WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 30, 2010

กวีประชาไท:ภู กระดาษ กับบทกวี"ฝนตกฟ้าฮ้อง"

ที่มา ประชาไท

ท่านท่านชี้หน้าว่า พวกผู้ข่าละถิ่นฐาน
พวกคนอีสาน ชอบขายแรงงานซื้อข้าว
สิเด๋อสิด๋า ว่าเป็นเสี่ยวว่าเป็นลาว
หนังสือบ่หัน โง่เง่าต่างด้าวดงดิน

ปล่อยคนแก่เฒ่า ให้อยู่เฝ้าเลี้ยงหลานหลาน
แล้วละทิ้งบ้าน กระเซซานพลัดลำเนาสิ้น
ไลลืมรากเหง้า แต่ก่อนเก่าบ่เหลือกลิ่น
วิถีชุมชนบ่ถวิล ฟุ้งเฟ้อกันสิ้นรนดิ้นละลา

แล้วสร้างปัญหา ให้ถ้วนหน้าได้ประสบ
สุมเร้าเท่าทบ สูงท่วมกลบขื่อคานฝา
สืบเนื่องกร่อนกัด สารพัดอยู่นานมา
ทุกเรื่องทั้งมวลปัญหา ก็เพราะพวกผู้ข่าทั้งนั้น

ฯลฯ

พวกผู้ข่าค้อมรับ สิ้นเสร็จสรรพทุกความว่า
เพราะอำนาจผูกขาดนานา พวกผู้ข่าล้วนจัดสรร
ทรัพยากรถลุง สนานสนุกอยู่ทุกคืนวัน
บริหารจัดการกันมันส์ ถ้วนประเทศเขตคาเม!

***********

หมายเหตุ: พวกผู้ข่า, ข่า : ชนพื้นเมือง หรือข้า, ข้าน้อย ผู้เป็นบ่าวรับใช้
สิเด๋อสิด๋า : เด๋อๆ ด๋าๆ น่าหัวร่อ
ไลลืม, ลืมไล : หลงลืม หลงเลือนไป

รวมคลิปงาน 2ปี 2มาตรฐาน ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว 26 ส.ค.

ที่มา Thai E-News

คลิปงาน 2 ปี 2 มาตรฐานที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว อภิปรายโดยอาจารย์คณิน บุญสุวรรณและคณะ

งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 1/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 2/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 3/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 4/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 5/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 6/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 7/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 8/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 9/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 10/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 11/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 12/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 13/13

ฟ้ามีตาพายุถล่มกระเจิง เปรมผงะยุติพล่าม'คนดี'

ที่มา Thai E-News


ฟ้ามีตา-มี การเผยแพร่คลิปวิดีโอ “ฟ้ามีตา” ความยาวประมาณ 1 นาที ระบาดทั่วปักษ์ใต้ไม่นาน เมื่อวานนี้เกิดเหตุอาเพศฝนตกถล่มสงขลาทำเต๊นท์พังขณะที่นายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์กำลังให้โอวาทนักเรียน ทำให้นักเรียนวิ่งหนีกันชุลมุน พิธีให้โอวาทต้องยุติลง(ชมคลิป)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 สิงหาคม 2553

พายุถล่มสงขลาทำเต็นท์พัง จน"เปรม"ต้องยุติให้โอวาทนักเรียนดีเด่น

มติชนออนไลน์รายงาน ว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่สวนประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรมฯ อ.เมืองสงขลา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางมอบโล่ให้นักเรียนดีเด่นใน จ.สงขลา และมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ที่บริจาคเงินสมทบมูลนิธิ พล.อ.เปรม มีนักเรียน ประชาชนและข้าราชการให้การต้อนรับประมาณ 1,000 คน

จากนั้น พล.อ.เปรมกล่าวว่า "การดูแลเด็กนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ใครละเว้นถือว่าบกพร่องในหน้าที่ เพราะเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นนายกรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญของชาติบ้านเมือง ได้ในอนาคต นักเรียนที่มูลนิธิฯให้การช่วยเหลือและดูแลมีประมาณ 45,000 กว่าคน เด็กคนแรกที่ผมดูแลขณะนี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และอีกหลายคนที่เติบโตในหน้าที่การงาน การทำความดีนั้นทำไม่ยาก ใครทำก็ทำได้ ไม่ต้องใช่เงินทอง แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการรักษาความดีให้อยู่กับตัวเราจนตาย เมื่อมีคนดีมากๆ ชาติจะเจริญ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง พล.อ.เปรมให้โอวาทนักเรียนได้เกิดพายุพัดแรง ทำให้เต๊นท์ที่พักนักเรียนถูกกระแสลมพัดพัง นักเรียนวิ่งหนีกันชุลมุน ทำให้พิธีให้โอวาทต้องยุติ

ฮือฮาเหตุเกิดหลังจากคลิป"ฟ้ามีตาสะพัดทั่วปักษ์ใต้"ไม่นาน

ก่อน หน้านี้ทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์นำเสนอรายงานข่าวเมื่อวันที่ 19 ส.ค.53 ว่า มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอคลิปความยาวประมาณ 1นาทีเผยภาพ “ฟ้ามีตา” แพร่ระบาด

หลัง จากดูคลิปดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะถูกถ่ายได้ในเวลาช่วงเย็น โดยขณะเกิดเหตุได้มีฟ้าแล่บบนท้องฟ้าก่อนที่ก้อนเมฆจะมีรูปร่างลักษณะคล้าย ใบหน้าคน มีหู มีจมูก อย่างชัดเจน ซึ่งตลอดระยะเวลาของคลิปจะมีเสียงละหมาดดังประกอบอยู่

ขณะที่ชาวบ้าน บางส่วนต่างพากันรู้สึกหวาดกลัว หวั่นจะเกิดอาเพศเหตุร้ายตามมาขึ้น จึงอยากวอนให้ผู้สื่อข่าวช่วยตามหาต้นตอของคลิปดังกล่าวว่ามาจากที่ใด เพื่อช่วยไขข้อสงสัย และลดความกลัวให้กับชาวบ้านด้วย

พรรคพันธมารแจ้งตายสนามสก. 'ใส'ประกาศชัยชนะอีกแล้ว-นักวิชาการไม่ขำไล่กลับไปเป็นแก๊งข้างถนน

ที่มา Thai E-News


ผล เลือกตั้งสก.อย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลา 24.00 น. พรรคประชาธิปัตย์มีผู้ได้รับเลือกตั้ง 44ที่นั่ง ตามมาด้วยเพื่อไทย 15 ที่นั่ง ผู้สมัครอิสระ 1 ที่นั่ง ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ยังไม่มีซักที่นั่ง ทั้งที่หวังแจ้งเกิดเต็มที่ ท่านเลขาพรรคสุริยะใสยิงมุกซ้ำตอนก่อม็อบประกาศชัยชนะหน้าตาเฉย นักวิชาการไล่ส่งให้กลับไปเล่นการเมืองเป็นแก๊งข้างถนนตามเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เดิมพรรคมีสก.อยู่ 15 ที่นั่ง หากคราวนี้ได้เกิน 15 ที่นั่ง ก็ถือเป็นกำไรที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคมากขึ้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 สิงหาคม 2553

นักวิชาการชี้เหตุพรรคพันธมิตรแจ้งตาย

ผล การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)อย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลา 21.30น.ปรากฎว่า พรรคประชาธิปัตย์ชนะนำอยู่ 44 คน ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย 15 คน ผู้สมัครอิสระ 1 คน ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ องค์กรการเมืองของพันธมิตรฯที่คาดหวังจะแจ้งเกิดทางการเมืองเที่ยวนี้ไม่ได้ แม้แต่เพียงเก้าอี้เดียว

ส่วนผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ การ เลือกตั้ง สข.ซึ่งมีทั้งหมด 256 ที่นั่ง ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ทิ้งห่าง โดยได้ที่นั่งมากถึง 210 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้สข.เพียง 39 ที่นั่ง อีก 7 ที่นั่งเป็นของผู้สมัครอิสระ ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้น ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว

เพื่อไทยเผยหากได้15ก็เท่ากับรักษาเก้าสอี้เดิมไว้ได้ หากเกินกว่า15ถือว่ากำไร

นาย วิชาญ มีนชัยนันท์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เดิมพรรคมีเก้าอี้สก.อยู่15ทั่นั่งคาดว่าน่าจะรักษาสัดส่วนไว้ได้ แต่หากได้เกิน15ที่นั่งก็ถือเป็นกำไรที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคมากขึ้น


นัก วิชาการที่ออกโทรทัศน์TNN24 หรือTRUE VISION 07 พากันให้ความเห็นแบบเอาใจช่วยว่า คนไทยคาดหวังให้พันธมิตรสู้ศึกสนามใหญ่ระดับประเทศมากกว่าการลงสนามเล็กหรือ สนามท้องถิ่น เลยพร้อมใจกั้นไม่เลือกพรรคนี้

ขณะที่ดร.พรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอีกรายจากศิลปากรกล่าวว่า พันธมิตรน่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองก็พอ เพราะสนามกทม.มีเจ้าสนามแล้วคือประชาธิปัตย์ที่เบียดชืงกับเพื่อไทย แต่การแพ้เลือกตั้งแล้วจะกลับไปทำหน้าที่กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองเหมือน เดิม จะมีพลังอยู่หรือไม่ก็ควรติดตามต่อไป

"พรรคการเมืองใหม่ล้มเหลว ที่จะสร้างกระแสขึ้นมาให้สำเร็จเหมือนที่พรรคประชากรไทยหรือพรรคพลังธรรมใน อดีต น่าถอยกลับมาทำการเมืองภาคประชาชนเหมือนเดิมดีกว่า"ดร.พรชัยกล่าว ขณะที่นักวิชาการอีกรายกล่าวว่า พันธมิตรอาจต้องปรับตัวไปสู้กับการเมืองระดับชาติแทนที่จะท้อถอย

นัก วิชาการอีกรายกล่าวว่าพรรคการเมืองใหม่ล้มเหลวไม่ได้รับการตอบรับควราปรับ ตัวไปเป็นการเมืองภาคปรเชาชนดีกว่า อย่าคิดว่าเป็นการต่อสู้ข้างถนน ให้คิดว่ามีความสำคัญ

พรรคพันธมิตรหน้าแหกอุตส่าห์ตั้งวงลุ้น8คนแต่กินแห้ว

กอ นหน้านั้นช่วงหัวค่ำ เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิ ตรารายงานหลังปิดหีบว่า วันนี้ (29 ส.ค.) ที่พรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.ว่า จากที่ตนประเมิน คาดว่า น่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งมากกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งประมาณร้อยละ 37 เพราะเขตพื้นที่ชั้นในค่อนข้างคึกคัก แต่ในเขตชั้นนอกค่อนข้างเงียบผิดปกติ โดยถึงขณะนี้ทางพรรคยังมีความมั่นใจในหลายๆ เขต ประมาณ 7-8 เขต อาทิ บึงกุ่ม พระนคร คลองสาน หนองแขม ทุ่งครุ เยาวราช สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม และ บางนา เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากในการลงพื้นที่ที่ผ่านมา แต่ ณ ขณะนี้ยังประเมินลำบาก

ส่วนการที่มีสื่อมวลชนได้ประเมินออกมาน่าจะ มาจากข้อมูลเก่า เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศทางการเมือง มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง มีการเขย่าไปมาหลายต่อหลายเหตุการณ์ คงต้องรอดูการนับคะแนนผ่านไปสักระยะหนึ่ง ถึงจะประเมินได้ชัดเจน ทางพรรคจะมีการประชุมศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรคประมาณ 17.00 น.ซึ่งขณะนี้ผู้สมัครของพรรคยังประจำอยู่ในที่ศูนย์การเลือกตั้งของแต่ละเขต สังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่ เพราะมีการรายงานว่า มีการกระทำส่อไปในทางการทุจริตเลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่ และตนได้ย้ำไปว่า หากมีหลักฐานให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย หรือแจ้งไปทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่หากเป็นเพียงข้อกล่าวหา หรือข้อสันนิษฐานคงไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะการดำเนินใดๆ เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งหลักฐานต้องชัดเจน ถึงนาทีนี้ยังมีความมั่นใจว่า พรรคการเมืองใหม่จะสู้ได้หลายพื้นที่จากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา แม้ 1-2 คืนนี้จะมีข่าวการหอบเงินไปซื้อเสียงกันแบบยกตรอกยกซอย เพราะคนเหล่านี้ทำงานเป็นมืออาชีพ การหาหลักฐานคงเป็นเรื่องยาก ทำให้เรื่องซื้อเสียงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ท่านเลขาใสประกาศชัยชนะเหมือนตอนก่อม็อบเปี๊ยบ

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า แม้ยังไม่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ชัยชนะที่พรรคการเมืองใหม่ได้รับก่อนการเลือกตั้ง ประการแรกคือ การที่เราไม่ทุจริตเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการยุยงส่งเสริมให้ผู้สมัครใช้วิธีการสามานย์ หรือวิชามารต่างๆ เอาชนะคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประการที่สอง คือ การที่เราพยายามชูนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหม่เป็นเพียงพรรคเดียวที่ทำให้การเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.มีความหมายต่อคน กทม.แต่เดิมมีเพียงสองพรรคการเมืองลงแข่งขันกัน รู้ผลคะแนนก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ ว่า พรรคไหนจะได้กี่เขต แต่พอมีพรรคที่สามมา ทำให้บรรดาผู้สมัครต้องทบทวนนโยบาย หรือลงพื้นที่มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นประโยชน์กับประชาชน ชัยชนะที่สาม คือ การที่แต่เดิมผู้สมัครที่เป็นแชมป์เก่าหลายๆ สมัยไม่เคยลงพื้นที่ เลือกตั้งแต่ละครั้งใช้หัวคะแนนหาเสียง แต่เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่มาลงสมัคร เหมือนเป็นการกระตุกหนวดเสือ ทำให้คนเหล่านี้กลัวแพ้ ต้องลงพื้นที่มากขึ้น นั่นหมายความว่า การที่เราส่งผู้สมัครรอบนี้ ทำให้ ส.ก.ทำงานมากขึ้น ขยันเข้าหาชุมชนมากขึ้น ไม่ว่าพรรคไหนได้รับชัยชนะก็จะเป็นประโยชน์กับคน กทม.

ด้าน นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรคและรักษาการโฆษกพรรค กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า พรรคเรามีทุนในการต่อสู้น้อยมาก ส.ก.คนหนึ่งกฎหมายให้ใช้ได้ 7-8 แสนบาท แต่ของเราใช้เพียง 1-2 แสนบาท บางคนใช้เพียง 7-8 หมื่นบาทเท่านั้น จึงไม่ต้องแปลกใช่ว่าป้ายหาเสียงของเราค่อนข้างน้อย เปรียบเทียบกับบางเขตของบางพรรคที่มีการใช้เงินในการซื้อเสียงมากกว่า 4-5 ล้านบาท

อีกทั้งการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.จะไม่ค่อยสะท้อนอารมณ์ของคน กทม.เท่ากับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงภาพการเมืองระดับชาติได้ว่าคนกรุงคิดอย่างไร อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหม่ ได้สร้างตั้งแต่สีสันทางการเมือง หรือสิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ๆ ให้ปรากฏในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครหลายคนไม่มีประสบการณ์อาจจะเสียเปรียบในหลายๆ ด้าน ซึ่งเราจะนำมาเป็นบทเรียนในการต่อสู้ต่อไป และไม่ว่าได้กี่ที่นั่ง พรรคการเมืองใหม่จะเดินหน้าต่อไป ทั้งในสนามประเทศหรือสนาม กทม.โดยเฉพาะในอีก 2 ปีกว่าที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างการสรรหาตัวผู้สมัครที่มีคุณภาพ

"กมม."อ้างคนใช้สิทธิน้อยสาเหตุแพ้ยับ -รู้จักการเมืองของจริงแล้ว

ต่อ มาหลังทราบผลการเลือกตั้งออกมาไม่ได้รับเลือกตั้งเลย คณะผู้บริหารพรรคการเมืองใหม่นำโดย นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค นายสำราญ รอดเพชร โฆษกกมม. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผ.อ.ศูนย์เลือกตั้งสก.และสข. ร่วมกันแถลงข่าวหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายสำราญ กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนชาวกทม.ที่ออกมาใช้สิทธิแม้จะไม่มากพอที่จะทำให้ผู้สมัครของ พรรคได้รับเลือกตั้ง แต่ทุกคะแนนเสียงจะเป็นพลังใจให้พรรคและผู้สมัครที่จะทำงานการเมืองรับใช้ ประชาชนต่อไป ขอชื่อชมจิตใจเสียสละของผู้สมัครทุกคน แต่พรรคการเมืองใหม่ลงสมัครครั้งแรกยังไม่มีผลงานที่เพียงพอ และไม่มีคะแนนเสียงจัดตั้งรวมทั้งผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา ถ้ามีผู้ใช้สิทธิ 60 - 70 เปอร์เซนต์ พรรคจะมีโอกาสมากกว่านี้

อย่าง ไรก็ตามขอตั้งข้อสังเกต 3 ประการ ดังนี้ 1 .ประชาชนใช้สิทธิน้อยเกินคาดน้อยกว่าครั้งที่แล้ว พลังเงียบไม่ออกมาใช้สิทธิ 2 .กมม.ลงครั้งแรกไม่มีผลงาน คะแนนที่ได้รับจึงเป็นคะแนนบริสุทธิ์ และ 3 .พรรคเผชิญกับรูปแบบการหาเสียงแบบเก่าที่มีการใช้เงินและการสร้างวาทกรรมการ เมืองแบบเก่า อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้า แต่กมม.มีความภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่าเราไม่ซื้อเสียง และได้ประกาศนโยบายหลายๆด้าน หลังจากนี้พรรคจะนำประสบการณ์ครั้งนี้พรรคจะนำบทเรียนเพื่อเฟ้นหาผู้สมัครลง รับเลือกตั้งทั่วไปหากมีการยุบสภา และเลือกผู้ว่าฯกทม.ในอีก 2 ปีข้างหน้า

นาย พิเชฐ พัฒนโชติ ผ.อ.ศูนย์เลือกตั้ง กล่าวว่า แม้ว่าผู้สมัครของพรรคจะไม่ได้รับเลือกตั้งแต่ทุกคนยืนยันว่าจะต่อสู้ทางการ เมืองต่อไป การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การเมืองที่เป็นจริงมากขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่ากมม.ไม่ได้เป็นตัวตัดคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกันนี้ขอตั้งข้อสังเกตไปยังกกต.ว่าการจัดเลือกตั้งวันอาทิตย์ทำให้ ประชาชนในเขตเมืองเช่น สัมพันธวงศ์ ที่ไปซื้อบ้านอยู่ชานเมืองไม่มาลงคะแนน

Sunday, August 29, 2010

'Licence to kill' พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือ ใบอนุญาตฆ่า

ที่มา Voice TV



หลังสื่อมวลชนตกเป็นเหยื่อช่วงเหตุความไม่สงบทางการเมือง ทำให้หลายองค์กรสื่อตามหาความจริงและออกแถลงการณ์เรียกร้องหยุดคุกคามสื่อ

เสื้อแดงกำหนดยุทธศาสตร์เคลื่อนไหว เน้นผลกระทบสูง

ที่มา Voice TV



คนเสื้อแดงกำหนดยุทธศาสตร์เคลื่อนไหว เน้นผลกระทบสูง พร้อมเตรียมจัดกิจกรรม '4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์'

"เนวิน"เตรียมทุ่มงบฯ ให้ ส.ส.งูเห่าเพื่อไทยเต็มที่ "กรุง"อ้างซบ ภท.หาเงินช่วยชาวบ้าน พร้อมถูกด่าขายตัว

ที่มา มติชน

"มาร์ค"ปัดพูด"กลัวไม่มีเลือกตั้ง"


เมื่อ เวลา 07.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวว่าเหตุที่ไม่ยอมยุบสภาเนื่องจากกลัวว่าจะไม่มีการเลือก ตั้ง ว่า ตนบอกเสมอว่าการจะเอาคำพูดอะไรมานั้นต้องทราบด้วยว่าคุยกันเรื่องอะไร ตนได้บอกว่าการเลือกตั้งนั้นจะมีเงื่อนไขสำคัญคือบ้านเมืองต้องสงบ เพราะถ้ายุบสภาแล้วไปเลือกตั้ง แต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขัดแย้งบานปลาย ขึ้นมาก็มีความเสี่ยงว่าเดี๋ยวไม่ได้เลือกตั้ง เพราะเห็นกันทั่วโลกว่าการเลือกตั้งนั้นแทนที่จะเป็นกระบวนการประชาธิปไตย กลับกลายเป็นการยกพวกตีกัน มีการใช้ความรุนแรง เหตุการณ์ก็ลุกลามบานปลาย จนในที่สุดมีความเสี่ยงต่อการที่จะล้มเหลวในเรื่องของการเลือกตั้ง


"เพราะ ฉะนั้นถึงได้ย้ำตลอดเวลาว่าถ้าเป็นความปรารถนาที่จะให้มีการ เลือกตั้งเร็ว อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกัน ทำบ้านเมืองให้สงบ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมดก็ให้อยู่ภายใต้กฎหมายแล้วก็อยู่ในกติกา ของการไม่ใช้ความรุนแรงและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานทางการเมืองได้ อย่างเต็มที่" นายอภิสิทธิ์กล่าว


"กรุง"อ้างซบ ภท.หางบช่วยชาวบ้าน


นาย นที สุทินเผือก (กรุง ศิวิไล) ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย(พท.) สมาชิกคนล่าสุดของกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงสาเหตุการตัดสินใจประกาศทิ้งพรรค พท.เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ว่า ตนได้พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน และบุคคลใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน มาระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนชักชวนให้ตนไปร่วมงานการเมืองกับพรรค ภท. แต่ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ จนเมื่อมาถึงช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ตนมาพิจารณาดูว่าการอยู่พรรค พท.ต่อไปแล้วประชาชนในพื้นที่ของตนจะได้อะไร เพราะวันนี้ในพื้นที่จ.สมุทรปราการ โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งของตน 3 อำเภอ ยังมีปัญหามากมายที่รอการแก้ไข และหลายหมู่บ้านยังไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา


"เราต้องยอมรับว่า เป็นฝ่ายค้านวันนี้แล้วได้อะไร ผมเห็นส.ส.เพื่อไทย แต่ละคนแต่งตัวโก้ไปโก้มาแล้วประชาชนในพื้นที่ได้อะไร การผลักดันงบประมาณมันยากแสนยากแล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมต้องทำเพื่อประชาชนในพื้นที่ผม สมุทรปราการมี ส.ส.มาแล้ว 50 กว่าสมัย แต่ทำไมปัญหาแค่นี้แก้ไขกันไม่ได้ ผมเป็น ส.ส.สมัยแรก ผมต้องทำผลงาน ต้องมีงบประมาณมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ใครจะด่าว่าผมอย่างไรก็ได้ จะว่าผมว่าเป็นงูเห่า เป็นงูจงอาง เป็นงูอนาคอนด้า อะไรก็ได้ผมไม่ตอบโต้ จะหาว่าผมขายตัวก็ได้ แต่ผมขายตัวเพราะผมอยากมีผลงาน อยากให้ชาวบ้านมีน้ำประปามีไฟฟ้าใช้" นายนทีกล่าว


เผย"เนวิน"พร้อมจัดงบฯให้เต็มที่


นายนที กล่าวว่า การคุยระหว่างตนกับนายเนวิน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรคภูมิใจไทย มันคุยง่าย คุยกันสั้น


"คุณ เนวิน กับคุณอนุทิน บอกเลยว่าถ้าพี่ตัดสินใจมาอยู่กับเรา งบฯทุกงบฯ พี่บอกมาเลย ถ้าผมช่วยได้ผมช่วยเต็มที่ พี่ลองมาร่วมงานกับผมดูก่อน ผมก็เลยตัดสินใจมา" นายนทีกล่าว


นายนที กล่าวว่า ตนอยู่พรรคการเมืองไหนก็เคารพมติพรรคการเมืองนั้นทุกประการ ดังนั้นเมื่อออกมาจากพรรค พท.ไม่อยากไปวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองเก่า ในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตนก็โหวตไม่สนับสนุนร่างตามมติพรรค พท.แต่วันนี้ไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนแล้วจะให้ทำอย่างไร ต้องแก้ปัญหา วันนี้ชาวบ้านอาจจะยังสับสนและไม่เข้าใจก็ต้องต่อสู้กับกระแสความไม่พอใจของ ชาวบ้านไปอีกระยะหนึ่ง แต่เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าชาวบ้านจะเฉยๆ เพราะเข้าใจในสิ่งที่ตนตัดสินใจ และชาวบ้านจะหันมาเลือกที่ตัวบุคคลมากกว่ากระแสพรรค


2ส.ส.ปากน้ำร่วมประชุมภท.31ส.ค.


นาย จิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรค พท.กล่าวว่า ในการประชุมพรรค ภท.วันที่ 31 สิงหาคม ตนและนายนที จะไปเข้าร่วมประชุมที่พรรค ภท. การที่ส.ส.จะย้ายพรรคเป็นสิทธิ การที่ประกาศตัวเช่นนี้เป็นความชัดเจนว่าตนไม่ใช่อีแอบรับเงิน 2 ทาง ที่ผ่านมาทำงานให้พรรค พท.เต็มที่ ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็ทำทุกอย่าง แต่วันนี้เมื่ออยู่แล้วอึดอัดเพราะคนเป็นผู้แทนแต่ทำงานให้ประชาชนไม่ได้ จึงตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรค ภท.


"บอกตรงๆ ว่าอยู่พรรคนี้ลำบาก ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพรรคเพื่อไทยสู้กับใคร สู้อย่างไรไม่มีวันชนะ ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ครั้งที่แล้วผมได้ใบเหลืองก็เพราะเรื่องนี้ ผมบอกเลยว่าหาเสียงง่ายกว่าแก้คดี การที่ส.ส.คนหนึ่งอยู่บนความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ทั้งที่เขาเลือกเรามาทำงาน ไม่ใช่มาสร้างความขัดแย้งทางสี" นายจิรพันธ์กล่าว


มั่นใจคุยคนเสื้อแดงปากน้ำเข้าใจ


นาย จิรพันธ์ กล่าวว่า ที่พรรค พท.อ้างว่ามีการซื้อตัวส.ส.ย้ายพรรคหลายสิบล้านบาทนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีพรรคไหนจะให้เงินจำนวนมากขนาดนี้ แต่ยอมรับว่าปัจจัยหนึ่งมาจากงบประมาณในพื้นที่ เช่น งบขุดคลอง สร้างถนน สร้างอาคารเรียน ถ้าอยู่พรรค พท. การของบประมาณค่อนข้างยาก แต่ถ้าย้ายไปพรรค ภท. การของบประมาณอาจจะได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้คนในพื้นที่เป็นผู้ได้ประโยชน์


ผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณดังกล่าวเป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐธรรมนูญห้าม ส.ส.เข้าไปแทรกแซงตาม มาตรา 266 นายจิรพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แค่นำเสนอ หลังการเขียนห้ามเอาไว้แต่ก็ยังพอพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่ในเรื่องของงบประมาณ ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีส.ส.พรรค พท.คนอื่นย้ายพรรคตามมาอีก


เมื่อ ถามว่า แสดงว่าปัญหาการกระจุกตัวของงบประมาณในพื้นที่ของส.ส.รัฐบาลมีผลต่อการ ตัดสินใจย้ายพรรค นายจิรพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คุยกันยาก สมมุติว่า โรงเรียนหลังหนึ่งมีคน 100 คนกับอีกแห่งหนึ่งมี 1,000 คนการจะสร้างอาคารให้เท่ากันเป็นไปไม่ได้ ใครคนเยอะกว่าต้องได้หลังใหญ่กว่าจะเอา 76 จังหวัดมาหารเท่ากันก็คงไม่ได้ มั่นใจว่าจะอธิบายเหตุผลการย้ายพรรคครั้งนี้ให้กับคนเสื้อแดงใน จ.สมุทรปราการเข้าใจได้


ภท.ขย่มยังมีส.ส.พท.แห่ซบอีก


ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรค ภท. กล่าวว่า พรรค ภท.จะพิจารณา ส.ส.ที่แจ้งความจำนงจะร่วมกิจกรรมกับพรรคจากความเข้าใจในความเป็นพรรคภูมิใจ ไทย ไม่ใช่ว่าใครต้องการจะมาอยู่แล้วจะรับทั้งหมด หรือมาแล้วมีเงื่อนไข กรณี 2 ส.ส.สมุทรปราการ พรรค พท. ที่ประกาศตัวมาร่วมงานการเมืองกับพรรค ภท.พิจารณาจากความต้องการที่จะทำงานให้กับประชาชน เมื่อมาอยู่พรรค ภท.แล้วสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้ เราก็พร้อมที่จะให้โอกาส


"ความจริง ส.ส.ที่ต้องการจะเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย มีมากกว่านี้ แต่บอกเป็นตัวเลขที่ชัดเจนเลยคงไม่ได้ ขณะนี้เขาเหล่านั้นยังติดเงื่อนไขบางประการ ในเรื่องของความพร้อมที่ทำให้ยังไม่สามารถเปิดตัวได้ โดยบางคนติดเรื่องการทำความเข้าใจกับทีมงานในพื้นที่ หรือบางคนติดเรื่องการรอจังหวะที่จะแจ้งกับพรรคต้นสังกัดเดิมอย่างเป็นทาง การเท่านั้น" นายศุภชัย กล่าว

ศึกในยังร้อน ศึกนอกก็แรง

ที่มา ข่าวสด



การ ที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ 2554 วงเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเสียง 253 ต่อ 178 เสียง งดออกเสียง 14 ไม่ลงคะแนน 21

เป็นตัวเลขที่แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังยอมรับว่าฉลุยเกินคาด

เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดความหวาดระแวงกันเองภายในรัฐบาล ว่าบางพรรคร่วมอาจฉวยโอกาสดัดหลังพรรคแกนนำ เพื่อแก้แค้นที่โดน"ทุบหม้อข้าว"โครงการเช่ารถเมล์

แต่ตัวเลขเสียงโหวตที่ออกมาก็เป็นเครื่องหมายยืนยันว่ารัฐบาลยังเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น

ความเพลิดเพลินในการจับจ่ายงบประมาณอาจช่วยให้ปัญหาขัดแย้งภายในรัฐบาลสงบลงชั่วคราว

จากนี้ไปถือเป็นภาระหน้าที่ของประชาชนในสังคมต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะนำงบ ประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใสทุกบาททุก สตางค์

ตามที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสภาจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตามถึงพ.ร.บ.งบประมาณฯ จะผ่านสภาผู้แทนฯ ด้วยเสียงท่วมท้น

แต่การจะบอกว่าด้วยเสียงโหวตขนาดนี้อยู่ไปอีก 5 ปีก็ยังได้อย่างที่ประธานสภาชัย ชิดชอบ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนนั้น อาจเป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไป

ก่อนสภาจะอภิปรายหลายคนคาดการณ์อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรร่างงบประมาณฉบับนี้ก็ ต้องผ่าน เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนักการเมือง ส่วนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นแค่เหตุผลบังหน้าเท่านั้น

การที่ร่างงบประมาณผ่านสภาจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

อย่าว่าแต่ยังมีอีกหลายปัจจัยทั้งเก่าและใหม่ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลไม่น้อยกว่าเรื่องของงบประมาณ เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น การโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ เป็นต้น

โดยเฉพาะผลพวงจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. ที่มีคนตายถึง 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน

ที่นับวันยิ่งส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสายตาของคนไทยและคนต่างประเทศที่มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์



หลังเหตุการณ์ผ่านไป 3 เดือน

ความจริงเกี่ยวกับเดือนพ.ค.53 เริ่มไหลทะลักเหมือนเขื่อนแตก ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสกัดกั้นความจริงเหล่านั้นไว้ได้หมด

นอกจากนี้ความพยายามปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จ จริง รวมถึงการโยนความผิดไปให้ฝ่ายตรงข้าม ยังนำไปสู่ความผิดพลาดซ้ำสอง

ตัวอย่างความผิดพลาดที่ชัดเจนคือกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เร่งชงสำนวนถึงอัยการสั่งฟ้องแกนนำคนเสื้อแดง 25 คนในข้อหาก่อการร้ายและเป็นต้นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.จำนวนมาก

แต่จากนั้นไม่กี่วันก็เป็นดีเอสไอเช่นกัน ที่แถลงยอมรับยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้ง 91 ศพใครเป็นคนฆ่า

ความมั่วซั่วอันเนื่องมาจากการมุ่งรับใช้ฝ่ายการเมืองเกินไป กลายเป็นช่องให้แกนนำเสื้อแดงเตรียมหยิบยกมาเป็นประเด็นเล่นงานกลับดีเอสไอ ข้อหาฟ้องเท็จ

อย่างไรก็ตามความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังเดือนพ.ค. เริ่มมีสัญญาณบางอย่างบ่งชี้ว่าไม่ใช่เรื่องที่จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะรัฐบาล กับคนเสื้อแดงเท่านั้น

แต่เริ่มขยายวงออกไปนอกประเทศอีกด้วย

เนื่องจากในจำนวนเหยื่อ 91 ศพ มีนักข่าวต่างประเทศรวมอยู่ 2 ศพ คือ ฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพสื่อชาวอิตาลี และ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น

ความล่าช้าในการคลี่คลายสาเหตุการตาย ทำให้ญาตินักข่าวอิตาลีคับข้องใจถึงขนาดต้องบินมาสอบถามรัฐบาลไทยด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไปเพราะไม่มีอะไรคืบหน้า

ขณะเดียวกันภาพรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นบินมาวางดอกไม้ และยืนไว้อาลัยบนฟุตปาธสี่แยกคอกวัว จุดที่ช่างภาพชาวญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษาฯ

นอกจากเป็นการสร้างแรงกดดันทางอ้อมถึงรัฐบาลไทยแล้ว

ยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับชีวิตพลเมืองของตนเองแตกต่างจากรัฐบาลไทยอย่างไร



อีกตัวอย่างชัดๆ ของการเล่นเกมไล่ล่าทางการเมืองของรัฐบาล จนส่งผลลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านก็คือกรณีของกัมพูชา

ที่กว่าจะเคลียร์ได้ก็เกือบต้องฆ่ากันตาย

ล่าสุดยังเกิดกรณีของวิกเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซียซึ่งถูกจับกุมในไทย และจะส่งตัวให้ทางสหรัฐ

และมีข่าวลือการแอบไปตกลงผลประโยชน์กันแบบลับๆ ระหว่างรัฐบาลไทยกับมหาอำนาจสหรัฐ ซึ่งทำให้มหาอำนาจขั้วตรงข้ามคือรัสเซียไม่พอใจ

และที่เป็นเรื่องร้อนแทรกซ้อนขึ้นมาคือกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ลุกขึ้นแฉกลางสภาว่านายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกฯ แอบไปเยี่ยมวิกเตอร์ บูท ถึงในคุก

เพื่อเจรจาต่อรองให้ความช่วยเหลือแลกกับการปรักปรำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการขนอาวุธสงครามข้ามชาติ ซึ่งทางการไทยจับกุมได้ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อปลายปี 2552

ซึ่งนายศิริโชค กึ่งยอมรับกึ่งปฏิเสธว่าเคยเข้าไปเยี่ยมวิกเตอร์ บูท จริงเมื่อเดือนเม.ย.เพื่อสอบถามข้อมูลบางอย่าง แต่ไม่เกี่ยวกับการต่อรองเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ

ระหว่างนายจตุพรกับนายศิริโชค อาจต้องใช้เวลาอีกระยะที่จะพิสูจน์ว่าใครพูดจริง ใครโกหก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนถึงการใช้อำนาจอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนล้อมรอบตัวนายกฯ

ซึ่งนั่นหมายความว่าตัวนายกฯ เองไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ด้วยเช่นกัน หากว่าพฤติกรรมของคนใกล้ชิดเป็นการชักศึกเข้าบ้าน

ที่ไม่เพียงทำให้รัฐบาลต้องเสียหาย แต่ประเทศไทยยังได้รับความเสียหายไปด้วย

เปิดเวทีถกก้าวต่อไปของเสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด


ล้อศอฉ. - นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ
แต่งนักโทษตีตรวนอยู่ในห้องขังจำลอง ระหว่างร่วมงานเสวนาของคนเสื้อแดง
ที่สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ ริมคลองประปา ย่านประชาชื่น เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สมาคมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ ย่านประชาชื่น
ในงานเสวนาวิชาการ "แนวทางปฏิรูปประชาธิปไตย ก้าวต่อไปของคนเสื้อแดง"
จัดโดยกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย ซึ่งมี

นายจุตพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ และ
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ซึ่งสวมชุดนักโทษเข้าร่วมการเสวนา

นายสมยศกล่าวว่า การปฏิรูปที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเป็นการคิดฝ่ายเดียว
ในขณะที่จำกัดการแสดงออกด้วยความสันติ เช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้ง
อย่างการห้ามนำผ้าดำไปผูกบริเวณสี่แยกราชประสงค์ รวมถึงเหตุการณ์ช่วงเดือนพฤษภา
ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก การอ้างแนว ทางปรองดอง
จึงเป็นเพียงลูกไม้ตื้นๆ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงคงไม่สามารถให้ความร่วมมือได้
โดยจะมีจัดเวทีคู่ขนานไปกับเวทีปฏิรูปประเทศไทย ของนายอานันท์ ปันยารชุน
รวมทั้งจะมีการระดมทุน เพื่อรวมเป็น สมัชชา 19 พ.ค.
เพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง และพูดคุยถึงอนาคตของประเทศไทยต่อไป


นายวรวุฒิ กล่าวว่า
การปฏิรูปประเทศ สังคมจะต้องมีความยุติธรรมก่อน เมื่อมีคนตาย จะมาบอกว่า
ต้องปรองดองคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ก็ยังใช้วิธีที่ทำให้คนเสื้อแดงถูกแบ่งแยก ถูกใส่ร้ายทุกวิธี
ซึ่งควรจะยุบสภาและคืนอำนาจให้ประชาชน

ลายจุดเย้ยมาร์คใช้วาทกรรมล้างผิด

นายสมบัติ กล่าวว่าเหตุการณ์ปะทะของประชาชน
และฝ่ายปกครองเป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของประชาชนยุคใหม่และผู้ปกครองยุคเก่า
ที่มักใช้อำนาจ สร้างให้เกิดความกลัวแก่ประชาชน เช่น
การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากประชาชนแสดงให้เห็นว่ากลัวก็จะใช้ความกลัวนั้นปกครอง
และทำให้ประชาชนไม่มีพื้นที่ในการแสดง ออกทางการเมือง แสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพ เช่น
หลังเหตุการณ์พฤษภา ที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ต้องเก็บสัญลักษณ์ต่างๆ
เนื่องจากความกลัว เพราะมีกระบวนการต่างๆ ที่ข่มขู่
แต่อยากให้กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันแสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยความสงบ สันติ
ซึ่งสามารถทำได้ เพราะไม่ได้เป็นการสร้างความวุ่นวาย เช่น
การสวมเสื้อแดงวันอาทิตย์ การปั่นจักรยานวันอาทิตย์
ทั้งนี้ ไม่อยากให้คนเสื้อแดงตกหลุมพรางเข้าไปอยู่ในการต่อสู้ทางการทหาร
เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นเหมือนที่ผ่านมา

"อยากให้คนเสื้อแดงต่อสู้อยู่บนพื้นที่ของตัวเอง แต่ต้องสร้างความชอบธรรม
โดยใช้ความสันติ หากจะถูกจับก็ต้องยอมให้จับ เพราะถือเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่งเช่นกัน
ซึ่งในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ตนจะไปผูกผ้าที่ป้ายแยกราชประสงค์อีกครั้ง
ซึ่งจะขอบริจาคผ้าสีแดงจากกลุ่มคนเสื้อแดงให้ได้ 1 แสนชิ้น
และจะร่วมกันจัดกิจกรรมแดงทั่วโลก
เพื่อให้คนเสื้อแดงที่อยู่ในประเทศต่างๆ ได้แสดงออกทางวาทกรรม เช่น
ประเทศอังกฤษก็จะมีการไปนอนหน้าสถานทูตไทย
เพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เช่นเดียวกับ
นายอภิสิทธิ์ที่ใช้วาทกรรมออกทีวีลบความผิดของตัวเอง" นายสมบัติกล่าว

“ซุปเปอร์...จังไร!”

ที่มา vattavan

ผม ชอบรายการโทรทัศน์ทางเคเบิลทีวี ซึ่งผู้อ่านหลายท่านคงติดตามดูเช่นกัน คือรายการ “The Oprah Winfrey Show” ของเจ้าแม่ทอล์คโชว์ของสหรัฐ ที่เพิ่งถูกประกาศว่า ครองอันดับเป็นผู้ทำรายได้มากที่สุด สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการบันเทิง เธอผู้นั้น คือ
“โอปราห์ วินฟรีย์” (Oprah Winfrey)



พิธีกรผู้โด่งดังคนนี้มีผิวสี (แอฟริกัน-อเมริกัน) เป็นผู้มาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ บวกกับการทำงานหนัก เธอได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ความเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดของอเมริกันชน อย่างสูง แถมยังได้รับการโหวตจากนิตยสารไทมส์ ให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลหลายปีติดต่อกัน
ประวัติของผู้หญิงคนนี้ น่าทึ่งจริงๆ!
ใครๆก็ล้วนอยากจะเสนอหน้า ไปออกรายการของโอปราห์ เพราะการไปปรากฏกาย พูดคุยกับพิธีกรคนนี้ แม้จะเพียงไม่กี่นาที เขาหรือเธอคนนั้น ก็จะกลายเป็นที่รู้จักกันทั้งสหรัฐ และทั่วโลกไปทันที

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายการของโอปราห์ได้นำเสนอเรื่องของ พวก Hoarders แปลเป็นไทยว่า ผู้ชอบสะสมสิ่งของ แต่มีความเป็นพิเศษ ที่ต้องเล่าขยายความให้ฟังเพิ่มเติมว่า
Hoarders นั้น เป็นพวกชอบสั่งสมสิ่งของ โดยนำมาเก็บไว้ในบ้านหรือที่อยู่อาศัยของตน จนสถานที่ดังกล่าวรกรุงรังไปหมด
ผมเคยดูทางโทรทัศน์ของญี่ปุ่นนานมาแล้ว เป็นเรื่องของชายสูงอายุชาวแดนปลาดิบคนหนึ่ง ซึ่งเก็บของเอาไว้ในบ้าน จำพวกเสื้อผ้า พัดลมเก่า โทรทัศน์ใช้ไม่ได้แล้ว วีดีโอเกมโบราณฯลฯ จนแทบจะไม่มีที่เดินในตัวบ้าน แถมหน้าบ้านก็รกเรื้อด้วยสิ่งของต่างๆไม่ว่าจะเป็นยางรถเก่า แบตตารี่ กระป๋อง กาลามัง
ถังแตกๆ ฯลฯ จนเต็มไปหมด เป็นบ้านเราก็ต้องเรียกว่าเป็น...
“พวกบ้าสมบัติ!”
เพื่อนบ้านเขาอดรนทนไม่ได้ ก็โทรไปแจ้งรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอเรื่องราวแปลกๆ ซึ่งเขาก็ยกกองมาถ่ายสภาพเดิมของบ้านเอาไว้ ซึ่งเห็นแล้วก็น่าขัน เพราะแกเก็บทั้งของมีค่าและไม่มีค่า กองสุมๆกันไว้ท่วมหูท่วมหัว ทำให้ละแวกบ้านพลอยไม่เจริญหูเจริญตาไปด้วย
ทางรายการโทรทัศน์เขาก็แสนดี ส่งบริษัททำความสะอาดมาเก็บกวาดให้ จัดเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นมาวางให้ใหม่ด้วย ทำให้บ้านดูสดใสเอี่ยมอ่อง จากที่สกปรกรกรุงรัง กลายเป็นบ้านที่น่าอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่า หลังจากวันนั้นแล้ว
แกจะทำรกต่อ อีกหรือเปล่าหนอ!?

ตอนดูรายการชาวญี่ปุ่นทำบ้านรก ทีแรกผมก็คิดว่าอาจเป็นเพราะ นิสัยคนชอบเก็บสะสม จนเป็นนิสัย พอแก่ตัวแล้วก็เสียดายไม่อยากทิ้งข้าวของที่ตัวเคยมี เคยชอบ เลยเก็บสะสมไว้ แต่เมื่อดูรายการของโอปราห์ วินฟรีย์ ก็มีความเข้าใจที่แตกต่างไปจากเดิม



พิธีกรหญิงที่ดังที่สุดในโลก ได้นำครอบครัวที่แม่เป็นผู้มีนิสัยชอบสะสมของ ทั้งๆที่อายุก็ยังไม่มากนัก ประมาณสี่สิบเศษๆ และหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ไม่อาย แถมลูกสาววัยรุ่นสองคนที่มาออกรายการด้วย ก็หน้าตาระดับไปถวายเพลพระได้เลย และดูปกติดี จนนึกไม่ถึงว่า
ผู้เป็นแม่จะกลายเป็นพวกบ้าสะสมข้าวของ ทำให้บ้านรุงรังได้อย่างไรกันนะเนี่ยะ!?
รายการของโอปราห์นั้น นอกเจ้าของรายการจะสัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ชอบสะสมของแล้ว ยังมี ‘จิตแพทย์’ มาคอยตอบคำถามด้วย ทำให้ผู้ชมได้ทราบเพิ่มเติมว่า
การที่ชอบสะสมของ จนบ้านแทบจะกลายเป็นกองขยะ รุงรังแทบไม่มีที่เดินเหินนั้น แท้ที่จริงแล้ว มันเป็น “โรคทางจิต” ชนิดหนึ่ง ที่สามารถบำบัดอาการให้ทุเลาลงได้
ดูไปแล้ว ก็ให้นึกถึงบ้านเมืองของเราจริงๆ!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ในบ้านเมืองของเรานั้น ตอนนี้มีเรื่องราวปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้หน่วยงานต่างๆเก็บกองสุมๆไว้ แบบเดียวกับอาการของพวก Hoarders จนในที่สุดไม่รู้ว่าจะสะสางกันอย่างไร ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อราชการงานของบ้านเมืองเราเป็นอย่างยิ่ง
ขอยกเฉพาะแค่เรื่องราวเกี่ยวกับ “การทุจริตคอรัปชั่น” ให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น กล่าวคือ
หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ ได้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อตอนได้รับโอนงานสอบสวนคดีข้าราชการทุจริต จากกรมตำรวจ มีเรื่องทั้งหมดไม่ถึง 1,000 แยกเป็นเรื่องร้องเรียนประมาณ 600 และเรื่องที่รับเป็นคดี อยู่ระหว่างการสอบสวนประมาณ 300 เรื่อง
พอ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการเต็มตัว เรื่องราวที่ค้างพุ่งพรวดเป็นหมื่นคดีๆ สาเหตุไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตอนที่ตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดแรกนั้น มีการประชุมคณะกรรมการเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กว่าจะพิจารณารับเรื่อง และตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวน ก็จะต้องเข้าคิว ซึ่งเป็นขบวนการที่ยืดยาด ไม่ทันกินทันใช้ ทั้งยังต้องไปอาศัยผู้สอบสวนจากหน่วยงานอื่น มาเป็นอนุกรรมการสอบสวนร่วมด้วย เพราะทักษะของข้าราชการป.ป.ช.ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะจะต้องมีตำรวจนั่นแหละครับ ที่เป็นตัวช่วยหลัก ในการสืบสวนสอบสวน
จึงทำให้การสอบสวนล่าช้ามาก ยังผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานด้อยเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่มีประสิทธิภาพเลยก็ว่าได้ ซึ่งไม่มีชาติไหน ที่เขาสอบสวนคดีทุจริตกันในลักษณะนี้!

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยมีการออกคำสั่ง ให้เลขาธิการ ป.ป.ช.สามารถจะหยิบยกเรื่องไหน มาให้คณะกรรมการพิจารณา
ก่อน-หลังก็ได้ ซึ่งก็ถูกติฉินนินทาว่า
หากเป็นเรื่องของนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่เป็นพรรคพวกเดียวกันกับคนของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีการหยิบยกว่ากล่าวกัน แต่หากฝ่ายตรงข้ามถูกกล่าวหา ก็ฟาดฟันกันอย่างเต็มที่เลย กรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ และนายตำรวจอีกหลายนาย เป็นตัวอย่างที่ดี นั่นคือ
พอนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในตอนนั้นมาร้องทุกข์ ซึ่งเรื่องที่ร้องตามเลขรับก็ต่อท้ายเป็นลำดับที่หมื่นกว่า แต่ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็นำมาสอบสวนก่อน โดยบอกว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องทุจริตคอรัปชั่นด้วยซ้ำไป
แต่ตอนนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็คง ‘ฝ่อ’ ไปบ้างแล้ว เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เพิ่งให้รับคุณพัชรวาทกลับเข้ารับราชการ ซึ่งทำลายความขลังของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงได้อีกครั้ง หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้รับ “โอ๋ สืบหก” กลับเข้ารับราชการ
หักหน้า ป.ป.ช.ได้เป็นคนแรก!

นอกจากนั้นก็ยังมีกรณีนายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งก็มีเรื่องร้องมาหลายปีดีดักเต็มที แต่พอพรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจ และหยิบยกเรื่องนี้มาว่ากล่าวเท่านั้น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ก็ขมีขมันรับลูกทันที โดยหยิบขึ้นมาทำเป็นเรื่องเร่งด่วนเชียว!
ขนาดส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการแล้ว เขาสั่งไม่ฟ้องคุณเสนาะแล้ว ป.ป.ช. ก็กลัวเสียหน้า สู้อุตส่าห์ยอมเสียเงินหลวงไปจ้างสภาทนายความเจ้าเก่า ที่เคยฟ้องคดีให้ ค.ต.ส. เป็นผู้ยื่นฟ้องเองทีเดียว!
คงหมดไปอีกหลายสตางค์ เพราะแค่คดีกล้ายาง กับหวยสองตัวสามตัว ที่ค.ต.ส.จ้างสภาทนายฟ้องเอง เขาลือกันว่าเฉพาะค่าว่าจ้าง ก็หลายสิบล้านเข้าไปแล้ว!!

ไอ้เรื่องการดองคดีของ ป.ป.ช. จนทำให้หน่วยงานนี้กลายเป็นหน่วยที่ไร้ความสามารถ ไม่สามารถต่อกรกับคดีทุจริตที่แผ่เป็นวงกว้างขวางในประเทศได้
ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสักนิดก็พอได้ เช่น
- คดีทุจริตยางพาราของกระทรวงพาณิชย์ ที่สอบสวนลากยาวกันมากว่าสิบปี ทั้งๆที่มีข่าวว่า ทาง ป.ป.ช. เคยมีหนังสือขอตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นนักการเมืองที่อยู่ในสภา ไปยังประธานรัฐสภาแล้วครั้งหนึ่ง นี่ก็จวนขาดอายุความแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบอยู่ ไม่กระดุกกระดิกเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
คงขาดอายุความ ตามไปอีกคดีหนึ่งอย่างแน่นอน!
- คดีอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวไทย ที่สหรัฐเขาลงโทษผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนของเขาไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมืองไทย คณะกรรมการ ป.ป.ช.รู้เรื่องตั้งนานแล้ว แต่ก็โอ้เอ้ศาลาราย ยังไม่เริ่มการสอบสวนเป็นชิ้นเป็นอันกันเลย แต่เมื่อดูรูปเรื่องแล้ว ในฐานะคนประสบการณ์ ผมขอยืนยันเอาไว้ตรงนี้ว่า
หากการสอบสวนยังอยู่กับตำรวจ ทันทีที่ความแตก นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ถูกออกหมายจับ หรือจับตัวมาดำเนินคดีตั้งแต่ปีมะโว้โน่นแล้ว เพราะเหตุออกหมายจับตาม ป.วิอาญา มาตรา 66 มีครบถ้วนแล้ว...หรือใครจะเถียง!
นี่เป็นแค่ ‘น้ำจิ้ม’ เท่านั้นนะ!!

ดังนั้น กระบวนการสอบสวนเอาผิดกับผู้ทุจริตคอรัปชั่น ในวงราชการจึงไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินการ คนทุจริตมันจึงไม่เกรงกลัวกฎหมายของบ้านเมือง
น่าสงสารประเทศไทยมาก!
การดำเนินคดีโดย ป.ป.ช. นั้น นักการเมืองหรือข้าราชการ ระดับสูงที่ถูกดำเนินคดี ก็ไม่ถูกควบคุมตัวระหว่างการดำเนินคดีอีกด้วย คนพวกนี้จึงไม่ต้องไปกังวลเรื่องการประกันตัว หรือหาหลักทรัพย์มาเพื่อประกันตัวเอง จึงมีเวลาเหลือเฟือในการเตรียมคิดหาหนทางว่าจะสู้ หรือหนีไปตั้งหลักแหล่งในประเทศอื่น
ตัวอย่างก็มี ให้เห็นกันอยู่แล้ว!!

ยังครับยังไม่หมดแค่นั้น
- ที่สังคมรับกันไม่ได้เลยคือ เรื่องการทุจริตในธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่นายศักดา ณรงค์ อดีตกรรมการรองกรรมการใหญ่ เป็นผู้ต้องหา คดีเกิดตั้งแต่ระหว่าง 2541-2542 แจ้งความร้องทุกข์ ตั้งแต่ 2542 แต่เพิ่งส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ก่อนคดีขาดอายุความเพียงถึงสองอาทิตย์ ก่อนอัยการจะมีคำสั่งให้ส่งตัวดำเนินคดี แต่ก็ส่งไม่ได้ เพราะเวลากระชั้นชิด และผู้ต้องหาคงรู้แกวหรือไม่ก็อาจรู้กัน เลยเผ่นไปก่อนและขาดอายความไปเรียบร้อยแล้ว...
...ดูมันทำกันซิครับ...ระยำสุดขีดเลยจริงๆ!
ใครรับผิดชอบ อยากดูหน้าหน่อย...จะด่าให้เช็ดเลย!!

นอกจากนี้ ยังมีคดีสำคัญในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. เช่น คดี ป.ร.ส.ที่ความเสียหายสูงถึง 600,000,000,000.00 บาท (หกแสนล้านบาทถ้วน) และคดีทุจริตคลองด่าน ที่มีค่าเสียหายสูงถึง 20,000,000,000.00 ล้าน (สองหมื่นล้านบทถ้วน) ซึ่งมีนักการเมืองและครอบครัว อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีด้วย
คดีดังกล่าวได้ยืดเยื้อมายาวนาน กำลังจะขาดอายุความ (หรือขาดไปแล้ว!?) จึงไม่มีเสียงกระโตกกระตาก ดังมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เลยแม้แต่น้อย!!
หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้คดีข้างต้นได้รับความเสียหาย ด้วยการปล่อยขาดอายุความอย่างนี้ คณะกรรมการทั้งหมด ก็จะต้องรับผิดชอบทั้งทางคดีแพ่งและอาญา และจะต้องเข้าสู่ขบวนการต้องถูกถอดถอนด้วย
ไม่เชื่อก็คอยดูกัน!!!
คดีทุจริตคอรัปชั่น ที่กองสุมกันรกรุงรังอยู่ในสำนักงาน ป.ป.ช. เปรียบเป็นบ้าน ก็มีพวก Hoarders จำนวน 9 คน (ตามจำนวนคณะกรรมการฯ) ที่อาศัยอยู่ในบ้านไร้คุณภาพหลังนั้น
เรื่องความรกรุงรังใน ป.ป.ช.นั้น แก้ไขได้ง่ายๆ แต่จะแก้อย่างไรนั้น
ยังไม่บอกตอนนี้

สำหรับรัฐบาลของพรรคดักดาน ที่บริหารบ้านเมืองในขณะนี้นั้น ก็เป็น Hoarders ตัวสำคัญที่เดียวเพราะสั่งสมเรื่องราวทุจริตคอรัปชั่นเอาไว้ จนกลายเป็นปัญหามากมาย กองสุมกันเป็นภูเขาเลากา โดยเฉพาะเรื่องทุจริตต่างๆ ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ เริ่มต้นตั้งแต่ปลากระป่องเน่า ที่เหม็นไปทั้งประเทศ
ที่น่าเกลียดน่าชังมากก็คือ โครงการไทยเข้มแข็ง (คนเขาเรียกกันขำๆว่า “โครงการแดกได้-แดกดี” บ้างก็เรียกว่า “โครงการไทย แดกไม่เลือก”) เพราะผู้คนเขาเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า นักกินเมืองได้เตรียมการทำมาหาแดก ทันทีที่เริ่มมีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง โดยมีการจัดหน่วยออกไปหาหมู่บ้านที่ต้องการ แล้วเอาสิ่งของที่ไร้คุณภาพ ไปยัดเยียดให้ประชาชน
ที่โด่งดังสนั่นลั่นประเทศ ก็ตู้น้ำหยอดเหรียญ และสินค้าเฮงซวยอย่างอื่นด้วย!
พอสื่อเขาโวยวายกันมากๆ ก็ทำเป็นตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนคนในพรรค แล้วก็ทำทีเป็นปลดนักการเมืองท้องถิ่นสมาชิกพรรคออกไป แล้วให้ไอ้ผู้ที่มีหน้าที่บริหารโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเนียบนายก แถมไอ้คนนี้ยังเป็นน้องรองนายกฯคนหนึ่ง ลาออกไปเท่านั้น โดยไม่ส่งเรื่องการโกงกินให้หน่วยงานที่มีอำนาจเขาสอบสวนตามระเบียบที่ควรจะ ทำ
อย่างนี้เป็นต้น

ตามมาด้วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กับที่ปรึกษายี่ห้อ “ไดแหวก” ต้องจำใจลาออกทั้งคณะ เรื่องหัวคิวที่จ้องงาบกันแบบประเจิดประเจ้อ แต่การเรียกบริษัทที่จะเข้าประมูลเรื่องรถพยาบาล ไปพบกลางโรงแรมใหญ่ ถึงคราวซวยเพราะดันไปมีหลักฐานในกล้องของโรงแรมเข้าไปอีก
ตัวไอ้รัฐมนตวยที่รับผิดชอบต้องมีอันเป็นไป แต่สาไถยทำเป็นสะอึกสะอื้นในวันลาออก นัยว่าเสียดายเหลือเกิน ที่ต้องอดแห้งอดแล้งไปอีกนาน...
สมน้ำหน้ามันจริงๆ!
เรื่องอย่างนี้ ก็ไม่มีการสอบสวนอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว หัวหน้าพรรคดักดาน ก็ทำลืมๆไปเสียนี่ ทิ้งให้เป็นเรื่องทุจริตไม่ได้รับการสะสาง แต่หมักหมมกันยิ่งขึ้นไปอีก!

นอกจากนั้นยังมีเรื่องทุจริตในหมู่ทหาร แต่รัฐบาลไม่กล้าทำอะไร เพราะคนพวกนี้เขาช่วยค้ำรัฐบาลไว้ แตะไม่ได้ เดี๋ยวมีเรื่อง
บ้านเมืองของเราเลยมียุทโธปกรณ์ ราคาแพงลิบลิ่ว (เพราะมีหลายปาก ช่วยกันงาบ!) แต่ใช้การไม่ได้ ต้องทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์ประจานผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้อนุชนคนรุ่นหลังดูกัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ไม้ล้างป่าช้า” หรือ “เรือเหาะ” ที่บางคนเรียก “เรือเหี้ย” แต่ผมว่าเหี้ยมันก็ยังไม่อยากนั่ง เพราะกลัวตกลงมาตายโหงกันพอดี
(แต่บางคนก็เรียก “บอลลูน” ถึงกระนั้นก็กลายเป็น “บรรลัย”ไปเรียบร้อยแล้ว)
ที่เลวร้ายอย่างสุนัขไม่รับประทานด้วย คือการบริหารงานของกระทรวงมหาดไถ เพราะเหม็นเน่าสุดๆ ด้วยมีเรื่องทุจริตกลายซับหลายซ้อน ทุกโครงการมีปัญหา แบบที่เขาเรียกว่า “แดกซับ-แดกซ้อน แดกซ่อนเงื่อน-แดกไม่ให้เพื่อนรู้” ไปเสียหมด
แม้กระทั่งสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ การเลื่อนตำแหน่ง ก็มีข่าวเรียกเงินเรียกทองแพร่สะพัด ถึงขั้นคณะกรรมการคุณธรรมจริยธรรม กพ. สั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอ โดยชี้ขาดว่า
การแต่งตั้งของกระทรวงราชสีห์ขี้เรื้อน ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ขาดคุณธรรม และให้ยกเลิกคำสั่งไปเรียบร้อยแล้ว!

ท่านผู้อ่านที่รัก และเคารพครับ
ที่เขียนให้ท่านอ่านกันในวันนี้ ก็เป็นส่วนเล็กๆเท่านั้น ความมุ่งหมายก็เพียงเพื่อเป็นหลักฐานว่า รัฐบาลโลซกของ “มิสเตอร์
มุกควาย” นั้น เป็น Hoarder ตัวจริง ที่ชอบสั่งสมหมักหมมปัญหา เอาไว้ในรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอรัปชั่น
จนเหม็นโฉ่เหม็นเฉ่า เพราะเน่าไปทั้งหมดแล้ว!
การสั่งสมเรื่องราวทุจริตคอรัปชั่นทั้งหลายแหล่ ด้วยการนำมากองหมักหมมเอาไว้ จนกลายเป็นขยะพิษในรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย (หรือ “มาร์ค ร้อยศพ”) ที่รับผิดชอบในการบริหารประเทศนั้น ได้ทำให้ประชาชนคนในชาติ ถึงกับอัดอั้นตันใจ เพราะทักท้วงอย่างไร รัฐบาลก็ยังทำด้านหูทวนลม
น่าเกลียดน่าชัง...เหลือกำลังลากแล้ว!

อนึ่ง ก่อนที่จะส่งคอลัมน์ขึ้นเว็บไซด์ ผมได้ให้ต้นฉบับนี้กับรุ่นพี่ที่เคารพ ซึ่งท่านทำหน้าที่ตรวจทาน และวิพากษ์วิจารณ์และกรุณาให้คำแนะนำก่อนแทบทุกครั้ง และเมื่อท่านได้อ่านเรื่องราว อันไม่เป็นมงคลอย่างนี้แล้ว ถึงกับอุทานลั่นว่า

“ซุปเปอร์จังไร จริงๆโว้ยยยยยยยยย!”

***************

(บทความตอน “ซุปเปอร์...จังไร!” ออนไลน์ เสาร์ ที่ 28 ส.ค. 2553)