WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 27, 2010

น้ำตาลขม

ที่มา ไทยรัฐ

บ้าน เมืองสารพัดปัญหา ชักศึกเข้าบ้าน เพราะความไร้เดียงสา ต้องจับตารัฐบาลชุดนี้จะพาประเทศไปสู่จุดจบในสภาพอย่างไร เป็นจังหวะของการกอบโกยโกงกิน ในจังหวะที่ปากท้องชาวบ้านลำบากแสนสาหัส เดี๋ยวข้าวถุงเน่า เดี๋ยวแอบขายข้าว กระทรวงพาณิชย์ของคุณพรทิวา นาคาศัย มีเรื่องฉาวโฉ่ไม่หยุด

กรมการค้าภายใน ขึงขังที่จะเอาจริงเอาจังกับราคาน้ำดื่มบรรจุขวด ขู่มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษหนักพอๆกับคดีอาญาร้ายแรง แต่เอาเข้าจริงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แถมยังยกเว้นให้กับโรงแรม ภัตตาคารและสถานเริงรมย์

อดไม่ได้ที่จะ ตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ของชาวบ้านตาดำๆ หรือมีอะไรแอบแฝงกันแน่ หรือเพื่อจะสร้างภาพเพื่อกลบเรื่องราวอะไรบางอย่าง

น้ำตาลทรายขาดตลาดมากว่า 4 เดือน

อธิบดี กรมการค้าภายใน คุณวัชรี วิมุกตายน คงยังพอจะจำได้ว่าน้ำตาลทรายอยู่ในประเภทสินค้าควบคุม ปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 23.50 บาท แต่ข้อเท็จจริงก็คือชาวบ้านต้องซื้อน้ำตาล กก.ละเกือบ 30 บาท การชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์แต่ละครั้งไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับผู้บริโภค แต่เป็นการแก้ตัวมากกว่า

ต้องจับตากระทรวงพาณิชย์จะมีการปล่อยน้ำตาล ออกสู่ตลาดในเดือนกันยายนนี้อีกกระทอก ในแวดวงการค้าน้ำตาลรู้กันอยู่ว่า เดือนกันยายน จะเป็นช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเริ่มจะปรับตัวลงเนื่องจากปริมาณการบริโภค ที่ลดลงในช่วงนั้น ส่งผลไปถึงบรรดาผู้ส่งออกที่กักตุนน้ำตาลเพื่อการส่งออกก็หมดความจำเป็นที่ จะต้องกักตุนอีกต่อไป

ทยอยคายน้ำตาลที่กักตุนไว้ออกตลาดเช่นกัน กลายเป็นเกมผลประโยชน์ ระหว่างภาครัฐกับเอกชนผู้ผลิตน้ำตาลทราย แต่คนที่รับกรรมก็คือประชาชนตาดำๆเจ้าของประเทศ เป็นผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อของเกมผลประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ประเทศ ไทยผลิตน้ำตาลทรายได้ปีละ 7 ล้านตัน บริโภคใน ประเทศเพียง 2.2 ล้านตัน ส่งออก 4.5 ล้านตัน เฉลี่ยผู้บริโภคคนไทยซื้อน้ำตาลทรายเดือนละ 183 กก. ในจำนวนนี้ 60 ล้าน กก. หรือร้อยละ 30 จำหน่ายผ่านทางห้างค้าปลีกค้าส่งในราคาควบคุม ที่เหลืออีก 123 ล้าน กก. ขายในตลาดทั่วไปแพงกว่าราคา ควบคุมประมาณ กก.ละ 5 บาท ดังนั้น แต่ละเดือนจึงมีส่วนต่างของกำไรอยู่ที่ประมาณ 615 ล้านบาท

ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ใครได้ใครเสีย คงจะพอเดาออก เป็นผลประโยชน์ที่เกิดจากการกักตุน ปั่นราคา และเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับต้นทุนการผลิตที่ต้นทุนอยู่ที่ กก.ละ 18-19 บาทเท่านั้น

จุด เล็กๆที่เป็นเรื่องใหญ่ ช่องว่างของการหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้บริโภค กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงรัฐบาล โปรดอย่ามองว่าการเข้ามาทำหน้าที่ปกครองประเทศ คือการแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนอย่างมูมมาม.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 27/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 27/08/53

หว่างเขาควาย

ที่มา ข่าวสด



คอลัมน์ เหล็กใน

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ลดระดับลงได้อย่างเหลือเชื่อ-คาดไม่ถึง

เอกอัครราชทูตไทย บินไปประจำที่กรุงพนมเปญแล้ว
เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตกัมพูชา ก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ต่างมีเรื่องกระทบกระทั่งกันสารพัดเรื่อง

คนไทยบางกลุ่มถึงกับเรียกร้องหาสงครามก็มี

ทั้งที่รบกันไปแล้ว ไทยอาจเสียฟอร์ม พ่ายแพ้ให้กับเขมรก็ได้

เหมือนที่เคยพ่ายแพ้ใน "สงครามร่มเกล้า" กับลาว

จุดสุดท้าย ก็ต้องกลับมานั่งคุยกัน-กอดกันกลม เพื่อฟื้นความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ที่ตายก็ตายไป

ก่อนหน้านี้
หากใครจะบอกว่าฮุนเซนจะยอมญาติดีด้วยกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต่อ 10-1 อาจไม่มีใครกล้ารอง

เพราะฮุนเซนแสดงท่าทีแข็งกร้าวชัดเจน ว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายกษิต ภิรมย์ เป็นตัวปัญหาของกัมพูชา

ความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย เมื่อฮุนเซนยอมบินมาจับมือกับนายอภิสิทธิ์ที่ชะอำ

ก่อนพัฒนาไปสู่การประจันหน้าอีกหน ในตอนยื้อยุด "เขาพระวิหาร" กัน ในที่ประชุมยูเนสโก

ไปๆ มาๆ การถอดชนวนความขัดแย้ง
ก็แค่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เลิกเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา

แม้ไม่แน่ชัดว่าเป็นการลาออกโดยสมัครใจ เพื่อมุ่งหวังให้ไทย-กัมพูชากลับมาคืนดีกัน

หรือโดนทางกัมพูชาเขี่ยทิ้ง เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการคบกับไทย

แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้เท่านั้น สั้นๆ ง่ายๆ
ทางการไทยยอมส่งท่านทูตกลับไปทำงานที่กรุงพนมเปญทันที

และกัมพูชาก็ส่งทูตตัวเอง มากรุงเทพฯ ทันทีเช่นกัน

ผลที่ตามมาจึงคาดหวังได้ในทางดี
ไม่ว่าจะเรื่องชาวบ้านไทย 3 คนที่ไปหาของป่าชายแดน จนถูกเขมรจับ ตัวไป

แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างเขาพระวิหาร

แต่ขณะที่ความวุ่นวายกับเพื่อนบ้าน คลี่คลายลงไประดับหนึ่ง

ประเทศไทยก็มีปัญหายุ่งเหยิงกับมหาอำนาจ 2 ชาติ แทรกซ้อนขึ้นมาดื้อๆ

จาก "เผือกร้อน" ที่ชื่อ วิกเตอร์ บูท นักค้าอาวุธระดับโลก ที่ดันมาโดนจับในไทย

สหรัฐอเมริกาใช้เพาเวอร์
ในฐานะผู้นำต่อต้านก่อการร้ายโลก พยายามรับตัววิกเตอร์ บูท ไปดำเนินคดีที่ประเทศตน

แต่รัสเซียก็โดดปกป้องพลเมืองของตน ไม่ยอมให้ไทยปล่อยตัววิกเตอร์ บูท ให้สหรัฐ

กลายเป็นไทย ที่ตกอยู่กลางหว่างเขาควายของมหาอำนาจ ที่ฮึ่มฮั่มใส่กัน

เอาใจใคร ก็จะมีปัญหากับอีกคนทันที

แล้วที่เป็นความเซอร์ไพรส์
จู่ๆ เรื่องของวิกเตอร์ บูท ก็โดนจับโยงไปถึงคนหน้าเดิม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีกจนได้!

กรณีนี้จะบานปลายไปถึงไหน ห้ามกะพริบตา

เปิดข้อหาใหม่คดี"ผู้พิพากษาอุทธรณ์"ฉาว ใช้ใบแพทย์ปลอมประกันผู้ต้องหายาเสพติดตบตา

ที่มา มติชน

เปิดข้อหาใหม่คดี"ผู้พิพากษาอุทธรณ์"ฉาว ใช้ใบแพทย์ปลอม
ประกันผู้ต้องหายาเสพติดตบตาศาลฎีการีด7ล้าน

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่าความหน้า
กรณีมีการทำหนังสือร้องเรียนถึงคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)กล่าวโทษ
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายหนึ่งว่า มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงที่มีสามี
และ ยังอาศัยหญิงรายดังกล่าว(คนสนิท)ใช้ในการเรียกรับสินบน
ในการตัดสินพิพากษาคดีต่างๆหลายคดีเป็นเงินรวมแล้วกว่า 70 ล้านบาท
จน ก.ต.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงว่า
นอกจากเรื่องกล่าวแล้วยังมีอีกข้อหาหนึ่งที่ผู้ร้องได้กล่าวหา
ผู้พิพากษารายนี้คือ กรณีผู้พิพากษารายนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินวิ่งเต้น
ให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดคนหนึ่งจำนวน 7 ล้านบาท
โดยใช้หลักฐานใบรับรองแพทย์ปลอมจากโรงพยาบาลราชฑัณฑ์ว่า
ผู้ต้องหามีอาการป่วยหนักจนถึงขั้นจะต้องได้รับการรักษาผ่าตัดดวงตา
นำไปอ้างต่อชั้นศาลฎีกาจนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรณีนี้หลังจาก ก.ต.ได้รับเรื่องร้องเรียน
คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจจริงได้ตรวจสอบจนพบว่า
กลุ่มผู้ถูกร้องให้ญาติของผู้ต้องหาไปเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเรือนจำกลางแล้ว
ให้โรงพยาบาลกลางของเรือนจำออกใบรับรองแพทย์ให้
จากนั้นญาติของผู้ต้องหาได้ร่วมกับกลุ่มผู้ถูกร้องนำแบบฟอร์ม
ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวไปทำรับรองแพทย์ขึ้นมาใหม่
และ เขียนบรรยายอาการป่วยอย่าสงละเอียดจนน่าเชื่อถือว่า
ผู้ต้องหาคดียาเสพติดมีอาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงจริง
จนผู้พิพากษาศาลฎีกาหลงเชื่อว่าเป็นใบรับรองแพทย์จริงจึงตัดสินใจให้ประกันตัว

"ความจริง สามีของผู้หญิงที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้
มีความสัมพันธ์ด้วย ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดในดวงตาจนตาบอด
ฝ่ายหญิงก็นำเอาอาการเจ็บป่วยของสามีตัวเอง ไปเขียนบรรยายในใบรับรองแพทย์
ให้ดูหนักแน่นเสมือนจริง เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการวิ่งเต้นประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติด
เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ผู้ร้อง รับไม่ได้เพราะเห็นว่า
เป็นคดียาเสพติดจึงร้องเรียนเอาผิดผู้พิพากษารายนี้"
แหล่งข่าวกล่าว
และว่าความจริงก.ต.จะต้องแจ้งความเอาดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหากลุ่มนี้ด้วย

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ผู้พิพากษารายดังกล่าวถูกร้องเรียน 4 ข้อกล่าวหา

1. มีการเรียกสินบนเป็นเงิน 70 ล้านบาทในการพิจารณาคดีบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง
ที่กลุ่มผู้บริหารบริษัท ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ในการยักยอกทรัพย์หรือไซ่ฟ่อนเงินของบริษัทและเกี่ยวพันกับตระกูลนักการเมืองระดับรัฐมนตรี
ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง

2.คดีโรงแรมชื่อดังย่านสุขุมวิท

3. คดีการประกันตัว เจ้าของบริษัทที่เปิดขึ้นบังหน้าเป็นจำเลยในคดีตาม พ.ร.บ. การกู้เงิน
อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่มีการเรียกเงินสินบน 2 ล้านบาท
หลังจากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว
จำเลยได้ซื้อรถยนต์ Benz รุ่น S 280 ปี 2002 ในราคา2.1 ล้านบาท
ที่เหลืออีก 1.5 ล้านบาทบาท จัดไฟแนนซ์ให้อีกด้วย

4.เรียกสินบน 3.5 ล้านบาทในการสั่งอนุญาตการปล่อยชั่วคราวชาวต่างประเทศรายหนึ่ง
โดย ทนายความหญิงของจำเลยได้ยื่นคำร้องประกอบการขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลอาญา
และศาลอุทธรณ์มาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ได้รับการอนุญาต
ทนายความจึงติดต่อผ่านหญิงที่มีสัมพันธ์กับผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
ซึ่งตกลงเรื่องเงินสินบนเป็นเงิน3.5 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อเดือนกันยายน 2552 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายดังกล่าว
มีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยตามข้อตกลง

อธิการฯมธ.ลากตั้งทั้งชาติ?

ที่มา บางกอกทูเดย์



‘ฉีกบัตร’ให้รู้แล้วรู้รอด!
“ในอดีตการเมืองในธรรมศาสตร์เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศ...
แต่ปัจจุบันการเมืองในธรรมศาสตร์เป็นภาพจำลอง
(ที่แสดงให้เห็นถึงความเน่าเฟะ) ของการเมืองระดับประเทศ”

นี่คือคำพูดของ “อ.วีรวิทย์ เศรษฐวงศ์” อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์
ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กระแทกโดนใจ
เหล่าคณะอาจารย์รวมถึงผู้สื่อข่าว
ซึ่งไปร่วมงานการสรรหา “อธิการบดีมหาวิทยาลัย” เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา

สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้และต้องการคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ
“มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยเฉพาะ “การเมืองภายใน”
ซึ่งถอดแบบมาจากการเมืองสนามใหญ่ที่ทุกคนหวังเพียงตำแหน่งและหน้าที่...
ใช้ “ระบบอุปถัมภ์” เอาพวกเอาพ้อง ไม่สนใจสิทธิและเสียงเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่

โดยบรรยากาศบริเวณชั้น 1 ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)
ที่ใช้เป็นสถานที่ “หย่อนบัตร” ลงคะแนนสรรหาอธิการบดี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา...
บรรยากาศโดยรอบต้องบอกว่าเป็นไปด้วยความเงียบเหงาอย่างมาก...
เพราะมีอาจารย์มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนบางตา...ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า
นี่หรือคือการให้ความสำคัญของการสรรหาอธิการบดี?

แต่จากการสอบถามเหตุผลของอาจารย์บางท่านทำให้ทราบว่า...
การที่อาจารย์ท่านอื่นๆ ไม่ได้มาลงคะแนน เป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่า
เสียงของตนนั้น “ไร้ความหมาย” เพราะกระบวนการสรรหาอธิการบดี กำลังจะเป็นเพียง
พิธีกรรมที่ทำให้เสร็จๆ ไปตามขั้นตอนที่ข้อบังคับกำหนด
ส่วนบุคลากรจะออกไปหย่อนบัตรเสนอชื่อใครก็ไม่มีความหมายอะไร

เพราะท้ายที่สุดใครจะได้เป็นอธิการบดีมหวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก็ขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยจะกำหนด...
และเวลาที่ผ่านมาร่วม 10 ปี กลุ่มคนเหล่านั้นก็ได้มีการ “ล็อก” หรือ “ล็อบบี้”
ผู้ที่จะขึ้นมาเป็น “อธิการบดี” ไว้เป็นที่เรียบร้อย...
โดยเฉพาะการ “กลับเสียง” ของประชาคม ซึ่งตั้งใจเลือกคนๆ นั้นขึ้นมา...
และผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ก็คือ การถูกคนเพียงไม่กี่คนมานั่งสุมหัวและชี้นิ้วสั่ง

นี่คือ “วงจรอุบาทว์” ที่เกิดขึ้นจริงภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...
โดยเฉพาะคนกลุ่มคนเหล่านั้นสามารถชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ “ผมจะเอาคนนี้...
ก็ต้องได้คนนี้” ในเมื่อเป็นเช่นนั้น...แล้วการเลือกตั้งจะมีความหมายอะไร?
เพราะนี่คือการปกครองที่อยู่ภายใต้ “อำนาจอันไม่ชอบธรรม” ของคณะบุคคล

“อ.วีรวิทย์ เศรษฐวงศ์” ท่านเป็นอาจารย์คนหนึ่งที่รู้สึกอึดอัดกับการกระทำ
“ซิกแซ็ก” มาเหนือเมฆของกลุ่มคนเหล่านั้น...
ซึ่งท่านก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เดินไปในทิศทางใหม่ เปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่...
ไม่ติดอยู่กับสีใดสีหนึ่ง...ไม่ผูกใจเจ็บกับใครคนใดคนหนึ่ง...
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คู่ควรกับการเป็น “มหาวิทยาลัย”
ในการสั่งสอนเยาวชนให้คิดอ่านเป็นในอนาคต

“อ.วีรวิทย์” ได้มาทำหน้าที่ลงคะแนนสรรหาอธิบดี...
เพียงแต่ก่อนหย่อนบัตรลงคะแนนครั้งนี้ ท่านได้ “ฉีกบัตรทิ้ง” ต่อหน้า
คณะอาจารย์และสื่อมวลชน เพื่อต้องการบอกให้ทุนคนรับรู้ว่า
“ผมไม่เห็นด้วย” กับความคิดและการกระทำของคณะบุคคลเหล่านั้น

จากการให้สัมภาษณ์ของ “อ.วีรวิทย์” ทำให้ทราบว่า...
ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่อนข้าง Take Side หรือ
“เลือกข้าง - แบ่งสี” กันอย่างชัดเจน...ทุกคนอยากต่อสู้และเอาชนะ...
แต่มันจะมีค่าอะไร
ในเมื่อสุดท้าย “ธรรมศาสตร์” ต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ “ประเทศชาติ” ต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ

ที่ผ่านมา...
การใช้อำนาจของเสียงส่วนน้อยที่เข้ามา “ข่มเหงรังแก” เสียงคนส่วนใหญ่
ได้เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาร่วมนับสิบปี...
แต่การสรรหาเลือกตั้ง “อธิการบดี”
ปีนี้ได้มีอาจารย์ซึ่งไม่พอใจทำการ “ฉีกบัตรเลือกตั้ง” เป็นครั้งแรก...
เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า “ธรรมศาสตร์”
มิใช้ผู้ส่งเสริมทางความคิดด้านประชาธิปไตยอีกต่อไป

มันเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่ประเทศของเราเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงเพียงนี้...
ไม่เว้นแม้แต่ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญทางการเมืองของไทยมาโดยตลอด
โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมไทย...
แต่วันนี้ทำไมกลับเปลี่ยนใจมาอยู่ใต้ “อุ้งเท้าเผด็จการ” ไร้จิตวิญญาณความมี “ประชาธิปไตย”

แต่เรื่องดังกล่าวคงจะไปกล่าวหาหรือเหมารวม “บุคลากร”
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมดคงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง...
เพราะเรื่องราว “ฉาวโฉ่” ที่เกิดขึ้น...
เกิดขึ้นจากการกระทำของเผด็จการคณะบุคคลเพียงไม่กี่คน...
แต่การกระทำของคนเหล่านั้นกลับสร้างความเสื่อมเสีย
ให้กับสถาบัน “เหลือง – แดง” เป็นอย่างยิ่ง

“เหลือง - แดง” คือสีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...
ซึ่งผู้บริหารต้องน้อมรับทุกสี...มิใช่แบ่งแยกสีใดสีหนึ่ง
เพราะหน้าที่สำคัญของสถานศึกษาในการประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาความรู้ให้แก่เยาวชน...
นั่นคือ การทำให้อนาคตของชาตินั้นคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น...
โดยไม่มีอคติส่วนตัวอันใดเข้าไปรบกวน...

ซึ่งต้องถามว่า...
การกระทำของคณะบุคคลที่กุมอำนาจในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกวันนี้...
เป็นเช่นนั้นหรือไม่?

เข้าใจเพื่อน โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche



เรียบเรียงโดย Nangfa

คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : เข้าใจเพื่อน
โดย : กาหลิบ

ถาม กันมากว่า เบื้องหลังการลาออกของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร
จากตำแหน่งที่ปรึกษาในกัมพูชาทั้งสองตำแหน่งคือ
ที่ปรึกษาของราชอาณาจักรและ ที่ปรึกษารัฐบาลนั้น
เกิดจากความขัดแย้งระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีไทยกับผู้นำกัมพูชา
หรือกัมพูชาปรับเปลี่ยนนโยบายต่อฝ่ายประชาธิปไตยไทยแล้วหรืออย่างไร

สอบ ถามจากเพื่อนฝูงที่มีอยู่บ้าง ได้ความว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ทั้งหมดคือ
มารยาทของฝ่ายไทยที่เป็นห่วงภาระทางการเมืองที่ฝ่ายกัมพูชาเขาได้ รับอยู่เท่านั้นเอง

ความจริงทางกัมพูชาก็ตอบกลับมาก่อนหน้านี้ว่า
อย่าห่วง ความกดดันใดๆ จากฝ่ายไทยไม่ได้มีผลอะไรต่อเขาเลย

ตรง กันข้าม
เมื่อเจ้าของประเทศไทยสั่งฆ่าประชาชนของตนเองอย่างโหดเหี้ยมกับสำแดง
นิสัยคน พาลในกรณีปราสาทพระวิหารออกมาชัดแจ้ง
ยิ่งทำให้กัมพูชาได้เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาเป็นพวกเพิ่มอีก
เพียงแต่เขาไม่แสดงออกให้กระเทือนซางกันเท่านั้น

ไม่มีความจำเป็นที่คุณทักษิณต้องลาออก

อดีต นายกรัฐมนตรีก็ได้แต่ขอบคุณ และสนองถ้อยคำไปว่า
การสนับสนุนต่อฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งกัมพูชาแสดงออกตลอดมานั้น
ก็ซาบซึ้งอยู่นักหนาแล้ว จะให้ตัวเองถ่วงน้ำหนักการทูตต่อไป
โดยไม่ได้เข้าไปช่วยอะไรให้เต็มที่ตาม ความตั้งใจนั้นก็ไม่ใช่นิสัย จึงขอตัวก่อน

ทางกัมพูชาก็เข้าใจ
กราบบังคมทูลให้พระเจ้าอยู่หัวสีหโมนีทราบฝ่าละลองธุลีพระบาทแล้ว
ก็หมดขั้น ตอนกันไป ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาลนั้นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ก็ได้แจ้งในที่ประชุมคณะ รัฐมนตรี ตามระเบียบ

ความสัมพันธ์ทางใจไม่ถูกกระทบกระเทือนอะไร เพราะจะให้เปลี่ยนใจ
จากประชาธิปไตยไปสู่โจร ประเทศที่โผล่พ้นน้ำมาแล้วอย่างเขาคงทำไม่ได้

แต่ รัฐบาลไทยก็ฉวยโอกาสนี้ส่งเอกอัครราชทูตกลับไปประจำการที่กรุงพนมเปญ
หลังจากที่แอบส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมาเพิ่มเติมก่อนหน้านี้แล้วนับสิบคน
ในภารกิจลับเพื่อเอาใจเจ้าของประเทศไทย


การเอาทูตใส่ ถาดกลับมาเช่นนี้ มองตามตัวอักษรแล้วก็ผิดธรรมเนียม
เพราะการยกระดับความสัมพันธ์จะต้องเกิดจากการกระทำของฝ่ายกัมพูชา
ไม่ใช่จากการลาออกของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับฝ่ายกัมพูชาเขา

ท่าทีละล่ำละลักอย่างนี้ส่อแสดงว่า
ผู้มีอำนาจเมืองไทยในยุคนี้คงกลัวที่จะทำสงครามกับกัมพูชาเหลือเกิน

ท่าทีเก่งกาจที่แสดงออกมาตั้งแต่นายถึงพลนั้น ความจริงปากกล้าขาสั่นกันทั้งนั้น

สงคราม นั้น ไม่ใช่ของดี ลดเงื่อนไขให้สงครามห่างตัวไปได้
ก็เป็นเรื่องที่ควรสาธุการ แต่ปัญหาคือผู้มีอำนาจไทยเขาไม่ได้กลัวในมุมนั้น
เขากลับกลัวว่าหากเกิดการปะทะด้วยกำลังขึ้นมา จะฉาวโฉ่ไปทั่วโลกว่า
กรณีพิพาทครั้งนี้เกิดขึ้นจากความพาลหาเรื่องของฝ่าย ไทย
เพียงเพื่อสนองตอบตัณหาการเมืองภายในประเทศของคนแก่ตกโลกบางคนเท่านั้น
หาสาระใดๆ ให้เขาเคารพนับถือไม่ได้เลย

รู้อย่างนี้ก็เลยรีบส่งทูตแบบอ้าขาผวาปีก ให้ได้อายกันอีกรอบหนึ่ง
เรื่องนี้วงการทูตอาเซียนเขาก็หัวเราะกันคิกคักกันอยู่

ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยึดอะไรเป็นเป้าหมายใหญ่และวิถีใดเป็นถนนสายหลัก
ชาวประชาธิปไตยทั่วไทยและทั่วโลกเขาก็คอยให้ท่านชี้ชัดอยู่
แต่ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ได้แสดงออกมาคราวนี้
ก็ได้รับความชื่นชมจากผู้คนที่เขาจ้องมองอยู่มาก
เพราะเห็นว่าท่านช่วยให้ขบวนประชาธิปไตยมั่นคงแข็งแรงขึ้น

เพราะขบวนนี้ยังต้องเดินกันอีกไกลนัก.


http://democracy100percent.blogspot.com/2010/08/blog-post_26.html

เผยวัดปทุมฯ ไม่อนุญาตจัดงานบุญ 100 วันเสื้อแดง เสาร์นี้ - ย้ายจัดวัดหัวลำโพง

ที่มา ประชาไท

กรณี กลุ่มคนเสื้อแดงในเว็บบอร์ดรวมตัวกันเตรียมจัดงานทำบุญ "100 วันวีรชนคนเสื้อแดง" เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคนเสื้อแดงทั้งหมดที่เสียชีวิตจากเหตุสลายการ ชุมนุมในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ที่วัดปทุมวนาราม ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ล่าสุด ผู้จัดแจ้งว่า ทางวัดได้ยกเลิกการจอง โดยทางกลุ่มจะเปลี่ยนไปจัดที่วัดหัวลำโพงแทน

ผู้เล่นเว็บบอร์ดซึ่ง ใช้ชื่อ "อหิงสา" หนึ่งในผู้จัดงานฯ ให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มของตนได้จองจะจัดงานดังกล่าวที่วัดปทุมวนารามตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.แล้ว โดยมีการเขียนใบจองชัดเจน และก่อนหน้านี้ในวันที่ 24 จนถึงช่วงเช้า 25 ส.ค.ก็ได้คุยรายละเอียดกับทางวัดเรื่องการเตรียมงานมาตลอด จนกระทั่งเย็นวันที่ 25 ส.ค. ทางวัดได้โทรมาบอกว่าจัดงานให้ไม่ได้ เพราะมีภารกิจอื่น

"อหิงสา" เล่าว่า วันนี้ ทางกลุ่มได้เดินทางไปที่วัดปทุมฯ เพื่อสอบถามเรื่องราว ปรากฎว่าเจ้าอาวาสได้ร้องขอพวกตนและเล่าว่าที่ผ่านมาโดนบีบเยอะมาก ตอนนี้โดนด่าไปทั่วประเทศแล้วว่าเลว ว่าชั่วและเข้าข้างคนเสื้อแดง

ล่าสุด ทางกลุ่มผู้จัดจะย้ายไปจัดงานที่วัดหัวลำโพง ศาลา 1 แทน ในวันและเวลาเดิม คือ เลี้ยงเพลวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม

"อหิงสา" มองว่า วัดเป็นที่สาธารณะ และกิจกรรมที่จะทำก็คือการทำบุญ จึงไม่น่าจะมีปัญหา และตั้งคำถามด้วยว่าวัดสามารถปฎิเสธคนทำบุญได้ด้วยหรือ อีกทั้ง ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ก็เพิ่งจะมีการจัดงานทำบุญที่วัดปทุมฯ เช่นกัน

"ลุงจุก" ผู้เล่นเว็บบอร์ดและหนึ่งในกลุ่มผู้จัดงาน ให้สัมภาษณ์ว่า กิจกรรมนี้จัดโดยกลุ่มผู้เล่นเว็บบอร์ดการเมืองต่างๆ มีทั้งผู้เล่นบอร์ดประชาไทเดิม อินเตอร์เน็ตฟรีดอม ไทยฟรีนิวส์ เว็บราชดำเนิน ประชาเทียม ฯลฯ โดยที่ผ่านมา ก็ติดต่อประสานงานอย่างเปิดเผย ได้ใบจองมาเรียบร้อย แต่พอใกล้วันงานก็กลับถูกยกเลิก ซึ่งเขาสงสัยว่ารัฐบาลน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่างานครบรอบ 7 วัน 50 วันก็จัดงานที่วัดนี้ตลอดในฐานะวัดที่เป็นจุดเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตจาก เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม

ทั้งนี้ "ลุงจุก" กล่าวเสริมด้วยว่า หลังจากต้องย้ายที่จัด ได้โทรศัพท์ไปขออนุญาตติดป้ายแจ้งย้ายสถานที่หน้าวัดปทุมฯ ก็ปรากฎว่าไม่ได้รับอนุญาต จึงค่อนข้างกังวลกับการประชาสัมพันธ์เพราะได้แจ้งกำหนดการล่วงหน้าร่วมเดือน แล้ว

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรคิดได้ไงโยนขี้ทักษิณสั่งปิดสนามบิน ขึ้นป้ายหรายึดทำเนียบหาเสียงสก.

ที่มา Thai E-News




ที่มา เวบไวต์go6tv
27 สิงหาคม 2553

กรุงเทพฯ- พรรคการเมืองใหม่เผยธาตุแท้ ภูมิใจภาพก่อการร้ายบนป้ายหาเสียง

ชาวบ้านในเขตพระนคร แจ้งให้ www.go6tv.com ทราบว่า พรรคการเมืองใหม่ ได้เผยแพร่ป้ายหาเสียงล่าสุด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งสก. ๒๙ สิงหาคมนี้ เป็นภาพผู้สมัคร สก.คือนายรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี(อมร หรือ อมรเทพ อมรรัตนานนท์ แกนนำพันธมิตรที่โดนคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และคดีกบฎยึดทำเนียบ)โดยมีภาพกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึด ทำเนียบรัฐบาลในปี ๕๑ เป็นภาพฉากหลัง

ประชาชนได้เห็นภาพนี้แล้วต่าง วิจารณ์กันไปมาว่า เหตุการณ์ยึดทำเนียบรัฐบาลนั้นเป็นเหตุการณ์ที่นำความเศร้าสลดมาแก่ประวัติ ศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทางการเมือง จนไล่ลามมาถึงการยึดสนามบินนานาชาติ พัฒนาระดับเป็นการ "ก่อการร้ายสากล"

ประชาชน ต่างพยายามลืมภาพดังกล่าว โดยเห็นเป็นเรื่องเลวร้าย แต่พรรคการเมืองใหม่กลับภาคภูมิใจในฝีมือขนาดนำภาพยึดทำเนียบ มาเป็นภาพใช้หาเสียงให้ผู้สมัคร สก. สข. กรุงเทพฯ การยึดทำเนียบดังกล่าวลุกลามไปถึงการยึดสนามบินฯ โดยที่การดำเนินคดีดังกล่าวกลับไม่ได้คืบหน้าเลย ซ้ำยังได้รับคำยกย่องจากตำรวจผู้ดูแลสำนวนว่าเป็น "ผู้ก่อการดี"

"ไม่ รู้เขาคิดยังไง ที่เอาภาพยึดทำเนียบมาใช้หาเสียง เขาไม่รู้สึกเลยสักนิดเลยหรือว่า อะไรถูกอะไรผิด ถึงขนาดกล้าเอามาเตือนความจำอันเลวร้ายบนป้ายหาเสียง เราเห็นภาพนี้แล้ว เรารู้สึกกลัว ขยะแขยง กับความคิดและนักการเมืองพวกนี้เหลือเกิน" ชาวบ้านในเขตพระนครคนหนึ่งกล่าว

มามุกใหม่อีกแล้ว ล่าสุดโจรก่อการร้ายพันธมิตรหาทางออกคดีก่อการร้ายยึดสนามบินได้แล้ว โดยป้ายความผิดไปให้ทักษิณว่าเป็นคนสั่งปิดสนามบินเอง

ทั้งนี้ASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรได้สัมภาษณ์ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตร อ้างว่า "ผมมีหลักฐานว่านายทักษิณเป็นคนสั่งให้นายเสรีรัตน์(ผอ.การท่าอากาศยาน)ปิด สนามบินเลยเมื่อพันธมิตรมาถึง เพื่อโยนบาปให้ การปิดสนามบินจึงเป็นความผิดของเสรีรัตน์เอง และมั่นใจอย่างสูงว่าเราสุจริต การสุจริตใจจะเป็นศาสตร์กำบังทุกอย่างได้ โดยยืนยันต้องฟ้องกลับตำรวจ โดยหารือกันแล้ว ตอนนั้นที่ทำเนียบพันธมิตรถูกยิงตาย ยังไม่มีการเผาเลย และรัฐบาลก็ไม่เคยหาคนผิดมาได้ คนที่ตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงผิดกฎหมายอาญามาตรา 200 ต้องโดนจำคุกตลอดชีวิต" นายสุวัตร กล่าว

นายพิภพ ธงชัย แกนนำพันธมิตรกล่าวว่า แกนนำพันธมิตรสนับสนุนผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ทุกเขต โดยวันนี้เช้าที่ลานพระรูปทรงม้า พล.ต.จำลอง นายสุริยะใส นายสมศักดิ์ แกนนำพันธมิตรรุ่น 2 และตนจะไปให้กำลังใจผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ เพื่อบอกว่าแกนนำสนับสนุน และจะมีการแห่ไปทั่ว ตนจึงขอเชิญพี่น้องพันธมิตรออกมาให้กำลังใจ ผู้สมัครพรรคกมม.ที่กล้าลงสมัครทั้งๆที่ไม่ค่อยมีสตางค์ เราจะปักธงให้การเมืองเก่าเป็นการเมืองใหม่

หัวโจกผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเส้นใหญ่กร่างใส่ตร.เด็กเนวิน แถด้านๆปิดสุวรรณภูมิไม่เสียหายซักนิด มามุกใหม่"ทักษิณ"เป็นคนปิดสนามบิน


หยุด!ผู้ก่อการร้ายล้อมไว้หมดแล้ว-สนธิ ลิ้มทองกุล หัวโจกผู้ก่อการร้ายนำ 79 ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิเข้าพบตำรวจกองปราบปรามตามหมายเรียก แต่บรรยากาศเหมือนๆกับผู้ก่อการร้ายได้เข้ายึดกองปราบปราม เพราะมีสมุนโจร500คนตามไปล้อมกองปราบฯ โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายได้ข่มขู่ตำรวจที่ดำเนินคดี และเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นลูกพี่ของหัวหน้าชุดดำเนินคดีอย่างแข็งกร้าว แน่นอนว่าสนธิลิ้มไม่ต้องนอนคุกแต่อย่างใด


หลังจากอุก อาจก่อคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารนานาชาติ 700,000 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นเงิน 200,000 ล้านบาท และลอยนวลมานาน 639 วัน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกแล้ว โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆซักนิด และขู่เล่นงานกลับตำรวจผู้ดูแลคดีนี้ที่ใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ โดยบอกว่าเรื่องนี้เป็นคดีการเมือง

ที่สำคัญตำรวจไม่ได้มีการควบคุม ตัวโจรก่อการร้ายยึดสนามบินแต่อย่างใด นับว่า2มาตรฐานกับแกนนำนปช.และเสื้อแดงที่แม้จะเข้ามอบตัวด้วยตัวเอง แต่ก็ถูกขังยาวมากว่า 3 เดือน ห้ามประกันตัว ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆว่าแกนนำนปช.พัวพันกับการก่อการร้าย หรือเผาทรัพย์สินตามข้อกล่าวหา

วันนี้ (26 ส.ค.) ที่กองปราบปราม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีชุมนุมสนามบิน ข่มขู่หัวหน้าชุดดำเนินคดีว่า ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมา ให้พนักงานสอบสวนภายใน 30 วัน และพันธมิตรจะฟ้องกลับ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แน่ โดยผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 79 คน และถ้าแต่ละคนฟ้องรวม 79 คดี พล.ต.ท.สมยศก็รับไปแล้วกัน ทั้งนี้ ตนเห็นว่า พล.ต.ท.สมยศทำตามหน้าที่ที่นักการเมืองบอกมา ซึ่งคนไหนประชาชนเขาก็ทราบ ในขณะที่อีกไม่กี่ปี พล.ต.สมยศก็จะเกษียณ แต่ภาคประชาชนไม่มีวันเกษียณตาม

นายสนธิกล่าวถึงการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาด้วยว่า ตนมั่นใจ 100% เมื่อเห็นหลักฐานที่มีก็หัวเราะ เพราะที่แจ้งมาอาวุธที่มีก็แค่กระบองจึงไม่อาจเข้าข่ายก่อการร้าย ตนไม่หนักใจซึ่งหลักฐานอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ได้นำคำปราศรัยมาแจ้ง และกล่าวหาว่าเราปิดสนามบิน แต่ล่าสุดนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ อดีตผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯ ก็ให้ได้การในศาลแพ่ง ยอมรับว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดสนามบิน และชุมนุมอยู่ในแลนด์ไซต์ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะอยู่ได้ ขณะที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็ยอมรับว่าไม่มีความเสียหายเลย สรุปง่ายๆ ว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีการเมือง ตนจึงสงสัยว่า พล.ต.ท.สมยศรับงานการเมืองมาทำ ทั้งนี้ผู้ ถูกกล่าวหาทั้ง 79 คนไม่กลัว และยินดีที่จะสู้คดี โดยตนจะทำลายลักษณ์อักษรชี้แจงข้อกล่าวหา และเชื่อว่าคดีนี้ยังอีกนานจนกว่า พล.ต.ท.สมยศเกษียณไปแล้วก็ยังไม่จบ

“ผมขอพูดเป็นตัวแทน 79 คนที่โดนข้อกล่าวหา เราไม่กลัว การทำงานเพื่อชาติเพื่อเมืองมันต้องมีการถูกกลั่นแกล้ง แต่เชื่อผม คนเราทำดีเพื่อแผ่นดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ถ้าไม่ได้ทำงานเพื่อชาติเพื่อเมือง จะโดนยิง 200 นัดแล้วรอดได้อย่างไร รัฐบาลรู้ว่าใครยิง ผมก็รู้ และคนที่ยิงก็นอนไม่หลับ อยากยิงอีก แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นต่อชาติที่พวกพี่น้องรักจริง ไม่เหมือนคนบางคนร่วมงานกับทักษิณแล้วมาร่วมมือประชาธิปัตย์ แล้วมาบอกว่ารักสถาบัน แต่ 4 ปีที่ทักษิณหมิ่นสถาบัน กลับไม่ทำอะไรเลย” นายสนธิกล่าว

ทั้งนี้นายสนธิกล่าวพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งกล่าวกันว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลในการสนับสนุนพล.ต.ท.สมยศขึ้นมามีอำนาจ ในสำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กระทรวงคมนาคมกระทรงเดียวเสียหาย19,000ล้านบาท
กระทรวง คมนาคมรายงานว่า ได้มีการสรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ดำเนินการช่วย เหลือผู้โดยสารตกค้าง ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อรวมกับค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ รวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท

บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท รวม 104,389,799บาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท ค่าสูญเสียรายได้ถึง 13,236,001,371 บาท รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีค่าใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท รวม 590,987,159.07 บาท

ท่า อากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท

สาย การบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท รวม 5,104,033,961 บาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ปิดสนามบินเสียหายยับ 2 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า โดยจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 17.7 และ 22.5 ของจำนวนผู้โดยสารทั้งปี และการขนส่งสินค้าทางอากาศมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 18.0 และ 19.2 ของปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั้งปี ธุรกรรมผ่านท่าอากาศยานที่ต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จึงหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการแข่งขันที่อาจสูญเสียอย่างใหญ่ หลวง

เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองต้องปิดให้บริการนับ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 มาจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยหากรวบรวมความเสียหายที่หน่วยงานต่างๆ ประเมินออกมานั้น ในเบื้องต้นพบว่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท จากผลกระทบของธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ

การท่าอากาศยานแห้งประเทศไทยระบุว่า การปิดท่าอากาศยานในครั้งนี้ส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทาง เข้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ 1.1 แสนคนต่อวัน เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกไม่สามารถขึ้นลงได้ 700 เที่ยวต่อวัน

ดำทั้งแผ่นดินคึกคักเบิร์ธเดย์นายพลอาวุโสเปรม

ที่มา Thai E-News


มีผู้นำเสนอภาพในเวบบอร์ดเรารักประชาไทว่ามีมือมืดนำโลงศพไปวางหน้าบ้านพักของนายพลอาวุโสเปรม โดยตามภาพมีผู้ระบุว่าเป็นหน้าบ้านพักที่โคราช


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2553

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ได้เข้าอวยพรวันเกิดครบรอบ 90 ปีของนายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งเคยกล่าวเชียร์เขาว่า"คนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ"เมื่อ ค่ำวันนี้ โดยห้ามสื่อมวลชนตามเข้าไปทำข่าว

เสื้อแดงแต่งดำที่อิมพีเรียลลาดพร้าว-บรรยากาศคนเสื้อแดงแต่งดำเสวนา 2 ปี 2 มาตรฐานที่อิมพีเรียล ลาดพร้าวช่วงบ่ายวันนี้ ที่นั่งเต็ม จนต้องตีตั๋วนั่งตั๋วยืน (ดูภาพกิจกรรมทั้งหมด)




นปช.เชียงใหม่แต่งดำหน้าศาลากลาง แถลงโวยรัฐสองมาตรฐาน ร้องปล่อยตัวแกนนำ





สำนักข่าวประชาธรรม รายงานว่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ ( 26 ส.ค. 53 )เวลา 10.00 น. นปช.เชียงใหม่ กว่า 100 คนรวมตัวหน้าศาลากลางจ.เชียงใหม่เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวแกนนำ นปช.ที่ถูกจับกุมและยื่นหนังสือแถลงการณ์ต่อรัฐบาลให้มีการดูแลประชาชนในทุก ด้านเป็นมาตรฐานเดียวกันไม่ใช่เป็นสองมาตรฐานที่จะสร้างแต่ความแตกแยกใน สังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการชุมนุมครั้งนี้ทางกลุ่ม นปช.ได้ร่วมกันแต่งชุดดำพร้อมผูกผ้าแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม มีการทำกิจกรรมเลียนแบบห้องขังในเรือนจำ พร้อมผูกผ้าดำไว้อาลัยที่ห้องขังจำลอง พร้อมกันนั้นทางตัวแทนกลุ่ม นปช.เชียงใหม่เข้ายื่นหนังสือและแถลงการณ์ต่อนาย ชุมพร แสงมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งรองผู้ว่าฯรับเรื่องและรับปากว่าจะส่งต่อขึ้นไปให้นายกรัฐมนตรีตาม กระบวนการ

นายศรีวรรณ จันทร์ผง ตัวแทนกลุ่ม นปช.กล่าวว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 เรื่องคือ อยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต้องปฏิบัติกับประชาชนให้เป็นมาตรฐานเดียวกันคือเราจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรมีการเคลื่อนไหวในช่วงภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ก็ไม่ถูกจับไม่ถูกดำเนินคดี แต่ต่างกันกับกลุ่ม นปช.ที่แม้จะถูกสลายการชุมนุมแต่ก็ถูกตามกวาดล้างตามจับอยู่ตลอด

ใน อีกเรื่องก็อยากให้มีการปล่อยตัวแกนนำ นปช. ให้ออกจากที่คุมขังก่อนเพื่อให้มีการดำเนินคดีความตามกระบวนการทางกฎหมาย อย่างยุติธรรม ให้มีโอกาสในการสืบค้นหาพยานหลักฐานมาแก้ต่างในคดี

นายศรี วรรณ กล่าวต่อว่าการออกมาใส่ชุดดำในวันนี้เพราะวันนี้เป็นวันเกิดบุคคลสำคัญคน หนึ่งในประเทศไทยซึ่งเราก็รู้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดเกิดจากการปฏิวัติซึ่ง คนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ก็คือต้นเหตุของปัญหา จึงเลือกแต่งชุดดำในวันนี้เพื่อไว้อาลัยถึงเหตุการณ์และต้นเหตุของปัญหา พวกเราจึงอยากฝากให้กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นธรรมทุกภาคส่วนและการกำหนด นโยบายต่าง ๆต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย


แถลงการณ์ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่
" วันที่ 26 ส.ค. เป็นวันสองมาตรฐานแห่งชาติ "


วัน ที่ 26 ส.ค. ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษในวันนี้เมื่อสองปีที่แล้ว วันที่ 26 ส.ค. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการหลายแห่งสร้างความเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้ ความเสียหายที่ร้ายแรงเหล่านี้ นำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง จนนำมาสู่ปัญหาสองมาตรฐานของสังคมไทยและเป็นเหตุนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ ของกลุ่มคนเสื้อแดง จนในที่สุดจบที่โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ ที่สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 พ.ค. 2553 จนถึงทุกวันนี้การดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความคืบหน้าแต่กลับถูกปกปิด ไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ และยังมีการแตะถ่วงคดีต่างๆ โดยการโอนเข้าไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เห็นว่ามีพฤติกรรมเลือกข้าง มีอคติ และรับใช้ทางการเมืองมากกว่าการดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตร ฯ ยังแสดงบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองรวมทั้งเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรไปชุมนุมหน้ากองทัพภาค 1 กดดันให้รัฐบาล ผลักดันชาวกัมพูชาตลอดแนวชายแดนไทยและเรียกร้องให้ยกเลิก เอ็ม โอยู43 ทั้งที่รัฐบาลยังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอยู่

แตกต่างจากการชุมนุม ของคนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าและราชประสงค์ ที่ต่อมามีการจับกลุ่มดำเนินคดีแกนนำ นปช. 25 คนและไล่จับแกนนำอื่น ๆ กว่า 400 คน ทั้งที่หลายคนป็นความผิดเล็กน้อย เช่น ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลสั่งลงโทษสถานหนักให้จำคุกทันที ส่วนความผิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหาพยายามฆ่าตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ ศาลลงโทษสถานเบารอลงอาญา ถือว่าสองมาตรฐานกลายเป็นความอัปยศในแผ่นดินไทย นำมาซึ่งความรุนแรงในสังคมไทยและสร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนคนไทย ทั่วทั้งประเทศ

ดังนั้นจึงถือว่า "วันที่ 26 ส.ค. เป็นวันสองมาตรฐานแห่งชาติ" เพราะเป็นวันแห่งต้นกำเนิดความขัดแย้งของสังคมไทย จนนำมาสู่ความยุติธรรมอำมหิตในสังคมไทยตอนนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะนายยกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้ประกาศจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่การกระทำที่ผ่านมานอกจากโวหารที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ การกระทำและสั่งการบางเรื่องยังขัดกับคำพูด อย่างเช่นการไล่ล่าจับกลุ่มแกนนำ นปช.แต่กลับไปขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรในการชุมนุมที่ขัดกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งก็คือการเข้าไปร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นั่นเอง

เราจึงเห็นพ้องต้องกันว่าหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่แท้จริง ต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง จะต้องใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสนับสนุนสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ขจัดการใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานให้หมดไปจากสังคมไทย นำผู้กระทำผิดทุกคนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและพิพากษาอย่างยุติธรรมเท่าเทียม กัน ไม่ใช้อารมณ์แค้นเคืองส่วนตัวตั้งข้อหาฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยุติธรรม หากจะปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรที่กระทำความผิดมีโอกาสต่อสู้ข้อกล่าวหาอยู่ภาย นอกที่กุมขัง ก็ต้องให้โอกาสต่อกลุ่ม นปช. โดยปล่อยตัวออกไปต่อสู่ข้างนอก และหากยังจะกุมขังกลุ่ม นปช.อยู่ในคุกตะราง ก็ต้องเร่งดำเนินการต่อกลุ่มพันธมิตรให้พวกขาไปต่อสู้กับข้อกล่าวหาอยู่ใน คุกตะรางเฉกเช่นกัน

การจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรืองสงบสุข เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรง การสร้างความยุติธรรมที่เท่าเทียมจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองสงบสุขนั้น การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นเพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่า หากจะเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อกลุ่มพันธมิตรเท่านั้นประชาชนคนไทยเรา ขอให้ท่านลาออกไปจากตำแหน่งที่ทรงคุณค่า ที่ต้องมีวุฒิภาวะ มีคุณธรรมนี้ อย่าได้สร้างเวรสร้างกรรมให้ประชาชนและประเทศชาติต่อไปอีกเลย

ชาวเชียงใหม่ผู้รักความป็นธรรม และรักประชาธิปไตย

หัวโจกผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเส้นใหญ่กร่างใส่ตร.เด็กเนวิน แถด้านๆปิดสุวรรณภูมิไม่เสียหายซักนิด

ที่มา Thai E-News



หยุด!ผู้ก่อการร้ายล้อมไว้หมดแล้ว-สนธิ ลิ้มทองกุล หัวโจกผู้ก่อการร้ายนำ 79 ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิเข้าพบตำรวจกองปราบปรามตามหมายเรียก แต่บรรยากาศเหมือนๆกับผู้ก่อการร้ายได้เข้ายึดกองปราบปราม เพราะมีสมุนโจร500คนตามไปล้อมกองปราบฯ โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายได้ข่มขู่ตำรวจที่ดำเนินคดี และเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นลูกพี่ของหัวหน้าชุดดำเนินคดีอย่างแข็งกร้าว แน่นอนว่าสนธิลิ้มไม่ต้องนอนคุกแต่อย่างใด


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2553

หลัง จากอุกอาจก่อคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารนานาชาติ 700,000 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นเงิน 200,000 ล้านบาท และลอยนวลมานาน 639 วัน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกแล้ว โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆซักนิด และขู่เล่นงานกลับตำรวจผู้ดูแลคดีนี้ที่ใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ โดยบอกว่าเรื่องนี้เป็นคดีการเมือง

ที่สำคัญตำรวจไม่ได้มีการควบคุม ตัวโจรก่อการร้ายยึดสนามบินแต่อย่างใด นับว่า2มาตรฐานกับแกนนำนปช.และเสื้อแดงที่แม้จะเข้ามอบตัวด้วยตัวเอง แต่ก็ถูกขังยาวมากว่า 3 เดือน ห้ามประกันตัว ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆว่าแกนนำนปช.พัวพันกับการก่อการร้าย หรือเผาทรัพย์สินตามข้อกล่าวหา

วันนี้ (26 ส.ค.) ที่กองปราบปราม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีชุมนุมสนามบิน ข่มขู่หัวหน้าชุดดำเนินคดีว่า ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมา ให้พนักงานสอบสวนภายใน 30 วัน และพันธมิตรจะฟ้องกลับ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แน่ โดยผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 79 คน และถ้าแต่ละคนฟ้องรวม 79 คดี พล.ต.ท.สมยศก็รับไปแล้วกัน ทั้งนี้ ตนเห็นว่า พล.ต.ท.สมยศทำตามหน้าที่ที่นักการเมืองบอกมา ซึ่งคนไหนประชาชนเขาก็ทราบ ในขณะที่อีกไม่กี่ปี พล.ต.สมยศก็จะเกษียณ แต่ภาคประชาชนไม่มีวันเกษียณตาม

นายสนธิกล่าวถึงการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาด้วยว่า ตนมั่นใจ 100% เมื่อเห็นหลักฐานที่มีก็หัวเราะ เพราะที่แจ้งมาอาวุธที่มีก็แค่กระบองจึงไม่อาจเข้าข่ายก่อการร้าย ตนไม่หนักใจซึ่งหลักฐานอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ได้นำคำปราศรัยมาแจ้ง และกล่าวหาว่าเราปิดสนามบิน แต่ล่าสุดนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ อดีตผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯ ก็ให้ได้การในศาลแพ่ง ยอมรับว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดสนามบิน และชุมนุมอยู่ในแลนด์ไซต์ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะอยู่ได้ ขณะที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็ยอมรับว่าไม่มีความเสียหายเลย สรุปง่ายๆ ว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีการเมือง ตนจึงสงสัยว่า พล.ต.ท.สมยศรับงานการเมืองมาทำ ทั้งนี้ผู้ ถูกกล่าวหาทั้ง 79 คนไม่กลัว และยินดีที่จะสู้คดี โดยตนจะทำลายลักษณ์อักษรชี้แจงข้อกล่าวหา และเชื่อว่าคดีนี้ยังอีกนานจนกว่า พล.ต.ท.สมยศเกษียณไปแล้วก็ยังไม่จบ

“ผมขอพูดเป็นตัวแทน 79 คนที่โดนข้อกล่าวหา เราไม่กลัว การทำงานเพื่อชาติเพื่อเมืองมันต้องมีการถูกกลั่นแกล้ง แต่เชื่อผม คนเราทำดีเพื่อแผ่นดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ถ้าไม่ได้ทำงานเพื่อชาติเพื่อเมือง จะโดนยิง 200 นัดแล้วรอดได้อย่างไร รัฐบาลรู้ว่าใครยิง ผมก็รู้ และคนที่ยิงก็นอนไม่หลับ อยากยิงอีก แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นต่อชาติที่พวกพี่น้องรักจริง ไม่เหมือนคนบางคนร่วมงานกับทักษิณแล้วมาร่วมมือประชาธิปัตย์ แล้วมาบอกว่ารักสถาบัน แต่ 4 ปีที่ทักษิณหมิ่นสถาบัน กลับไม่ทำอะไรเลย” นายสนธิกล่าว

ทั้งนี้นายสนธิกล่าวพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งกล่าวกันว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลในการสนับสนุนพล.ต.ท.สมยศขึ้นมามีอำนาจ ในสำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กระทรวงคมนาคมกระทรงเดียวเสียหาย19,000ล้านบาท
กระทรวง คมนาคมรายงานว่า ได้มีการสรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ดำเนินการช่วย เหลือผู้โดยสารตกค้าง ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อรวมกับค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ รวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท

บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท รวม 104,389,799บาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท ค่าสูญเสียรายได้ถึง 13,236,001,371 บาท รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีค่าใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท รวม 590,987,159.07 บาท

ท่า อากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท

สาย การบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท รวม 5,104,033,961 บาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ปิดสนามบินเสียหายยับ 2 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า โดยจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 17.7 และ 22.5 ของจำนวนผู้โดยสารทั้งปี และการขนส่งสินค้าทางอากาศมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 18.0 และ 19.2 ของปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั้งปี ธุรกรรมผ่านท่าอากาศยานที่ต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จึงหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการแข่งขันที่อาจสูญเสียอย่างใหญ่ หลวง

เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองต้องปิดให้บริการนับ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 มาจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยหากรวบรวมความเสียหายที่หน่วยงานต่างๆ ประเมินออกมานั้น ในเบื้องต้นพบว่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท จากผลกระทบของธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ

การท่าอากาศยานแห้งประเทศไทยระบุว่า การปิดท่าอากาศยานในครั้งนี้ส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทาง เข้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ 1.1 แสนคนต่อวัน เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกไม่สามารถขึ้นลงได้ 700 เที่ยวต่อวัน