WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 24, 2010

แดงยุโรปผนึกRed Franceที่หอไอเฟล รำลึกพฤษภาอำมหิต-100วันเสธ.แดง ทักษิณโฟนอินร่วมงาน

ที่มา Thai E-News



โดย Rojana Treiling
24 สิงหาคม 2553

หลัง เหตุการณ์สังหารเดือนเมษายน 2553 และมีข่าวออกในวิทยุ ทีวีท้องถิ่นทั่วโลกเกี่ยวกับการปราบปรามประชาชนของรัฐบาเผด็จการไทย ในครานั้น จึงได้มีคนไทยในประเทศฝรั่งเศสพยายามติดต่อและนัดกันมาพูดคุยถึงปัญหาและ ติดตามข่าวสารนำมาเล่าสู่แจกกันฟังและวิจารณ์ร่วมทุกข์กับครอบครัวญาติพี่ น้องทางเมืองไทย จนในสุดเกิดชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการที่หอไอเฟลกลางนครปารีสครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2553

นั่นคือการจุดประกายจนเกิดกลุ่ม Thai Red France

การ สังหารหมู่ที่ราชประสงค์ยิ่งตอกย้ำความอำมหิตอยุติธรรม แกนนำคนลำปางซึ่งเป็นสตรีอาวุโสภาคประชาชนซึ่งถูกรถถังเผด็จการเหยียบต่อ หน้าต่อตาผู้ชุมนุมเป็นจุดสะเทือนใจใหญ่หลวง คนเสื้อแดงลำปางจึงมาร่วมนั่งฟังข่าวสารเป็นจำนวนมากขึ้น และมากขึ้นแม้ว่าต้องเดินทางใกลมาแค่ไหนก็ตาม

การสูญเสียนายทหารนัก ประชาธิปไตย คือ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล นำความเศร้าสลดมาสู่แฟนคลับและคนรู้จักเสธแดง และยิ่งสลดหดหู่ใจกับชีวิตวีรชน 92 ศพของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งนักข่าวต่างประเทศของหลายชาติซึ่งเกิดการปะทะ ราชประสงค์ และในเขตอภัยทานวัดปทุมวนาราม

เหล่านี้จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าจำนวนคนเสื้อแดงในฝรั่งเศสจะไม่เพิ่มทวีจำนวนตามวันเวลา หลายครั้งที่การชุมนุมในเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ จึงมีพี่น้องร่วมอุดมการณ์จากฝรั่งเศสขับรถด้วยระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อร่วมเป็นวิทยากร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนไทยในอารมณ์ความรู้สึกเดียวกัน คือ ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและโครงสร้างสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชน

มาถึงวันที่ 22 สิงหาคม พศ.2553 จึงมีโทรศัพพ์เชิญกลุ่มทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ดของเสื้อแดงภูมิภาคยุโรปเดินทาง ไปร่วมชุมนุมครั้งที่ 7 เพื่อเคลื่อนไหวประกอบกิจกรรมกิจกรรมกลางแจ้ง พิธีรำลึกถึงวีรชน92ศพ และรำลึกครบรอบ100 วันเสธแดงฯเสียชีวิต พร้อมเรียกร้องให้โลกรับรู้ช่วยกันพูดความจริง”เราเห็นคนตายที่ราชประสงค์” ณ ลานสาธารณะหน้าหอไอเฟลกลางนครปารีส

ThaiRedFrence ตื่นเต้นมีกำลังใจที่ได้ฟังโฟนอินจาก พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯในดวงใจ

คณะ ThaiRedFrence ขอขอบคุณทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ด แดงไทยในสวีเดนที่บินมาร่วมงาน พร้อมสัญญาพบกันอีกครั้งที่เมืองฮัมบวร์ก สหพันธ์สาธารณะรัฐเยอรมนีวันที่ 18 เดือนกันยายน 2553

ต่อจากนั้นคือ สวีเดน และ เดนมาร์คคือเส้นทางประชาธิปไตย นปช.สัญจร เสื้อแดงไทยในEU

************
ภาพบรรยากาศกิจกรรม



คนข่าวโทรทัศน์ขาดความกล้า จึงไม่มี "กึ๋น" ความจริงที่รอวันพิสูจน์

ที่มา มติชน



โดย จอม เพชรประดับ

เงื่อนไข สำคัญของการปฏิรูปประเทศ นั่นก็คือ การปฏิรูปสื่อ และสื่อที่สมควรจะต้องปฏิรูปมากที่สุดคือ สื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์กระแสหลัก เพราะถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างมากว่า เป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง จนเกิดเป็นสงครามระหว่างประชาชนเหมือนที่ผ่านมา และกำลังรอวันปะทุขึ้นอีกครั้งในอนาคต


แต่ความตื่นตัวของคนทำ สื่อโทรทัศน์กระแสหลัก ในการที่จะลุกขึ้นมาพิจารณา ทบทวนตัวเอง เพื่อค้นหาข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ จนกลายเป็นจำเลยในเหตุแห่งการจุดเชื้อไฟสงครามให้เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร หรือเป็นเพราะอะไร กลับมีน้อยมาก


คนทำสื่อโทรทัศน์ยังคงปฏิบัติ ตัว ปฏิบัติงาน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้สึกอาลัยไยดีกับหายนะที่รออยู่เบื้องหน้า ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งแห่งเหตุหายนะนั้น


เทียบเปรียบกับสื่อ สิ่งพิมพ์ ที่มีความตื่นตัว ถกเถียงกันถึงการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่สื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าจะว่าไปแล้ว ไม่ได้มีปัญหามากนัก หรือไม่ได้เป็นเหตุแห่งปัญหาที่สังคมตั้งคำถาม


การทำสื่อ โทรทัศน์กระแสหลัก ไม่ใช่ล้มเหลวหรือมีปัญหา เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมและครอบงำของฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ประการสำคัญ อยู่ที่สำนึกและความรับผิดชอบของคนทำสื่อโทรทัศน์เองด้วย


จะ บอกว่าคนทำโทรทัศน์ ไม่มี "กึ๋น" อย่างที่ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มักกล่าวอ้างอยู่เสมอนั้น คงไม่ใช่ พวกเรามี "กึ๋น" แต่พวกเราขาดความ "กล้า" ที่จะทำให้ "กึ๋น" ปรากฏต่อสาธารณชน โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกล้าหาญแห่งสำนึกความรับผิดชอบในวิชาชีพ ที่ยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม


คนทำสื่อโทรทัศน์ ยังติดอยู่กับดักแห่งผลประโยชน์และอำนาจ ไม่ต่างอะไรกับผู้คนที่คอยจะฉกฉวยโอกาสเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ จากวิชาชีพของตัวเอง เช่นเดียวกับนักปกครอง นักการเมือง และข้าราชการที่บ้าอำนาจ หาประโยชน์จนเกินความพอดี กลายเป็นการทำลายจรรยาบรรณหรือคุณธรรมแห่งวิชาชีพ และได้ทำลายบ้านเมืองและสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้


หากคนทำ สื่อโทรทัศน์ไม่สามารถสร้าง "กึ๋น" ความรับผิดชอบแห่งวิชาชีพให้ปรากฏต่อสาธารณชนได้ คนทำสื่อโทรทัศน์ ก็ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มอำนาจ ที่เป็นเผด็จการซ่อนรูป ภายใต้เสื้อคลุมแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน


แม้ว่าการปฏิบัติ หน้าที่ของคนทำสื่อโทรทัศน์ จะถูกยึดโยงเข้ากับอำนาจรัฐ อำนาจทุน และอำนาจของฝ่ายการเมืองจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จิตสำนึกของคนทำสื่อโทรทัศน์ ไม่ควรจะถูกยึดโยงและครอบงำไปกับคนกลุ่มนี้


เฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมไทยปัจจุบัน ที่เห็นถึงความอ่อนแอ ฉ้อฉล และการทุจริต คิดไม่ซื่อ ของกลุ่มคนนี้มากขึ้น และยิ่งชัดเจนมากขึ้น


การปฏิรูปสื่อในสังคมไทย จึงควรจะเริ่มต้นปฏิรูปจิตสำนึกของคนทำสื่อกระแสหลัก เป็นอันดับแรก


คน ทำสื่อกระแสหลัก จะต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงำ การถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและทางการค้า เพียงเพราะหวังที่จะได้ประโยชน์ ได้อำนาจ และการยอมรับจากคนเพียงไม่กี่กลุ่มในสังคม พาตัวเองให้ก้าวพ้นจากโครงสร้างแห่งอำนาจนิยมที่ครอบงำสังคมไทยมาช้านาน ให้ตัวเองหลุดพ้นไปจากความเชื่อ ค่านิยมที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่สอดคล้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในความแตกต่างและความหลากหลาย


คน ทำสื่อโทรทัศน์ จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้นว่า กำลังรับใช้ใคร ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ คนทำสื่อโทรทัศน์ จะต้องยอมรับความผิดพลาดที่ได้ร่วมกันก่อขึ้นในหลายๆ กรณีในช่วงแห่งวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา


ที่สำคัญ คนทำสื่อโทรทัศน์ จะต้องเข้าใจว่า สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่จะค่อยๆ เต็มรูปแบบมากขึ้น นับจากนี้ สังคมไทยในยามนี้ อาจจะเรียกได้ว่า "ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก และแยกแผ่นดิน" เกือบจะสมบูรณ์ตามที่บรรพบุรุษได้ตักเตือนและห้ามปรามเอาไว้แล้ว


ความ ไม่เป็นเอกภาพ ขาคความสามัคคี แต่ละก๊วน แต่ละกลุ่ม ต่างรบพุ่งกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ บ้านเมืองพังทลายเสียหายมามากเกินไปแล้ว ความเปราะบางที่รอวันแตกสลายนี้ ไม่ควรจะถูกซ้ำเติมจากคนทำสื่อโทรทัศน์อีกต่อไป


ดัง นั้น ขอเรียกร้องให้ คนทำสื่อโทรทัศน์ ตระหนักถึงบริบทที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ หากเห็นถึงความผันแปรที่หาความแน่นอนไม่ได้ รออยู่ข้างหน้า คนทำสื่อโทรทัศน์ ก็ควรที่จะปรับตัว สร้างสำนึกใหม่ ปรับความคิด และหาทิศทางการนำเสนอข่าวสาร ในอันที่จะเสริมสร้างให้การเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ของบ้านเมืองไทย เป็นไปอย่างสันติและราบรื่น


หลักการ และแนวคิดการทำข่าวแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้คนไทยทั้งประเทศได้ตื่นรู้ ว่าบ้านเมืองกำลังตกอยู่ในชะตากรรมเช่นไร นอกจากจะไม่ช่วยเสริมสร้างการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น และปลอดภัยกับทุกคน ทุกฝ่ายแล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มความเปราะบาง และเพิ่มความหายนะให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองของเรามากขึ้นไปอีก


สํา นึกใหม่ในการทำสื่อโทรทัศน์ หากทำได้ ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของคนทำสื่อโทรทัศน์ ซึ่งแน่นอน ต้องอาศัยความกล้าหาญและเสียสละอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่บริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไป แต่บริบทโครงสร้างของสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์ ยังคงเหมือนเดิม แต่ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ได้คาดหวังที่จะให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักของสื่อโทรทัศน์ใน ทันที หรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรสื่อโดยรวม


แต่คาดหวัง ในตัวคนทำสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์เป็นสำคัญ เพราะการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันใด จะเป็นจริงได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงจากตัวเราเองก่อนเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ กุญแจของความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายผู้มีอำนาจที่กำลังรบพุ่งกันอยู่ในบ้านเมือง


แต่อยู่ ที่ประชาชนและสังคม ที่จะพิสูจน์ความเข้มแข็ง แสดงพลังลุกขึ้นมาท้าทาย ทวงสิทธิของการเป็นเจ้าของประเทศ ในอันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบ้านแปงเมือง ปรับเปลี่ยนบ้านเมืองไทย ให้เกิดความมั่นคง มีเอกภาพ สร้างหลักเกณฑ์ กติกาที่มีความเป็นธรรม ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เพื่อให้เป็นเสาหลัก ที่จะคอยค้ำยัน ความเป็นประเทศไทยให้มั่นคงสืบไป


คนทำสื่อโทรทัศน์ ก็เช่นเดียวกัน จำเป็นจะต้องปลดแอกตัวเองออกจากโครงสร้างอำนาจที่คดโกงและฉ้อฉล มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม เพื่อปฏิรูปประเทศและบ้านเมืองของเรา ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย


แต่ หากคนทำสื่อโทรทัศน์ ยังไม่เข้าใจในบริบทของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่เกิดสำนึกใหม่ ในการทำหน้าที่ ฐานะสื่อกระแสหลัก เส้นทางการเปลี่ยนผ่านประเทศตามแนวทางปฏิรูป ก็คงจะเป็นเส้นทางที่มีแต่ความมืดมนอยู่ต่อไป

ปมขายข้าวสารล้านตันอื้อฉาวหนักสะพัด 1,500 ล้าน - พบข้อมูลลึก 4 บริษัทค้าข้าวบริจาคเงินให้ ปชป.

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าว "มติชนออนไลน์" รายงานกรณี นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ได้ทำหนังสือ "ลับมาก" ถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องอ้างคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ให้ความเห็นชอบในการขายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลจำนวน 1 ล้านตันว่า เรื่องดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงผู้ประกอบการค้าข้าว และกระทรวงพาณิชย์เนื่องจากส่อไปไม่โปร่งใส พร้อมๆกับกระแสข่าวว่ามีเงิน สะพัดในการซื้อขายถึง 1,500 ล้านบาท หรือ ตันละ 1,500 บาท

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ตัวเลขการขายข้าวสารจำนวน 1 ล้านตันนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขายผ่านคลังเก็บข้าวขององค์การคลัง สินค้า จำนวน 8 แสนตันซึ่งทำสัญญาซื้อขายกับเอกชนไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 2 แสนตันเป็นการขายผ่านคลังขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ในส่วนนี้ยังไม่มีการทำสัญญากับเอกชนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เงื่อนงำในการขายข้าวนอกจากไม่มีการเปิดประมูลตามขั้นตอนปกติ และเป็นการนำข้าวใหม่ปี 2552 ออกมาขาย ทั้งๆที่ควรนำข้าวเก่าค้างสต้อกเมื่อปีก่อนๆออกมาขายก่อน เป็นการระบายข้าวออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้าวเสื่อมคุณภาพ

อีก ประเด็นคือคำสั่งของอธิบดีกรมการค้าต่าง ประเทศ อ้างว่าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยื่นเสนอราคา ตามหนังสือฉบับที่ พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ทั้งๆที่เอกสารเชิญชวนเอกชนยื่นเสนอราคาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ดังกล่าวเป็นเอกสารเมื่อหลายเดือนมาแล้ว และสถานการณ์ราคาข้าวก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นการขายข้าวในครั้งนี้รัฐน่าจะได้รับรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะได้ มหาศาล

ทั้งนี้ เอกสารเชิญชวนเอกชนยื่นเสนอราคา พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ลงนามสมัยนายวิจักร วิเศษน้อย ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการตรวจ สอบรายชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง พบว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีผู้ประกอบการค้าข้าว 4 รายบริจาคเงินให้ประชาธิปัตย์ โดยเป็นการบริจาคในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2543 จำนวน 1 ราย 6 แสนบาท ,ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำนวน 1 ราย จำนวน 1 แสนบาท ,บริจาคในเดือนมิถุนายน 2549 จำนวน 1 ราย 2 แสนบาท และบริจาคเมื่อเดือนมกราคม 2552 จำนวน 1 ราย 2 แสนบาท

ส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่พบว่ามีผู้ประกอบการค้าข้าวบริจาคเงินให้แต่อย่างใด

91 ศพที่คาใจ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ดีเอสไอหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในยุค นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.ยุติธรรม

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีเป็นมือไม้เป็นมือรับใช้ทางการเมืองให้รัฐบาล ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ

ล่าสุด สามารถยื่นต่ออัยการให้สั่งฟ้องแกนนำผู้ชุมนุมม็อบเสื้อแดงรวม 19 ราย เป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย

ขณะเดียวกัน ก็สรุปว่าเหตุการณ์การตายรวม 91 ศพ ก็เป็นการฆ่ากันเอง

รวมทั้งการเผาทำลายอาคาร ยิงถล่มสถานที่ต่างๆ ก็เป็นผลพวงมาจากก่อการร้ายทั้งสิ้น

หลายประเด็นตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง และหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนรับรู้อย่างสิ้นเชิง

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ลูกสาวและญาติๆ ทำบุญครบรอบ 100 วัน ที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก ถูกยิงตาย

คดีเสธ.แดงโดนสไนเปอร์ยิงเจาะกะโหลก จนถึงบัดนี้ไม่มีความคืบหน้า หาคนก่อเหตุไม่พบ

ขณะเดียวกัน วันที่ 28 ส.ค.นี้ ก็จะเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของ "น้องเกด"น.ส.เกดกมน อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมวนาราม

พร้อมกับเพื่อนๆ และม็อบเสื้อแดงรวม 6 ศพ

คดีความก็ยังไปไม่ถึงไหน ทวงถามเท่าไรก็ไม่มีคำตอบ

หนักๆ เข้า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตอบแบบขอไปทีว่า

คดีคืบหน้าลำบากอยู่แล้ว แม้แต่คดีที่เจ้าหน้าที่ถูกยิงก็ยังไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ ยังมีคดีที่รัฐบาลชุดนี้ไม่อาจตอบคำถามชาวโลกได้เต็มปาก

นั่นคือการเสียชีวิตของนายฮิโรยูมิ มูราโมโตะ ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น ของสำนักข่าวรอยเตอร์

นายฟาบิโอ โพเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี

คดีของนายมูราโมโตะนั้น มีพยานให้การอย่างชัดเจนว่าแนวกระสุนมาจากไหน

ส่วนคดีของนายโพเลนกี ก็ไม่น่าจะไม่มีพยานให้การยืนยัน

รวมถึงผลจากการชันสูตรศพ

แต่ตอนนี้ก็ยังไม่คืบหน้าเช่นกัน

ทั้งสองคดีนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาชาวโลก

ถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีคำตอบอย่างชัดเจนว่าทั้งสองคนตายด้วยเหตุใด

ใครทำให้ตาย

ในส่วนของเหยื่อทั้ง 91 ศพที่ถูกยิงตายกลางถนน เมื่อมีการไปขอความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล

ก็กลับถูกทับถม เหยียบย่ำ เยาะเย้ยจากปากโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ว่าให้ไปขอที่อื่น

ตอนนี้คนเสื้อแดงกำลังเหลือทน ไหนจะถูกยิงตายอย่างทารุณบนท้องถนน

กลับบ้านก็ถูกตามไล่ล่า หนีหัวซุกหัวซุนจนแทบไม่มีที่อยู่

ขณะที่คนสั่งฆ่า คนลงมือฆ่า ยังลอยนวล

ดันทุรัง

ที่มา ไทยรัฐ

การ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำ 2554 ที่จะเริ่มพิจารณากันอีกกระทอกในวันนี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้วจะมี กรอบการพิจารณาภายใน 105 วัน ถ้าเกินกว่ากำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไปสู่ขั้นตอนของวุฒิสภา ซึ่งก็ถือว่าผ่านการพิจารณาตามวาระ 2 ไปโดยปริยาย

ตามข่าวอ้างว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้จะครบ 105 วัน ในวันที่ 26 ส.ค. รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าการพิจารณาจะผ่านไปได้กี่มาตราก็ตาม ถึงเวลาก็ต้องส่งให้ ส.ว.พิจารณาไปตามขั้นตอน

กรณีจะงดการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์สำหรับ ประชาชนทั่วไปที่สนใจเรื่องของงบประมาณรายจ่าย ว่ามีการตัดลดเพิ่มโยกไปลงที่ไหนอย่างไรก็คงจะเสียอารมณ์พอสมควร ปิดหู ปิดตาประชาชน ก็ต้องยกให้รัฐบาลชุดนี้ อะไรที่เป็นความจริงไม่ค่อยอยากให้ประชาชนรับรู้ ชอบให้รู้แต่ของปลอมๆ

จะได้มั่วกันตามใจชอบ

ความ ไม่ชอบมาพากลเรื่องของงบประมาณก็น่าจะเกี่ยวโยงมาจากเรื่องของผลประโยชน์ เป็นหลัก การต่อรองผลประโยชน์เลยเถิดไปถึงอนาคตทางการเมืองของ ส.ส.ที่เตรียมจะย้ายค่าย

อาการของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ค่อยวิตกทุกข์ กับความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น คงมาจากหลายกรณี เกรงจะทำให้ภาพพจน์มัวหมองไปด้วย เกรงว่าทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน หรือไม่มีบารมีพอที่จะสั่งการอะไรได้

เลยตามเลย

ภาพของผู้นำ ที่ผูกติดอยู่กับ กองทัพ ผูกติดอยู่กับ พันธมิตรฯ ในขณะที่ไม่สามารถจะสลัด สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ เนวิน ชิดชอบ ออกไปจากชีวิตได้

ทำลายภาวะผู้นำไปเรื่อยๆ

เปิด งาน ให้สัมภาษณ์ ออกทีวี ดูจะเป็นภารกิจหลักทำให้ผู้ปฏิบัติออกอาการดันทุรัง ไทยไทเกอร์ กริฟเพน จีที 200 เรือเหาะ รถเมล์ รถเกราะยูเครนจะต้องดันทุรังเอาให้ได้

จะ เชียร์จะชมให้อยู่กันจนครบเทอมอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทุกวินาที จะต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะผลกระทบจากความเสียหายตกอยู่กับประเทศและประชาชนไปชั่วลูกชั่วหลาน

ประเภท นายว่าขี้ข้าพลอย จะทำให้ภาวะผู้นำยิ่งเสื่อมถอยเร็วยิ่งขึ้น กรณีเด็กและเยาวชนที่ จ.เชียงราย ออกมายกป้ายทางการเมือง ถูกสั่งดำเนินคดี บีบเอาผู้ปกครองมาเป็นพยาน เสื่อมทั้งความเป็นนิติรัฐ และในมิติของสังคมครอบครัว

นิสิตจุฬาฯแค่ยกป้ายแสดงความเห็นทางการ เมือง เหล่าอาจารย์รีบกระโดดมาแย่งป้าย ห้ามแสดงออกเด็ดขาด ชี้ให้เห็นถึงสภาวะทางจิตใจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา หรือระดับของสังคม...

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 24/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 24/08/53

ตัณหาเก้าอี้-โลกีย์อำนาจ

ที่มา บางกอกทูเดย์

สตง.- ธรรมศาสตร์ วุ่นพอกัน!


ตัณหาเก้าอี้-โลกีย์อำนาจ

สำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่คำว่า “หิริ โอตัปปะ” อาจจะเป็นคำที่คนบางประเภทเลือกที่จะไม่คุ้นเคย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “หิริ” ที่แปลว่า ความละอาย
การ แก่งแย่งช่วงชิง กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ ใช้อำนาจรัฐบังหน้าแล้วคอร์รัปชั่นกันอย่างสนุกปาก จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมากใต้เงาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะนายอภิสิทธิ์ ใช้ภาพลักษณ์ที่สร้างว่าเป็นนายสะอาด บวกกับการหนุนหลังของกลุ่มคนในกองทัพ และโดยเฉพาะกลุ่มขั้วอำนาจบางกลุ่มที่อุ้มชูขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนเก้าอี้แข็งแกร่ง ชนิดที่แม้แต่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 80-90 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน

ยังไม่สามารถทำให้เก้าอี้ของนายอภิสิทธิ์ สั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
ทำ ให้กลุ่มผลประโยชน์อาศัยเป็นช่องทางหาผลประโยชน์กันอย่างหนัก ลามปามหนักไปจนถึงเรื่องงบประมาณของประเทศ ที่ประเคนให้กลุ่มที่ค้ำยันเก้าอี้อย่างสนุกสนาน ทั้งงบกระทรวงกลาโหม งบกระทรวงมหาดไทย งบกระทรวงการคลัง ที่ประเคนกันขึ้นหลักแสนล้านบาท

รวม ทั้งงบกระทรวงคมนาคม ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่ ก็เตรียมขยายผลจะเอารถเมล์เช่า 4,000 คันให้ได้ แถมจะขยายสนามบินสุวรรณภูมิอีก 6.2 หมื่นล้านบาท

การประเคนและการ เตรียมใช้งบประมาณกันอย่างสนุกสนานเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้ปัญหาเก้าอี้ผู้ว่าการ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่สามารถจะจบลงได้ง่ายๆ… และปริศนาที่ว่าทำไม คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จึงประกาศที่จะอยู่บนเก้าอี้บิ๊ก สตง. ไปจนกระทั่งอายุ 70 ปี

ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ตามกฎหมายให้อยู่ได้แค่ 65 ปีเท่านั้น... ก็ยังไม่พอ???
จึง กลายเป็นเกิดศึก ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ สตง.ป่นปี้ ในขณะที่คำถามที่สังคมสงสัยในการยึดติดเก้าอี้ของคุณหญิงเป็ด จึงยังคงกระฉ่อนฉาวไม่จบด้วยเช่นกัน

เพราะวันนี้ ภายใน สตง.เอง ก็เกิดการงัดข้อกันอย่างหนัก เนื่องจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่า สตง. ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการผู้ว่า สตง. ก็เข้าเกียร์เดินหน้าชักธงรบเต็มที่ ยืนยันว่า

คุณหญิงเป็ดพ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
เล่น เอาคุณหญิงเป็ดซึ่งแสดงชัดเจนว่า ไม่ต้องการลุกจากเก้าอี้ แต่ประกาศจะขออยู่ยาวอีก 5 ปีเต็ม ถึงกับเซ็นคำสั่งยกเลิกคำสั่ง สตง.ที่ 75/2552 ลงวันที่ 9 เม.ย. 2552 ให้ นายพิศิษฐ์ พ้นจากรักษาการผู้ว่า สตง.

โดยถือว่า ในเมื่อเป็นคนแต่งตั้งได้ ก็สามารถที่จะยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งได้ และมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้น
แต่ นายพิศิษฐ์ ก็ไม่หวั่น โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผู้บริหารระดับสูงของ สตง. ได้ร่วมประชุมพิจารณาข้อกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา และหนังสือคำสั่ง 3 ฉบับที่คุณหญิงเป็ดออกมาในวันที่ 18 ส.ค.

ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าข้อ กฎหมายที่กฤษฎีกาอ้าง มีเหตุผลรับฟังได้ว่าคุณหญิงจารุวรรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

และการที่คุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าได้ หมายความว่าปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้เช่นกัน

“ดัง นั้นหนังสือ 3 ฉบับที่ออกมาโดยใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จึงไม่มีผลบังคับใช้ได้ ประกอบกับหนังสือทั้งหมด อาศัยการตีความจากคุณหญิงจารุวรรณเอง จึงไม่มีน้ำหนักเหตุผลที่จะรับฟังได้ ดังนั้น เราจะต้องปฏิบัติตามแนวทางของกฤษฎีกาโดยเคร่งครัด เพราะผู้รักษาการเป็นข้าราชการประจำ อย่างไรจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ”

งานนี้ สตง.ร้อนฉ่าอย่างแน่นอน เพราะคุณหญิงเป็ด เปิดเกมสู้ทันที
โดย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม คุณหญิงจารุวรรณ ตอบโต้โดยใช้อำนาจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ว่าการ สตง. ลงนามในบันทึกส่งไปยังผู้บริหารระดับสูงทั้ง 7 คน ว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นมาเอาผิด ในฐานะที่ไปร่วมประชุมและลงมติทำบันทึกแย้งอำนาจของตน ทั้งที่ไม่มีอำนาจ

“การ กระทำครั้งนี้ ชัดเจนว่าคุณหญิงจารุวรรณต้องการขู่ข้าราชการทั้ง 7 คน แต่ทั้ง 7 คนได้หารือร่วมกันแล้ว และเห็นว่า จะไม่สนใจบันทึกฉบับดังกล่าว ที่คุณหญิงทำออกมา เพราะมองว่าเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ เนื่องจากคุณหญิงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ”

ซึ่งขณะนี้กลุ่มข้า ราชการระดับสูงของ สตง. ทั้ง 7 คน กำลังปรึกษาว่า จะดำเนินการอย่างไรกับการกระทำครั้งนี้ของคุณหญิงจารุวรรณ ทั้งการออกคำสั่งยกเลิกตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ สตง. หรือการออกบันทึกแจ้งเวียนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่มากเกินไป

เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มข้า ราชการทั้ง 7 คน พยายามหาทางประนีประนอม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงจารุวรรณมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นส่งตัวแทนเข้าไปเจรจา ยึดหลักกฎหมายที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับมาใช้ประกอบการแก้ปัญหา ไม่มีการทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ เพราะยังให้ความเคารพคุณหญิงอยู่ ห้องทำงานผู้ว่าการ สตง.ก็ยอมให้ใช้ รวมถึงรถประจำตำแหน่งและโทรศัพท์มือถือ

แต่ แทนที่คุณหญิงจารวุรรณ จะยอมรับความจริง ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ปล่อยวางจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. แต่คุณหญิงจารุวรรณกลับทำแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกินจะยอมรับได้ และคงจะมีการหามาตรการขั้นเด็ดขาด มาใช้แก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามในขั้วของนายพิศิษฐ์ เองก็น่าเป็นห่วง เพราะเกมที่คุณหญิงเป็ดจะใช้สู้ต่อไปก็คือ จะใช้โอกาสที่ในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งข้าราชการระดับ 10 จะเกษียณอายุราชการ 6 คน เหลือนายพิศิษฐ์คนเดียว และคุณหญิงเป็ดสามารถจะใช้อำนาจในฐานะประธานคตง. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 ขึ้นมาทดแทนได้เอง

รวมทั้งระดับ 9 ที่จะเลื่อนขึ้นมาจากระดับ 8 ก็สามารถแต่งตั้งคนที่ต้องการให้ขึ้นมาได้
เท่ากับเป็นการโดดเดี่ยวนายพิศิษฐ์ ซึ่งสามารถอยู่ได้ถึงปี 55 ให้ยอมจำนนได้ไม่ยาก
นี่แหละจะเรียกเป็นอาถรรพ์เก้าอี้ หรือตัณหาเก้าอี้ก็แล้วแต่ ที่แน่ๆ วันนี้ภาพลักษณ์ สตง.เละไปแล้ว

ทั้งๆ ที่ สตง.ควรเป็นที่พึ่งที่เชื่อถือได้ ในการตรวจสอบการการใช้จ่ายงบประมาณ มาเจอพิษการเมืองแทรกจนป่วนเช่นนี้ ย่อมน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับอีกเก้าอี้หนึ่ง ที่น่าจะเป็นเก้าอี้ที่เป็นภาพลักษณ์หน้าตาให้กับสถาบัน และเป็นที่พึ่งพิงของสังคมไทยด้วยเช่นกัน

นั่นก็คือ “เก้าอี้อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ที่งวดเข้าใกล้โค้งสุดท้ายเต็มทีแล้วว่า ใครจะเป็นคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งจะหมดวาระลงในเดือนกันยายนนี้

การ ที่เก้าอี้อธิการบดี มธ. งวดนี้ได้รับความสนใจจากสังคมมากเป็นพิเศษ ก็เป็นเพราะผลงานในการแสดงจุดยืนว่าเอนเอียงไปในการรับใช้ทหาร รับใช้รัฐบาล ของ ดร.สุรพล นั่นเองที่เป็นสาเหตุใหญ่

ซึ่งในวันพุธที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 9.00 น.-15.00 น. จะมีการหยั่งเสียงอธิการบดี มธ. คนใหม่ ใน 3 สาย คือ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา... ถ้าใครชนะ เก้าอี้อธิการบดี มธ. ก็น่าจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

ซึ่ง 3 ผู้ลุ้นชิงตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ รองอธิการบดี ฝ่ายการคลัง ที่มี ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ หนุนหลัง อีกคนหนึ่งก็คือ รศ.ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ และคนสุดท้ายที่น่าสนใจก็คือ

รศ.ดร.กําชัย จงจักรพันธ์ อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ท้าชิง 2 สมัยซ้อน
ดู เผินๆ อาจจะคิดว่า เป็นการสลับเปลี่ยนตัวบุคคลไปตามวาระปกติ และทั้ง 3 คนก็เป็นสายเลือด มธ.ด้วยกันทั้งสิ้น จนอาจจะคิดไปว่า ใครจะขึ้นมาก็คงไม่แตกต่างกัน... ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่า

ใช้ไม่ได้กับการเลือกตั้งอธิการบดี มธ.ในครั้งนี้
เพราะ มีร่องรอยและเงื่อนงำให้เห็นว่า ระยะหลังๆ เครือข่ายของ “ระบบอุปถัมภ์” ที่นักวิชาการและผู้บริหารของ มธ. บางคนเลือกที่จะทำงานรับใช้ชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มการเมือง เพื่อที่จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นตำแหน่งทางการเมืองบ้าง ในรัฐวิสาหกิจต่างๆ บ้าง

ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นที่พึ่งพิงของสังคม เป็นผู้นำทางความคิด
แต่ กลับกลายเป็นว่ายุคนี้มีผู้บริหารบางคน สามารถเข้าสู่ตำแหน่งภายนอกได้ ก็โดยที่มีตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นตัวรองรับ หรือเป็นจั๊มพ์ปิ้ง บอร์ด ให้ จนแทนที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะวางตัวเพื่อเป็นเสาหลักให้แก่สมาชิกของ ประชาคม กลับเลือกที่จะเป็นเสาค้ำยันให้กับชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มการเมือง อันเป็นการสร้างค่านิยมผิด ๆ ให้กับนักวิชาการรุ่นหลังว่า

ความสำเร็จของการเป็นนักวิชาการคือ การได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ ภายนอก!!!
ดัง นั้นความสำคัญในการเลือกตั้งอธิการบดี มธ.คนใหม่ ในครั้งนี้จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนว่าจะมีแรงหนุนทางการเมืองเข้ามาช่วย บุคคลบางคนมากเป็นพิเศษ

ซึ่ง ล่าสุด แม้แต่คนในมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์เอง ยังยอมรับว่า ดร.สมคิด ค่อนข้างที่จะได้เปรียบคู่แข่ง เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดีคนปัจจุบัน
เพราะความเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นิติศาสตร์ ปี 2521
แน่ นอนว่า มีแบ็คดีหนุนหลัง ก็ช่วยให้ไม่ต้องหาเสียงมาก เพราะมีต้นทุนที่สุรพลเพื่อนรัก วางแผนจัดการเอาไว้ให้อย่างเพียงพอ แต่สิ่งที่น่าคิด และเป็นสิ่งที่ ประชาคม มธ.ทั้งหลายจะต้องคิดให้หนัก ก้คือ การสืบทอดอำนาจ เป็นสิ่งที่สมควรให้เกิดขึ้นในสถาบันที่เชิดชูประชาธิปไตยมายาวนานหรือ ไม่???

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการสืบทอดอำนาจจาก ดร.สุรพล ซึ่งเมื่อเป็นอธิการบดี มธ. และใกล้ชิดการเมือง ก็ได้ไปเป็นใหญ่เป็นโต ในตำแหน่ง ประธานกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ด้วย

ซึ่ง อสมท. คุมทั้งสื่อ โทรทัศน์ วิทยุ เคเบิลทีวี และแม้แต่กระทั่ง สัมปทานช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ที่ถูกจับตาว่าโปร่งใสเพียงใดหรือไม่ ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ ดร.สุรพล นั่งเป็นประธานบอร์ด อสมท

ขณะเดียวกัน ดร. สมคิด เองก็ได้เข้าไปร่วมร่างและเป็นอดีตเลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 รัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งวันนี้เห็นชัดแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับใช้อำนาจใด

ในขณะที่ รศ.ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปในวงจรเหล่านั้น แต่ก็ยังคงต้องเหนื่อยไม่น้อย เพราะแม้แต่ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีเอง ซึ่งควรเป็นฐานสนับสนุนหลักก็กลับยังมีความไม่แน่นอนอยู่

ส่วน รศ.ดร.กำชัย นั้น แม้ว่าจะเคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ และเคยเป็นรองธิการบดี มาแล้ว แต่ในการชิงชัยตำแหน่ง อธิการบดี มธ. มา 2 ครั้ง ล้วนถูกบล็อกให้พ่ายแพ้มาแล้ว ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะฝ่ากระแสอำนาจที่เชี่ยวกรากขึ้นมาได้หรือไม่

เนื่องจาก รศ.ดร.กำชัย ไม่เคยรับใช้เผด็จการทหาร หรืออำนาจการเมืองปัจจุบันมาก่อน จึงต้องเผชิญกับแรงเสียดทานของอำนาจอย่างช่วยไม่ได้

เพราะมุมมองที่น่าสนใจของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ที่กล่าวว่า
“ผม ยังไม่รู้เลยว่าผมจะไปเลือกหรือเปล่า รู้ไหมครับว่าทำไม เพราะว่าในที่สุดผมทราบว่า มันไม่มีผลอะไรเลย การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย และทุกวันนี้สภามหาวิทยาลัย ถูกยึดกุมโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง"

ดังนั้นสุดท้ายจึงอยู่ประชาคม มธ. นั่นแหละว่า จะหยุดการใช้ตำแหน่งอธิการบดีไต่เต้าทางการเมือง
และจะให้อธิการบดีคนใหม่สัญญากับประชาคมว่า จะไม่ควบตำแหน่งการเมือง ได้หรือไม่?

บทอวยตรรกะเทพของเทวดาแถวสามย่าน

ที่มา ประชาไท

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

เมื่อ วันเกิดคณะรัฐศาสตร์ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ได้มีการเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง มาร่วมเสวนาในงาน และในวันเดียวกันนั้นเองก็ได้เกิด “ข้อพิพาท” ขึ้นระหว่างกลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่งที่ต้องการจะชูป้าย อันมีข้อความที่เป็นเพียง “คำพูดที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวไว้ หรือคำพูดที่โด่งดังต่างๆ ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อย่างจอห์น เอฟ.เคนนาดี” กับอาจารย์ของคณะรัฐศาสตร์คนหนึ่ง ที่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานของคณะ ที่มีชื่อว่า “นายวีระศักดิ์ เครือเทพ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นหากสรุปแบบง่ายที่สุดก็คือ นายวีระศักดิ์ไม่ยอมอนุญาตให้นิสิตกลุ่มดังกล่าวชูป้ายที่พวกตนเตรียมไว้ใน ช่วงที่นายอภิสิทธิ์อภิปราย จนเป็นเหตุให้เกิดความพิพาทต่อเนื่องกันไป
แน่ นอนว่าตามธรรมชาติของการเกิดข้อพิพาท ต่างฝ่ายก็จะออกมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง ซึ่งงานนี้จะลอง “สมมติ” ไปเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ออกมากล่าวอ้างนั้น “เป็นจริง” โดยจะอาศัยข้อมูลที่นายวีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับทาง Voice TV [1] (คลิกเพื่อดูลิงค์) เป็นสำคัญ
หากสิ่งที่นายวีระศักดิ์กล่าวไว้ทั้งหมดเป็นจริง (ตามข้อสมมติ) แล้ว นั่นแปลว่า :
- ไม่ได้มีการยื้อแย่ง หรือออกแรงอะไรมากมายเลยในการนำแผ่นป้ายมาจากทางฝ่ายนิสิต
- นิสิตไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า หรือให้ดูแผ่นป้ายก่อนยกชู
- กลุ่มนิสิตดังกล่าวใช้เสรีภาพโดยเบียดบังสิทธิของนายวีระศักดิ์ ในฐานะคนจัดงานประชุม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่ถูกต้อง
- ไม่มีการถามประชาคม จุฬาฯ ล่วงหน้า
- การเลือกที่จะชูป้ายเฉพาะช่วงที่นายอภิสิทธิ์อภิปราย เป็นการใช้แสดงออกอย่างเลือกที่รักมักที่ชัง
- นายวีระศักดิ์ “เชื่อว่า” นิสิตกลุ่มนี้มีบุคคลอยู่เบื้องหลัง
ผม จะแสดงให้เห็น “ตรรกะเทพ” นายวีระศักดิ์ เครือเทพไปเป็นข้อ ตามได้แจงไว้ข้างต้น โดยนี่ถือว่า “ไม่ฟังเสียงจากทางฟากนิสิตเลย และถือว่าข้อมูลที่นายวีระศักดิ์กล่าวมาทั้งหมดเป็นจริงดังได้อธิบายไว้แล้ว
ประเด็นแรก – การยื้อแย่ง: จากที่นายวีระศักดิ์กล่าวอ้างไว้ทาง Voice TV ว่าเมื่อตนไม่ไม่ยอมให้นิสิตยกชูป้าย เพราะยังไม่เห็นข้อความในป้าย กลุ่มนิสิตจึงเดินหันหลัง และนายวีระศักดิ์ก็สามารถยึดเอาป้ายมาได้โดยไม่ได้ออกแรงอะไรเลย จะเรียกว่ายื้อแย้งมั๊ย?
ผมเห็นด้วยเลยครับ หากอิงตามข้อมูลนี้ นายวีระศักดิ์ไม่ได้ยื้อแย่งแน่นอนครับ นายวีระศักดิ์นั้นจงใจขโมยโดยเจตนาครับ นายวีระศักดิ์ได้ทำการพรากความเป็นเจ้าของของแผ่นป้ายเหล่านั้นในขณะที่ กลุ่มนิสิตที่เป็นเจ้าของแผ่นป้ายกำลังเดินหันหลัง และริบมันมาโดยไม่ได้ออกแรงใดๆ นี่คือการขโมยชัดๆ และที่เป็นเรื่องตลกอย่างร้ายแรงที่สุดก็คือ คนที่เป็นถึงอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงกับ “กล่าวอ้างแบบหน้าตาเฉย” ราวกับการขโมยของจากมือผู้อื่นเป็นเรื่องถูกต้อง ชอบธรรม ไร้ความผิด
เช่นนั้นก็น่าสนใจนะครับ ผมขอแนะนำให้ทุกท่าน “หยิบฉวยเอาอะไรก็ได้ที่นายวีระศักดิ์เป็นเจ้าของ ขณะที่นายวีระศักดิ์หันหลัง และไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย” ดูนะครับ ท่านสามารถทำได้กับนายวีระศักดิ์ครับ เพราะนายวีระศักดิ์ เครือเทพมองว่านั่นไม่ใช่ความผิด ฉะนั้นหากท่านทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์, กุญแจรถยนต์, ฯลฯ ของนายวีระศักดิ์ก็น่าจะลองดูนะครับ คนๆ นี้เค้าใจดีครับ หากหยิบฉวยไปในกรณีนี้เค้าไม่ว่าอะไรครับ ท่านสามารถนำไปพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย ในน้ำเสียงมั่นใจในการกระทำของตนต่อไปได้ด้วยนะครับ เพราะนี่คือตรรกะเทพที่คงความถูกต้องสมบูรณ์ไว้ครับ จงวางใจได้
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่สอง – นิสิตไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า เรื่องการชูป้าย: เป็น คำกล่าวอ้างที่น่าฟังจริงๆ ครับ นายวีระศักดิ์ยังอธิบายเพิ่มเติมไปอีกนะครับว่า “เพื่อว่าตนจะได้เตรียมการไว้ให้” แหม...ฟังแล้วช่างดูจับใจจริงๆ นะครับ แต่ก็น่าสงสัยนะครับว่า ถ้าเช่นนั้นต่อไปนายวีระศักดิ์คงจะต้องยุ่งมากแน่นอน หากใคร จะทำอะไร ที่ไหน อย่างไรทุกอย่างเนี่ย จะต้องมาแจ้งให้นายวีระศักดิ์ทราบล่วงหน้า
ต่อ ไปใครอยากจะเข้าห้องสมุด พบปะอาจารย์คนไหน เปิดวิชาอะไร กินข้าวที่ไหน หรืออยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็กรุณาแจ้งนายวีระศักดิ์ให้ทราบด้วยนะครับเพื่อ ที่ท่านจักได้เตรียมการให้เราท่าน อาจจะมีการปูพรมแดง, อุปกรณ์ดีท็อกซ์, เชิงเทียนสำหรับรับประทานอาหาร ฯลฯ ให้เรากระมัง
สิ่ง ที่ผมอยากจะชี้ให้เราเห็นจาก “ตรรกะเทพ” ที่สองนี้ก็คือ มันมีคนคิดว่าการที่คนเค้าจะยกมือชูป้ายกระดาษนั้น ต้องเตรียมการอะไรมากเป็นพิเศษกว่าการเข้าห้องน้ำ บางทีผู้ใช้ตรรกะเทพ ก็ต้องคิดและเข้าใจผู้เป็นสามัญมนุษย์อย่างผมบ้างนะครับว่า บางทีการที่ไม่แจ้งไปเนี่ยว่าจะมีการยกป้าย ก็เพราะว่า “มันไม่มีเรื่องห่าอะไรต้องแจ้งครับ ไม่ต่างจากการไปทำธุระหนัก-เบาส่วนตัวเลย!”
คือ ผู้เป็นสามัญมนุษย์อย่างผมเนี่ยก็คิดไม่ตกครับว่า มันจะต้องเตรียมการอะไรสำหรับการยืน และชูป้าย? พรมแดง? ทหารเดินสวนสนาม? พวงมาลัยร้อยแปดแบบจะชกมวย? ฯลฯ
หากการทำอะไรที่ ธรรมดาสามัญขนาดนี้ต้องแจ้งนายวีระศักดิ์ทุกอย่างจริงๆ ผมก็อยากจะลองชวนให้ทุกท่านที่จะไปทำอะไรในคณะรัฐศาสตร์ก็ตามนะครับ จะทำอะไรก็ช่าง ก่อนอื่นวิ่งไปที่ห้องนายวีระศักดิ์ก่อนนะครับ แจ้งเค้า แล้วรอให้เค้าเตรียมการให้ทุกครั้งไปนะครับ เพราะบางทีสามัญมนุษย์อย่างเรานึกไม่ออกครับว่ามันจะต้องเตรียมการอะไรบ้าง พฤติกรรมสามัญเยี่ยงนี้เนี่ย แต่ผู้ใช้ตรรกะเทพ เค้าคิดได้ครับ
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่สาม – การใช้เสรีภาพโดยเบียดเบียนสิทธิผู้อื่น: น่าสนใจจริงๆ ครับกับตรรกะเทพชุดที่สามนี้ เมื่อคำตอบของนายวีระศักดิ์คือ การบอกว่ากลุ่มนิสิตใช้เสรีภาพแบบไม่มีขอบเขตไม่ได้ ต้องไม่ไปเบียดเบียนสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่เรียนรัฐศาสตร์ยิ่งต้องเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดีที่สุด (คือ กลุ่มนิสิตเบียดเบียนสิทธิของนายวีระศักดิ์ในฐานะผู้จัดงาน)
น่า สนใจยิ่งครับ คือจากคำพูดของนายวีระศักดิ์เองนะครับ (ที่ตั้งสมมติฐานว่าจริงตามนั้นทุกอย่าง) หากคิดแบบสามัญมนุษย์อย่างเราๆ แล้ว ก็น่าสนใจนะครับว่าใครกันแน่หนอที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของตนโดยเบียดบัง สิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ระหว่าง.....
การขโมยแผ่น ป้ายของกลุ่มนิสิต, การใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะผู้จัดงานมาเบียดบังไม่ให้กลุ่มนิสิตเริ่มแม้แต่จะ ชูป้าย, การที่นายกรัฐมนตรีใช้ “สิทธิเสรีภาพ” ของตนในการกันเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในบริเวณนั้น, การที่เอาฆาตกรสั่งฆ่าคนหลายสิบ หลายร้อย มานั่งหน้าซื่อ ลอยหน้าลอยตาที่คณะได้โดยไม่คิดว่าเป็นการสร้างมลภาวะทางจิตใจ สายตา และการฟัง ของคนแถวๆ นั้น ฯลฯ เทียบกับ การที่นิสิตกลุ่มหนึ่งพยายามจะชูป้าย (ที่นายวีระศักดิ์ยังไม่รู้ว่ามีข้อความว่าอะไร) แล้ว เนี่ย ต่อให้ข้อความนั้นไม่ใช่คำพูดของนายอภิสิทธิ์ หรืออดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนนาดี ก็ตาม เป็นอะไรที่รุนแรง และหยาบคายกว่านั้นอีกมากๆ ก็ตาม ผมผู้คิดเยี่ยงสามัญมนุษย์ก็ไม่อาจจะเห็นได้ว่ากลุ่มนิสิตเหล่านั้นใช้สิทธิ เสรีภาพของตนเบียดบังผู้อื่น มากกว่าที่นายวีระศักดิ์ หรือนายกรัฐมนตรีที่นายวีระศักดิ์พยายามปกป้องตรงไหนเลย ผู้ซึ่งสามารถมองว่านายวีระศักดิ์กล่าวถูกต้อง “สมควรแก่เหตุ” ได้ คงต้องมีตรรกะเทพ และเป็นเทวดาจริงๆ ที่ภูมิปัญญาระดับสามัญมนุษย์อย่างผมไม่อาจหยั่งถึงเป็นแน่
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่สี่ – ไม่ถามประชาคมจุฬาฯ ล่วงหน้า: ผมเพิ่งรู้แจ้ง (enlighten) เมื่อได้รับฟังตรรกะเทพที่สี่นี้เองว่าเดี๋ยวนี้ประชาคม จุฬาฯ จะกลายมาเป็น “พ่อ” ผมเสียแล้ว
ผม เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นเวลา 4 ปี แต่บอกตามตรงว่าไม่เคยเขาไปร่วม หรือทำอะไรอันเป็นผลทางตรงจากสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ประชาคมจุฬาฯ” อะไรนี่เลย แต่น่าแปลกที่ผมเองก็สามารถได้รับ “ศักดิ์ และสิทธิ ในความเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่” ผมสามารถแสดงออกทางการเมือง กระทำพฤติการณ์ตามที่ผมต้องการ (ตามขอบข่ายที่กฎของจุฬาฯ กำหนด ซึ่งหมายรวมถึงการออกมาประท้วงกฎเหล่านั้นด้วย!) ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าประชาคมจุฬาฯ มันคือห่าอะไร ใหญ่มาจากไหน แล้วทำไมต้องไปบอกอะไรมัน ฟังอะไรมัน...
จนกระทั่ง ผมได้ทราบจากตรรกะเทพของนายวีระศักดิ์นี่แหละว่า หากมีอะไรแล้ว เราชาวจุฬาฯ จะต้องไปปรึกษาประชาคมจุฬาฯ เสียก่อน ไม่เว้นแม้แต่การจะยกสมบัติของตนขึ้นชูในเขตของจุฬาฯ ครับ ต่อไปใครคิดจะชูมือยกโทรศัพท์มือถือ, ธง, กระเป๋าสตางค์, ฯลฯ อะไรขึ้นไป ก็กรุณาปรึกษา “ประชาคมจุฬาฯ” อะไรนี่ด้วยนะครับ (ว่าแต่มันอยู่ตรงไหนให้ไปปรึกษาหนอ? นี่ถามอย่างจริงจัง เพราะสามัญมนุษย์ผู้ไม่เคยสุงสิงกับไอ้เจ้าสิ่งนี้อย่างผม ไม่เคยทราบจริงๆ ว่าจะหามันพบได้จากที่ไหน)
และผมเชื่ออย่างยิ่ง ว่านายวีระศักดิ์ เจ้าของตรรกะเทพนี้จะต้องปฏิบัติตามความเชื่อที่ตนว่าออกมานี้อย่างเคร่ง ครัดแน่นอน ฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านเห็นนายวีระศักดิ์ทำอะไร แปลความได้เลยครับว่า นั่นผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาของ “ประชาคมจุฬาฯ” เรียบร้อยแล้ว คงสามารถจะแทนสิทธิ และเสียงของชาวจุฬาฯ ทั้งหมดทั้งมวลได้กระมัง เผลอๆ อาจจะรวมถึงการให้เกรดนิสิตของนายวีระศักดิ์ ที่ก็คงจะผ่านการปรึกษา “ประชาคมจุฬาฯ” อย่างรอบคอบแล้วเป็นแน่แท้
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่ห้า – การชูป้ายอย่างเลือกที่รักมักที่ชัง: เช่น เคยครับ ผมเองก็เพิ่งได้ทราบจากตรรกะเทพของนายวีระศักดิ์นี่แหละที่ “มนุษย์เราหมดสิทธิเสรีภาพในการรักใคร่ชอบพอใคร และชิงชัง เกลียดขี้หน้าบางคนมากเป็นพิเศษ” ไปแล้ว น่าตื่นตระหนกจริงๆ
ผม เคยเข้าใจมาโดยตลอดว่าผมเองมีสิทธิที่จะรัก หรือชอบพอใครเป็นพิเศษ และเกลียดขี้หน้าบางคนมากเป็นพิเศษได้ โดยไม่ไปทำอะไรคนที่รัก หรือเกลียดนั้นเกินขอบเขตของกฎหมายนะครับเนี่ย ผมเข้าใจมาตลอดว่า ใครอยากจะชูป้ายช่วงอภิสิทธิ์ก็ได้ และชาวงจาตุรนต์พูด หากมีคนกลุ่มอื่นๆ อยากมายืนชูป้ายประท้วงด้วยก็คงจะเป็นเรื่องของพวกเค้า เป็นสิทธิของพวกเค้า ดังเช่นกองเชียร์อะคาเดมี แฟนตาเซีย (AF) ที่ต่างก็เลือกที่รัก เลือกที่ชังของตน และมีการชูป้ายแสดงอาการเหล่านั้นอย่างเด่นชัด พร้อมกับกระหน่ำโหวตให้คนที่ตนเองรักปานเป็นญาติฝ่ายแม่ตนอย่างไม่คิดชีวิต
เออ ผมเข้าใจมาตลอดนะเนี่ยว่านี่ต่างหากที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ และอย่างอิสระด้วย แน่นอนว่าความรู้ของสามัญมนุษย์อย่างผมคงจะต้องผิดเป็นแน่ ในเมื่อนี่คือตรรกะเทพของนายวีระศักดิ์แล้ว “มันย่อมต้องถูก อย่างห้ามไปสงสัย ไม่ต้องตั้งคำถาม แค่เชื่อไปเลยครับ
ต่อ ไปหากจะเลือกตั้งกรุณากากากบาทเลือกทุกเบอร์นะครับ เพราะตรรกะเทพบอกเราว่าเราต้องแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของเราอย่าง “ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”, ต่อไปก็ขอให้รักลูกใครก็ไม่รู้ให้มากพอๆ กับลูกท่านเอง, รักน้องเมีย มากประหนึ่งเมียตนเอง (และกรุณาแสดงออกอย่างเท่าเทียมกันด้วย), ฯลฯ เพราะนี่คือตรรกะเทพครับ ท่านจงเชื่อมัน อย่าได้เผลอคิดต้าน อย่าได้เผลอตั้งคำถามครับ มันคือ “สัจจะ นิรันดร์ (Absolute Truth)” ครับ
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ประการที่หก – เชื่อว่ากลุ่มนิสิตมีผู้อยู่เบื้องหลัง: อ่าว ฉิบหายแล้ว...ผมจะทำอย่างไรดีเนี่ย หากตรรกะเทพเกิดขัดกันเองขึ้นมา? ในเมื่อผมบอกว่าให้เชื่อตรรกะเทพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันคงเป็นเรื่องตลกที่ตรรกะเทพมันจะเกิดขัดกันเองขึ้นมา (หรือเพราะมันเทพเกิน เกินกว่าความเข้าใจของเราไปก็เป็นได้ คือ แท้จริงแล้วมันไม่ได้ขัดกันเอง แต่ด้วยภูมิปัญญาต้อยต่ำแห่งสามัญมนุษย์อย่างผม เลยผิดพลาดเข้าใจว่ามันขัดกันไปซะงั้น)
ไม่ว่าจะ เป็นเพราะเหตุใด แต่เอาเป็นว่า ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ อยู่ดีๆ นายวีระศักดิ์ผู้ถือครองตรรกะเทพ อันเป็นสัจจะนิรันดร์นั้น เกิด “ความรู้เฉียบพลัน” ขึ้นมา ที่ทำให้นายวีระศักดิ์เชื่อ และแสดงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของตนออกมาอย่างชัดเจนว่า “ตนเชื่อว่านิสิตกลุ่มนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง” ไม่รู้จะเรียกว่านายวีระศักดิ์เลือกที่รักมักที่ชังดี หรืออคติดี แต่ที่แน่ๆ จงอย่าตั้งคำถามใดๆ กับตรรกะเทพนะครับ เพราะมันเป็นสิ่งประเสริฐอันสูงสุดแล้ว ไม่ฟังไม่ได้ แม้สามัญมนุษย์อย่างเราจะรู้สึกว่ามันขัดกันปานใดก็ตาม
...นี่แหละครับตรรกะอันเป็นเลิศที่สุดของเทวดาแถวสามย่าน
ปัจฉิมลิขิต: ถึงกรณีที่นายจรัส สุวรรณมาลา กล่าวว่า นายวีระศักดิ์ เครือเทพ “กระทำสมควรแก่เหตุ” นั้น [2] (คลิกเพื่อดูลิงค์) ผมขอกล่าวตรงๆ แบบไม่ประชดประชันอย่างที่แล้วๆ มาแล้วว่าเป็นคำพูดที่ “สิ้นสมอง” มากๆ ทีเดียว นายวีระศักดิ์จะกระทำสมควรแก่เหตุได้อย่างไร ในเมื่อ ไอ้ “เหตุ” ที่ว่า มันยังไม่มีขึ้นมา ให้ “สมควร” ได้เลยครับ จรัส หากแค่นี้คิดไม่ออก ผมคิดว่าต่อไปไม่ต้องให้มนุษย์มาเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วก็ได้ครับ... ปีนี้คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ฆ่าตัวตายในวันเกิดคณะจริงๆ
.................................................................
[1] สามารถติดตามได้จาก http://www.voicetv.co.th/
[2] โปรดดู http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30786 และหากเข้าชมหน้าเว็บไม่ได้เนื่องจากติดการบล็อกของกระทรวง ICT สามารถดูผ่าน http://freeproxyserver.net/ ครับ

สตอเบอร์แหลไม่แคร์เขมร Nation เสี้ยมข่าวกัมพูชา "ปลดทักษิณ" ขณะที่ต้นฉบับกัมพูชา

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak

ที่มา http://www.go6tv.com/2010/08/nation.html

www.go6tv.com, กรุงเทพ. จับโกหกนายกฯไทย นสพ.Nation ใช้คำว่า "revoke" ซึ่งแปลว่า เรียกคืน เอาคืน ในขณะที่แหล่งข่าวต้นฉบับจาก APF รายงานจากกัมพูชาใช้คำว่า "resign" ลาออก

ท่ามกลางความสับสนในข่าวว่า นายกฯทักษิณ ลาออก หรือปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานั้น www.go6tv.com ได้สอบทานข่าวหลายสำนักแล้ว ทุกสำนักอ้างอิ่งแหล่งข่าวจาก APF ซึ่งอยู่ในหน้า http://www.google.com/hostednews/afp/article/ALeqM5jCQZsk7ir873hyD3RLYGEW6GaO4w

ซึ่งบทความนี้ใช้คำว่า resign ซึ่งแปลว่าลาออก แต่สำนักข่าว NATION กลับใช้คำว่า revoke ซึ่งแปลว่า ปลดออก หรือเรียกคืน

ดังต้นฉบับเอกสารนี้


ล่า สุด มีคำยืนยันจากหน่วยราชการในกัมพูชาว่า พตท.ทักษิณ ได้ขอลาออกเนื่องจากไม่มีเวลามาทำงานให้ เพราะมีธุรกิจทำมากขึ้น จึงขอลาออกจากสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แล้วทางกัมพูชาก็ได้ทราบแล้วว่า ที่เมืองไทยบิดเบือนข่าวจากคำว่า "ลาออก" เป็นปลดออก อีกทั้งยังแจ้งอีกว่า ยังไม่ได้นัดตกลงประชุมระดับทวิภาคีใดๆกับนายกรัฐมนตรีไทยดังที่เป็นข่าว

ประชาธรรม: เปิดใจเด็กนร.เชียงรายและครอบครัว... "เราอยู่ใต้อำนาจเขาเกินไป จนทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพ"

ที่มา ประชาไท

มุม มองของครอบครัวที่มีสมาชิกวัย 16 ปีคนหนึ่งออกมาถือป้ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการล้อมปราบที่แยกราชประสงค์ แต่กลับถูกจับฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และอะไรคือเหตุผลของการออกมายืนในจุดนี้
"ผม ก็ชอบก็อยากแสดง ความคิดเห็นบ้าง เพราะผมชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ก็เลยไปร่วมกับเขา แต่หลังจากนั้นก็ผิดคาด ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่มีอะไรก็ไปถือป้ายกันแค่นั้นก็จบ อย่างมากก็เป็นข่าวเล็กๆ น้อยๆ แต่ตำรวจเขาเล่นอย่างนี้ก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่"


...."ถาม จริงๆ เถอะลูกทำแบบนี้ ลูกคิดอย่างไรเนี่ย" เขาก็บอกว่า "สงสารคนที่เขาตายนะแม่ เราก็ออกมา มาช่วยเป็นพลังให้เขา เพราะเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม"


"เรา ก็กลับมาคิดว่า จากการที่มีการสลายการชุมนุม ญาติพี่น้องเราก็ไม่มีใครเสียชีวิต เรายังเป็นขนาดนี้เลย แล้วคนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปล่ะจะเศร้าใจสักเพียงไหน แล้วสื่อต่างๆ ในโทรทัศน์ก็ยังคงตอกย้ำอยู่เรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ารับไม่ได้"
000
ภาย ใต้หน้ากากคนดีที่แฝงด้วยเผด็จการรูปแบบใหม่ กล่อมสังคมด้วยคำพูดที่สวยหรู แต่ปฏิบัติราวกับซาตานกลับชาติมาเกิด "คนดีภายใต้หน้ากาก" ไม่ได้รับรู้ว่าสังคมเปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่จะให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งมาปิด กั้นการรับรู้บางมุมของคนดีได้ จึงเกิดสมรภูมิรบระหว่างข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย เมื่อ "คนดี" พยายามพ่นวาทะสวยหรูออกมา หรือ แม้แต่แฉการการกระทำที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้จากการจับกุมเด็กเชียงรายที่ออกมาถือป้าย การที่ สกอ.ออกหนังสือแจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศ ให้ควบคุมนักเรียนและนักศึกษาที่จะออกมาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือล่าสุดที่ อ.จุฬาไม่ให้นักศึกษาชูป้ายแสดงความคิดเห็นในขณะที่ "คนดีภายใต้หน้ากาก" จะมาปาฐกถา เป็นต้น ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนดีมักอ้างอยู่เสมอว่า "เคารพคนที่เห็นต่างกัน จะ 1 คนหรือแสนคน ก็ต้องฟัง"
การแสดงออกทางการเมือง ทั้งทางกาย วาจา และการเขียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ถ้าแม้แต่การกระทำเหล่านี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ควรเรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย ฉะนั้น ประชาธรรมขอเสนอแง่มุมบ้างด้านที่ยังอยู่ในมุมมืด เป็นมุมของครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่ง (อายุ 16 ปี) ที่กล้าออกมาถือป้ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการล้อมปราบที่แยกราชประสงค์ในจังหวัดเชียงราย ท้ายที่สุดถูกจับฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และอะไรคือเหตุผลของพวกเขาที่กล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองว่าไม่เห็นด้วย
เรา เข้าไปเยี่ยมพวกเขาที่บ้านพบว่าทุกคนในบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แม้ว่าในตอนเช้าจะมีหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงคุณแม่ เพื่อให้ไปเป็นพยานในวันที่ 16 สิงหาคม เรานั่งสนทนา กับเยาวชน 16 ปี (เด็กนักเรียนเชียงราย) และคุณแม่ของเขา (ซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม) คุณแม่ก็ได้กล่าวกับทางประชาธรรมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า
"เรื่อง ที่มีการออกมาพูดในโทรทัศน์ว่าจะปรองดองกัน แต่ยังไม่เห็นว่าจะปรองดองอะไรเลย ซ้ำยังไปไล่ล่าเขาอีก คนที่ถูกกระทำ คนที่คิดแบบเดียวกับเราก็เจ็บช้ำใจ หลังจากที่เกิดการสลายการชุมนุม เราก็เสียใจ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้เข้าไปร่วมกลุ่มอะไรกับใคร แต่ก็ยังมีการติดตามข่าวอยู่เสมอ"
ถ้าอย่างนั้นอะไรคือจุดเริ่มต้นของการแสดงออกทางการเมือง
นร.เชียงราย : ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับการเมืองครับ ผมแค่ต้องการเห็นความถูกต้อง ต้องการเห็นความยุติธรรมแค่นั้นเองครับ การเมืองนี่ไม่เกี่ยวครับ
คุณ แม่กล่าวเสริมว่า แต่ก่อนก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ก็ดูข่าวในโทรทัศน์ แต่น้องเขามาบอกว่า แม่ ในทีวีไม่เห็นเหมือนในอินเทอร์เน็ตเลย ทำไมในทีวีเขาถึงไม่ให้เสื้อแดงพูดเลย เราก็เลยเริ่มเห็นความไม่ยุติธรรม เริ่มลองติดตาม ก็เห็นว่าข่าวที่ออกในโทรทัศน์กับที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตนั้นมันไม่เหมือน กัน จึงเริ่มสนใจและติดตามการชุมนุมมาตั้งแต่เดือนมีนาคมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพราะเราเห็นถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น คนอื่นเขาก็เริ่มกันมานาน แต่เราเพิ่งเริ่มติดตาม เมื่อเทียบกันแล้ว คนอื่นอาจจะบอบช้ำมามากว่าเรา
แล้วทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
นร.เชียงราย : พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้จำกัดสิทธิของเรามากเกินไปครับ เราทำอะไรมากไม่ได้ เราอยู่ใต้อำนาจเขามากเกินไปจนทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพครับ ในเรื่องความไม่ถูกต้อง ความไม่ยุติธรรมต่างๆนั้น ก็ได้เห็นจากในทีวี ตามเว็บไซต์ต่างๆ เรา (ประชาชน) ถูกกระทำมากเกินไป
หลังจากที่น้องไปถือป้ายแล้ว ชีวิตครอบครัวเปลี่ยนไปบ้างไหม
แม่ : ตอนที่น้องเขาไปทำกิจกรรม เราก็ไปทำงานนะ ซึ่งหลักจากนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงนะ ตอนนี้ก็ "ตุ๊มๆต่อมๆ" (เป็นคำเปรียบภาษาเหนือหมายถึงใจเต้นไม่เป็นปรกติเปรียบเหมือนว่าหวาดระแวง ตลอดเวลา)ตลอดเวลา อย่างวันนี้ก็เอาอีกแล้ว (มีหมายเรียกจากตำรวจถึงคุณแม่ เพื่อให้ไปเป็นพยานในคดีที่นายแดงและพวกฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน) ที่จริงเราก็คุ้นเคยกับคนในเครื่องแบบนะ แต่หากถามว่าเรากลัวไหม? ก็กลัวนะ กลัวเพราะเราไม่ได้ทำผิด แต่ทำไมเราจะต้องไปให้ปากคำเขา ก็กลัวเขาจะกดดันเรา ความจริงก็คือความจริง จะให้เราว่ายังไงล่ะ ซึ่งนี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรก แต่ก็ไปมาหลายครั้งแล้ว ก็ได้บอกเท่าที่รู้ไปหมดแล้ว เหมือนกับว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจของกฎหมายมากเกินไป มันเหมือนไม่จบไม่สิ้น เกิดความกังวลว่าวันนี้จะมีอะไรมาอีกไหม ทำให้ไม่ได้ทำการทำงานเลย (ตอนนี้กลายเป็นคนดังระดับประเทศไปแล้ว) ดังแบบนี้ไม่ไหว มัน "ตุ๊มๆต่อมๆ"ตลอดเลย
นร.เชียงราย: ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยเปลี่ยนนะครับ แต่หลังจากที่ตำรวจเขาเริ่มติดตาม มันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตรงนี้ครับ คือ ต้องคอยระแวงว่าจะมีใครมาตามหรือมีใครมาแอบซุ่มดูเราตลอดเวลา
ผลกระทบต่อตัวเอง ครอบครัว เพื่อนฝูงพี่น้องเป็นอย่างไรบ้าง แล้วปฏิกิริยาของคนรอบข้างล่ะ
แม่ : เพื่อนฝูงที่เห็นด้วยกับเรา ก็โทรมาให้กำลังใจกันตลอด ก็มีกำลังใจตรงนี้ ตอนแรกนั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย ช่วงนี้จึงดูผอมไปมาก เนื่องจากความกังวลและการที่จะต้องเดินทางบ่อย จะไปไหนตำรวจก็รู้ความเคลื่อนไหวหมด
นร.เชียงราย : เพื่อนๆ เขาก็เป็นห่วงนะครับ โทรมาให้กำลังใจตลอด เมื่อวานนี้ก็โทรมาถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พวกเขานึกว่าผมโดนไล่ออกแล้ว
เพื่อนๆ คิดเหมือนเราไหม
นร.เชียงราย : เขาก็ไม่ค่อยสนใจนะครับ แบบว่าเล่นๆเรียนๆไป ผู้ใหญ่บางคนเขาก็มาสั่งห้าม มาบอกว่า เรามีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป (มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป) แต่ส่วนมากเขาก็ให้กำลังใจครับ
รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องเข้ารับการบำบัด เหมือนเป็น "เด็กที่มีปัญหา"
นร.เชียงราย : ผมคิดว่าเขาคิดผิดแล้วครับ ใครกันแน่ที่มีปัญหา ต้องให้เขากลับไปคิดดูครับ
ตอนไปตรวจสุขภาพจิตเขาให้ทำอะไรบ้าง
นร.เชียงราย : ตอนที่ไปตรวจสุขภาพจิต เขาก็ให้ทำแบบทดสอบตอบคำถามแบบเชาว์ปัญญา ให้วาดรูปคน วาดรูปต้นไม้ แล้วถามว่าเราคิดอย่างไรกับรูปที่วาด แล้วก็มีการตอบคำถาม 60 ข้อ
หลังจากที่ผลทดสอบออกมาแล้ว คุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้างครับ
แม่ : หลังจากที่รู้ผลการทดสอบแล้ว ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะลูกเราก็ปกติดี เราก็รู้แล้วว่าเป็นอย่างนั้น ตอนแรกๆคิดว่า ตำรวจเรียกไปตักเตือนแค่นั้น แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เขากลับส่งไปยังสถานพินิจ แต่เราก็ไม่ได้โดนคนเดียวไง คนอื่นเขาก็โดนด้วย ความจริงก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้หรอก เพราะปกติก็อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ได้ไปมีเรื่องมีราวกับใครอยู่แล้ว
รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ออกมาถือป้ายแสดงความเห็นทางการเมือง รู้สึกเสียใจไหม ความรู้สึกก่อนหลังออกมาต่างกันหรือเปล่า
นร.เชียงราย : ผมก็ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว พอดีกับที่เพื่อนๆพี่ๆเขาชวนมาทำกิจกรรม ผมก็ชอบก็อยากแสดงความคิดเห็นบ้าง เพราะผมชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ก็เลยไปร่วมกับเขา แต่หลังจากนั้นก็ผิดคาด ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่มีอะไรก็ไปถือป้ายกันแค่นั้นก็จบ อย่างมากก็เป็นข่าวเล็กๆน้อยๆ แต่ตำรวจเขาเล่นอย่างนี้ก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่นะครับ (ตอนนี้ยังกลัวอยู่ไหม?) ไม่กลัวครับ ตอนนี้ก็เฉยๆ เราก็ต้องสู้ไปตามกระบวนการครับ
แม่ : น้องเขาเป็นคนรักความยุติธรรม ทางบ้านก็สอนให้สงสารคน สงสารทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าไปรังแกเขา เพราะเขาก็มีชีวิตจิตใจ เราเคยถามเขาว่า "ถามจริงๆเถอะลูกทำแบบนี้ ลูกคิดอย่างไรเนี่ย" เขาก็บอกว่า "สงสารคนที่เขาตายนะแม่ เราก็ออกมา มาช่วยเป็นพลังให้เขา เพราะเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม" เราก็กลับมาคิดว่า จากการที่มีการสลายการชุมนุม ญาติพี่น้องเราก็ไม่มีใครเสียชีวิต เรายังเป็นขนาดนี้เลย แล้วคนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปล่ะ จะเศร้าใจสักเพียงไหน แล้วสื่อต่างๆในโทรทัศน์ก็ยังคงตอกย้ำอยู่เรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ารับไม่ได้ ก็เลยเลือกที่จะรับสื่ออย่างอื่นมากกว่า
อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลและสังคมไทยบ้าง
นร.เชียงราย : ขอฝากถึงสังคมในเรื่องของความยุติธรรมแค่นั้นแหละครับ เพราะว่าสังคมนี้ยังไม่มีความยุติธรรมหรือความถูกต้อง ซึ่งผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง มันต้องมีวันที่มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม ส่วนทางรัฐบาลนั้น ผมขอแค่ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แค่นั้นแหละครับ ห้ามใช้ พ.ร.กฉุกเฉินฯ มาปกป้องตัวเอง และสุดท้ายนี้ก็ขอให้ยุบสภาก่อนธันวาคม
แม่ : อยากให้เขายุติ เพราะว่าเราก็เหนื่อยมามากแล้ว เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่ก็มีเรื่องตามมาจนทำให้เราไม่สามารถทำมาหากินได้อย่างปกติ ลูกก็ต้องขาดเรียนเพราะต้องไปนั่นไปนี่ ชีวิตเราที่เคยปกติก็กลายมาเป็นอะไรไม่รู้ ถ้าคิดว่าจะปรองดองกัน ก็ควรที่จะพูดกันดีๆ ดีกว่า ไม่ต้องมาออกหมายเรียกหรือใช้กฎหมายเข้าข่มขู่ มันกลายเป็นการสร้างความกดดันมาบีบคั้นเรา อยากให้เจาหน้าที่ของรัฐไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะใช้อำนาจ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงผลที่จะตามมาด้วย