WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 26, 2010

โค้งสุดท้าย

ที่มา ไทยรัฐ

เป็น ข่าวใหญ่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจาก ที่ปรึกษา รัฐบาลกัมพูชา และตามมาด้วยข่าวลือว่าอันที่จริง พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกปลดไม่ใช่ลาออกก็ว่ากันไป แนะให้จับตาปัญหาข้อพิพาท ระหว่างไทยกัมพูชาที่อาจจะมีการต่อรองอะไรบางอย่างก่อนที่จะนำไปสู่สงคราม ชายแดน แนะให้ดูท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประกาศว่าจะกลับประเทศไทยในสิ้นปีนี้

การเมืองท้องถิ่นเป็นการวัด กระแสระหว่าง 3 ขั้วอำนาจทาง การเมือง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และการเมืองใหม่ โดยเฉพาะการลง สนาม ส.ก.–ส.ข.กทม. ของพรรคการเมืองใหม่สร้างความหนักใจให้กับประชาธิปัตย์เพราะเกรงว่าจะตัด คะแนนกันเองเนื่องจากเป็น สินค้าตลาดเดียวกัน

จะแข่งขันกันอย่างไรก็ เป็นธรรมชาติของการเมืองแต่ต้องอยู่ใน กรอบกติกา การเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. กทม. จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค.ที่จะถึงนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ต้องตำหนิการประชาสัมพันธ์ ของ กทม. ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ บริพัตร อาจจะเล็งไปช่วย ผู้สมัครของพรรคหาเสียงมากไปหน่อยเลยลืมหน้าที่ตัวเอง อันที่จริง กทม.จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าจะต้องออกมาใช้สิทธิเลือก ส.ก.-ส.ข.เพราะอะไร เนื่องจากการทำหน้าที่ของ ส.ก. และ ส.ข.มีความสำคัญไม่ต่างจาก ส.ส. มีงบประมาณที่ต้องดูแลเป็นพันล้าน ใกล้ชิดชาวบ้านมากกว่า ส.ส.ซะอีก

เช่นเดียวกับการหาเสียงของ ส.ก.-ส.ข.ก็ควรจะประชาสัมพันธ์ ให้ชาว กทม.ได้ทราบว่าเลือกไปแล้วจะรับใช้ประชาชนด้านใดได้บ้างไม่ใช่เลือกกันทีก็ จะเห็นหน้าผู้สมัครที ตามชุมชน ตามหมู่บ้าน ที่ยังมีปัญหาสารพัดก็เพราะการขาดความเอาใจใส่ในความสำคัญของการทำหน้าที่ ส.ก.-ส.ข. มีข่าวทีไรก็จะเป็นในแง่ลบ ถลุงงบประมาณ ไปทัวร์นอกบ้าง เล่นแร่แปรธาตุงบ กทม.กันสนุกสนานบ้าง ปัญหาง่ายๆ รถติด น้ำท่วม ขยะเต็มก็ยังเป็นปัญหาอมตะที่แก้ไม่ได้เหมือนเดิม

เข้าใจว่า ส.ก.-ส.ข.เองก็ยังสับสนกับการทำหน้าที่ของตัวเอง บางที ก็ไปขายนโยบายที่เกินจริงกลายเป็นว่าไป ขายฝันกับชาวบ้าน แบบลมๆแล้งๆ ยกตัวอย่าง ในเขตบึงกุ่ม มีผู้สมัครบางคน เสนอแนวคิดรัฐสวัสดิการขนาดรัฐบาลใหญ่กว่าตั้งเยอะยังลูกผีลูกคน รัฐสวัสดิการนั้นหมายถึงว่ารัฐมีรายได้พอเพียงที่จะดูแลประชาชนในความเป็น อยู่พื้นฐานได้โดยไม่เดือดร้อน

ปัญหาการเมืองในประเทศที่ประชาธิปไตย กำลังพัฒนามักจะประสบกับเรื่องความ ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงในระบอบการปกครอง ความรู้สึกสำนึกในการทำหน้าที่ของตัวเองทั้งประชาชนและนักการเมือง บางคนทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้รับเลือกเข้าไป แต่พอเข้าไปแล้ว ทำอะไรไม่เป็น

ฝาก ผู้ว่าฯ กทม.และ กกต.ให้สนใจทำประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนได้เข้าใจถึงการเลือกตั้ง ระดับท้องถิ่นมากกว่านี้ดีกว่าไปทุ่มเทงบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เชิญชวนให้ชาวบ้านไปเลือกตั้งปาวๆ แต่ไม่รู้ว่าเลือกแล้วจะเข้าไปทำอะไร ได้บ้าง เสียเงินก็อีกเรื่องแต่เสียโอกาสการเรียนรู้ประชาธิปไตยเรื่องใหญ่ ประชาธิปไตยบ้านเราถึงได้อยู่ในมือคนส่วนน้อยพับผ่า.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 26/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูนเซีย 26/08/53

"ศิริโชค"รับแล้ว คุยกับบูท "เมียหมี"มีเทปลับ

ที่มา ข่าวสด




เยี่ยมสามี - นางเอลล่า บูท ภรรยานายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ
ชาวรัสเซีย หิ้วอาหารเข้าเยี่ยมสามีที่เรือนจำบางขวาง
โดยเผยว่ามีเทปลับตอนนายศิริโชค โสภา คนสนิทนายกฯพูดคุยกับสามีในคุกด้วย

นางเอลล่าได้เปิดเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ยืนยันว่า
นายศิริโชคมาพบนายบูท ทั้งคู่พูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ
ซึ่งในวันนั้นนางเอลล่าก็อยู่ด้วยขณะที่ทั้งสองสนทนากัน
แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้มาก เนื่องจากไม่ได้สันทัดภาษาอังกฤษมาก
หากอธิบายออกไปเกรงว่าจะทำให้ความหมายในการสนทนาระหว่างทั้งคู่ผิดเพี้ยน
แต่ได้บันทึกเทปการสนทนาเอาไว้อย่างละเอียดทุกคําพูด
และจะนำไปให้บริษัทรับแปลภาษาที่ประเทศรัสเซียแปล ก่อนจะมาเผยแพร่ให้ทราบ
เพราะต้องระวังเรื่องความปลอดภัย

ภรรยาของนายบูท เปิดเผยกับสำนักข่าวแห่งเดิมอีกว่า
สำหรับเครื่องบินสัญชาติจอร์เจียที่ถูกทางการของไทยจับกุมได้พร้อมอาวุธสงครามจำนวนมากนั้น
เครื่องบินลำดังกล่าวไม่ใช่ของนายบูท
เพราะนายบูทเปิดบริษัทรับขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ไม่ใช่พ่อค้าอาวุธสงคราม

Clip VDO ย้อนรอยการตาย ‘ฟาบิโอ โพเลนกิ’ช่างภาพอิตาลี

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

Pukwipa

Voice TV Reporter

ย้อนรอยการตาย ‘ฟาบิโอ โพเลนกิ’ช่างภาพอิตาลี

สื่อต่างชาติให้ความสนใจกับการตามหาผู้ยิงฟาบิโอและได้เขียนบทวิเคราะห์ว่า

ใครเป็นผู้ยิงขึ้นมาควบคู่กับตามหากล้องของฟาบิโอที่หายไป


ค่าชีวิต

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน



ภาพรมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
โค้งคำนับไว้อาลัยนักข่าวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษาฯ

แทนคำได้นับแสน นับล้านคำ?


คนญี่ปุ่นถูกฆ่าตายอย่างไม่ปกติที่สี่แยกคอกวัว
รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญถึงขนาดรัฐมนตรีมาเยือนไทย

ต้องมาคารวะดวงวิญญาณเพื่อนร่วมชาติถึงจุดที่ตาย

แม้จะเพียงศพเดียว ชีวิตเดียว!

น่าชื่นชม น่ายกย่องผู้ปกครองญี่ปุ่นอย่างยิ่ง

ที่เห็นทุกชีวิต ทุกความเป็นคน มีเกียรติ มีคุณค่า มีความหมาย

ดูภาพผู้ปกครองญี่ปุ่นแล้วดูผู้ปกครองของเรา

แทนคำได้นับแสน นับล้านคำ เช่นกัน?

จากเหตุการณ์ "ขอพื้นที่คืน" 10 เมษาฯ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเอาชีวิตมาทิ้ง
ต่อเนื่องถึงเหตุการณ์ "กระชับวงล้อม" 19 พฤษภาฯ

คนไทยนับหมื่นนับแสนถูกกล่าวหา ถูกล้อมปราบ ถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ตายไป 91 ศพ 91 ชีวิต!!

จำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองของไทย


แต่อย่าหวังถึงขนาดไปยืนโค้งคารวะดวงวิญญาณคนตาย

อย่าหวังถึงขนาดไปร่วมงานสวด งานเผาศพ

เพราะแค่คำขอโทษสักครั้งก็ยังไม่เคยออกจากปากผู้รับผิดชอบผู้สั่งการ ทั้ง 2 เหตุการณ์

ไม่ว่านายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และศอฉ.

หัวใจ เลือดเนื้อ สามัญสำนึก ของผู้ปกครองเหล่านี้ทำด้วยอะไร

สุดแท้แต่ใครอยากรู้ อยากหยั่ง??

ทว่ามันสะท้อนความจริง มันเปรียบเทียบให้เห็น

91 ศพ 91 ชีวิตคนไทย

ไม่มีเกียรติ ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายใดๆ เลย

เมื่อเทียบกับ 1 ศพ 1 ชีวิตคนญี่ปุ่น


ผู้ปกครองของเขา หัวใจ เลือดเนื้อ สามัญสำนึกสูงส่งมากน้อยเพียงใด

ภาพรมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น โค้งคำนับ
เพื่อไว้อาลัยดวงวิญญาณนักข่าวญี่ปุ่นที่แยกคอกวัว

คือคำตอบที่ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ

ขณะที่ภาพผู้ปกครองของเรา ที่มีต่อ 91 ศพ 91 ชีวิตคนไทยเพื่อนร่วมชาติ

ก็คือคำตอบที่ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ เช่นกัน

เมื่ออำนาจรัฐถูกปล้น from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche


ในมุมมอง
http://www.opendemocracy.net/democracy-fukuyama/fukuyama_3852.jsp
ของ ประเทศตะวันตก การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเปรียบเสมือน
การประกาศการ “สิ้นสุดของประวัติศาสตร์”
และยังเป็นการสันนิษฐานว่านี่คือชัยชนะอันถาวรและเด็ดขาดของแนวความคิด
แบบ เสรีนิยมประชาธิปไตยและระบบตลาดทุนนิยมที่มีต่อประเทศคู่แข่งทางความคิดใน ศตวรรษที่ 20

การด่วนสรุปนี้ ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสื่อมของระบบคอมมิวนิสต์
และหลังจากหลายคนมองว่าระบบตลาดทุนนิยมคือตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่
ในปี 2535 ประเทศคอมมิวนิสต์ต้องเผชิญกับตัวเลือก 3 ทาง คือ
การแยกตัวของประเทศในยุโรปตะวันออก,
ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (จีน, เวียดนาม)
หรือเลือกที่จะอยู่ในสภาพที่ประเทศมีความล้าหลังทางด้านเศรษฐกิจ
และโดด เดี่ยวประเทศจากประชาคมโลก (คิวบา, เกาหลีเหนือ)

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ
การล้มสลายของสหภาพโซเวียตทำให้ประเทศทั่วทุกมุมโลก
ขยายและดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย
http://muse.jhu.edu/login?uri=/journals/journal_of_democracy/v006/6.1rowen.html

อย่าง ไม่เคยมีมาก่อน นายซามูเอล ฮันทิงตันเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า
“คลื่นลูกที่สาม”ของการเกิดประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์/ทหาร
ที่ยังคงมีอยู่ในประเทศยุโรปตะวันตก (สเปน โปรตุเกส และกรีซ)
ได้ล่มสลายลงในกลางยุค 70
เช่นเดียวกับระบอบเผด็จการทหารในประเทศละตินอเมริกาหลายประเทศที่ล่ม
สลายลง ในปลายยุค 70และ 80 คลื่น “พลังมหาประชาชน”
ได้นำประชาธิปไตยมาสู่เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์
ในขณะที่การฆ่าหมู่จัตุรัสเทียนอันเหมินแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของพรรค
ผู้ นำทางการเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ภายหลังที่ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันตกล่มสลาย “คลื่นลูกที่สาม”
ยังได้เคลื่อนไปยังเหล่าประเทศในแอฟฟริกาซึ่งตั้งอยู่ใต้ทะเลทรายซาฮาร่าอีก ด้วย
โดยเหล่าผู้นำเผด็จการถูกโค่นล้มหรือกลุ่มผู้นำเหล่านั้น
ตัดสินใจเปลี่ยนการ ปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยด้วยตนเอง

ความเชื่อที่มีร่วมกันกันคือ อนาคตของ “ประชาธิปไตย”
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคือเรื่องที่เกี่ยวกับทางโลก
คือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ส่วนระบอบเผด็จการนั้นเป็นระบบที่อ่อนแอและไม่มีความชอบธรรม
ทั้งแนวทางความคิดพื้นฐานของระบอบเผด็จการไม่มีความน่าเชื่อถืออย่างสิ้น เชิง
เหตุผลง่ายๆของการล้มสลายของระบอบนี้และการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบอื่นคือ
เงื่อนไขของเวลาและยุคสมัย

แต่ความคาดหวังในระบอบประชาธิปไตยในต้นยุค 90
ต้องพังทลายลงอย่างช้าๆ
เมื่อจีนและพม่าไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย
ซ้ำประเทศประชาธิปไตย “คลื่นลูกที่สาม”
บางประเทศกลับต้องเผชิญกับความเลวร้ายของการใช้อำนาจรัฐที่ไร้ขอบเขต
บางประเทศติดชงัก
ระหว่างความเป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ
http://en.wikipedia.org/wiki/Delegative_Democracy

ซึ่ง ก่อให้เกิดระบอบการปกครองแบบลูกผสมแบบใหม่ขึ้น
และในบางประเทศพยายามรักษาโครงสร้างสถาบันแบบประชาธิปไตยภายใต้
รัฐธรรมนูญ ไว้ แต่เมื่อ“ลอกคราบ”
ของประชาธิปไตยออกมาจะพบความด้อยของคุณภาพของผู้แทนราษฎร
เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำ
ความเสื่อมของสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง และ/หรือ
ความล่มสลายของระบบนิติรัฐ

สาเหตุที่เหมือนกันของความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตยอย่างช้าๆ
ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตกคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
“การปล้นอำนาจรัฐ”
http://econ.worldbank.org/external/default/main?pagePK=64165259&theSitePK=469372&piPK=64165421&menuPK=64166093&entityID=000094946_00091405494828

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่องค์กรระหว่างประเทศศึกษาประเมินและพัฒนาคุณภาพ
ของ รัฐบาลหลายองค์กรให้ความสนใจ
กลุ่มนักวิชาการธนาคารโลกได้ให้ความหมายของ “การปล้นอำนาจรัฐ” ว่า
“ขอบเขตของคือการที่กลุ่มบริษัทกระทำผิดกฎหมาย
โดยการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับรัฐเพื่อแลกกับการมีอิทธิพลในการออกกฎหมาย
กฎเกณฑ์ ระเบียบ และข้อบังคับที่ออกโดยสถาบันรัฐ
” การที่กลุ่มนักวิชาการธนาคารโลกนิยามความหมายของปรากฏการณ์ดังกล่าว
นั้นถือ ว่่ามีประโยชน์ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามคำนิยามดังกล่าวมีข้อผิดพลาดบางประการ ซึ่งทำให้
“การปล้นอำนาจรัฐ” เป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน

กลุ่มเครือข่ายที่มีผลประโยชน์พิเศษและบริษัทเอกชนเกือบทั่วโลกเหล่านี้ มัก
พยายามที่จะซื้อโอกาสในการเข้าถึงองค์กรรัฐ
ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มเครือข่ายหรือบริษัทเอกชนในประเทศ
ที่มีระบอบ ประชาธิปไตยมายาวนานและ “มั่นคง”
แต่ความแตกต่างของปรากฏการณ์การนี้ในประเทศรัสเซียและสหรัฐนั้นนับซ้อน
มากกว่านั้น
ความแตกต่างที่สำคัญคือกลุ่มธุรกิจใหญ่เหล่านั้นอาจมีอิทธิพลต่อการออก นโยบายรัฐ
แต่ประชาชนยังคงใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อการแต่งตั้งหรือล้มรัฐบาลได้
การสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
โดยใช้สถาบันของรัฐเพื่อการเพิ่มอำนาจและความร่ำรวยให้กับพรรคพวกของตน
โดยจำกัดสิทธิของประชาชนและพื้นที่ของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ในการ ปฏิบัติหน้าที่ โดยปกติ “การปล้นอำนาจรัฐ”
มักจะเป็นเรื่องที่ประชาชนถูกจำกัดสิทธิการแสดงออกอย่างหนัก
และกระบวนการข่มขู่คุกคามเพื่อที่จะขัดขวางไม่ให้ประชาชนเหล่านั้น
เคลื่อน ไหวล้มล้างอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานกฎหมายของผมเผชิญกับปรากฏการณ์ “ปล้นอำนาจรัฐ”
หลายรูปแบบจากทั่วโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตัวอย่างเช่นในประเทศกัวเตมาลา
http://econ.worldbank.org/external/default/main?pagePK=64165259&theSitePK=469372&piPK=64165421&menuPK=64166093&entityID=000094946_00091405494828

และ รัสเซีย กลุ่มคนเหล่านี้ได้ปล้นและบิดเบือนอำนาจรัฐและหน่วยงานสืบราชการลับ ศาล
สภานิติบัญญัติ และกองทัพเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ระบอบประชาธิไตยภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นคือภาพลวงตา
เพราะการตัดสินใจไม่ได้มาจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง คดีความถูกตัดสินจากเบื้องบน
กระบวนการยุติธรรมมีไว้เพื่อเป็นเครื่องประกันไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้
และ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐสนับสนุนคนกลุ่มนี้โดยยอมให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทาง อำนาจ
เพื่อให้ร้าย คุมขัง หรือเนรเทศกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ออกนอกประเทศ
หรือลดอำนาจฝ่ายตรงข้าม
สื่อถูกควบคุมโดยการผสมผสานระหว่างปิดกั้นข่าวสาร คุกคาม และให้สินบน
และประชาชนจะไม่ถูกจับกุมคุมขังตาบใดที่ไม่ใช้เสรีภาพเรียกร้องให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน “การปล้นอำนาจรัฐ” คือ
ปรากฏการณ์ที่มักจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นใน ประเทศยุโรป
และละตินอเมริกา
และนั้นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ภายใต้คราบของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้ถูกสถาปนาขึ้นในประเทศไทย
ตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยได้อยู่ภายใต้อำนาจ
ของกลุ่มธุรกิจครอบครัวไทยเชื้อสายจีน
กลุ่มนายทหารในกองทัพ ข้าราชการพลเรือน
และกลุ่มองคมนตรีผู้มีอำนาจ
สมุกปกขาวของเราได้เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มอำมาตย์”
เพื่อการแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วนตัวอันมหาศาลของตนเอง
เหล่าข้าราชการพลเรือนและนายทหารร่วมมือกันเพื่อทำให้แน่ใจว่ากลุ่มบริษัท
ใน ประเทศกลุ่มใหญ่นี้ได้รับประโยชน์จากนโยบายงบประมาณรัฐ
พยายามทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ใช้แรงงานอ่อนแอ
และขัดขวางไม่ให้มีการแข่งขันทางการธุรกิจมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ตระกูลไม่กี่สิบตระกูลผูกขาดระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ของประเทศ

หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใดพยายามจะท้าทายระบบนี้โดยการควบคุม
การ ออกนโยบาลรัฐหรือแทรกแซงเครือข่ายกลุ่มอำมาตย์เหล่านี้ก็จะถูกกล่าวหา
อย่าง เป็นระบบว่าไม่จงรักภักดีต่อบัลลังและโกงกินประเทศ หากยังไม่สำเร็จ
รัฐบาลนั้นจะถูกยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารของเหล่าทหาร

สิ่งที่ตลกร้ายคือ
กลุ่มอำมาตย์ในประเทศไทยกระทำการไม่ต่างจากเครือข่ายกลุ่มอาชญากร
แต่กลุ่มคนที่ต่อต้านระบบเหล่านั้นกลับถูกประณามว่า
เป็นคนที่ “โกงกิน” ประเทศ และ “น่ารังเกียจ”

ข้ออ้างในการทำรัฐประหารในประวัติศาสตร์ชาติไทยทุกครั้งคือ
ต้องการกำจัดการคอรัปชั่น
และในบางครั้งยังมีการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากทหารด้วยกันเอง
ข้อกล่าวหาคอรัปชั่นให้ยึดอำนาจที่ผิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการปล้นอำนาจรัฐในประเทศไทยโดยกลุ่มนายทหาร
การใช้ข้ออ้างนี้ก็เพื่อที่จะปกปิด
http://online.wsj.com/article/NA_WSJ_PUB:SB10001424052748703837004575012531027404078.html

ความ ชั่วร้ายของคนกลุ่มนี้
และประเทศตะวันยังคงเชื่อข้ออ้างดังกล่าวจนถึงทุกวันนี้
แม้มือของกลุ่มคนพวกนี้จะเปียกโชกไปด้วยเลือดของประชาชนที่พวกเขาสังหาร
ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม

การต่อสู้คดีความในประเทศที่เผชิญกับปรากฏการณ์อำนาจรัฐถูกปล้นนั้นเป็น
เรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก นั้นเพราะศาลเป็นสถาบันที่ถูกปล้นอำนาจได้ง่าย
การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้ารัฐในการใช้อำนาจที่ผิดกฎหมายแทบจะเป็นสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้
และในขณะเดียวกันการพิจารณาคดีในศาลไม่ได้ต่างไปละครที่วิจิตรบรรจงอย่าง ละครคาบูกิ
ที่การพิพากษาคดีไม่ขึ้นอยู่กับความอ่อนหรือแข็งของการข้อต่อสู้ทางคดีของ ผู้ต้องหา อีกกรณีหนึ่งคือ
การทำให้ประชาคมโลกหันมาสนใจปัญหาเป็นสิ่งที่ยาก
เพราะ ประโยชน์ที่ประเทศเหล่านี้ได้รับนั้นจำกัด
และรัฐบาลตะวันตกนั้นให้ความสำคัฐกับภาพลักษณ์ในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า
แก่นสารของระบอบนี้

การ “ปล้นอำนาจรัฐ” ในประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ ในยุค 50
สิ่งสำคัญแรกสุดในมุมมองของประชาคมโลกต่อการแก้ปัญหาความไม่มั่นคง
ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือการใช้วิธีการทางการเมืองที่
ไม่ได้คำนึงถึง จริยธรรม อย่างแรกคือการต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์
และเมื่อไม่นานมานี้คือลดอิทธิพลของสาธารณรับประชาชนจีน
โดยสหรัฐได้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินอย่างมาก
ต่อกลุ่ม อำมาตย์ในประเทศไทย
แม้ว่าในเวลานั้นรับบาลไทยจะใช้ระบบที่กดขี่ประชาชนแค่ไหนก็ตาม
ผลก็คือประเทศเดียวที่สามารถกดดันและผลักดันให้ประเทศไทยไปสู่
แนวทาง ประชาธิปไตยได้นั้น ไม่ได้มีความสนใจที่จะทำเช่นนั้น
และในประเทศไทยนั้น
พื้นฐานของ “การปล้นอำนาจรัฐ”มีเล่ห์อุบายที่ซับซ้อนกว่า
ประเทศรัสเซียหรือกัวเตมาลา ประเทศเหล่านี้
การปล้นอำนาจรัฐตั้งอยู่บนพื้นฐานของเงินและกองทัพอย่างชัดเจน
แต่การปล้นอำนาจรัฐในประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเชื่อ
ในสิ่งที่เหนือ ธรรมชาติและกระบวนการล้างสมอง กว่าร้อยปีที่ผ่านมา
หน้าที่หลักของระบบการศึกษาไทยและสถาบันทางศาสนาคือ
การหลอกลวงประชาชนให้ เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและรายได้นั้นคือ
สิ่งที่ “เป็นธรรมชาติ” และคำกล่าวนั้น ทำให้เชื่อว่ากลุ่มอำมาตย์เหล่านั้น
มีสิทธิตามธรรมชาติที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะได้ทำกรรมที่ดีกว่า
และกระทำคุณงามความดีที่มากกว่าคนทั่วไป

โศกนาถกรรมที่เกิดขึ้นใน 4ปีที่ผ่านมา อาจจะเผยให้เห็นว่า
กลุ่มอำมาตย์ในประเทศไทยสามารถรักษาอำนาจของกลุ่มตน
โดย การใช้วิธีการสุดขั้วและจนตรอกอย่างการทำรัฐประหาร
ยึดสนามบิน ปิดกั้นข่าวสารอย่างรุนแรง คุมขังนักโทษทางการเมืองหลายร้อยคน
ใช้อำนาจฉุกเฉิน สังหารหมู่ประชาชนเท่านั้น
และยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการโฆษณาชวนเชื่อว่า
จะมีการก่อการร้ายอย่างต่อ เนื่อง เหตุผลที่วิธีการเหล่านี้มีความจำเป็น
เพราะกระบวนการล้างสมองประชาชนได้ล้ม เหลว
ประชาชนไม่เชื่อในคำโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป
และหลายคนต้องการที่จะทวงประเทศของพวกเขาคืน

กว่าสองทศวรรษผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า
ระบอบประชาธิปไตยใช้ได้ผลกับประเทศกำลังพัฒนาไม่เป็นไปอย่างที่ชาวตะวันตก กลัว
แต่ข้อเท็จจริงคือจุดสูงสุดของคลื่นประชาธิปไตย
ในต้นยุค 90 ได้ถอยหลังลงคลองแสดงให้เห็นว่าความเชื่อ
ในเรื่อง “จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์” ไม่เป็นความจริง
ความเสื่อมของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาคมโลกได้เห็นในสองศตวรรษที่ผ่านมา
ย้ำให้เห็นเราต้องระมัดระวังอย่างจริงจังว่าไม่มีชัยชนะใดที่ถาวร
และเมื่อเราได้ความเป็นประชาธิปไตยมา
เราจะต้องปกป้องเสรีภาพนั้นอย่างจริงจัง
ประชาชนไทยกำลังจารึกประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ
และ ประชาธิปไตยอันยาวนานหน้าใหม่
โดยทวงคืนอำนาจรัฐจากกลุ่มอำมาตย์เผด็จการที่ไร้ยางอาย
และนี่จะเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้ประชาคมโลกเห็นว่า
กระบวนการการทวงคืนและ เรียกร้องสิ่งเหล่านั้นทำกันอย่างไร


Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


http://robertamsterdam.com/thai/?p=366

รักชาติแบบไม่แบ่งใคร

ที่มา thaifreenews

โดย นอกคอก

ไลฟสไตล์
วิเคราะห์การเมือง
'หน่าย'การเมือง-สังคม รักชาติแบบไม่แบ่งใคร เครดิตสังคมดียังไม่พอ ต้องมีสติ-ฝีมือ-ค.กล้า!
วันพุธที่ 25 สิงหาคม 2010 เวลา 16:47 น.
"เอก ยุทธ" สุดหน่าย "การเมืองไทย-สังคมไทย" แขวะ "จารุวรรณ" อยากอยู่ในตำแหน่ง ก็ควรแก้ก.ม.เลยว่า "ใครมีตำแหน่งให้อยู่จนตาย-ไม่ต้องมีเกษียณ" พร้อมยกเหตุเกิดที่ "ตากาล็อก" ทีชาวฮ่องกงตาย มาสอน "มาร์ค" เพื่อเทียบกับเหตุเกิดที่เมืองไทย เย้ยมีเครดิตทางสังคมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติปัญญา-มีฝีมือในการบริหาร และมีความกล้าในการรับผิดชอบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำด้วย

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณ ประจำปี 2554 ว่า ผ่านมา 5 วัน อภิปรายกันกว่า 60 ชั่วโมง แต่เป็นเรื่องเดิมๆ ไม่มีอะไรสร้างสรรค์ การตัดงบฯก็ค่อนข้างเลอะเทอะ ไม่มีข้อมูลอะไรที่ชัดเจน และเช่นเดิม ก็ยังมีการกล่าวอ้างถึง "นักโทษทักษิณ ชินวัตร" อยู่ตลอด ทำให้รู้สึกว่า ข่าวที่เราในหน้าสื่อเวลานี้ ถ้าไม่มีข่าวเนวิน ชิดชอบ ก็เป็นข่าวลูกชายชวรัตน์ ที่เป็น the man behind the scene รวมถึงข่าวของ "นักโทษในต่างแดน" แทนที่จะเห็นข่าวที่ว่า รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้

ยิ่งมาเห็นกรณีคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ที่มาแถลงข่าวตอบโต้คารมกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อหน้าสื่อมวลชนแบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้รู้สึกอดสู ที่ผ่านมา จะเห็นว่า คุณหญิงจารุวรรณ ได้รับการต่ออายุจากยุคคมช.มาแล้ว แต่เมื่อกฎหมายระบุชัดว่า อายุเกิน 65 ปี ต้องเกษียณ ก็ยังมีการอ้างคำสั่งคปค. เพื่อยื้อให้อยู่ต่อไป เป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า "รักชาติ" แบบไม่ยอมให้ใครมารักเลย ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็น่าจะแก้กฎหมายไปเลยว่า ต่อ "ใครมีตำแหน่ง" ก็ให้อยู่จนตาย ไม่ต้องมีเกษียณ จะดีหรือไม่

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า อีกกรณีที่น่าเป็นห่วงคือ ศาลปกครองกลางมีความเห็นว่า คำสั่งที่ให้พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นรองผบ.ตร. มิชอบ และให้มีการถอนคำสั่งนั้น ก็ค่อนข้างงง และจะมีผลตามมาอีกมาก เพราะถ้ายกเลิกการแต่งตั้งครั้งนั้น แล้วการปฏิบัติหน้าที่มาปีเศษ จะเป็นอย่างไร หลายคำสั่งที่เซ็นออกไป จะเป็นโมฆะหรือไม่ ที่สำคัญตำแหน่งดังกล่าวมีการโปรดเกล้าฯมาแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องที่ "ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง" ต้องหาทางออกให้ได้

"ที่ผ่านมา จะเห็นว่า บ้านเราไม่มีความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ว่าถ้าเกิดเหตุใดๆ หรือเกิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะดำเนินการอย่างไร ที่เป็นบรรทัดฐาน และสังคมยอมรับ ไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ที่สำคัญคนที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ ควรมีจิตสำนึก และมีคุณธรรม-จริยธรรม สร้างบรรทัดฐานที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนในสังคมและคนรุ่นหลังๆ"นายเอกยุทธกล่าวและว่า เราจะเห็นกันว่า พอเกิดเหตุอะไรขึ้นมาในบ้านเรา ระดับรัฐมนตรี หรือแม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง ต้องลงไปดูแลทุกเรื่อง ซึ่งไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ที่ดูแล ควรรับผิดชอบไปเองได้ ไม่ใช่มัวรอผู้ใหญ่มาสั่งงานอย่างเดียว ทำให้งานไม่เดิน และเป็นอุปสรรคมาตลอด

นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า ที่อยากบอกคือ "อำนาจ" เป็นเส้นแบ่งที่บางมากๆ ระหว่าง "เผด็จการหลงยุค" กับ "นักประชาธิปไตย" เพราะต่างก็ถือกฎหมายฉบับเดียวกัน ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ พรรคเพื่อไทยถูกยุบอีก อะไรจะเกิดขึ้น เพราะการเมืองบ้านเราเวลานี้ ก็ยังย่ำอยู่แบบเดิมๆ หากยังเล่นการเมืองกันแบบนี้ สมัยหน้า...อาจได้เห็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือไม่ก็นายเนวิน ชิดชอบ หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลูกชายนายชวรัตน์ มาเป็นนายกฯของประเทศไทยก็ได้ ซึ่งไม่มีใครช่วยอะไรได้ ถ้าเรายังเลือกและยอมรับกับระบบที่เป็นอยู่แบบนี้ ถ้ามีการเลือกตั้ง พวกเขาก็จะกลับมา จะดี-จะชั่วอย่างไร ก็ไปว่ากันเอาเอง

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่า นักการเมืองทะเลาะกัน ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกันก็หันมาจูบปากกันได้ แต่เรื่อง "ความตาย" จะกี่ชีวิตก็มีความหมาย อย่างที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีเหตุร้ายแรง จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเสียชีวิตถึง 8 ราย แต่ก็ทำให้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ต้องออกมาขอโทษ เพราะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก แต่เมื่อมาเทียบกับเหตุเกิดที่เมืองไทย มีคนตาย 91 ศพ เจ็บอีกหลายพันคน แต่นายกรัฐมนตรีคนนี้ก็ยังอยู่ได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เคยเอ่ยคำ "ขอโทษ" แค่กล่าวเพียงคำว่า "เสียใจ" ต่อเหตุการณ์กระชับพื้นที่ที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้มีเครดิตทางสังคมสูง แต่สำหรับตนแล้ว แค่เครดิตอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีสติปัญญา-มีฝีมือในการบริหารประเทศ และต้องมีความกล้าในการแสดงความรับผิดชอบ เพื่อโชว์ให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำด้วย

"ย้ำอีกครั้งว่า บ้านเมืองเราต้องมีขอบเขต ถ้ามีคนทำผิด ไม่ว่าเป็นใคร-กลุ่มใด มีเส้นเพียงใด ก็ต้องจับกุมมาให้ศาลดำเนินการ ให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่มาใช้ศาลเตี้ย เพราะไม่เช่นนั้น เกิดเห็นบางคนคิดต่าง ก็บอกไม่รักชาติ ก็ไปจัดการเลย เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ควรใช้สติปัญญาตัดสินใจมากกว่าใช้อารมณ์"นายเอกยุทธกล่าว

๒๖ สิงหาคม .... ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira



“อัตตตา” หรือ “อัยยัตตตา” แปลว่า “พระเจ้าเป็นซึ่งพระเจ้าเป็น, เจ้านายเป็นซึ่งเจ้านายเป็น”

ผญา เป็นคำภาษาอีสาน สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากคำว่า ปรัชญา
ผญานาย = แนวความคิดของนาย

ต่อยอดสุวรรณภูมิ ตบหน้า คตส.มั่ว?!

ที่มา บางกอกทูเดย์


6 หมื่นล้านอีกแล้ว!! “ภูมิใจไทย”
ข้ออ้างประการหนึ่งในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็คือ
รัฐบาลในขณะนั้นปล่อยให้มีการคอร์รัปชั่นโกงกิน มีเรื่องทุจริตมากมาย

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ก็เลยต้องทำรัฐประหาร

ผ่านมาถึงวันนี้ วันที่ พล.อ.สนธิ ต้องการที่จะเล่นการเมือง
แต่ไม่รู้ว่าได้ย้อนทบทวนดูบ้างหรือไม่ว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา มาจนขณะนี้
ขาดอีกแค่ไม่ถึงเดือน ก็จะครบ 4 ปีแล้วนั้น ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในเมืองไทยเป็นอย่างไร

นักการเมืองที่กำลังกุมอำนาจในปัจจุบัน มือขาวสะอาด ปากไม่เปรอะ ปากไม่มันจริงๆ หรือ?

กลิ่นทุจริตกลิ่นคอร์รัปชั่นที่โชยคละคลุ้งในเวลานี้
บรรดานายทหารใหญ่ที่กุมอำนาจได้ดิบได้ดีอยู่ในเวลานี้ ไม่ได้กลิ่นเลยจริงๆ หรือ???

ถึงวันนี้ตราบาปที่ คปค. หรือ คมช. ได้สร้างเอาไว้เป็นมรดกที่ชั่วร้ายให้กับสังคม
กำลังทำให้ประเทศไทยเสียหายอย่างมากมายเหลือคณานับ

คมช. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คตส. ขึ้นมาเล่นงานตรวจสอบ
ผลงานรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โดยเฟ้นเอาเฉพาะตัวบุคคลที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น
ที่มาเป็น คตส. ซึ่งก็มีการประกาศว่าจะเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างแน่นอน

แต่จนถึงวันนี้ สิ่งที่สามารถเอาผิดได้ โดยอาศัยทริกตีความในแง่กฎหมายก็คือ
คดีที่ดินรัชดา เพียงแค่คดีเดียว โดยสร้างความงุนงง
และสร้างเสียงสะท้อนในเรื่องของ 2 มาตรฐานตามมามากมาย ...
เพราะคุณหญิง พจมาน ดามาพงศ์ เป็นบุคคลสาธารณะ ที่สังคมไทยรู้กันดี
โดยไม่สามารถที่จะปิดบังได้เลยว่า ขณะนั้นเป็นภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ซึ่งขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูสถาบันการเงินฯ และแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย
ก็ไม่เคยทักท้วงในเรื่องคุณสมบัติของคุณหญิงพจมานเลยแม้แต่น้อย
ทั้งๆ ที่มีการยื่นซองเข้าประกวดราคาโดยเปิดเผย และกองทุนฟื้นฟูฯ
ก็เปิดซองตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิที่จะซื้อแล้วด้วย

ลักษณะอย่างนี้แหละที่ก่อให้เกิดคำถามในสังคมไม่หยุด!!!

ในขณะที่อีกหลายๆ คดี ที่ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา
ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน คตส. ได้ให้สัมภาษณ์
ปรากฏเป็นข่าวเป็นประจักษ์พยานเอกสารอย่างชัดเจนว่า มีข้อมูลมากมาย
จับเรื่องนี้มาโดยตลอด สามารถเอาผิดได้แน่ภายในระยะเวลาอันสั้น

เช่นเดียวกันกับ นายแก้วสรร อติโพธิ ที่ได้เป็น คตส. ด้วยเหมือนกัน
ก็ประกาศว่าหลักฐานชัด หลักฐานพร้อม ผิดกฎหมายแน่นอนเอาผิดได้แน่
สุดท้ายแทนที่จะใช้หลักกฎหมายในการเอาผิด กลับต้องไปใช้
”ทฤษฎีเปรียบเทียบ” ที่ตั้งขึ้นมาเอง เป็น”ทฤษฎีวัวทฤษฎีควายกินหญ้า”
เล่นเอาบรรดานักกฎหมายที่แท้จริงต่างมึนไปตามๆ กัน

ซึ่งหนึ่งในกรณีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ โดนหนักมาก เล่นกันเป็นลูกระนาด
รับส่งลูกกันเป็นจังหวะจะโคน ทั้งกลุ่มนายทหารที่ทำการรัฐประหาร
ทั้ง คตส. และแม้กระทั่งสื่อบางสื่อที่ร่วมถล่มอย่างชัดเจน นั่นก็คือ
กรณีสนามบินสุวรรณภูมิ และการลงทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ

หนักสุดคือเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจสอบ CTX ที่ทุกฝ่ายปาวๆว่าทุจริตแน่นอน...
แต่วันนี้เงียบจ้อย ไม่มีความผิดใดๆ เลย
แม้แต่แค่ระดับรัฐมนตรีคมนาคมในขณะนั้น คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ซึ่งเป็นผู้อนุมัติโครงการ ก็กลายเป็นเรื่องเงียบหายไปโดยไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

มีแต่กระแสข่าวเรื่องเงินสะพัด
และมีใครบางคนที่มุ่งตรวจสอบเรื่องนี้ อ้วนพีปรีเปรมเสมสันต์ไปไม่น้อย

อีกกรณีที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกโจมตีคือเรื่อง แท็กซี่ รันเวย์ ร้าว และมีหลุมลึก
ซึ่งขานรับโดยสื่อเลือกข้าง ทั้งถ่ายรูปหลุมซึ่งมีอยู่หลุมเดียว
ถ่ายซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนมุมไปมา แต่ก็หลุมเดิมนั่นแหละ พร้อมกับชี้นำสังคมว่า
แย่แล้ว สนามบินสุวรรณภูมิจะพังแล้ว เพราะโกงกินกันหนัก

แต่ในความเป็นจริง
สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินอินเตอร์เนชั่นแนลขนาดใหญ่
เพียงสนามบินเดียว ที่เมื่อเปิดใช้แล้ว
ไม่มีการต้องปิดชั่วคราวเพื่อซ่อม หรือปรับปรุงระบบเลย
ในขณะที่สนามบินอินเตอร์เนชั่นแนลอื่นๆ เมื่อเปิดใช้แล้ว มักพบปัญหา
และมีการหยุดเพื่อแก้ไขทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะที่สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือในยุโรป ในอเมริกาเองก็ตาม

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า ตลอดเวลาที่มีการโจมตีว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหา
แท็กซี่รันเวย์ ไม่ได้มาตรฐานนั้น ปรากฏว่าสายการบินนานาชาติ ยังคงบินขึ้นบินลงตามปกติ

ซึ่งสายการบินนานาชาติ จะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
หากสนามบินไหนไม่ปลอดภัยกัปตันนักบินต่างชาติจะไม่ยอมบินไปลงเด็ดขาด
แต่ตลอดมาจนวันนี้ไม่มีนักบินต่างชาติจากสายการบินใด
ที่บอกว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีอันตรายไม่ปลอดภัยเลย

ทุกสายการบิน ทำการบินขึ้นลงอย่างสบายใจมาโดยตลอด

รวมทั้งบริษัทประกันภัย อย่าง บริษัท ลอยด์ อินชัวแรนท์
ซึ่งเป็นบริษัทมาตรฐานสากลระดับโลก ที่รับประกันภัยสนามบินสุวรรณภูมิ
ก็ไม่เคยปฏิเสธหรือถอนการรับประกันแต่อย่างใด
หากสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหาจริง บริษัท ลอยด์ฯ จะยอมรับประกันหรือ?

ดังนั้นตราบาปที่ใครหลายคนพยายามสร้างให้กับสนามบินสุวรรณภูมินั้น
วันนี้น่าจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า
วันนั้นภาพรอยร้าว ภาพหลุมลึกอะไรต่างๆ นานาคือกระบวนการป้ายสี

หากเป็นข้อทุจริตจริง
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ควรจะต้องโดนดำเนินคดีไปแล้ว
ไล่ตั้งแต่นายสุริยะขึ้นไปจนหมด ครม. และแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยเลย...
แต่สุดท้ายก็เหลวไม่มีอะไรในกอไผ่

ขนาด คมช. ส่ง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เข้าไปเป็นประธานบอร์ด
การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ขุดคุ้ยรื้อพรมทุกเรื่อง
เพื่อจะเอาผิดให้ได้ รวมทั้งเรื่องพื้นที่สัมปทาน
ร้านดิวตี้ฟรี ของ บริษัท คิงส์ เพาเวอร์ ของนายวิชัย รักศรีอักษร ด้วย

แต่สุดท้าย พล.อ.สพรั่ง ก็ไม่สามารถที่จะเล่นงานเอาผิดใครได้
กลับได้ความสนิทสนมเกื้อหนุนจากนายวิชัยเข้ามาแทน

ในขณะที่คนใกล้ชิด พล.อ.สพรั่ง ที่มีชื่อคุ้นเคย เป็นอักษร ช.ช้าง เสียอีก
ที่กลับเป็นฝ่ายอู้ฟู่ขึ้นมา จากการที่ พล.อ.สพรั่ง เข้าไปคุมสนามบินสุวรรณภูมิ

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลพวงการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ใช่หรือไม่
เป็นสิ่งที่ต้องถามใจ พล.อ.สนธิ และกลุ่มนายทหาร คมช. ทั้งหลาย ว่า
เมื่อย้อนคิดกลับไปแล้ว รู้สึกเช่นใดหรือไม่

ที่สำคัญหากสนามบินสุวรรณภูมิเลวร้าย และมีปัญหาจริง
ทำไมวันนี้จึงยังคงเปิดให้บริการได้โดยไม่มีปัญหา

แถมล่าสุด กลับกลายเป็นว่าผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
ที่เคยระบุว่าจำเป็นต้องสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพราะสนามบินดอนเมืองรองรับไม่ไหวแล้วนั้น
วันนี้ก็พิสูจน์ชัดอีกเช่นกันว่า เป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องแล้ว

เพราะวันนี้กระทรวงคมนาคม ก็กำลังเอาผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาต่อยอด ว่า
แม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิเอง ในอนาคตก็กำลังจะไม่พอเพียง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการจะเป็น Hub ของสายการบินในภูมิภาคนี้

ก็จำเป็นต้องขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 ตามแนวทางที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
เคยวางเอาไว้

ถ้ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ผิดพลาดจริงๆ
ทำไมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคภูมิใจไทยของ นายเนวิน ชิดชอบ
ที่เข้ามายึดกุมบริหารกระทรวงคมนาคมอยู่ในปัจจุบัน จึงเอาแผนงานมาสานต่อ

การต่อยอดครั้งนี้นอกจากเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า
โครงการสนามบินสุวรรณภูมิไม่ได้เลวร้ายแล้ว
ยังถือเป็นการตบหน้า คนใน คตส. ที่เคยกล่าวร้ายเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิเอาไว้ด้วย!!!

โดยกระทรวงคมนาคม ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
ได้ชงข้อเสนอขอความเห็นชอบโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
(ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559) ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
หรือ ทอท. วงเงินลงทุน 62,503.214 ล้านบาท
ซึ่งคณะกรรมการ ทอท. มีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว เข้าสู่ที่ประชุม ครม.

ระบุว่าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 15 ล้านคนต่อปี
(จาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็นผู้โดยสาร
ระหว่างประเทศ 48 ล้านคนต่อปี และผู้โดยสารภายในประเทศ 12 ล้านคนต่อปี)

โดยที่จะเป็นงานก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก
งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 งานระบบสาธารณูปโภค
และงานจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการ ประกอบด้วย

1.กลุ่มงานอาคารผู้โดยสารหลัก วงเงินรวม 7,405.863ล้านบาท
ในงานออกแบบและก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก
ปีงบประมาณ 2555-2559 วงเงินลงทุน จำนวน 6,780.190 ล้านบาท
โดยมีพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 ตร.ม.
ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านคนต่อปี

2.กลุ่มงานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 วงเงินรวม 40,745.067 ล้านบาท

3.งานออกแบบและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคปีงบประมาณ 2554-2559
วงเงินลงทุน 2,693.219 ล้านบาท และ

4.งานจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการ วงเงิน 763 ล้านบาท

โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2554-2559)
อายุโครงการ 30 ปี มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ประมาณ 14,235 ล้านบาท
คิดเป็นร้อยละ 23.43 ของวงเงินลงทุน
ซึ่ง ทอท.จะใช้จ่ายจากเงินรายได้ของ ทอท. ในการลงทุนจำนวน 45,053.214 ล้านบาท
หรือประมาณร้อยละ 72.08 ในช่วงปีงบประมาณ 2554-2559
และมาจากเงินกู้ต่างประเทศ จำนวน 17,450 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 27.92
ในช่วงปีงบประมาณ 2558-2559 ทั้งนี้
ทอท.ประมาณการผลตอบแทนทางการเงินหรือ IRR เท่ากับ ร้อยละ 9.02
มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 645.484 ล้านบาท
และมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 10 ปี 1 เดือน

ตัวเลขของ ทอท. แสดงว่า ในปี 2552 มีผู้โดยสารมาใช้บริการ 40.09 ล้านคน
และ ทอท.คาดว่า ในปี 2554 จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเป็น 47.3 ล้านคน
และเนื่องจากขีดความสามารถในการรองรับหลุมจอดเครื่องบินประชิดอาคาร
มีเท่ากับ 51 หลุมจอด แต่มีความต้องการใช้งาน 67 หลุมจอด และจะเพิ่มขึ้นทุกปี

ทอท.จึงจำเป็นต้องเตรียมการปรับปรุงพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสาร และเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความแออัด
และรักษาระดับการให้บริการผู้โดยสารให้ได้ตามมาตรฐานสากล

นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ที่ผ่านมาสนามบินสุวรรณภูมิไม่ใช่ความผิดพพลาด
จึงทำให้ ทอท.เองก็ยอมรับว่า จะต้องมีการพัฒนาเฟส 2 ต่อไป

ตราบาปสุวรรณภูมิที่เกิดขึ้น เป็นเพียงหนึ่ง
ในวิธีการที่ใช้ในการทำลายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม การต่อยอดสนามบินสุวรรณภูมิ
ที่พรรคภูมิใจไทย เสนอชงขอใช้งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทในช่วงนี้ต่างหาก
ที่สังคมควรจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
และโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ซึ่งหากต้องการรักษาหรือสร้างภาพลักษณ์ให้ได้ จะต้องตรวจเข้มเป็นพิเศษ

เพราะเป็นเรื่องที่น่าสังเกตอย่างยิ่งหรือไม่ว่า
ทำไมกระทรวงคมนาคม ใต้เงาของพรรคภูมิใจไทย
จึงเน้นโครงการใหญ่ๆ หลายหมื่นล้านบาทมากเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถเมล์เช่า
ซึ่งจากเดิมตั้งธงเอาไว้ที่ 6,000 คัน มูลค่าตอนแรกปาเข้าไปถึง 110,160 ล้านบาท
เมื่อสะดุดก็ลดลงมาเป็น 98,000 ล้านบาท ซึ่งก็ยังแพงระยับอยู่เช่นเดิม

จนเมื่อถูกตีมากๆ ก็ลดจาก 6,000 คันลงมาเป็น 4,000 คัน
วงเงินแม้จะลงมาอยู่ที่ 65,000 ล้านบาท แต่ก็ยังแพงวินาศอยู่เช่นเดิม
ทำให้จนวันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ก็ยังคงต้องเตะถ่วงโครงการรถเมล์ 6 หมื่นล้านบาทนี้เอาไว้ก่อน

ซึ่งก็ให้บังเอิญเหลือเชื่อ ที่กระทรวงคมนาคมก็หันมาชงโครงการระดับ 6 หมื่นล้านบาท
ขึ้นมาทดแทนได้พอดิบพอดี ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเป็นรัฐบาล
แค่เปลี่ยนเป้าจากรถเมล์มาเป็นสนามบินเท่านั้น

ปัญหาคือ เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ กับระยะวลาที่เหลืออยู่
เพราะจะมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นในต้นปีหน้าอยู่แล้ว
ทำไมกระทรวงคมนาคมของพรรคภูมิใจไทยจึงต้องเร่งรีบเช่นนี้???

ข้อสงสัยเกี่ยวกับกระสุนดินดำเพื่อการเลือกตั้ง จึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
เพราะนายอภิสิทธิ์ เองก็ควรจะต้องยอมรับว่ากระแสเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น
และการกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ เวลานี้เกิดขึ้นหนาหูเหลือเกิน

หรือตัวเลข 6 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวเลขโชคลางของพรรคภูมิใจไทย
ที่ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้สักโครงการเถอะ!!!

ยุติธรรมวิปริต

ที่มา thaifreenews

โดย RED DRAGON

ยุติธรรมวิปริต


ไม่อายคนอื่น ก็น่าจะอาย ใจตัวเอง
ที่ท่านทำเส็งเคร็ง ที่เอ็งทำ สองมาตราฐาน
เคยเป็นที่ เชื่อถือ เคยนับถือ มาช้านาน
แต่กลับถูกประจาน ไร้มาตราฐาน ไร้สากล

พิพากษา แต่ละครั้ง ช่างพิกล ช่างพิการ
พิพากษา โดยสันดาน อมนุษย์ สุดเท่ห์สน
พิพากษา แบบนี้ บ้านเมืองนี้ จึงปี้ป่น
พิพากษา เอาใจคน ที่ชักใย ที่ใจมาร

อยุติธรรมอำมหิต ทำผิดมหรรษ์ ดันพิพากษา รออาญา
ขับรถชนถลา แล้วถอยทับ เกือบดับ นะครับท่าน
นิติธรรม นิติรัฐ ไอ้สัตว์มีไหม ในกบาล
ให้เขาวิจารย์ วิพากษ์ด่า วิพากษ์ว่า ทุกวี่วัน

อยุติธรรมอำมหิต ทำผิดแค่กะจิต เอากันติด ถึงตาราง
พอกูเอาบ้าง แค่ปาไข่ แค่ปาขี้ มรึงเล่นบี้ เกือบอาสัญ
แค่ส่งเสบียง เลี้ยงพวกกู เป็นผู้ร้าย ตัวสำคัญ
ตื่นขึ้นมาแต่ละวัน เห็นแต่เหี้ยทั้งนั้น ที่ครองเมือง