ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
ภาย ใต้การจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย ผสมผสานกันระหว่างรักษาการผบ.ตร. พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ กับว่าที่ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผสมผสานกันระหว่างรองนายกฯ กับ นายกฯ
ค่อนข้างแน่นอนว่า ในวันที่ 1 ก.ย. จะมีการประชุมก.ตร. เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งนายพลประจำปี
เริ่มจากระดับรองผบ.ตร., ผู้ช่วยผบ.ตร. และผบช.
ระหว่างที่พล.ต.อ.วิเชียรเองยังไม่ได้รับตำแหน่งเต็มตัว โดยพล.ต.อ.ปทีปก็ยังทำหน้าที่รักษาการผบ.ตร.อยู่
องค์กรตำรวจจึงดูเหมือนยังไม่พร้อมนัก ที่จะรับมือกับตั๋วของฝ่ายการเมือง
ยิ่งเมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลก็มิได้มั่นคง โอกาสจะยุบสภาอีกไม่นานนัก
ฝ่ายการเมืองยิ่งต้องพยายามเข้ามาจัดวางตัวบุคคลเพื่อเตรียมรับเลือกตั้ง!?!
นี่จึงเป็นปัญหาของว่าที่ผบ.ตร.และรักษาการผบ.ตร.
ต้องผนึกกันเพื่อรักษาความถูกต้องเที่ยงธรรมให้ได้มากที่สุด
การยึดหลักอาวุโส ในการพิจารณาผู้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองผบ.ตร. และผู้ช่วยผบ.ตร.
ไปจนถึงเกณฑ์ 33 เปอร์เซ็นต์ในการแต่งตั้งระดับ ผบช.ลงไป
เป็นทางออกที่ดีที่สุด!
ถ้าใครรู้จักสไตล์ของพล.ต.อ.วิเชียรผบ.ตร.คนใหม่เป็นอย่างดีจะรู้ว่า เป็นคนยึดถือหลักการเป็นสิ่งสูงสุด
เชื่อได้ว่า ไม้ตายที่ฝ่ายผู้นำตำรวจจะงัดออกมาใช้ เพื่อประสานการจัดทำบัญชีแต่งตั้งให้เรียบร้อยลงตัว และรักษาองค์กรให้ได้มากที่สุด
นั่นคือ เกณฑ์อาวุโส
ผู้ช่วยผบ.ตร.จะเลื่อนขึ้นมาเป็นรองผบ.ตร. ก็เห็นกันอยู่ อันดับ 1-6
ยกเว้นคนใดคนหนึ่งออกไปดำรงตำแหน่งอื่น ก็เลื่อนอันดับ 7 ขึ้นมา
ส่วน ผบช.ที่จะต้องเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. 11 ตำแหน่งนั้น ก็เปิดลำดับอาวุโสจะเห็นหมด ชื่อที่คุ้นก็เช่น พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ พล.ต.ท.ธีระวัฒน์ กิติวัฒน์
พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ พล.ต.ท.อมรินทร์ อัครวงษ์ พล.ต.ท.ดนัยธร วงศ์ไทย พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน เป็นต้น
เอาอาวุโสมาวางก็จบ
ไม่ต้องวิ่งเต้น การเมืองก็แทรกยาก
เห็นอย่างนี้ ผบช.น.ก็โชคดีไป ไม่ต้องขยับขึ้น!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 25, 2010
ท้าทายวิเชียร
อย่าระเริง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
เห็น ตัวเลขเศรษฐกิจของเมืองไทยที่เติบโตทะลุเป้า ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยอดการขยายตัวของการลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติ ตลาดหุ้น ตลาดรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่แย่งกันเติบโตอย่างน่าพอใจ
ครึ่งแรกของปี 2553 การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ธรรมดาเพราะ 2 ไตรมาสที่ผ่านมาเฉลี่ย 10%
โดยเฉพาะไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 12%
แม้อาจจะมีภาพลวงติดอยู่บ้างเล็กน้อยเนื่องจากปี 2552 เศรษฐกิจไทยหดตัวประมาณ 2.3%
แต่ก็ยังเป็นสัญญาณที่ดี
พร้อม กับภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกผงกหัวขึ้นมาได้ โดยเฉพาะพี่เบิ้มสหรัฐ ส่วนจีนไม่ต้องพูดถึงขนาดพยายามแตะเบรกก็แล้ว ยังหยุดความร้อนแรงไม่อยู่
ทำให้ตอนนี้จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว
ดูเหมือนทุกอย่างจะสดใสกาววาว
ทางหนึ่งก็ดีใจว่าเมืองไทยเริ่มฟื้นจากปัญหาที่รุมเร้ามานานนับปี
แต่ อีกทางก็อดหวั่นวิตกไม่ได้ว่าคนไทยอาจจะลืมความยากลำบากในช่วงวิกฤต "ต้มยำกุ้ง" เมื่อ 10 กว่าปีก่อน หรือวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" เมื่อเร็วๆ นี้
ช่วง "ต้มยำกุ้ง" คนไทยโดนเต็มๆ หน้าซีดหน้าเซียวไปตามๆ กัน
ส่วน "แฮมเบอร์เกอร์" จะโดนหางเลขเกี่ยวกับปัญหาการส่งออก และตลาดทุนที่ต่างชาติเทขายหุ้นและตราสารหนี้อื่นๆ
ทั้ง 2 วิกฤตมีคนไทยตกงานนับล้าน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
บวกกับปัญหาทางการเมือง-การม็อบ ที่ช่วยทุบให้อาการหนักขึ้น
ดูเหมือนตอนนี้พอเริ่มฟื้นยืนขึ้นมาได้บ้าง ทั้งยอดขายสินค้า ตัวเลขการส่งออก-นำเข้า ฯลฯ
พร้อมกับตัวเลขแรงงานที่ต้องการมากขึ้นในหลายๆ อุตสาหกรรม
สิ่งที่จะตามมาคือความหลงระเริงในรายได้ที่มากขึ้น และเงินที่หาได้ง่ายขึ้น
เรา จึงเห็นยอดจองอสังหาริมทรัพย์มีตัวเลขที่สูงลิ่ว ในจำนวนนี้มีบางส่วนที่เก็งกำไร คล้ายๆ ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ตัวเลขยังไม่มากจนน่าห่วง
รวมไปถึงธนาคารยังมีหนี้เสียน้อยอยู่ เรียกว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ระมัดระวังตัวเองอย่างมาก เพราะเข็ดจากวิกฤตเดิม
ส่วนประชาชนคนทำงานโดยเฉพาะพวกเด็กรุ่นใหม่ ที่ทำงานมาไม่ถึง 10 ปี กลัวว่าจะหลงระเริงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเงินจับจ่ายสบายมือ
ตัดสินใจสร้างหนี้ก้อนใหญ่ให้ตัวเองอย่างง่ายๆ เพราะมองแค่เงินรายได้ในปัจจุบัน และวาดฝันว่าจะได้มากขึ้นในอนาคต
ของอย่างนี้มันไม่แน่ ทางที่ดียึด "เศรษฐกิจพอเพียง" ไว้เป็นคาถาป้องกันตัวจะดีที่สุด
เพราะเศรษฐกิจโลก หรือเศรษฐกิจไทยที่เจ๊งๆ กันมา ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเรื่องเดียว
คือใช้จ่ายเกินตัว หรือ "ไม่พอเพียง" นั่นแหละ
'ทักษิณ' หลบใครเหนื่อย
ที่มา ไทยรัฐ
นี่ไม่ใช่การประนีประนอมแต่อย่างใด
โดยการยืนยันชัดถ้อยชัดคำจาก นายเขียว กันหะริด โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
เพราะมีงานมาก ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกัมพูชา–ไทย
สอด คล้องกับถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของทางการกัมพูชาเป็นข่าวไปทั่วโลก อดีตนายกฯทักษิณ ประสบความยากลำบากส่วนตัว จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงได้เสนอขอลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้รับทราบข้อเสนอ และขอแสดงความขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศกัมพูชา
แปลภาษาเขมรเป็นภาษาอังกฤษ แปลข่าวภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย
ไม่มีตรงไหนที่บ่งบอกเลยว่า รัฐบาลกัมพูชาตัดหางอดีตนายกฯทักษิณ ตามแรงกดดันจากรัฐบาลไทย
ในสถานการณ์อย่างที่เห็น "ฮุน เซน" เป็นรองก็ใช่ที่
สรุปว่า อย่าเพิ่งตีปี๊บ ทึกทักกันเองอย่างนั้นอย่างนี้
เอาเป็นว่า ตามรอยจากข้อความที่ค้างใน "ทวิตเตอร์" Thaksinlive ครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม อดีตนายกฯทักษิณทิ้งปมไว้ว่า "ระยะหลังผม tweet น้อยลง เพราะไม่อยากเป็นประเด็นมากนัก"
ก่อนที่จะหายไปจากเกมชิงกระแส ผิดปกติวิสัยของโคตรเซียนการตลาด
โดย ที่อาการ "โลว์โปรไฟล์" ของอดีตนายกฯทักษิณ ต่อเนื่องมาถึงคิวที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ในฐานะน้องเขย ออกมาเบรกแนวคิดของ "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศยืนยันจะใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจุดขายในการหาเสียงเลือกตั้ง
โดยนายสมชายระบุแค่ว่าได้ติดต่อกับอดีตนายกฯทักษิณ ล่าสุดมีภารกิจต้องเดินทางไปติดต่อทำธุรกิจ
ประเทศนั้นประเทศนี้ ไม่ค่อยมีเวลา
ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในไทย
ตาม ด้วยกระแสข่าววงใน ภายหลังการลงทุนปรับฮวงจุ้ยตึกโอเอไอใหม่ให้พรรคเพื่อไทยย้ายกลับมาใช้ตึก เก่า ก็มีการขยับให้คนในตระกูล "ชินวัตร" ลดบทบาททางการเมืองในพรรคเพื่อไทย เหลือไว้แค่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องคนสุดท้อง นั่งอยู่ในทีมบริหาร
นัยว่า สลัดภาพบริษัทให้เป็นสถาบันการเมือง
จูนเครื่อง ปรับรูปขบวนกันใหม่ ในห้วงที่ลูกทีมกำลังระส่ำระสาย
ยัง มีเรื่องของไสยศาสตร์ อย่างที่เห็นข่าวญาติๆและคนสนิทได้จัดพิธีทำบุญสืบชะตา เดินสายสะเดาะเคราะห์ให้กับอดีตนายกฯทักษิณตามวัดต่างๆ ในช่วงครบรอบวันเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
เสมือนหนึ่งว่า "แก้เคล็ด"
ท่ามกลางกระแสข่าวลือกระเส็นกระสาย "ทักษิณ" กำลังป่วย
โดย ไม่มีเคลียร์ หรือปฏิกิริยาเคลื่อนไหวใดๆจาก 5 พ่อแม่ลูกที่หายไปอยู่ ณ มุมหนึ่งของโลก ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ม็อบเสื้อแดงกำลังแรง ก่อนโดนลุยสลาย ล้มตายกันเป็นเบือ
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ในแง่ของยุทธศาสตร์ จะถือเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ "ทักษิณ" หายจากกระดานข่าว กระแสก็พุ่งเป้าไปที่รัฐบาล
"งานเข้า" ฝ่ายถืออำนาจเต็มๆ
ตาม คิว 91 ศพเหยื่อเกมแลกเลือดในเหตุสลายม็อบเสื้อแดง เอาเข้าจริงก็ยังไม่กล้าฟันธงฝีมือใคร ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น บินตรงมาวางช่อดอกไม้อาลัยช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่โดนยิงตาย
กดดันตามวิถีการทูตแบบซึ่งๆหน้า
คดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่การสืบพยานผู้ร้องนัด 2 ทีมงาน กกต.เบิกความย้อนศรทีมทนายของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดโพยกางแผนผังแฉปมเงิน 29 ล้านได้อย่างฉมัง
และกับช็อตโซ้ยปากกันเองระหว่างยี่ห้อประชาธิปัตย์กับค่ายภูมิใจไทย
ตาม จังหวะบี้กันด้วยโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวี แต่ลึกๆก็คือการเตะสกัดขุมข่ายอำนาจสีน้ำเงินที่ "เนวิน ชิดชอบ" เปิดดีลกับ "บูรพาพยัคฆ์"
โดยมีคนในอย่าง "เทพเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณ ไปร่วมอยู่ในแผนงาน
"ทักษิณ" หลบ ประชาธิปัตย์หันไปฟัดหอกข้างแคร่ทันที.
ทีมข่าวการเมือง
หวังไม่ได้
ที่มา ไทยรัฐ
ปัญหา ความขัดแย้งระหว่าง ไทยกับกัมพูชา เลยเถิดไปไกล เดือดร้อนชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ เคยเป็นพี่เป็นน้องก็ต้องมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง เพราะมีคนไทยไม่กี่คนที่อ้างความคลั่งชาติเพื่อเอามาเป็นข้อต่อรองทางการ เมือง ว้าเหว่
เคยย้ำแล้วย้ำอีกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่กล้าแตะต้อง พันธมิตรฯ ไม่กล้าแก้รัฐธรรมนูญ ไม่กล้าออกหวยบนดิน อันเนื่องมาจากการเกี่ยวโยงจากวิกฤติการเมืองทั้งสิ้น ไม้ค้ำยันรัฐบาล อีกแง่หนึ่งก็คือไม้ที่ค้ำคอรัฐบาล
งบประมาณที่ต้องประเคนให้กองทัพ อย่างจุใจไม่เท่าไหร่ ยังต้องไปกู้หนี้มาให้คอรัปชันกันอีก หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 แต่ละปีต้องตั้งงบประมาณเพื่อใช้หนี้โดยเฉพาะนับแสนล้านบาท
ก็ภาระชาวบ้าน เงินประชาชนทั้งนั้น
ใน ยุคที่นายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยอมรับตาปริบๆ เป็นแค่ "มนุษย์เงินเดือน" คนหนึ่ง ลำพังเงินเดือนนายกฯก็แค่จิ๊บๆแสนกว่าบาท ไหนจะต้องเสียภาษี แถมยังโดนหักเงินเข้าพรรค เหลือจริงๆไม่เท่าไหร่
สารภาพกันตรงๆ เงินไม่ค่อยพอใช้
ก็ ไม่ต้องพูดถึงสถานภาพของชาวบ้านตาดำๆ ประชาชนผู้ หาเช้ากินค่ำจะอยู่กันยังไง ในยุครายจ่ายสูงขึ้นเป็นรายวัน แต่รายได้ ต่อเดือนไม่กระเตื้อง
ต้องอยู่กันแบบกระเบียดกระเสียร รัดเข็มขัดจนไส้กิ่ว ยังต้องโดนเบียดเบียนซ้ำกับการที่รัฐบาลตั้งท่าถอนขนห่าน เล็งเก็บสารพัดภาษีมาโปะตูดขาด
เอาไปให้ผู้มีอำนาจผลาญกันมันมือ ในยุคบ้านเมืองมั่วๆ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
ยิ่ง มองวิธีคิดยุทธศาสตร์การบริหารของรัฐบาลก็ยิ่งว้าเหว่ หวังอะไรไม่ได้ ภารกิจหลักอยู่กับการคิดเหลี่ยมคู เอาตัวรอดทาง การเมืองไปวันๆ
เอะอะ ก็ต้องมีคิวหาเสียงแฝงเข้าไว้ แต่ในทางปฏิบัติจริงยังงงๆ ประกาศขึ้นเงินข้าราชการซื้อใจ ดันราคาสินค้าในตลาดขึ้นไปรอล่วงหน้า ก็ยังไม่ชัดว่าจะหาเงินจากส่วนไหนมาเพิ่ม ฝันรัฐสวัสดิการ ก็ยังลมๆแล้งๆ แค่อธิบายคำว่า "รัฐสวัสดิการ" แตกต่างยังไงกับนโยบายประชานิยม ที่เคยถล่มอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทยไว้ก็อึกๆอักๆ
ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ
และ ถึงเวลาต้องวัดกึ๋นกันเฉพาะหน้าจริงๆ ก็อย่างที่เห็น นายกฯพูดผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ถึงปัญหาราคาข้าวตก ต่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลในอดีตเข้าแทรกแซงราคาข้าวผ่านโครงการรับจำนำ และนำข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อกของรัฐบาลจำนวนมาก แต่คาดว่าในช่วงปลายปีนี้แรงกดดันจากสต๊อกข้าวจะลดลง ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวหลายแห่งเกิดภัยธรรมชาติ น่าจะทำให้ราคาข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
สรุปตามฟอร์ม ปล่อยตามกลไก อาศัยภัยธรรมชาติเป็นตัวช่วย.
หมัดเหล็ก
คำให้การ4พยาน ไขฆ่านักข่าวยุ่น รัฐบาลไทยยังไร้คำตอบ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
นอกจาก 91 ศพในเหตุการณ์เมษาฯ-พฤษภาฯ ที่ต้องทวงถามความเป็นธรรมแล้ว
ในจำนวนนี้ที่ตกเป็นข่าวในระดับสากลก็คือ
การทวงถามสาเหตุการเสียชีวิตของนักข่าวต่างประเทศที่ต้องมาเซ่นสังเวยในเหตุรุนแรงในประเทศเรา
เช่น การเสียชีวิตของนาย "ฮิโรยูกิ มิราโมโตะ" ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์
เมื่อวันที่ 10 เมษายน และ "นายฟาบิโอ โนเลนกี้" ช่างภาพชาวอิตาลี
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
2 นักข่าวต่างประเทศกำลังจะกลายเป็นปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้น
หลังรัฐบาลของทั้งสองประเทศ มอบหมายให้สถานทูต พร้อมกับญาติคนตาย
เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าถึงการตายครั้งนั้นมาตลอดว่าใครเป็นคนฆ่า
ทว่ารัฐบาลไทยและหน่วยงานที่รับผิดชอบในขณะนี้คือดีเอสไอ
ไม่เคยตอบคำถามได้ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว
ในกรณีนักข่าวญี่ปุ่น มิใช่จะมืดมนสับสนไร้ร่องรอย
ข่าวสดเคยติดตามพยานหลักฐานจนพบว่า เคยมีคำให้การของพยานเอก 4 ปาก
ในเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่สามารถเป็นแนวทางในการหาตัวผู้ลั่นกระสุนได้ไม่ยาก
แต่พยานเหล่านี้ ดีเอสไอไม่เคยพูดถึง ไม่เคยนำมาเป็นเบาะแสติดตามต่อ
ย้อนไปดูหลักฐานคำให้การของพยาน 4 ปากเกี่ยวกับการตายของนายฮิโรยูกิ
เป็นคำให้การที่ถูกเก็บเงียบมานานกว่า 3 เดือน
ทั้งๆ ที่พยานทั้งหมดให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2-3 วันเท่านั้น
คำให้การดังกล่าวระบุชัดเจนถึงการตายของนายฮิโรยูกิว่ายิงมาจากฝ่ายใด
รวมทั้งมีจุดน่าสังเกตมากมายในวันเกิดเหตุ
โดยเฉพาะแสงไฟของถนนที่ดับลงอย่างจงใจ
ก่อนที่ห่ากระสุนจะสาดซัดทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
สําหรับคำให้การของพยาน
กรณีการตายของนายฮิโรยูกิ แบ่งเป็น กลุ่มผู้ชุมนุม 3 คนที่เห็นเหตุการณ์
และอยู่ในจุดที่มีการปะทะเป็นเหตุให้นักข่าวอาทิตย์อุทัยเสียชีวิต
และอีกหนึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ
เพียงเข้าไปทำหน้าที่ช่วยชีวิตโดยไม่เลือกว่าเป็นสีอะไร
ทั้ง 4 คนมีชื่อ-ที่อยู่บอกไว้ชัดเจนกับตำรวจสน.ชนะสงคราม
เจ้าของท้องที่เกิดเหตุ เรียกว่าเป็นพยานที่มีตัวตนจริงแท้แน่นอน
มี 2 คนให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 12 เมษายน
และอีก 2 คนมาให้การในวันที่ 13 เมษายน
รายแรกเป็นผู้ชุมนุมอายุ 54 ปี ระบุว่า ราว 1 ทุ่มวันเกิดเหตุขณะร่วมชุมนุมที่หน้าร.ร.สตรีวิทยา
ได้รับคำสั่งจากแกนนำบนเวทีให้ไปขัดขวางทหารที่จะเข้ามาสลายการชุมนุม
จึงร่วมกับผู้ชุมนุมเข้าไปผลักดันทหารที่อยู่บริเวณสี่แยกคอกวัว
ขณะที่เดินเข้าไปนั้น มีผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
เดินแซงหน้าไปที่บริเวณด้านหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจนประชิดกับแนวทหาร
จากนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดในกลุ่มทหาร 1 ครั้ง
"จากนั้นทหารก็ยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ
และเห็นผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวที่ด้านหน้าประมาณ 1 เมตร
ถูกกระสุนปืนที่ยิงมาจากฝ่ายทหาร แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ"
พยานปากที่ 2 อายุ 55 ปี ซึ่งมีชื่อ-นามสกุลระบุชัดเจน ให้การว่า
ระหว่างไปร่วมผลักดันทหารที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา
ขณะนั้นผู้ชุมนุมกำลังผลักดันกับกำลังทหาร
แล้วก็ได้ยินเสียงปืน มาจากบริเวณสี่แยกคอกวัว ซึ่งผู้ชุมนุมก็ผลักดันทหารจนล่าถอยไป
ก่อนมีเสียงปืนหลายนัดยิงมาจากฝ่ายทหารเข้ามายังผู้ชุมนุม ซึ่งพยานถูกยิงที่หน้าอกด้านขวา
บริเวณใต้ราวนมจำนวน 1 นัด ก่อนจะมีผู้มาช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล
พยานปากนี้ยังระบุว่า ไม่สามารถระบุคนยิงได้ เนื่องจากไฟมืด
แต่ยืนยันว่ามาจากฝ่ายทหารบนอาคารโรงเรียนสตรีวิทยา และหลายจุดในบริเวณเดียวกัน !!!
ข้าราชการทหาร อายุ 40 ปี ที่เข้าไปร่วมชุมนุม เป็นพยานอีกรายที่ให้การว่า
ได้เดินทางไปร่วมสนับสนุนกับผู้ชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว
โดยยืนอยู่แนวหน้าปะทะผลักดันกับกำลังทหารที่บริเวณถนนตะนาว
กระทั่งแนวทหารเริ่มถอยหลัง จากนั้นก็มีเสียงปืนดังมาจากด้านหลังของแนวทหารยิงเข้ามาใส่ผู้ชุมนุม
ซึ่งพยานคนเดียวกันนี้ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่บริเวณด้านหลังมือขวาแตกได้รับบาดเจ็บ
พยานยืนยันว่าอาวุธปืนที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมมาจากฝ่ายทหาร !!!
พยานปากสุดท้ายคือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย อายุ 42 ปี มีชื่อและนามสกุลชัดเจน ระบุว่า
มากับเพื่อน 3 คน ขับรถไปลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากแยกคอกวัว
ระหว่างนั้นรับตัวนายฮิโรยูกิ จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือพาส่งร.พ. ซึ่งผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว
เมื่อจับชีพจรดูปรากฏว่าไม่เต้นแล้ว จึงพยายามปั๊มหัวใจแต่ก็ไม่สำเร็จ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจึงได้นำร่างของผู้ตายส่งมอบให้เจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาล
พยานคนเดียวกันนี้ ยังให้การระบุว่า ทราบว่าเป็นผู้สื่อข่าวจากบัตรที่คล้องคอ
สภาพบาดแผลถูกยิงเป็นรูเล็กประมาณนิ้วก้อย จำนวน 1 แผล ที่บริเวณเหนือราวนมซ้าย
ด้านหลังด้านขวาเป็นรูประมาณนิ้วหัวแม่มือ และมีโลหิตไหลออกมาจำนวนมาก คาดว่าน่าจะถูกอาวุธปืน
ที่น่าสนใจก็คือในคำให้การของพยานหลายปาก ระบุตรงกันว่า
ระหว่างการผลักดันกันไปมา จู่ๆ ไฟถนนก็ดับลงพร้อมกับเสียงกระสุนที่สาดออกมาจากแนวทหาร
หากไม่ใช่เหตุบังเอิญที่ไฟถนนดับพอดี ก็น่าจะเป็นการจงใจดับไฟ !??
ตำรวจที่สอบปากคำระบุว่า
คำให้การของพยานทั้ง 4 ปากส่งให้ดีเอสไอ ที่รับผิดชอบคดีไปนานนับเดือน แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
เพราะเวลาที่ผ่านมากว่า 3 เดือน นานเกินไปที่จะทนรอต่อไปได้
ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งการผ่านสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้กระทุ้งรัฐบาลไทยเร่งหาคำตอบให้ชัด
ใครคือผู้รับผิดชอบต่อการตายของนักข่าวรายนี้
ขณะเดียวกันญาติของนายฮิโรยูกิ ตัดสินใจบินมาสอบถามด้วยตัวเอง
ร้อนถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ต้องสอบถามไปยังดีเอสไอ
แต่ก็ยังเงียบ
จนกระทั่งเมื่อเช้าตรู่ วันที่ 24 สิงหาคมนี้เอง นายคัตสึยะ โอกาดะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น
เดินทางมายังประเทศไทย และไปปรากฏตัวที่บริเวณสี่แยกคอกวัว
เพื่อไปยืนไว้อาลัยให้กับคนในชาติของตนเองที่มาเสียชีวิตบริเวณดังกล่าว
ภาพนี้ตบหน้าใครบ้าง!!
ลูกไล่สหรัฐ
ที่มา โลกวันนี้
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คุมขังนายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท อายุ 43 ปี สัญชาติรัสเซีย
อดีตทหารหน่วยเคจีบี ซึ่งเป็นพ่อค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ระดับโลก
เจ้าของฉายา “พ่อค้าความตาย” เพื่อรอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนภายในเวลา 3 เดือน
หากถึงกำหนดยังไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้ปล่อยตัวนั้น เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
เพราะความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจคือ
สหรัฐกับรัสเซีย ทำให้ประเทศไทยเหมือนหญ้าแพรกท่ามกลางช้างสาร
เพราะก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552
ให้ยกคำร้องของอัยการโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าความผิดที่กล่าวหา
นายบูทข้อหาร่วมมือกับขบวนการ FARC ที่ต่อต้านรัฐบาลโคลอมเบีย
เป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์และมุ่งหวังทางการเมือง จึงมีลักษณะเป็นคดีการเมือง
ที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
แต่อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์โดยยื่นหลักฐานเพิ่มให้ดำเนินคดีอาญาคือ
1.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าผู้อื่น
2.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ
3.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการจัดหาและใช้อาวุธสงครามต่อต้านอากาศยาน และ
4.ข้อหาร่วมสมรู้ร่วมคิดในการสนับสนุนอย่างมีสาระสำคัญให้กับองค์การก่อการร้ายต่างประเทศ
ซึ่งละเมิดกฎหมายสหรัฐในฐานะผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงคราม
คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ทำให้สหรัฐแถลงแสดงความพอใจทันที
ขณะที่รัสเซียก็แถลงตำหนิและระบุว่ามีแรงกดดันจากสหรัฐ
ทั้งประกาศจะขัดขวางไม่ให้ส่งตัวนายบูทจนถึงที่สุด นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า
รัฐบาลไทยได้ผลประโยชน์จากสหรัฐด้วยการซื้อเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กในราคาพิเศษ 3 ลำ
จะจริงหรือเท็จก็ตาม
สื่อของสหรัฐก็แสดงความประหลาดใจต่อคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ไทย
แต่นายบูทยังมั่นใจว่าจะชนะคดีในสหรัฐ ขณะที่วงการทูตก็เชื่อว่า
ปัญหาขัดแย้งทางการทูตจากคดีนี้จะจบลงด้วยวิธีแก้ไขทางการทูต
ซึ่ง 2 มหาอำนาจอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษสำคัญระหว่างกัน
แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าศาลไทยแทรกแซงไม่ได้
แต่การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐที่เดินทางมาไทยอย่างถี่ยิบ
ตั้งแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศและกลุ่ม ส.ว.สหรัฐก่อนหน้าการตัดสิน
หรือท่าทีของสหรัฐต่อสถานการณ์การเมืองของไทยช่วง “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
ที่สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็ทำให้รัสเซียและประชาคมโลกสามารถมองตรงข้ามกับรัฐบาลไทยได้เช่นกัน
เพราะก่อนหน้านี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศเคียงข้างสหรัฐ
ในการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์
แม้ไทย-สหรัฐจะเชิดชูว่าเป็นมหามิตรระหว่างกันมายาวนาน
แต่ประชาคมโลกกลับมองว่าประเทศไทยเป็นแค่ลูกไล่ของสหรัฐ
แม้จะสิ้นสุดยุคสงครามเย็นไปแล้วก็ตาม
แต่นโยบายต่างประเทศของไทยก็ยังติดยึดกับสหรัฐอย่างมาก
แทนที่จะดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระ
และคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว
ซึ่งมหาอำนาจโลกวันนี้ไม่ได้มีแค่สหรัฐหรือรัสเซีย
ลิ้นหลายแฉก!
ที่มา โลกวันนี้
โดย นายหัวดี
ไม่มี “บทสรุป” เพราะทุกอย่างสรุปในตัวมันเองอยู่แล้ว
สำหรับ “ซากศพ” ของ “ไพร่ไม่มีเส้น”
ที่ “ศูนย์อับเฉา” โยนไปให้ “ดีแต่ไอ” ชำแหละและแต่งเติม “ซากศพ” ไปตามที่สวรรค์สั่ง
“ตัวจิ๊กซอว์ยังไม่ครบถ้วน แต่ยืนยันจะทำความจริงให้ปรากฏ
บางรายก็มีข้อมูลพอสมควร แต่ยังไม่เห็นภาพรวมทั้ง 91 ศพ
จึงขอเวลาสอบสวนต่อเพื่อให้ทราบว่าใครเป็นผู้ทำให้ตาย
คดีนี้ไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดาที่พบศพในบ้าน
มีร่องรอยงัดแงะ พยานหลักฐานอยู่ในวิสัยที่จะคลี่คลายได้ไม่ยากนัก ต่างจากคดีนี้”
ส่วนการชันสูตรศพของ 2 ผู้สื่อข่าวต่างชาติ
ที่ถูกญาติพี่น้องเดินทางไล่จี้เป็นเวลาถึง 4 เดือน มีคำตอบว่า
เป็นกรณีพิเศษที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จึงสรุปได้แค่เบื้องต้นว่าเป็นการเสียชีวิตจากกระสุนปืนความเร็วสูง
วิถีการยิงจากหน้าไปหลัง และชนิดของอาวุธ
“ไม่มีรายละเอียดหรือสันนิษฐานว่าใครยิง
เพราะขาดพยานที่อยู่ใกล้ผู้เสียชีวิต ทั้งยังมีทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตสูญหาย 3 รายการ”
ง่าย สั้น กระชับ และชัดเจน!
91 ศพจึงจะถูกโยงไปกับ “ไอ้โม่งชุด” ในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย” ต่อไป
เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ “ทรราชฟันน้ำนม” ในการใช้ พ.ร.ก.ฉกฉวย
เพื่อไล่ล่าและกวาดล้าง “ไพร่ไม่มีเส้น” ต่อไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง
ถ้ายังไม่สะใจก็ไปเข่นฆ่ากันใน “ขุมนรกอเวจี” ต่อ
เพราะสงครามครั้งนี้ไม่มีแต่คำว่า “ตัวกู-พวกกู” ที่ “ความถูกต้อง-ชอบธรรม” อยู่ที่ “อีแอบใหญ่”
เพราะ “ศูนย์อับเฉา” และ “ดีแต่ไอ” ไม่ใช่แค่ “นกมีหนู หนูมีปีก”
แต่ยังมี “ลิ้นหลายแฉก” ที่ได้แต่พ่นน้ำลายให้ “ขาว” เป็น “ดำ”
หรือ “ดำ” เป็น “ขาว” หรือจะขุ่นๆมัวๆเทาๆได้ตามที่ปรารถนา
แต่ “ความจริง” ก็คือ “ความจริง” ที่ไม่มีวันตาย เพราะคนทั่วโลกเห็น “คนตาย”
เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง แถมยังเห็น “ฆาตกร” ตัวเป็นๆ
ทั้ง “ตัวพ่อ” ที่สั่งการ และ “ตัวลูก” ที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น
แม้วันนี้ “ฆาตกรตัวพ่อ” ยังอยู่ในอำนาจ “ความจริง” จะยังไม่ปรากฏ
และยังโกหกตอแหลต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ไม่มีใครหนีพ้น “กฎแห่งกรรม” แม้ “ซากศพ” พูดไม่ได้
แต่ “ความจริง” ไม่มีวันตาย เหมือนประวัติศาสตร์ที่จะบันทึกไว้ตราบชั่วลูกชั่วหลานว่า
ใครคือ “นายกฯ 100 ศพ”?
ใครคือ “ฆาตกร”?
ดังนั้น ไม่ว่า “ศูนย์อับเฉา” และ“ดีแต่ไอ”
หรือ “ทรราชฟันน้ำนม” จะตีหน้ายิ้มระรื่นตะแบงเรียกร้องความปรองดอง
ก็เป็นได้แค่ความปรองดองใน “อ้อมกอดอำมหิต” ที่อยู่บน “ซากศพ” และ “กองเลือด”!
ปุจฉาเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล: ต้องปฏิรูป “อัตตาธิปไตย” หรือ “ปูชนียบุคลลาธิปไตย?
ที่มา ประชาไท
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
23 สิงหาคม 2553
หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล วิสาโล ที่มีชื่อว่า “พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – ‘อภิสิทธิ์’ ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง” แล้ว ผู้เขียนเกิดความข้องใจและไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เพราะหากพระไพศาล วิสาโลให้สัมภาษณ์ในฐานะของกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ผู้เขียนก็เห็นว่า จุดยืน ท่าทีและทัศนคติดังที่พระไพศาลได้แสดงออกมาในบทสัมภาษณ์นี้ หากสะท้อนไปถึงจุดยืน ท่าทีและทัศนคติของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้วยแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ก็คงเหมือนดังเช่นคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ที่มีมาในประเทศไทย นั่นคือ ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น
ก่อนอื่น เนื่องจากพระไพศาลมิใช่บุคคลทั่วไปในสังคมไทย แต่มีฐานะพิเศษในสถานะของ “พระภิกษุ” ซึ่งพุทธศาสนิกมีข้อผูกมัดต้องให้การเคารพ ทว่าเนื่องจากผู้เขียนมิใช่ผู้นับถือศาสนา ผู้เขียนจึงไม่มีข้อผูกมัดในทางศาสนาและความเชื่อที่จะต้องให้ความเคารพต่อ พระภิกษุเป็นพิเศษเหมือนดัง เช่น ศาสนิกชนทั่วไป แน่นอน ผู้เขียนมีข้อผูกมัดในทางสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่พึงให้ความเคารพต่อ พระไพศาลในฐานะผู้อาวุโสกว่าและในฐานะมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนก็จะให้ความเคารพตามข้อผูกมัดนี้ ไม่น้อยกว่านี้และไม่มากไปกว่านี้ ดังนั้น หากจะมีผู้อ่านท่านใดมาวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าผู้เขียน โดยยกเอาบาปกรรมนรกมายัดเยียดให้ ย่อมเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะผู้เขียนมิได้มีข้อผูกมัดในทางศรัทธาความเชื่อ อุปมาดั่งหนึ่งเอาจริตมารยาทของมนุษย์ไปใช้กับช้าง ย่อมเป็นเรื่องน่าหัวเราะ
การนำแนวคิดทางศาสนามาประยุกต์ใช้กับสังคม นั้น มีปัญหาที่มักถูกมองข้ามไปสองประการ ประการแรก เนื่องจากศาสนาเป็นเรื่องที่เน้นการวิเคราะห์แก้ปัญหาของตัวบุคคล เมื่อพยายามขยายแนววิธีคิดของศาสนามาใช้กับสังคม โดยเฉพาะสังคมสมัยใหม่ ย่อมมีปัญหามาก จริงอยู่ ศาสนาทุกศาสนาย่อมกล่าวอ้างอิงถึงสังคมไม่มากก็น้อย แต่เนื่องจากศาสนาเกิดขึ้นมานานแล้ว การนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนจึงมักมีปัญหามากพอสมควร ประการที่สอง การนิยามของ “ความดี” “ความชั่ว” “ความจริง” ของศาสนา ถ้าไม่เป็นไปตามคัมภีร์ทางศาสนาที่มีอยู่ ก็มักต้องอาศัยผู้รู้ทางศาสนาไม่กี่คนมาเป็นผู้นิยาม เมื่อนำนิยามนั้นมาใช้กับคนทั้งสังคม ซึ่งก็มีทั้งผู้นับถือศาสนาอื่น ผู้นับถือนิกายอื่น ผู้ไม่นับถือศาสนา ฯลฯ ปะปนอยู่ การต่อต้านย่อมเกิดขึ้น ลงท้ายแล้ว การพยายามขยายนิยามของศาสนามาใช้กับสังคมก็มักไปกันไม่ได้กับระบอบ ประชาธิปไตย
การเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก โดยละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออย่างมากก็กล่าวถึงโดยผิวเผิน แต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงนั้น เป็นประเด็นที่เห็นได้ชัดในบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล เริ่มต้นมาท่านก็กล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า ความขัดแย้งทั้งหมดมีทักษิณเป็นศูนย์กลาง (ซึ่งท่านไม่ได้ขยายความว่า คำว่า “ศูนย์กลาง” นี้หมายถึง “สาเหตุ” “ต้นตอ” “ตัวการ” กินความมากน้อยแค่ไหน) จากนั้นท่านก็ยกบุคคลดัง ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ ทั้งพลเอกเปรม นายอภิสิทธิ์ เนลสัน แมนเดลา เฟรเดอริก เดอ เคลิร์ก จิมมี คาร์เตอร์ อันวาร์ ซาดัต ฯลฯ กล่าวถึงบทบาทที่คนเหล่านี้กระทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม โดยใช้วาทกรรมที่มุ่งเป้าเกี่ยวกับตัวบุคคลเป็นหลัก เช่น ความรัก ความเข้าใจ การไว้วางใจกัน การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ตัวกูของกู อัตตาธิปไตย ฯลฯ
ผู้เขียนอ่านแล้วสงสัยว่า แล้วประชาชนอยู่ตรงไหน?
ใน จักรวาลทางสังคมของพระไพศาลนั้น ประชาชนเป็นแค่คำคำหนึ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีความคิด ไม่มีเลือดเนื้อลมหายใจ ไม่มีชื่อ ไม่มีฐานะ โง่เง่าต่ำหยาบ คิดแต่หาประโยชน์ใส่ตัว คนเหล่านี้ถูกปิศาจร้ายตัวหนึ่งชื่อทักษิณหลอกล่อจูงจมูกจนรู้จักอวดอ้าง สิทธิ เรียกร้องหาการเปลี่ยนแปลงที่ “อาตมาไม่แน่ใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า?” สรุปว่าประชาชนเหล่านี้ย่อมไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไร “ดี” สำหรับตัวเอง ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ต้องรอบุคคลดัง ๆ ปูชนียบุคคลเด่น ๆ มาคุยกันสบาย ๆ ในห้องบรรยากาศดี ๆ แล้วปัญหาร้ายกาจทุกอย่างก็จะคลี่คลายได้ทันที ประดุจดังแฮร์รี พอตเตอร์เอาไม้กายสิทธิ์มาโบกก็ไม่ปาน
สิ่งที่พระไพศาลมองไม่เห็นก็ คือ กว่าเนลสัน แมนเดลาจะมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับเดอ เคลิร์กนั้น เขาไม่ได้ต่อสู้มาคนเดียว เบื้องหลังเขาคือคนผิวดำไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนคน มีทั้งจับอาวุธลุกขึ้นสู่กับรัฐบาลเหยียดผิว เช่น ขบวนการ African National Congress (ANC) ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคก่อนเนลสัน แมนเดลาและตัวแมนเดลาเองก็เป็นสมาชิกและกลายมาเป็นผู้นำคนหนึ่งของขบวนการ ฝ่ายซ้ายนี้ ยังไม่นับแรงงานและผู้หญิงอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลุกขึ้นต่อสู้ด้วยการนัด หยุดงาน ประท้วง เดินขบวน ดื้อแพ่ง ฯลฯ เสียชีวิตเลือดเนื้อน้ำตากันไปเท่าไร หากไม่มีประชาชนที่ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหล่านี้ แมนเดลาจะเอาอำนาจอะไรไปเจรจาต่อรองกับเดอ เคลิร์ก? เป็นไปได้หรือที่อยู่ดี ๆ ชนชั้นนำผิวขาวของแอฟริกาใต้จะเกิดดวงตาเห็นธรรมหรือแมนเดลาใช้อำนาจวิเศษ บุญบารมีของตัวมาดลบันดาลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้?
หากพระไพศาล ศึกษาประวัติศาสตร์ให้ลึกซึ้งกว่านี้ ท่านจะทราบว่าทุกการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าบนโลกใบนี้ ล้วนมีประชาชนผู้หยาบกร้านสละชีวิตทำให้มันเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่มีซากศพหรือจะมีวีรบุรุษ? ไม่มีสามัญชนหรือจะมีปูชนียบุคคล? ไร่นาบ้านเมืองนั้นแผ้วถางสร้างขึ้นจากมือของประชาชนทั้งสิ้น แม้แต่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ยังเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาก่อน
จริง อยู่ พระไพศาลได้พูดถึง “การกระจายอำนาจ” อยู่บ้าง แต่ก็พูดเหมือนเป็นสูตรสำเร็จที่ใคร ๆ ก็พูดกัน มิหนำซ้ำในบทสัมภาษณ์ยังตั้งเงื่อนไขแฝงไว้หลายอย่าง เช่น ไม่ควรใช้แนวทางประชานิยม เป็นต้น พระไพศาลคงไม่เข้าใจว่า คำว่า “การกระจายอำนาจ” นั้น หมายรวมถึงการยอมรับใน “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” (self-determination) ของประชาชนด้วย หากพระไพศาลในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยยังไม่ยอมรับใน “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” ของประชาชนหรือไม่แน่ใจว่า “สิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า” แล้วท่านจะ “ไว้ใจ” ประชาชนด้วยการกระจายอำนาจให้อย่างแท้จริงได้อย่างไร หรือจะกั๊ก ๆ อำนาจไว้ให้ปูชนียบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ มาคอยกำหนดชะตากรรมให้ประชาชนตามนิยามแห่ง “ความดี” “ความงาม” “ความจริง” ที่ลิขิตจากเบื้องบนลงมาสู่เบื้องล่าง?
หากมองไม่เห็นประชาชนที่มี ตัวตน หากไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างเท่าเทียม หากจำได้แค่ชื่อและบทบาทของปูชนียบุคคลเด่นดัง แต่มองไม่เห็นหัวประชาชน วาทกรรมสวยหรูประเภท “กระจายอำนาจ” “การพัฒนาจากล่างขึ้นบน” “กลับไปสู่ชุมชน” ฯลฯ สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่วาทกรรมที่ท่องตาม ๆ กัน หาสาระอันใดไม่ได้
จากจุดยืนและทัศนคติในแบบ “ปูชนียบุคคลาธิปไตย” นี่เอง ทำให้มีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปอย่างน่าประหลาดในคำให้สัมภาษณ์ของพระไพศาล สิ่งที่ขาดหายไปนั้นก็คือ ความตายของ 91 ศพในเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต พระไพศาลไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลย ไม่ได้เอ่ยถึงว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร จะเยียวยาอย่างไร จะปรองดองอย่างไร ราวกับ 91 ศพนั้นไม่ดำรงอยู่ ไม่มีตัวตน ไม่มีใบหน้า ไม่มีชื่อ
เพราะพวกเขาเป็นแค่ประชาชนกระมัง ไม่ใช่ปูชนียบุคคล พวกเขาจึงไม่อยู่ในพิกัดเรดาร์ความรับรู้ของท่าน
แต่ การมีคนตายเกือบร้อย บาดเจ็บอีกหลายพัน เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ยังไม่นับคนจำนวนมากที่ถูกฆ่าจับกุมคุมขังอีกไม่รู้เท่าไรตามต่างจังหวัด เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มันไม่ใช่เหตุการณ์ปรกติที่พึงเกิดในสังคมอารยะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะให้ปฏิบัติเหมือนหมาตัวหนึ่งตายกลางถนนได้อย่างไร? จะให้ขับรถต่อไปโดยไม่หันไปมองเพราะกลัวอุจาดตาได้อย่างไร? เมื่อความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก้ไขและมีการรับผิด จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วบอกให้สังคมไทยเดินหน้าโดยยึดมั่นในหลักแห่งศาสนา ผู้เขียนไม่ทราบว่าท่านเห็นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตลกหรือ?
มีคำ ๆ หนึ่งที่พระไพศาลใช้ในคำให้สัมภาษณ์คือคำว่า “กระจายความรัก” ผู้เขียนอ่านแล้วให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก เพราะพาลให้นึกถึงละครไทยที่ตัวละครด่าทอตบตีข่มขืนฆ่ากันมาตลอดเรื่อง แล้วจู่ ๆ ตอนจบทุกคนก็หันมารักกันกอดกัน Together We Can
ชีวิตจริง ย่อมไม่เหมือนละครไทย ท่านจะให้คุณพ่อของน้องสมาพันธ์ ศรีเทพ คุณแม่ของคุณกมลเกด อัคฮาด พี่ชายของคุณมงคล เข็มทอง ภรรยาของคุณลุงบุญมี เริ่มสุข และคนอื่น ๆ อีกเกือบร้อยคน มา “กระจายความรัก” ให้ฆาตกรที่ฆ่าบุคคลอันเป็นที่รักของเขา มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ให้อภัยย่อมเป็นไปได้ แต่จะให้ลืมแล้วมากอดกันหน้าชื่น ย่อมสุดวิสัยของมนุษย์
การ “กระจายความรัก” แบบนั้นยังมีข้ออันตรายอยู่ในตัวเองด้วย เมื่อมีความผิดเกิดขึ้น แทนที่จะเรียกร้องให้มีการรับผิด กลับเรียกร้องให้ลืมและให้อภัยกัน นี่ไม่เท่ากับเป็นการให้ท้ายอาชญากรรมหรอกหรือ? หากมีคนมาฆ่าบิดามารดาของท่านตาย ถึงแม้ท่านให้อภัยได้ กระจายความรักได้ แต่ฆาตกรผู้นั้นย่อมต้องมีความผิดตามกฎหมายกระบิลเมืองอยู่ดี (ยกเว้นกฎหมายกระบิลเมืองไม่มีต่อไปแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) นี่ไม่ใช่เรื่องที่ปัจเจกบุคคลจะมาตัดสินเอาตามความพอใจของตน แต่เป็นเรื่องกฎกติกาของสังคมที่ต้องรักษาไว้
ในหลาย ๆ กรณี “การกระจายความรัก” ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย มิหนำซ้ำจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลงกว่าเดิม ทำให้บ้านเมืองไร้ขื่อแป อาชญากรย่ามใจ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ทำอะไรผิด ๆ ชั่ว ๆ มาอย่างไรก็ทำผิด ๆ ชั่ว ๆ กันต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประเด็นต่อมาเป็น เรื่องที่ลูกสาวของผู้เขียนตั้งคำถามถามต่อผู้เขียน และผู้เขียนขอนำมาถามพระไพศาลต่ออีกทอดหนึ่ง ลูกสาวของผู้เขียนได้ตั้งคำถามว่า ทำไมพระไพศาลสามารถออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเช่นนี้ได้โดยไม่มีความ ผิด แล้วทำไมเมื่อพระชาวบ้านบางรูปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพียงแค่อยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำไมพระเหล่านั้นจึงมีความผิด?
คำถามนี้ผู้เขียนไม่สามารถตอบได้ เพราะมิใช่ผู้มีความรู้ในด้านศาสนาและกิจของสงฆ์
แต่ คำถามที่ผู้เขียนไม่เข้าใจและอยากตั้งคำถามต่อพระไพศาลก็คือ ในเมื่อการสอบสวนความตายของ 91 ศพที่ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบ ยังไม่มีผลสรุปออกมาอย่างแน่ชัด เหตุใดพระไพศาลจึงออกมารับรองความชอบธรรมในการเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างออกหน้าออกตาขนาดนั้น?
พระไพศาลได้กล่าวถึงนาย อภิสิทธิ์ว่า “คุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ” “คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งมีสติปัญญา ถ้าสามารถสร้างแนวร่วมได้มากพอ ก็อาจจะมีกำลังพอที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป แม้จะไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ แต่เท่าที่ทราบคุณอภิสิทธิ์ไม่ค่อยสนใจหาแนวร่วมเท่าไร” “อาตมาคิดว่าคุณ อภิสิทธิ์ อาจมีวิสัยทัศน์ไกล แต่อาจจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอำนาจที่สายตาสั้น คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องหาพวก สร้างแนวร่วมที่อาจจะพอทัดทานกลุ่มอำนาจเดิม และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้”
คน ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่หูไม่หนวกตาไม่บอด ไม่ได้ปัญญาอ่อน ไม่ได้เด็กทารกเกินไปหรือเฒ่าชราเกินไป ไม่ได้เจ็บป่วยจนไม่รับรู้เรื่องราว เกือบทุกคนย่อมทราบดีว่า คนเสื้อแดงตั้งข้อกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีส่วนต้องรับผิดต่อความตาย 91 ศพที่เกิดขึ้น ความรับผิดนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนายอภิสิทธิ์ออกมาอย่างชัดเจน ก็ยังต้องถือว่านายอภิสิทธิ์เป็นคู่ขัดแย้งของคนเสื้อแดงอยู่
การ ที่พระไพศาล วิสาโล ทั้งในฐานะพระปัญญาชนแถวหน้าของประเทศและในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาให้สัมภาษณ์รับรองนายอภิสิทธิ์ถึงขนาดนี้ (ถึงจะวิจารณ์อยู่บ้าง แต่ใครที่อ่านหนังสือออก ย่อมอ่านแล้วเข้าใจทันทีในความหมายว่า นายอภิสิทธิ์ดีพอที่จะเป็นผู้นำประเทศ) จะให้ผู้อ่านคิดว่าพระไพศาลเลือกข้างแล้ว? ใช้สถานะของสงฆ์มาเอื้อประโยชน์ทางการเมือง? คณะกรรมการปฏิรูปไม่มีความเป็นกลาง? อันที่จริง หากพระไพศาลต้องการจะชมเชยนายอภิสิทธิ์อย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไว้รอให้ดีเอสไอสรุปผลชันสูตรศพออกมาชัด ๆ ก่อนก็ได้ กระนั้นก็ควรคำนึงถึงสถานภาพและหัวโขนของตนด้วย มิฉะนั้นแล้ว แทนที่จะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น กลับจะยิ่งเป็นการผลักคนเสื้อแดงออกไปและตอกย้ำข้อวิจารณ์เรื่องสองมาตรฐาน ยิ่งกว่าเดิม
ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงก็คือ เป็นเรื่องดีที่พระไพศาลเอ่ยถึงกองทัพและการปฏิวัติรัฐประหารว่าเป็นส่วน หนึ่งของปัญหา ผู้เขียนอยากเสนอความคิดว่า ความเกลียดกลัวทักษิณอย่างเกินกว่าเหตุและไร้สติ จนราวกับทักษิณเป็นปิศาจร้ายนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามของทักษิณไปปลุกผีสร้างปิศาจอีกตนหนึ่งขึ้นมาเพื่อหวังจะ ใช้กำราบทักษิณ กองทัพก็คือปิศาจร้ายอีกตนนั่นเอง เมื่อกองทัพออกจากหม้อแม่นาคมาแล้ว ก็ยากจะยอมกลับลงไปอีก คราวนี้แทนที่สังคมไทยจะมีปิศาจตนเดียว ก็เลยกลายเป็นมีปิศาจเพิ่มเป็นสองตน นี่ยังไม่นับปิศาจที่มองไม่เห็นอีกตนหนึ่ง รวมกันแล้วกลายเป็นปิศาจสามตน (มองเห็นสอง มองไม่เห็นหนึ่ง) สร้างความยุ่งขิงอีนุงตุงนังให้แก่บ้านเมืองเรายิ่งนัก
ผู้เขียนเอง ก็เป็นผู้หนึ่งที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยชอบทักษิณ ไม่ชอบมาตั้งแต่เขาอยู่พรรคพลังธรรมของจำลอง ศรีเมืองด้วยซ้ำ ผู้เขียนไม่ชอบเขามาก ๆ ถึงขนาดชิงชัง เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนไม่เคยเล่าให้คนนอกครอบครัวฟังก็คือ ทุกครั้งที่ผู้เขียนได้ยินเสียงเขาทางวิทยุตอนเช้า ๆ ผู้เขียนจะมีอาการปวดท้องอยากเข้าห้องส้วมทุกทีไป ที่เอามาเล่านี่ไม่ใช่อยากจะตลกหยาบโลน แต่ต้องการให้เห็นภาพว่าผู้เขียนไม่ชอบเขามากขนาดไหน
แต่การที่ผู้ เขียนเกลียดขี้หน้าทักษิณ ไม่ชอบพวกแกนนำเสื้อแดง ไม่เห็นด้วยกับการไปตั้งป้อมค่ายชุมนุมที่ราชประสงค์หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ผู้เขียนก็ไม่เห็นว่า ความเกลียดหรือความไม่เห็นด้วยนี้จะเป็นเหตุอันควรที่ผู้เขียนพึง ลดบรรทัดฐานทางจริยธรรม ของตัวเองจนยอมรับการฆ่าเพื่อนมนุษย์ตายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ ผู้เขียนคิดว่าเราไม่ควรปล่อยให้ความเกลียดความกลัวมาครอบงำจน ไม่มีสติ และปล่อยให้ มาตรฐานทางศีลธรรม ของเราบิดเบือนไป เราไม่ควรสู้กับความกลัวด้วยการสร้างความกลัวที่มากกว่า เราไม่ควรสู้กับปิศาจด้วยการสร้างปิศาจอีกตนขึ้นมา (อย่าลืมว่าเรามีปิศาจที่มองไม่เห็นด้วย) เราไม่ควรสู้กับความไร้เหตุผลด้วยความไร้เหตุผลที่บัดซบกว่าเดิม และเราต้องไม่ยอมลดบรรทัดฐานทางจริยธรรมของตนเองลง ไม่ว่าเราเป็นผู้มีศรัทธาในศาสนาหรือไม่ก็ตาม
ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)
ที่มา ประชาไท
ชำนาญ จันทร์เรือง
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 24 ส.ค. 53
เหตุการณ์ การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง 91 ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย 2 คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง ๑๐ ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงหลังทศวรรษ 1990
ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณ ชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน (investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม ดังต่อไปนี้
1. การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi
2. การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ
3. กรณีการบาดเจ็บของนาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24
4. กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท
5. กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3
6. การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times
ในขณะเกิดเหตุ
7. กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ
8. กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส
9. คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
10. กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บสาหัส
องค์กร ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตนั้น เป็นผลมา จากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัยที่พอเพียงรวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพลเมืองของทหารที่ ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง
ผู้สื่อข่าวไร้ พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารได้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพ กติกาของการปฏิบัติในการรบ (Rules of Engagement) แต่อย่างใด
ซึ่งใน ประเด็นนี้ ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหารได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 10 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุน จริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญอีก ประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์ สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วง วิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย ในกรณีนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมายรวมทั้งประชาไท ด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็น อย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการ ทำงาน
ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง ๑๐ ราย
ที่ สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่ ทหาร หน่วยกำลังพิเศษ และทหาร รับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวล ชนในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน
ผู้สื่อ ข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิด ขึ้นในช่วงวิกฤติการณ์ ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสีย ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ
ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับ เลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียก ร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้ องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำ งานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ
จะเห็นได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้ เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริง ที่เราทุกคนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill) แต่อย่างใด
แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้ อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี 6 ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การนิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ (หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า) แต่อย่างใด
