WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 30, 2010

ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)

ที่มา มติชน




ใครอนุญาตให้ฆ่า Fabio Polenghi ?


ความตายของ"ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ" รัฐบาลไทยไม่มีคำตอบ !!!

โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ

เหตุการณ์ การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง 91 ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย 2 คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง 10 ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงปี ค.ศ. 90

ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณ ชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน(investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม ดังต่อไปนี้

1. การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi

2. การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ

3. กรณีการบาดเจ็บของ นาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24

4. กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท

5. กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3

6. การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times ในขณะเกิดเหตุ

7. กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ

8. กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส

9. คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ

10. กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บสาหัส

องค์กร ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บและเสีย ชีวิตนั้น เป็นผลมาจากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัย ที่พอเพียงรวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ พลเมืองของทหารที่ ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารได้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพกติกาของการปฏิบัติ( Rules of Engagement ) แต่อย่างใด

ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหาร ได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 16 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุนจริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้ รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด

ประเด็น สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์ สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย ในกรณีนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมาย รวมทั้งประชาไทด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็นอย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการ ทำงาน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง 10 ราย ที่สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่ ทหาร หน่วยกำลังพิเศษ และทหารรับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวล ชนในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นใน ช่วงวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ

ผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียกร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำ งานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ

จะ เห็น ได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริงที่เราทุก คนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill) แต่อย่างใด

แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิด ขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี 6 ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การ นิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ(หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า)แต่อย่างใด

( จาก เว๊บไซต์ www.pub-law.net )

ที่สุด ศิริโชค โสภา พบสนทนา วิกเตอร์ บูท ใน "ฐานะ" อะไร

ที่มา ข่าวสด



เป็นอันว่า การพบกันระหว่าง นายศิริโชค โสภา กับ นายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาในคดีค้าอาวุธชาวรัสเซียเป็นเรื่องจริง

ไม่เพียงแต่ นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมายอมรับ

ไม่เพียงแต่ นายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาในคดีค้าอาวุธชาวรัสเซีย ซึ่งถูกจำขัง ณ คุกบางขวาง ได้ออกมายอมรับ

หาก นายศิริโชค โสภา ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ขณะ เดียวกัน แม้ว่าจะมิได้มีการบันทึกโดยเทป แต่บันทึกของ นายวิกเตอร์ บูท ซึ่งนำมาเปิดเผยโดยภรรยาของเขา ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย ก็เป็นที่เอิกเกริกอย่างยิ่งว่าเป็นการสนทนากันด้วยเรื่องอันใด

เนื้อหาเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแน่นอน เนื้อหาสัมพันธ์และพยายามโยงเข้าสู่สถานการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน อย่างแน่นอน

เรื่องนี้ นายศิริโชค โสภา ก็มิได้ปฏิเสธ



คำถามอันเป็นความต่อเนื่องจากการพบกันระหว่าง นายศิริโชค โสภา กับ นายวิกเตอร์ บูท ก็คือเป็นการพบกันในสถานะใด

จุดต่างอย่างสำคัญอยู่ที่รายละเอียดใน "บันทึก" ของ นายวิกเตอร์ บูท

บันทึกเป็นภาษารัสเซียของ นายวิกเตอร์ บูท เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยออกมาแล้วได้ความว่า

นายศิริโชค โสภา ไปในฐานะ "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี และส.ส.

แม้ จะได้รับการปฏิเสธอย่างฉับพลันทันใดจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายศิริโชค โสภา ว่าไม่ได้ไปในฐานะ "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี หากแต่ไปในฐานะส.ส.เพื่อหาข้อมูลประกอบการทำงาน

ที่น่าสนใจก็คือ นายศิริโชค โสภา ไปในวันที่ 15 เมษายน อันอยู่ในห้วงของการหยุดราชการยาว

การไปยังเรือนจำบางขวางของ นายศิริโชค โสภา จึงเกิดขึ้นในวันหยุดราชการ



ถามว่าหาก นายศิริโชค โสภา เป็น ส.ส.เพียงอย่างเดียวจะมีพลานุภาพอย่างเพียงพอในการเข้าพบและสนทนากับ นายวิกเตอร์ บูท ได้หรือ

ปัจจัยอันเป็นตัวช่วย 1 น่าจะเป็นเพราะเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

ปัจจัยอันเป็นตัวช่วย 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากเพราะทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีจนได้รับสมญาว่าเป็น "วอลเปเปอร์"

ตรงนี้เองที่น่าจะเป็นที่มาของความเชื่อว่า "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี กระทั่งปรากฏอยู่ในบันทึกของ นายวิกเตอร์ บูท

เพราะเป็นการพบในวันหยุดราชการ

เพราะเป็นการพบในลักษณะที่เปิดห้องพิเศษและเชิญตัว นายวิกเตอร์ บูท เข้ามา โดยกรมราชทัณฑ์อำนวยความสะดวกให้อย่างเป็นการอภิสิทธิ์

กระบวนการติดต่อก็มิใช่โดยการทำหนังสือราชการตามปกติ หากแต่เป็นการยกหูแจ้งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์จัดการให้

หากไม่อยู่ในฐานะทำให้เชื่อได้ว่าเป็น "ผู้ช่วย" นายกรัฐมนตรี การนี้คงมิอาจบังเกิดขึ้นได้



เรื่องซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องซึ่งอิงอยู่กับพยานหลักฐาน อิงอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักราชการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจใช้โวหารช่วยได้ ประดา "โฆษก" ทั้งหลายอาจแถลงโดยใช้สำนวนภาษาเบี่ยงเบนประเด็นได้

แต่ก็มิอาจนำเอา "โวหาร" ในแบบนักโต้วาทีมากลบเกลื่อนความเป็นจริงไปได้

ระเบิดกับเนวิน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย โดนมือระเบิดตามล่ามาแล้วถึง 3 ครั้ง

มีลักษณะแค่ข่มขู่คุกคาม มากกว่าจะมุ่งเอาชีวิตถึงตาย

จากกรณี "ระเบิดรถเข็นเงาะ" ที่ทีมมือระเบิดรีโมตจากพัทยาไปทำพลาดที่หน้าพรรคภูมิใจไทย

กลายเป็นตัวมือระเบิดเองบาดเจ็บสาหัส ส่วนเพื่อนร่วมแก๊งพลอยซวยไปด้วย โดนจับอีกโขยงใหญ่

จากนั้น เป็นระเบิดพันด้วยหนังยางชุบน้ำมัน ดอดมาวางหน้าห้างคิงเพาเวอร์ ซึ่งถือเป็น "รัง" ของนายเนวินในกทม.

มีคนบาดเจ็บเช่นกัน เป็นซาเล้งที่เอาถุงระเบิดมาแกะดู แล้วหนังยางที่เปื่อยได้ที่ ขาดจากกัน

ล่าสุด เป็นการยิงถล่มด้วยเอ็ม 79 อาวุธยอดฮิตประจำเมืองหลวงของไทย เป้าก็ยังเป็นห้างคิงเพาเวอร์เช่นเดิม

แล้วก็มีคนรับเคราะห์อีก คราวนี้เป็นรปภ.ห้าง โดนสะเก็ดเอ็ม 79 ฉีกร่างเต็มๆ

ขณะที่นายเนวินเชื่อว่า บางเหตุการณ์น่าจะเป็นการมุ่งสังหาร ไม่ใช่แค่ข่มขู่

แต่ฝ่ายที่ตอบโต้เสียงแข็งมาตลอดก็เป็นพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ นายจตุพร พรหมพันธุ์

ลีลาการพูดของนายจตุพรจับใจความแล้ว จะบอกว่าเป็นระเบิดปาหี่

พูดง่ายๆ พยายามกล่าวหานายเนวิน ว่าสั่งถล่มระเบิดตัวเอง!

โดยเชื่อว่ากัมปนาทเสียงระเบิดทุกตูมในพื้นที่กทม. จะส่งผลโดยอัตโนมัติ

พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะถูกยืดอายุต่อไปเรื่อยๆ

ซึ่งจากเหตุครั้งล่าสุด นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เปรยๆ แล้วว่า สงสัยกทม.คงจะเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ได้ยกเลิกพ.ร.ก.

ยิ่งต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกทม. ผลเสียก็ยิ่งตกกับคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

ว่ากันว่า ผลกระทบหนักๆ ก็เป็นเรื่องการอายัดธุรกรรมต่างๆ มากเสียยิ่งกว่าการห้ามชุมนุม

อย่างไรก็ดี ความเชื่อแบบของนายจตุพรก็มีคนไม่เห็นด้วย อย่างหนึ่งในกรรมการของ นายคณิต ณ นคร

เพราะมองว่าหากรัฐบาลสั่งถล่มระเบิดเมืองหลวงเองเช่นนี้ จะได้ไม่คุ้มเสีย

ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หากมองไปที่ตัวคนคุมรัฐบาลอย่างนายกรัฐมนตรี

ระเบิดแต่ละหน ส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อความเชื่อมั่น เศรษฐกิจการท่องเที่ยว และหลายๆ อย่าง

เสียหน้าอีกต่างหาก

เพียงแต่นายกฯ ไม่เล่นใต้ดิน แล้วคนอื่นๆ ที่แวดล้อมอยู่กับขั้วอำนาจละ?

จุดที่จะช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากเสียงระเบิดได้ เห็นจะเป็นอย่างที่คนรับผิดชอบคดีพูด

พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา บอกว่า ต้องจับคนร้ายให้ได้ก่อน

ถ้าจับไม่ได้ ก็จะอันตรายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ด่านชายแดนพม่ากับความจริง

ที่มา ไทยรัฐ

วัน ก่อนพูดถึงเรื่องความละเอียดอ่อน ปัญหาชายแดนระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลต้องศึกษาให้รอบคอบ รู้เขารู้เราก่อน ไม่ เช่นนั้นจะเสียค่าโง่เอาได้ง่ายๆ และบังเอิญไปพาดพิง คุณอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์เข้า เลยมีหนังสือชี้แจงมาจาก รมช.พาณิชย์ ดังต่อไปนี้

รม ช.พาณิชย์และคณะได้เดินทางไปยังพื้นที่บริเวณชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อตามสถานการณ์ที่ พม่าปิดด่านเมียวดีจากกรณีการก่อสร้างเขื่อนริมตลิ่งแม่น้ำเมยของไทย ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการสัญจรข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศ

การ เดินทางดังกล่าวได้มีการประสานกำหนดนัดประชุมระหว่างฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า โดยมี รมช.ต่างประเทศพม่าเป็นตัวแทนเจรจาฝ่ายพม่า และเบื้องต้นฝ่ายไทยได้ให้มีการยุติการสร้างเขื่อนริมตลิ่งแม่น้ำเมยแล้ว โดยไม่มีการส่งอุปกรณ์เครื่องมือไปทำตลิ่งให้ฝั่งพม่าแต่อย่างใด

การ ร่วมมือระหว่างไทยกับพม่าตามผลการประชุมของ คณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าระหว่างไทยกับพม่า ครั้งที่ 5 ยังได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างเต็มที่ จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ

เอา เป็นว่าประเด็นนี้อาจจะมีข้อมูลหรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การสร้างเขื่อนริมตลิ่งมีทั้งของไทยและของพม่า ซึ่งต้องยอมรับว่าการสร้างเขื่อนริมตลิ่งนั้นจะส่งผลให้เกิดปัญหาเส้นเขต

แดน ที่วัดเอาจากสันปันน้ำเป็นหลัก เข้าใจว่าที่พม่าได้เจรจาด้วยก็คือเรื่องของสันปันน้ำที่อ้างว่าฝ่ายเราได้ เปรียบ จึงทำให้ฝ่ายไทยสั่งให้หยุดการก่อสร้างทันที โดยหวังผลไปที่การให้พม่ายอมเปิดด่าน

แต่จนบัดนี้พม่าก็ยังไม่ยอมเปิดด่านซะที

เพราะ อะไร จึงอยากจะเรียนต่อไปว่า อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ การค้าชายแดนระหว่างไทยกับพม่า ชนกลุ่มน้อยที่ทำงานให้กับรัฐบาลพม่า ได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะพม่าใช้ชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่ากะเหรี่ยงฝ่ายหนึ่งคอยเป็นกันชนไม่ให้ กะเหรี่ยงอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาก่อความรุนแรง พูดง่ายฯใช้กะเหรี่ยงรบกันเอง

ต่อ มาปรากฏว่ารัฐบาลพม่าจะจัดการเลือกตั้งในปลายปีนี้ จึงจำเป็นต้อง จัดระเบียบชนกลุ่มน้อย ใหม่ ประกอบกับการสู้รบตามแนวชายแดนระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยค่อนข้างจะ สงบลง รัฐบาลพม่าจึงขัดขวางการเข้ามาค้าขายตามแนวชายแดนของชนกลุ่มน้อยที่เคยได้ ประโยชน์ดังกล่าว ว่ากันว่า การเดินทางเข้าออกระหว่างไทยกับพม่ามีถึง 18 จุด ปิดจุดนั้นโผล่จุดนี้ ทำให้ รัฐบาลพม่าต้องเข้มงวดมากขึ้น และไม่ยอมเปิดด่านง่ายๆ จึงพอสรุปได้ว่าปัญหาการปิดด่านของพม่าจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนริมตลิ่งโดยตรง แต่เป็นข้ออ้างเท่านั้น

ก็ มีนักการเมืองไปประสานขอวัสดุอุปกรณ์จากเอกชนส่งไปให้พม่าเพื่อจะให้ฝ่าย โน้นสร้างเขื่อนให้เสร็จเร็วๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เปิดด่านซะที แถมยังได้เปรียบเรื่องของสันปันน้ำอีกต่างหาก เรามัวแต่ใสซื่อหวังจะเปิดด่านท่าเดียว เลยเสียอะไรไปบ้างไม่รู้ ก็นึกว่าเล่าสู่กันฟัง เผื่อรัฐบาลจะหูตาสว่างบ้างเท่านั้น.


หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 28/08/53

ที่มา ไทยรัฐ



การ์ตูนเซีย 28/08/53

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:วิพากษ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กรณีรับเป็น“กรรมการปฏิรูปประเทศ”

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: การรับเป็น "กรรมการปฏิรูปประเทศ" ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ไม่มีคุณธรรม

โปรดพิจารณา “เรื่องสมมุติ” ต่อไปนี้:

เพื่อน บ้านครอบครัวหนึ่ง เพิ่งสูญเสียพ่อบ้าน หรือลูกชายหรือลูกสาว จากการถูกฆ่าอย่างน่าอนาถเมื่อไม่กี่วันมานี้ และสมาชิกที่เหลืออยู่ของครอบครัวนั้นยังอยู่ในช่วงเศร้าโศกอย่างหนัก พยายาม “ทำใจ” กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ฯลฯ
ไม่ ว่า ที่ผ่านมา เราจะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านครอบครัวนี้อย่างไร อาจจะไม่ถึงสนิทสนมใกล้ชิด อาจจะมีความ “หมั่นไส้” ไม่ชอบบางคนในครอบครัวนั้น รวมถึงแม้แต่ตัวผู้ตายเอง และไม่ว่าสถานการณ์ของการถูกฆ่านั้น เราจะคิดอย่างไร (สมควรหรือไม่ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ฯลฯ) แต่โดยสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน (basic human decency)[decency คำนี้ ผมขออภัยที่ใช้ทับศัพท์ เพราะนึกคำไทยที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ จะแปลว่า “มารยาท” “ความเหมาะสม” หรือ “ความสุภาพ” แม้อาจจะให้ความหมายที่ใกล้เคียง ก็รู้สึกยังไม่ตรงนัก จะใช้ว่า “ความดีงามในจิตใจ” ก็อาจจะหนักเกินไป จึงขออนุญาตเขียนเช่นนี้โดยตลอดบทความ] เราย่อมพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ครอบครัวนั้นรู้สึกเป็นการ “ซ้ำเติม” ความเศร้าโศกของพวกเขา เช่น เราคงไม่ไปแสดงอาการดีอกดีใจ รื่นเริงบันเทิง ต่อหน้าเขา ไม่ไปพูดคุยโอ้อวดถึงความดีใจของเรา ที่ลูกชายลูกสาวเราเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเพิ่งเรียนจบ ได้งานทำ มีเงินเดือนสูง ฯลฯ ต่อให้เราไม่ถึงกับต้องไปช่วยเหลืองานศพของคนตาย หรือกระทั่งไปพูดจาปลอบประโลม (เพราะไม่สนิทกัน) ฯลฯ
การหลีกเลี่ยงไม่กระทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้านดังกล่าว ไม่จำเป็นว่าเพราะเราเป็นผู้มีการศึกษา หรือมีคุณธรรมสูงส่งอะไรเลย เป็นเพียงการมี decency พื้นๆ ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ในทางตรงข้าม หากเราทำอะไรอย่างที่ว่า (รื่นเริงบันเทิง ดีอกดีใจ ในความสุขความสำเร็จของครอบครัวเราเองในขณะนั้น ต่อหน้าต่อตาเพื่อนบ้านที่กำลังโศกเศร้า ฯลฯ) ก็ต้องจัดว่า เราเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม (cruel) ป่าเถื่อน (babaric) ไม่มีคุณธรรมพื้นๆอย่างยิ่ง
. . . . . . . . . . . .
การ ที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เข้ารับตำแหน่งเป็น “กรรมการปฏิรูปประเทศ” ที่ตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปราบปรามที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บพิการนับพัน (และถูกจับกุมคุมขังอีกกว่าร้อยคน) โดยที่ผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัว คนใกล้ชิด เพื่อน ของคนตาย คนบาดเจ็บพิการ เหล่านั้น ยังรู้สึกกันได้อย่างรุนแรง (ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อ “สังคม” วงกว้างออกไป) เปรียบเสมือนการกระทำในลักษณะ “ซ้ำเติม” เพื่อนบ้าน ที่กล่าวไว้ใน “เรื่องสมมุติ” ข้างต้น นี่เป็นการกระทำที่มาจากจิตใจที่เหี้ยมโหด (creul) ป่าเถื่อน (babaric) ขาดคุณธรรมอย่างถึงที่สุด
ทั้ง นี้ ไม่ว่านิธิจะคิดหรือให้เหตุผลใดๆก็ตาม กับการเข้าร่วมนั้น (ประเภท “เข้าไปเป็นกรรมการเพื่อผลักดันวาระและกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน” ฯลฯ) ไม่ว่าเขาจะมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือตัวกรรมการนั้นเอง (“อ้อมกอดอำมหิต”, “ประชาชนต้องอย่าไว้ใจกรรมการที่ตั้งขึ้นมา” ฯลฯ)
แต่ตัวการกระทำนั้นเอง (การเข้าเป็นกรรมการ) เป็นสิ่งที่อุจาด (indecent) และเหี้ยมโหดป่าเถื่อน (cruel, babaric) ซึ่งคนที่มี decency พื้นๆของความเป็นคน ไม่ทำกัน
ผม เอง โดยส่วนตัว เห็นว่า การตายและสูญเสียอย่างมหาศาลของ “คนเสื้อแดง” เป็นสิ่งซึ่งความจริงสามารถหลีกเลี่ยงได้ เห็นว่า การกระทำหลายอย่างของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งอาจจะรวมทั้งคนที่ตายไปนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ผมเห็น – และผมเชื่อ/หวังว่า ทุกคนที่มี decency ของความเป็นมนุษย์อย่างพื้นๆ คงจะคิดเช่นนี้ด้วย – ว่า ปัญญาชนระดับนำสูงสุดของประเทศอย่างนิธิ(หรือคนอื่นๆ) ไม่สมควรที่จะทำอะไรในลักษณะ “ซ้ำเติม” พวกเขาและญาติมิตรของเขา (หรือ “สังคม” โดยรวม) ด้วยการไปรับตำแหน่งที่รัฐบาล ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการฆ่าพวกเขา ตั้งขึ้นมา ด้วยสาเหตุที่ชัดเจนว่าต้องการทำให้การฆ่าที่ตัวเองมีส่วนรับผิดชอบนั้น เป็นเรื่อง “เบา”ลงไป
ยิ่ง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังคงพูดและเขียนในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนี้เท่าไร ยิ่งทำให้การที่เขาไปร่วมเป็นกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นการกระทำที่ไร้ ความ decency พื้นๆของความเป็นมนุษย์มากขึ้นตามไปด้วยเท่านั้น ปัญญาชน นัก นสพ. จำนวนหนึ่ง ที่อาจจะ “ไม่สบายใจ” กับการที่นิธิไปร่วมเป็นกรรมการ พยายาม “ปลอบใจตัวเอง” หรือให้ “คำอธิบาย” ทำนองนี้ ด้วยการยกเอาการที่นิธิยังคงพูดและเขียนในลักษณะ “ไม่ขึ้นต่อรัฐบาล” หรือกระทั่ง “วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล” มาอ้าง หาได้คิดว่า ความจริง ยิ่งนิธิยังคงเขียนเชิงวิพากษ์รัฐบาลเท่าไร ยิ่งเป็นการประจานความไม่มี decency ของตัวเองมากขึ้นเพียงนั้น ในแง่นี้ บรรดา “ปัญญาชนบริกร” อย่าง อานันท์, อมร, สมบัติ ฯลฯ ที่เขียนเชียร์รัฐบาลนี้อยู่เสมออยู่แล้ว กลับมีลักษณะ “ซื่อตรง” (honesty) ยิ่งกว่านิธิ เพราะอย่างน้อย พวกนี้เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร (เขียนเชียร์รัฐบาล กับไปเป็นกรรมการให้รัฐบาลเป็นอะไรที่ไปด้วยกันได้สนิทอยู่แล้ว) แต่สิ่งที่นิธิทำ กลับเป็นการแสดงความไม่ซื่อตรง (dishonesty) หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ (hypocritical) อย่างขาดความละอายชัดๆ
เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องอาศัยอุดมคติหรือทฤษฎีที่สูงส่งลึกซึ้งอะไรเลย แค่สามัญสำนึกของความ decency ของความเป็นมนุษย์ ที่จะไม่เหี้ยมโหดป่าเถื่อน ทำร้ายซ้ำเติมผู้ที่อยู่ในความทุกข์โศกสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอยู่แล้วเท่านั้น

กวีประชาไท:ภู กระดาษ กับบทกวี"ฝนตกฟ้าฮ้อง"

ที่มา ประชาไท

ท่านท่านชี้หน้าว่า พวกผู้ข่าละถิ่นฐาน
พวกคนอีสาน ชอบขายแรงงานซื้อข้าว
สิเด๋อสิด๋า ว่าเป็นเสี่ยวว่าเป็นลาว
หนังสือบ่หัน โง่เง่าต่างด้าวดงดิน

ปล่อยคนแก่เฒ่า ให้อยู่เฝ้าเลี้ยงหลานหลาน
แล้วละทิ้งบ้าน กระเซซานพลัดลำเนาสิ้น
ไลลืมรากเหง้า แต่ก่อนเก่าบ่เหลือกลิ่น
วิถีชุมชนบ่ถวิล ฟุ้งเฟ้อกันสิ้นรนดิ้นละลา

แล้วสร้างปัญหา ให้ถ้วนหน้าได้ประสบ
สุมเร้าเท่าทบ สูงท่วมกลบขื่อคานฝา
สืบเนื่องกร่อนกัด สารพัดอยู่นานมา
ทุกเรื่องทั้งมวลปัญหา ก็เพราะพวกผู้ข่าทั้งนั้น

ฯลฯ

พวกผู้ข่าค้อมรับ สิ้นเสร็จสรรพทุกความว่า
เพราะอำนาจผูกขาดนานา พวกผู้ข่าล้วนจัดสรร
ทรัพยากรถลุง สนานสนุกอยู่ทุกคืนวัน
บริหารจัดการกันมันส์ ถ้วนประเทศเขตคาเม!

***********

หมายเหตุ: พวกผู้ข่า, ข่า : ชนพื้นเมือง หรือข้า, ข้าน้อย ผู้เป็นบ่าวรับใช้
สิเด๋อสิด๋า : เด๋อๆ ด๋าๆ น่าหัวร่อ
ไลลืม, ลืมไล : หลงลืม หลงเลือนไป

รวมคลิปงาน 2ปี 2มาตรฐาน ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว 26 ส.ค.

ที่มา Thai E-News

คลิปงาน 2 ปี 2 มาตรฐานที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว อภิปรายโดยอาจารย์คณิน บุญสุวรรณและคณะ

งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 1/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 2/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 3/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 4/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 5/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 6/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 7/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 8/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 9/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 10/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 11/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 12/13



งาน 2 ปี 2 มาตรฐาน อิม ลาดพร้าว 26/08/10 13/13

ฟ้ามีตาพายุถล่มกระเจิง เปรมผงะยุติพล่าม'คนดี'

ที่มา Thai E-News


ฟ้ามีตา-มี การเผยแพร่คลิปวิดีโอ “ฟ้ามีตา” ความยาวประมาณ 1 นาที ระบาดทั่วปักษ์ใต้ไม่นาน เมื่อวานนี้เกิดเหตุอาเพศฝนตกถล่มสงขลาทำเต๊นท์พังขณะที่นายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์กำลังให้โอวาทนักเรียน ทำให้นักเรียนวิ่งหนีกันชุลมุน พิธีให้โอวาทต้องยุติลง(ชมคลิป)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 สิงหาคม 2553

พายุถล่มสงขลาทำเต็นท์พัง จน"เปรม"ต้องยุติให้โอวาทนักเรียนดีเด่น

มติชนออนไลน์รายงาน ว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่สวนประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรมฯ อ.เมืองสงขลา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางมอบโล่ให้นักเรียนดีเด่นใน จ.สงขลา และมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ที่บริจาคเงินสมทบมูลนิธิ พล.อ.เปรม มีนักเรียน ประชาชนและข้าราชการให้การต้อนรับประมาณ 1,000 คน

จากนั้น พล.อ.เปรมกล่าวว่า "การดูแลเด็กนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ใครละเว้นถือว่าบกพร่องในหน้าที่ เพราะเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นนายกรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญของชาติบ้านเมือง ได้ในอนาคต นักเรียนที่มูลนิธิฯให้การช่วยเหลือและดูแลมีประมาณ 45,000 กว่าคน เด็กคนแรกที่ผมดูแลขณะนี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และอีกหลายคนที่เติบโตในหน้าที่การงาน การทำความดีนั้นทำไม่ยาก ใครทำก็ทำได้ ไม่ต้องใช่เงินทอง แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการรักษาความดีให้อยู่กับตัวเราจนตาย เมื่อมีคนดีมากๆ ชาติจะเจริญ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง พล.อ.เปรมให้โอวาทนักเรียนได้เกิดพายุพัดแรง ทำให้เต๊นท์ที่พักนักเรียนถูกกระแสลมพัดพัง นักเรียนวิ่งหนีกันชุลมุน ทำให้พิธีให้โอวาทต้องยุติ

ฮือฮาเหตุเกิดหลังจากคลิป"ฟ้ามีตาสะพัดทั่วปักษ์ใต้"ไม่นาน

ก่อน หน้านี้ทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์นำเสนอรายงานข่าวเมื่อวันที่ 19 ส.ค.53 ว่า มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอคลิปความยาวประมาณ 1นาทีเผยภาพ “ฟ้ามีตา” แพร่ระบาด

หลัง จากดูคลิปดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะถูกถ่ายได้ในเวลาช่วงเย็น โดยขณะเกิดเหตุได้มีฟ้าแล่บบนท้องฟ้าก่อนที่ก้อนเมฆจะมีรูปร่างลักษณะคล้าย ใบหน้าคน มีหู มีจมูก อย่างชัดเจน ซึ่งตลอดระยะเวลาของคลิปจะมีเสียงละหมาดดังประกอบอยู่

ขณะที่ชาวบ้าน บางส่วนต่างพากันรู้สึกหวาดกลัว หวั่นจะเกิดอาเพศเหตุร้ายตามมาขึ้น จึงอยากวอนให้ผู้สื่อข่าวช่วยตามหาต้นตอของคลิปดังกล่าวว่ามาจากที่ใด เพื่อช่วยไขข้อสงสัย และลดความกลัวให้กับชาวบ้านด้วย

พรรคพันธมารแจ้งตายสนามสก. 'ใส'ประกาศชัยชนะอีกแล้ว-นักวิชาการไม่ขำไล่กลับไปเป็นแก๊งข้างถนน

ที่มา Thai E-News


ผล เลือกตั้งสก.อย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลา 24.00 น. พรรคประชาธิปัตย์มีผู้ได้รับเลือกตั้ง 44ที่นั่ง ตามมาด้วยเพื่อไทย 15 ที่นั่ง ผู้สมัครอิสระ 1 ที่นั่ง ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ยังไม่มีซักที่นั่ง ทั้งที่หวังแจ้งเกิดเต็มที่ ท่านเลขาพรรคสุริยะใสยิงมุกซ้ำตอนก่อม็อบประกาศชัยชนะหน้าตาเฉย นักวิชาการไล่ส่งให้กลับไปเล่นการเมืองเป็นแก๊งข้างถนนตามเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เดิมพรรคมีสก.อยู่ 15 ที่นั่ง หากคราวนี้ได้เกิน 15 ที่นั่ง ก็ถือเป็นกำไรที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคมากขึ้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 สิงหาคม 2553

นักวิชาการชี้เหตุพรรคพันธมิตรแจ้งตาย

ผล การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)อย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลา 21.30น.ปรากฎว่า พรรคประชาธิปัตย์ชนะนำอยู่ 44 คน ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย 15 คน ผู้สมัครอิสระ 1 คน ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ องค์กรการเมืองของพันธมิตรฯที่คาดหวังจะแจ้งเกิดทางการเมืองเที่ยวนี้ไม่ได้ แม้แต่เพียงเก้าอี้เดียว

ส่วนผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ การ เลือกตั้ง สข.ซึ่งมีทั้งหมด 256 ที่นั่ง ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ทิ้งห่าง โดยได้ที่นั่งมากถึง 210 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้สข.เพียง 39 ที่นั่ง อีก 7 ที่นั่งเป็นของผู้สมัครอิสระ ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้น ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว

เพื่อไทยเผยหากได้15ก็เท่ากับรักษาเก้าสอี้เดิมไว้ได้ หากเกินกว่า15ถือว่ากำไร

นาย วิชาญ มีนชัยนันท์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เดิมพรรคมีเก้าอี้สก.อยู่15ทั่นั่งคาดว่าน่าจะรักษาสัดส่วนไว้ได้ แต่หากได้เกิน15ที่นั่งก็ถือเป็นกำไรที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคมากขึ้น


นัก วิชาการที่ออกโทรทัศน์TNN24 หรือTRUE VISION 07 พากันให้ความเห็นแบบเอาใจช่วยว่า คนไทยคาดหวังให้พันธมิตรสู้ศึกสนามใหญ่ระดับประเทศมากกว่าการลงสนามเล็กหรือ สนามท้องถิ่น เลยพร้อมใจกั้นไม่เลือกพรรคนี้

ขณะที่ดร.พรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอีกรายจากศิลปากรกล่าวว่า พันธมิตรน่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองก็พอ เพราะสนามกทม.มีเจ้าสนามแล้วคือประชาธิปัตย์ที่เบียดชืงกับเพื่อไทย แต่การแพ้เลือกตั้งแล้วจะกลับไปทำหน้าที่กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองเหมือน เดิม จะมีพลังอยู่หรือไม่ก็ควรติดตามต่อไป

"พรรคการเมืองใหม่ล้มเหลว ที่จะสร้างกระแสขึ้นมาให้สำเร็จเหมือนที่พรรคประชากรไทยหรือพรรคพลังธรรมใน อดีต น่าถอยกลับมาทำการเมืองภาคประชาชนเหมือนเดิมดีกว่า"ดร.พรชัยกล่าว ขณะที่นักวิชาการอีกรายกล่าวว่า พันธมิตรอาจต้องปรับตัวไปสู้กับการเมืองระดับชาติแทนที่จะท้อถอย

นัก วิชาการอีกรายกล่าวว่าพรรคการเมืองใหม่ล้มเหลวไม่ได้รับการตอบรับควราปรับ ตัวไปเป็นการเมืองภาคปรเชาชนดีกว่า อย่าคิดว่าเป็นการต่อสู้ข้างถนน ให้คิดว่ามีความสำคัญ

พรรคพันธมิตรหน้าแหกอุตส่าห์ตั้งวงลุ้น8คนแต่กินแห้ว

กอ นหน้านั้นช่วงหัวค่ำ เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิ ตรารายงานหลังปิดหีบว่า วันนี้ (29 ส.ค.) ที่พรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.ว่า จากที่ตนประเมิน คาดว่า น่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งมากกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งประมาณร้อยละ 37 เพราะเขตพื้นที่ชั้นในค่อนข้างคึกคัก แต่ในเขตชั้นนอกค่อนข้างเงียบผิดปกติ โดยถึงขณะนี้ทางพรรคยังมีความมั่นใจในหลายๆ เขต ประมาณ 7-8 เขต อาทิ บึงกุ่ม พระนคร คลองสาน หนองแขม ทุ่งครุ เยาวราช สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม และ บางนา เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากในการลงพื้นที่ที่ผ่านมา แต่ ณ ขณะนี้ยังประเมินลำบาก

ส่วนการที่มีสื่อมวลชนได้ประเมินออกมาน่าจะ มาจากข้อมูลเก่า เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศทางการเมือง มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง มีการเขย่าไปมาหลายต่อหลายเหตุการณ์ คงต้องรอดูการนับคะแนนผ่านไปสักระยะหนึ่ง ถึงจะประเมินได้ชัดเจน ทางพรรคจะมีการประชุมศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรคประมาณ 17.00 น.ซึ่งขณะนี้ผู้สมัครของพรรคยังประจำอยู่ในที่ศูนย์การเลือกตั้งของแต่ละเขต สังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่ เพราะมีการรายงานว่า มีการกระทำส่อไปในทางการทุจริตเลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่ และตนได้ย้ำไปว่า หากมีหลักฐานให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย หรือแจ้งไปทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่หากเป็นเพียงข้อกล่าวหา หรือข้อสันนิษฐานคงไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะการดำเนินใดๆ เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งหลักฐานต้องชัดเจน ถึงนาทีนี้ยังมีความมั่นใจว่า พรรคการเมืองใหม่จะสู้ได้หลายพื้นที่จากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา แม้ 1-2 คืนนี้จะมีข่าวการหอบเงินไปซื้อเสียงกันแบบยกตรอกยกซอย เพราะคนเหล่านี้ทำงานเป็นมืออาชีพ การหาหลักฐานคงเป็นเรื่องยาก ทำให้เรื่องซื้อเสียงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ท่านเลขาใสประกาศชัยชนะเหมือนตอนก่อม็อบเปี๊ยบ

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า แม้ยังไม่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ชัยชนะที่พรรคการเมืองใหม่ได้รับก่อนการเลือกตั้ง ประการแรกคือ การที่เราไม่ทุจริตเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการยุยงส่งเสริมให้ผู้สมัครใช้วิธีการสามานย์ หรือวิชามารต่างๆ เอาชนะคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประการที่สอง คือ การที่เราพยายามชูนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหม่เป็นเพียงพรรคเดียวที่ทำให้การเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.มีความหมายต่อคน กทม.แต่เดิมมีเพียงสองพรรคการเมืองลงแข่งขันกัน รู้ผลคะแนนก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ ว่า พรรคไหนจะได้กี่เขต แต่พอมีพรรคที่สามมา ทำให้บรรดาผู้สมัครต้องทบทวนนโยบาย หรือลงพื้นที่มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นประโยชน์กับประชาชน ชัยชนะที่สาม คือ การที่แต่เดิมผู้สมัครที่เป็นแชมป์เก่าหลายๆ สมัยไม่เคยลงพื้นที่ เลือกตั้งแต่ละครั้งใช้หัวคะแนนหาเสียง แต่เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่มาลงสมัคร เหมือนเป็นการกระตุกหนวดเสือ ทำให้คนเหล่านี้กลัวแพ้ ต้องลงพื้นที่มากขึ้น นั่นหมายความว่า การที่เราส่งผู้สมัครรอบนี้ ทำให้ ส.ก.ทำงานมากขึ้น ขยันเข้าหาชุมชนมากขึ้น ไม่ว่าพรรคไหนได้รับชัยชนะก็จะเป็นประโยชน์กับคน กทม.

ด้าน นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรคและรักษาการโฆษกพรรค กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า พรรคเรามีทุนในการต่อสู้น้อยมาก ส.ก.คนหนึ่งกฎหมายให้ใช้ได้ 7-8 แสนบาท แต่ของเราใช้เพียง 1-2 แสนบาท บางคนใช้เพียง 7-8 หมื่นบาทเท่านั้น จึงไม่ต้องแปลกใช่ว่าป้ายหาเสียงของเราค่อนข้างน้อย เปรียบเทียบกับบางเขตของบางพรรคที่มีการใช้เงินในการซื้อเสียงมากกว่า 4-5 ล้านบาท

อีกทั้งการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.จะไม่ค่อยสะท้อนอารมณ์ของคน กทม.เท่ากับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงภาพการเมืองระดับชาติได้ว่าคนกรุงคิดอย่างไร อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหม่ ได้สร้างตั้งแต่สีสันทางการเมือง หรือสิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ๆ ให้ปรากฏในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครหลายคนไม่มีประสบการณ์อาจจะเสียเปรียบในหลายๆ ด้าน ซึ่งเราจะนำมาเป็นบทเรียนในการต่อสู้ต่อไป และไม่ว่าได้กี่ที่นั่ง พรรคการเมืองใหม่จะเดินหน้าต่อไป ทั้งในสนามประเทศหรือสนาม กทม.โดยเฉพาะในอีก 2 ปีกว่าที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างการสรรหาตัวผู้สมัครที่มีคุณภาพ

"กมม."อ้างคนใช้สิทธิน้อยสาเหตุแพ้ยับ -รู้จักการเมืองของจริงแล้ว

ต่อ มาหลังทราบผลการเลือกตั้งออกมาไม่ได้รับเลือกตั้งเลย คณะผู้บริหารพรรคการเมืองใหม่นำโดย นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค นายสำราญ รอดเพชร โฆษกกมม. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผ.อ.ศูนย์เลือกตั้งสก.และสข. ร่วมกันแถลงข่าวหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายสำราญ กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนชาวกทม.ที่ออกมาใช้สิทธิแม้จะไม่มากพอที่จะทำให้ผู้สมัครของ พรรคได้รับเลือกตั้ง แต่ทุกคะแนนเสียงจะเป็นพลังใจให้พรรคและผู้สมัครที่จะทำงานการเมืองรับใช้ ประชาชนต่อไป ขอชื่อชมจิตใจเสียสละของผู้สมัครทุกคน แต่พรรคการเมืองใหม่ลงสมัครครั้งแรกยังไม่มีผลงานที่เพียงพอ และไม่มีคะแนนเสียงจัดตั้งรวมทั้งผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา ถ้ามีผู้ใช้สิทธิ 60 - 70 เปอร์เซนต์ พรรคจะมีโอกาสมากกว่านี้

อย่าง ไรก็ตามขอตั้งข้อสังเกต 3 ประการ ดังนี้ 1 .ประชาชนใช้สิทธิน้อยเกินคาดน้อยกว่าครั้งที่แล้ว พลังเงียบไม่ออกมาใช้สิทธิ 2 .กมม.ลงครั้งแรกไม่มีผลงาน คะแนนที่ได้รับจึงเป็นคะแนนบริสุทธิ์ และ 3 .พรรคเผชิญกับรูปแบบการหาเสียงแบบเก่าที่มีการใช้เงินและการสร้างวาทกรรมการ เมืองแบบเก่า อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้า แต่กมม.มีความภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่าเราไม่ซื้อเสียง และได้ประกาศนโยบายหลายๆด้าน หลังจากนี้พรรคจะนำประสบการณ์ครั้งนี้พรรคจะนำบทเรียนเพื่อเฟ้นหาผู้สมัครลง รับเลือกตั้งทั่วไปหากมีการยุบสภา และเลือกผู้ว่าฯกทม.ในอีก 2 ปีข้างหน้า

นาย พิเชฐ พัฒนโชติ ผ.อ.ศูนย์เลือกตั้ง กล่าวว่า แม้ว่าผู้สมัครของพรรคจะไม่ได้รับเลือกตั้งแต่ทุกคนยืนยันว่าจะต่อสู้ทางการ เมืองต่อไป การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การเมืองที่เป็นจริงมากขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่ากมม.ไม่ได้เป็นตัวตัดคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกันนี้ขอตั้งข้อสังเกตไปยังกกต.ว่าการจัดเลือกตั้งวันอาทิตย์ทำให้ ประชาชนในเขตเมืองเช่น สัมพันธวงศ์ ที่ไปซื้อบ้านอยู่ชานเมืองไม่มาลงคะแนน