WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 28, 2010

สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: “ประเทศไทยกำลังถอยหลังด้วยสปีดที่เร็วมาก”

ที่มา ประชาไท

ศิ โรตม์ คล้ามไพบูลย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (17 ก.ค.) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปรองดอง แห่งชาติว่า “การปฏิรูปคือความพยายามชิงมวลชนที่รัฐบาลล้มเหลวจนต้องอาศัยเครือข่ายฝ่าย ที่จัดเจนกว่า แต่ถ้ามองข้ามบุคคลสามสี่ราย ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ยากจะสำเร็จ ข้อแรกเพราะไปคิดตื้นๆ ว่าจะหยุดมวลชนด้วยวิธีให้ข้าวให้น้ำ ซึ่งต่อให้ทำได้ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เป็นแรงผลักให้คนสู้บนท้องถนน ข้อสองคือเพราะให้ผู้ใหญ่พันธมิตรมีอิทธิพลเลือกกรรมการจนไม่มีตัวแทนคนส่วน ใหญ่ ข้อสามคือไม่มีการปฏิรูปไหนสำเร็จภายใต้การปิดปากเสียงประชาชน”

ประชา ไทสัมภาษณ์เขาเพิ่มเติมเพื่อขยายคำอธิบายเบื้องต้น โดยเขาฟันธงว่า ภายใต้บรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยม และชนชั้นนำปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อรั้นดึงดัน พื้นที่สำหรับความแตกต่างจึงไม่มีเหลือสำหรับคนอีกจำนวนมากซึ่งเขาเห็นว่า เป็นขบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ แต่กลับถูกปราบลงเสียก่อน

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้ง สามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขา คิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมาก ที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและ ชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชา สังคมเข้ามาช่วยงาน

ที นี้เรื่องที่น่าสนใจก็คือหลังจากการปราบเดือนเมษาพฤษภา รัฐบาลพยายามใช้กลไกที่เป็นอิสระจากราชการและกองทัพมากขึ้น ในแง่หนึ่งเพื่อให้รัฐทำงานได้ อีกแง่หนึ่งก็คือ กลไกทำงานในระบบราชการของรัฐนี้ล้มเหลว ในการทำสิ่งที่รัฐบาลต้องการและเป็นสิ่งที่รัฐไทยคิดว่ามีความจำเป็นในการ อยู่ร่วมกันในปัจจุบัน

การปฏิรูปเหล่านี้ก็อาศัยเครือข่ายของคนในพื้นที่จำนวนมาก ตรงนี้อาจจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ ทีนี้ประเด็นก็คือ เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนพวกนี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองของรัฐบาล เช่น การต้องการให้มีเรื่องของการสร้างความปรองดองขึ้นมา อันที่สองที่สำคัญก็คืออย่างไรก็ตามต้องดึงมวลชนฝ่ายที่เชียร์ทักษิณให้เป็น ฝ่ายของตนให้ได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำก็เหมือนที่ทำกับภาคใต้ คือแยกปลาออกจากน้ำ เชื่อว่ามวลชนเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวโดยมีแกนนำ แกนนำชี้นำและปลุกปั่น และหากให้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มวลชนจริงๆ เขาก็จะออกจากขบวนการ

ที นี้สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือมวลชนที่เข้ามาร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้เขาไม่ได้ มาเพราะปัญหาปากท้อง อันที่สองก็คือเหมือนคราวที่แล้วปัญหาเมษาพฤษภานี่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความ ยากจนแบบขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่มันมีปัญหาที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ ไม่ใช่ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะกิน จึงมา แต่คนที่ยากจนกว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงมีอยู่มาก คือเป็นความยากจนที่ไปเปรียบเทียบว่า เมื่อคนกลุ่มนี้มองไปที่คนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง เขามองว่าคนกลุ่มนั้นได้อะไรบางอย่างมากกว่าที่ควรจะได้ในทางการเมืองและ เศรษฐกิจ

เพราะ ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำ ผ่านการเอาคนหลายคนที่ทำงานภาคประชาสังคมมาก็วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าถ้าให้ สิ่งที่คนจนต้องการในเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องโฉนดที่ดิน เรื่องป่า คนจนก็จะออกจากขบวนการของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด

คนเสื้อแดงพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ตีโจทย์เรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน

ใช่ แต่ว่าเป็นความไม่เท่าเทียมในแง่ของความยากจน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางการเมือง ไม่ใช่ความยากจนแบบเพียวๆ คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ใช่คนจนแบบไม่มีอันจะกินแต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เขามีฐานะพออยู่พอกิน แต่เขารู้สึกว่าทำไมสิทธิทางการเมืองของเขาไม่เท่ากับคนชั้นกลางคนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความยากจนมากๆ แบบที่รัฐบาลหรือหมอประเวศเข้าใจ

พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ

ถ้า ใช่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหรือคณะปฏิรูปทำคือลดทอนปัจจัยทางการเมือง ลดทอนความรู้สึกทางการเมืองของคนชั้นล่างออกไป ทำเหมือนคนชั้นล่างไม่มีความรู้สึกทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันเป็นมุมมองแบบชนชั้นสูงมากๆ เลยคือว่าสิ่งที่คนจนต้องการคือปากท้องเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนจนต้องการศักดิ์ศรีหรืออะไรที่มากกว่าปากท้อง ในบางสังคมก็เป็นอย่างนั้นได้ แล้วในเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

แต่ ว่าเรามองไปในระดับกลไกของเขา การลงไปในพื้นที่ เขาสามารถลงไปในระดับ อบต.ได้ คุณไม่มองว่าการลงลึกในระดับนี้จะเป็นวิธีสื่อสารที่เขาสามารถใช้เปลี่ยน วิธีคิดของชาวบ้านได้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ เช่น ทำให้เกิดความเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่ หรอก เพราะว่าถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำอย่างที่หลายๆ คนคิด คือหนึ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ ซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมในเมืองไทยมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเรื่อง ที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ เรื่องภาษีไม่เป็นธรรม เป็นต้น คือต่อให้ทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าความรู้สึกทางการเมืองของคนมันจะเปลี่ยนนะ และโดยพื้นฐาน โอกาสที่จะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จมันก็ยาก เพราะว่าหากทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จก็จะขัดแย้งกับชนชั้นสูงซึ่งเป็นฐานสนับ สนุนรัฐบาลหรือสนับสนุนการเมืองปัจจุบัน ใช่ไหม เช่น เราดูรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลเก่าแก่ เป็นคนที่เป็นเจ้าที่ดินจำนวนมากในกรุงเทพฯ หรือเป็นกลุ่มธนาคาร เราจะปฏิรูปโดยที่ไม่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้ คำถามอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้จะยอมให้คณะของหมอประเวศปฏิรูปได้จริงๆ หรือ คือไม่มีทางอย่าไปเพ้อฝันว่า เอาคนดีๆ คนเก่ง คนที่มีจุดยืนรักชาวบ้านมารวมกันแล้วจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่จริง ถ้าโชคดีก็จะทำให้เกิดงานวิจัย ทำให้เกิดมาสเตอร์แพลนในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าถ้าจะวางให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ จะมีหลายเงื่อนไข เช่นหลักประกันสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้จะไม่มีนะ คือถ้ารัฐบาลชุดนี้ไป คณะกรรมการชุดนี้ก็ถูกลอยแพ ไม่มี ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าแนวทางต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายทางการเมือง

ประการ ที่สองก็คือว่าในกรณีที่ขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นที่สำคัญกับรัฐบาลชุดนี้ เหมือนๆ กัน หรือสำคัญกับระบอบการเมืองตอนนี้เหมือนๆ กัน การปฏิรูปมันไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่การปฏิรูปจะสำเร็จนั้นยากมาก

มองในแง่การลดแรงเสียดทาน คิดว่าจะช่วยได้ไหม

น่า จะได้กับคนกลุ่มที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้คือไม่มีตัวแทนของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ใน คณะกรรมการปรองดองเลย ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอีกฝ่าย หนึ่งมากเกินไป ซึ่งหากมองในแง่ที่ว่าต้องการทำให้กระบวนการทางการเมืองชุดนี้อยู่กับคนส่วน ใหญ่ได้ จะต้องดึงฝ่ายเสื้อแดงเข้ามาบ้างใช่ไหม แต่กรรมการชุดนี้ไม่เอา ซึ่งก็เห็นปัญหาอยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นมาในอนาคตว่าเสียงฝ่ายเสื้อ แดงจะไม่มีตัวตนอยู่ในกรรมการปฏิรูป ดังนั้นการจะปฏิรูปหรือจะปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่มีทาง

เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการมาแล้ว คุณคิดว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้เกิดความปรองดอง กรรมการชุดนี้ควรจะทำอะไร

สิ่ง ที่เข้าใจว่าเขาจะทำกันก็คือเขาจะตั้งอนุกรรมการย่อยๆ ขึ้นมาหลายชุดมาก ที่จะลงพื้นที่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อระดมความเห็นชาวบ้าน แล้วก็มีกระบวนการระดมความเห็นเพื่อสรุปเป็นนโยบายใหญ่จากเบื้องล่างขึ้นมา ว่าสังคมไทยต้องการการปฏิรูปแบบไหน อันนี้คือที่เขาต้องการ แล้วทีนี้ในด้านปริมาณก็คือว่าต่อให้ได้นโยบายจะทำให้เกิดผลได้อย่างไร ก็คือจริงๆ แล้วมันไม่พลังทางสังคมอะไรที่ช่วยผลักดันคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ไง นี่เป็นการปฏิรูปซึ่งเริ่มโดยรัฐบาล และได้รับความร่วมมือจากชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าต้องการให้การเมืองแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป บางพวกรู้สึกว่าต้องการใช้โอกาสนี้เข้าไปเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่ก็เข้าไปเปลี่ยนกลไกรัฐ มองว่าตอนนี้กลไกรัฐอ่อนแอ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ฝ่ายของตัวเองจะมาผลักดันอะไรได้เยอะ

แต่ ว่า เรื่องความไม่เท่าเทียมมันมีเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นหลายๆ เหตุผล แล้วรัฐบาลชุดนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเพราะคนมันยากจน แต่จริงๆ ความไม่เท่าเทียมในบ้านเรามันเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่นการกดขี่ขูดรีด ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างชนชั้นมากๆ การปฏิรูปนี้แก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เช่นถ้าเราไปดูช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทยในรอบ ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในช่วงปี พ.ศ.2470 ข้าราชการะดับล่างมีเงินเดือนประมาณ 15 บาท แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีมหาดไทยเงินเดือน 3,700 บาท รัชกาลที่แปดใช้จ่ายปีละแสน ในปัจจุบันนี้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันยิ่งทวีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ หากไปดูตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เงินฝากในประเทศไทยทั้งหมด 70% อยู่กับคนที่รวยที่สุด 10% แรก ส่วนเงินอีก 30% ที่เหลืออยู่กับคนอีก 80% ของประเทศ นี่เป็นช่องว่างที่เป็นปัญหา ถ้าไม่เข้าใจบริบทหรือความเป็นมาแบบนี้ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ

และ การปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องมีกระบวนทางการเมืองที่ใหญ่มากมารองรับ แต่เราไม่มีขบวนการแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ขบวนการเสื้อแดงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นขบวนการแบบนี้ได้ แต่ขบวนการเสื้อแดงก็ถูกทำลายไปโดยการสลายการชุมนุม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่วางอยู่บนขบวนการทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศ เคยมีมานั้นมันไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ เลยกลายเป็นเรื่องของเล่นของคนแก่อายุ 80 เล่นกับคนแก่อายุ 70 กับ 60 ซึ่งก็เป็นความตั้งใจดีแต่โอกาสสำเร็จมันยาก

ข้อดีล่ะ ประโยชน์ที่อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้น

ประโยชน์ ก็คือ คนจนอาจจะมองเห็นปัญหาของตัวเองมากขึ้นผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการชุดนี้เข้าใจเรื่องนี้ก็จะดี คืออย่าใช้คณะกรรมการเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดผลของการปฏิรูป แต่ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่อยู่นอกคณะกรรมการ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้กรรมการชุดนี้ทำงานให้เกิดประโยชน์กับสังคมบ้าง

นั่นเป็นเงื่อนไขที่ว่าถ้าเขาเข้าใจ แต่ว่าถ้ามองสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ คุณว่าใครจะได้ประโยชน์จากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้บ้าง

คณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้า ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของระบบการเมืองทั้งหมดตอนนี้อยู่แล้ว

คุณ มองระยะยาวไหมว่าการตั้งคณะกรรมการโดยใช้บุคลากรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่ว ประเทศจำนวนมากจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทางรัฐบาลมากขึ้น เข้าถึงมวลชนที่เคยเข้าไม่ถึงมากขึ้น

รัฐบาล โดยตรงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากเท่าไหร่จากกรรมการชุดนี้ แต่คนที่ได้คือระบบการเมืองทั้งหมด เพราะรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ไม่ครบเทอมใช่ไหม อยู่ไปอีกแป๊บเดียวก็หมดวาระแล้วแต่กรรมการชุดนี้จะอยู่ไปอีกสามปี ในวันที่คณะกรรมการชุดนี้ทำงานสำเร็จ รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะไม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตัวรัฐบาลอาจจะได้ความรู้สึกทางการเมืองนิดๆ หน่อยๆ ผลที่จะได้จริงๆ หากปฏิรูปสำเร็จคือระบบการเมืองแบบในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนส่วนใหญ่ได้เลย

แต่ที่แน่ๆ ก็คือถึงจะมีก็ไม่สามารถปรองดองกับคนเสื้อแดงได้

ไม่ น่าจะได้ เพราะว่าปัญหาหลักคือปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์แกพลาดหรือแกไม่เข้าใจ คือตอนแรกแกพูดว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรองดองแต่เกิดขึ้น เพื่อปฏิรูป

การมุ่งปฏิรูปเป็นการยอมรับหรือเปล่าว่าไม่สามารถปรองดองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้

มัน อาจจะแยกกันก็ได้เพราะว่าเขาอาจจะเชื่อว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะมีบางกลุ่มในเสื้อแดงเป็นพวกหัวรุนแรงจริง เขาอาจจะเชื่อแบบนี้จริงๆ เราไม่อาจรู้ได้ แต่ว่าโอกาสที่จะปรองดองหรือการปฏิรูปสำเร็จได้นั้นไม่มี เพราะมีคนจำนวนมากถูกจับ ถูกขังหรือถูกฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้รอยร้าวทางการเมืองใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่การมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำให้คนพูดเรื่องที่ตัวเองต้องการจริงๆ ไม่ได้ เป็นสภาวะที่การปฏิรูปซึ่งมวลชนส่วนใหญ่พูดได้แต่เรื่องที่รัฐบาลต้องการให้ เขาพูดแค่นั้นเอง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดเรื่องที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เขาพูดได้เลยในปัจจุบัน

ที่ คุณพูดเรื่องการปฏิรูปว่าคือเสื้อแดงมีเชื้อที่จะนำไปสู่การปฏิรูปได้นี่ แต่ว่ามันถูกทำลายไปแล้ว คุณมองว่าตอนนี้สังคมไทยมีอะไรที่พอจะปูทางไปสู่การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสำนึกทางการเมืองของคนไทยได้ไหม เพราะคนเสื้อแดงก็พ่ายแพ้ไปแล้วอย่างค่อนข้างจะสะบักสะบอม

ไม่มี

ไม่มีเลยหรอ

ใช่ คือประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังเดินถอยหลังในสปีดที่เร็วมาก ชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น คือคลุ้มคลั่งมากขึ้น ชนชั้นนำปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง รุนแรงขึ้นและดื้อรั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่จะทำให้ระบบเดินได้จริงๆ ตอนนี้มันไม่มี เป็นสังคมที่อันตรายมาก พวกเสื้อแดงชอบพูดกันเยอะว่าอีกหน่อยจะอยู่ไม่ได้ แต่ว่าสภาพตอนนี้รุนแรงกว่าที่พวกเสื้อแดงคิดเยอะอีก คือเหมือนเป็นสองประเทศที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีความคิด ความต้องการที่แตกต่างกันมาก แล้วก็ไม่มีใครคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันเลย

พูดกันตรงๆ การปฏิรูปนี่ไม่นับรวมเสื้อแดงใช่ไหม

ไม่รวม ถ้าเสื้อแดงอยากปฏิรูปก็ต้องสลายความเป็นเสื้อแดงทิ้งไป

เหมือนไม่มีเสื้อแดงอยู่ในประเทศนี้แล้วใช่ไหม

ดัง นั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรองดอง เพราะการปรองดองคือการปรองดองกับเสื้อแดง แต่เราไม่ต้องการปรองดอง ถ้าเสื้อแดงต้องการเข้าสู่การปรองดองก็ต้องถอดสีเสื้อทิ้งไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกก็พูด คุณอานันท์ก็พูดว่าเราจะไม่คำนึงถึงสีเสื้อ ความหมายคือคนที่มีสีเสื้อต้องถอดสีเสื้อออกไปซะ แต่มันก็หมายถึงแค่เสื้อแดงเท่านั้นใช่ไหม อย่างพวกเสื้อเหลืองไม่ต้องถอด แต่ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกันเยอะแยะเลย

ถ้าไม่สามารถปรองดองได้แล้ว ความร้าวลึกนี่มันไม่ยิ่งตอกย้ำหรือ

มัน ไม่ถึงกับตอกย้ำ เพราะมีหลายปัจจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของเสื้อแดงเองที่จะสามารถผลิตความทรงจำเหตุการณ์ ที่ผ่านมา กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ผลิตคำอธิบายในเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยมาก แต่ที่พูดได้คือตัวคณะกรรมการเองอาจจะไม่สามารถช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้เท่า ไหร่ สิ่งที่คณะกรรมการจะทำได้ก็คือการใช้สถานะของคณะกรรมการขับเคลื่อนให้เกิด กระบวนการคิดในสังคม ให้คนจนเข้าใจความไม่เท่าเทียม นอกจากนั้นแล้วก็ทำอะไรลำบาก แล้วอย่าลืมว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้มาจากตระกูลซึ่ง ในด้านหนึ่งมันจะเป็นตระกูลเก่าแก่ใช่ไหม แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นตระกูลที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยแค่สามสี่ชั่วคนแค่นั้น เอง แล้วก็ถ้าพูดในแง่ประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดนั้นก็เป็นคนที่พยายามจะกลืนตัว เองเข้าสู่ระบบชนชั้นนำของไทยแบบเก่าค่อนข้างมาก ฉะนั้นนี่สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำมากกว่า สิ่งที่พวกนี้ต้องการจึงไม่ใช่การเข้าใจชนชั้นล่าง หรือการทำเพื่อให้คนชั้นล่างได้ประโยชน์

ประเด็นสุดท้ายแล้ว คุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถปฏิรูปได้ด้วยการปิดปากประชาชน

การ ปิดปากนี่ประชาชนนี่มันมีความหมายสองอย่าง ประการแรกคือ การจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงพูดไม่ได้ อันนี้คนส่วนใหญ่ก็คงเห็นเหมือนๆ กัน ประการที่สองที่ก็คือว่าการที่สังคมส่วนซึ่งมีความคิดทางการเมืองกับทาง เศรษฐกิจแตกต่างจากชนชั้นนำปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสเข้าไปสู่การปฏิรูปได้เลย อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า เช่น ปัญหาหลักข้อหนึ่งของคนจนไทยซึ่งมันเป็นปัญหามาเป็นร้อยๆ ปี (ซึ่งถ้ามันเป็นปัญหามาร้อยๆ ปีนี่ก็แปลว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว) คือการมีชาวนาไร้ที่ดิน คนจนที่สุดในประเทศไทยคือชาวนาไร้ที่ดิน คำถามก็คือเขาจะมีที่ดินได้อย่างไร คำตอบก็คือหาที่ดินให้เขา ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวาง แต่ว่าภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้มันจะปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวางได้ อย่างไร หากไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ หลัง 14 ตุลา ประชาชนตื่นตัวสามปี มีสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนสองปี กฎหมายปฏิรูปที่ดินนี่ใช้เวลาเรียกร้องสองปีกว่าจะออกกฎหมายได้ พอเกิดกฎหมายขึ้นมาในปี 2518 กระบวนการปฏิรูปที่ดินจริงๆ ก็ไม่เคยมี มาเริ่มมีตอนปี 22-23 นั่นคือขนาดมีการเดินขบวนสามปีนะ แต่ปัจจุบันนี้เรากำลังพูดถึงการการมีขบวนสองเดือนแล้วถูกปราบอย่างรวดเร็ว

ติด ใจอยู่นิดหนึ่งที่คุณบอกว่าเสื้อแดงเป็นขบวนที่สามารถปฏิรูปได้ แต่เมื่อเทียบกับเสื้อเหลืองแล้วนี่ เสื้อแดงมีประเด็นจำกัดมากกว่าอีก เสื้อแดงไม่ได้พูดเรื่องการปฏิรูปนะ ไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้พูดเรื่องปัญหาในท้องถิ่น แต่ว่าพูดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งมากกว่า

คือ เวลาสังคมแต่ละสังคมจะปฏิรูปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการปฏิรูปอยู่ใน สังคมนั้นอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการที่ใหญ่จนชนชั้นนำเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้อง เปลี่ยนอะไรหรือเปล่า ซึ่งเสื้อแดงมีสภาพแบบนั้น นี่เราพูดถึงว่าเสื้อแดงชุมนุมแล้วถูกฆ่าไปแล้วนี่นะ รัฐยังต้องปฏิรูปอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนพวกนี้เลย ลองคิดดูถ้ามันจบอีกแบบหากคนเสื้อแดงชนะดูสิ ตัวเลือกที่รัฐไทยให้กับคนเสื้อแดงมันจะเยอะมหาศาล ขนาดว่าเสื้อแดงปัจจุบันคือขบวนการที่ถูกฆ่าไปแล้ว รัฐยังรู้สึกว่าต้องให้อะไรบางอย่าง คือให้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ว่าต้องมีการปฏิบัติให้เห็นว่าจะให้ นี่สิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะ ที่ขบวนการเสื้อเหลืองเรียกร้องให้ปฏิรูปนู่นนี่ แต่จริงๆ แล้วขบวนการเสื้อเหลืองไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำเขาจะกลัว ขบวนการเสื้อเหลืองโดยธรรมชาติแล้วคือต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้น นำแล้วก็อาศัยชนชั้นนำมาปกป้องตัวเอง เพราะฉะนั้นชนชั้นนำไม่เคยกลัวเสื้อเหลืองอยู่แล้ว เสื้อเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำตลอดเวลา แต่เสื้อแดงนี่น่ากลัวเพราะพลังของเสื้อแดงคาดหมายอะไรไม่ได้ มีความรุนแรงในตัวเองสูง มีการนำที่กระจัดกระจายสูง ต่างจากเสื้อเหลืองเกือบทุกเรื่องเลย เสื้อแดงจึงเป็นกระบวนการที่น่ากลัว อย่างเช่น นักคิดกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าโพสต์มาร์กซิสต์ พูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงหลังยุคสมัยใหม่ นี่ก็คือกระบวนการแบบนี้ ขบวนการซึ่งมันไม่มีศูนย์กลางการนำ ในแง่หนึ่งคือก็เป็นอนาคิสต์มากๆ มันมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สังคมรู้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้แล้ว เสื้อแดงมีลักษณะอย่างนี้เยอะในช่วงที่ผ่านมา

แต่ไปไม่สุดถูกปราบเสียก่อน

ใช่ อีกอย่างหนึ่งในความเป็นเสื้อแดงก็มีกั๊กๆ อยู่อย่างเช่น บทบาทของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุด โต่ง ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนี้เป็นชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความขัดแย้ง กับกลุ่มชนชั้นนำเดิมและที่ต้องการคือเข้าไปแชร์อำนาจกันเฉยๆ แต่เมื่อแชร์ไม่ได้ก็เลยออกมาขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นหลังการสลายการชุมนุมเป็นต้นมา กลไกของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็ไม่ได้ปกป้องคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่เลย เสื้อแดงตอนนี้ก็เลยเหมือนถูกลอยแพมากๆ ทั้งจากฝ่ายเพื่อไทยและจากรัฐบาล ตอนนี้เรายังไม่เห็นพรรคเพื่อไทยรณรงค์เลยว่าให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศหรือรณรงค์ว่าให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด เพื่อไทยยังไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้ว อุปสรรคของคนเสื้อแดงก็คือพรรคเพื่อไทยด้วยหรือเปล่า

ไม่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอุปสรรค พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรที่มีประโยชน์ที่จะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเติบโตได้ มากกว่านี้ ถ้าเขาคิดว่าเขาเป็นพรรคการเมืองไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้าไป แชร์ประโยชน์กับกลุ่มการเมืองเดิม พรรคเพื่อไทยไม่ใช่อุปสรรคของคนเสื้อแดง แต่พรรคเพื่อไทยเป็นกลไกเดียวที่จะปกป้องคนเสื้อแดงตอนนี้ได้ เขาถึงสำคัญไงเพราะว่าพอเขาไม่ปกป้อง คนเสื้อแดงก็ไม่มีความสำคัญในระบบการเมืองปัจจุบันเลย

พรรคเขายังลำบากอยู่นะ

ใช่ แต่มันเป็นกลไกเดียวที่เป็นที่พึ่งของเสื้อแดงได้ไง คือถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้ เสื้อแดงไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกับระบบการเมืองตอนนี้เลยนะ หมายถึงสิบสี่ล้านคนนะที่ยึดโยงกับระบบตอนนี้ไม่ได้ อันนี้มันคือวิกฤตมากๆ แล้ว

แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจจะเชื่อว่าเขามีฐานอยู่สิบสองล้าน เกือบครึ่งๆ น่ะ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสื้อแดงที่เหลือ ตัดออกไป

ไม่ แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงเปล่า เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนมานี่มันร้ายแรงมากนะ ขบวนการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายทุกวันแต่ก็ยังชุมนุมไม่เลิกนี่ นี่มันยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเราอีกนะ ปัญหาการเมืองตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหยุดไม่หยุด แต่ระบบการเมืองตอนนี้มันหยุดคนส่วนใหญ่ไม่ได้แล้วไง นั้นถ้าชนชั้นนำไทยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นี่ มันก็จะช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายน้อยลงกว่านี้ได้

แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาเข้าใจ

ตอนนี้ไม่มีสัญญาณ

เมียวิคเตอร์ บูต แถลงบทสนทนาศิริโชคคุยสามี ถามวิธีดักจับเครื่องบินส่วนตัว (มีไฟล์เสียง)

ที่มา ประชาไท

นาง เอลลา บูต ภรรยาของนายวิคเตอร์ บูต ผู้ถูกจับกุมในคดีค้าอาวุธและเพิ่งถูกศาลอุทธรณ์ไทยพิพากษาให้ส่งตัวให้กับ ทางการสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แถลงชี้แจงบทสนทนาระหว่างนายศิริโชคกับสามี ระบุถูกถามวิธีดักจับเครื่องบินส่วนตัวและถามทักษิณป่วยจริงไหม

เวลา 16.30 น. 27 ส.ค. 2553 นางเอลลา บูต ภรรยาของนายวิคเตอร์ บูต ผู้ถูกจับกุมในคดีค้าอาวุธและเพิ่งถูกศาลอุทธรณ์ไทยพิพากษาให้ส่งตัวให้กับ ทางการสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย อาคารมณียา เพลินจิตถึงบทสนทนาระหว่างสามี และนายศิริโชค โสภา ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าไปพบที่เรือนจำ

โดยเธออ่านแถลงการณ์ของสามี ซึ่งเขียนชี้แจงถึงบทสนทนาระหว่างสามีของเธอ กับนายศิริโชค โสภา ว่า นายศิริโชคเข้าพบเขาเพื่อสอบถามในฐานะผู้เชี่ยวชาญ โดยระบุถึงกรณีเครื่องบินขนอาวุธของเกาหลีเหนือถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานใน กรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยขอข้อมูลถึงความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าวอาจเป็นเครื่องบินที่ อดีตนายกรัฐมนตรีใช้ในการขนอาวุธให้กับคนเสื้อแดง

นายวิคเตอร์ บูตระบุว่าเขาตอบไปว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนั้นและเขาก็ไม่มีเจตจำนงที่จะให้น้ำหนักกับข้อสมมติฐานใดๆ

นาย วิคเตอร์อ้างว่า นายศิริโชคยังโชว์รูปเครื่องบินส่วนตัวของ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และถามว่าจะดักจับเครื่องบินชนิดนี้ได้อย่างไร และจะจับทักษิณ ชินวัตรได้อย่างไร ซึ่งนายวิคเตอร์ บูต ตอบว่าเขาตอบไม่ได้ และแนะนำนายศิริโชคว่าควรถามจากสายการบินสหรัฐดีกว่า เพราะทะเบียนเครื่องบินลำดังกล่าวมาจากอเมริกา

“นายศิริโชคยังถามด้วยว่า มีเคจีบีอยู่กี่คนในกรุงเทพฯ และพวกเขาทำอะไรอยู่ ซึ่งผมตอบว่าไม่มีวิธีติดต่อกับพวกเขา”

นอก จากนี้ นายวิคเตอร์ยังระบุด้วยว่า นายศิริโชคถามเขาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั้นป่วยจริงหรือไม่ ซึ่งเขาได้แต่ตอบว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสุขภาพของทักษิณ

สำหรับ บรรยากาศในการแถลงข่าววันนี้ มีสื่อไทยและต่างประเทศเข้าฟังจำนวนมาก โดยภรรยาของนายวิคเตอร์ บูต แถลงเป็นภาษารัสเซียผ่านล่ามภาษาอังกฤษและแถลงการณ์ดังกล่าวเรียกเสียง หัวเราะจากผู้ฟังเป็นระยะๆ (ดาวน์โหลดไฟล์เสียงด้านล่าง)

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงประกอบ: 2010-08-28-Bout.mp3

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ครบ100วัน19พฤษภา

ที่มา Thai E-New


เราทรุดลง เพื่อเป็นการเสียสละอันมีเกียรติ
ในการต่อสู้ที่มีกำลังไม่ทัดเทียมกันนี้
เราเสียสละทุกสิ่งที่เรามี
เพื่ออุดมการณ์แห่งเสรีภาพ
อำนาจบาตรใหญ่ จักต้องพินาศ
ประชาชนจักต้องลุกฮือขึ้น
(นวนิยายเรื่อง"แม่"โดยแม็กซิม กอร์กี้)


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
28 สิงหาคม 2553






***กิจกรรมทำบุญ100วันวีรชนโดนกดดันเปลี่ยนสถานที่จัดงานไปเป็นวัดหัวลำโพง-เจ้าภาพแจ้งผ่านทาง เวบบอร์ดเรารักประชาไท ว่า เนื่องด้วยคณะผู้ประสานงานคือลุงจุก คุณสายลมรัก แจ้งด่วน เรื่องขอย้ายสถานที่ทำบุญ 100 วันให้วีรชน 91 ศพ ที่เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่ เดิมกำหนดจัดงานที่วัดวัดปทุมวนาราม ไปสถานที่ใหม่ เป็นวัดหัวลำโพง เนื่องจากทางเจ้าอาวาสวัดปทุมฯ แจ้งมาว่าโดนกดดันหนักจากทางอำนาจรัฐไม่ให้มีการจัดงานทำบุญดังกล่าว

แต่ กำหนดการจัดงานทำบุญยังเหมือนเดิมทุกงาน คือเลี้ยงพระเพล วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553 สถานที่ใหม่ วัดหัวลำโพง สามย่าน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหัวลำโพง (ประมาณสามแยกไฟแดง)

วิธีการเดินทางไปวัดหัวลำโพง (โดยรถเมล์สาธารณะ)

-รถเมล์ สาย 4, 21, 25, 34, 40, 46, 67, 73, 109, 113
-รถเมล์ปรับอากาศ สาย ปอ.4,ปอ.17,ปอ.29, ปอ.67
-รถไฟฟ้า BTS ลงสถานี สยาม ( ต้องนั่งรถเมล์ต่อ )
-รถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีสามย่าน (ถึงเลย)

ท่านที่ขับรถมาเอง ที่จอดรถวัด หากเต็มก็ไปจอดได้ที่ตลาดสามย่าน หรือตึกจามจุรีสแควร์***

***ส่วนกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุดแจ้งมาว่า เนื่องจากคิวแน่นประมาณๆพี่เบิร์ด หรือพี่เป้าสมัยก่อน เลยขอประกาศรับผู้จัดการส่วนตัว สำหรับจัดคิวผูกผ้าแดงทั่วประเทศ ใครมีประสบการณ์อยู่วงดนตรีลูกทุ่งจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ

สำหรับ วันอาทิตย์นี้ 29 สิงหาคมนี้ เจอกันตอนเช้าที่ จ.อุบลราชธานี ตอนเย็นเจอกันที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยขอนัดพี่น้องเสื้อแดงอุบลราชธานีและใกล้เคียงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมให้นำ จักรยานมาปั่นรอบเมืองด้วย

ที่หมายคือพากันไปทำความสะอาดศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี งานนี้ทำให้นึกถึงประยุทธ มูลสาร แกนนำแดงอุบลฯที่ทุ่มเทยืนหยัดเสียสละอย่างถึงขนาด แม้จะป่วยหนักขนาดไหนก็ตาม นี่ยังดีที่ตำรวจยินยอมให้ประกันไปรักษาตัว***


***ส่วนอาทิตย์หน้า 5 กันยายน บก.ลายจุดแจ้งให้ทราบ วันอาทิตย์สีแดงที่ 5 ก.ย. นี้ "แดงทั้งทะเล" เพราะจะชวนสาว ๆ ใส่บิกินนี่เที่ยวทะเลหาดจอมเทียน พัทยา เที่ยงวัน ไม่ดำให้มันรู้ไป***

***กิจกรรมช่วงนี้ของคนเสื้อแดงคึกคักเป็นพิเศษ หากตกหล่นตรงไหนให้แจ้งมาที่thaienews99@googlegroups.comนะครับ***

***วัน เสาร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ กิจกรรมเสาร์เสวนารูปแบบใหม่ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ขอเชิญร่วม ชมภาพยนต์พร้อมเสวนา "WAG THE DOG" หนังที่สะท้อนถึงรัฐบาลใช้สารพัดวิชามารหันเหความสนใจของประชาชนในประเทศไป ยังเรื่องอื่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากเรื่องชั่วๆของรัฐบาล งานมีที่ ชั้น 5 บิ๊กซี ลาดพร้าว ค่าใช้จ่ายสมทบคนละ 19 บาท เท่านั้น นำทีมเสวนาโดยคุณนที สรวารี***

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น. กลุ่ม นปช.ปทุมธานี กำหนดจัดงานสังสรรค์คนเสื้อแดงใช้ชื่องานว่า “ใจถึงใจ ห่วงใยเพื่อน” ที่วัดแสงสรรค์ ต.คลองสอง อ.ธัญบุรี ปทุมธานี จำหน่ายบัตรใบละ 300 บาท เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมที่แยกราช ประสงค์

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น.กลุ่ม 24 มิถุนาประชิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จัดงาน “จิบน้ำชา” ครั้งที่ 4 ณ สมาคมศิษย์อำนวยศิลป์ ถ.ประชาชื่น เขตจตุจักร กทม. โดยในงานมีการเสวนาหัวข้อ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ก้าวต่อไปคนเสื้อแดง

มีผู้ร่วมเสวนา เช่น นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แกนนั่งนักวิชาการ ดำเนินรายการโดยนายสมยศ แกนกลางสมัชชา19พฤษภาคม จำหน่ายบัตรใบละ 379 บาทเพื่อนำเงินไปสมทบการตั้งสมัชชา 19 พฤษภาคม(สมัชชาประชาธิปไตย) ซื้อบัตรได้ที่สำนักงานเรดพาวเวอร์ห้างอิมพิเรียลเวิร์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 กทม. โทร. 081-5517017 089-5007232 081-4000433***

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 07.00 น. นปช.ชัยนาท นำโดยนายสมเกียรติ ยศสกุล จะทำบุญครบรอบ 100 วัน การเสียชีวิตของนายธนโชติ ชุ่มเย็น การ์ด นปช.ที่ เสียชีวิตจาการร่วมการชุมนุม ที่วัดโพธิ์ศรีศรัธาธรรม ม.4 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท จากนั้นเวลา 17.00 น.จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านพักเลขที่ 61 ม.3 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 17.00-20.00 น.กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กลุ่ม คนเสื้อแดงแคมฟรอก และ ไซเบอร์กำหนดจัดกิจกรรมจำลองเหตุการณ์ที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบยิงบริเวณสถานีรถไฟ BTS ศาลาแดง โดยจะมีการทำกิจกรรมผูกผ้าแดง จุดเทียน ระลึกถึงเสธ.แดง เขียนข้อความไว้อาลัยบทกวีและร้องเพลง “นักสู้ ธุลีดิน”

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 11.00 น. กลุ่ม นปช.จ.พะเยา จะทำบุญลี้ยงพระที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่นประชาธิปไตย 87.75 MHz เลขที่ 94 ม.1 ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา มีนายทูล เวชกลาง เป็นผู้ดำเนินรายการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงและเป็นสื่อ กลางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กลุ่มสมาชิก จากนั้นเวลา 17.00 น.จะเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มสมาชิก***

***ขอเชิญร่วมงานทำบุญครบ 100 วัน น.ส. กมนเกด อัคฮาด กำหนดการเริ่มงาน วันที่ 28 ส.ค. 53 กำหนดการ

07.30-ร่วมรับประทานอาหารเช้า
10.30-พิธีสงฆ์-เลี้ยงเพลพระ
12.00-ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-แจกของที่ระลึก-ร่วมพบปะพูดคุย
...
สถานที่จัดงาน145/226 ม.พูนสินธานี 1 ซ.เคหะร่มเกล้า 64 ถ.ราษฎร์พัฒนา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. โทร: 085-1459328 begin_of_the_skype_highlighting 085-1459328 end_of_the_skype_highlighting คุณแม่พะเยาร์ 080-4477803***

***แดงอเมริกา ขอ เชิญพี่น้องในรัฐอิลลินอยส์ มาร่วมปิคนิคสังสรรค์ และเสวนา เพื่อแสวงหาประชาธิปไตยและความยุติธรรม แก่ประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. ที่ warren Park 6601 N. Western Ave., Chicago, IL 60645 จัดโดย ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://illinoisredshirts.blogspot.com ในงานมี สันทนาการ ร่วมร้องเพลง อ่านบทกวี รับของที่ระลึกจากชมรม เสวนาวิชาการ และขอร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน***

***ขอเชิญท่านมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย นั่น คือ การนำระบบลูกขุนมาใช้ในกระบวนการทางศาล เพื่อให้ศาลเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยสากล ซึ่งจะเป็นหนทางของการได้มาซึ่งความยุติธรรม เช่น ไม่เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี สวบสวนข้อเท็จจริง

ในวันที่ 29 ส.ค. 2553 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องเพทาย รร.รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน ดังโปสเตอร์ที่แนบมา***

***ขอเชิญพี่เสื้อแดงทุกท่านเข้าร่วมงานเปิดแนวคิด ทิศทางประเทศไทย ณ ตลาดน้ำสุวินทวงศ์ คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา(พื้นที่ติดเขตหนองจอก) วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.

• เปิดแนวรบทางปัญญาโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)เปิดแนวคิดแดงสยาม
• พร้อมด้วยสหายนักเขียน"รุ่งโรจน์ วรรณศูทร" นำเสนอ"หลักการสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์ 14 ประการ"
• ชมนิทรรศการภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยนักข่าวภาคสนาม หนังสือพิมพ์สารรักษ์เมือง
• แจกโพสเตอร์การ์ตูนการเมืองทุกคนที่มาร่วมงานโดย ทองธัช เทพารักษ์
• ทีมงานD.J.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงร่วมเปิดแนวคิดประชาธิปไตยนำโดย ก่องข้าวเหนียว


ใน บรรยากาศธรรมชาติสองฝั่งคลองหลวงแพ่ง พี่น้องเสื้อแดงร่วมรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ บนเรือกอและ ของจริงที่นำมาจากจังหวัดปัตตานี จัดโดย กลุ่มแดงอิสระ 4 ภาคจุ ดประสงค์ เพื่อระดมทุน ผลิตหนังสือพิมพ์ สารรักษ์เมือง(RED NETWORK)

สำรองที่นั่งกับ คณะกรรมการกลุ่มแดงอิสระประกอบด้วย คุณ อนุสรณ์ณ เชียงใหม่ 081-4079250 คุณสุรสิทธิ์ แก้วนามอมตะ (คมแฝก) 081-5342955 คุณกานดา บานชื่น 087-6900947 คุณสุธี พลวัฒน์ 086-2795092 คุณธรรศพงศ์ ธนจรัลศิริโช(ณรงค์)083-8956894 คุณพิจิตตรา พิมสาร 087-9870357 ***

***หนังสือ Red Power ฉบับที่สี่ กระหึ่ม แผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว เข้มข้นทุกเนื้อหา พบกับบทวิเคราะห์ บูรพาพยัคฆ์ กระชับอำนาจ สร้างรอยร้าวในกองทัพ ค้นหาคำตอบใครฆ่าเสธแดง เบื้องหลังคดีพันธมิตรยึดทำเนียบสนามบินอืดอาดล่าช้าร้อนแรงทุกเรื่องราว กับบทความเรื่องยุบปชป.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม อภิมหานางพญาเปิดสตง. ท้าทายทุกบรรทัด ด้วยบทชี้นำสะท้านฟ้า สะเทือนดิน และเรื่องราวปากคำผู้บาดเจ็บพยานรู้เห็นผู้ก่อการร้ายจบชีวิตอย่างไร พร้อมกับ ขำขันและการเมืองเรื่องบันเทิง หาซื้อ Red Power ฉบัยที่ 4 ร้านซีเอ็ด ดอกหญ้า บีทูเอสและแผงหนังสือทั่วไป ***

***กิจกรรมนี้บก.ลายจุดเขาแนะนำมา ชาวเสื้อแดงที่ต้องการพัฒนาศักยภาพและเป็นการสนับสนุนคนเสื้อแดงด้วยกันคือคุณนที สรวารี ที่เคยโดนจับข้อหา"แหกปากเรียกร้องประชาธิปไตย"ที่แยกราชประสงค์ งานอบรมเชิงปฏิบัติการค่าย Chang Agent : ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 1 งานมีช่วงวันที่ 11-12 กันยายน 2553

สถานที่ มาซิแคมป์ รีสอร์ท อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

วันที่ 11 กันยายน 2553

9 โมง เดินทางออกจากกรุงเทพฯที่บิ๊กซีลาดพร้าว

10.00-11.30 กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
11.30-12.30 เตรียมงานวันอาทิตย์สีแดง กิจกรรมวันที่ 19 ก.ย.กับ บก.ลายจุด
12.30-13.30 พักกินข้าว
13.30-14.00 กิจกรรมกลุ่ม อธิบาย Walk Rally
14.00-17.00 Walk Rally
17.00-18.00 อาบน้ำ พักผ่อน
18.00-19.00 กินข้าว
19.00-20.00 "การเมืองภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน" โดยนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย
20.00-22.00 ยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง "เหลียวหลังแลหน้า"

กิจกรรมเทียนกำลังใจ ต้นตำหรับของแท้ อิสรชน

วันที่ 12 กันายน 2553

8.00-9.00 รับประทานอาหาร ทำธุระส่วนตัว
9.00-10.00 ยุทธศาสตร์สำหรับคนเสื้อแดง (สุรชัย แซ่ด่าน)
10.00 -12.00 ยุทธวิธีและบทบาทของ CA
12.00-13.00 ทานอาหาร เดินทางกลับ
17.00-18.00 ทดลองปฏิบัติงานจริงในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง อาทิตย์ที่12กันยายน

ค่าใช้จ่าย คนละ 2,000 บาท

- ค่าอาหาร
- ค่าที่พัก
- ค่าเดินทาง
- ค่าเสื้อยืด 1 ตัว

แจ้งความจำนงสมัครได้ที่ expo2513@hotmail.com ด่วนที่สุด***

***ปิด ท้ายด้วยกิจกรรมทางเฟซบุ๊ค โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการกดโหวต UDD red shirt Princess หมดเขต 31 สิงหาคมนี้ อยากให้กำลังใจสาวๆเสื้อแดงท่านไหน เชิญแวะเข้าไปโหวต กดตรงนี้ ***

***เชิญ นักกวี นักกลอนอย่านอนเปล่า ส่งกลอนเข้าประกวดจ้า ถึงฝีไม้ลายมือจะไม่ถึงขนาดกวีรัตนโกสินทร์ แต่ไอเดียและอุดมการณ์ของพวกเราเกินขั้นอยู่แล้ว***


***ปิดท้าย 100 วันวีรชนราษฎร์ประสงค์ด้วยบทกวี***

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”


บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย(อ่านฉบับเต็มที่นี่)

ฮีโร่ออสซี่กลับถึงบ้าน ลั่นไม่เสียใจถูกยัดคุก ภูมิใจได้ช่วยเสื้อแดงสื่อเจตจำนงการชุมนุมกับนานาชาติ

ที่มา Thai E-New


"No, definitely not (no regrets). They needed an English speaker to talk to the international media,"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวAAP


ชาว ออสเตรเลียที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย เพราะเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาล กล่าวขณะเดินทางกลับถึงออสเตรเลียว่าเขาไม่เสียใจที่ถูกจับกุมคุมขังนาน 89 วัน โดยถูกกล่าวหาละเมิดกฎหมายประกาศฉุกเฉินห้ามชุมนุมกันทางการเมือง และภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกับเสื้อแดง เพราะเขาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับสื่อมวลชนต่างประเทศให้รู้ถึงเจตจำ นงค์ของผู้ประท้วง ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าวAAP-Australian Associated Press

นายConor David Purcell จากเมืองเพิร์ธ ถูกส่งตัวมาที่ศูนย์ตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่สัปดาห์ก่อนศาลไทยตัดสินว่าเขากระทำผิด ละเมิดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากเขาเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมปีนี้

นายPurcell เป็นชาวไอริชโดยกำเนิด อายุ30 ปี ถูกทางการไทยจับกุมเมื่อวนที่ 23 พฤษภาคม ภายหลังรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม และถูกปฏิเสธให้ประกันตัว และถูกคุมขังเป็นนักโทษเป็นเวลา 89 วัน

แต่ นาย Purcell ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวAAPว่า เขาไม่เสียใจต่อบทบาทในการเข้าร่วมประท้วงรัฐบาลไทย แม้จะต้องลงเอยด้วยการถูกจับกุมคุมขังก็ตามที

"ไม่แน่นอนไม่ (ไม่เสียใจ) คนเสื้อแดงมีความจำเป็นต้องมีคนที่พูดภาษาอังกฤษกับสื่อต่างประเทศ"เขากล่าว และนั่นเป็นบทบาทที่เขาภูมิใจ

เมื่อ วันศุกร์ก่อน ศาลไทยตัดสินให้เขามีการกระทำผิดละเมิดพระราชกำหนดห้ามชุมนุมเกินห้าคน โดยตอนแรกเขายืนหยัดจะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด แต่ญาติมิตรของเขาได้ขอร้องให้สารภาพว่าทำผิดกฎหมายฝ่าฝืนประกาศฉุกเฉินร่วม ชุมนุมและขึ้นเวทีนปช. ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุก 45 วัน แต่เนื่องจากติดคุกมาแล้ว 89 วันจึงสั่งปล่อยตัว

นาย Purcell กล่าวว่าเขาเคยเป็นทหารเก่าในหน่วยกำลังสำรองกองทัพออสเตรเลีย มีสุนทรพจน์ของเขากล่าวต่อฝูงชนผู้ประท้วงเสื้อแดง และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยผู้นำการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และมีรายงานการเข้าร่วมประท้วง และขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยของเพอร์เซลในสื่อไทยด้วย

ผู้พิพากษาได้ตัดสินปล่อยตัว และนาย Purcellจึงถูกเนรเทศออกนอกประเทศไทย

นาย Purcell กล่าวว่าเขาโกรธเคืองที่กองทัพไทยเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่าง สันติในวันที่ 19 พฤษภาคม แต่การกล่าวหาว่าเขาไปยั่วยุให้คนเสื้อแดงก่อความรุนแรงนั้นไม่จริง "คนเสื้อแดงอาจจะรู้จักผมดี แต่ผมไม่รู้จักพวกเขา และไม่รู้จักแกนนำวงในของฝ่ายประท้วงเสื้อแดง"

รัฐบาลไทยกล่าวหาว่า มีกลุ่มที่นิยมความรุนแรงภายกลุ่มเสื้อแดงขอเรียกร้องอย่างเกินขอบเขตการ ประท้วงอย่างสันติ เพื่องบีบบังคับให้รัฐบาลต้องลาออก

นาย Purcell กล่าวว่าเขาได้รับการเล่าจากคนแปลกหน้าว่าได้มีการเตรียมการ"เผาอาคาร(เหล่านี้)ลง"ด้วย

ทั้ง นี้มีความพยายามกล่าวหากันไปมา โดยฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าฝ่ายผู้ประท้วงเตรียมการเผาอาคารหากการชุมนุมยุติลง ด้วยการปราบปราม ส่วนฝ่ายผู้ชุมนุมก็อ้างว่า เหตุการณ์เผาทำลายอาคารเกิดขึ้นภายหลังยุติการชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลเข้าควบ คุมพื้นที่ไว้แล้ว และก่อนหน้านั้นมีข่าวว่าฝ่ายรัฐบาลหรือนักรบศรีวิชัยจะเผาห้างเพื่อโยนความ ผิดให้เสื้อแดง

สามเดือนของการประท้วงรุนแรงขึ้น นำไปสู่การตายจำนวน 91 ศพทั้งพลเรือนและทหาร อีกกว่า 1,900 คนได้รับบาดเจ็บในความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในเกือบ 20 ปี และมีกว่า 40 อาคารถูกไฟไหม้จากน้ำมือพวกลอบวางเพลิง

นาย Purcell กล่าวว่ายังคงยากที่จะอธิบายภาพที่ชัดเจนของกิจกรรมการประท้วงในช่วงที่ผ่านมานี้

"ยังช็อกอยู่ มันยากที่จะเข้าใจข้อเท็จจริง"เขากล่าว

นาย Purcell ทำงานในกัมพูชาและไทย เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่าเขายังมีฝันร้าย และจะแสวงหาการรักษาพยาบาลในประเทศออสเตรเลีย

เขากล่าวว่าเขายังหวังที่จะกลับไปยังภูมิภาคนั้น และมีแผนการจะก่อตั้งมูลนิธิการกุศล

แต่อันดับแรกก็คือเขาต้องกลับบ้านที่เพิร์ธ ออสเตรเลียก่อน

"ผมจะกลับไปหาครอบครัวและเพื่อน ๆ และพักผ่อน"เขากล่าว

"ผมยังรู้สึกสุขภาพดีมาก"เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าว

แม้ เขาจะมีประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์หลายอย่างในเมืองไทย แต่Purcellกล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นภายใต้ระบบการเมืองของไทยคือ ความอบอุ่น ความกล้าหาญ และความจริงใจของประชาชนไทย

นาย Purcellจะได้กลับบ้านสัปดาห์หน้า และได้รับการจัดเที่ยวบินกลับไปเพิร์ธ หลังจากที่เขาต้องถูกขังคุกนานกว่า 3 เดือนในประเทศไทย

ก่อน หน้านี้ฝรั่งเสื้อแดงชาวอังกฤษอีกราย คือนายเจฟฟ์ ซาเวจ ซึ่งทางการไทยจ้องเล่นงานหนักหาว่าเขาชวนผู้ชุมนุมไปเผาห้างฯในช่วงชุมนุม แต่เพราะอังกฤษยังเป็นที่เกรงใจของชนชั้นนำไทย ได้มีการจัดแจงให้เขาสารภาพผิดเพียงข้อหาร่วมชุมนุมฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน และปล่อยตัวเนรเทศ

ซึ่งเขากล่าวทิ้งท้ายก่อยนอำลาแดนเถื่อนว่า"ผม หวังว่าจะเกิดความยุติธรรมขึ้นในเมืองไทย ไม่เฉพาะกับเสื้อแดง แม้แต่กับเสื้อเหลืองด้วย และทุกๆสีเสื้อ ผมหวังไว้อย่างนั้น"

หนึ่งร้อยคืนผ่านผันวันฆ่าไพร่

ที่มา Thai E-News




ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย
หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย

ตอกลิ่มซ้ำย้ำโศกโลกมนุษย์
จิตใจดำต่ำทรุดสุดรับได้
อาศัยซากตึกพังบังความตาย
กี่ซากศพกองก่ายใต้ซากตึก

หน้าไหนหรือใครคือฆาตกร
มันหลบซ่อนในเถื่อนถ้ำไร้สำนึก
มันลอยหน้าสาไถไม่รู้สึก
และคักคึกหยันเยาะหัวเราะร่า

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”

ทุกคนล้วนควรรักษาชีวิต
แม้บ้านเมืองมืดมิดดวงจิตสว่าง
ยกระดับสำนึกลึกและกว้าง
มิเคว้งคว้างคล้องใจกล้าประชาชน

แถวทหารแน่นหนาดั่งกำแพงนคร
คำสั่งแผ่วเบา อ่อนโยนและจริงจังเพียงประโยคเดียว คุไฟรักชาติ
ก่อกำเนิดตำนานวีรชนไพร่
บนแผ่นดินที่ไขว่คว้าหาความยุติธรรมยากยิ่ง
ดั่งเรายืนอยู่กันคนละโลก ?
ดวงวิญญาณผู้กล้าจักต้องสังเวยอีกกี่ครั้ง อีกกี่ศพ
หากจะมีสิ่งใดทดแทนชีวิตวีรชนทุกวีรกรรมจากอดีตอันเจ็บปวด
สิ่งนั้นย่อมมีคุณค่า มีความหมาย ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากร่างอันถมทับประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่
เป็นพลังมหานทีที่ไม่มีใครหน้าไหนทัดทานได้

เพื่อนผู้กล้า...
สั่งสมบทเรียนและรอเวลาสั่งสอนมันให้รู้ว่า
บัลลังก์แห่งการสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน
ทลายลงแล้ว !!!


“หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย”


บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย

Friday, August 27, 2010

แน่นแต่ไม่เข้าเป้า?

ที่มา ไทยรัฐ


โดน "วิคเตอร์ บูท" แย่งซีน กร่อยไปหน่อย

สุด ท้ายการ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วาระ 2 และ 3 ที่ใช้เวลาอภิปรายนาน 5 วัน รวม 60 ชั่วโมง ก็ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยคะแนน 253 เสียง ต่อ 178 เสียง

ไม่มีรายการพลิกล็อก ตามกระแสที่เร้าก่อนหน้าแต่อย่างใด

และ ก็ไม่พลิกโผเหมือนกัน ไล่เรียงเสียงของ "งูเห่า" พรรคเพื่อไทย ที่ลงคะแนนโหวตสวนให้ทางฝ่ายรัฐบาล 1.นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน ที่มีข่าวว่าเบียดแย่งลง ส.ส.เขตที่จังหวัดลำปางไม่ได้ เลยจะไปร่วมทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 2.นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร
3.ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี 4.นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก 5.นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน

ชื่อเก่าที่ถูกขึ้นป้ายประจานที่พรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

จะ มีชื่อใหม่โผล่มาก็คือคิวของนายปิยะรัช หมื่นแสน ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่เฉลยเบื้องหลังกันในเวลาต่อมา โดยนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น แกนนำ "เพื่อนเนวิน" บอกตรงๆเลยว่า นายปิยะรัชมาพบระหว่างประชุมสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่า ได้ทราบถึงการดำเนินการจัดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในครั้งต่อไปแล้ว ปรากฏว่าพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่มีชื่อตัวเองเป็นผู้สมัคร

จึงจะมาขอร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน และพรรคภูมิใจไทย

ซึ่ง ได้แจ้งให้นายปิยะรัชตัดสินใจทันทีในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งก็ได้ผลและ หลังจากนี้ต้องแจ้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อพิจารณาการขอเข้าร่วมกับพรรค อีกครั้งหนึ่ง
เลื้อยออกจากรูแบบสดๆร้อนๆ ก่อนนาทีโหวต

ใน จังหวะถอนหายใจโล่งอก นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน คุยฟุ้ง จำนวนเสียงของฝ่ายค้านที่โหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2554 เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยพรรคการเมืองบางพรรคทาบทาม ส.ส.พรรคเพื่อไทย

แต่มีจำนวนไม่มาก น้อยกว่าที่คิด

ที่ หงุดหงิดกลายเป็นฝ่ายพรรคภูมิใจไทย จับอารมณ์จากนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น "กลุ่มเพื่อนเนวิน" พูดออกอากาศเสียงดังๆ พรรคภูมิใจไทยได้ให้โอกาส ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ต้องการมาร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคภูมิใจไทยแล้ว ในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

แต่ปรากฏว่ามี 6-7 คน ที่เคยรับปากว่าจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบฯ และย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย แต่กลับยึกยัก ลังเล ไม่แน่นอน ก็จะถือว่าพวกนี้ไม่ชัวร์ หลังจากนี้พรรคจะเดินหน้าต่อโดยไม่สนใจว่า ส.ส.กลุ่มนี้จะมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

แม้สุดท้าย ส.ส.กลุ่มนี้จะมาขออยู่กับพรรคภูมิใจไทยอีก พวกเราก็จะไม่เอาแล้ว

ปฏิบัติ การ "ดูด" ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ในเหลี่ยมที่นายประจักษ์ ในฐานะวิปรัฐบาลจากพรรคภูมิใจไทย รีบชิงออกตัวว่า ส.ส.ภูมิใจไทยไม่มี ใครแตกแถว ที่สำคัญคือ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน 52 คน ต่างโหวตสนับสนุน พ.ร.บ.งบประมาณด้วยกันทั้งหมด

"กระชับพื้นที่" ล็อกสถานะผู้ถือดุลรัฐบาลไว้ก่อน

และ ชิงจังหวะเล่นเร็วทันที ตามเกมที่นายปัญญาเปิดโพยล่วงหน้า หลังผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯแล้ว การบริหารงานของรัฐบาลจะเดินไปข้างหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาใน 2 เรื่องคือ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว และ 2.ปัญหาปากท้องประชาชน เพราะเป็นเรื่องใหญ่

ใน ส่วนโครงการต่างๆของพรรคภูมิใจไทย จะเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เพราะผู้หลัก ผู้ใหญ่ได้คุยกันเรียบร้อยแล้วว่า หลังผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯแล้วโครงการนี้จะไม่มีปัญหา

"หักคอ" กันซึ่งๆหน้าเลย

แต่เกมลึกจริงๆที่อ่านไต๋กันได้ ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ของยี่ห้อภูมิใจไทยที่จ่อคิวเข้า ครม.

รถเมล์เอ็นจีวีก็แค่ใบเบิกทาง

ตามเหลี่ยมเขี้ยว ยื่นโปรเจกต์ตีคู่กันไป ยังไงประชาธิปัตย์ ก็ไม่กล้าขวางทั้งสองคิว

แต่ ปัญหามันก็ติดที่ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่แท็กทีมกับยี่ห้อ 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" แตะมือกับ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ"
และ "สุวิทย์ คุณกิตติ"

ดึงจังหวะกั๊กเกมในพรรคร่วมรัฐบาล คานอำนาจ "เนวิน ชิดชอบ"

เพราะขืนปล่อยให้สะสมกำลังพล ตุนเสบียงกรังมากๆ จะลำบากตอนลงสนามเลือกตั้ง

โดนล้อมยิงกระเจิงแน่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

น้ำตาลขม

ที่มา ไทยรัฐ

บ้าน เมืองสารพัดปัญหา ชักศึกเข้าบ้าน เพราะความไร้เดียงสา ต้องจับตารัฐบาลชุดนี้จะพาประเทศไปสู่จุดจบในสภาพอย่างไร เป็นจังหวะของการกอบโกยโกงกิน ในจังหวะที่ปากท้องชาวบ้านลำบากแสนสาหัส เดี๋ยวข้าวถุงเน่า เดี๋ยวแอบขายข้าว กระทรวงพาณิชย์ของคุณพรทิวา นาคาศัย มีเรื่องฉาวโฉ่ไม่หยุด

กรมการค้าภายใน ขึงขังที่จะเอาจริงเอาจังกับราคาน้ำดื่มบรรจุขวด ขู่มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษหนักพอๆกับคดีอาญาร้ายแรง แต่เอาเข้าจริงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แถมยังยกเว้นให้กับโรงแรม ภัตตาคารและสถานเริงรมย์

อดไม่ได้ที่จะ ตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ของชาวบ้านตาดำๆ หรือมีอะไรแอบแฝงกันแน่ หรือเพื่อจะสร้างภาพเพื่อกลบเรื่องราวอะไรบางอย่าง

น้ำตาลทรายขาดตลาดมากว่า 4 เดือน

อธิบดี กรมการค้าภายใน คุณวัชรี วิมุกตายน คงยังพอจะจำได้ว่าน้ำตาลทรายอยู่ในประเภทสินค้าควบคุม ปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 23.50 บาท แต่ข้อเท็จจริงก็คือชาวบ้านต้องซื้อน้ำตาล กก.ละเกือบ 30 บาท การชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์แต่ละครั้งไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับผู้บริโภค แต่เป็นการแก้ตัวมากกว่า

ต้องจับตากระทรวงพาณิชย์จะมีการปล่อยน้ำตาล ออกสู่ตลาดในเดือนกันยายนนี้อีกกระทอก ในแวดวงการค้าน้ำตาลรู้กันอยู่ว่า เดือนกันยายน จะเป็นช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเริ่มจะปรับตัวลงเนื่องจากปริมาณการบริโภค ที่ลดลงในช่วงนั้น ส่งผลไปถึงบรรดาผู้ส่งออกที่กักตุนน้ำตาลเพื่อการส่งออกก็หมดความจำเป็นที่ จะต้องกักตุนอีกต่อไป

ทยอยคายน้ำตาลที่กักตุนไว้ออกตลาดเช่นกัน กลายเป็นเกมผลประโยชน์ ระหว่างภาครัฐกับเอกชนผู้ผลิตน้ำตาลทราย แต่คนที่รับกรรมก็คือประชาชนตาดำๆเจ้าของประเทศ เป็นผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อของเกมผลประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ประเทศ ไทยผลิตน้ำตาลทรายได้ปีละ 7 ล้านตัน บริโภคใน ประเทศเพียง 2.2 ล้านตัน ส่งออก 4.5 ล้านตัน เฉลี่ยผู้บริโภคคนไทยซื้อน้ำตาลทรายเดือนละ 183 กก. ในจำนวนนี้ 60 ล้าน กก. หรือร้อยละ 30 จำหน่ายผ่านทางห้างค้าปลีกค้าส่งในราคาควบคุม ที่เหลืออีก 123 ล้าน กก. ขายในตลาดทั่วไปแพงกว่าราคา ควบคุมประมาณ กก.ละ 5 บาท ดังนั้น แต่ละเดือนจึงมีส่วนต่างของกำไรอยู่ที่ประมาณ 615 ล้านบาท

ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ใครได้ใครเสีย คงจะพอเดาออก เป็นผลประโยชน์ที่เกิดจากการกักตุน ปั่นราคา และเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับต้นทุนการผลิตที่ต้นทุนอยู่ที่ กก.ละ 18-19 บาทเท่านั้น

จุด เล็กๆที่เป็นเรื่องใหญ่ ช่องว่างของการหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้บริโภค กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงรัฐบาล โปรดอย่ามองว่าการเข้ามาทำหน้าที่ปกครองประเทศ คือการแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนอย่างมูมมาม.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 27/08/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 27/08/53

หว่างเขาควาย

ที่มา ข่าวสด



คอลัมน์ เหล็กใน

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ลดระดับลงได้อย่างเหลือเชื่อ-คาดไม่ถึง

เอกอัครราชทูตไทย บินไปประจำที่กรุงพนมเปญแล้ว
เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตกัมพูชา ก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ต่างมีเรื่องกระทบกระทั่งกันสารพัดเรื่อง

คนไทยบางกลุ่มถึงกับเรียกร้องหาสงครามก็มี

ทั้งที่รบกันไปแล้ว ไทยอาจเสียฟอร์ม พ่ายแพ้ให้กับเขมรก็ได้

เหมือนที่เคยพ่ายแพ้ใน "สงครามร่มเกล้า" กับลาว

จุดสุดท้าย ก็ต้องกลับมานั่งคุยกัน-กอดกันกลม เพื่อฟื้นความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ที่ตายก็ตายไป

ก่อนหน้านี้
หากใครจะบอกว่าฮุนเซนจะยอมญาติดีด้วยกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต่อ 10-1 อาจไม่มีใครกล้ารอง

เพราะฮุนเซนแสดงท่าทีแข็งกร้าวชัดเจน ว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายกษิต ภิรมย์ เป็นตัวปัญหาของกัมพูชา

ความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย เมื่อฮุนเซนยอมบินมาจับมือกับนายอภิสิทธิ์ที่ชะอำ

ก่อนพัฒนาไปสู่การประจันหน้าอีกหน ในตอนยื้อยุด "เขาพระวิหาร" กัน ในที่ประชุมยูเนสโก

ไปๆ มาๆ การถอดชนวนความขัดแย้ง
ก็แค่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เลิกเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา

แม้ไม่แน่ชัดว่าเป็นการลาออกโดยสมัครใจ เพื่อมุ่งหวังให้ไทย-กัมพูชากลับมาคืนดีกัน

หรือโดนทางกัมพูชาเขี่ยทิ้ง เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการคบกับไทย

แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้เท่านั้น สั้นๆ ง่ายๆ
ทางการไทยยอมส่งท่านทูตกลับไปทำงานที่กรุงพนมเปญทันที

และกัมพูชาก็ส่งทูตตัวเอง มากรุงเทพฯ ทันทีเช่นกัน

ผลที่ตามมาจึงคาดหวังได้ในทางดี
ไม่ว่าจะเรื่องชาวบ้านไทย 3 คนที่ไปหาของป่าชายแดน จนถูกเขมรจับ ตัวไป

แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างเขาพระวิหาร

แต่ขณะที่ความวุ่นวายกับเพื่อนบ้าน คลี่คลายลงไประดับหนึ่ง

ประเทศไทยก็มีปัญหายุ่งเหยิงกับมหาอำนาจ 2 ชาติ แทรกซ้อนขึ้นมาดื้อๆ

จาก "เผือกร้อน" ที่ชื่อ วิกเตอร์ บูท นักค้าอาวุธระดับโลก ที่ดันมาโดนจับในไทย

สหรัฐอเมริกาใช้เพาเวอร์
ในฐานะผู้นำต่อต้านก่อการร้ายโลก พยายามรับตัววิกเตอร์ บูท ไปดำเนินคดีที่ประเทศตน

แต่รัสเซียก็โดดปกป้องพลเมืองของตน ไม่ยอมให้ไทยปล่อยตัววิกเตอร์ บูท ให้สหรัฐ

กลายเป็นไทย ที่ตกอยู่กลางหว่างเขาควายของมหาอำนาจ ที่ฮึ่มฮั่มใส่กัน

เอาใจใคร ก็จะมีปัญหากับอีกคนทันที

แล้วที่เป็นความเซอร์ไพรส์
จู่ๆ เรื่องของวิกเตอร์ บูท ก็โดนจับโยงไปถึงคนหน้าเดิม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีกจนได้!

กรณีนี้จะบานปลายไปถึงไหน ห้ามกะพริบตา

เปิดข้อหาใหม่คดี"ผู้พิพากษาอุทธรณ์"ฉาว ใช้ใบแพทย์ปลอมประกันผู้ต้องหายาเสพติดตบตา

ที่มา มติชน

เปิดข้อหาใหม่คดี"ผู้พิพากษาอุทธรณ์"ฉาว ใช้ใบแพทย์ปลอม
ประกันผู้ต้องหายาเสพติดตบตาศาลฎีการีด7ล้าน

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่าความหน้า
กรณีมีการทำหนังสือร้องเรียนถึงคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)กล่าวโทษ
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายหนึ่งว่า มีพฤติการณ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงที่มีสามี
และ ยังอาศัยหญิงรายดังกล่าว(คนสนิท)ใช้ในการเรียกรับสินบน
ในการตัดสินพิพากษาคดีต่างๆหลายคดีเป็นเงินรวมแล้วกว่า 70 ล้านบาท
จน ก.ต.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงว่า
นอกจากเรื่องกล่าวแล้วยังมีอีกข้อหาหนึ่งที่ผู้ร้องได้กล่าวหา
ผู้พิพากษารายนี้คือ กรณีผู้พิพากษารายนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินวิ่งเต้น
ให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดคนหนึ่งจำนวน 7 ล้านบาท
โดยใช้หลักฐานใบรับรองแพทย์ปลอมจากโรงพยาบาลราชฑัณฑ์ว่า
ผู้ต้องหามีอาการป่วยหนักจนถึงขั้นจะต้องได้รับการรักษาผ่าตัดดวงตา
นำไปอ้างต่อชั้นศาลฎีกาจนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรณีนี้หลังจาก ก.ต.ได้รับเรื่องร้องเรียน
คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจจริงได้ตรวจสอบจนพบว่า
กลุ่มผู้ถูกร้องให้ญาติของผู้ต้องหาไปเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเรือนจำกลางแล้ว
ให้โรงพยาบาลกลางของเรือนจำออกใบรับรองแพทย์ให้
จากนั้นญาติของผู้ต้องหาได้ร่วมกับกลุ่มผู้ถูกร้องนำแบบฟอร์ม
ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวไปทำรับรองแพทย์ขึ้นมาใหม่
และ เขียนบรรยายอาการป่วยอย่าสงละเอียดจนน่าเชื่อถือว่า
ผู้ต้องหาคดียาเสพติดมีอาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงจริง
จนผู้พิพากษาศาลฎีกาหลงเชื่อว่าเป็นใบรับรองแพทย์จริงจึงตัดสินใจให้ประกันตัว

"ความจริง สามีของผู้หญิงที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้
มีความสัมพันธ์ด้วย ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดในดวงตาจนตาบอด
ฝ่ายหญิงก็นำเอาอาการเจ็บป่วยของสามีตัวเอง ไปเขียนบรรยายในใบรับรองแพทย์
ให้ดูหนักแน่นเสมือนจริง เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการวิ่งเต้นประกันตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติด
เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ผู้ร้อง รับไม่ได้เพราะเห็นว่า
เป็นคดียาเสพติดจึงร้องเรียนเอาผิดผู้พิพากษารายนี้"
แหล่งข่าวกล่าว
และว่าความจริงก.ต.จะต้องแจ้งความเอาดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหากลุ่มนี้ด้วย

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ผู้พิพากษารายดังกล่าวถูกร้องเรียน 4 ข้อกล่าวหา

1. มีการเรียกสินบนเป็นเงิน 70 ล้านบาทในการพิจารณาคดีบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง
ที่กลุ่มผู้บริหารบริษัท ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ในการยักยอกทรัพย์หรือไซ่ฟ่อนเงินของบริษัทและเกี่ยวพันกับตระกูลนักการเมืองระดับรัฐมนตรี
ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง

2.คดีโรงแรมชื่อดังย่านสุขุมวิท

3. คดีการประกันตัว เจ้าของบริษัทที่เปิดขึ้นบังหน้าเป็นจำเลยในคดีตาม พ.ร.บ. การกู้เงิน
อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่มีการเรียกเงินสินบน 2 ล้านบาท
หลังจากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว
จำเลยได้ซื้อรถยนต์ Benz รุ่น S 280 ปี 2002 ในราคา2.1 ล้านบาท
ที่เหลืออีก 1.5 ล้านบาทบาท จัดไฟแนนซ์ให้อีกด้วย

4.เรียกสินบน 3.5 ล้านบาทในการสั่งอนุญาตการปล่อยชั่วคราวชาวต่างประเทศรายหนึ่ง
โดย ทนายความหญิงของจำเลยได้ยื่นคำร้องประกอบการขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลอาญา
และศาลอุทธรณ์มาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ได้รับการอนุญาต
ทนายความจึงติดต่อผ่านหญิงที่มีสัมพันธ์กับผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
ซึ่งตกลงเรื่องเงินสินบนเป็นเงิน3.5 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อเดือนกันยายน 2552 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายดังกล่าว
มีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยตามข้อตกลง