WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 27, 2010

แยกกันตี หรือ แยกกันจริง ?

ที่มา Voice TV



ถ้า ส.ก. และ ส.ข.เพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าทางพรรคอาจต้องกลับไปประเมินกลยุทธ์ใหม่

วิเคราะห์ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อของ ศอฉ.

ที่มา Voice TV



เครือข่ายสันติประชาธรรมเปิดเผย 10 เทคนิคในปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อของ ศอฉ. เพื่อดึงมวลชนสนับสนุนการสั่งปราบปรามคนเสื้อแดง

Thursday, August 26, 2010

โฉ่ไม่หยุดถึงคิวขายแป้งมัน 1,500 ล้าน กมธ.พาณิชย์ฯร่อนหนังสือฟ้อง"มาร์ค"ยกเลิกสัญญาส่อเอื้อ บ.จากจีน

ที่มา มติชน

ผู้ สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า ในวันที่ 2 กันยายน 2553 คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค่าต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง กรณีที่กรมการค้าต่างประเทศได้อนุมัติระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล 3 ชนิด (ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเหยีวขาว และข้าวขาว 5%) จำนวน 1 ล้านตันว่าได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและราคาที่เหมาะสมหรือไม่ โดยให้นายมนัส สร้อยพลอย มาชี้แจงด้วยตนเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในวาระการพิจารณาของคณะ กรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาคือกรณีกรมการค้าต่างประเทศได้ทำ สัญญาขายแป้งมันสำปะหลังกับบริษัท ไชน่ามาลีน จำกัด ของประเทศจีน จำนวน 136,000 ตัน ในราคาตันละ 10,660 บาทแบบ G to G เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อ 4 พฤษภาคม 2553 ในขณะที่ราคาแป้งมันในท้องตลาดขณะนั้นอยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน คณะกรรมาธิาการตั้งข้อสังเกตว่าการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้เกิดความเสีย หายอย่างมาก และทำไมกรมการค้าต่างประเทศไม่ยกเลิกสัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 คณะกรรมาธิการฯโดยนายพฤติชัย วิริยะโรจน์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณายกเลิกสัญญาการซื้อขายแป้งมันจากประเทศจีน โดยให้เหตุว่าจะทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียบหายว่า 500 ล้านบาท และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายทุจริต เอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีดังกล่าวด้วย

นำไฟเข้าบ้านซะแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_106302

เรื่องพิพาทชายแดนกัมพูชาแค่สิวไปเลย

เพราะวันนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้นำพาประเทศไทยก้าวไปอยู่ในจุดเด่น ที่โลกจ้องมองเป็นตาเดียวกัน ยืนอยู่ตรงกลาง "เขาควาย" ระหว่าง 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลก สหรัฐอเมริกากับรัสเซีย

ในสถานการณ์ที่มีแต่ "เสียกับเสีย"

กับ ปม "วิคเตอร์ บูท" พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย เจ้าของฉายา "พ่อค้าความตาย" ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาส่งตัวให้รัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางเสียงขู่คำรามฮึ่มๆของทางการรัสเซีย ต้องเอาตัวประชาชนของตัวเองกลับมาตุภูมิให้ได้

ลำพังไทยในฐานะ "สมันน้อย" อยู่ตรงกลางสิงห์กับเสือ ยังพอทำเนา

เข้าใจได้ถึงเงื่อนไขอาการ "อึดอัด"

แต่ เรื่องของเรื่อง มันดันโยงกับการเมืองภายในประเทศ ตามข้อมูลร้อนๆของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แทรกคิวอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ 2554 แฉดังๆกลางสภา ว่า คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เฉลยกันในนาทีต่อมาว่าชื่อนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา "เดอะวอลเปเปอร์"

ย่องเข้าเรือนจำหลังเวลาเยี่ยม

เพื่อ ทำการล็อบบี้ "วิคเตอร์ บูท" ให้ซัดทอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนสั่งขนอาวุธจากเกาหลีเหนือมายังประเทศไทย เพื่อไปให้กับคนเสื้อแดง โดยเครื่องบินถูกจับได้ระหว่างลงจอดเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง

แลกกับการช่วยเหลือในทุกกรณี

ขณะที่นายศิริโชคก็ไม่ปฏิเสธว่า แอบเข้าไปพบ "วิคเตอร์ บูท"

แค่ อ้างว่า เป็นการทำหน้าที่ ส.ส. ติดตามตรวจสอบข่าว "ตัดแปะ" จากหนังสือพิมพ์ ศรีลังกาที่ฝ่ายค้านแฉรัฐบาลศรีลังกาแอบตกลงกับอดีตนายกฯทักษิณเรื่องเงิน สนับสนุนหา เสียงประธานาธิบดี และ พ.ต.ท.ทักษิณเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธให้กบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม

สรุป "มีมูล" ตามที่สุนัขขี้

และ ในปมเดียวกัน ยังมีการโยงไปถึงฉากที่ว่า มีคนในรัฐบาลไปเจรจากับทางรัสเซียที่ประเทศเวียดนาม เพื่อเจรจาเงื่อนไข หากรัฐบาลรัสเซียส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้ทางการไทย รัฐบาลก็พร้อมส่งตัว "วิคเตอร์ บูท" ให้ทางการรัสเซีย

แต่เมื่อทางการรัสเซียปฏิเสธ ไม่เล่นด้วย ที่สุดเลยมีการส่งตัว "วิคเตอร์ บูท" เป็นผู้ร้ายข้ามแดน ให้ทางการสหรัฐ-อเมริกา

ใน ฉากตื่นตาตื่นใจ ทั้งภาพและข่าวรัฐบาลวอชิงตันถึงกับส่งเครื่องบินเจ็ตพร้อมเจ้าหน้าที่ชุด ใหญ่ มารับตัวเจ้าตำนาน "ลอร์ด ออฟ วอร์" ถึงที่สนามบิน บน.6 ดอนเมือง โดยที่รัฐบาลไทยส่งตำรวจหน่วยคอมมานโด พร้อมอาวุธเต็มพิกัด ตั้งท่าคุ้มกันการส่งตัว "วิคเตอร์ บูท" ตั้งแต่ประตูเรือนจำบางขวาง ป้องกันการชิงตัวผู้ต้องหา

ราวกับหนังฮอลลีวูดก็ไม่ปาน

แต่สังเกตว่า ฝ่ายไทยมีแต่คนหน้าเครียด ไม่มีใครหน้าบาน

และ ในนาทีสุดท้าย ก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ออกมาเบรกกลางอากาศ จะยังไม่มีการส่งตัว "วิคเตอร์ บูท" ให้ทางการสหรัฐอเมริกาตามที่เป็นข่าว

เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย

ดึงเกม "ตีไพ่" เลือกข้าง

อย่างไรก็ตาม โดยรูปการณ์มาถึงขั้นนี้ รัฐบาลไทยคงยากที่จะหาทางออกตรงกลาง

ยิ่งปมมันไปคาบโยงกับคิวของนายศิริโชคที่ย่องไปพบ "วิคเตอร์ บูท" ถึงในเรือนจำ เท่ากับเข้าไปร่วมอยู่ในเกมต่อรอง

นั่นแหละ ทำให้รัฐบาลยิ่งขยับไม่ออก

ตาม อาการที่จับทางกันได้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง รีบชิ่งเป็นเรื่องของนายศิริโชค ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

เพราะมัน "เข้าเนื้อ" เต็มๆ

เรื่อง ของเรื่อง มันสะท้อนปรากฏการณ์ เผาป่าล่าหนู "ทักษิณ" จนลุกลามใหญ่ไปถึงระดับโลก รัฐบาล "นำไฟเข้าบ้าน" ไม่แยกแยะกิจการภายนอกกับการเมืองภายใน

ปล่อยให้เล่นกันมั่ว แค่หวังดิสเครดิตศัตรูคู่แข่ง แย่งกันเอาหน้า

แต่ความเสียหายตามมา จะรับกันไม่ไหว.

ทีมข่าวการเมือง

โค้งสุดท้าย

ที่มา ไทยรัฐ

เป็น ข่าวใหญ่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจาก ที่ปรึกษา รัฐบาลกัมพูชา และตามมาด้วยข่าวลือว่าอันที่จริง พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกปลดไม่ใช่ลาออกก็ว่ากันไป แนะให้จับตาปัญหาข้อพิพาท ระหว่างไทยกัมพูชาที่อาจจะมีการต่อรองอะไรบางอย่างก่อนที่จะนำไปสู่สงคราม ชายแดน แนะให้ดูท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประกาศว่าจะกลับประเทศไทยในสิ้นปีนี้

การเมืองท้องถิ่นเป็นการวัด กระแสระหว่าง 3 ขั้วอำนาจทาง การเมือง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และการเมืองใหม่ โดยเฉพาะการลง สนาม ส.ก.–ส.ข.กทม. ของพรรคการเมืองใหม่สร้างความหนักใจให้กับประชาธิปัตย์เพราะเกรงว่าจะตัด คะแนนกันเองเนื่องจากเป็น สินค้าตลาดเดียวกัน

จะแข่งขันกันอย่างไรก็ เป็นธรรมชาติของการเมืองแต่ต้องอยู่ใน กรอบกติกา การเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. กทม. จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค.ที่จะถึงนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ต้องตำหนิการประชาสัมพันธ์ ของ กทม. ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ บริพัตร อาจจะเล็งไปช่วย ผู้สมัครของพรรคหาเสียงมากไปหน่อยเลยลืมหน้าที่ตัวเอง อันที่จริง กทม.จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าจะต้องออกมาใช้สิทธิเลือก ส.ก.-ส.ข.เพราะอะไร เนื่องจากการทำหน้าที่ของ ส.ก. และ ส.ข.มีความสำคัญไม่ต่างจาก ส.ส. มีงบประมาณที่ต้องดูแลเป็นพันล้าน ใกล้ชิดชาวบ้านมากกว่า ส.ส.ซะอีก

เช่นเดียวกับการหาเสียงของ ส.ก.-ส.ข.ก็ควรจะประชาสัมพันธ์ ให้ชาว กทม.ได้ทราบว่าเลือกไปแล้วจะรับใช้ประชาชนด้านใดได้บ้างไม่ใช่เลือกกันทีก็ จะเห็นหน้าผู้สมัครที ตามชุมชน ตามหมู่บ้าน ที่ยังมีปัญหาสารพัดก็เพราะการขาดความเอาใจใส่ในความสำคัญของการทำหน้าที่ ส.ก.-ส.ข. มีข่าวทีไรก็จะเป็นในแง่ลบ ถลุงงบประมาณ ไปทัวร์นอกบ้าง เล่นแร่แปรธาตุงบ กทม.กันสนุกสนานบ้าง ปัญหาง่ายๆ รถติด น้ำท่วม ขยะเต็มก็ยังเป็นปัญหาอมตะที่แก้ไม่ได้เหมือนเดิม

เข้าใจว่า ส.ก.-ส.ข.เองก็ยังสับสนกับการทำหน้าที่ของตัวเอง บางที ก็ไปขายนโยบายที่เกินจริงกลายเป็นว่าไป ขายฝันกับชาวบ้าน แบบลมๆแล้งๆ ยกตัวอย่าง ในเขตบึงกุ่ม มีผู้สมัครบางคน เสนอแนวคิดรัฐสวัสดิการขนาดรัฐบาลใหญ่กว่าตั้งเยอะยังลูกผีลูกคน รัฐสวัสดิการนั้นหมายถึงว่ารัฐมีรายได้พอเพียงที่จะดูแลประชาชนในความเป็น อยู่พื้นฐานได้โดยไม่เดือดร้อน

ปัญหาการเมืองในประเทศที่ประชาธิปไตย กำลังพัฒนามักจะประสบกับเรื่องความ ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงในระบอบการปกครอง ความรู้สึกสำนึกในการทำหน้าที่ของตัวเองทั้งประชาชนและนักการเมือง บางคนทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้รับเลือกเข้าไป แต่พอเข้าไปแล้ว ทำอะไรไม่เป็น

ฝาก ผู้ว่าฯ กทม.และ กกต.ให้สนใจทำประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนได้เข้าใจถึงการเลือกตั้ง ระดับท้องถิ่นมากกว่านี้ดีกว่าไปทุ่มเทงบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เชิญชวนให้ชาวบ้านไปเลือกตั้งปาวๆ แต่ไม่รู้ว่าเลือกแล้วจะเข้าไปทำอะไร ได้บ้าง เสียเงินก็อีกเรื่องแต่เสียโอกาสการเรียนรู้ประชาธิปไตยเรื่องใหญ่ ประชาธิปไตยบ้านเราถึงได้อยู่ในมือคนส่วนน้อยพับผ่า.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 26/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูนเซีย 26/08/53

"ศิริโชค"รับแล้ว คุยกับบูท "เมียหมี"มีเทปลับ

ที่มา ข่าวสด




เยี่ยมสามี - นางเอลล่า บูท ภรรยานายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ
ชาวรัสเซีย หิ้วอาหารเข้าเยี่ยมสามีที่เรือนจำบางขวาง
โดยเผยว่ามีเทปลับตอนนายศิริโชค โสภา คนสนิทนายกฯพูดคุยกับสามีในคุกด้วย

นางเอลล่าได้เปิดเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ยืนยันว่า
นายศิริโชคมาพบนายบูท ทั้งคู่พูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ
ซึ่งในวันนั้นนางเอลล่าก็อยู่ด้วยขณะที่ทั้งสองสนทนากัน
แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้มาก เนื่องจากไม่ได้สันทัดภาษาอังกฤษมาก
หากอธิบายออกไปเกรงว่าจะทำให้ความหมายในการสนทนาระหว่างทั้งคู่ผิดเพี้ยน
แต่ได้บันทึกเทปการสนทนาเอาไว้อย่างละเอียดทุกคําพูด
และจะนำไปให้บริษัทรับแปลภาษาที่ประเทศรัสเซียแปล ก่อนจะมาเผยแพร่ให้ทราบ
เพราะต้องระวังเรื่องความปลอดภัย

ภรรยาของนายบูท เปิดเผยกับสำนักข่าวแห่งเดิมอีกว่า
สำหรับเครื่องบินสัญชาติจอร์เจียที่ถูกทางการของไทยจับกุมได้พร้อมอาวุธสงครามจำนวนมากนั้น
เครื่องบินลำดังกล่าวไม่ใช่ของนายบูท
เพราะนายบูทเปิดบริษัทรับขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ไม่ใช่พ่อค้าอาวุธสงคราม

Clip VDO ย้อนรอยการตาย ‘ฟาบิโอ โพเลนกิ’ช่างภาพอิตาลี

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

Pukwipa

Voice TV Reporter

ย้อนรอยการตาย ‘ฟาบิโอ โพเลนกิ’ช่างภาพอิตาลี

สื่อต่างชาติให้ความสนใจกับการตามหาผู้ยิงฟาบิโอและได้เขียนบทวิเคราะห์ว่า

ใครเป็นผู้ยิงขึ้นมาควบคู่กับตามหากล้องของฟาบิโอที่หายไป


ค่าชีวิต

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน



ภาพรมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
โค้งคำนับไว้อาลัยนักข่าวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษาฯ

แทนคำได้นับแสน นับล้านคำ?


คนญี่ปุ่นถูกฆ่าตายอย่างไม่ปกติที่สี่แยกคอกวัว
รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญถึงขนาดรัฐมนตรีมาเยือนไทย

ต้องมาคารวะดวงวิญญาณเพื่อนร่วมชาติถึงจุดที่ตาย

แม้จะเพียงศพเดียว ชีวิตเดียว!

น่าชื่นชม น่ายกย่องผู้ปกครองญี่ปุ่นอย่างยิ่ง

ที่เห็นทุกชีวิต ทุกความเป็นคน มีเกียรติ มีคุณค่า มีความหมาย

ดูภาพผู้ปกครองญี่ปุ่นแล้วดูผู้ปกครองของเรา

แทนคำได้นับแสน นับล้านคำ เช่นกัน?

จากเหตุการณ์ "ขอพื้นที่คืน" 10 เมษาฯ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเอาชีวิตมาทิ้ง
ต่อเนื่องถึงเหตุการณ์ "กระชับวงล้อม" 19 พฤษภาฯ

คนไทยนับหมื่นนับแสนถูกกล่าวหา ถูกล้อมปราบ ถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ตายไป 91 ศพ 91 ชีวิต!!

จำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองของไทย


แต่อย่าหวังถึงขนาดไปยืนโค้งคารวะดวงวิญญาณคนตาย

อย่าหวังถึงขนาดไปร่วมงานสวด งานเผาศพ

เพราะแค่คำขอโทษสักครั้งก็ยังไม่เคยออกจากปากผู้รับผิดชอบผู้สั่งการ ทั้ง 2 เหตุการณ์

ไม่ว่านายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และศอฉ.

หัวใจ เลือดเนื้อ สามัญสำนึก ของผู้ปกครองเหล่านี้ทำด้วยอะไร

สุดแท้แต่ใครอยากรู้ อยากหยั่ง??

ทว่ามันสะท้อนความจริง มันเปรียบเทียบให้เห็น

91 ศพ 91 ชีวิตคนไทย

ไม่มีเกียรติ ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายใดๆ เลย

เมื่อเทียบกับ 1 ศพ 1 ชีวิตคนญี่ปุ่น


ผู้ปกครองของเขา หัวใจ เลือดเนื้อ สามัญสำนึกสูงส่งมากน้อยเพียงใด

ภาพรมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น โค้งคำนับ
เพื่อไว้อาลัยดวงวิญญาณนักข่าวญี่ปุ่นที่แยกคอกวัว

คือคำตอบที่ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ

ขณะที่ภาพผู้ปกครองของเรา ที่มีต่อ 91 ศพ 91 ชีวิตคนไทยเพื่อนร่วมชาติ

ก็คือคำตอบที่ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ เช่นกัน

เมื่ออำนาจรัฐถูกปล้น from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche


ในมุมมอง
http://www.opendemocracy.net/democracy-fukuyama/fukuyama_3852.jsp
ของ ประเทศตะวันตก การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเปรียบเสมือน
การประกาศการ “สิ้นสุดของประวัติศาสตร์”
และยังเป็นการสันนิษฐานว่านี่คือชัยชนะอันถาวรและเด็ดขาดของแนวความคิด
แบบ เสรีนิยมประชาธิปไตยและระบบตลาดทุนนิยมที่มีต่อประเทศคู่แข่งทางความคิดใน ศตวรรษที่ 20

การด่วนสรุปนี้ ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสื่อมของระบบคอมมิวนิสต์
และหลังจากหลายคนมองว่าระบบตลาดทุนนิยมคือตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่
ในปี 2535 ประเทศคอมมิวนิสต์ต้องเผชิญกับตัวเลือก 3 ทาง คือ
การแยกตัวของประเทศในยุโรปตะวันออก,
ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (จีน, เวียดนาม)
หรือเลือกที่จะอยู่ในสภาพที่ประเทศมีความล้าหลังทางด้านเศรษฐกิจ
และโดด เดี่ยวประเทศจากประชาคมโลก (คิวบา, เกาหลีเหนือ)

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ
การล้มสลายของสหภาพโซเวียตทำให้ประเทศทั่วทุกมุมโลก
ขยายและดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย
http://muse.jhu.edu/login?uri=/journals/journal_of_democracy/v006/6.1rowen.html

อย่าง ไม่เคยมีมาก่อน นายซามูเอล ฮันทิงตันเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า
“คลื่นลูกที่สาม”ของการเกิดประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์/ทหาร
ที่ยังคงมีอยู่ในประเทศยุโรปตะวันตก (สเปน โปรตุเกส และกรีซ)
ได้ล่มสลายลงในกลางยุค 70
เช่นเดียวกับระบอบเผด็จการทหารในประเทศละตินอเมริกาหลายประเทศที่ล่ม
สลายลง ในปลายยุค 70และ 80 คลื่น “พลังมหาประชาชน”
ได้นำประชาธิปไตยมาสู่เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์
ในขณะที่การฆ่าหมู่จัตุรัสเทียนอันเหมินแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของพรรค
ผู้ นำทางการเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ภายหลังที่ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันตกล่มสลาย “คลื่นลูกที่สาม”
ยังได้เคลื่อนไปยังเหล่าประเทศในแอฟฟริกาซึ่งตั้งอยู่ใต้ทะเลทรายซาฮาร่าอีก ด้วย
โดยเหล่าผู้นำเผด็จการถูกโค่นล้มหรือกลุ่มผู้นำเหล่านั้น
ตัดสินใจเปลี่ยนการ ปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยด้วยตนเอง

ความเชื่อที่มีร่วมกันกันคือ อนาคตของ “ประชาธิปไตย”
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคือเรื่องที่เกี่ยวกับทางโลก
คือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ส่วนระบอบเผด็จการนั้นเป็นระบบที่อ่อนแอและไม่มีความชอบธรรม
ทั้งแนวทางความคิดพื้นฐานของระบอบเผด็จการไม่มีความน่าเชื่อถืออย่างสิ้น เชิง
เหตุผลง่ายๆของการล้มสลายของระบอบนี้และการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบอื่นคือ
เงื่อนไขของเวลาและยุคสมัย

แต่ความคาดหวังในระบอบประชาธิปไตยในต้นยุค 90
ต้องพังทลายลงอย่างช้าๆ
เมื่อจีนและพม่าไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย
ซ้ำประเทศประชาธิปไตย “คลื่นลูกที่สาม”
บางประเทศกลับต้องเผชิญกับความเลวร้ายของการใช้อำนาจรัฐที่ไร้ขอบเขต
บางประเทศติดชงัก
ระหว่างความเป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ
http://en.wikipedia.org/wiki/Delegative_Democracy

ซึ่ง ก่อให้เกิดระบอบการปกครองแบบลูกผสมแบบใหม่ขึ้น
และในบางประเทศพยายามรักษาโครงสร้างสถาบันแบบประชาธิปไตยภายใต้
รัฐธรรมนูญ ไว้ แต่เมื่อ“ลอกคราบ”
ของประชาธิปไตยออกมาจะพบความด้อยของคุณภาพของผู้แทนราษฎร
เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำ
ความเสื่อมของสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง และ/หรือ
ความล่มสลายของระบบนิติรัฐ

สาเหตุที่เหมือนกันของความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตยอย่างช้าๆ
ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตกคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
“การปล้นอำนาจรัฐ”
http://econ.worldbank.org/external/default/main?pagePK=64165259&theSitePK=469372&piPK=64165421&menuPK=64166093&entityID=000094946_00091405494828

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่องค์กรระหว่างประเทศศึกษาประเมินและพัฒนาคุณภาพ
ของ รัฐบาลหลายองค์กรให้ความสนใจ
กลุ่มนักวิชาการธนาคารโลกได้ให้ความหมายของ “การปล้นอำนาจรัฐ” ว่า
“ขอบเขตของคือการที่กลุ่มบริษัทกระทำผิดกฎหมาย
โดยการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับรัฐเพื่อแลกกับการมีอิทธิพลในการออกกฎหมาย
กฎเกณฑ์ ระเบียบ และข้อบังคับที่ออกโดยสถาบันรัฐ
” การที่กลุ่มนักวิชาการธนาคารโลกนิยามความหมายของปรากฏการณ์ดังกล่าว
นั้นถือ ว่่ามีประโยชน์ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามคำนิยามดังกล่าวมีข้อผิดพลาดบางประการ ซึ่งทำให้
“การปล้นอำนาจรัฐ” เป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน

กลุ่มเครือข่ายที่มีผลประโยชน์พิเศษและบริษัทเอกชนเกือบทั่วโลกเหล่านี้ มัก
พยายามที่จะซื้อโอกาสในการเข้าถึงองค์กรรัฐ
ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มเครือข่ายหรือบริษัทเอกชนในประเทศ
ที่มีระบอบ ประชาธิปไตยมายาวนานและ “มั่นคง”
แต่ความแตกต่างของปรากฏการณ์การนี้ในประเทศรัสเซียและสหรัฐนั้นนับซ้อน
มากกว่านั้น
ความแตกต่างที่สำคัญคือกลุ่มธุรกิจใหญ่เหล่านั้นอาจมีอิทธิพลต่อการออก นโยบายรัฐ
แต่ประชาชนยังคงใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อการแต่งตั้งหรือล้มรัฐบาลได้
การสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
โดยใช้สถาบันของรัฐเพื่อการเพิ่มอำนาจและความร่ำรวยให้กับพรรคพวกของตน
โดยจำกัดสิทธิของประชาชนและพื้นที่ของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ในการ ปฏิบัติหน้าที่ โดยปกติ “การปล้นอำนาจรัฐ”
มักจะเป็นเรื่องที่ประชาชนถูกจำกัดสิทธิการแสดงออกอย่างหนัก
และกระบวนการข่มขู่คุกคามเพื่อที่จะขัดขวางไม่ให้ประชาชนเหล่านั้น
เคลื่อน ไหวล้มล้างอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานกฎหมายของผมเผชิญกับปรากฏการณ์ “ปล้นอำนาจรัฐ”
หลายรูปแบบจากทั่วโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตัวอย่างเช่นในประเทศกัวเตมาลา
http://econ.worldbank.org/external/default/main?pagePK=64165259&theSitePK=469372&piPK=64165421&menuPK=64166093&entityID=000094946_00091405494828

และ รัสเซีย กลุ่มคนเหล่านี้ได้ปล้นและบิดเบือนอำนาจรัฐและหน่วยงานสืบราชการลับ ศาล
สภานิติบัญญัติ และกองทัพเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ระบอบประชาธิไตยภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นคือภาพลวงตา
เพราะการตัดสินใจไม่ได้มาจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง คดีความถูกตัดสินจากเบื้องบน
กระบวนการยุติธรรมมีไว้เพื่อเป็นเครื่องประกันไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้
และ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐสนับสนุนคนกลุ่มนี้โดยยอมให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทาง อำนาจ
เพื่อให้ร้าย คุมขัง หรือเนรเทศกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ออกนอกประเทศ
หรือลดอำนาจฝ่ายตรงข้าม
สื่อถูกควบคุมโดยการผสมผสานระหว่างปิดกั้นข่าวสาร คุกคาม และให้สินบน
และประชาชนจะไม่ถูกจับกุมคุมขังตาบใดที่ไม่ใช้เสรีภาพเรียกร้องให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน “การปล้นอำนาจรัฐ” คือ
ปรากฏการณ์ที่มักจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นใน ประเทศยุโรป
และละตินอเมริกา
และนั้นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ภายใต้คราบของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้ถูกสถาปนาขึ้นในประเทศไทย
ตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยได้อยู่ภายใต้อำนาจ
ของกลุ่มธุรกิจครอบครัวไทยเชื้อสายจีน
กลุ่มนายทหารในกองทัพ ข้าราชการพลเรือน
และกลุ่มองคมนตรีผู้มีอำนาจ
สมุกปกขาวของเราได้เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มอำมาตย์”
เพื่อการแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ส่วนตัวอันมหาศาลของตนเอง
เหล่าข้าราชการพลเรือนและนายทหารร่วมมือกันเพื่อทำให้แน่ใจว่ากลุ่มบริษัท
ใน ประเทศกลุ่มใหญ่นี้ได้รับประโยชน์จากนโยบายงบประมาณรัฐ
พยายามทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ใช้แรงงานอ่อนแอ
และขัดขวางไม่ให้มีการแข่งขันทางการธุรกิจมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ตระกูลไม่กี่สิบตระกูลผูกขาดระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ของประเทศ

หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใดพยายามจะท้าทายระบบนี้โดยการควบคุม
การ ออกนโยบาลรัฐหรือแทรกแซงเครือข่ายกลุ่มอำมาตย์เหล่านี้ก็จะถูกกล่าวหา
อย่าง เป็นระบบว่าไม่จงรักภักดีต่อบัลลังและโกงกินประเทศ หากยังไม่สำเร็จ
รัฐบาลนั้นจะถูกยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารของเหล่าทหาร

สิ่งที่ตลกร้ายคือ
กลุ่มอำมาตย์ในประเทศไทยกระทำการไม่ต่างจากเครือข่ายกลุ่มอาชญากร
แต่กลุ่มคนที่ต่อต้านระบบเหล่านั้นกลับถูกประณามว่า
เป็นคนที่ “โกงกิน” ประเทศ และ “น่ารังเกียจ”

ข้ออ้างในการทำรัฐประหารในประวัติศาสตร์ชาติไทยทุกครั้งคือ
ต้องการกำจัดการคอรัปชั่น
และในบางครั้งยังมีการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากทหารด้วยกันเอง
ข้อกล่าวหาคอรัปชั่นให้ยึดอำนาจที่ผิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการปล้นอำนาจรัฐในประเทศไทยโดยกลุ่มนายทหาร
การใช้ข้ออ้างนี้ก็เพื่อที่จะปกปิด
http://online.wsj.com/article/NA_WSJ_PUB:SB10001424052748703837004575012531027404078.html

ความ ชั่วร้ายของคนกลุ่มนี้
และประเทศตะวันยังคงเชื่อข้ออ้างดังกล่าวจนถึงทุกวันนี้
แม้มือของกลุ่มคนพวกนี้จะเปียกโชกไปด้วยเลือดของประชาชนที่พวกเขาสังหาร
ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม

การต่อสู้คดีความในประเทศที่เผชิญกับปรากฏการณ์อำนาจรัฐถูกปล้นนั้นเป็น
เรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก นั้นเพราะศาลเป็นสถาบันที่ถูกปล้นอำนาจได้ง่าย
การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้ารัฐในการใช้อำนาจที่ผิดกฎหมายแทบจะเป็นสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้
และในขณะเดียวกันการพิจารณาคดีในศาลไม่ได้ต่างไปละครที่วิจิตรบรรจงอย่าง ละครคาบูกิ
ที่การพิพากษาคดีไม่ขึ้นอยู่กับความอ่อนหรือแข็งของการข้อต่อสู้ทางคดีของ ผู้ต้องหา อีกกรณีหนึ่งคือ
การทำให้ประชาคมโลกหันมาสนใจปัญหาเป็นสิ่งที่ยาก
เพราะ ประโยชน์ที่ประเทศเหล่านี้ได้รับนั้นจำกัด
และรัฐบาลตะวันตกนั้นให้ความสำคัฐกับภาพลักษณ์ในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า
แก่นสารของระบอบนี้

การ “ปล้นอำนาจรัฐ” ในประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ ในยุค 50
สิ่งสำคัญแรกสุดในมุมมองของประชาคมโลกต่อการแก้ปัญหาความไม่มั่นคง
ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือการใช้วิธีการทางการเมืองที่
ไม่ได้คำนึงถึง จริยธรรม อย่างแรกคือการต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์
และเมื่อไม่นานมานี้คือลดอิทธิพลของสาธารณรับประชาชนจีน
โดยสหรัฐได้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินอย่างมาก
ต่อกลุ่ม อำมาตย์ในประเทศไทย
แม้ว่าในเวลานั้นรับบาลไทยจะใช้ระบบที่กดขี่ประชาชนแค่ไหนก็ตาม
ผลก็คือประเทศเดียวที่สามารถกดดันและผลักดันให้ประเทศไทยไปสู่
แนวทาง ประชาธิปไตยได้นั้น ไม่ได้มีความสนใจที่จะทำเช่นนั้น
และในประเทศไทยนั้น
พื้นฐานของ “การปล้นอำนาจรัฐ”มีเล่ห์อุบายที่ซับซ้อนกว่า
ประเทศรัสเซียหรือกัวเตมาลา ประเทศเหล่านี้
การปล้นอำนาจรัฐตั้งอยู่บนพื้นฐานของเงินและกองทัพอย่างชัดเจน
แต่การปล้นอำนาจรัฐในประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเชื่อ
ในสิ่งที่เหนือ ธรรมชาติและกระบวนการล้างสมอง กว่าร้อยปีที่ผ่านมา
หน้าที่หลักของระบบการศึกษาไทยและสถาบันทางศาสนาคือ
การหลอกลวงประชาชนให้ เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและรายได้นั้นคือ
สิ่งที่ “เป็นธรรมชาติ” และคำกล่าวนั้น ทำให้เชื่อว่ากลุ่มอำมาตย์เหล่านั้น
มีสิทธิตามธรรมชาติที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะได้ทำกรรมที่ดีกว่า
และกระทำคุณงามความดีที่มากกว่าคนทั่วไป

โศกนาถกรรมที่เกิดขึ้นใน 4ปีที่ผ่านมา อาจจะเผยให้เห็นว่า
กลุ่มอำมาตย์ในประเทศไทยสามารถรักษาอำนาจของกลุ่มตน
โดย การใช้วิธีการสุดขั้วและจนตรอกอย่างการทำรัฐประหาร
ยึดสนามบิน ปิดกั้นข่าวสารอย่างรุนแรง คุมขังนักโทษทางการเมืองหลายร้อยคน
ใช้อำนาจฉุกเฉิน สังหารหมู่ประชาชนเท่านั้น
และยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการโฆษณาชวนเชื่อว่า
จะมีการก่อการร้ายอย่างต่อ เนื่อง เหตุผลที่วิธีการเหล่านี้มีความจำเป็น
เพราะกระบวนการล้างสมองประชาชนได้ล้ม เหลว
ประชาชนไม่เชื่อในคำโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป
และหลายคนต้องการที่จะทวงประเทศของพวกเขาคืน

กว่าสองทศวรรษผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า
ระบอบประชาธิปไตยใช้ได้ผลกับประเทศกำลังพัฒนาไม่เป็นไปอย่างที่ชาวตะวันตก กลัว
แต่ข้อเท็จจริงคือจุดสูงสุดของคลื่นประชาธิปไตย
ในต้นยุค 90 ได้ถอยหลังลงคลองแสดงให้เห็นว่าความเชื่อ
ในเรื่อง “จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์” ไม่เป็นความจริง
ความเสื่อมของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาคมโลกได้เห็นในสองศตวรรษที่ผ่านมา
ย้ำให้เห็นเราต้องระมัดระวังอย่างจริงจังว่าไม่มีชัยชนะใดที่ถาวร
และเมื่อเราได้ความเป็นประชาธิปไตยมา
เราจะต้องปกป้องเสรีภาพนั้นอย่างจริงจัง
ประชาชนไทยกำลังจารึกประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ
และ ประชาธิปไตยอันยาวนานหน้าใหม่
โดยทวงคืนอำนาจรัฐจากกลุ่มอำมาตย์เผด็จการที่ไร้ยางอาย
และนี่จะเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนให้ประชาคมโลกเห็นว่า
กระบวนการการทวงคืนและ เรียกร้องสิ่งเหล่านั้นทำกันอย่างไร


Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


http://robertamsterdam.com/thai/?p=366