WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 26, 2010

รักชาติแบบไม่แบ่งใคร

ที่มา thaifreenews

โดย นอกคอก

ไลฟสไตล์
วิเคราะห์การเมือง
'หน่าย'การเมือง-สังคม รักชาติแบบไม่แบ่งใคร เครดิตสังคมดียังไม่พอ ต้องมีสติ-ฝีมือ-ค.กล้า!
วันพุธที่ 25 สิงหาคม 2010 เวลา 16:47 น.
"เอก ยุทธ" สุดหน่าย "การเมืองไทย-สังคมไทย" แขวะ "จารุวรรณ" อยากอยู่ในตำแหน่ง ก็ควรแก้ก.ม.เลยว่า "ใครมีตำแหน่งให้อยู่จนตาย-ไม่ต้องมีเกษียณ" พร้อมยกเหตุเกิดที่ "ตากาล็อก" ทีชาวฮ่องกงตาย มาสอน "มาร์ค" เพื่อเทียบกับเหตุเกิดที่เมืองไทย เย้ยมีเครดิตทางสังคมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติปัญญา-มีฝีมือในการบริหาร และมีความกล้าในการรับผิดชอบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำด้วย

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณ ประจำปี 2554 ว่า ผ่านมา 5 วัน อภิปรายกันกว่า 60 ชั่วโมง แต่เป็นเรื่องเดิมๆ ไม่มีอะไรสร้างสรรค์ การตัดงบฯก็ค่อนข้างเลอะเทอะ ไม่มีข้อมูลอะไรที่ชัดเจน และเช่นเดิม ก็ยังมีการกล่าวอ้างถึง "นักโทษทักษิณ ชินวัตร" อยู่ตลอด ทำให้รู้สึกว่า ข่าวที่เราในหน้าสื่อเวลานี้ ถ้าไม่มีข่าวเนวิน ชิดชอบ ก็เป็นข่าวลูกชายชวรัตน์ ที่เป็น the man behind the scene รวมถึงข่าวของ "นักโทษในต่างแดน" แทนที่จะเห็นข่าวที่ว่า รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้

ยิ่งมาเห็นกรณีคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ที่มาแถลงข่าวตอบโต้คารมกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อหน้าสื่อมวลชนแบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้รู้สึกอดสู ที่ผ่านมา จะเห็นว่า คุณหญิงจารุวรรณ ได้รับการต่ออายุจากยุคคมช.มาแล้ว แต่เมื่อกฎหมายระบุชัดว่า อายุเกิน 65 ปี ต้องเกษียณ ก็ยังมีการอ้างคำสั่งคปค. เพื่อยื้อให้อยู่ต่อไป เป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า "รักชาติ" แบบไม่ยอมให้ใครมารักเลย ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็น่าจะแก้กฎหมายไปเลยว่า ต่อ "ใครมีตำแหน่ง" ก็ให้อยู่จนตาย ไม่ต้องมีเกษียณ จะดีหรือไม่

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า อีกกรณีที่น่าเป็นห่วงคือ ศาลปกครองกลางมีความเห็นว่า คำสั่งที่ให้พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นรองผบ.ตร. มิชอบ และให้มีการถอนคำสั่งนั้น ก็ค่อนข้างงง และจะมีผลตามมาอีกมาก เพราะถ้ายกเลิกการแต่งตั้งครั้งนั้น แล้วการปฏิบัติหน้าที่มาปีเศษ จะเป็นอย่างไร หลายคำสั่งที่เซ็นออกไป จะเป็นโมฆะหรือไม่ ที่สำคัญตำแหน่งดังกล่าวมีการโปรดเกล้าฯมาแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องที่ "ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง" ต้องหาทางออกให้ได้

"ที่ผ่านมา จะเห็นว่า บ้านเราไม่มีความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ว่าถ้าเกิดเหตุใดๆ หรือเกิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะดำเนินการอย่างไร ที่เป็นบรรทัดฐาน และสังคมยอมรับ ไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ที่สำคัญคนที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ ควรมีจิตสำนึก และมีคุณธรรม-จริยธรรม สร้างบรรทัดฐานที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนในสังคมและคนรุ่นหลังๆ"นายเอกยุทธกล่าวและว่า เราจะเห็นกันว่า พอเกิดเหตุอะไรขึ้นมาในบ้านเรา ระดับรัฐมนตรี หรือแม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง ต้องลงไปดูแลทุกเรื่อง ซึ่งไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ที่ดูแล ควรรับผิดชอบไปเองได้ ไม่ใช่มัวรอผู้ใหญ่มาสั่งงานอย่างเดียว ทำให้งานไม่เดิน และเป็นอุปสรรคมาตลอด

นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า ที่อยากบอกคือ "อำนาจ" เป็นเส้นแบ่งที่บางมากๆ ระหว่าง "เผด็จการหลงยุค" กับ "นักประชาธิปไตย" เพราะต่างก็ถือกฎหมายฉบับเดียวกัน ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ พรรคเพื่อไทยถูกยุบอีก อะไรจะเกิดขึ้น เพราะการเมืองบ้านเราเวลานี้ ก็ยังย่ำอยู่แบบเดิมๆ หากยังเล่นการเมืองกันแบบนี้ สมัยหน้า...อาจได้เห็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือไม่ก็นายเนวิน ชิดชอบ หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลูกชายนายชวรัตน์ มาเป็นนายกฯของประเทศไทยก็ได้ ซึ่งไม่มีใครช่วยอะไรได้ ถ้าเรายังเลือกและยอมรับกับระบบที่เป็นอยู่แบบนี้ ถ้ามีการเลือกตั้ง พวกเขาก็จะกลับมา จะดี-จะชั่วอย่างไร ก็ไปว่ากันเอาเอง

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่า นักการเมืองทะเลาะกัน ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกันก็หันมาจูบปากกันได้ แต่เรื่อง "ความตาย" จะกี่ชีวิตก็มีความหมาย อย่างที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีเหตุร้ายแรง จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเสียชีวิตถึง 8 ราย แต่ก็ทำให้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ต้องออกมาขอโทษ เพราะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก แต่เมื่อมาเทียบกับเหตุเกิดที่เมืองไทย มีคนตาย 91 ศพ เจ็บอีกหลายพันคน แต่นายกรัฐมนตรีคนนี้ก็ยังอยู่ได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เคยเอ่ยคำ "ขอโทษ" แค่กล่าวเพียงคำว่า "เสียใจ" ต่อเหตุการณ์กระชับพื้นที่ที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้มีเครดิตทางสังคมสูง แต่สำหรับตนแล้ว แค่เครดิตอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีสติปัญญา-มีฝีมือในการบริหารประเทศ และต้องมีความกล้าในการแสดงความรับผิดชอบ เพื่อโชว์ให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำด้วย

"ย้ำอีกครั้งว่า บ้านเมืองเราต้องมีขอบเขต ถ้ามีคนทำผิด ไม่ว่าเป็นใคร-กลุ่มใด มีเส้นเพียงใด ก็ต้องจับกุมมาให้ศาลดำเนินการ ให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่มาใช้ศาลเตี้ย เพราะไม่เช่นนั้น เกิดเห็นบางคนคิดต่าง ก็บอกไม่รักชาติ ก็ไปจัดการเลย เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ควรใช้สติปัญญาตัดสินใจมากกว่าใช้อารมณ์"นายเอกยุทธกล่าว

๒๖ สิงหาคม .... ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira



“อัตตตา” หรือ “อัยยัตตตา” แปลว่า “พระเจ้าเป็นซึ่งพระเจ้าเป็น, เจ้านายเป็นซึ่งเจ้านายเป็น”

ผญา เป็นคำภาษาอีสาน สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากคำว่า ปรัชญา
ผญานาย = แนวความคิดของนาย

ต่อยอดสุวรรณภูมิ ตบหน้า คตส.มั่ว?!

ที่มา บางกอกทูเดย์


6 หมื่นล้านอีกแล้ว!! “ภูมิใจไทย”
ข้ออ้างประการหนึ่งในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็คือ
รัฐบาลในขณะนั้นปล่อยให้มีการคอร์รัปชั่นโกงกิน มีเรื่องทุจริตมากมาย

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ก็เลยต้องทำรัฐประหาร

ผ่านมาถึงวันนี้ วันที่ พล.อ.สนธิ ต้องการที่จะเล่นการเมือง
แต่ไม่รู้ว่าได้ย้อนทบทวนดูบ้างหรือไม่ว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา มาจนขณะนี้
ขาดอีกแค่ไม่ถึงเดือน ก็จะครบ 4 ปีแล้วนั้น ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในเมืองไทยเป็นอย่างไร

นักการเมืองที่กำลังกุมอำนาจในปัจจุบัน มือขาวสะอาด ปากไม่เปรอะ ปากไม่มันจริงๆ หรือ?

กลิ่นทุจริตกลิ่นคอร์รัปชั่นที่โชยคละคลุ้งในเวลานี้
บรรดานายทหารใหญ่ที่กุมอำนาจได้ดิบได้ดีอยู่ในเวลานี้ ไม่ได้กลิ่นเลยจริงๆ หรือ???

ถึงวันนี้ตราบาปที่ คปค. หรือ คมช. ได้สร้างเอาไว้เป็นมรดกที่ชั่วร้ายให้กับสังคม
กำลังทำให้ประเทศไทยเสียหายอย่างมากมายเหลือคณานับ

คมช. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คตส. ขึ้นมาเล่นงานตรวจสอบ
ผลงานรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โดยเฟ้นเอาเฉพาะตัวบุคคลที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น
ที่มาเป็น คตส. ซึ่งก็มีการประกาศว่าจะเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างแน่นอน

แต่จนถึงวันนี้ สิ่งที่สามารถเอาผิดได้ โดยอาศัยทริกตีความในแง่กฎหมายก็คือ
คดีที่ดินรัชดา เพียงแค่คดีเดียว โดยสร้างความงุนงง
และสร้างเสียงสะท้อนในเรื่องของ 2 มาตรฐานตามมามากมาย ...
เพราะคุณหญิง พจมาน ดามาพงศ์ เป็นบุคคลสาธารณะ ที่สังคมไทยรู้กันดี
โดยไม่สามารถที่จะปิดบังได้เลยว่า ขณะนั้นเป็นภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ซึ่งขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูสถาบันการเงินฯ และแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย
ก็ไม่เคยทักท้วงในเรื่องคุณสมบัติของคุณหญิงพจมานเลยแม้แต่น้อย
ทั้งๆ ที่มีการยื่นซองเข้าประกวดราคาโดยเปิดเผย และกองทุนฟื้นฟูฯ
ก็เปิดซองตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิที่จะซื้อแล้วด้วย

ลักษณะอย่างนี้แหละที่ก่อให้เกิดคำถามในสังคมไม่หยุด!!!

ในขณะที่อีกหลายๆ คดี ที่ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา
ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน คตส. ได้ให้สัมภาษณ์
ปรากฏเป็นข่าวเป็นประจักษ์พยานเอกสารอย่างชัดเจนว่า มีข้อมูลมากมาย
จับเรื่องนี้มาโดยตลอด สามารถเอาผิดได้แน่ภายในระยะเวลาอันสั้น

เช่นเดียวกันกับ นายแก้วสรร อติโพธิ ที่ได้เป็น คตส. ด้วยเหมือนกัน
ก็ประกาศว่าหลักฐานชัด หลักฐานพร้อม ผิดกฎหมายแน่นอนเอาผิดได้แน่
สุดท้ายแทนที่จะใช้หลักกฎหมายในการเอาผิด กลับต้องไปใช้
”ทฤษฎีเปรียบเทียบ” ที่ตั้งขึ้นมาเอง เป็น”ทฤษฎีวัวทฤษฎีควายกินหญ้า”
เล่นเอาบรรดานักกฎหมายที่แท้จริงต่างมึนไปตามๆ กัน

ซึ่งหนึ่งในกรณีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ โดนหนักมาก เล่นกันเป็นลูกระนาด
รับส่งลูกกันเป็นจังหวะจะโคน ทั้งกลุ่มนายทหารที่ทำการรัฐประหาร
ทั้ง คตส. และแม้กระทั่งสื่อบางสื่อที่ร่วมถล่มอย่างชัดเจน นั่นก็คือ
กรณีสนามบินสุวรรณภูมิ และการลงทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ

หนักสุดคือเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจสอบ CTX ที่ทุกฝ่ายปาวๆว่าทุจริตแน่นอน...
แต่วันนี้เงียบจ้อย ไม่มีความผิดใดๆ เลย
แม้แต่แค่ระดับรัฐมนตรีคมนาคมในขณะนั้น คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ซึ่งเป็นผู้อนุมัติโครงการ ก็กลายเป็นเรื่องเงียบหายไปโดยไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

มีแต่กระแสข่าวเรื่องเงินสะพัด
และมีใครบางคนที่มุ่งตรวจสอบเรื่องนี้ อ้วนพีปรีเปรมเสมสันต์ไปไม่น้อย

อีกกรณีที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกโจมตีคือเรื่อง แท็กซี่ รันเวย์ ร้าว และมีหลุมลึก
ซึ่งขานรับโดยสื่อเลือกข้าง ทั้งถ่ายรูปหลุมซึ่งมีอยู่หลุมเดียว
ถ่ายซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนมุมไปมา แต่ก็หลุมเดิมนั่นแหละ พร้อมกับชี้นำสังคมว่า
แย่แล้ว สนามบินสุวรรณภูมิจะพังแล้ว เพราะโกงกินกันหนัก

แต่ในความเป็นจริง
สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินอินเตอร์เนชั่นแนลขนาดใหญ่
เพียงสนามบินเดียว ที่เมื่อเปิดใช้แล้ว
ไม่มีการต้องปิดชั่วคราวเพื่อซ่อม หรือปรับปรุงระบบเลย
ในขณะที่สนามบินอินเตอร์เนชั่นแนลอื่นๆ เมื่อเปิดใช้แล้ว มักพบปัญหา
และมีการหยุดเพื่อแก้ไขทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะที่สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือในยุโรป ในอเมริกาเองก็ตาม

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า ตลอดเวลาที่มีการโจมตีว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหา
แท็กซี่รันเวย์ ไม่ได้มาตรฐานนั้น ปรากฏว่าสายการบินนานาชาติ ยังคงบินขึ้นบินลงตามปกติ

ซึ่งสายการบินนานาชาติ จะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
หากสนามบินไหนไม่ปลอดภัยกัปตันนักบินต่างชาติจะไม่ยอมบินไปลงเด็ดขาด
แต่ตลอดมาจนวันนี้ไม่มีนักบินต่างชาติจากสายการบินใด
ที่บอกว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีอันตรายไม่ปลอดภัยเลย

ทุกสายการบิน ทำการบินขึ้นลงอย่างสบายใจมาโดยตลอด

รวมทั้งบริษัทประกันภัย อย่าง บริษัท ลอยด์ อินชัวแรนท์
ซึ่งเป็นบริษัทมาตรฐานสากลระดับโลก ที่รับประกันภัยสนามบินสุวรรณภูมิ
ก็ไม่เคยปฏิเสธหรือถอนการรับประกันแต่อย่างใด
หากสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาจริง บริษัท ลอยด์ฯ จะยอมรับประกันหรือ?

ดังนั้นตราบาปที่ใครหลายคนพยายามสร้างให้กับสนามบินสุวรรณภูมินั้น
วันนี้น่าจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า
วันนั้นภาพรอยร้าว ภาพหลุมลึกอะไรต่างๆ นานาคือกระบวนการป้ายสี

หากเป็นข้อทุจริตจริง
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ควรจะต้องโดนดำเนินคดีไปแล้ว
ไล่ตั้งแต่นายสุริยะขึ้นไปจนหมด ครม. และแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยเลย...
แต่สุดท้ายก็เหลวไม่มีอะไรในกอไผ่

ขนาด คมช. ส่ง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เข้าไปเป็นประธานบอร์ด
การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ขุดคุ้ยรื้อพรมทุกเรื่อง
เพื่อจะเอาผิดให้ได้ รวมทั้งเรื่องพื้นที่สัมปทาน
ร้านดิวตี้ฟรี ของ บริษัท คิงส์ เพาเวอร์ ของนายวิชัย รักศรีอักษร ด้วย

แต่สุดท้าย พล.อ.สพรั่ง ก็ไม่สามารถที่จะเล่นงานเอาผิดใครได้
กลับได้ความสนิทสนมเกื้อหนุนจากนายวิชัยเข้ามาแทน

ในขณะที่คนใกล้ชิด พล.อ.สพรั่ง ที่มีชื่อคุ้นเคย เป็นอักษร ช.ช้าง เสียอีก
ที่กลับเป็นฝ่ายอู้ฟู่ขึ้นมา จากการที่ พล.อ.สพรั่ง เข้าไปคุมสนามบินสุวรรณภูมิ

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลพวงการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใช่หรือไม่
เป็นสิ่งที่ต้องถามใจ พล.อ.สนธิ และกลุ่มนายทหาร คมช. ทั้งหลาย ว่า
เมื่อย้อนคิดกลับไปแล้ว รู้สึกเช่นใดหรือไม่

ที่สำคัญหากสนามบินสุวรรณภูมิเลวร้าย และมีปัญหาจริง
ทำไมวันนี้จึงยังคงเปิดให้บริการได้โดยไม่มีปัญหา

แถมล่าสุด กลับกลายเป็นว่าผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
ที่เคยระบุว่าจำเป็นต้องสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพราะสนามบินดอนเมืองรองรับไม่ไหวแล้วนั้น
วันนี้ก็พิสูจน์ชัดอีกเช่นกันว่า เป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องแล้ว

เพราะวันนี้กระทรวงคมนาคม ก็กำลังเอาผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาต่อยอด ว่า
แม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิเอง ในอนาคตก็กำลังจะไม่พอเพียง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการจะเป็น Hub ของสายการบินในภูมิภาคนี้

ก็จำเป็นต้องขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 ตามแนวทางที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
เคยวางเอาไว้

ถ้ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ผิดพลาดจริงๆ
ทำไมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคภูมิใจไทยของ นายเนวิน ชิดชอบ
ที่เข้ามายึดกุมบริหารกระทรวงคมนาคมอยู่ในปัจจุบัน จึงเอาแผนงานมาสานต่อ

การต่อยอดครั้งนี้นอกจากเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า
โครงการสนามบินสุวรรณภูมิไม่ได้เลวร้ายแล้ว
ยังถือเป็นการตบหน้า คนใน คตส. ที่เคยกล่าวร้ายเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิเอาไว้ด้วย!!!

โดยกระทรวงคมนาคม ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
ได้ชงข้อเสนอขอความเห็นชอบโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
(ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559) ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
หรือ ทอท. วงเงินลงทุน 62,503.214 ล้านบาท
ซึ่งคณะกรรมการ ทอท. มีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว เข้าสู่ที่ประชุม ครม.

ระบุว่าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 15 ล้านคนต่อปี
(จาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็นผู้โดยสาร
ระหว่างประเทศ 48 ล้านคนต่อปี และผู้โดยสารภายในประเทศ 12 ล้านคนต่อปี)

โดยที่จะเป็นงานก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก
งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 งานระบบสาธารณูปโภค
และงานจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการ ประกอบด้วย

1.กลุ่มงานอาคารผู้โดยสารหลัก วงเงินรวม 7,405.863ล้านบาท
ในงานออกแบบและก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก
ปีงบประมาณ 2555-2559 วงเงินลงทุน จำนวน 6,780.190 ล้านบาท
โดยมีพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 ตร.ม.
ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านคนต่อปี

2.กลุ่มงานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 วงเงินรวม 40,745.067 ล้านบาท

3.งานออกแบบและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคปีงบประมาณ 2554-2559
วงเงินลงทุน 2,693.219 ล้านบาท และ

4.งานจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการ วงเงิน 763 ล้านบาท

โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2554-2559)
อายุโครงการ 30 ปี มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ประมาณ 14,235 ล้านบาท
คิดเป็นร้อยละ 23.43 ของวงเงินลงทุน
ซึ่ง ทอท.จะใช้จ่ายจากเงินรายได้ของ ทอท. ในการลงทุนจำนวน 45,053.214 ล้านบาท
หรือประมาณร้อยละ 72.08 ในช่วงปีงบประมาณ 2554-2559
และมาจากเงินกู้ต่างประเทศ จำนวน 17,450 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 27.92
ในช่วงปีงบประมาณ 2558-2559 ทั้งนี้
ทอท.ประมาณการผลตอบแทนทางการเงินหรือ IRR เท่ากับ ร้อยละ 9.02
มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 645.484 ล้านบาท
และมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 10 ปี 1 เดือน

ตัวเลขของ ทอท. แสดงว่า ในปี 2552 มีผู้โดยสารมาใช้บริการ 40.09 ล้านคน
และ ทอท.คาดว่า ในปี 2554 จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเป็น 47.3 ล้านคน
และเนื่องจากขีดความสามารถในการรองรับหลุมจอดเครื่องบินประชิดอาคาร
มีเท่ากับ 51 หลุมจอด แต่มีความต้องการใช้งาน 67 หลุมจอด และจะเพิ่มขึ้นทุกปี

ทอท.จึงจำเป็นต้องเตรียมการปรับปรุงพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสาร และเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความแออัด
และรักษาระดับการให้บริการผู้โดยสารให้ได้ตามมาตรฐานสากล

นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ที่ผ่านมาสนามบินสุวรรณภูมิไม่ใช่ความผิดพพลาด
จึงทำให้ ทอท.เองก็ยอมรับว่า จะต้องมีการพัฒนาเฟส 2 ต่อไป

ตราบาปสุวรรณภูมิที่เกิดขึ้น เป็นเพียงหนึ่ง
ในวิธีการที่ใช้ในการทำลายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม การต่อยอดสนามบินสุวรรณภูมิ
ที่พรรคภูมิใจไทย เสนอชงขอใช้งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทในช่วงนี้ต่างหาก
ที่สังคมควรจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
และโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ซึ่งหากต้องการรักษาหรือสร้างภาพลักษณ์ให้ได้ จะต้องตรวจเข้มเป็นพิเศษ

เพราะเป็นเรื่องที่น่าสังเกตอย่างยิ่งหรือไม่ว่า
ทำไมกระทรวงคมนาคม ใต้เงาของพรรคภูมิใจไทย
จึงเน้นโครงการใหญ่ๆ หลายหมื่นล้านบาทมากเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถเมล์เช่า
ซึ่งจากเดิมตั้งธงเอาไว้ที่ 6,000 คัน มูลค่าตอนแรกปาเข้าไปถึง 110,160 ล้านบาท
เมื่อสะดุดก็ลดลงมาเป็น 98,000 ล้านบาท ซึ่งก็ยังแพงระยับอยู่เช่นเดิม

จนเมื่อถูกตีมากๆ ก็ลดจาก 6,000 คันลงมาเป็น 4,000 คัน
วงเงินแม้จะลงมาอยู่ที่ 65,000 ล้านบาท แต่ก็ยังแพงวินาศอยู่เช่นเดิม
ทำให้จนวันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ก็ยังคงต้องเตะถ่วงโครงการรถเมล์ 6 หมื่นล้านบาทนี้เอาไว้ก่อน

ซึ่งก็ให้บังเอิญเหลือเชื่อ ที่กระทรวงคมนาคมก็หันมาชงโครงการระดับ 6 หมื่นล้านบาท
ขึ้นมาทดแทนได้พอดิบพอดี ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเป็นรัฐบาล
แค่เปลี่ยนเป้าจากรถเมล์มาเป็นสนามบินเท่านั้น

ปัญหาคือ เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ กับระยะวลาที่เหลืออยู่
เพราะจะมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นในต้นปีหน้าอยู่แล้ว
ทำไมกระทรวงคมนาคมของพรรคภูมิใจไทยจึงต้องเร่งรีบเช่นนี้???

ข้อสงสัยเกี่ยวกับกระสุนดินดำเพื่อการเลือกตั้ง จึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
เพราะนายอภิสิทธิ์ เองก็ควรจะต้องยอมรับว่ากระแสเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น
และการกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ เวลานี้เกิดขึ้นหนาหูเหลือเกิน

หรือตัวเลข 6 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวเลขโชคลางของพรรคภูมิใจไทย
ที่ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้สักโครงการเถอะ!!!

ยุติธรรมวิปริต

ที่มา thaifreenews

โดย RED DRAGON

ยุติธรรมวิปริต


ไม่อายคนอื่น ก็น่าจะอาย ใจตัวเอง
ที่ท่านทำเส็งเคร็ง ที่เอ็งทำ สองมาตราฐาน
เคยเป็นที่ เชื่อถือ เคยนับถือ มาช้านาน
แต่กลับถูกประจาน ไร้มาตราฐาน ไร้สากล

พิพากษา แต่ละครั้ง ช่างพิกล ช่างพิการ
พิพากษา โดยสันดาน อมนุษย์ สุดเท่ห์สน
พิพากษา แบบนี้ บ้านเมืองนี้ จึงปี้ป่น
พิพากษา เอาใจคน ที่ชักใย ที่ใจมาร

อยุติธรรมอำมหิต ทำผิดมหรรษ์ ดันพิพากษา รออาญา
ขับรถชนถลา แล้วถอยทับ เกือบดับ นะครับท่าน
นิติธรรม นิติรัฐ ไอ้สัตว์มีไหม ในกบาล
ให้เขาวิจารย์ วิพากษ์ด่า วิพากษ์ว่า ทุกวี่วัน

อยุติธรรมอำมหิต ทำผิดแค่กะจิต เอากันติด ถึงตาราง
พอกูเอาบ้าง แค่ปาไข่ แค่ปาขี้ มรึงเล่นบี้ เกือบอาสัญ
แค่ส่งเสบียง เลี้ยงพวกกู เป็นผู้ร้าย ตัวสำคัญ
ตื่นขึ้นมาแต่ละวัน เห็นแต่เหี้ยทั้งนั้น ที่ครองเมือง

พงศ์เทพ เทพกาญจนา: "มองคดีพันธมิตรฯ – คิดถึงคดี นปช."

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 16 สิงหาคม2553 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฟ้องผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้ารัฐสภาใน เหตุการณ์ล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่7 ตุลาคม 2551 ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความ วุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล ปิดล้อมถนนและทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อไม่ให้ส.ส.และ ส.ว.ออกจากรัฐสภา จำเลยมีเจตนาฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ5 นายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย โดยวางแผนล่วงหน้า จำเลยขับรถไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าอย่างแรงจนผู้เสียหายล้มลงจากนั้น จำเลยขับรถถอยหลังทับผู้เสียหายที่นอนบาดเจ็บอยู่ จำเลยกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เมื่อผู้เสียหายไม่เสียชีวิต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 288, 289, 297

ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมชุมนุมกับกลุ่ม พันธมิตรฯ วันเกิดเหตุช่วงเวลา 06.00 น.จำเลยออกมาจากบริเวณรัฐสภาเพื่อหาอาหารรับประทาน แต่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มได้รับบาดเจ็บจำนวนมากบางรายขาขาด จำเลยมองเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชน ขณะที่จำเลยรู้สึกว่ามีสิ่งมากระทบที่บริเวณใบหน้า เมื่อลูบใบหน้ามีเลือดไหลออกมาจึงขึ้นรถขับรถยนต์กระบะของจำเลยโดยมีผู้ ชุมนุมกระโดดขึ้นมาท้ายรถด้วย จำเลยไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านข้างรถซึ่งเวลาดังกล่าวจำเลย เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ทำให้จำเลยได้รับอันตรายแก่กายที่ภายหลัง พบว่าตาขวาของจำเลยได้รับบาดเจ็บจนตาบอดจากสิ่งที่มากระทบใบหน้า ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เพราะบันดาลโทสะที่ได้รับบาดเจ็บและเข้าใจว่าเกิดจากการกระทำของเจ้า หน้าที่ตำรวจ แม้จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าที่ขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้เสียหาย ทั้งห้า แต่การที่จำเลยขับรถพุ่งชนเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลที่จะให้ผู้เสียหายได้ รับอันตรายและเมื่อผู้เสียหายเป็นเจ้าหน้าที่ที่ถูกสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ ขณะเกิดเหตุ จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่โดยบันดาลโทสะ

พิพากษา ว่า จำเลยกระทำผิดฐานพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289, 80, 72 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี แต่จำเลย ไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน ประกอบกับจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีโทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี และให้ทำงานสาธารณประโยชน์บริการสังคมเป็นเวลา48 ชั่วโมง ส่วนความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่10 คนขึ้นไป นั้น แม้จำเลยจะเข้าร่วมชุมนุม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับบุคคลใดในการวางแผนก่อความ วุ่นวายพฤติการณ์ของจำเลย ยังมีเหตุที่น่าพิรุธสงสัยตามสมควร จึงพิพากษายกฟ้องข้อหานี้

ข้อมูลข้างต้นได้มาจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 17สิงหาคม 2553 โดยผมได้เติมบทมาตราที่อย่างไรศาลก็ต้องเขียนไว้ในคำพิพากษาแต่ไม่ปรากฏใน ข่าวของมติชนเพื่อความสมบูรณ์ นอกจากมติชนแล้วก็มีสื่ออื่นที่เสนอข่าวในทำนองเดียวกัน

1. ความเห็นประการแรกของผมเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวคำพิพากษาของศาลของสื่อมวลชน ไทย สื่อมวลชนมักเสนอแต่เนื้อหาหรือผลของคำพิพากษาแต่ไม่ค่อยเสนอชื่อผู้พิพากษา ที่เป็นองค์คณะในการตัดสินคดีการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายตุลาการนั้นนอกจาก ระบบตรวจสอบภายในของตุลาการและระบบตรวจสอบภายนอกโดยองค์กรอื่นของรัฐแล้ว ระบบตรวจสอบโดยสาธารณชนก็มีความสำคัญ นี่เป็นที่มาของหลักในกฎหมายวิธีพิจารณาที่กำหนดให้การนั่งพิจารณาคดี ต้องกระทำโดยเปิดเผยประชาชนมีสิทธิเข้าฟังได้ แม้ในคดีที่ศาลสั่งให้พิจารณาลับการอ่านคำพิพากษาก็ต้องอ่านโดยเปิดเผย การตรวจสอบที่ว่านี้ไม่ใช่การตรวจสอบศาลในฐานะสถาบันแต่มุ่งตรวจสอบการทำงาน ของตุลาการแต่ละท่าน การที่สาธารณชนทราบชื่อตุลาการที่ตัดสินคดีจึงมีความสำคัญดังนั้นหากสื่อมวล ชนเสนอข่าวคำพิพากษาโดยระบุชื่อผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะตัดสินคดีให้สาธารณ ชนทราบด้วยก็จะทำให้ระบบการตรวจสอบฝ่ายตุลาการโดยสาธารณชนสมบูรณ์ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายมากขึ้น

2. ความเห็นประการที่สองเกี่ยวกับการตัดสินของศาล โดยเป็นการให้ความเห็นจากข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอ ผมจึงไม่ได้ลงไปวิเคราะห์ละเอียดเหมือนได้อ่านสำนวนคดีเอง

2.1 คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 289 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีโทษสถานเดียวคือจำคุกตลอดชีวิตแต่ศาลลงโทษจำคุกเพียง 3 ปี ก็เพราะศาลเห็นว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ให้อำนาจศาลที่จะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ ได้
2.2 การกระทำโดยบันดาลโทสะเป็นการที่ผู้กระทำบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้าย แรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น

คดี นี้ศาลคงไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งห้าเป็นผู้ข่ม เหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเพราะหากศาลฟังข้อเท็จ จริงเช่นนั้นเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำ ตามหน้าที่และศาลต้องไม่ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตาม หน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 แต่จะต้องลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามมาตรา288 แทน

หากเจ้า พนักงานตำรวจทั้งห้าไม่ได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่ เป็นธรรมแล้วการที่จำเลยขับรถชนก็ไม่ได้เป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหง เหตุใดศาลจึงเห็นว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ จากข้อมูลที่มติชนนำเสนอศาลคงฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดว่าเจ้าหน้าที่ ตำรวจเป็นผู้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงโดยไม่เป็นธรรมโดยทำให้จำเลยได้รับ อันตรายที่ตา และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจกระทำด้วย การสำคัญผิดนั้นกฎหมายให้พิจารณาจากความเข้าใจของผู้กระทำทว่าไม่ใช่จะฟัง เฉพาะคำเบิกความของผู้กระทำคือจำเลยว่าเข้าใจว่าอย่างไรเท่านั้นแต่ต้อง พิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ศาลเชื่อ ว่าจำเลยเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างไร ปัญหาว่าจำเลยสำคัญผิดเช่นนั้นหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นอยู่กับพยาน หลักฐานในแต่ละคดี น่าสนใจว่าหากอัยการอุทธรณ์ประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์จะเห็นเช่นเดียวกับศาลอาญา หรือไม่ เพราะสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยใน การชุมนุมการปะทะและมีผู้บาดเจ็บเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอยู่ในกรอบของกฎหมายมิใช่กระทำนอก อำนาจหน้าที่ เช่นเอาปืนไปไล่ยิงผู้คนโดยผิดกฎหมายซึ่งถือว่านอกอำนาจหน้าที่ ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงพิเศษที่ทำให้น่าเชื่อว่าผู้กระทำสำคัญผิดเช่นนั้นโดย แน่แท้การฟังว่าผู้กระทำสำคัญผิดซึ่งทำให้ผู้กระทำสามารถอ้างว่าการกระทำของ ตนเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะก็จะทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจประสบอุปสรรคที่สำคัญในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการ ชุมนุม

อนึ่งการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้นกฎหมายยอมรับเฉพาะในกรณีที่ จำเลยกระทำต่อ ผู้ข่มเหงเท่านั้น ในคดีนี้การบาดเจ็บที่ตาของจำเลยเกิดจากการกระทำของผู้ใดผู้หนึ่งแต่แน่นอน ว่าไม่ได้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกๆคนในห้าคนที่จำเลยขับรถชน หากถือว่าการขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะทั้ง สิ้นเท่ากับต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้า ร่วมกันทำให้จำเลยบาดเจ็บโดยไม่มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้าร่วมกับ ผู้อื่นทำให้จำเลยบาดเจ็บโดยไม่มีอำนาจด้วย

ดุลพินิจในการกำหนดโทษ และการรอการลงอาญาเป็นความเห็นของผู้พิพากษาแต่ละ ท่านซึ่งมีความแตกต่างกันได้เป็นปัญหาในระบบตุลาการของทุกประเทศ และเป็นเรื่องปกติที่จะมีการเปรียบเทียบการใช้ดุลพินิจของศาลในคดีต่างๆ ยิ่งในยามที่ประเทศมีความขัดแย้งแบ่งเป็นสีแบ่งเป็นฝ่าย และกระบวนการยุติธรรมกำลังถูกตั้งข้อสงสัยศาลซึ่งเป็นองคาพยพหนึ่งในกระบวน การยุติธรรมก็ย่อมถูกจับตามองและเปรียบเทียบมากกว่าในยามปกติโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองคล้ายๆกัน

ในช่วงเดียวกับ ที่มีการตัดสินคดีนี้ซึ่งจำเลยคือผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม พันธมิตรฯ มีคำพิพากษาของศาลหลายศาลที่ตัดสินคดีที่จำเลยคือผู้ร่วมชุมนุมกับแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ถูกฟ้องว่าชุมนุมโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 มาตรา18 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ต่ำกว่าโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานมาก และทุกคดีจำเลยให้การรับสารภาพ คดีที่หนึ่งผู้ร่วมชุมนุม นปช. ถูกฟ้องกรณีเดินทางจากราชประสงค์ไปยังตลาดไทเมื่อวันที่28 เมษายน 2553 ศาลพิพากษาจำคุก 4 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ เหลือจำคุก2 เดือน แต่ไม่รอลงอาญา คดีที่สองพราหมณ์ศักระพีพรหมชาติ ถูกฟ้องว่าฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม2553 ในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่จังหวัดสกลนคร ศาลพิพากษาจำคุก 8เดือนโดยไม่รอลงอาญา คดีที่สามชาวออสเตรเลียถูกฟ้องว่าร่วมชุมนุมกับ นปช.ที่ราชประสงค์ ศาลพิพากษาจำคุก 3 เดือนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 เดือน 15 วัน โดยไม่รอลงอาญา

นอกจากนี้ ยังมีอีกคดีหนึ่งถึงแม้ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมแต่ก็คงถูกนำมาเปรียบเทียบอยู่ เสมอคือ คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกฟ้องเนื่องจากลงนามยินยอมให้ภริยาซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542มาตรา 100 และมาตรา 122 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกิน3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลนำมาตรา100 และมาตรา 122 มาใช้บังคับนักกฎหมายยังเข้าใจขอบเขตการใช้บังคับและความหมายของมาตราทั้ง สองแตกต่างกันแม้แต่องค์คณะผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ มีผู้พิพากษาถึง 4 ท่าน ที่เห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ในขณะที่ผู้พิพากษาอีก5 ท่าน เห็นว่าจำเลยมีความผิด แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกพ.ต.ท. ทักษิณถึง 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

หากนำคดีผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม พันธมิตรผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. และคดี พ.ต.ท.ทักษิณที่กล่าวมาทั้งหมดให้นักกฎหมายหรือผู้ที่ไม่ใช่นักกฎหมายใช้ ดุลพินิจว่าคดีใดควรถูกลงโทษจากหนักไปหาเบาและคดีใดควรรอการลงอาญา ผมเชื่อว่าความเห็นคงไม่ต่างกันนักแต่จะตรงกับคำพิพากษาที่ออกมาแล้วหรือไม่ เชิญท่านผู้อ่านลองใช้ดุลพินิจของท่านแล้วเทียบกับคำพิพากษาเองครับ


พงศ์เทพ เทพกาญจนา
20 สิงหาคม 2553

กรรมการสมัชชาปฏิรูปฯ เผย เตรียมเสนอเพิ่มภาษีถ้วนหน้า เพื่อสวัสดิการถ้วนหน้า

ที่มา ประชาไท

กรรมการ คณะกรรมการสมัชชาปฎิรูปหมอประเวศ เผยอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำแผนปฏิรูประบบภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ โดยภาษีตัวแรกที่อยู่ระหว่างการศึกษาขณะนี้คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 7% เป็น 10%

25 ส.ค. 53 - นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะกรรมการ คณะกรรมการสมัชชาปฎิรูป(คสป.) ที่มี นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำแผนปฏิรูประบบภาษีเพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิต ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน ภาษีการซื้อขายหุ้น โดยภาษีตัวแรกที่อยู่ระหว่างการศึกษาขณะนี้คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับโยบายการจัดระบบสวัสดิการสังคม ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้นโยบายชัดเจนที่จะให้เกิดขึ้นให้ได้ในอนาคต

"ในเมื่อ สวัสดิการสังคมเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ภาษีแวตก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่เช่นกัน ทั้ง 2 ส่วนนี้น่าจะมารวมกันได้ ภายใต้แนวคิดว่าเมื่อคุณต้องการให้รัฐบาลดูแลสวัสดิมากขึ้น ก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนอัตราการเรียกเก็บแวตที่จะเพิ่มขึ้นนั้น น่าจะเป็น 3% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 7% รวมเป็น 10% โดยในอัตรานี้ก็ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบันอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือจึงได้ปรับลดลงมา" นายนิพนธ์กล่าวและว่าการศึกษาเรื่องการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและ สวัสดิการสังคมดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจะแล้วเสร็จ และเสนอรัฐบาลพิจารณาต่อไปได้

นายนิพนธ์กล่าวว่า สำหรับภาษีตัวที่เหลือจะมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำใน การจัดเก็บภาษี และการขยายฐานการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น โดยในส่วนของคนที่ไม่เคยเสียภาษีมาก่อน จะมีการวางกติกาให้เข้ามาอยู่ในระบบการเสียภาษี เพื่อขยายฐานการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น เช่น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเกษตรกร ส่วนวิธีการที่จะทำให้คนกลุ่มนี้เข้ามาสู่ระบบภาษีคือการกำหนดให้ทุกคนต้อง ยื่นแบบการเสียภาษีตั้งแต่วันแรกที่ได้รับบัตรประชาชน ส่วนจะมีรายได้เพียงพอที่จะต้องถูกประเมินภาษีหรือไม่ ค่อยมาว่ากันอีกขั้นตอนหนึ่ง

นายนิพนธ์กล่าวว่าในเรื่องการให้สิทธิ ประโยชน์ด้านส่งเสริมการลงทุน(บีโอ ไอ)ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยมีแนวคิดว่าการให้สิทธิทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุน ไม่ควรจะให้เป็นการทั่วไป แต่จะต้องมีการเฉพาะเจาะจงเงื่อนไขสำคัญ เช่น การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา(อาร์แอนด์ดี) เป็นต้น เมื่อได้รับสิทธิประโยชน์ไปแล้วต้องถูกประเมินด้วยว่า ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขขอรับส่งเสริมหรือไม่ ขณะที่บริษัททั่วไปซึ่งปัจจุบันถูกจัดเก็บในอัตรา 30% อาจจะเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีลงแบบขั้นบันได โดยมีเป้าหมายให้เหลือที่อัตรา 20%แทน

"ในกระบวนการจัดทำกฎหมายทุกประเภทคณะกรรมการฯจะมองเรื่องผล ประโยชน์ที่ ประเทศจะได้รับเป็นหลัก และถ้ากฎหมายฉบับใดจัดทำแล้วเสร็จก็จะมีการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเป็นช่วงๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่" นายนิพนธ์ระบุ

รายงาน ข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทสไทย(ธปท.)เคยมีข้อเสนอแนะในลักษณะเช่นเดียวกัน โดยเห็นว่าการใช้นโยบายรัฐสวัสดิการ อาจจำเป็นต้องมีการปรับอัตราเพิ่มขึ้น ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ที่มาข่าว:

"สมัชชาปฎิรูป"ชงเก็บแวต10%ลดเหลื่อมล้ำปท. ดึง"เอสเอ็มอี-พ่อค้า-เกษตร"สู่ระบบภาษี (มติชน, 25-8-2553)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282751189&grpid=03&catid=

นักวิชาการญี่ปุ่น:การต่อสู้ของรัฐ Monarch Vs. รัฐประชาชน

ที่มา Thai E-News


การ เมืองแบบนี้จบยาก และไม่รู้จะออกไปทางไหน ประเด็นที่น่าสนใจคือทั้งสองฝ่ายรู้หรือไม่ว่ากำลังสู้อยู่กับใครกันแน่ เสื้อเหลือง สู้กับทักษิณ ? โจมตีมา 5 ปีแล้วยังชนะไม่ได้ ? เพราะยังทำลายฐานเงินไม่หมด ? ส่วนเสื้อแดง "รู้ไหม สู้กับใครอยู่"เป็นคำที่ พล อ.อนุพงษ์ เคยพูด โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐกษัตริย์และรัฐของประชาชน


ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม

นัก วิชาการ นักสังคมศาสตร์-มนุษย์ศาสตร์ สื่อมวลชล หลายท่านพยายามอธิบายความขัดแย้งทางการเมืองไทยในแง่มุมต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดการอภิปรายทางวิชาการอย่างกว้างขวาง แต่ในแง่มุมจากนักวิชาการต่างประเทศที่เข้ามาศึกษาไทยยังมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะอคติที่มองว่าคนต่างถิ่นจะรู้เท่าคนในพื้นที่ แต่บางครั้งการมองในแง่มุมของตัวเองเพียงอย่างเดียวอาจมองไม่เห็นบางมุมที่ ถูกพรางอยู่ เหมือนก้อนหินที่ถูกมองอยู่ด้านเดียว


ศ.ดร.ทามาดะ โยชิฟูมิ ( Prof.Tamada Yoshifumi School of Asian and African Area Studies Kyoto University )เป็นนักวิชาการที่ศึกษาประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน มาเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยที่ท่านได้ศึกษามา เช่น Decentralization in Thailand 1997-2007) ,Democratization in Asia (1998-2006) ,State-building in Southeast Asia Thai history,state,nation(1994-2005) ซึ่งทำให้การอธิบายของท่านไม่ได้เลื่อนลอย หากแต่อยู่บนฐานที่ท่านได้เคยศึกษามาเป็นอย่างดี และมุมมองของท่านย่อมเป็นคุณุปการต่อการถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงวิชาการไทย


เมื่อ วันที่ 24 ส.ค. 53 ศ.ดร.ทามาดะ ได้มาเสวนาวิชาการกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เห็นถึงมุมมองจากนักวิชาการต่างประเทศ ท่านนี้ว่า มองการเมืองไทยในขณะนี้เป็นอย่างไร อะไรคือปัจจัยและสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง

ศ.ดร.ทามาดะ กล่าวว่า ช่วงปี 2003-2006ประชาธิปไตยในไทยยังอยู่ในเกณฑ์ ที่ดีอยู่ (อยู่ในเกณฑ์ 2-3 ในด้าน Political rights (มีสิทธิทางการเมือง) และ civil liberties (เสรีภาพ) ตามลำดับ ซึ่งให้คะแนน 1- 7 1 สูงสุด 7 ต่ำสุด) แต่หลังจากเกิดการรัฐประหารปี 49 (2007) ประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ 7กับ 4 ณ ปัจจุบันประชาธิปไตยในไทยเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน


เราอาจจะพอ สรุปภาพเหตุการณ์การเมืองไทยพอสังเขปได้ว่า การเมืองไทยเริ่มแย่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้แย่งอำนาจกัน ต่อมามีการบังคับให้รับร่างรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อเป็นเครื่องต่อรองให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปปัตย์ก็หวังว่าพรรคของตนจะเป็นนายก


หลังการ เลือกตั้งธันวาคม ปี 2550 ประชาธิปปัตย์กลับแพ้การเลือกตั้ง ทำให้อภิสิทธิ์และพรรคพวกเริ่มต่อรองกับอำนาจที่มองไม่เห็น พร้อมกับการออกมาเคลื่อนไหวของม๊อบพันธมิตร ยึดสนามบินโดยมี "เส้นใหญ่" ชักใยอยู่เบื้องหลัง จนในที่สุดอภิสิทธิก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยมีทหารและชนชั้นนำอยู่เบื้อง หลัง คอยล๊อบบี้สส.ฝ่ายพรรคเพื่อไทย

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งมาจากการโอบอุ้มคนหลายกลุ่มจึงก่อให้เกิดการเข้ามาขอส่วนแบ่งผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ

จน กระทั่งเกิดกระแสความไม่พอใจรัฐบาล นำมาสู่เหตุการณ์ประท้วงของคนเสื้อแดง จนเกิดเหตุการณ์ 10 เมษาฯ และ 19 พฤษภาฯ จนทำให้มีคนเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่น่าจะทำให้อภิสิทธ์อยู่รอดได้ แต่สื่อมวลกลับเป็นผู้ปกปิดอำพรางความผิดและคนตายให้แก่อภิสิทธิ์ จนทำให้ข้อเท็จจริงบ้างด้านถูกปกปิด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนไม่คิดว่าเป็นสงครามระหว่าง สาวก "คนดี" กับ สาวก "ทักษิณ"เพียงอย่างเดียว มัน เป็นสงครามที่ไม่เท่าเทียมกันเพราะฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรุกเสียเป็นส่วนใหญ่ และมันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย อย่างแน่นอน กล่าวคือ ประชาธิปไตย จะมีกฎที่แน่นอน แต่ผลสรุปไม่แน่นอน คือไม่รู้ผลล่วงหน้าถ้ารู้ผลก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ฉะนั้นการที่พรรคประชาธิปปัตย์ จะยอมให้มีการเลือกตั้งต่อเมื่อผลเข้าทางตัวเอง จึงไม่ใช่ประชาธิปไตย

อ.ธงชัย วินินจะกูล เคย กล่าวไว้ว่า ฝ่ายสนับสนุนรัฐประหาร คือ 1) urban elite (ชนชั้นสูงในเมือง) (vs.the poor) 2) bureaucratic power (vs. Mps ส.ส.) 3) monarchist (นิยมเจ้า) ( vs. taksin)

พวก monarchist จะไม่ชอบทักษิณเพราะรัฐในอุดมการณ์ของเขาเข้ากับทักษิณไม่ได้ เขาต้องการประชาธิปไตยแบบไทยซึ่ง อ. ปิยะบุตร แสงกนกกุล ประชาธิปไตยแบบไทยไว้ว่า


๑. ประชาธิปไตยที่องคมนตรีมีอำนาจแทรกแซงการเมือง

๒. ประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นได้เพียง ข้าแผ่นดิน ไม่ใช่ พลเมือง

๓. ประชาธิปไตยที่เชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ตัวบ่งชี้ประชาธิปไตย

๔. ประชาธิปไตยที่ปราศจากการตรวจสอบและความรับผิด

๕. ประชาธิปไตยที่มีกองทัพเป็นผู้อนุบาล

๖. ประชาธิปไตยที่ปราศจากการตรวจสอบและความรับผิด


ประชาธิปไตย ตามอำนาจการปกครองรัฐศาสตร์มีหลายแบบ แต่ประชาธิปไตยไทยเป็นแบบที่ PM(นายกฯ) & Monarch มีอำนาจร่วมกัน ซึ่งต่างจากประเทศที่ปกครองแบบ PM & president มีอำนาจร่วมกัน(อย่างฝรั่งเศส,ไต้หวัน) เพราะ ประธานาธิบดีมาจาการเลือกตั้ง สำหรับประเทศที่ผู้นำทั้งสองมีอำนาจร่วมกัน power balance (อำนาจที่สมดุล)เป็นสิ่งสำคัญมาก ตามรัฐธรรมนูญแล้วต้องกำหนดอำนาจให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาการแย่งชิงอำนาจกัน

ลักษณะการปกครองของ PM & Monarch แบบไทย นายกฯจะต้องมี ความนิยม ความเป็นผู้นำ และ legitimacy สำหรับ Monarchies popularity(ความนิยม) กับ ability(ความสามารถ)สำคัญมาก

ปัญหาความขัดแย้งของ PM & Monarch ในประเทศไทย ที่ผ่านมาเกิดขึ้นง่ายเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้จำกัดอำนาจของ Monarch ไว้อย่างชัดเจน ทำให้อำนาจดังกล่าวเลื่อนไหล สูงขึ้น หรือต่ำลง กล่าวคือ เปลี่ยนแปลงง่าย ตาม ability(ความสามารถ) และ ความสัมพันธ์กับ PM ฉะนั้นพวกนิยมเจ้าจึงต้องพึงพิงอำนาจของ Monarch เพื่อตนจะได้ผลประโยชน์

พวก นิยมเจ้า ขัดแย้งกับทักษิณเพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่งทันทีที่การเมืองแบบเลือกตั้งเปิด อำนาจและฐานความนิยมของทักษิณพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พวกนิยมเจ้าจึงตกใจในอำนาจตรงนี้มาก และหวั่นว่าจะเสียประโยชน์ จึงต่อต้านทักษิณ

ความขัดแย้งในสงครามของชนชั้นนำที่กล่าวมานี้ ประชาชนได้เข้าร่วมกับสงครามของชนชั้นนำ ก่อให้เกิดเป็นเหลืองเป็นแดง โดยประชาชนที่เข้าร่วมกลุ่มเหลือง แดง มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือ เป็นชนชั้นกลาง

ซึ่งฝ่ายเหลืองจะไม่ชอบให้มีการเลือกตั้งเพราะมอง ว่า นักการเมืองโกง เป็นคนไม่ดี ยอมรับได้กับการรัฐประหาร ด่าคนที่ถูกฆ่า และยอมรับในฐานะที่ต่างกัน

ในขณะที่ฝ่ายแดง อยากให้มีการเลือกตั้งเพราะสามารถเพิ่งผลประโยชน์จากส.ส.ได้ ไม่ยอมรับการรัฐประหาร ด่าคนที่สั่งฆ่าประชาชน และประชาชนมีฐานะเท่ากัน

ส่วน ฝ่าย Monarchist จะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง ก็จะโจมตีการเลือกตั้งว่า ไม่มีความชอบธรรม เพราะประชาชนยังโง่อยู่ สส.ซื้อเสียงและเข้าไปโกง เป็นต้น

การโจมตีว่าประชาชนโง่ ยากจน การศึกษาต่ำ จะเห็นได้จากคำพูดของผู้พิพากษาท่านหนึ่งที่กล่าวทำนองว่า "16 ล้านเสียงคูณด้วย 1000 บาท ก็จะเท่ากับ 1.6 หมื่นล้านบาท เอาคืนได้อย่างสบาย" ซึ่งผมก็งงว่าการอยู่ในอำนาจตุลาการแล้วออกมาพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเป็นญี่ปุ่นถูกปลดไปแล้ว

ด้วย เหตุดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความไม่พอใจของทั้งฝ่ายแดงและฝ่ายเหลือง โดยฝ่ายแดง ไม่พอใจการรัฐประหาร 19 ก.ย. ,ไม่พอใจสองมาตรฐาน (injustice) , ที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่วนเสื้อเหลืองเป็นกลุ่มที่ไม่พอใจการเมืองแบบ Majority rule ,เสียเปรียบด้านเศรษฐกิจจากที่ตนเคยได้ประโยชน์(ดังที่อ.นิธิเคยกล่าวไว้ใน บทความชิ้นหนึ่ง) และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสังคม

การเมืองแบบนี้จบยาก และไม่รู้จะออกไปทางไหน ประเด็นที่น่าสนใจคือทั้งสองฝ่ายรู้หรือไม่ว่ากำลังสู้อยู่กับใครกันแน่ เสื้อเหลือง สู้กับทักษิณ ? โจมตีมา 5 ปีแล้วยังชนะไม่ได้ ? เพราะยังทำลายฐานเงินไม่หมด ? ส่วนเสื้อแดง "รู้ไหม สู้กับใครอยู่"เป็นคำที่ พล อ.อนุพงษ์ เคยพูด โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐกษัตริย์และรัฐของประชาชน

สุดท้ายอยากบอกว่าประชาธิปไตยจะปฏิเสธการเลือกตั้งไม่ได้ ปฏิเสธประชาชนไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

Wednesday, August 25, 2010

เสียงสะท้อนจากทูตไทย ต่อบทสัมภาษณ์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กรณีปราสาทพระวิหาร

ที่มา มติชน



หลังจากที่มติชนออนไลน์และประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ "ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ในการสังเคราะห์เกมการเมืองเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา


ทำ ให้ได้รับข้อคิดเห็นต่อบทสัมภาษณ์ดังกล่าว จากเอกอัครราชทูตไทยท่านหนึ่ง ซึ่งส่งข้อความจากต่างประเทศมายังกองบรรณาธิการ โดยแสดงความชื่นชมผู้ให้สัมภาษณ์และยินดีที่ มติชน เปิดพื้นที่ให้แก่ความคิดเห็น ที่หลากหลาย รวมทั้ง ได้แสดงความเห็นต่อ ประเด็นความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งมีผลต่อมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน


มีข้อความบางตอนดังนี้


....ผม ขอแสดงความชื่นชมอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ท่านเป็นอาจารย์ และนักประวัติศาสตร์ที่ทำงานตามวิชาชีพ (professional) อย่างแท้จริงมาโดยตลอด ขอแสดงความนับถือในความกล้าหาญด้วย


บท ความดังกล่าว มีการตีพิมพ์หลังบทความของ คุณสมปอง สุจริตกุล และของ อ.โกร่ง (ดร.วีรพงษ์ รามางกูร) ลงในมติชน ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี ที่มติชนได้ให้พื้นที่แก่ความคิดที่หลากหลายในเรื่องนี้ ....


....ถ้า คนในชาติได้รับรู้เรื่องจริงของประวัติศาสตร์ชาติ หรือหากไม่มีข้อยุติเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของ ประวัติศาสตร์ ชาติไทย อย่างน้อยควรให้ข้อมูลแบบเหรียญสองด้าน ตามที่ อาจารย์ชาญวิทย์บอก ก็ จะทำให้การกลัดกระดุมเม็ดแรกของมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศ เพื่อนบ้าน ทั้งในระดับรัฐบาลและ ประชาชน ถูกต้อง และเป็นผลประโยชน์ที่ยั่งยืนแท้จริงของประเทศไทย....

"ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" สังเคราะห์เกมการเมืองเรื่องปราสาทและเขาพระวิหาร การเมืองแบบนี้ใครได้ประโยชน์

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ


ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

เอื้อต่อธุรกิจของเครือข่ายผู้ครอบครองอำนาจเก่าหรือไม่? ทางออกคืออะไร? คลิกอ่าน...

.................................. สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา @ ปัญหาปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องเอกสารแผนที่ หรือเรื่องอะไรกันแน่
ปัญหา อยู่ที่ "เกมส์การเมือง" ผมคิดว่ากรณีปราสาทเขาพระวิหาร น่าจะจบไปตั้งแต่ปี 2505 (1962) เมื่อศาลโลกมีมติ 9 ต่อ 3 ให้ปราสาทตกเป็นของกัมพูชา แล้วต่อมาเรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็น่าจะจบไปตั้งแต่ปี 2551 (2008) ที่ที่ประชุมยูเนสโก มีมติเอกฉันท์ 21 ประเทศ (ไม่มีการลงคะแนนโหวดอย่างในกรณีของศาลโลก) ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่เหตุที่เรื่องนี้ปะทุมาอีก เป็นระยะๆ เพราะมีการทำให้เป็นประเด็นทาง "เกมส์การเมือง" เพื่อโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อเก็บคะแนนเสียงไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่ประเด็นทางกฎหมายระหว่างประเทศตรงๆ และก็ไม่ใช่ประเด็นเรื่องมรดกโลกตรงๆ @ การเมืองแบบนี้ใครได้ประโยชน์
ในด้าน หนึ่ง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ได้เป็นเกมส์การเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลกัมพูชาอย่างมากๆ เป็น "วาระแห่งชาติ" ของเขา คือในขณะที่ประเด็นทางเกมส์การเมืองของไทย สร้างความแตกแยกในประเทศไทย แต่ในทางตรงข้าม ประเด็นเกมส์การเมืองในกัมพูชา สร้างความสมานสามัคคีให้ชนชาติเขมรอย่างไม่เคยมีมาก่อนเลย นับตั้งแต่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ได้เอกราชมา นับตั้งแต่มีสงครามในเขมร แตกแยกเป็น 4 ฝ่าย แต่ในปัจจุบันเรื่องปราสาทพระวิหาร สร้างความเป็นเอกภาพ สร้างความมั่นคงให้รัฐบาลของสมเด็จฮุนเซนอย่างมาก ไม่เคยมีครั้งใดที่รัฐบาล จะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลผสม เป็นครั้งแรก เพราะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร
ขณะ ที่เกมส์การเมืองลัทธิชาตินิยมของไทย หากกล่าวโดยย่อ เป็นประเด็นทางเกมส์การเมืองภายในประเทศ ที่รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับทุกรัฐบาล ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อๆ ไป ไม่ว่าเสื้อ "สี" ไหนจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นประเด็นบั่นทอน เป็นหนามยอกอก ทั้งรัฐบาลและประชาชนชาวไทยไปอีกหลายปี กลายเป็น "วิกฤตแห่งชาติ" ถ้าหากไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่หาทางออกใหม่ๆ @ ทางออกคืออะไร
"ทางออก" ไม่น่าจะยาก ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดได้ แต่มันยากตอน "เปลี่ยนวิธีคิด" ซึ่งทางออกที่บอกว่าไม่ยากนั้น เพราะหลายๆ ชาติ ก็ทำกัน เช่น บราซิลกับอาเจนตินา ที่มีพรมแดนติดกัน มีน้ำตกมหึมา (บางคนว่ายิ่งใหญ่กว่าน้ำตกไนแอการาด้วยซ้ำไป) ที่เคยเป็นข้อพิพาทเรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก Igaucu National Park ก็ตกลงใช้ประโยชน์จากเรื่องน้ำตกแห่งนี้ ทางจีนกับรัสเซียเอง ก็สามารถตกลงเขตแดนทางบกกันได้ และบริเวณชายแดน ไทยกับมาเลเซีย จากเดิมที่เคยมีปัญหาว่าเขตแดนทางทะเล แบ่งเอาตรงไหนแน่ แต่ในที่สุดรัฐบาลไทย และมาเลเซีย ก็สามารถตกลงว่า เรื่องนี้ไม่ต้องทะเลาะกันดีกว่า เรื่องนี้เก็บไว้อีก 50 ปีข้างหน้า ค่อยมาคุยกัน อาจจะเป็นรุ่นหลานหรือเหลน ซึ่งมีสติปัญญามากกว่าเรา มาตกลงกันในอนาคต แต่ตอนนี้ไทยกับมาเลเซียมาร่วมกัน ขุดเอาแก๊สธรรมชาติมาใช้เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศชาติจะดีกว่า @ หาประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องปักปันเขตแดน
ใช่ แชร์ผลประโยชน์กันก่อน แชร์ผลประโยชน์กันดีกว่า แล้วเอาไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งคงจะไม่ "งี่เง่า" เหมือนคนรุ่นเราๆท่านๆ ลูกหลานคงต้องฉลาดกว่า ไปตกลงกันได้ เรื่องนี้ทะเลาะกันไปทำไม เหมือนคนในยุโรปรุ่นก่อนๆ ก็เคย "งี่เง่า" ฆ่ากัน ระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน แต่คนรุ่นนี้บอกว่าเป็น "ยูโร" ดีกว่า เป็น "ประชาคมยุโรป" ใช้เงิน "ยูโร" ด้วยกัน ไม่ต้องมีวีซ่า เผลอๆ พาสปอร์ต ก็ไม่ต้องมีก็ได้ เราๆท่านๆ หรืออาจจะต้องรอจนรุ่นลูกหลานเรา เป็น "อาเซียน" มีเงิน "อาเซียน" เป็นประชาคมอาเซียน" Asean Community ได้หรือไม่ หรือคน "เอเชีย" ยังมี "วุฒิภาวะ" ไปไม่ถึง @ ถ้าไม่จริงจังเรื่องเขตแดน จะสูญเสียอัตลักษณ์ และความเป็นชาติไทยหรือเปล่า
ความ เป็น "ไทย" คืออะไรเล่า? ภาษาไทย ก็ยืมคำมาจาก เขมร จีน ฝรั่ง เยอะแยะ แค่คำว่า "เดิน" กับ "ดำเนิน" ที่เราใช้กันทุกวี่ทุกวัน คำว่า "เจริญ" กับ "จำเริญ" ที่เราเปล่งถวายพระพร หรือคำว่า "ชาญ" กับ "ชำนาญ" คำต่างๆแบบนี้เป็นคำเขมร เราก็ยืมมาใช้หลายร้อยปีแล้ว ถ้าเป็นไทยแท้ๆ เราก็ "เดิน" ไม่ได้ ต้อง "ย่าง" หรือ "ก้าว" ฉะนั้น ความเป็นไทยอยู่ที่การต้องยอมรับ "ความหลากหลาย-แตกต่าง" ซึ่งก็เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมของความเป็นไทย อย่าง "โจงกระเบน" ที่คิดว่าเป็นไท้ไทย เอาเข้าจริงก็เป็นของเขมร "โจง" เป็นคำเขมร แปลว่า "ผูก" "กระเบน" ก็เป็นคำเขมร แปลว่าหาง ถ้าเป็นไทยแท้ ของไทย ต้องบอกว่า "นุ่งผูกหาง" สิ จึงจะถูกต้องตามภาษาดั้งเดิมของเรา ดังนั้น เราต้องยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลากที่ "ความเป็นไทย" หยิบยืมมา บางทีความเป็น "ไทย" นั้น ไปบีบให้เหลือพื้นที่เพียงนิดเดียว ถึงมีปัญหามากมาย
ถ้าเป็น "สยาม" ก็คิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่าตั้งแต่เปลี่ยนนามประเทศอย่างเป็นทางการจาก "ไทย" เป็น "สยาม" จาก Siam เป็น Thailand (2482) นั้นสร้างลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับ "ชาติ" เกี่ยวกับ "ชาตินิยม" หรือ "เชื้อชาตินิยม" เป็นปัญหามากๆๆๆ "รักชาติเกินพอเพียง" ผมถึงได้เสนอว่า เผลอๆ อาจต้องเปลี่ยนชื่อ แบบเราๆท่านๆนี่แหละ ที่คิดว่าชื่อไม่เป็น "มงคล" ก็เลยไปหาพระหาเจ้า ให้เปลี่ยนให้ใหม่ อย่าง "ประเทือง" ก็ต้องเปลี่ยนเป็นอะไรน่ะ ดังนั้น ถ้าเปลี่ยน "ไทย" เป็น "สยาม" ได้ เปลี่ยน Thailand เป็น Siam เปลี่ยนธงชาติ ให้เป็นแบบธงทหารเรือ คือ มีทั้งไตรรงค์ มีน้ำเงิน ขาว แดง และแถมยังมี "ช้างเผือก" อยู่ตรงกลางด้วย อาจแก้ปัญหาได้ ปฏิรูป ปรองดอง สมานฉันท์ เกี้ยเซี้ยะ และรักสามัคคีกันได้ @ เปลี่ยนภาษา จะสามารถเปลี่ยนความคิดได้ยังไง
ภาษา ก็เป็นตัวกำหนดความคิด ไวยกรณ์ก็กำหนดความคิด สถานที่ ก็กำหนดความคิด ถ้าคุณเรียนที่ท่าพระจันทร์กับเรียนที่รังสิต คุณคิดว่า คุณมีความคิดเหมือนกันไหม ผมว่ามันจะเปลี่ยนวิธีคิดหมดเลย คือเวลาคนที่เขาคิดว่า "ชื่อ" ไม่สำคัญ ชื่ออะไร แม้ไม่ใช่ "กุหลาบ" ก็หอม แล้วทำไม ไม่เปลี่ยนชื่อให้เป็น "ดอกเงิน" เล่า ทำไม คนที่คิดว่าชื่อของตนไม่ถูกโฉลก ไม่เป็นศิริมงคล ทำไมเขาและเธอถึงไปเปลี่ยนกันเล่า แน่นอน การเปลี่ยนชื่อไม่ได้หมายถึงการที่จะแก้ปัญหาได้หมด ได้ทันที แต่นี่เป็นก้าวแรกของการ "คิดใหม่" หรือ "ทำใหม่" ครับ @ ภาษาการเรียกชื่อปราสาทพระวิหาร (Phra Viharn) หรือ เปรี๊ยะวิเฮียร์ (Preah Vihear) ยังเป็นเรื่องติดค้างระหว่างไทยและกัมพูชาขณะนี้
เรื่องนี้ซับ ซ้อนมาก ต้องแยกให้ดีว่า เป็นเรื่องของภาษาพูดหรือภาษาเขียน แล้วก็ต้องแยกให้ดีว่าเป็นภาษาไทย หรือ ภาษาเขมร หรือภาษาอังกฤษ ใช่ เพราะเรายืนยันว่าเป็นของเรา จึงบอกให้เขียนภาษาอังกฤษ แบบที่เราออกเสียง คือ Phra Viharn แต่ความจริงตัวเขียนเดิม ที่เขียนทั้งในภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส ก็เขียนว่า Preah Vihear มาร้อยกว่าปีแล้ว มาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสกับรัชกาลที่ 5 มาจนกระทั่งครั้งขึ้นคดีศาลโลกสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ใช้กันมาเช่นนี้ ตอนนี้ไปเถียงกับเขาให้ชาวโลกดูว่าต้องเป็น Phra Viharn ก็ดูจะตลกๆ และ "คิคุ" ไปหน่อย ส่วนภาษาพูด หรือการออกเสียง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือ เราออกเสียงด้วยลิ้นไทย เราออกเสียง ร.เรือ ที่ปิดท้ายคำ เป็น น.หนู จึงเป็น "หาน" (แม้จะเขียนว่า "หาร" ก็ตาม เราไม่ได้ออกเสียว่าเป็น "เฮียร์" แบบเขมร ปัญหานี้เป็นเรื่องลิ้นใครลิ้นมัน ดังนั้น ตอนนี้จะมาบอกว่าให้สะกดตามแบบลิ้นไทย ทั้งๆ ที่ยอมรับให้เขียนกันมาอย่างนี้ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ (มท) กับสมเด็๗กรมพระยาเทววงศ์ (กต) ก็รับตัวเขียน Preah Vihear มาใช้นมนานแล้วอย่างที่กล่าวข้างต้น รับมาจนถึงตอน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ไปเป็นทนายขึ้นศาลโลกให้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แล้วตอนนี้จะมาเปลี่ยน มันก็ดูยังไงๆ ชอบกล @ ความเป็นไปได้ที่จะใช้ประโยชน์ปราสาทพระวิหาร ร่วมกันระว่างไทย-กัมพูชา
ต้อง ทำให้ผู้นำรัฐบาล หรือนายกฯ ทั้งสองชาติ เป็นมิตรกันก่อน แต่ตอนนี้ผู้นำ อยากจะ make war มากกว่า make love และและก็เป็นการ make war เพื่อผลประโยชน์บางอย่างทางเกมส์การเมืองของ "พรรค" หรือของ "กลุ่มชน" ที่เคลื่อนไหวแล้วอ้างว่าเป็น "ภาคประชาชน" ทั้งๆที่การ make love น่าจะได้ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ และต่อประชาชนโดยรวมมากกว่า แต่ผมว่า อันนี้คือประเด็นทาง "การเมือง" อย่างไรเล่า เรากำลังดู "ละครการเมือง" ฉากใหญ่มาก ต้องตั้งใจดูให้ดี (แม้จะไม่อยากดูก็ตาม เพราะเป็น "ไฟล๊ทบังคับ") แล้วคอย "จับผิด" ตัวแสดงให้ได้ @ การเมือง แปลว่าเราไม่ต้องพูดความจริงหรือ
แน่นอน คุณคิดว่า "นักการเมือง" พูดความจริงหรือ "นักการเมือง คือ คนที่พูดความไม่จริง ให้ดูเหมือนจริง ดูน่าเชื่อถือเป็นบ้าเลย" (หัวเราะ) และบางที ถึงขนาดว่านักการเมืองต้องพูดความเท็จ ให้ดูเหมือนจริง เนียน หรือให้มันกำกวม ต้องให้ตีความแล้วเป็นประโยชน์ต่อเขา @ ทำไมประเทศไทย ไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นการสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศ เช่นเดียวกับกัมพูชา
เพราะกรณีปราสาทพระวิหาร ถูกทำให้เป็น "เกมส์การเมืองภายใน" ของไทยอย่างมาก ถูกใช้โดยรัฐบาลหลายรัฐบาล โดยจะนำขึ้นมาหรือไม่นำขึ้นมา เพื่อพิชิตฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลไทยหลายรัฐบาลใช้มาตลอด รัฐบาลจะปลุกกระแสความรักชาติ ชาตินิยม การเสียดินแดน รัฐบาลปลุกมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพิบูลสงคราม เมื่อ 70 ปีที่แล้ว รัฐบาลสฤษดิ์ เกือบ 50 ปี มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองฝ่ายพันธมิตร หรือเสื้อเหลือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองปัจจุบัน ต่างก็ใช้กรณีนี้สร้างความนิยมให้ตัวเอง สร้างแต้ม และทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียแต้ม หรือถูกโค่นล้มด้วยซ้ำไป @ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ใช้เรื่องปราสาทพระวิหารอีกแบบหนึ่ง
ใน สมัยนายสมัคร สุนทรเวช (2551) เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เดินตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (2331-34) ที่ได้ "เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นตลาดการค้า" และเอาเข้าจริงรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลหลังจากนั้น ก็เดินตามเกมนี้ของ พล.อ.ชาติชาย ทั้งรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย ยังได้ลงนาม เอ็มโอยู 2543 (MoU 2000) ฉบับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร (รมช.กต.) กับ ฮอร์นัมฮง และหลังจากนั้นรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ก็เดินเกมส์นั้นต่อมา โดยยังให้การสนับสนุน (หรือย่างน้อยก็ไม่ได้คัดค้าน) กัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่การประชุมที่เมืองไครส์เชิรส ประเทศนิวซีแลนด์เมื่อปี 2550 (2007) แม้รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จะไม่ได้ส่ง รมว.ต่างประเทศ (คือนิตย์ พิบูลสงคราม ด้วยเหตุผลที่ไม่แจ้งชัดนัก อาจเป็นเพราะว่านามสกุล ซึ่งเคยถูกใช้เป็นชื่อว่าจังหวัดพิบูลสงคราม แทนจังหวัดเสียมราฐ ที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามไปยึดได้และปกครองเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยระหว่าง พ.ศ. 2484-2488) ไปเจรจาที่นิวซีแลนด์ก็จริง แต่ตัวแทนของรัฐบาลในขณะนั้นคือ อดีตทูต มนัสพาสน์ ชูโต ก็ให้ความเห็นชอบ (หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้คัดค้าน จะด้วยเหตุผลของ "สี" เสื้อ หรือรัฐบาลก็ตาม)
ในตอนนั้น กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ยังไม่ถูกปลุกระดมขึ้นมา ในการประชุมที่นิวซีแลนด์ ในปี 2550 แต่จะถูกปลุกในปี 2551 เมื่อนายกรัฐมนตรีมาเป็น สมัคร สุนทรเวช และ รมต. กต. คือ นพดล ปัทมะ ผมเข้าใจว่า ถ้า พล.อ.สุรยุทธ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และมีนิตย์ พิบูลสงคราม เป็น รมต. กต. อยู่ในปี 2551 ประเด็นนี้ ก็อาจจะไม่ถูกปลุกก็ได้ ไม่แน่นะครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และเป็นเกมส์การเมืองของเสื้อ "สี" อะไร @ ความทรงจำประวัติศาสตร์ กับประเทศเพื่อนบ้าน
ตำรา เรียนประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่สมัยสมบูรณายาสิทธิราช จนถึงการ "ปฏิวัติ" เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตำราเรียนก็ไม่ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย เพราะยังทำให้กัมพูชาเป็น "ผู้ร้าย" ในประวัติศาสตร์อยู่เรื่อยไป แต่เป็นผู้ร้ายแบบ "ตัวเล็กๆ" จะข่มขู่เคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ได้ เป็นลูกไล่ ลูกกะโร่ แต่ใน ขณะที่พม่า ถูกทำหรือวาดภาพให้เป็น "ผู้ร้ายตัวใหญ่" พม่ายกทัพมาทีไร ก็ตีหรือเผากรุงศรีอยุทธยาได้ ส่วนเขมรมาทีไร ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ต้องถอยกลับไป และไทยเราต้องไป "เอาคืน" อย่างในกรณีของ "พระยาละแวก" คือมีแต่ประวัติศาสตร์ที่มอง "ด้านเดียว" ว่าไทยเราถูก "กระทำ" อย่างหนักโดยพม่า ในเวลาเดียวกัน เขมรก็เข้ามาซ้ำเติม "กระทำ" อย่างเบา
ในประวัติศาสตร์ไทยเรา ก็ไม่มี "ความทรงจำ" ไม่ได้เขียนว่ากษัตริย์ไทยเรา สมัยพระเจ้าสามพระยาของกรุงศรีอยุธยา ก็เป็นฝ่ายกระทำ ที่ไปตีนครวัด นครธม หรือ "กรุงศรียโสธรปุระ" ของกัมพูชาจนแตก กลายเป็นเมืองร้างไปจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ กษัตริย์ ไทยเราสมัยพระนเรศวร ก็ไปตีเมืองละแวกจนแตก ทำให้เมืองละแวกกลายเป็นเมืองร้าง สมัยต่อๆมาก็ไปตีเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเขมรสมัยหลัง) ตีเมืองพนมเปญ แต่เราจะไม่มีในประวัติศาสตร์ของ "เหรียญสองด้าน" เรามีแต่ "เสีย" กรุงศรีอยุทธยา "เสียดินแดน" แต่เราไม่บอกว่า "ได้" นครวัดนครธม "ได้" กรุงละแวก หรือ "ได้" กรุงพนมเปญ หรือแม้แต่เรื่องของการ "ได้ดินแดนเสียมราฐ-พระตะบอง" มาก่อนในสมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนที่จะ "เสียดินแดน" นั้น ไปในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่คือ "ปัญหาในประวัติศาสตร์ของไทย" @ ตั้งแต่เราเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นไทยหรือเปล่า
ที่ จริงก็มีมาก่อนเปลี่ยนชื่อ "สยาม" เป็น "ไทย" แต่ผมคิดว่า เมื่อเปลี่ยนสยามเป็นไทย ได้สร้างวาทกรรมใหม่ ที่ฝังอยู่ในหัวสมองคนไทยปัจจุบัน คือ คิดว่าลาวเป็น "ของ" ไทย ส่วนเขมร ก็เป็น "ของ" ไทย ทั้งๆที่ในความเป็นจริง "ลาวเป็นของลาว" มาก่อน และ "เขมรเป็นของเขมร" มาก่อน ดังนั้น วาทกรรมทางประวัติศาสตร์ของไทย จึงมีแต่เรื่อง "เสียดินแดน" หลายครั้งต่อหลายครั้ง รวมแล้ว 15 ครั้ง แถมทำท่าจะ "เสีย" อีกในตอนนี้ ดังนั้น ไทยเราไม่มีประวัติศาสตร์ 2 ด้าน ที่จะบอกว่าไทย "ได้" มาก่อน แล้ว "เสีย" ไป
ในสมัยที่ยังเป็นสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งระบอบการปกครองสมัยนั้น "ยอมรับ" ว่าต้อง "เสีย" และยอมรับที่จะต้องร่วมขีดเส้น "เขตแดน" หรือ "พรมแดน" ในอินโดจีน (ลาวและกัมพูชา) เพราะถ้าไม่ยอมรับก็ "เสียดินแดน" ทั้งประเทศ ที่เคยนึกฝันว่าอังกฤษของพระนางวิกตอเรีย หรือรัสเซียของพระเจ้าซาร์ จะมาช่วยนั้นก็เป็นแต่เพียง "ความฝัน" และเป็น "ตำนาน" ปลอบใจ (คนสมัยนี้ด้วยกันเอง" เสียมากกว่า)
แต่ต่อมาสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้ว สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไป ฝรั่งเศสตกต่ำจนกระทั่งถูกเยอรมนียึดครอง ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ และ "ไทยใหม่" หรือเมื่อกระทำการเปลี่ยน "สยาม" ให้เป็น "ไทย" ก็สร้างกระแสลัทธิ (เชื้อ) ชาตินิยม สร้างวาทกรรมใหม่ว่า ไทย "เสียดินแดน" ไทยสมัยสยาม เป็นลูกแกะ ถูกหมาป่าฝรั่งเศส กระทำ ไทยใหม่ไม่สามารถจะยอมรับได้อีกต่อไป และนี่ก็เป็นที่มาของการเรียกร้องดินแดน "สองฝั่งโขงเป็นของเรา" หรือ "มณฑลบูรพา นี่ก็เป็นของเรา" (ตามคำขวัญของหลวงพิบูลสงคราม และหลวงวิจิตรวาทการ)
ปัญหาทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ สิ่งที่ไทยเราอ้าง มักจะเป็นการอ้างเพียงด้านเดียว ผมเรียกว่าเป็น "ประวัติศาสตร์บกพร่อง" และก็เป็น "ประวัติศาสตร์บาดแผล" ในเวลาเดียวกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอ้างเพียงแค่ "อนุสัญญากรุงโตเกียว 9 พฤษภาคม 2448" (สมัยนั้นเขียนว่า "โตกิโอ") เราก็จะได้ดินแดน "เสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-นครจัมปาศักดิ์-ลานช้าง" คืนมา เพิ่มมาอีก 4-5 จังหวัด แต่ถ้าดู ประวัติศาสตร์ 2 ด้าน ก็จะเห็นว่ามี "อนุสัญญากรุงวอชิงตัน 17 พฤศจิกายน 2489 ที่ต้องคืนดินแดนที่ได้มานั้นไป
มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ผู้คนส่วนใหญ่ "ลืม" หรือ "ไม่จำ" เกี่ยวกับเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร กล่าวคือในอนุสัญญาโตเกียว (โตกิโอ) ฉบับนั้น ไทยได้ปราสาทเขาพระวิหารมา พร้อมๆกับได้ปราสาทวัดพู (วัดภู) ในนครจัมปาศักดิ์ (ของลาว) มาด้วย อันว่าปราสาทวัดพูนี้ เป็นปราสาทขอม/เขมรที่เก่าแก่กว่า และเป็นแม่แบบของปราสาทเขาพระวิหาร คือ เป็นต้นแบบของปราสาทที่สร้างให้อยู่บนเขา วิธีการสร้าง การวางผัง เป็นแบบเดียวกันเลย ฉะนั้น ผังของปราสาทวัดพู ก็ถูกส่งมาเป็นผังของปราสาทเขาพระวิหาร แล้วผังของปราสาทเขาพระวิหาร ก็จะถูกส่งมาเป็นผังของปราสาทเขาพนมรุ้ง
กล่าวโดยย่อ วัดพูเป็นเสมือน "แม่" ของพระวิหาร และก็เป็นเสมือน "ยาย" ของพนมรุ้งนั่งเอง แต่ตอนนี้เราก็ไม่ได้สนใจ ที่จะพูดถึงความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวเนื่องกันของ ปราสาทวัดพู แต่ที่น่าสนใจก็คือ ประเทศลาวได้ยื่นเรื่องไปยูเนสโก จนกระทั่งทำให้ปราสาทวัดพูขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลก" ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ก่อนหน้าปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชาถึง 6 ปีด้วยซ้ำไป ทำให้ต่อมากัมพูชาก็ดำเนินการเสนอ จนทำให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2551
แต่ฝ่ายไทยเอง ยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับปราสาทเขาพนมรุ้ง ให้ขึ้นทะเบียนได้เป็น "มรดกโลก" กับเขาบ้าง
รวม ความแล้ว ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เราอ้างแต่ประวัติศาสตร์ที่ได้ประโยชน์ เพื่อการสร้าง "วาทกรรม" ทางเกมส์การเมือง ของ "การเสียดินแดน" ขยายความไปอีกว่าเป็นการ "เสียค่าโง่" บ้างล่ะ ขยายความไปว่าเป็นการ "เสียรู้" เรื่องเหล่านี้ ฝังรากลึกมากในมโนคติของสังคมไทย ไม่ว่าจะในตำราเรียน ในกลุ่มนักการเมือง นักวิชาการ และนักสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พวกกระแสหลัก" ทั้งหลาย
ผมจึงเรียกกรณีนี้ว่าเป็น "หลุมดำ" หรือ เป็น black hole
กล่าวคือ ในจักรวาลนี้ของเรา มี "หลุมดำ" ที่จะดูดทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดวงดาวใหญ่โต สะเก็ด หรืออุกาบาต จะหลุดเข้าไปหมด ออกมาไม่ได้ นี่เป็นความเป็นจริงในทางวิทยาศาสตร์ หรือดาราศาสตร์ แต่ก็สามารถนำมาอุปมาอุปไมยทางสังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ หรือแม้กระทั่งไสยศาสตร์ด้วยก็ได้ คือ มี "หลุมดำ" สำหรับสังคมไทยของเรา หลุมดำ นี้มีต้นกำเนิดมาจาก "ลัทธิชาตินิยม" ที่ "รักชาติเกินพอเพียง" เราอ้างแต่ประเด็นที่ได้ประโยชน์ ทั้งๆที่ข้อมูลมันเยอะมาก หลากหลาย แต่นักการเมืองจะบอก จะพูดเฉพาะข้อมูลที่เขาได้ประโยชน์มากที่สุด ตัวแทนรัฐบาลไทยที่ไปประชุมที่ควิเบก คานาดา หรือ เซวีญา ที่สเปน หรือแม้แต่ล่าสุดที่บาซีเลีย ก็ใช้ข้อมูลที่คิดว่ารัฐบาลของตน พรรคของตนจะได้ประโยชน์เท่านั้น
และนี่ก็เป็นทั้ง "ความผิดพลาด" และเป็น "จุดอ่อน" ของไทยเรา ดังจะเห็นในกรณีขึ้นศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2505 ทีมทนายของรัฐบาลไทย ที่มี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เชื่อนักเชื่อหนากับเรื่องของ "สันปันน้ำ" จากสนธิสัญญา 1904 (2447) หาได้ให้ความสนใจต่อสนธิสัญญา 1907 (2449/50) อีกหนึ่งฉบับไม่ คือ ฉบับที่รัชกาลที่ 5 ทรงลงพระนามให้สัตยาบันเมื่อครั้งเสด็จ "ไกลบ้าน" ไปกรุงปารีส ฉบับหลังนี้แหละ ที่กล่าวคลุมถึงเรื่องของ "แผนที่" อีกด้วย
ศาลโลกเขาจึงไม่ฟังทนายฝ่ายเรา คะแนนเสียงจึงออกมา 9 ต่อ 3 เมื่อปี 2505 ที่เราแพ้คดีไป ความผิดพลาดและการหลงเชื่อเหล่านี้ นักการเมืองไทยปัจจุบัน ระดับ นายกฯ และ รมต. ก็ยังเชื่อและใช้ข้อมูลเช่นนี้อยู่ แม้จะเป็นข้อมูลที่เราเคยใช้ แล้วแพ้คดีมาแล้วก็ตาม นำมาตอกย้ำ พูดซ้ำ ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั่วไป นำไปขยายเรื่อง ขยายความจากเรื่องของตัวปราสาท กลายเป็นเรื่อพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร กลายเป็นเรื่องพื้นที่ทางทะเล เรื่องมันถูกขยายไปเรื่อยๆ ตามเกมส์ของการเมือง ฉะนั้น ประเด็นนี้ ไม่จบง่ายๆ ขอให้คอยดูปีหน้า ที่กรรมการมรดกโลกของยูเนสโก จะไปประชุมที่บาห์เรน
ผมคิดว่าในทางสังคม ศาสตร์และไสยศาสตร์ ก็มี "หลุมดำ" ครับ เรื่องของ "ปราสาท" และ "เขาพระวิหาร" เป็น "หลุมดำ" ที่กำลังดูดคนไทย และชาติไทยลึกลงไปทุกทีๆ @ ต้องอยู่ใน "หลุมดำ" ต่อไป
สิ่งที่ผม วิตกคือ จะขึ้นจาก "หลุมดำ" ไม่ได้ มันยากที่ต้องเปลี่ยนตรง "ความคิด" นี่เป็นเรื่องเกมส์การเมือง ถ้าการเมืองไม่ดี ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ จำเนื้อร้องเพลงเก่าๆ เพลงหนึ่งได้ไหม ที่ว่า "ไทยจะเฟื่อง ไทยจะรุ่งเรือง ก็เพราะการเมืองดี" @ ทำอย่างไรจะสามารถตกลงกันเรื่องเขตแดนได้
ตกลง กันได้ ถ้าหากผู้นำกับผู้นำ นายกฯ กับนายกฯ เป็นมิตรกัน อย่างจีนกับเวียดนาม รบกันมา 2 พันปี แต่พื้นที่บริเวณที่เป็นเวียดนามเหนือกับจีนประมาณพันกว่ากิโลเมตร ตกลงกันเรียบร้อยหมดแล้ว ขีดเส้นปักหลักเขตแดนกันหมดเลย แล้วทั้ง 2 ชาติ ก็ออกมาแสดงความยินดีด้วยกัน เป็น เจบีซี (Joint Boundary Commission) ระหว่างจีนกับเวียดนาม แปลว่าตกลงกันได้ กรณีดินแดนไม่ว่าจะ 1 ตารางนิ้ว หรือ 1 ตารางเมตรอะไรก็ตาม มันตกลงกันได้
แต่ข้อสำคัญ คือ รัฐบาลกับรัฐบาล ต้องเป็นมิตรกัน เพราะคนที่ทะเลาะกัน มันเป็นคนเมืองหลวงนะ คนเมืองหลวงกับคนเมืองหลวงจะทะเลาะกัน ชนชั้นนำกรุงเทพฯ จะทะเลาะกับชนชั้นนำพนมเปญ ปักกิ่งทะเลาะกับฮานอย อะไรแบบนี้ แต่ชนชั้นล่าง คนที่อยู่ศรีสะเกษ กับจังหวัดพระวิหาร ไม่ทะเลาะกันหรอก เขาเป็นพี่น้องกันด้วยซ้ำไป ข้ามชายแดน-เขตแดนกันไปมา ทำมาหากินกันด้วยกัน เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องเขตแดน จะแก้ได้ต้องมีรัฐบาลที่เป็นมิตรกัน จะแก้ได้ต้องคนชั้นบน คนที่ปกครองบ้านเมืองระดับนายกฯ หรือ รมต. นั่นแหละ หาใช่คนระดับล่าง หรือรากหญ้าไม่
ปัญหาอยู่ที่เมืองกรุง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชนบท ครับ
แม้ แต่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเจ้าภาพประชุมมรดกโลกปีนี้ ก็เคยทะเลาะกับอาเจนตินา เรื่องน้ำตกที่อยู่ตรงเขตแดน มีปัญหาการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วเคยทะเลาะกันมา แต่ด่าทอตีกันไปสักพักหนึ่งก็รู้ว่าไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร ถ้าไม่ดีกัน ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันและเรียกทูตกลับ ก็ไม่มีทางดีกัน มันต้องตั้งทูตกลับไปคุยกัน ครับ
ตัวอย่างของการทะเลาะ แต่เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรของกรณีน้ำตกและปาร์คที่เรียกว่า "อีเกาซู" Igaucu National Park นี้ น่านำมาเป็นกรณีศึกษาตัวอย่างของไทยและกัมพูชาอย่างยิ่ง @ ปัญหาไม่ใช่เรื่องเอกสารหลักฐาน แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เต็มใจใช้ร่วมกัน
เอกสาร หลักฐาน เอามาใช้เมื่ออยากทะเลาะหรือเป็นคดีความกัน แต่เอกสารหลักฐานจะโยนทิ้งไปก็ได้ หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลเสียใหม่ก็ได้ ถ้าเผื่อ "ซี้" กัน อยาก make love not war ก็มองข้ามไปได้ คิดว่าพื้นที่ตรงนี้ ที่ว่า "ทับซ้อน" "เสียอีกหนึ่งตารางนิ้ว" ก็ ไม่ได้นั้น เอามาทำมาหากินด้วยกันก็ได้ว่ะ (หัวเราะ) @ การใช้เวลาพูดเรื่องเอกสารหลักฐาน
ถ้า ต้องการเอาชนะ มันก็อ้างนะครับ เอกสารหลักฐานแผนที่ ตอนนี้เขมรบอกว่าต้องใช้แผนที่ปี 1908 (2451) ที่เรียกว่า Dongrek หรือ "ดงรัก" แต่ไทยเรามักจะเรียกกันว่า "แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน" หรือเรียกว่า "แผนที่ที่ฝรั่งเศสทำแต่ฝ่ายเดียว" และเราไม่ต้องการใช้ เราไม่รับแผนที่นี้ เราจะเอาสันปันน้ำ ส่วนทางเขมร เขายืนยันว่าแผนที่นี้ ฝรั่งเศสไม่ได้ทำฝ่ายเดียว แต่ทำกับสยาม และรัฐบาลสยามรับรู้ แถมยังเอามาใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สมัยของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ และสมเด็จกรมเทววงศ์ ใช้มาเป็นเวลานานมาก
แม้ กระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ สมัยเป็นอภิรัฐมนตรีของรัชกาลที่ 7 ก็เคยขออนุญาตฝรั่งเศสก่อนขึ้นไปชมปราสาทพระวิหาร ถ่ายรูปกันเยอะแยะเป็นชุด ตั้งแต่ก่อนขึ้น และขึ้นไปค้าง 1 คืน แล้วเสด็จลงโดยนั่งคานหามลงมา ก็เป็นหลักฐานซึ่งกัมพูชา เอามาใช้และชนะคดี แต่ทนายไทยเราบอกว่าไม่รับแผนที่อันนั้น ตั้งแต่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จนถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่า ไม่รับแผนที่ เราถือสันปันน้ำ ปัญหาก็คือ สันปันน้ำนั้นเป็นสันปันน้ำตามแผนที่ฉบับไหน
ใน ตอนหลังไทยเรามีแผนที่อีกฉบับ ที่มักจะเรียกกันว่า L7017 (ซึ่งเริ่มทำด้วยเทคนิคสมัยใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2474 สมัยรัชกาลที่ 7) กับแผนที่ล่าสุด คือ L7018 ซึ่งทำด้วยเทคนิควิชาการแผนที่ของอเมริกัน แทนอันเก่าที่เป็นเทคนิคของฝรั่งเศส ถ้าถือตามนี้ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรก็ต้องอยู่ในเขตแดนของไทย ฉะนั้น สรุปได้ว่าอ้างแผนที่คนละฉบับ ถือกันคนละฉบับ เมื่อตกลงกันไม่ได้ จะทำอย่างไร จะเจรจากัน หรือจะกลับไปขึ้นศาลโลกใหม่ หรือจะบานปลายไปจนเป็นการสู้รบ กลายเป็นสงคราม นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าทั้ง "ปราสาท" และ "เขาพระวิหาร" ได้กลายเป็น "วิกฤต" ไปแล้ว
จะตกลงกันได้ยังไง 2 ประเทศต้องเจรจากัน ถ้าเจรจาแบบทวิภาคี คือ 2 ประเทศไม่ได้ ก็ต้องเกิดพหุภาคี หรือหลายๆประเทศ ตอนนี้ สมเด็จฮุนเซน เดินหน้า "เกมส์การทูตและเกมส์การเมืองระหว่างประเทศ" เลยหน้าสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องการคือ "ทวิภาคี" ไปแล้ว กัมพูชาได้ยื่นเรื่องไปยังสหประชาชาติ และไปยังเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนปีนี้แล้ว (ร้อนถึง ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณที่เป็นทั้งเลขาธิการอาเซียน และเป็นอดีต รมต. กต. ของรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัย MOU 2000 ต้องวิ่งไปเจรจากับผู้นำรัฐบาลพนมเปญ)
ถ้าไทยเรา ยกเลิก เอ็มโอยู 2543 (MOU 2000) ฉบับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร กับนายฮอร์นัมฮง ซึ่งเป็นข้อตกลงแบบทวิภาคีกว้างๆ ที่จะทำการปักปัน "เขตแดน" ทางบกกัน ถ้ายกเลิกตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ และประชาชน (ภาคเหยี่ยว) เรื่องก็คงบานปลายไป อาจจะต้องไปสู่พหุภาคี มีอาเซียนเข้ามา มีประเทศที่สามเข้ามา (อาจเป็นเวียดนามหรืออินโดนีเซีย) มีสหประชาชาติเข้ามา อาจมีบราซิลเข้ามา หรือสถานการณ์อาจไปไกลถึงขนาดสู้รบเป็นสงครามกัน
สรุปแล้ว แปลว่ารัฐบาลไทยเอง นักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน (หรือพรรคฝ่ายเฝ้ารอดู) ประชาชน (ฝ่ายเหยี่ยว ฝ่ายพิราบ ฝ่ายเฝ้าดู ฯลฯ) ต้องถามตัวเองว่า "เราจะทำอย่างไรกัน" what is to be done ?
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อ ประโยชน์ของใคร ของพรรคฯ ของกลุ่มฯ หรือของประชามหาชน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนอกเมืองกรุง) ซึ่งเป็นตัวแทนของ "ชาติ" อย่างแท้จริง

นายกฯเบรคส่ง"วิคเตอร์ บูท"ไปสหรัฐฯ "ศิริโชค"รับเข้าพบผู้ต้องหาขนอาวุธจริงปัดให้นักโทษใส่ร้าย "แม้ว"

ที่มา มติชน

"ศิริโชค"รับเข้าพบ"วิคเตอร์ บูท"จริง

เมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผย วันนี้จะยังไม่มีการส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธชาวรัสเซีย ให้ทางการสหรัฐอเมริกาตามที่เป็นข่าว เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย


นาย ศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนสนิทนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมากล่าวหาว่านายศิริโชค ได้เข้าพบนายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย เพื่อให้นายวิคเตอร์ บูท ซัดทอดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนสั่งให้ขนอาวุธจากเกาหลีเหนือมายังประเทศไทย เพื่อให้กับคนเสื้อแดง ว่า ตนอยากชี้แจงว่าทนายของนายวิคเตอร์ บูท ได้ออกมาแถลงข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการพิสูจน์ว่านายจตุพร โกหกกลางสภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทนายของนายวิคเตอร์ บูท พูดชัดเจนว่าตนเข้าไปเยี่ยมนายวิคเตอร์ บูท จริง แต่ไม่มีการไปบอกว่าให้นายวิคเตอร์ บูท ไปใส่ร้ายป้ายสีพ.ต.ท.ทักษิณ

ปัดให้ใส่ร้าย"แม้ว"ขนอาวุธส่งเสื้อแดง


"มัน เห็นได้ชัด ว่าสิ่งที่คุณจตุพรทำมาตลอดคือพยายามต่อรอง และคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนคุณจตุพร ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่ ผมเข้าไปในเรือนจำเป็นไปตามกฎระเบียบของกรมราชฑัณฑ์ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ได้มีการใส่ร้ายป้ายสีหรือต่อรองกันเลย" นายศิริโชค กล่าว


เมื่อ ถาม ว่า นายจตุพรกล่าวอ้างว่าการพูดคุยไม่สามารถต่อรองได้ จึงเป็นที่มาของคำพิพากษาของศาลอุธรณ์ ให้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐ นายศิริโชค กล่าวว่า "นี่คือการโกหกของคุณจตุพร และวันนี้มีทนายของนายวิคเตอร์ บูท เป็นพยาน ยืนยันว่าไม่ได้มีการต่อรองอะไร" เมื่อถามว่า ดคีนายวิคเตอร์ บูท เกี่ยวอะไรกับประเทศศรีลังกา นายศิริโชค กล่าวว่า"นายวิคเตอร์ บูท ได้รับการเชื่อจากประเทศสหรัฐ ว่าเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ ซึ่งเครื่องบินที่มายังประเทศไทย มีความเกี่ยวพันกับบริษัทของนายวิคเตอร์ บูท ซึ่งเป้าหมายของเครื่องบินอยู่ที่ประเทศศรีลังกา และยังเกี่ยวโยงกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะวันเดียวกันพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ประเทศศรีลังกา ด้วยความที่เป็นส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ยังไม่ลืมหน้าที่การเป็นฝ่ายค้าน เราต้องตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรแค่นั้นเอง" เมื่อถามว่า นายวิคเตอร์ บูท ได้ระบุว่าความสัมพันธ์กับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า เขาไม่ได้บอกว่ามีความสัมพันธ์ บอกเพียงว่าเขารู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ ดี

ยันมีสิทธิ์เข้าพบนักโทษได้


เมื่อ ถามว่า เครื่องบินลำดังกล่าวหลังจากการตรวจสอบแล้วไม่ได้มีการระบุชัดเจนว่าอาวุธ เป็นของใคร นายศิริโชค กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศก็ต้องปฏิเสธความเป็นเจ้าของ หากวันนี้เราตรวจสอบว่าเครื่องบินเป็นของใครคงไม่ทราบ ขณะนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ ตนจึงจำเป็นต้องไปดูข้อเท็จจริง เมื่อถามว่า รัฐบาลยังเก็บอาวุธไว้หรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ตนมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีความเกี่ยวโยงอย่างไร โดยข้อมูลที่นายวิคเตอร์ บูท ให้มาเขาพยายามอ้างว่าเกี่ยวข้องกับประเทศอื่นที่พยายามจับเขา

เมื่อ ถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทราบหรือไม่ว่าได้เข้าไปพบนายวิคเตอร์ บูท นายศิริโชค กล่าวว่า "ผมไม่ได้บอกนายกฯ เราแยกกันทำงาน แม้ว่าผมจะติดตามนายกฯ เป็นเลขาส่วนตัวช่วยงานนิติบัญญัติ แต่บางเรื่องที่ผมเข้าไปตรวจสอบก็ไม่ได้บอกนายกฯ เพราะเป็นข้อมูลที่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้" เมื่อถามว่า หลังจากเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท แล้วได้รายงานให้นายกฯทราบหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับนายกฯว่าตนได้เข้าไปหาข้อมูล และพบข้อมูลบางสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งนายกฯไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมาก

เมื่อ ถามว่า เกรงว่าจะเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 261 เป็นการก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายบริหาร นายศิริโชค กล่าวว่า มันไม่เกี่ยว เพราะส.ส.มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลอยู่แล้ว การเข้าไปในเรือนจำเป็นไปตามกฎระเบียบของกรมราชฑัณฑ์ อยู่แล้ว ผมไม่ได้ใช้สิทธิมากกว่าประชาชนธรรมดา เมื่อถามว่า นายจตุพร ระบุว่าเข้าไปในเรือนจำนอกเวลาราชการ นายศิริโชค กล่าวว่า "ผมไม่ได้เข้าไปในเวลานอกราชการ ถ้าผมจำได้เข้าไปในเวลากลางวัน ซึ่งขออนุญาตตามปกติ ไม่ได้ผิดกฎเกณฑ์อะไร ก็เหมือนคุณจตุพรไปเยี่ยมยาทในเรือนจำ คุณจตุพรก็ขออนุญาตตามปกติ"

สื่อเกาะติดหน้าคุกเจ็ทมะกันจอดรอเก้อ

ผู้ สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าเรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ติดอาวุธคอยรักษาความปลอดภัย บริเวณด้านหน้าอย่างเข้มงวด ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ คอยติดตามการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธชาวรัสเซีย กลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่นางเอร่า บูท ภรรยาของนายวิคเตอร์ และครอบครัว ยังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหน้าเรือนจำอย่างใกล้ชิด


ขณะเดียวกัน บรรดาสื่อมวลชนไทย และสื่อมวลชนต่างประเทศ จากหลายสำนักปักหลักรอรายงานข่าวเกี่ยวกับการส่งตัวนายวิคเตอร์ อย่างใกล้ชิดแต่จนถึงเช้ายังไม่มีวี่แววว่าเจ้าหน้าที่จะนำตัวนายวิ คเตอร์บูท ออกมาจากเรือนจำแต่อย่างใด


ทางด้านนายลักษณ์ นิติวัฒนะวิจารณ์ ทนายความนายวิคเตอร์ บูท กล่าวว่า นายวิคเตอร์ บูท มีสิทธิ์ที่จะไม่เดินทางไปสหรัฐฯเนื่องจากนายวิคเตอร์ บูท ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามช่วงที่ติดคุก 2 ปี ได้สร้างความเสียหายให้กับนายวิคเตอร์ บูท เป็นอย่างมาก เพราะเป็นนักธุรกิจที่รับจ้างขนสินค้าอะไรก็ได้ เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ไปเปิดดูในเครื่องบินว่ารับจ้างขนอะไรทำให้ธุรกิจ เสียหายมหาศาล ตนจะยื่นคัดค้านโดยใช้กฎหมายพิจารณาความอาญาที่ศึกษามา ถ้าไทยยังยืนยันจะส่งนายวิคเตอร์ บูท ไปสหรัฐฯ ตนก็จะประท้วงหน่วยงานเรื่องความมั่นคงระดับสหประชาชาติ


ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาได้นำเครื่องบินเจ็ทมารอรับตัวนายวิคเตอร์ บูท ที่ลานบินกองบิน6 กองทัพอากาศแล้ว