WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 25, 2010

ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)

ที่มา ประชาไท

เหตุการณ์ การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง 91 ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย 2 คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง ๑๐ ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงหลังทศวรรษ 1990

ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณ ชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน (investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม ดังต่อไปนี้
1. การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi
2. การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ
3. กรณีการบาดเจ็บของนาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24
4. กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท
5. กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3
6. การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times
ในขณะเกิดเหตุ
7. กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ
8. กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส
9. คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
10. กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บสาหัส

องค์กร ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น เป็นผลมา จากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัยที่พอเพียงรวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพลเมืองของทหารที่ ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง

ผู้สื่อข่าวไร้ พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารได้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพ กติกาของการปฏิบัติในการรบ (Rules of Engagement) แต่อย่างใด

ซึ่งใน ประเด็นนี้ ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหารได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 10 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุน จริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญอีก ประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์ สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วง วิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย ในกรณีนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมายรวมทั้งประชาไท ด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็น อย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการ ทำงาน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง ๑๐ ราย
ที่ สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่ ทหาร หน่วยกำลังพิเศษ และทหาร รับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวล ชนในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน

ผู้สื่อ ข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิด ขึ้นในช่วงวิกฤติการณ์ ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสีย ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับ เลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียก ร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้ องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำ งานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ

จะเห็นได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้ เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริง ที่เราทุกคนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill) แต่อย่างใด

แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้ อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี 6 ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การนิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ (หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า) แต่อย่างใด

กวีประชาไท: ดำทั้งแผ่นดิน

ที่มา ประชาไท

"ฝากบทกวีเนื่องในวันครบรอบการอุบัติขึ้นของใครบางคนที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตยไทย"

"ดำทั้งแผ่นดิน"

แต่งดำไว้ทุกข์ทุกหย่อมหญ้า
เพื่อย้ำว่ามวลประชาระทมทุกข์
ฉีกกระชากหน้ากากแห่งความสุข
ที่ซ่อนซุกความร่มเย็นอันจอมปลอม

...ประชาชนยากแค้นแสนสาหัส
คุณดื่มกินอำนาจรัฐอันหวานหอม
ประชาชนกินน้ำตาอย่างตรมตรอม
ภายใต้การมอมเมาอันยาวนาน

คุณเล่านิทานผ่านนายหน้า
สูบเลือดเนื้อมวลประชาเป็นอาหาร
ขูดรีดความภักดีอย่างโอฬาร
ประวัติศาสตร์สายธารนั้นจารจำ

อำมาตยาธิปไตย
ไม่เคยสร้างคุณอันใดที่เลิศล้ำ
ฉุดกระชากมวลชนมาจองจำ
ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำดำเนินไป

สร้างวาทกรรมความไม่พร้อม
ประชายอมยกพลีชีวิตให้
กดหัว...กดหัว...มันต่อไป
อย่าได้ลุกขึ้นยืนหลังตรง

เราพร้อมตั้งแต่เราเป็นมนุษย์
สิ้นสุดนิทานกากับหงส์
สองตีนจะลุกยืนอย่างทระนง
จะบุกป่าฝ่าดง...ก็ตีนกู

จะตะโกนกู่ก้องร้องประกาศ
เพื่อขับไล่มวลปีศาจที่สิงสู่
นี่ชีวิต...นี่ชะตากรรม...ของกู
กูจะสู้ เพื่อกู...ประชาชน!!!

หมาย เหตุ: บทกวีบทนี้อ่านครั้งแรกในงาน "วันดอกไม้จันทน์" 26 สิงหาคม 2552 บทเวทีสนามหลวง ในคืนฝนตกหนักจนเวทีถล่ม ทุกอย่างยังจมอยู่ในความทรงจำ เมื่อครั้งการต่อสู้ยังหอมหวาน

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(25สิงหาคม):ข่าวลับจากสไปเดอร์แมน ทุกคนสบายดี อยู่ในที่ปลอดภัย..

ที่มา Thai E-News


สนามเลือกตั้งสก.-บรรยากาศ พรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง สก.และสข.ในภาพที่เขตยานนาวาท่ามกลางผู้สนับสนุนล้นหลาม จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องหาเสียงด้วยการเตะตัดขาพรรคการเมืองใหม่ที่มีฐาน เสียงกลุ่มเดียวกันว่า หากไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองใหม่ จะทำให้พรรคเสื้อแดงชนะเลือกตั้ง


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
25 สิงหาคม 2553



***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตย เครือข่าย Face Book เพื่อความเสมอภาคเชิญชวนชาวเสื้อแดงร่วมกิจกรรม ดำทั้งแผ่นดิน ขจัดสิ้นสองมาตรฐาน ระหว่างวันที่ 24-26สิงหาคม53 โดยให้ทุกคนแต่งชุดดำ หรือเขียนข้อความตามสถานที่ต่างๆประจานปัญหาสองมาตรฐาน รวมกลุ่มหน้าศาลากลางผูกผ้าดำ ยื่นข้อเรียกร้องโดยสงบสันติวิธี ให้รัฐบาลยุติการไล่ล่าปราบปรามคนเสื้อแดง ให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง นปช.ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้วันดังกล่าวเป็นวาระคล้ายว้นเกิดครบรอบ 90 ปีนายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์ แกนกลางระบอบเผด็จการอำมาตย์ไทย***



***ฮือฮา...ที่บอร์ดเรารักประชาไท ซึ่งสำเริง ประจำเรือ ส.จ.จันทบุรี แกนนำเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่เคยมีบทบาทสำคัญในยุทธการ"เขาสอยดาว"กระชากลากไส้เปรม ติณสูลานท์ และพวกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสอยดาว เคยเข้ามาเล่นเป็นประจำในชื่อล็อกอิน"สจ.จันท์"

ล่าสุดผู้ใช้นามแฝงล็อกอิน"กำนัน"แจ้งข่าวมาว่า พี่ สจ.จันท์ ฝากมาบอกว่าสบายดีครับ ทุกคนสบายดีครับพร้อมกลับมาสู้ต่อ.......เน้น...ทุกคนครับ อยู่ที่ปลอดภัย และบางทีอาจะใช้ล็อกอินผมมาโพสบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่พี่เขาประสบมา..

ข่าวนี้ ทำให้ชาวเสื้อแดงฮือฮา เนื่องจากสจ.จันท์นั้นปึ้กกับ"พี่กี้ร์" จึงเท่ากับยืนยันว่า"ทุกคน"ไม่ว่าจะเป็นอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ฮีโร่สไปเดอร์แมนของคนเสื้อแดง, แรมโบ้อีสาน เป็นต้น อยู่รอดในที่ปลอดภัย***

***ขอบคุณสันติบาลที่ไปหาข่าวกิจกรรมเสื้อแดงมาลงทางสื่อ ทำให้คนเสื้อแดงรู้ว่าเคลื่อนไหวคึกคักกันขนาดไหน

วันที่ 25 สิงหาคม เวลา 08.30 น. ประยูร จันทรุสอน แกนนำ นปช.จ.นครราชสีมา / ประธานชมรมรักย่าโม และ ผู้บริหารสถานีวิทยุชุมชนไทยสินธนาคลื่น 93.5 MHz จะจัดงานทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้ไว้ใช้บริหารและในการเคลื่อนไหวของสถานี วิทยุ ตั้งอยู่ที่ 564 ม.10 ต.โคกกรวด อ.เมือง นครราชสีมา โดยเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น. กลุ่ม นปช.ปทุมธานี กำหนดจัดงานสังสรรค์คนเสื้อแดงใช้ชื่องานว่า “ใจถึงใจ ห่วงใยเพื่อน” ที่วัดแสงสรรค์ ต.คลองสอง องธัญบุรี ปทุมธานี จำหน่ายบัตรใบละ 300 บาท เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมที่แยกราช ประสงค์

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น.กลุ่ม 24 มิถุนาประชิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จัดงาน “จิบน้ำชา” ครั้งที่ 4 ณ สมาคมศิษย์อำนวยศิลป์ ถ.ประชาชื่น เขตจตุจักร กทม. โดยในงานมีการเสวนาหัวข้อ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ก้าวต่อไปคนเสื้อแดง

มีผู้ร่วมเสวนา เช่น นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แกนนั่งนักวิชาการ ดำเนินรายการโดยนายสมยศ แกนกลางสมัชชา19พฤษภาคม จำหน่ายบัตรใบละ 379 บาทเพื่อนำเงินไปสมทบการตั้งสมัชชา 19 พฤษภาคม(สมัชชาประชาธิปไตย) ซื้อบัตรได้ที่สำนักงานเรดพาวเวอร์ห้างอิมพิเรียลเวิร์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 กทม. โทร. 081-5517017 089-5007232 081-4000433***

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 07.00 น. นปช.ชัยนาท นำโดยนายสมเกียรติ ยศสกุล จะทำบุญครบรอบ 100 วัน การเสียชีวิตของนายธนโชติ ชุ่มเย็น การ์ด นปช.ที่ เสียชีวิตจาการร่วมการชุมนุม ที่วัดโพธิ์ศรีศรัธาธรรม ม.4 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท จากนั้นเวลา 17.00 น.จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านพักเลขที่ 61 ม.3 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 17.00-20.00 น.กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กลุ่ม คนเสื้อแดงแคมฟรอก และ ไซเบอร์กำหนดจัดกิจกรรมจำลองเหตุการณ์ที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบยิงบริเวณสถานีรถไฟ BTS ศาลาแดง โดยจะมีการทำกิจกรรมผูกผ้าแดง จุดเทียน ระลึกถึงเสธ.แดง เขียนข้อความไว้อาลัยบทกวีและร้องเพลง “นักสู้ ธุลีดิน”

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 11.00 น. กลุ่ม นปช.จ.พะเยา จะทำบุญลี้ยงพระที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่นประชาธิปไตย 87.75 MHz เลขที่ 94 ม.1 ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา มีนายทูล เวชกลาง เป็นผู้ดำเนินรายการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงและเป็นสื่อ กลางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กลุ่มสมาชิก จากนั้นเวลา 17.00 น.จะเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มสมาชิก***

***กลุ่มนักรบไซเบอร์ จากเวบบอร์ดเรารักประชาไท เวบบอร์ดinternetfreedom ขอเชิญชวนพี่น้องคนเสื้อแดงร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพลและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 91 ศพจากการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลโจร ในวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553 ที่วัดปทุมวนาราม งานนี้ใครจะนำอาหารคาวหวานไปสมทบก็ยินดี รวมพล เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปเจอกันที่วัดปทุมฯ***

***ขอเชิญร่วมงานทำบุญครบ 100 วัน น.ส. กมนเกด อัคฮาด กำหนดการเริ่มงาน วันที่ 28 ส.ค. 53 กำหนดการ

07.30-ร่วมรับประทานอาหารเช้า
10.30-พิธีสงฆ์-เลี้ยงเพลพระ
12.00-ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-แจกของที่ระลึก-ร่วมพบปะพูดคุย
...
สถานที่จัดงาน145/226 ม.พูนสินธานี 1 ซ.เคหะร่มเกล้า 64 ถ.ราษฎร์พัฒนา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. โทร: 085-1459328 begin_of_the_skype_highlighting 085-1459328 end_of_the_skype_highlighting คุณแม่พะเยาร์ 080-4477803***

***แดงอเมริกา ขอ เชิญพี่น้องในรัฐอิลลินอยส์ มาร่วมปิคนิคสังสรรค์ และเสวนา เพื่อแสวงหาประชาธิปไตยและความยุติธรรม แก่ประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. ที่ warren Park 6601 N. Western Ave., Chicago, IL 60645 จัดโดย ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://illinoisredshirts.blogspot.com ในงานมี สันทนาการ ร่วมร้องเพลง อ่านบทกวี รับของที่ระลึกจากชมรม เสวนาวิชาการ และขอร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน***


***ขอเชิญท่านมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย นั่น คือ การนำระบบลูกขุนมาใช้ในกระบวนการทางศาล เพื่อให้ศาลเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยสากล ซึ่งจะเป็นหนทางของการได้มาซึ่งความยุติธรรม เช่น ไม่เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี สวบสวนข้อเท็จจริง

ในวันที่ 29 ส.ค. 2553 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องเพทาย รร.รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน ดังโปสเตอร์ที่แนบมา***

***ขอเชิญพี่เสื้อแดงทุกท่านเข้าร่วมงานเปิดแนวคิด ทิศทางประเทศไทย ณ ตลาดน้ำสุวินทวงศ์ คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา(พื้นที่ติดเขตหนองจอก) วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.

• เปิดแนวรบทางปัญญาโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)เปิดแนวคิดแดงสยาม
• พร้อมด้วยสหายนักเขียน"รุ่งโรจน์ วรรณศูทร" นำเสนอ"หลักการสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์ 14 ประการ"
• ชมนิทรรศการภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยนักข่าวภาคสนาม หนังสือพิมพ์สารรักษ์เมือง
• แจกโพสเตอร์การ์ตูนการเมืองทุกคนที่มาร่วมงานโดย ทองธัช เทพารักษ์
• ทีมงานD.J.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงร่วมเปิดแนวคิดประชาธิปไตยนำโดย ก่องข้าวเหนียว


ใน บรรยากาศธรรมชาติสองฝั่งคลองหลวงแพ่ง พี่น้องเสื้อแดงร่วมรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ บนเรือกอและ ของจริงที่นำมาจากจังหวัดปัตตานี จัดโดย กลุ่มแดงอิสระ 4 ภาคจุ ดประสงค์ เพื่อระดมทุน ผลิตหนังสือพิมพ์ สารรักษ์เมือง(RED NETWORK)

สำรองที่นั่งกับ คณะกรรมการกลุ่มแดงอิสระประกอบด้วย คุณ อนุสรณ์ณ เชียงใหม่ 081-4079250 คุณสุรสิทธิ์ แก้วนามอมตะ (คมแฝก) 081-5342955 คุณกานดา บานชื่น 087-6900947 คุณสุธี พลวัฒน์ 086-2795092 คุณธรรศพงศ์ ธนจรัลศิริโช(ณรงค์)083-8956894 คุณพิจิตตรา พิมสาร 087-9870357 ***

***หนังสือ Red Power ฉบับที่สี่ กระหึ่ม แผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว เข้มข้นทุกเนื้อหา พบกับบทวิเคราะห์ บูรพาพยัคฆ์ กระชับอำนาจ สร้างรอยร้าวในกองทัพ ค้นหาคำตอบใครฆ่าเสธแดง เบื้องหลังคดีพันธมิตรยึดทำเนียบสนามบินอืดอาดล่าช้าร้อนแรงทุกเรื่องราว กับบทความเรื่องยุบปชป.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม อภิมหานางพญาเปิดสตง. ท้าทายทุกบรรทัด ด้วยบทชี้นำสะท้านฟ้า สะเทือนดิน และเรื่องราวปากคำผู้บาดเจ็บพยานรู้เห็นผู้ก่อการร้ายจบชีวิตอย่างไร พร้อมกับ ขำขันและการเมืองเรื่องบันเทิง หาซื้อ Red Power ฉบัยที่ 4 ร้านซีเอ็ด ดอกหญ้า บีทูเอสและแผงหนังสือทั่วไป ***

***ปิดท้ายด้วย กิจกรรมทางเฟซบุ๊ค โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการกดโหวต UDD red shirt Princess หมดเขต 31 สิงหาคมนี้ อยากให้กำลังใจสาวๆเสื้อแดงท่านไหน เชิญแวะเข้าไปโหวต กดตรงนี้ ***

งานทำบุญ 100 วันวีรชน แคว้นนอร์ทไรน์ เยอรมนี

ที่มา Thai E-News


โดย Rojana Treiling

เมื่อ ว้นที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาคนเสื้อแดงในเยอรมนีได้จัดทำบุญ 100 วันให้กับพลตรีขัติยะ สวัสดิผล และวีรชนคนเสื้อแดงขึ้นที่แคว้นนอร์ทไรน์ เยอรมนี โดยโอกาสนี้มีชาวเยอรมันคือ Dr.Antony Dockweiler และDr.Christina Dockweiler ร่วมเป็นเจ้าภาพ

งานบุญนี้เพื่อทำบุญครบ 100 วันรำลึกถึงเสธ.แดง นายพลทหารกล้าของประชาชนไทย และเหล่าวีรชนประชาธิปไตยไทยผู้สูญเสีย ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

กิจกรรม เริ่มขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พี่น้องเสื้อแดงจากทุกแคว้นในเยอรมนี และยุโรป และมิตรสหายเสื้อแดงทุกสายธารก็ได้หลั่งไหลกันมาตามนัด ทั้งจากเบอร์ลิน โคโลญจ์ แฟรงเฟิร์ท ฮัมบรูร์ก ร่วม 50คน สู่ตำบลBergkamen เมือง Dortmund แคว้น นอร์ทไรน์เวสฟาล

ในงานมีพระสงฆ์มาร่วมทำพิธี ดังนั้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างชาติจึงได้ร่วมพิธีสงฆ์โดยพร้อมหน้า พร้อมอธิษฐานปรึกษาหารือ นำปัญหาบ้านเมืองมาร่วมวงวิจารณ์ระลึกถึงเหล่าวีรชนผู้เสียชีวิตในการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยไทยเล่าสู่กันฟัง

งานนี้เป็นที่สนใจของผู้สื่อข่าวท้องถิ่น และ สื่อสิ่งพิมพ์ได้รายงานไปหลายฉบับ ดังได้คัดลอกมาจากสื่อออนไลน์ฉบับหนึ่ง ชื่อว่า derwesten.de รายงานข่าวเรื่อง Gebete für die Toten von Bangkok

รายละเอียดข่าวภาษาเยอรมัน มีดังต่อไปนี้

Overberge. Ein Blumenmeer liegt zu Fuessen des goldenen Buddhas. Raeucherstaebchen duften. Die drei Moenchen sitzen im Schneidersitz mit gefalteten Haenden auf dem Boden, ein duenner Faden liegt ueber ihren Unterarmen. Sie singen mit geschlossenen Augen eingaengige meditative Rezitationen. Gut 50 Gaeste tun es ihnen gleich. Ihre Gebete sollen zu den Ahnen gehen. Mit ihnen die Erinnerung an die ueber 100 Toten, die am 19. Mai in Thailand erschossen wurden, weil sie eine Demokratie wollten.

Aus Berlin, Koeln, Frankfurt und aus dem gesamten Ruhrgebiet haben sich Mitglieder buddhistischer Gemeinden am Samstag im Wohnzimmer von Amnui Dockweiler versammelt. Dafuer ist Phrakhrukhunasarasophon, der Praesident des Dhamayut-Ordens in Europa, eigens aus Hamburg angereist. Mit ihm ein weiterer Moench. Auch Phasuyanto ist dabei. Ein Moench, der ehemals der Dortmunder Gemeinde angehoerte, dort nach heftigen internen Querelen ausgeschlossen wurde und jetzt wieder seinem Amt als ranghoechster Moench nachkommen darf.

Eine Besucherin, die ein T-Shirt der Demokratie-Bewegung traegt, holt eine Zeitung aus ihrer Tasche. Dort sieht man regelrecht abgeschlachtete Menschen. „Es ist schrecklich, was dort passiert ist“, sagt sie. „Die Menschen wollten Demokratie vom Koenig – bekamen sie aber nicht. Stattdessen wurden viele erschossen“, erinnert sich Amnui Dockweiler. „Aber wir kaempfen weiter“, betont sie. Sie, die schon seit 30 Jahren in Deutschland lebt, sorgt sich um ihre Familie in der thailaendischen Heimat. Wie so viele andere ihrer Landsleute.

Es sind aber auch Buddhisten aus Laos oder Vietnam, die an diesem Morgen in ihrem Wohnzimmer zusammen mit den Moenchen beten. Es ist ein buddhistisches Ritual, nach 100 Tagen jenen zu Gedenken, die verstorben sind. Nach dem Gebet legt jeder Einzelne ein Schuesselchen mit Reis, Gebaeckkugeln oder anderen Lebensmittel den Moenchen zu Fuessen. Erst wenn die drei Maenner die Gaben als Mittelsmaenner zu den Heiligen und Ahnen verspeist haben, duerfen die Betenden ueber die Unmenge von Koestlichkeiten, die im Garten in einem Wok schmort, auf dem Grill brutzelt und unablaessig aus Autos abgeladen wird, essen. Moenche, so die buddhistische Tradition, duerfen nicht um Essen bitten. Sie bekommen es von den Glaeubigen.

Noch mehrfach wiederholt sich die Zeremonie an diesem Vormittag. Zum Schluss segnen die Moenche die Anwesenden. Sie alle hoffen, dass ihre Gebete irgendwann erhoert werden und ihr Land irgendwann tatsaechlich zu einer Demokratie wird.

*******
ภาพกิจกรรมทำบุญ100วันที่เยอรมัน



Tuesday, August 24, 2010

สิริสกุล ใสยเกื้อ:'หนีไม่ได้ ควรอยู่กับประชาชน'

ที่มา Thai E-News



รักระหว่างรบ-แม้ ว่า "ณัฐวุฒิ" จะถูกคุมขังแต่ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ "แก้ม" ได้ชุ่มชื่นหัวใจ นอกจากลูก 2 คนแล้ว ทุกวันที่มาเยี่ยมสามีที่เรือนจำ สามีจะบอก "รัก" ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเอ่ย "คำนี้" บ่อยนัก สิ่งนี้เอง "แก้ม" บอกว่า ดีเหมือนกันวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสได้ยินคำว่ารักจากปากสามีทุกครั้งที่ มาเยี่ยม


โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
ที่มา คมชัดลึก

กว่า 3 เดือนที่ "แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในข้อหา "ผู้ก่อการร้าย" หน้าห้องผู้ต้องขังที่เคยมี "ผู้หลักผู้ใหญ่" ของพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจ "ผู้ต้องหา"และ "ญาติ" อยากคึกคักเริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากระยะเวลาการจองจำที่ยาวนานขึ้นนั่นเอง

แต่สำหรับคนในครอบครัวของ "แกนนำ นปช." ยังคงมาเยี่ยม "ญาติ" ที่ถูกคุมขังอย่างสม่ำเสมอ

"แก้ม" สิริสกุล ใสยเกื้อ ผู้เป็นทั้ง "เมียณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" และแม่ลูกสอง คือ "ช้างน้อย" ด.ช.นปก และ "ตราตรึง" ด.ญ.ชาดอาภรณ์ ใสยเกื้อ ยังคงเดินทางมาเยี่ยมสามีตามปกติ

หลังจากเดินออกจากห้องเยี่ยมผู้ต้องหาพร้อมโยนก้อนกระดาษทิชชูลงทิ้งในถัง ขยะ แล้วหันมายิ้มทักทาย "นักข่าว" ที่ยืนรอสัมภาษณ์อยู่บริเวณหน้าห้องเยี่ยมเรือนจำผู้ต้องหา

ระหว่างเดินกลับเพื่อไปขึ้นรถที่จอดรออยู่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นคร "แก้ม" ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่ "ณัฐวุฒิ" ถูกคุมขังต้องเลี้ยงลูกสองคนเพียงลำพัง สมัยก่อนเมื่อตั้งท้องลูกชายคนโตยังทำงานอยู่ที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่เมื่อคลอดลูกชาย "น้องช้างน้อย" จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอย่างเดียว เพราะสามีแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวเลย ถ้านับเวลา 1 ปี "ณัฐวุฒิ" อยู่บ้านเพียง 1 เดือนเท่านั้น ที่เหลือจะใช้เวลาอยู่กับคนเสื้อแดงเดินทางไปต่างจังหวัดตลอด

"เมื่อก่อนถามช้างน้อยรักคุณพ่อมั้ย ลูกชายจะตอบว่าไม่รัก เพราะพี่เต้น (ณัฐวุฒิ) ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก แต่เดี๋ยวนี้ถามว่ารักคุณพ่อมั้ย น้องช้างน้อยจะตอบว่ารักมากครับ ช่วงที่ชุมนุมพอถามว่าพ่อไปไหน เขาจะตอบว่าพ่อไปตามหาประชาธิปไตย แต่ตอนนี้จะบอกว่าพ่อไปทำงาน"
แก้มกล่าวถึงลูกชายวัย 2 ขวบกว่า ด้วยแววตาและน้ำเสียงที่มีความสุข

พร้อมกับเล่าต่อว่า ตั้งแต่ "ณัฐวุฒิ" ถูกคุมขังมีโอกาสได้เจอหน้าลูกชายเพียงแค่ครั้งเดียวระหว่างถูกควบคุมตัว อยู่ที่ค่ายนเรศวร หลังจากนั้นไม่กล้าพาลูกไปหา เพราะกลัวเขาจดจำภาพพ่อที่ถูกล่ามโซ่แล้วเอามาถามตามวัยที่กำลังอยากรู้กลัว ทำใจไม่ได้

"แก้ม" เล่าว่า ไม่เคยห้ามณัฐวุฒิไม่ให้ไปทำกิจกรรมกับคนเสื้อแดง ซึ่งตัวเองก็ยังรู้สึกแปลกใจ แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้รู้สึกกลัวกว่าทุกครั้ง
"การ ชุมนุมครั้งนี้แก้มกลัวเขาตาย...(อึ้งไปพักใหญ่พยายามกัดริมฝีปากน้ำตาคลอ เบ้า พร้อมกับยกแขนที่ขนลุกชันให้ดู) การชุมนุมตอนแรกต้นเดือนมีนาคมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอช่วงหลังท้องแก่ลูกคนที่สองใกล้คลอด เพราะคลอดวันที่ 10 พฤษภาคม ก็เริ่มรู้สึกกลัวว่าลูกจะได้เจอหน้าพ่อมั้ย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ยิงกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน และช่วงพฤษภาคมก็มียิงที่โน่นที่นี่ตลอดก็เริ่มคิดในใจว่า จะถึงวันที่ 10 พฤษภาคมหรือเปล่า คิดตลอดกลัวว่าเขาจะตาย เพราะการชุมนุมครั้งนี้ไม่เหมือนเมษายนปีที่แล้ว ครั้งนี้รุนแรงกว่ามาก"


เมื่อถามว่าเมื่อห่วงว่าสามีจะตายแล้วเคยห้ามสามีไม่ให้ไปชุมนุมหรือขึ้น เวทีเสื้อแดงหรือไม่ "แก้ม" ตอบเสียงดังว่า ใช่ก็ยังแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ห้ามพี่เต้น พี่ก็งงตัวเอง หรือยุ่งกับลูกมากไปหรือเปล่า เวลาโทรศัพท์พูดคุยกันน้อยมาก แต่โทรหากันทุกวัน ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมจนสลายการชุมนุมกลับบ้านไม่เกิน 10 ครั้ง เพราะกินนอนที่ชุมนุม มีอยู่ครั้งเขาอยากเจอลูกชายจึงขับรถพาลูกไปหาที่ชุมนุมแล้วก็พาลูกกลับ

มีคนมองว่าเป็นคนใจเด็ด แต่สำหรับลูกสาวกำนันอย่าง "แก้ม" ซึ่งอยู่กับเรื่องการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่เด็กจึงมองการเมืองและการชุมนุม เป็นเรื่องปกติ "พ่อเป็นกำนัน (ปัจจุบันอายุ 80 ปี เป็นเพื่อนรักกับคุณพ่อของสุเทพ เทือกสุบรรณ) พ่อเป็นนักเลงสมัยโบราณ เป็นคนมีชื่อเสียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมองว่าเรื่องที่พี่เต้นทำอยู่ไม่ต่างจากชีวิตเดิมสมัยอยู่สุราษฎร์ธานี แต่ส่วนตัวไม่สนใจการเมือง และไม่เล่นการเมืองแน่นอน เพราะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 ที่ณัฐวุฒิขาดคุณสมบัติ ทางพรรคเพื่อไทยจะให้ "แก้ม" ลงแทน เพราะเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็กเรียนที่โรงเรียนสตรีวิทยา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

"อยู่แค่นี้พอแล้ว แก้มเป็นคนตรงไปตรงมา เพราะการเมืองคิดว่าไม่ค่อยตรงไปตรงมาเท่าไหร่ ไม่ชอบการเมือง 100% แต่ชีวิตนี้เกี่ยวพันกับนักการเมืองมาตลอด ตั้งแต่พ่อ ลุง และตอนสมัยที่พี่เต้นลงสมัคร ส.ส.ยังสนับสนุนเงินอีกด้วย พี่แก้มไม่เหมาะเป็นนักการเมือง และครอบครัวเลี้ยงดูมาแบบไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะโดนอะไร เพราะครอบครัวมีฐานะ แต่ไม่ได้รังเกียจนักการเมือง ส่วนตัวเป็นคนพูดไม่เป็นไปช่วยหาเสียงให้พี่ก่อแก้ว พิกุลทอง ขึ้นเวทีกว่าจะพูดนานมาก พอขึ้นเวทีพูดประโยคเดียวว่าช่วยพี่ก่อแก้วด้วยนะคะ แค่นั้น แต่กับเพื่อนจะเป็นคนคุยสนุก"

"แก้ม" เล่าถึงบรรยากาศวันคลอดลูกสาวน้องตราตรึง วันที่ 10 พฤษภาคมให้ฟังว่า วันคลอดเพื่อนพาไปคลอด พี่เต้นบอกจะมาวันคลอดก็บอกไปว่าอย่ามาเลย เดี๋ยวถูกจับ และกลัวถูกยิง แต่วันนั้นพี่เต้นไปถึงโรงพยาบาลก่อน พอพี่เห็นหน้าเขาก็ดีใจจนน้ำตาไหล เขาใส่ชุดเหมือนหมอรออยู่ภายในห้องทำคลอดก่อนแล้ว ขนาดลูกชายยังคิดว่าพี่เต้นเป็นคุณหมอ เมื่อคลอดลูกหมอก็นำลูกไปยังห้องพักเด็กอ่อนก่อน ยังอุ้มไม่ได้ ทุกวันนี้พี่เต้นยังไม่เคยอุ้มลูกสาวเลย เพราะต้องกลับไปที่เวที


เมื่อถามว่า ตั้งแต่ "ณัฐวุฒิ" ถูกคุมขังในเรือนจำ "ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย" หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหาบ้างหรือไม่ "แก้ม" คิดอยู่นานก่อนจะตอบว่า ไม่เคยโทรศัพท์มาหาแก้มโดยตรง มีคนสื่อสารมาบอก เช่น พี่ตู่ (จตุพร พรหมพันธุ์) บอกว่านายกฯ ทักษิณ เป็นห่วงนะ ให้กำลังใจ แต่ท่านเคยโทรมาหาเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ในนามพรรค ปีที่แล้วก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามว่าลำบากมั้ย มีอะไรให้ช่วยเปล่า ก็บอกไปว่าไม่มี ปีนี้ไม่ได้ถามอะไร

แต่ถ้าให้เลือกระหว่างสามีถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเหมือนเช่นทุกวันนี้ กับหลบหนีการจับกุมไปอยู่ต่างประเทศ "แก้ม" ตอบทันทีว่า
"หนี ไม่ได้ เลือกแบบนี้ เพราะว่าพี่เต้นควรอยู่กับประชาชนจนสุดท้าย ไม่ใช่ว่าคนอื่นผิด พี่เต้นโชคดีมีคนรักเขามาก เขาต้องแสดงน้ำใจกับคนที่รักเขา ถูกต้องมั้ย แต่คนอื่นไปไม่ใช่ว่าคนอื่นผิด แก้มพูดเฉพาะตัวพี่เต้น พี่เต้นควรอยู่ แม้ว่าคุณจะต้องตายคุณก็ต้องอยู่ คนเสื้อแดงเวลามาเขารักแม้กระทั่งแก้ม ขนาดแก้มไม่เกี่ยวยังรัก มาถึงแก้มสมควรแล้วที่พี่เต้นอยู่


"แก้ม" เล่าย้อนถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ที่สามีผ่านทางทีวีอยู่บนเวทีครั้งสุดท้ายก่อนเข้ามอบตัวว่า มีคนลากเขาลงจากเวทีแล้วเขาก็ยังขึ้นมาพูดบนเวทีใหม่ คิดในใจว่าลงจากเวทีซะที บอกประชาชนให้เข้าใจแล้วลงจากเวทีอย่าตายเลย กลัวเขาตาย ขอให้เขารอด แต่คิดว่าแม้ว่าอยากให้เขารอด แต่เขาก็ไม่ควรหนีออกนอกประเทศ

"พี่คิดถูกที่เลือกเขา เพราะเป็นคนคบได้ ไม่ทิ้งใคร เป็นคนจริงใจ เหตุการณ์ที่เกิดไม่ได้เจ็บแค้นใคร เพราะทุกคนทำเพื่อส่วนรวม กับพี่ป๊อก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก) ก็ยังพูดคุยกันเหมือนเดิม เพราะเรียนปริญญาโทที่นิด้า (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) รุ่นเดียวกัน แต่คิดว่าทำไมต้องทำรุนแรงกันถึงเพียงนี้ หลังเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้า ไม่คิดว่าจะมีการฆ่ากันอีกรอบ และทุกวันนี้หวังให้เขาออกจากที่คุมขังให้เร็วที่สุด แต่พี่เต้นบอกว่าอย่าไปหวังรายวัน เดี๋ยวจะผิดหวังกลายเป็นว่าเขากลับเป็นคนให้กำลังใจเรา"


แม้ว่า "ณัฐวุฒิ" จะถูกคุมขังแต่ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ "แก้ม" ได้ชุ่มชื่นหัวใจ นอกจากลูก 2 คนแล้ว ทุกวันที่มาเยี่ยมสามีที่เรือนจำ สามีจะบอก "รัก" ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเอ่ย "คำนี้" บ่อยนัก สิ่งนี้เอง "แก้ม" บอกว่า ดีเหมือนกันวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสได้ยินคำว่ารักจากปากสามีทุกครั้งที่ มาเยี่ยม

แดงยุโรปผนึกRed Franceที่หอไอเฟล รำลึกพฤษภาอำมหิต-100วันเสธ.แดง ทักษิณโฟนอินร่วมงาน

ที่มา Thai E-News



โดย Rojana Treiling
24 สิงหาคม 2553

หลัง เหตุการณ์สังหารเดือนเมษายน 2553 และมีข่าวออกในวิทยุ ทีวีท้องถิ่นทั่วโลกเกี่ยวกับการปราบปรามประชาชนของรัฐบาเผด็จการไทย ในครานั้น จึงได้มีคนไทยในประเทศฝรั่งเศสพยายามติดต่อและนัดกันมาพูดคุยถึงปัญหาและ ติดตามข่าวสารนำมาเล่าสู่แจกกันฟังและวิจารณ์ร่วมทุกข์กับครอบครัวญาติพี่ น้องทางเมืองไทย จนในสุดเกิดชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการที่หอไอเฟลกลางนครปารีสครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2553

นั่นคือการจุดประกายจนเกิดกลุ่ม Thai Red France

การ สังหารหมู่ที่ราชประสงค์ยิ่งตอกย้ำความอำมหิตอยุติธรรม แกนนำคนลำปางซึ่งเป็นสตรีอาวุโสภาคประชาชนซึ่งถูกรถถังเผด็จการเหยียบต่อ หน้าต่อตาผู้ชุมนุมเป็นจุดสะเทือนใจใหญ่หลวง คนเสื้อแดงลำปางจึงมาร่วมนั่งฟังข่าวสารเป็นจำนวนมากขึ้น และมากขึ้นแม้ว่าต้องเดินทางใกลมาแค่ไหนก็ตาม

การสูญเสียนายทหารนัก ประชาธิปไตย คือ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล นำความเศร้าสลดมาสู่แฟนคลับและคนรู้จักเสธแดง และยิ่งสลดหดหู่ใจกับชีวิตวีรชน 92 ศพของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งนักข่าวต่างประเทศของหลายชาติซึ่งเกิดการปะทะ ราชประสงค์ และในเขตอภัยทานวัดปทุมวนาราม

เหล่านี้จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าจำนวนคนเสื้อแดงในฝรั่งเศสจะไม่เพิ่มทวีจำนวนตามวันเวลา หลายครั้งที่การชุมนุมในเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ จึงมีพี่น้องร่วมอุดมการณ์จากฝรั่งเศสขับรถด้วยระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อร่วมเป็นวิทยากร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนไทยในอารมณ์ความรู้สึกเดียวกัน คือ ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและโครงสร้างสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชน

มาถึงวันที่ 22 สิงหาคม พศ.2553 จึงมีโทรศัพพ์เชิญกลุ่มทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ดของเสื้อแดงภูมิภาคยุโรปเดินทาง ไปร่วมชุมนุมครั้งที่ 7 เพื่อเคลื่อนไหวประกอบกิจกรรมกิจกรรมกลางแจ้ง พิธีรำลึกถึงวีรชน92ศพ และรำลึกครบรอบ100 วันเสธแดงฯเสียชีวิต พร้อมเรียกร้องให้โลกรับรู้ช่วยกันพูดความจริง”เราเห็นคนตายที่ราชประสงค์” ณ ลานสาธารณะหน้าหอไอเฟลกลางนครปารีส

ThaiRedFrence ตื่นเต้นมีกำลังใจที่ได้ฟังโฟนอินจาก พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯในดวงใจ

คณะ ThaiRedFrence ขอขอบคุณทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ด แดงไทยในสวีเดนที่บินมาร่วมงาน พร้อมสัญญาพบกันอีกครั้งที่เมืองฮัมบวร์ก สหพันธ์สาธารณะรัฐเยอรมนีวันที่ 18 เดือนกันยายน 2553

ต่อจากนั้นคือ สวีเดน และ เดนมาร์คคือเส้นทางประชาธิปไตย นปช.สัญจร เสื้อแดงไทยในEU

************
ภาพบรรยากาศกิจกรรม



คนข่าวโทรทัศน์ขาดความกล้า จึงไม่มี "กึ๋น" ความจริงที่รอวันพิสูจน์

ที่มา มติชน



โดย จอม เพชรประดับ

เงื่อนไข สำคัญของการปฏิรูปประเทศ นั่นก็คือ การปฏิรูปสื่อ และสื่อที่สมควรจะต้องปฏิรูปมากที่สุดคือ สื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์กระแสหลัก เพราะถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างมากว่า เป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง จนเกิดเป็นสงครามระหว่างประชาชนเหมือนที่ผ่านมา และกำลังรอวันปะทุขึ้นอีกครั้งในอนาคต


แต่ความตื่นตัวของคนทำ สื่อโทรทัศน์กระแสหลัก ในการที่จะลุกขึ้นมาพิจารณา ทบทวนตัวเอง เพื่อค้นหาข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ จนกลายเป็นจำเลยในเหตุแห่งการจุดเชื้อไฟสงครามให้เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร หรือเป็นเพราะอะไร กลับมีน้อยมาก


คนทำสื่อโทรทัศน์ยังคงปฏิบัติ ตัว ปฏิบัติงาน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้สึกอาลัยไยดีกับหายนะที่รออยู่เบื้องหน้า ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งแห่งเหตุหายนะนั้น


เทียบเปรียบกับสื่อ สิ่งพิมพ์ ที่มีความตื่นตัว ถกเถียงกันถึงการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่สื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าจะว่าไปแล้ว ไม่ได้มีปัญหามากนัก หรือไม่ได้เป็นเหตุแห่งปัญหาที่สังคมตั้งคำถาม


การทำสื่อ โทรทัศน์กระแสหลัก ไม่ใช่ล้มเหลวหรือมีปัญหา เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมและครอบงำของฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ประการสำคัญ อยู่ที่สำนึกและความรับผิดชอบของคนทำสื่อโทรทัศน์เองด้วย


จะ บอกว่าคนทำโทรทัศน์ ไม่มี "กึ๋น" อย่างที่ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มักกล่าวอ้างอยู่เสมอนั้น คงไม่ใช่ พวกเรามี "กึ๋น" แต่พวกเราขาดความ "กล้า" ที่จะทำให้ "กึ๋น" ปรากฏต่อสาธารณชน โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกล้าหาญแห่งสำนึกความรับผิดชอบในวิชาชีพ ที่ยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม


คนทำสื่อโทรทัศน์ ยังติดอยู่กับดักแห่งผลประโยชน์และอำนาจ ไม่ต่างอะไรกับผู้คนที่คอยจะฉกฉวยโอกาสเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ จากวิชาชีพของตัวเอง เช่นเดียวกับนักปกครอง นักการเมือง และข้าราชการที่บ้าอำนาจ หาประโยชน์จนเกินความพอดี กลายเป็นการทำลายจรรยาบรรณหรือคุณธรรมแห่งวิชาชีพ และได้ทำลายบ้านเมืองและสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้


หากคนทำ สื่อโทรทัศน์ไม่สามารถสร้าง "กึ๋น" ความรับผิดชอบแห่งวิชาชีพให้ปรากฏต่อสาธารณชนได้ คนทำสื่อโทรทัศน์ ก็ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มอำนาจ ที่เป็นเผด็จการซ่อนรูป ภายใต้เสื้อคลุมแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน


แม้ว่าการปฏิบัติ หน้าที่ของคนทำสื่อโทรทัศน์ จะถูกยึดโยงเข้ากับอำนาจรัฐ อำนาจทุน และอำนาจของฝ่ายการเมืองจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จิตสำนึกของคนทำสื่อโทรทัศน์ ไม่ควรจะถูกยึดโยงและครอบงำไปกับคนกลุ่มนี้


เฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมไทยปัจจุบัน ที่เห็นถึงความอ่อนแอ ฉ้อฉล และการทุจริต คิดไม่ซื่อ ของกลุ่มคนนี้มากขึ้น และยิ่งชัดเจนมากขึ้น


การปฏิรูปสื่อในสังคมไทย จึงควรจะเริ่มต้นปฏิรูปจิตสำนึกของคนทำสื่อกระแสหลัก เป็นอันดับแรก


คน ทำสื่อกระแสหลัก จะต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงำ การถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและทางการค้า เพียงเพราะหวังที่จะได้ประโยชน์ ได้อำนาจ และการยอมรับจากคนเพียงไม่กี่กลุ่มในสังคม พาตัวเองให้ก้าวพ้นจากโครงสร้างแห่งอำนาจนิยมที่ครอบงำสังคมไทยมาช้านาน ให้ตัวเองหลุดพ้นไปจากความเชื่อ ค่านิยมที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่สอดคล้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในความแตกต่างและความหลากหลาย


คน ทำสื่อโทรทัศน์ จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้นว่า กำลังรับใช้ใคร ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ คนทำสื่อโทรทัศน์ จะต้องยอมรับความผิดพลาดที่ได้ร่วมกันก่อขึ้นในหลายๆ กรณีในช่วงแห่งวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา


ที่สำคัญ คนทำสื่อโทรทัศน์ จะต้องเข้าใจว่า สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่จะค่อยๆ เต็มรูปแบบมากขึ้น นับจากนี้ สังคมไทยในยามนี้ อาจจะเรียกได้ว่า "ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก และแยกแผ่นดิน" เกือบจะสมบูรณ์ตามที่บรรพบุรุษได้ตักเตือนและห้ามปรามเอาไว้แล้ว


ความ ไม่เป็นเอกภาพ ขาคความสามัคคี แต่ละก๊วน แต่ละกลุ่ม ต่างรบพุ่งกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ บ้านเมืองพังทลายเสียหายมามากเกินไปแล้ว ความเปราะบางที่รอวันแตกสลายนี้ ไม่ควรจะถูกซ้ำเติมจากคนทำสื่อโทรทัศน์อีกต่อไป


ดัง นั้น ขอเรียกร้องให้ คนทำสื่อโทรทัศน์ ตระหนักถึงบริบทที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ หากเห็นถึงความผันแปรที่หาความแน่นอนไม่ได้ รออยู่ข้างหน้า คนทำสื่อโทรทัศน์ ก็ควรที่จะปรับตัว สร้างสำนึกใหม่ ปรับความคิด และหาทิศทางการนำเสนอข่าวสาร ในอันที่จะเสริมสร้างให้การเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ของบ้านเมืองไทย เป็นไปอย่างสันติและราบรื่น


หลักการ และแนวคิดการทำข่าวแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้คนไทยทั้งประเทศได้ตื่นรู้ ว่าบ้านเมืองกำลังตกอยู่ในชะตากรรมเช่นไร นอกจากจะไม่ช่วยเสริมสร้างการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น และปลอดภัยกับทุกคน ทุกฝ่ายแล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มความเปราะบาง และเพิ่มความหายนะให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองของเรามากขึ้นไปอีก


สํา นึกใหม่ในการทำสื่อโทรทัศน์ หากทำได้ ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของคนทำสื่อโทรทัศน์ ซึ่งแน่นอน ต้องอาศัยความกล้าหาญและเสียสละอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่บริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไป แต่บริบทโครงสร้างของสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์ ยังคงเหมือนเดิม แต่ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ได้คาดหวังที่จะให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักของสื่อโทรทัศน์ใน ทันที หรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรสื่อโดยรวม


แต่คาดหวัง ในตัวคนทำสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์เป็นสำคัญ เพราะการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันใด จะเป็นจริงได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงจากตัวเราเองก่อนเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ กุญแจของความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายผู้มีอำนาจที่กำลังรบพุ่งกันอยู่ในบ้านเมือง


แต่อยู่ ที่ประชาชนและสังคม ที่จะพิสูจน์ความเข้มแข็ง แสดงพลังลุกขึ้นมาท้าทาย ทวงสิทธิของการเป็นเจ้าของประเทศ ในอันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบ้านแปงเมือง ปรับเปลี่ยนบ้านเมืองไทย ให้เกิดความมั่นคง มีเอกภาพ สร้างหลักเกณฑ์ กติกาที่มีความเป็นธรรม ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เพื่อให้เป็นเสาหลัก ที่จะคอยค้ำยัน ความเป็นประเทศไทยให้มั่นคงสืบไป


คนทำสื่อโทรทัศน์ ก็เช่นเดียวกัน จำเป็นจะต้องปลดแอกตัวเองออกจากโครงสร้างอำนาจที่คดโกงและฉ้อฉล มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม เพื่อปฏิรูปประเทศและบ้านเมืองของเรา ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย


แต่ หากคนทำสื่อโทรทัศน์ ยังไม่เข้าใจในบริบทของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่เกิดสำนึกใหม่ ในการทำหน้าที่ ฐานะสื่อกระแสหลัก เส้นทางการเปลี่ยนผ่านประเทศตามแนวทางปฏิรูป ก็คงจะเป็นเส้นทางที่มีแต่ความมืดมนอยู่ต่อไป

ปมขายข้าวสารล้านตันอื้อฉาวหนักสะพัด 1,500 ล้าน - พบข้อมูลลึก 4 บริษัทค้าข้าวบริจาคเงินให้ ปชป.

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าว "มติชนออนไลน์" รายงานกรณี นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ได้ทำหนังสือ "ลับมาก" ถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องอ้างคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ให้ความเห็นชอบในการขายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลจำนวน 1 ล้านตันว่า เรื่องดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงผู้ประกอบการค้าข้าว และกระทรวงพาณิชย์เนื่องจากส่อไปไม่โปร่งใส พร้อมๆกับกระแสข่าวว่ามีเงิน สะพัดในการซื้อขายถึง 1,500 ล้านบาท หรือ ตันละ 1,500 บาท

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ตัวเลขการขายข้าวสารจำนวน 1 ล้านตันนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขายผ่านคลังเก็บข้าวขององค์การคลัง สินค้า จำนวน 8 แสนตันซึ่งทำสัญญาซื้อขายกับเอกชนไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 2 แสนตันเป็นการขายผ่านคลังขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ในส่วนนี้ยังไม่มีการทำสัญญากับเอกชนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เงื่อนงำในการขายข้าวนอกจากไม่มีการเปิดประมูลตามขั้นตอนปกติ และเป็นการนำข้าวใหม่ปี 2552 ออกมาขาย ทั้งๆที่ควรนำข้าวเก่าค้างสต้อกเมื่อปีก่อนๆออกมาขายก่อน เป็นการระบายข้าวออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้าวเสื่อมคุณภาพ

อีก ประเด็นคือคำสั่งของอธิบดีกรมการค้าต่าง ประเทศ อ้างว่าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยื่นเสนอราคา ตามหนังสือฉบับที่ พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ทั้งๆที่เอกสารเชิญชวนเอกชนยื่นเสนอราคาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ดังกล่าวเป็นเอกสารเมื่อหลายเดือนมาแล้ว และสถานการณ์ราคาข้าวก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นการขายข้าวในครั้งนี้รัฐน่าจะได้รับรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะได้ มหาศาล

ทั้งนี้ เอกสารเชิญชวนเอกชนยื่นเสนอราคา พณ 0307/ว.598 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ลงนามสมัยนายวิจักร วิเศษน้อย ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการตรวจ สอบรายชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง พบว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีผู้ประกอบการค้าข้าว 4 รายบริจาคเงินให้ประชาธิปัตย์ โดยเป็นการบริจาคในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2543 จำนวน 1 ราย 6 แสนบาท ,ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำนวน 1 ราย จำนวน 1 แสนบาท ,บริจาคในเดือนมิถุนายน 2549 จำนวน 1 ราย 2 แสนบาท และบริจาคเมื่อเดือนมกราคม 2552 จำนวน 1 ราย 2 แสนบาท

ส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่พบว่ามีผู้ประกอบการค้าข้าวบริจาคเงินให้แต่อย่างใด

91 ศพที่คาใจ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ดีเอสไอหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในยุค นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.ยุติธรรม

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีเป็นมือไม้เป็นมือรับใช้ทางการเมืองให้รัฐบาล ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ

ล่าสุด สามารถยื่นต่ออัยการให้สั่งฟ้องแกนนำผู้ชุมนุมม็อบเสื้อแดงรวม 19 ราย เป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย

ขณะเดียวกัน ก็สรุปว่าเหตุการณ์การตายรวม 91 ศพ ก็เป็นการฆ่ากันเอง

รวมทั้งการเผาทำลายอาคาร ยิงถล่มสถานที่ต่างๆ ก็เป็นผลพวงมาจากก่อการร้ายทั้งสิ้น

หลายประเด็นตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง และหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนรับรู้อย่างสิ้นเชิง

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ลูกสาวและญาติๆ ทำบุญครบรอบ 100 วัน ที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก ถูกยิงตาย

คดีเสธ.แดงโดนสไนเปอร์ยิงเจาะกะโหลก จนถึงบัดนี้ไม่มีความคืบหน้า หาคนก่อเหตุไม่พบ

ขณะเดียวกัน วันที่ 28 ส.ค.นี้ ก็จะเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของ "น้องเกด"น.ส.เกดกมน อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมวนาราม

พร้อมกับเพื่อนๆ และม็อบเสื้อแดงรวม 6 ศพ

คดีความก็ยังไปไม่ถึงไหน ทวงถามเท่าไรก็ไม่มีคำตอบ

หนักๆ เข้า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตอบแบบขอไปทีว่า

คดีคืบหน้าลำบากอยู่แล้ว แม้แต่คดีที่เจ้าหน้าที่ถูกยิงก็ยังไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ ยังมีคดีที่รัฐบาลชุดนี้ไม่อาจตอบคำถามชาวโลกได้เต็มปาก

นั่นคือการเสียชีวิตของนายฮิโรยูมิ มูราโมโตะ ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น ของสำนักข่าวรอยเตอร์

นายฟาบิโอ โพเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี

คดีของนายมูราโมโตะนั้น มีพยานให้การอย่างชัดเจนว่าแนวกระสุนมาจากไหน

ส่วนคดีของนายโพเลนกี ก็ไม่น่าจะไม่มีพยานให้การยืนยัน

รวมถึงผลจากการชันสูตรศพ

แต่ตอนนี้ก็ยังไม่คืบหน้าเช่นกัน

ทั้งสองคดีนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาชาวโลก

ถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีคำตอบอย่างชัดเจนว่าทั้งสองคนตายด้วยเหตุใด

ใครทำให้ตาย

ในส่วนของเหยื่อทั้ง 91 ศพที่ถูกยิงตายกลางถนน เมื่อมีการไปขอความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล

ก็กลับถูกทับถม เหยียบย่ำ เยาะเย้ยจากปากโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ว่าให้ไปขอที่อื่น

ตอนนี้คนเสื้อแดงกำลังเหลือทน ไหนจะถูกยิงตายอย่างทารุณบนท้องถนน

กลับบ้านก็ถูกตามไล่ล่า หนีหัวซุกหัวซุนจนแทบไม่มีที่อยู่

ขณะที่คนสั่งฆ่า คนลงมือฆ่า ยังลอยนวล

ดันทุรัง

ที่มา ไทยรัฐ

การ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำ 2554 ที่จะเริ่มพิจารณากันอีกกระทอกในวันนี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้วจะมี กรอบการพิจารณาภายใน 105 วัน ถ้าเกินกว่ากำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไปสู่ขั้นตอนของวุฒิสภา ซึ่งก็ถือว่าผ่านการพิจารณาตามวาระ 2 ไปโดยปริยาย

ตามข่าวอ้างว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้จะครบ 105 วัน ในวันที่ 26 ส.ค. รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าการพิจารณาจะผ่านไปได้กี่มาตราก็ตาม ถึงเวลาก็ต้องส่งให้ ส.ว.พิจารณาไปตามขั้นตอน

กรณีจะงดการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์สำหรับ ประชาชนทั่วไปที่สนใจเรื่องของงบประมาณรายจ่าย ว่ามีการตัดลดเพิ่มโยกไปลงที่ไหนอย่างไรก็คงจะเสียอารมณ์พอสมควร ปิดหู ปิดตาประชาชน ก็ต้องยกให้รัฐบาลชุดนี้ อะไรที่เป็นความจริงไม่ค่อยอยากให้ประชาชนรับรู้ ชอบให้รู้แต่ของปลอมๆ

จะได้มั่วกันตามใจชอบ

ความ ไม่ชอบมาพากลเรื่องของงบประมาณก็น่าจะเกี่ยวโยงมาจากเรื่องของผลประโยชน์ เป็นหลัก การต่อรองผลประโยชน์เลยเถิดไปถึงอนาคตทางการเมืองของ ส.ส.ที่เตรียมจะย้ายค่าย

อาการของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ค่อยวิตกทุกข์ กับความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น คงมาจากหลายกรณี เกรงจะทำให้ภาพพจน์มัวหมองไปด้วย เกรงว่าทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน หรือไม่มีบารมีพอที่จะสั่งการอะไรได้

เลยตามเลย

ภาพของผู้นำ ที่ผูกติดอยู่กับ กองทัพ ผูกติดอยู่กับ พันธมิตรฯ ในขณะที่ไม่สามารถจะสลัด สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ เนวิน ชิดชอบ ออกไปจากชีวิตได้

ทำลายภาวะผู้นำไปเรื่อยๆ

เปิด งาน ให้สัมภาษณ์ ออกทีวี ดูจะเป็นภารกิจหลักทำให้ผู้ปฏิบัติออกอาการดันทุรัง ไทยไทเกอร์ กริฟเพน จีที 200 เรือเหาะ รถเมล์ รถเกราะยูเครนจะต้องดันทุรังเอาให้ได้

จะ เชียร์จะชมให้อยู่กันจนครบเทอมอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทุกวินาที จะต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะผลกระทบจากความเสียหายตกอยู่กับประเทศและประชาชนไปชั่วลูกชั่วหลาน

ประเภท นายว่าขี้ข้าพลอย จะทำให้ภาวะผู้นำยิ่งเสื่อมถอยเร็วยิ่งขึ้น กรณีเด็กและเยาวชนที่ จ.เชียงราย ออกมายกป้ายทางการเมือง ถูกสั่งดำเนินคดี บีบเอาผู้ปกครองมาเป็นพยาน เสื่อมทั้งความเป็นนิติรัฐ และในมิติของสังคมครอบครัว

นิสิตจุฬาฯแค่ยกป้ายแสดงความเห็นทางการ เมือง เหล่าอาจารย์รีบกระโดดมาแย่งป้าย ห้ามแสดงออกเด็ดขาด ชี้ให้เห็นถึงสภาวะทางจิตใจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา หรือระดับของสังคม...

หมัดเหล็ก