุณหญิงเป็ดซึ่งแสดงชัดเจนว่า ไม่ต้องการลุกจากเก้าอี้ แต่ประกาศจะขออยู่ยาวอีก 5 ปีเต็ม ถึงกับเซ็นคำสั่งยกเลิกคำสั่ง สตง.ที่ 75/2552 ลงวันที่ 9 เม.ย. 2552 ให้ นายพิศิษฐ์ พ้นจากรักษาการผู้ว่า สตง.

โดยถือว่า ในเมื่อเป็นคนแต่งตั้งได้ ก็สามารถที่จะยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งได้ และมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้น
แต่ นายพิศิษฐ์ ก็ไม่หวั่น โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผู้บริหารระดับสูงของ สตง. ได้ร่วมประชุมพิจารณาข้อกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา และหนังสือคำสั่ง 3 ฉบับที่คุณหญิงเป็ดออกมาในวันที่ 18 ส.ค.

ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าข้อ กฎหมายที่กฤษฎีกาอ้าง มีเหตุผลรับฟังได้ว่าคุณหญิงจารุวรรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

และการที่คุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าได้ หมายความว่าปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้เช่นกัน

“ดัง นั้นหนังสือ 3 ฉบับที่ออกมาโดยใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จึงไม่มีผลบังคับใช้ได้ ประกอบกับหนังสือทั้งหมด อาศัยการตีความจากคุณหญิงจารุวรรณเอง จึงไม่มีน้ำหนักเหตุผลที่จะรับฟังได้ ดังนั้น เราจะต้องปฏิบัติตามแนวทางของกฤษฎีกาโดยเคร่งครัด เพราะผู้รักษาการเป็นข้าราชการประจำ อย่างไรจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ”

งานนี้ สตง.ร้อนฉ่าอย่างแน่นอน เพราะคุณหญิงเป็ด เปิดเกมสู้ทันที
โดย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม คุณหญิงจารุวรรณ ตอบโต้โดยใช้อำนาจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ว่าการ สตง. ลงนามในบันทึกส่งไปยังผู้บริหารระดับสูงทั้ง 7 คน ว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นมาเอาผิด ในฐานะที่ไปร่วมประชุมและลงมติทำบันทึกแย้งอำนาจของตน ทั้งที่ไม่มีอำนาจ

“การ กระทำครั้งนี้ ชัดเจนว่าคุณหญิงจารุวรรณต้องการขู่ข้าราชการทั้ง 7 คน แต่ทั้ง 7 คนได้หารือร่วมกันแล้ว และเห็นว่า จะไม่สนใจบันทึกฉบับดังกล่าว ที่คุณหญิงทำออกมา เพราะมองว่าเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ เนื่องจากคุณหญิงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ”

ซึ่งขณะนี้กลุ่มข้า ราชการระดับสูงของ สตง. ทั้ง 7 คน กำลังปรึกษาว่า จะดำเนินการอย่างไรกับการกระทำครั้งนี้ของคุณหญิงจารุวรรณ ทั้งการออกคำสั่งยกเลิกตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ สตง. หรือการออกบันทึกแจ้งเวียนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่มากเกินไป

เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มข้า ราชการทั้ง 7 คน พยายามหาทางประนีประนอม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงจารุวรรณมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นส่งตัวแทนเข้าไปเจรจา ยึดหลักกฎหมายที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับมาใช้ประกอบการแก้ปัญหา ไม่มีการทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ เพราะยังให้ความเคารพคุณหญิงอยู่ ห้องทำงานผู้ว่าการ สตง.ก็ยอมให้ใช้ รวมถึงรถประจำตำแหน่งและโทรศัพท์มือถือ

แต่ แทนที่คุณหญิงจารวุรรณ จะยอมรับความจริง ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ปล่อยวางจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. แต่คุณหญิงจารุวรรณกลับทำแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกินจะยอมรับได้ และคงจะมีการหามาตรการขั้นเด็ดขาด มาใช้แก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามในขั้วของนายพิศิษฐ์ เองก็น่าเป็นห่วง เพราะเกมที่คุณหญิงเป็ดจะใช้สู้ต่อไปก็คือ จะใช้โอกาสที่ในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งข้าราชการระดับ 10 จะเกษียณอายุราชการ 6 คน เหลือนายพิศิษฐ์คนเดียว และคุณหญิงเป็ดสามารถจะใช้อำนาจในฐานะประธานคตง. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 ขึ้นมาทดแทนได้เอง

รวมทั้งระดับ 9 ที่จะเลื่อนขึ้นมาจากระดับ 8 ก็สามารถแต่งตั้งคนที่ต้องการให้ขึ้นมาได้
เท่ากับเป็นการโดดเดี่ยวนายพิศิษฐ์ ซึ่งสามารถอยู่ได้ถึงปี 55 ให้ยอมจำนนได้ไม่ยาก
นี่แหละจะเรียกเป็นอาถรรพ์เก้าอี้ หรือตัณหาเก้าอี้ก็แล้วแต่ ที่แน่ๆ วันนี้ภาพลักษณ์ สตง.เละไปแล้ว

ทั้งๆ ที่ สตง.ควรเป็นที่พึ่งที่เชื่อถือได้ ในการตรวจสอบการการใช้จ่ายงบประมาณ มาเจอพิษการเมืองแทรกจนป่วนเช่นนี้ ย่อมน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับอีกเก้าอี้หนึ่ง ที่น่าจะเป็นเก้าอี้ที่เป็นภาพลักษณ์หน้าตาให้กับสถาบัน และเป็นที่พึ่งพิงของสังคมไทยด้วยเช่นกัน

นั่นก็คือ “เก้าอี้อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ที่งวดเข้าใกล้โค้งสุดท้ายเต็มทีแล้วว่า ใครจะเป็นคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งจะหมดวาระลงในเดือนกันยายนนี้

การ ที่เก้าอี้อธิการบดี มธ. งวดนี้ได้รับความสนใจจากสังคมมากเป็นพิเศษ ก็เป็นเพราะผลงานในการแสดงจุดยืนว่าเอนเอียงไปในการรับใช้ทหาร รับใช้รัฐบาล ของ ดร.สุรพล นั่นเองที่เป็นสาเหตุใหญ่

ซึ่งในวันพุธที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 9.00 น.-15.00 น. จะมีการหยั่งเสียงอธิการบดี มธ. คนใหม่ ใน 3 สาย คือ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา... ถ้าใครชนะ เก้าอี้อธิการบดี มธ. ก็น่าจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

ซึ่ง 3 ผู้ลุ้นชิงตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ รองอธิการบดี ฝ่ายการคลัง ที่มี ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ หนุนหลัง อีกคนหนึ่งก็คือ รศ.ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ และคนสุดท้ายที่น่าสนใจก็คือ

รศ.ดร.กําชัย จงจักรพันธ์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ท้าชิง 2 สมัยซ้อน
ดู เผินๆ อาจจะคิดว่า เป็นการสลับเปลี่ยนตัวบุคคลไปตามวาระปกติ และทั้ง 3 คนก็เป็นสายเลือด มธ.ด้วยกันทั้งสิ้น จนอาจจะคิดไปว่า ใครจะขึ้นมาก็คงไม่แตกต่างกัน... ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่า

ใช้ไม่ได้กับการเลือกตั้งอธิการบดี มธ.ในครั้งนี้
เพราะ มีร่องรอยและเงื่อนงำให้เห็นว่า ระยะหลังๆ เครือข่ายของ “ระบบอุปถัมภ์” ที่นักวิชาการและผู้บริหารของ มธ. บางคนเลือกที่จะทำงานรับใช้ชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มการเมือง เพื่อที่จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นตำแหน่งทางการเมืองบ้าง ในรัฐวิสาหกิจต่างๆ บ้าง

ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นที่พึ่งพิงของสังคม เป็นผู้นำทางความคิด
แต่ กลับกลายเป็นว่ายุคนี้มีผู้บริหารบางคน สามารถเข้าสู่ตำแหน่งภายนอกได้ ก็โดยที่มีตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นตัวรองรับ หรือเป็นจั๊มพ์ปิ้ง บอร์ด ให้ จนแทนที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะวางตัวเพื่อเป็นเสาหลักให้แก่สมาชิกของ ประชาคม กลับเลือกที่จะเป็นเสาค้ำยันให้กับชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มการเมือง อันเป็นการสร้างค่านิยมผิด ๆ ให้กับนักวิชาการรุ่นหลังว่า

ความสำเร็จของการเป็นนักวิชาการคือ การได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ ภายนอก!!!
ดัง นั้นความสำคัญในการเลือกตั้งอธิการบดี มธ.คนใหม่ ในครั้งนี้จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนว่าจะมีแรงหนุนทางการเมืองเข้ามาช่วย บุคคลบางคนมากเป็นพิเศษ

ซึ่ง ล่าสุด แม้แต่คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์เอง ยังยอมรับว่า ดร.สมคิด ค่อนข้างที่จะได้เปรียบคู่แข่ง เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดีคนปัจจุบัน
เพราะความเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นิติศาสตร์ ปี 2521
แน่ นอนว่า มีแบ็คดีหนุนหลัง ก็ช่วยให้ไม่ต้องหาเสียงมาก เพราะมีต้นทุนที่สุรพลเพื่อนรัก วางแผนจัดการเอาไว้ให้อย่างเพียงพอ แต่สิ่งที่น่าคิด และเป็นสิ่งที่ ประชาคม มธ.ทั้งหลายจะต้องคิดให้หนัก ก้คือ การสืบทอดอำนาจ เป็นสิ่งที่สมควรให้เกิดขึ้นในสถาบันที่เชิดชูประชาธิปไตยมายาวนานหรือ ไม่???

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการสืบทอดอำนาจจาก ดร.สุรพล ซึ่งเมื่อเป็นอธิการบดี มธ. และใกล้ชิดการเมือง ก็ได้ไปเป็นใหญ่เป็นโต ในตำแหน่ง ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ด้วย

ซึ่ง อสมท. คุมทั้งสื่อ โทรทัศน์ วิทยุ เคเบิลทีวี และแม้แต่กระทั่ง สัมปทานช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ที่ถูกจับตาว่าโปร่งใสเพียงใดหรือไม่ ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ ดร.สุรพล นั่งเป็นประธานบอร์ด อสมท

ขณะเดียวกัน ดร. สมคิด เองก็ได้เข้าไปร่วมร่างและเป็นอดีตเลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 รัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งวันนี้เห็นชัดแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับใช้อำนาจใด

ในขณะที่ รศ.ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปในวงจรเหล่านั้น แต่ก็ยังคงต้องเหนื่อยไม่น้อย เพราะแม้แต่ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีเอง ซึ่งควรเป็นฐานสนับสนุนหลักก็กลับยังมีความไม่แน่นอนอยู่

ส่วน รศ.ดร.กำชัย นั้น แม้ว่าจะเคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ และเคยเป็นรองธิการบดี มาแล้ว แต่ในการชิงชัยตำแหน่ง อธิการบดี มธ. มา 2 ครั้ง ล้วนถูกบล็อกให้พ่ายแพ้มาแล้ว ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะฝ่ากระแสอำนาจที่เชี่ยวกรากขึ้นมาได้หรือไม่

เนื่องจาก รศ.ดร.กำชัย ไม่เคยรับใช้เผด็จการทหาร หรืออำนาจการเมืองปัจจุบันมาก่อน จึงต้องเผชิญกับแรงเสียดทานของอำนาจอย่างช่วยไม่ได้

เพราะมุมมองที่น่าสนใจของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ที่กล่าวว่า
“ผม ยังไม่รู้เลยว่าผมจะไปเลือกหรือเปล่า รู้ไหมครับว่าทำไม เพราะว่าในที่สุดผมทราบว่า มันไม่มีผลอะไรเลย การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย และทุกวันนี้สภามหาวิทยาลัย ถูกยึดกุมโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง"

ดังนั้นสุดท้ายจึงอยู่ประชาคม มธ. นั่นแหละว่า จะหยุดการใช้ตำแหน่งอธิการบดีไต่เต้าทางการเมือง
และจะให้อธิการบดีคนใหม่สัญญากับประชาคมว่า จะไม่ควบตำแหน่งการเมือง ได้หรือไม่?

บทอวยตรรกะเทพของเทวดาแถวสามย่าน

ที่มา ประชาไท

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

เมื่อ วันเกิดคณะรัฐศาสตร์ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ได้มีการเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง มาร่วมเสวนาในงาน และในวันเดียวกันนั้นเองก็ได้เกิด “ข้อพิพาท” ขึ้นระหว่างกลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่งที่ต้องการจะชูป้าย อันมีข้อความที่เป็นเพียง “คำพูดที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวไว้ หรือคำพูดที่โด่งดังต่างๆ ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อย่างจอห์น เอฟ.เคนนาดี” กับอาจารย์ของคณะรัฐศาสตร์คนหนึ่ง ที่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานของคณะ ที่มีชื่อว่า “นายวีระศักดิ์ เครือเทพ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นหากสรุปแบบง่ายที่สุดก็คือ นายวีระศักดิ์ไม่ยอมอนุญาตให้นิสิตกลุ่มดังกล่าวชูป้ายที่พวกตนเตรียมไว้ใน ช่วงที่นายอภิสิทธิ์อภิปราย จนเป็นเหตุให้เกิดความพิพาทต่อเนื่องกันไป
แน่ นอนว่าตามธรรมชาติของการเกิดข้อพิพาท ต่างฝ่ายก็จะออกมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง ซึ่งงานนี้จะลอง “สมมติ” ไปเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ออกมากล่าวอ้างนั้น “เป็นจริง” โดยจะอาศัยข้อมูลที่นายวีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับทาง Voice TV [1] (คลิกเพื่อดูลิงค์) เป็นสำคัญ
หากสิ่งที่นายวีระศักดิ์กล่าวไว้ทั้งหมดเป็นจริง (ตามข้อสมมติ) แล้ว นั่นแปลว่า :
- ไม่ได้มีการยื้อแย่ง หรือออกแรงอะไรมากมายเลยในการนำแผ่นป้ายมาจากทางฝ่ายนิสิต
- นิสิตไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า หรือให้ดูแผ่นป้ายก่อนยกชู
- กลุ่มนิสิตดังกล่าวใช้เสรีภาพโดยเบียดบังสิทธิของนายวีระศักดิ์ ในฐานะคนจัดงานประชุม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่ถูกต้อง
- ไม่มีการถามประชาคม จุฬาฯ ล่วงหน้า
- การเลือกที่จะชูป้ายเฉพาะช่วงที่นายอภิสิทธิ์อภิปราย เป็นการใช้แสดงออกอย่างเลือกที่รักมักที่ชัง
- นายวีระศักดิ์ “เชื่อว่า” นิสิตกลุ่มนี้มีบุคคลอยู่เบื้องหลัง
ผม จะแสดงให้เห็น “ตรรกะเทพ” นายวีระศักดิ์ เครือเทพไปเป็นข้อ ตามได้แจงไว้ข้างต้น โดยนี่ถือว่า “ไม่ฟังเสียงจากทางฟากนิสิตเลย และถือว่าข้อมูลที่นายวีระศักดิ์กล่าวมาทั้งหมดเป็นจริงดังได้อธิบายไว้แล้ว
ประเด็นแรก – การยื้อแย่ง: จากที่นายวีระศักดิ์กล่าวอ้างไว้ทาง Voice TV ว่าเมื่อตนไม่ไม่ยอมให้นิสิตยกชูป้าย เพราะยังไม่เห็นข้อความในป้าย กลุ่มนิสิตจึงเดินหันหลัง และนายวีระศักดิ์ก็สามารถยึดเอาป้ายมาได้โดยไม่ได้ออกแรงอะไรเลย จะเรียกว่ายื้อแย้งมั๊ย?
ผมเห็นด้วยเลยครับ หากอิงตามข้อมูลนี้ นายวีระศักดิ์ไม่ได้ยื้อแย่งแน่นอนครับ นายวีระศักดิ์นั้นจงใจขโมยโดยเจตนาครับ นายวีระศักดิ์ได้ทำการพรากความเป็นเจ้าของของแผ่นป้ายเหล่านั้นในขณะที่ กลุ่มนิสิตที่เป็นเจ้าของแผ่นป้ายกำลังเดินหันหลัง และริบมันมาโดยไม่ได้ออกแรงใดๆ นี่คือการขโมยชัดๆ และที่เป็นเรื่องตลกอย่างร้ายแรงที่สุดก็คือ คนที่เป็นถึงอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงกับ “กล่าวอ้างแบบหน้าตาเฉย” ราวกับการขโมยของจากมือผู้อื่นเป็นเรื่องถูกต้อง ชอบธรรม ไร้ความผิด
เช่นนั้นก็น่าสนใจนะครับ ผมขอแนะนำให้ทุกท่าน “หยิบฉวยเอาอะไรก็ได้ที่นายวีระศักดิ์เป็นเจ้าของ ขณะที่นายวีระศักดิ์หันหลัง และไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย” ดูนะครับ ท่านสามารถทำได้กับนายวีระศักดิ์ครับ เพราะนายวีระศักดิ์ เครือเทพมองว่านั่นไม่ใช่ความผิด ฉะนั้นหากท่านทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์, กุญแจรถยนต์, ฯลฯ ของนายวีระศักดิ์ก็น่าจะลองดูนะครับ คนๆ นี้เค้าใจดีครับ หากหยิบฉวยไปในกรณีนี้เค้าไม่ว่าอะไรครับ ท่านสามารถนำไปพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย ในน้ำเสียงมั่นใจในการกระทำของตนต่อไปได้ด้วยนะครับ เพราะนี่คือตรรกะเทพที่คงความถูกต้องสมบูรณ์ไว้ครับ จงวางใจได้
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่สอง – นิสิตไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า เรื่องการชูป้าย: เป็น คำกล่าวอ้างที่น่าฟังจริงๆ ครับ นายวีระศักดิ์ยังอธิบายเพิ่มเติมไปอีกนะครับว่า “เพื่อว่าตนจะได้เตรียมการไว้ให้” แหม...ฟังแล้วช่างดูจับใจจริงๆ นะครับ แต่ก็น่าสงสัยนะครับว่า ถ้าเช่นนั้นต่อไปนายวีระศักดิ์คงจะต้องยุ่งมากแน่นอน หากใคร จะทำอะไร ที่ไหน อย่างไรทุกอย่างเนี่ย จะต้องมาแจ้งให้นายวีระศักดิ์ทราบล่วงหน้า
ต่อ ไปใครอยากจะเข้าห้องสมุด พบปะอาจารย์คนไหน เปิดวิชาอะไร กินข้าวที่ไหน หรืออยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็กรุณาแจ้งนายวีระศักดิ์ให้ทราบด้วยนะครับเพื่อ ที่ท่านจักได้เตรียมการให้เราท่าน อาจจะมีการปูพรมแดง, อุปกรณ์ดีท็อกซ์, เชิงเทียนสำหรับรับประทานอาหาร ฯลฯ ให้เรากระมัง
สิ่ง ที่ผมอยากจะชี้ให้เราเห็นจาก “ตรรกะเทพ” ที่สองนี้ก็คือ มันมีคนคิดว่าการที่คนเค้าจะยกมือชูป้ายกระดาษนั้น ต้องเตรียมการอะไรมากเป็นพิเศษกว่าการเข้าห้องน้ำ บางทีผู้ใช้ตรรกะเทพ ก็ต้องคิดและเข้าใจผู้เป็นสามัญมนุษย์อย่างผมบ้างนะครับว่า บางทีการที่ไม่แจ้งไปเนี่ยว่าจะมีการยกป้าย ก็เพราะว่า “มันไม่มีเรื่องห่าอะไรต้องแจ้งครับ ไม่ต่างจากการไปทำธุระหนัก-เบาส่วนตัวเลย!”
คือ ผู้เป็นสามัญมนุษย์อย่างผมเนี่ยก็คิดไม่ตกครับว่า มันจะต้องเตรียมการอะไรสำหรับการยืน และชูป้าย? พรมแดง? ทหารเดินสวนสนาม? พวงมาลัยร้อยแปดแบบจะชกมวย? ฯลฯ
หากการทำอะไรที่ ธรรมดาสามัญขนาดนี้ต้องแจ้งนายวีระศักดิ์ทุกอย่างจริงๆ ผมก็อยากจะลองชวนให้ทุกท่านที่จะไปทำอะไรในคณะรัฐศาสตร์ก็ตามนะครับ จะทำอะไรก็ช่าง ก่อนอื่นวิ่งไปที่ห้องนายวีระศักดิ์ก่อนนะครับ แจ้งเค้า แล้วรอให้เค้าเตรียมการให้ทุกครั้งไปนะครับ เพราะบางทีสามัญมนุษย์อย่างเรานึกไม่ออกครับว่ามันจะต้องเตรียมการอะไรบ้าง พฤติกรรมสามัญเยี่ยงนี้เนี่ย แต่ผู้ใช้ตรรกะเทพ เค้าคิดได้ครับ
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่สาม – การใช้เสรีภาพโดยเบียดเบียนสิทธิผู้อื่น: น่าสนใจจริงๆ ครับกับตรรกะเทพชุดที่สามนี้ เมื่อคำตอบของนายวีระศักดิ์คือ การบอกว่ากลุ่มนิสิตใช้เสรีภาพแบบไม่มีขอบเขตไม่ได้ ต้องไม่ไปเบียดเบียนสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่เรียนรัฐศาสตร์ยิ่งต้องเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดีที่สุด (คือ กลุ่มนิสิตเบียดเบียนสิทธิของนายวีระศักดิ์ในฐานะผู้จัดงาน)
น่า สนใจยิ่งครับ คือจากคำพูดของนายวีระศักดิ์เองนะครับ (ที่ตั้งสมมติฐานว่าจริงตามนั้นทุกอย่าง) หากคิดแบบสามัญมนุษย์อย่างเราๆ แล้ว ก็น่าสนใจนะครับว่าใครกันแน่หนอที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของตนโดยเบียดบัง สิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ระหว่าง.....
การขโมยแผ่น ป้ายของกลุ่มนิสิต, การใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะผู้จัดงานมาเบียดบังไม่ให้กลุ่มนิสิตเริ่มแม้แต่จะ ชูป้าย, การที่นายกรัฐมนตรีใช้ “สิทธิเสรีภาพ” ของตนในการกันเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในบริเวณนั้น, การที่เอาฆาตกรสั่งฆ่าคนหลายสิบ หลายร้อย มานั่งหน้าซื่อ ลอยหน้าลอยตาที่คณะได้โดยไม่คิดว่าเป็นการสร้างมลภาวะทางจิตใจ สายตา และการฟัง ของคนแถวๆ นั้น ฯลฯ เทียบกับ การที่นิสิตกลุ่มหนึ่งพยายามจะชูป้าย (ที่นายวีระศักดิ์ยังไม่รู้ว่ามีข้อความว่าอะไร) แล้ว เนี่ย ต่อให้ข้อความนั้นไม่ใช่คำพูดของนายอภิสิทธิ์ หรืออดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนนาดี ก็ตาม เป็นอะไรที่รุนแรง และหยาบคายกว่านั้นอีกมากๆ ก็ตาม ผมผู้คิดเยี่ยงสามัญมนุษย์ก็ไม่อาจจะเห็นได้ว่ากลุ่มนิสิตเหล่านั้นใช้สิทธิ เสรีภาพของตนเบียดบังผู้อื่น มากกว่าที่นายวีระศักดิ์ หรือนายกรัฐมนตรีที่นายวีระศักดิ์พยายามปกป้องตรงไหนเลย ผู้ซึ่งสามารถมองว่านายวีระศักดิ์กล่าวถูกต้อง “สมควรแก่เหตุ” ได้ คงต้องมีตรรกะเทพ และเป็นเทวดาจริงๆ ที่ภูมิปัญญาระดับสามัญมนุษย์อย่างผมไม่อาจหยั่งถึงเป็นแน่
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่สี่ – ไม่ถามประชาคมจุฬาฯ ล่วงหน้า: ผมเพิ่งรู้แจ้ง (enlighten) เมื่อได้รับฟังตรรกะเทพที่สี่นี้เองว่าเดี๋ยวนี้ประชาคม จุฬาฯ จะกลายมาเป็น “พ่อ” ผมเสียแล้ว
ผม เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นเวลา 4 ปี แต่บอกตามตรงว่าไม่เคยเขาไปร่วม หรือทำอะไรอันเป็นผลทางตรงจากสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ประชาคมจุฬาฯ” อะไรนี่เลย แต่น่าแปลกที่ผมเองก็สามารถได้รับ “ศักดิ์ และสิทธิ ในความเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่” ผมสามารถแสดงออกทางการเมือง กระทำพฤติการณ์ตามที่ผมต้องการ (ตามขอบข่ายที่กฎของจุฬาฯ กำหนด ซึ่งหมายรวมถึงการออกมาประท้วงกฎเหล่านั้นด้วย!) ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าประชาคมจุฬาฯ มันคือห่าอะไร ใหญ่มาจากไหน แล้วทำไมต้องไปบอกอะไรมัน ฟังอะไรมัน...
จนกระทั่ง ผมได้ทราบจากตรรกะเทพของนายวีระศักดิ์นี่แหละว่า หากมีอะไรแล้ว เราชาวจุฬาฯ จะต้องไปปรึกษาประชาคมจุฬาฯ เสียก่อน ไม่เว้นแม้แต่การจะยกสมบัติของตนขึ้นชูในเขตของจุฬาฯ ครับ ต่อไปใครคิดจะชูมือยกโทรศัพท์มือถือ, ธง, กระเป๋าสตางค์, ฯลฯ อะไรขึ้นไป ก็กรุณาปรึกษา “ประชาคมจุฬาฯ” อะไรนี่ด้วยนะครับ (ว่าแต่มันอยู่ตรงไหนให้ไปปรึกษาหนอ? นี่ถามอย่างจริงจัง เพราะสามัญมนุษย์ผู้ไม่เคยสุงสิงกับไอ้เจ้าสิ่งนี้อย่างผม ไม่เคยทราบจริงๆ ว่าจะหามันพบได้จากที่ไหน)
และผมเชื่ออย่างยิ่ง ว่านายวีระศักดิ์ เจ้าของตรรกะเทพนี้จะต้องปฏิบัติตามความเชื่อที่ตนว่าออกมานี้อย่างเคร่ง ครัดแน่นอน ฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านเห็นนายวีระศักดิ์ทำอะไร แปลความได้เลยครับว่า นั่นผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาของ “ประชาคมจุฬาฯ” เรียบร้อยแล้ว คงสามารถจะแทนสิทธิ และเสียงของชาวจุฬาฯ ทั้งหมดทั้งมวลได้กระมัง เผลอๆ อาจจะรวมถึงการให้เกรดนิสิตของนายวีระศักดิ์ ที่ก็คงจะผ่านการปรึกษา “ประชาคมจุฬาฯ” อย่างรอบคอบแล้วเป็นแน่แท้
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่ห้า – การชูป้ายอย่างเลือกที่รักมักที่ชัง: เช่น เคยครับ ผมเองก็เพิ่งได้ทราบจากตรรกะเทพของนายวีระศักดิ์นี่แหละที่ “มนุษย์เราหมดสิทธิเสรีภาพในการรักใคร่ชอบพอใคร และชิงชัง เกลียดขี้หน้าบางคนมากเป็นพิเศษ” ไปแล้ว น่าตื่นตระหนกจริงๆ
ผม เคยเข้าใจมาโดยตลอดว่าผมเองมีสิทธิที่จะรัก หรือชอบพอใครเป็นพิเศษ และเกลียดขี้หน้าบางคนมากเป็นพิเศษได้ โดยไม่ไปทำอะไรคนที่รัก หรือเกลียดนั้นเกินขอบเขตของกฎหมายนะครับเนี่ย ผมเข้าใจมาตลอดว่า ใครอยากจะชูป้ายช่วงอภิสิทธิ์ก็ได้ และชาวงจาตุรนต์พูด หากมีคนกลุ่มอื่นๆ อยากมายืนชูป้ายประท้วงด้วยก็คงจะเป็นเรื่องของพวกเค้า เป็นสิทธิของพวกเค้า ดังเช่นกองเชียร์อะคาเดมี แฟนตาเซีย (AF) ที่ต่างก็เลือกที่รัก เลือกที่ชังของตน และมีการชูป้ายแสดงอาการเหล่านั้นอย่างเด่นชัด พร้อมกับกระหน่ำโหวตให้คนที่ตนเองรักปานเป็นญาติฝ่ายแม่ตนอย่างไม่คิดชีวิต
เออ ผมเข้าใจมาตลอดนะเนี่ยว่านี่ต่างหากที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ และอย่างอิสระด้วย แน่นอนว่าความรู้ของสามัญมนุษย์อย่างผมคงจะต้องผิดเป็นแน่ ในเมื่อนี่คือตรรกะเทพของนายวีระศักดิ์แล้ว “มันย่อมต้องถูก อย่างห้ามไปสงสัย ไม่ต้องตั้งคำถาม แค่เชื่อไปเลยครับ
ต่อ ไปหากจะเลือกตั้งกรุณากากากบาทเลือกทุกเบอร์นะครับ เพราะตรรกะเทพบอกเราว่าเราต้องแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของเราอย่าง “ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”, ต่อไปก็ขอให้รักลูกใครก็ไม่รู้ให้มากพอๆ กับลูกท่านเอง, รักน้องเมีย มากประหนึ่งเมียตนเอง (และกรุณาแสดงออกอย่างเท่าเทียมกันด้วย), ฯลฯ เพราะนี่คือตรรกะเทพครับ ท่านจงเชื่อมัน อย่าได้เผลอคิดต้าน อย่าได้เผลอตั้งคำถามครับ มันคือ “สัจจะ นิรันดร์ (Absolute Truth)” ครับ
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่หก – เชื่อว่ากลุ่มนิสิตมีผู้อยู่เบื้องหลัง: อ่าว ฉิบหายแล้ว...ผมจะทำอย่างไรดีเนี่ย หากตรรกะเทพเกิดขัดกันเองขึ้นมา? ในเมื่อผมบอกว่าให้เชื่อตรรกะเทพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันคงเป็นเรื่องตลกที่ตรรกะเทพมันจะเกิดขัดกันเองขึ้นมา (หรือเพราะมันเทพเกิน เกินกว่าความเข้าใจของเราไปก็เป็นได้ คือ แท้จริงแล้วมันไม่ได้ขัดกันเอง แต่ด้วยภูมิปัญญาต้อยต่ำแห่งสามัญมนุษย์อย่างผม เลยผิดพลาดเข้าใจว่ามันขัดกันไปซะงั้น)
ไม่ว่าจะ เป็นเพราะเหตุใด แต่เอาเป็นว่า ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ อยู่ดีๆ นายวีระศักดิ์ผู้ถือครองตรรกะเทพ อันเป็นสัจจะนิรันดร์นั้น เกิด “ความรู้เฉียบพลัน” ขึ้นมา ที่ทำให้นายวีระศักดิ์เชื่อ และแสดงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของตนออกมาอย่างชัดเจนว่า “ตนเชื่อว่านิสิตกลุ่มนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง” ไม่รู้จะเรียกว่านายวีระศักดิ์เลือกที่รักมักที่ชังดี หรืออคติดี แต่ที่แน่ๆ จงอย่าตั้งคำถามใดๆ กับตรรกะเทพนะครับ เพราะมันเป็นสิ่งประเสริฐอันสูงสุดแล้ว ไม่ฟังไม่ได้ แม้สามัญมนุษย์อย่างเราจะรู้สึกว่ามันขัดกันปานใดก็ตาม
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ปัจฉิมลิขิต: ถึงกรณีที่นายจรัส สุวรรณมาลา กล่าวว่า นายวีระศักดิ์ เครือเทพ “กระทำสมควรแก่เหตุ” นั้น [2] (คลิกเพื่อดูลิงค์) ผมขอกล่าวตรงๆ แบบไม่ประชดประชันอย่างที่แล้วๆ มาแล้วว่าเป็นคำพูดที่ “สิ้นสมอง” มากๆ ทีเดียว นายวีระศักดิ์จะกระทำสมควรแก่เหตุได้อย่างไร ในเมื่อ ไอ้ “เหตุ” ที่ว่า มันยังไม่มีขึ้นมา ให้ “สมควร” ได้เลยครับ จรัส หากแค่นี้คิดไม่ออก ผมคิดว่าต่อไปไม่ต้องให้มนุษย์มาเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วก็ได้ครับ... ปีนี้คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ฆ่าตัวตายในวันเกิดคณะจริงๆ
.................................................................
[1] สามารถติดตามได้จาก http://www.voicetv.co.th/
[2] โปรดดู http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30786 และหากเข้าชมหน้าเว็บไม่ได้เนื่องจากติดการบล็อกของกระทรวง ICT สามารถดูผ่าน http://freeproxyserver.net/ ครับ

สตอเบอร์แหลไม่แคร์เขมร Nation เสี้ยมข่าวกัมพูชา "ปลดทักษิณ" ขณะที่ต้นฉบับกัมพูชา

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak

ที่มา http://www.go6tv.com/2010/08/nation.html

www.go6tv.com, กรุงเทพ. จับโกหกนายกฯไทย นสพ.Nation ใช้คำว่า "revoke" ซึ่งแปลว่า เรียกคืน เอาคืน ในขณะที่แหล่งข่าวต้นฉบับจาก APF รายงานจากกัมพูชาใช้คำว่า "resign" ลาออก

ท่ามกลางความสับสนในข่าวว่า นายกฯทักษิณ ลาออก หรือปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานั้น www.go6tv.com ได้สอบทานข่าวหลายสำนักแล้ว ทุกสำนักอ้างอิ่งแหล่งข่าวจาก APF ซึ่งอยู่ในหน้า http://www.google.com/hostednews/afp/article/ALeqM5jCQZsk7ir873hyD3RLYGEW6GaO4w

ซึ่งบทความนี้ใช้คำว่า resign ซึ่งแปลว่าลาออก แต่สำนักข่าว NATION กลับใช้คำว่า revoke ซึ่งแปลว่า ปลดออก หรือเรียกคืน

ดังต้นฉบับเอกสารนี้


ล่า สุด มีคำยืนยันจากหน่วยราชการในกัมพูชาว่า พตท.ทักษิณ ได้ขอลาออกเนื่องจากไม่มีเวลามาทำงานให้ เพราะมีธุรกิจทำมากขึ้น จึงขอลาออกจากสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แล้วทางกัมพูชาก็ได้ทราบแล้วว่า ที่เมืองไทยบิดเบือนข่าวจากคำว่า "ลาออก" เป็นปลดออก อีกทั้งยังแจ้งอีกว่า ยังไม่ได้นัดตกลงประชุมระดับทวิภาคีใดๆกับนายกรัฐมนตรีไทยดังที่เป็นข่าว

ประชาธรรม: เปิดใจเด็กนร.เชียงรายและครอบครัว... "เราอยู่ใต้อำนาจเขาเกินไป จนทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพ"

ที่มา ประชาไท

มุม มองของครอบครัวที่มีสมาชิกวัย 16 ปีคนหนึ่งออกมาถือป้ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการล้อมปราบที่แยกราชประสงค์ แต่กลับถูกจับฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และอะไรคือเหตุผลของการออกมายืนในจุดนี้
"ผม ก็ชอบก็อยากแสดง ความคิดเห็นบ้าง เพราะผมชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ก็เลยไปร่วมกับเขา แต่หลังจากนั้นก็ผิดคาด ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่มีอะไรก็ไปถือป้ายกันแค่นั้นก็จบ อย่างมากก็เป็นข่าวเล็กๆ น้อยๆ แต่ตำรวจเขาเล่นอย่างนี้ก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่"


...."ถาม จริงๆ เถอะลูกทำแบบนี้ ลูกคิดอย่างไรเนี่ย" เขาก็บอกว่า "สงสารคนที่เขาตายนะแม่ เราก็ออกมา มาช่วยเป็นพลังให้เขา เพราะเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม"


"เรา ก็กลับมาคิดว่า จากการที่มีการสลายการชุมนุม ญาติพี่น้องเราก็ไม่มีใครเสียชีวิต เรายังเป็นขนาดนี้เลย แล้วคนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปล่ะจะเศร้าใจสักเพียงไหน แล้วสื่อต่างๆ ในโทรทัศน์ก็ยังคงตอกย้ำอยู่เรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ารับไม่ได้"
000
ภาย ใต้หน้ากากคนดีที่แฝงด้วยเผด็จการรูปแบบใหม่ กล่อมสังคมด้วยคำพูดที่สวยหรู แต่ปฏิบัติราวกับซาตานกลับชาติมาเกิด "คนดีภายใต้หน้ากาก" ไม่ได้รับรู้ว่าสังคมเปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่จะให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งมาปิด กั้นการรับรู้บางมุมของคนดีได้ จึงเกิดสมรภูมิรบระหว่างข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย เมื่อ "คนดี" พยายามพ่นวาทะสวยหรูออกมา หรือ แม้แต่แฉการการกระทำที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้จากการจับกุมเด็กเชียงรายที่ออกมาถือป้าย การที่ สกอ.ออกหนังสือแจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศ ให้ควบคุมนักเรียนและนักศึกษาที่จะออกมาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือล่าสุดที่ อ.จุฬาไม่ให้นักศึกษาชูป้ายแสดงความคิดเห็นในขณะที่ "คนดีภายใต้หน้ากาก" จะมาปาฐกถา เป็นต้น ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนดีมักอ้างอยู่เสมอว่า "เคารพคนที่เห็นต่างกัน จะ 1 คนหรือแสนคน ก็ต้องฟัง"
การแสดงออกทางการเมือง ทั้งทางกาย วาจา และการเขียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ถ้าแม้แต่การกระทำเหล่านี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ควรเรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย ฉะนั้น ประชาธรรมขอเสนอแง่มุมบ้างด้านที่ยังอยู่ในมุมมืด เป็นมุมของครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่ง (อายุ 16 ปี) ที่กล้าออกมาถือป้ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการล้อมปราบที่แยกราชประสงค์ในจังหวัดเชียงราย ท้ายที่สุดถูกจับฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และอะไรคือเหตุผลของพวกเขาที่กล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองว่าไม่เห็นด้วย
เรา เข้าไปเยี่ยมพวกเขาที่บ้านพบว่าทุกคนในบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แม้ว่าในตอนเช้าจะมีหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงคุณแม่ เพื่อให้ไปเป็นพยานในวันที่ 16 สิงหาคม เรานั่งสนทนา กับเยาวชน 16 ปี (เด็กนักเรียนเชียงราย) และคุณแม่ของเขา (ซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม) คุณแม่ก็ได้กล่าวกับทางประชาธรรมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า
"เรื่อง ที่มีการออกมาพูดในโทรทัศน์ว่าจะปรองดองกัน แต่ยังไม่เห็นว่าจะปรองดองอะไรเลย ซ้ำยังไปไล่ล่าเขาอีก คนที่ถูกกระทำ คนที่คิดแบบเดียวกับเราก็เจ็บช้ำใจ หลังจากที่เกิดการสลายการชุมนุม เราก็เสียใจ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้เข้าไปร่วมกลุ่มอะไรกับใคร แต่ก็ยังมีการติดตามข่าวอยู่เสมอ"
ถ้าอย่างนั้นอะไรคือจุดเริ่มต้นของการแสดงออกทางการเมือง
นร.เชียงราย : ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับการเมืองครับ ผมแค่ต้องการเห็นความถูกต้อง ต้องการเห็นความยุติธรรมแค่นั้นเองครับ การเมืองนี่ไม่เกี่ยวครับ
คุณ แม่กล่าวเสริมว่า แต่ก่อนก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ก็ดูข่าวในโทรทัศน์ แต่น้องเขามาบอกว่า แม่ ในทีวีไม่เห็นเหมือนในอินเทอร์เน็ตเลย ทำไมในทีวีเขาถึงไม่ให้เสื้อแดงพูดเลย เราก็เลยเริ่มเห็นความไม่ยุติธรรม เริ่มลองติดตาม ก็เห็นว่าข่าวที่ออกในโทรทัศน์กับที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตนั้นมันไม่เหมือน กัน จึงเริ่มสนใจและติดตามการชุมนุมมาตั้งแต่เดือนมีนาคมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพราะเราเห็นถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น คนอื่นเขาก็เริ่มกันมานาน แต่เราเพิ่งเริ่มติดตาม เมื่อเทียบกันแล้ว คนอื่นอาจจะบอบช้ำมามากว่าเรา
แล้วทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
นร.เชียงราย : พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้จำกัดสิทธิของเรามากเกินไปครับ เราทำอะไรมากไม่ได้ เราอยู่ใต้อำนาจเขามากเกินไปจนทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพครับ ในเรื่องความไม่ถูกต้อง ความไม่ยุติธรรมต่างๆนั้น ก็ได้เห็นจากในทีวี ตามเว็บไซต์ต่างๆ เรา (ประชาชน) ถูกกระทำมากเกินไป
หลังจากที่น้องไปถือป้ายแล้ว ชีวิตครอบครัวเปลี่ยนไปบ้างไหม
แม่ : ตอนที่น้องเขาไปทำกิจกรรม เราก็ไปทำงานนะ ซึ่งหลักจากนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงนะ ตอนนี้ก็ "ตุ๊มๆต่อมๆ" (เป็นคำเปรียบภาษาเหนือหมายถึงใจเต้นไม่เป็นปรกติเปรียบเหมือนว่าหวาดระแวง ตลอดเวลา)ตลอดเวลา อย่างวันนี้ก็เอาอีกแล้ว (มีหมายเรียกจากตำรวจถึงคุณแม่ เพื่อให้ไปเป็นพยานในคดีที่นายแดงและพวกฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน) ที่จริงเราก็คุ้นเคยกับคนในเครื่องแบบนะ แต่หากถามว่าเรากลัวไหม? ก็กลัวนะ กลัวเพราะเราไม่ได้ทำผิด แต่ทำไมเราจะต้องไปให้ปากคำเขา ก็กลัวเขาจะกดดันเรา ความจริงก็คือความจริง จะให้เราว่ายังไงล่ะ ซึ่งนี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรก แต่ก็ไปมาหลายครั้งแล้ว ก็ได้บอกเท่าที่รู้ไปหมดแล้ว เหมือนกับว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจของกฎหมายมากเกินไป มันเหมือนไม่จบไม่สิ้น เกิดความกังวลว่าวันนี้จะมีอะไรมาอีกไหม ทำให้ไม่ได้ทำการทำงานเลย (ตอนนี้กลายเป็นคนดังระดับประเทศไปแล้ว) ดังแบบนี้ไม่ไหว มัน "ตุ๊มๆต่อมๆ"ตลอดเลย
นร.เชียงราย: ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยเปลี่ยนนะครับ แต่หลังจากที่ตำรวจเขาเริ่มติดตาม มันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตรงนี้ครับ คือ ต้องคอยระแวงว่าจะมีใครมาตามหรือมีใครมาแอบซุ่มดูเราตลอดเวลา
ผลกระทบต่อตัวเอง ครอบครัว เพื่อนฝูงพี่น้องเป็นอย่างไรบ้าง แล้วปฏิกิริยาของคนรอบข้างล่ะ
แม่ : เพื่อนฝูงที่เห็นด้วยกับเรา ก็โทรมาให้กำลังใจกันตลอด ก็มีกำลังใจตรงนี้ ตอนแรกนั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย ช่วงนี้จึงดูผอมไปมาก เนื่องจากความกังวลและการที่จะต้องเดินทางบ่อย จะไปไหนตำรวจก็รู้ความเคลื่อนไหวหมด
นร.เชียงราย : เพื่อนๆ เขาก็เป็นห่วงนะครับ โทรมาให้กำลังใจตลอด เมื่อวานนี้ก็โทรมาถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พวกเขานึกว่าผมโดนไล่ออกแล้ว
เพื่อนๆ คิดเหมือนเราไหม
นร.เชียงราย : เขาก็ไม่ค่อยสนใจนะครับ แบบว่าเล่นๆเรียนๆไป ผู้ใหญ่บางคนเขาก็มาสั่งห้าม มาบอกว่า เรามีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป (มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป) แต่ส่วนมากเขาก็ให้กำลังใจครับ
รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องเข้ารับการบำบัด เหมือนเป็น "เด็กที่มีปัญหา"
นร.เชียงราย : ผมคิดว่าเขาคิดผิดแล้วครับ ใครกันแน่ที่มีปัญหา ต้องให้เขากลับไปคิดดูครับ
ตอนไปตรวจสุขภาพจิตเขาให้ทำอะไรบ้าง
นร.เชียงราย : ตอนที่ไปตรวจสุขภาพจิต เขาก็ให้ทำแบบทดสอบตอบคำถามแบบเชาว์ปัญญา ให้วาดรูปคน วาดรูปต้นไม้ แล้วถามว่าเราคิดอย่างไรกับรูปที่วาด แล้วก็มีการตอบคำถาม 60 ข้อ
หลังจากที่ผลทดสอบออกมาแล้ว คุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้างครับ
แม่ : หลังจากที่รู้ผลการทดสอบแล้ว ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะลูกเราก็ปกติดี เราก็รู้แล้วว่าเป็นอย่างนั้น ตอนแรกๆคิดว่า ตำรวจเรียกไปตักเตือนแค่นั้น แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เขากลับส่งไปยังสถานพินิจ แต่เราก็ไม่ได้โดนคนเดียวไง คนอื่นเขาก็โดนด้วย ความจริงก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้หรอก เพราะปกติก็อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ได้ไปมีเรื่องมีราวกับใครอยู่แล้ว
รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ออกมาถือป้ายแสดงความเห็นทางการเมือง รู้สึกเสียใจไหม ความรู้สึกก่อนหลังออกมาต่างกันหรือเปล่า
นร.เชียงราย : ผมก็ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว พอดีกับที่เพื่อนๆพี่ๆเขาชวนมาทำกิจกรรม ผมก็ชอบก็อยากแสดงความคิดเห็นบ้าง เพราะผมชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ก็เลยไปร่วมกับเขา แต่หลังจากนั้นก็ผิดคาด ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่มีอะไรก็ไปถือป้ายกันแค่นั้นก็จบ อย่างมากก็เป็นข่าวเล็กๆน้อยๆ แต่ตำรวจเขาเล่นอย่างนี้ก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่นะครับ (ตอนนี้ยังกลัวอยู่ไหม?) ไม่กลัวครับ ตอนนี้ก็เฉยๆ เราก็ต้องสู้ไปตามกระบวนการครับ
แม่ : น้องเขาเป็นคนรักความยุติธรรม ทางบ้านก็สอนให้สงสารคน สงสารทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าไปรังแกเขา เพราะเขาก็มีชีวิตจิตใจ เราเคยถามเขาว่า "ถามจริงๆเถอะลูกทำแบบนี้ ลูกคิดอย่างไรเนี่ย" เขาก็บอกว่า "สงสารคนที่เขาตายนะแม่ เราก็ออกมา มาช่วยเป็นพลังให้เขา เพราะเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม" เราก็กลับมาคิดว่า จากการที่มีการสลายการชุมนุม ญาติพี่น้องเราก็ไม่มีใครเสียชีวิต เรายังเป็นขนาดนี้เลย แล้วคนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปล่ะ จะเศร้าใจสักเพียงไหน แล้วสื่อต่างๆในโทรทัศน์ก็ยังคงตอกย้ำอยู่เรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ารับไม่ได้ ก็เลยเลือกที่จะรับสื่ออย่างอื่นมากกว่า
อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลและสังคมไทยบ้าง
นร.เชียงราย : ขอฝากถึงสังคมในเรื่องของความยุติธรรมแค่นั้นแหละครับ เพราะว่าสังคมนี้ยังไม่มีความยุติธรรมหรือความถูกต้อง ซึ่งผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง มันต้องมีวันที่มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม ส่วนทางรัฐบาลนั้น ผมขอแค่ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แค่นั้นแหละครับ ห้ามใช้ พ.ร.กฉุกเฉินฯ มาปกป้องตัวเอง และสุดท้ายนี้ก็ขอให้ยุบสภาก่อนธันวาคม
แม่ : อยากให้เขายุติ เพราะว่าเราก็เหนื่อยมามากแล้ว เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่ก็มีเรื่องตามมาจนทำให้เราไม่สามารถทำมาหากินได้อย่างปกติ ลูกก็ต้องขาดเรียนเพราะต้องไปนั่นไปนี่ ชีวิตเราที่เคยปกติก็กลายมาเป็นอะไรไม่รู้ ถ้าคิดว่าจะปรองดองกัน ก็ควรที่จะพูดกันดีๆ ดีกว่า ไม่ต้องมาออกหมายเรียกหรือใช้กฎหมายเข้าข่มขู่ มันกลายเป็นการสร้างความกดดันมาบีบคั้นเรา อยากให้เจาหน้าที่ของรัฐไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะใช้อำนาจ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงผลที่จะตามมาด้วย

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปสื่อ

ที่มา มติชน

ครั้งที่แล้ว ผมได้พูดถึงว่าหากมองจากสังคม อะไรคือปัญหาของสื่อที่น่าจะปฏิรูป
ในครั้งนี้ ผมขอเสนอว่า หากสังคม (ไม่ใช่รัฐ) สามารถกำกับการปฏิรูปสื่อได้
เส้นทางปฏิรูปสื่อควรเป็นอย่างไร

1/ รัฐต้องโปร่งใสมากขึ้น โปร่งใสหมายความว่าเปิดตัวเองให้คนอื่นๆ สามารถมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง เพื่อเขาจะได้สามารถตรวจสอบรัฐได้ในทุกแง่ ไม่เฉพาะแต่แง่โกงเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงแง่โง่, แง่หาประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่ใส่ใจต่อประโยชน์ของส่วนรวม, ฯลฯ
นอก จากต้องแก้กฎหมายและระเบียบราชการ ที่จะเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้สะดวกขึ้นกว่าที่มีอยู่ใน พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลของรัฐในปัจจุบันแล้ว รัฐและหน่วยงานของรัฐก็ต้องกระตือรือร้นในการให้ข้อมูลเองด้วย ไม่ต้องตามจี้กันไปทุกเรื่อง เคยมีความคิดกันว่า เอกสารราชการส่วนใหญ่ควรเอาลงในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เพราะถึงอย่างไรในปัจจุบัน ก็เตรียมเอกสารเหล่านี้ในระบบดิจิตอลหมดแล้ว ไม่ได้เพิ่มแรงงานอะไรขึ้นมา ที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ด้วยปลายนิ้วอยู่แล้ว
แน่ นอนว่า พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลของรัฐก็ควรปรับ ปรุงแก้ไข เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องการข้อมูลที่ถูกปิดกั้นโดยหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐร่วมกับเอกชน ในเวลาอันรวดเร็วพอสมควร
สื่อ มีหน้าที่ต้องฉายแสงไปให้ประชาชนได้เห็นหลังบ้านของรัฐอย่าง โจ่งแจ้ง การจ้องมองและเห็นคืออำนาจ ในยุคสมัยที่รัฐมีความสามารถในการจ้องมองและเห็นประชาชนแต่ละคนได้มากขึ้น
ประชาชนก็ต้องมีความสามารถไม่น้อยไปกว่ากันที่จะจ้องมองและเห็นรัฐได้ไม่น้อยกว่ากันบ้าง

2/ จำเป็นต้องทบทวน พ.ร.บ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์กันใหม่
จุด มุ่งหมายหลักของกฎหมายประเภทนี้ คือทำให้ทุกคนปลอดภัยจากการขโมย, ละเมิด และถูกรังแก เพราะอินเตอร์เน็ตสร้างตลาดชนิดใหม่ ซึ่งนับวันก็มีการแลกเปลี่ยนสินค้า, บริการ, ข้อมูลข่าวสาร, และความคิดในปริมาณมากขึ้นทุกที จนกระทั่งในอนาคตอันใกล้ ตลาดออนไลน์จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของการแลกเปลี่ยนดังกล่าว รัฐนับตั้งแต่โบราณมามีหน้าที่ปกป้องให้ตลาดปลอดภัยและเป็นธรรม รัฐก็ต้องทำอย่างนั้นกับตลาดออนไลน์เหมือนกัน
แต่ ความคิดที่มีกฎหมายเพื่อปกป้องระบอบปกครอง และระบบสังคม-วัฒนธรรมในตลาดประเภทนี้ เป็นความคิดที่ไม่อาจทำได้ในความเป็นจริง เพราะมีวิธีการร้อยแปดที่จะเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่ไซเบอร์ (อย่าลืมว่าโดยธรรมชาติแล้วพื้นที่นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นพื้นที่เปิด)
คง ถึงเวลาเสียทีที่ต้องคิดถึงการปกป้องคุณค่าของระบอบการปกครองก็ตาม ของระบบสังคม-วัฒนธรรมก็ตาม ด้วยสติปัญญาแทนการใช้อำนาจ ถึงอย่างไรก็ไม่มีเทคโนโลยีอะไร หรืออำนาจอะไรที่จะสามารถปิดกั้นการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลและความคิดเห็น กันอย่างเสรีได้เสียแล้ว แทนที่จะเสียกำลังทรัพย์และกำลังคนไปนั่งคอยจับผิดผู้คน ใช้เงินและทรัพย์นั้นไปในทางที่จะทำให้การถกเถียงอภิปรายกันบนพื้นที่นี้ เป็นไปด้วยเหตุผลและข้อมูลที่เป็นจริงดีกว่า
สิ่งที่มีคุณค่าจริง ย่อมยืนยงได้ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ไม่ใช่อำนาจดิบ
อำนาจ ที่รัฐได้ไปจาก พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ รัฐใช้มันอย่างที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้เลย เป็นอันตรายต่อการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลอย่างยิ่ง กฎหมายใหม่เพื่อการปฏิรูปสื่อจึงต้องลดอำนาจรัฐลง และสร้างกระบวนการที่อำนาจรัฐในการใช้ดุลพินิจ ต้องถูกตรวจสอบหรือยับยั้งได้ตลอดเวลา

3/ หนังสือพิมพ์ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนมานาน กว่าสังคมจะยอมรับว่าเสรีภาพของหนังสือพิมพ์มีความสำคัญ สื่อทางเลือกซึ่งเป็นสื่อชนิดใหม่ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น ก็ควรได้เสรีภาพของตัว โดยไม่ต้องใช้เวลาต่อสู้ยาวนานอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์, วิทยุชุมชน, โทรทัศน์ชุมชน, หรือสื่อประเภทอื่น ต้องได้รับหลักประกันเรื่องเสรีภาพเหมือนกัน ต้องเข้าใจว่า เราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่สื่อจะมีขนาดเล็กลง และครอบคลุมตอบสนองต่อผู้คนในวงแคบกว่าเดิม แต่ทุกคนกลับเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่า
หาก คิดถึงเสรีภาพของสื่อเฉพาะแต่สื่อขนาดใหญ่ เช่น หนังสือพิมพ์และทีวีในทุกวันนี้ เสรีภาพนั้นก็อาจไม่เป็นหลักประกันเสรีภาพในการรับรู้ของผู้คนมากนัก เพราะจะมีคนใช้สื่อประเภทนี้น้อยลงไปเรื่อยๆ

4/ ถึง แม้ปัจจุบัน อำนาจรัฐตามกฎหมายที่จะใช้ในการควบคุมสื่ออาจลดน้อยลง แต่สื่อซึ่งกลายเป็นธุรกิจเต็มตัวแล้ว กลับอ่อนไหวต่อการคุกคามและกำกับของรัฐ (ที่จริงคือนักการเมืองที่ใช้อำนาจรัฐ) ได้มากกว่าเดิม เพราะรัฐกุมงบฯโฆษณาก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นของกระทรวงทบวงกรมและรัฐวิสาหกิจ (รวมบริษัทมหาชนที่รัฐถือหุ้นใหญ่ด้วย) จึงอาจลงหรือถอนโฆษณาเพื่อกำกับสื่อได้ด้วย
การเข้าถึงแหล่งข่าว ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่รัฐเลือกจะเปิดหรือปิดแก่สื่อได้ และย่อมกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจของสื่ออย่างแน่นอน
จนถึงที่สุด มาตรการนอกกฎหมาย เช่น การคุกคามด้วยการออกหนังสือขอความร่วมมือ ไปจนถึงปาระเบิดข่มขู่ ก็เป็นสิ่งที่รัฐยังใช้อยู่
เรา ควรกลับมาคิดถึงกระบวนการที่จะควบคุมรัฐ มิให้ใช้มาตรการในกฎหมายและนอกกฎหมายเหล่านี้ในการควบคุมสื่อ เช่น จะทำอย่างไร รัฐจึงจะไม่อาจใช้อำนาจการวางโฆษณาเป็นเครื่องมือควบคุมสื่อได้ เป็นต้น
การเข้าถึงแหล่งข่าวควรถือว่าเป็นสิทธิ เสมอภาคแก่สื่อทุกชนิด อย่างน้อยก็ในบรรดาหน่วยงานของรัฐทั้งหมด จะไม่มีสื่อใดถูกกีดกันจากการให้ข่าวที่เป็นทางการของหน่วยงาน
การ คุกคามสื่อในทางลับจะเกิดขึ้นไม่ได้ หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในด้านนี้ ต้องเอาจริงเอาจังกับอาชญากรรมประเภทนี้อย่างไม่ไว้หน้า หากสื่อฟ้องร้องถึง ผู้บังคับบัญชา รัฐต้องดูแลว่าผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นพร้อมจะสืบสวนสอบสวน เพื่อลงโทษบุคคลที่คุกคามสื่อ

5/ ควรมีหน่วยงานในภาคสังคม ที่มีความเป็นกลางจริง ในการเฝ้าติดตามตรวจสอบสื่อ และรายงานผลให้สังคมได้รับรู้อยู่เป็นประจำ ต้องหาทางให้หน่วยงานนี้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยไม่ต้องอยู่ในอาณัติของผู้ให้ทุนจนไม่สามารถให้ความเห็นที่เป็นกลางได้ จริง ในขณะเดียวกันก็ควรสร้างหน่วยงานให้มีสมรรถภาพในการเฝ้าติดตาม และประเมินได้ดีด้วย
หน่วยงานประเภทนี้ สามารถให้ความรู้ด้านสื่อแก่ประชาชนได้มาก
ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับช่วยทำให้สังคมมีความสามารถในการอ่านสื่อ "ออก" (media literacy)

6/ ประเด็น สุดท้ายเท่าที่ผมจะนึกออกก็คือ การศึกษาวิชาสื่อ (ในชื่อ เช่น นิเทศศาสตร์, สื่อสารมวลชน หรือวารสารศาสตร์) ในระดับมหาวิทยาลัย ควรได้รับการทบทวนปรับปรุงเสียที วิชานี้สอนกันในมหาวิทยาลัยมาหลายสิบปีแล้ว และผลิตนักทำสื่อประเภทต่างๆ ป้อนตลาดแรงงานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อคุณภาพของสื่อที่อาจไม่ได้ดีขึ้นในหลายด้านด้วย
ประเด็น ที่น่าทบทวนมีมาก เช่น ยังควรรักษาหลักสูตรปริญญาตรีไว้ต่อไปหรือไม่ เพราะคนทำสื่อน่าจะมีวุฒิภาวะสูงกว่าความรู้ด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากเปิดสอนแต่ระดับหลังปริญญาตรีอย่างเดียวจะดีกว่าหรือไม่ มหาวิทยาลัยควรมีภาระหน้าที่ด้านการผลิตคนด้านนี้ หรือผลิตความรู้ด้านนี้ โดยปล่อยให้สื่อผลิตคนของตนเอง หรือสื่ออาจร่วมมือกันในการผลิตคน (เช่น สมาคมสื่อทำหลักสูตรของตนเอง และฝึกเอง เป็นต้น) โดยมหาวิทยาลัยหาทางเชื่อมต่อความรู้ที่ตนสร้างขึ้นได้กับสื่อที่ทำงานอยู่ จริง
ผมเชื่อว่า คนที่มีความรู้ด้านสื่อกว่าผม คงสามารถคิดถึงเส้นทางปฏิรูปได้อีกมาก โดยมีสังคมเป็นผู้นำการปฏิรูป ไม่ใช่รัฐเป็นผู้นำ

“อภิสิทธิ์” เชื่อสัญญาณที่ดีความสัมพันธ์ 2 ประเทศ หลัง “ทักษิณ” ทิ้งเก้าอี้ที่ปรึกษาฮุนเซน-ศก.กัมพูชา

ที่มา มติชน

“กษิต” ดีใจหมดเงื่อนไข ส่งทูตกลับไปประจำกัมพูชาวันนี้ หลังรัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ระบุ "ทักษิณ" ลาออกที่ปรึกษา “ฮุน เซน-รบ.” เหตุประสบความลำบากส่วนตัว ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โฆษกกัมพูชาปัดเกี่่ยวปมขัดแย้งเขตแดน ยันไม่ใช่การประนีประนอม

"ทักษิณ" ลาออกที่ปรึกษา ฮุนเซน-รบ.
รัฐบาล กัมพูชาออกแถลงการณ์ลงวันที่ 23 สิงหาคม ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสี หมุนี เพื่อทรงลงพระนามในพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว
ในระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนอย่างสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่ง ขันของประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า พาณิชย์การลงทุน กสิกรรม และการท่องเที่ยว ทั้งยังได้ช่วยให้นักลงทุนระดับสำคัญของต่างประเทศสนใจและเข้าใจถึงศักยภาพ ของกัมพูชาในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ดี โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบความยากลำบากส่วนตัว จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงได้เสนอขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้รับทราบข้อเสนอและขอแสดงความขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศกัมพูชา
นาย เขียว กันหะริด โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า การลาออกของพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกัมพูชาไทย โดยอธิบายว่าเหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณลาออกเป็นเพราะมีงานมาก พร้อมยืนยันว่านี่ไม่ใช่การประนีประนอมแต่อย่างใดสื่อนอกชี้อ้างเหตุผลส่วน ตัว
ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดและเอเอฟพีรายงานว่าตรง กันถึงกรณีการออก แถลงการณ์ดังกล่าวของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้กัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน 2552 ทำให้ไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาพร้อมกับเรียกเอกอัครราชทูต กลับประเทศทันที แถลงการณ์ของรัฐบาลกัมพูชาระบุด้วยว่า ระหว่างทำหน้าที่ที่ปรึกษา ทักษิณได้แลกเปลี่ยนความเห็นแนวคิด และประสบการณ์เพื่อช่วยกัมพูชาในเรื่องการค้า การลงทุน การเกษตร และการท่องเที่ยว
'กษิต' ส่งทูตไปประจำทันที
นา ยกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายประศาสน์ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชา เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 24 สิงหาคม หลังจากที่ทางกัมพูชาได้มีถ้อยแถลงออกมาว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะได้ลาออกจากตำแหน่งแล้วทำให้เงื่อนไขของการเรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับ ประเทศหมดไปโดยปริยาย ขณะที่กัมพูชาก็จะส่งเอกอัครราชทูตกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในไทยเช่นกัน
"ผมรู้สึกยินดีและขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่จะร่วมมือกันสร้างความสัมพันธ์ให้คืบหน้าต่อไป" นายกษิตกล่าว
ขณะ ที่นายประศาสน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นแต่พร้อมที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งแล้ว โดยจะเดินทางกลับกรุงพนมเปญด้วยเที่ยวบินทีจี 584 เวลา 18.10 น.วันที่ 24 สิงหาคม
ด้านนายกอย กวงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันกับสำนักข่าวเกียวโดว่า จะส่งเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในวัน ที่ 24 สิงหาคมด้วยแบะท่าพร้อมเจรจาทุกเรื่องทันที
นาย ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศจะมีเอกอัครราชทูตไปประจำการจะได้เริ่ม ต้นทำงานด้วยกันอีกครั้ง เพราะขณะนี้สถานการณ์ตึงเครียดหากความสัมพันธ์กลับไปเหมือนเดิมก็จะเป็น ประโยชน์สำหรับสองประเทศ เชื่อว่าการประสานงานและความตึงเครียดด้านชายแดนจะดีขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องคณะกรรมการมรดกโลกคงต้องมาพูดคุยกันว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งนี้ เชื่อว่าสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อยากจะแก้ไขปัญหาขณะที่ฝ่ายไทยก็พร้อมที่จะเจรจาทุกเรื่องทันทีเช่นกัน
'อภิสิทธิ์' เชื่อแก้ปัญหา 2 ประเทศง่ายขึ้น
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ เรื่องการข้ามไปมา การจับกุมตัวบ้างการยิง แต่ทุกกรณียังอยู่ในวิสัยที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยังไม่ได้เป็นปัญหาขึ้นมาในระดับที่จะส่งผลกระทบกระเทือนในระดับชาติขณะนี้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ช่องทางทางการทูตเข้าไปเจรจา คิดว่าในพื้นที่ยังดูแลได้ ถ้าพื้นที่ดูแลไม่ได้ก็คงจะรายงานขึ้นมา จากนั้นก็เป็นเรื่องที่จะไปดำเนินการอีกครั้ง แต่เข้าใจว่าจะมีสัญญาณในทางที่ดีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
ผู้ สื่อข่าวถามว่า หมายถึงจะยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาสมเด็จฯฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ทำนองนั้นแหละครับ ขณะนี้กำลังรอยืนยันอยู่ และเข้าใจว่าทางกัมพูชาเขากำลังประกาศอยู่ ทางเราก็กำลังตรวจสอบครับ ซึ่งถ้าเขายกเลิก เราก็ยินดีที่จะมีการแลกเปลี่ยนทูตกันเหมือนเดิม"
ทั้ง นี้ สัญญาณจากกัมพูชาที่ออกมา สะท้อนการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศจะดีขึ้นด้วยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "คิดว่าถ้าความสัมพันธ์กลับไปอยู่ในระดับที่มีทูตอยู่ที่ 2 ประเทศ การแก้ปัญหาต่างๆ ก็คงจะง่ายขึ้น"

Monday, August 23, 2010

ตั้งรองผบ.ตร.ได้เลยหรือ

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม



หลัง สำนักงานกำลังพลประกาศบัญชีรายชื่อตำรวจระดับรองผบช.ขึ้นไปจนถึงระดับผู้ ช่วยผบ.ตร. โดยเรียงลำดับอาวุโสให้เห็นชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีนี้

ถัดจากนี้ ต้องทอดเวลาราวสัปดาห์ เพื่อรอรับฟังเสียงทักท้วงโต้แย้งการจัดลำดับ

จึงคาดกันว่า ราววันที่ 30-31 ส.ค. หรืออาจเป็น 1 ก.ย. น่าจะได้ฤกษ์ลงมือแต่งตั้งโยกย้าย

เริ่มจากระดับรองผบ.ตร.ลงไปถึงผบช.

รายชื่อน่าจะเข้าสู่ที่ประชุมก.ตร.หรือคณะกรรม การข้าราชการตำรวจ ในช่วงดังกล่าว

การแต่งตั้งทุกระดับฉับไว เพื่อให้ทันเริ่มต้นทำงานกันตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

แต่ปัญหาที่น่าคิดคือ ถ้าหากผบ.ตร.ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ จะแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปได้เลยหรือไม่!?

ก่อนหน้านี้ก.ต.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่แล้ว

แถมมติก.ต.ช.ไม่กำหนดให้เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ 1 ต.ค.อีกด้วย เพราะเก้าอี้ผบ.ตร.ว่างโล่งอยู่แล้ว

กระนั้นก็ตาม โดยมารยาทและโดยขั้นตอนความถูกต้อง ยังต้องรอ!

ถ้าไปรีบแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไปเลย ก็เท่ากับมีคนมาเป็นรองผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.วิเชียร

แต่งตั้งไปทดแทนก่อนพล.ต.อ.วิเชียรได้รับโปรดเกล้าฯ

น่าจะไม่ถูกต้อง และไม่ควรทำ

จริงอยู่ การเข้ารับตำแหน่งผบ.ตร.ของพล.ต.อ. วิเชียรเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ทั้งบ้านทั้งเมืองรู้สึกว่า คนนี้เป็นผบ.ตร.ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ในความเป็นจริง ยังต้องรอโปรดเกล้าฯ

ยกเว้นถ้าขั้นตอนเสร็จสิ้นมีผลสมบูณ์ก่อนสิ้นเดือนนี้ ทุกอย่างก็สะดวก

กำหนดแต่งตั้งรองผบ.ตร.ลงไปที่วางเอาไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตอนนั้นพล.ต.อ.วิเชียรได้เป็นผบ.ตร.เต็มตัวแล้ว

แต่ถ้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องรอ

เอาเป็นว่า ควรต้องรอการโปรดเกล้าฯ พล.ต.อ. วิเชียรเสียก่อน จึงจะมาพิจารณาบัญชีระดับรองลงมาได้

ใครรีบร้อนไปจัดโผเสียก่อน

ไม่ถูกต้อง และไม่น่าจะทำได้!

คดีพธม. (อีกที)

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ศุกร์ ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง นำตัว นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กับ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ

พร้อมสำนวนสอบสวนสั่งฟ้องฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กรณีร่วมกันแถลงข่าวหน้ามูลนิธิบ้านเลขที่ 111 เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี

วันเดียวกัน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของทั้ง 2 คน ก็ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการว่า

วันเกิดเหตุเป็นเพียงการแถลงข่าวแค่ 2-3 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบการสลายม็อบเสื้อแดงที่มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

ไม่ได้เป็นการชุมนุมเกิน 5 คน

เพียงแต่ขณะนั้นมีประชาชนสนใจมาฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ทนายยังร้องให้สอบ พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.นางเลิ้ง และ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ด้วยว่า

ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับเดียวกัน ทำไมถึงปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ จัดชุมนุมหลายครั้งโดยไม่ดำเนินคดี

จะ ว่าไปแล้วคำถามทำนองนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการดำเนินคดีกับเสื้อแดง ว่าแล้วทำไมไม่ดำเนินคดีกับกลุ่ม พันธมิตรฯ หรือเสื้อเหลืองบ้าง

ทำไมคดีเสื้อแดงถึงรวดเร็ว ทำไมคดีเสื้อเหลืองถึงอืดอาด

โดยเฉพาะคดีพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบิน มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคำถามวนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้

สุดท้ายคำตอบคงหนีไม่พ้นเรื่องสองมาตรฐาน

อย่างล่าสุด พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียึดสนามบิน ได้ออกหมายเรียกพันธมิตรฯ 79 คนให้มารับข้อกล่าวหา

แต่ ก็ยังโดนขัดขวางจากส.ว.บางกลุ่มที่เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พิจารณาโอนคดีดังกล่าวไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ดำเนินการแทน

เพื่อคดีจะได้กลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

แบไต๋กันซึ่งๆ หน้าโดยไม่แคร์ว่าสังคมจะมองอย่างไร

อย่างไรก็ตามมี 2 คนที่จะชี้ขาดเรื่องนี้คือนายกฯ อภิสิทธิ์ ผู้ถืออำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรม การคดีพิเศษ (กคพ.)

สำหรับนายสุเทพนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะถึงจะร้ายกับเสื้อแดง แต่ก็ไม่เคยหงอให้เสื้อเหลืองเช่นกัน

พูดตรงๆ จะห่วงก็ตรงนายกฯ อภิสิทธิ์นี่แหละ

ปฏิรูปสื่อ-ปฏิรูปรัฐ

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




มูลนิธิ สัมมาชีพ ร่วมกับเครือมติชน จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ "ปฏิรูปสื่อ" ในโครงการอบรม "ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง" โดยมีผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำองค์กรภาคธุรกิจสังคมและผู้นำภาคประชาสังคม เข้าร่วมเมื่อวันที่ 22 ส.ค.



ฐากูร บุนปาน

บรรณาธิการข่าวสด

"...อยากปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปรัฐก่อน"

จุดยืนคืออย่าพูดข้างเดียว

ปกติรัฐเป็นผู้ถืออำนาจ หากสื่อสยบยอม ต่ออำนาจจะยุ่ง ธรรมชาติสื่อจะไม่ผูกพันกับอำนาจ ต้องมีหลายอำนาจคานกัน

โลกที่ดีต้องมีสมดุล ไม่ใช่ โพสต์ เนชั่น มติชน ข่าวสด จะถูกด้านเดียว ทุกคนมีความชอบ ความเชื่อ อคติ จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกัน

เรื่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแล้วถูกตัดโฆษณา ต้องยอมรับถึงเวลามีการเตะตัดขา เรื่องแบบนี้เป็นปัญหาโครงสร้างธุรกิจสื่อ ไม่ว่าหนังสือ พิมพ์ โทรทัศน์ ที่มีปัญหาในตัวเอง

สิ่งพิมพ์ที่ส่งไปขายต่างจังหวัดต้องขายให้ได้ 100% ถึงจะอยู่ได้ หนังสือพิมพ์ต้องสมดุลทั้งยอดขายและโฆษณา

มี แต่ประเทศเผด็จการเท่านั้นที่รัฐยึดสัมปทาน ไทยบอกว่าเป็นประชาธิปไตยจึงไม่จริง เพราะเราถูกยึด สื่อหลักทั้งโทรทัศน์ วิทยุไว้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ไม่มีอย่างนี้ อาจมีช่องของรัฐหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ 200 กว่าสถานีหลักวิทยุ

ใครอยากทำต้องไปสัมปทาน พูดๆ ไปก็อาจเสียงหาย บรรยากาศอย่างนี้ไม่มีทางปฏิรูปประเทศได้

ฐากูร บุนปาน



ก่อนปฏิ รูปสื่อรัฐบาลจึงต้องไปจัดการตัวเองก่อน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และอย่าปิดอินเตอร์เน็ต

อย่า มาประมูลโทรทัศน์ 30 ปี มีคนรวยทุกที พอพูดผิดหูผู้มีอำนาจเซ็นสัมปทาน 3 ปี ก็อาจเหลือแค่ 6 เดือนหายไปได้ จะไปปฏิรูปอะไรได้ หากสื่อกว่า 50% ยังเป็นของรัฐ อยากปฏิรูปสื่อต้องปฏิรูปรัฐก่อน

ผมเข้าใจว่าแรงปฏิรูปสื่อต้องใช้แรงจากท่านๆ หากบอกว่าไม่ชอบที่สื่อไม่แยกข้อเท็จจริงกับความเห็น ก็ต้องรับฟัง

ใน มุมมองคนทำสื่อ ผมคิดว่ารายการคุยข่าวเป็นปัญหาโครง สร้างของโทรทัศน์ที่อยู่กับรัฐ เสนอตรงไปตรงมาไม่ได้ ต้องดิ้น เป็นวิธีเลี่ยงบาลี ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง แต่เรากำลังชินอยู่ หรือไม่

ผม ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลปฏิรูปสื่อคิดบนพื้นฐานอะไร หากจะปฏิรูปสื่อรัฐต้องถอยไป เคเบิลทีวีรับได้ 94 ช่อง ระบบอนาล็อก ทันทีที่โครงสร้างแบบดิจิตอลต่อไปจะมีเป็นพันช่อง รัฐบาลมีปัญญาคุมหรือไม่

สื่อ เปลี่ยนทุกวันเพราะคนพูดคนบอกเราก็ฟัง สังคมบอกอย่างไร สื่อก็เป็นอย่างนั้น มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก โซเชียล มีเดีย โลกไปไกลขนาดนั้น

อาการตอนนี้เหมือนก่อนฝีแตก สังคมไทยคล้ายสังคมอเมริกายุค 80 ในเชิงโครงสร้างรายได้และปัญหา

ของอเมริกาพอให้ระบบจัดการปัญหาเอง แต่ของเราเรียกหาแต่อัศวินม้าขาวมาช่วย ปัญหาก็สะสมมาเรื่อยๆ

ข่าว สดยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น มันสะท้อนปัญหาสื่อว่าคุณไปปิดอย่างอื่นหมด คนไม่มีทางออกที่อื่น ซึ่งไม่ดี เหมือนต้มกบ คุณเร่งไฟน้ำกำลังเดือด คุณเพลิน สบาย ตอนมันร้อนและขึ้นจากหม้อไม่ได้นั่นแหละจะรู้

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ / สุรนันทน์ เวชชาชีวะ



การตรวจสอบสื่อ มีสภาการหนังสือพิมพ์เป็นเวทีเปิด แต่สุดท้ายมีการฟ้องร้องของหนังสือพิมพ์ด้วยกันเองมากเป็นประวัติการณ์

เป็นมา 4-5 ปีแล้ว มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐบาลอานันท์ มีการเพิ่มโทษกฎหมายหมิ่นประมาทติดคุก 5 ปี ปรับอาญาสูงสุด 4 ล้าน



อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

กรรมการผู้อำนวยการ เครือเนชั่น

"...คนดำเนินรายการต้องมีความเห็น

ถ้าคนไม่ถูกใจก็อย่าไปดู"



ช่วง มีเรื่องก็กดดันมากในเนชั่นและช่อง 9 ที่เรามีรายการ ทั้งที่เราทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ก็ถูกกล่าวหา ช่วงนั้นก็เป็นความรู้สึกคนเป็นช่วงๆ

เราไปทำรายการของช่อง 11 ตอนนี้ ฟังความรอบข้าง คนก็คิดแล้วว่าเป็นพวกรัฐบาลเป็นเหลือง แต่ถ้าดูรายการจะไม่ใช่

ช่อง 11 เองก็อึดอัด ไม่กล้าพูด เพราะก่อนทำผมได้พูด คุยกับ นายอง อาจ คล้ามไพบูลย์ รมต. ประจำสำนักนายกฯ แล้ว ว่าจะทำรูปแบบไหน ผมส่งเทปอย่าให้ใครมาเซ็นเซอร์ ก็ไม่ได้มีปัญหา

เรื่องคุยข่าวยอมรับว่าเราไม่มีรายการอ่านข่าวตามสคริปต์ มีแต่คุยข่าว คนดำเนินรายการต้องมีความเห็น ถ้าคนไม่ถูกใจก็อย่าไปดู

การปฏิรูปสื่อรัฐบาลไม่ควรเจ้ากี้เจ้าการ ควรปล่อยไปตามธรรมชาติ

เรา ปฏิบัติตัวเองทุกวัน ทั้งเทคโนโลยี ผู้บริโภคที่ตรวจสอบ ไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งคณะกรรมการประชุมอาทิตย์ละครั้งกว่าจะเสร็จ มีเรื่องที่วิ่งไปมากกว่านี้แล้ว



สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

"...วิทยุและโทรทัศน์ควรปล่อยให้เป็นของเอกชนเลย"



ตอนผมเป็นนักการเมืองมีตำแหน่งมองสื่ออย่างหนึ่ง เมื่อมาทำงานในสื่อเป็นคอลัมนิสต์ คอมเมนเตเตอร์ เราได้เห็นอีกมุมมอง

ตอนมติชน ข่าวสด วิพากษ์ทักษิณรุนแรง เราก็เคยโทร.มาคุย ก็เหมือนทำเนียบขาวก็มีการโทร. ล็อบบี้ข่าวขอร้องให้เสนออีกมุมมอง

สื่อต้องปรับตัวเมื่อเป็นบริษัทมหาชน ต้องถูกทดสอบว่ายืนได้ เป็นที่พึ่งประชาชนได้จริง

วิทยุและโทรทัศน์ควรปล่อยให้เป็นของเอกชนเลย การพยายามตั้งกทช. หรือ กสช. ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้

รายการ คุยข่าววิทยุ โทรทัศน์ ภูมิคุ้มกันของผู้เสพ สื่อเรายังไม่เข้มแข็ง เพราะระบบคิดเราไม่สอนการแยกแยะ ชาวบ้านหลายคนดู อาจบอกว่าพูดจริง ทั้งที่เป็นความเห็น

รัฐบาลนี้เจอปัญหาเยอะในการปิดเว็บไซต์ ปิดกั้นสื่อ เพราะการเมืองและเศรษฐกิจไม่มีที่ระบาย ไม่มีที่ระดมสมอง น่าจะคุมไม่กี่เรื่อง เช่น ล่อลวงเด็ก ค้ามนุษย์ ยาเสพติด

ไม่ ใช่เอาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเมือง การปิดสื่อเพื่อความมั่นคงรัฐต้องเลิก ต้องชัดเจนในข้อปฏิบัติการควบคุม