ที่มา Thai E-News
โดย กาหลิบ
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
ที่มา Democracy100%
1 กันยายน 2553
มี ข่าวเข้าหูมาเรื่อยๆ ว่า สมาชิกและแม่ยกของพรรคเพื่อไทยบางส่วน ซึ่งหวังว่าจะเป็นส่วนน้อย เชื่อว่าคนเสื้อแดงคือปัญหาทางการเมืองของฝ่ายตน จึงมีความพยายามอย่างเงียบๆ ที่จะแยกคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยออกจากกัน โดยหวังว่าวิธีนี้จะส่งเสริมชัยชนะในการเลือกตั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะ เกิดขึ้นเมื่อไหร่
หลังฉากน่ะก็ดูแลสนับสนุน แต่หน้าฉากจะทำมึนตึงหรือเย็นชาเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน
ฟังเผินๆ ก็อยากบอกว่าช่างฉลาดล้ำลึก แต่วิเคราะห์เข้าจริงๆ แล้วมันอ่อนด้อย ล้าหลัง และน่าเวทนาจนไม่รู้จะแกล้งชมอย่างไร
ประเด็นใหญ่มีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้น
หนึ่ง-พรรค เพื่อไทยในวันนี้มีแต่คนเสื้อแดงเป็นพวกและพร้อมจะเป็นฐานขึ้นสู่อำนาจให้ คนอื่นๆ เขาพร้อมจะผสมพันธุ์กับเหลือง ชมพู และหลากสีเพื่อความอยู่รอดของเขามานานแล้ว
สอง-มหาอำมาตย์ใหญ่และ โคตรเหง้าศักราชของเขาบวกด้วยเหล่าขี้ข้าม้าครอกทั้งฝูง เขาขึ้นใจเสียแล้วว่าคนเสื้อแดงคือฝ่ายประชาธิปไตยและเป็นศัตรูตัวฉกาจของ เขา เกมดัดจริตที่ว่าด้วยแยกกันเดิน-รวมกันตีนั้น จะเอาไปเล่นลิงหลอกเจ้าที่ไหน?
แค่สองประเด็นนี้ก็ควรตั้งสติได้แล้วนะครับว่า พรรคเพื่อไทยควรมีนโยบายการเมืองอย่างไรต่อมวลชนคนเสื้อแดง
ผู้มีอำนาจในพรรคเพื่อไทยต้องลงไปหยุดกระแสงี่เง่านี้และสวมกอดมวลชนคนเสื้อแดงอย่างไม่ต้องลังเลสะทกสะท้านใดๆ เลย
ประกาศ เป็นนโยบายของพรรคหรืออย่างน้อยให้เป็นมติกรรมการบริหารไปเลยว่า มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยคือมวลชนของเรา และสั่งให้ผู้สมัคร ส.ส. ในอนาคตออกไปสนับสนุนอย่างเปิดเผย
อย่ามาพูดท่านั้นท่านี้ว่า เป็น ส.ส. ก็ต้องเล่นในสภา จะไปเล่นนอกสภาไม่ได้
ยาง หัวยังไม่ตกกันอีกหรือว่าเขาใช้ความดิบเถื่อนยึดได้ทั้งสภา ทั้งทรัพย์สินชั่วชีวิตของคุณและครอบครัว แถมยังฆ่าคุณได้หน้าตาเฉยอีกด้วย จะยังไม่สำนึกในความจริงแล้วกราบขอร้องให้มวลชนปกป้องเราจากภัยรัฐประหารและ อื่นๆ เพื่อเราจะได้อยู่รอดไปทำงานรับใช้มวลชนอีกต่อหนึ่งอีกหรือ?
อย่า มาอ้างว่ามวลชนที่เป็นกลางเขาไม่ชอบความวุ่นวายในบ้านเมือง เขาอยากให้สงบและเลือกตั้ง ใครคิดอย่างนี้หัดออกไปฟังเสียงให้ไกลจากสำนักงานเลือกตั้งหรือกลุ่มก๊วนของ ตัวเองอีกสักหน่อยเถอะ จะได้รู้ว่ามวลชนคนเดินดินตัวจริงเสียงจริงเขารอคอยให้เมืองไทยเปลี่ยนแปลง แบบพลิกฟ้าพลิกดินกันขนาดไหน
สมัยที่มีเวทีสนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล ผ่านฟ้า และราชประสงค์ เราเตือนกันด้วยความหวังดีว่า ระวังแกนนำจะล้าหลังกว่ามวลชน
ตอน นี้ต้องเอามาขยายว่า กรุณาระวังว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ท่านสมาชิกพรรค และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย จะล้าหลังกว่ามวลชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง
ใครทำตัวห่างเหิน กับเสื้อแดงในวันนี้ ก็เท่ากับยอมรับสภาพเดิมของผู้มีอำนาจเก่า นั่นคือยอมรับในนโยบายทำลายประชาธิปไตยและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนฝ่าย ประชาธิปไตยของเขา
ใครกระโดดเข้าสวมกอดคนเสื้อแดงวันนี้ เท่ากับอ่านกระแสออกวิเคราะห์สถานการณ์ทัน และพูดโดยไม่ต้องพูดเลยว่าพร้อมจะยืนเคียงข้างมวลชนและสู้อย่างถึงที่สุด ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากให้มันเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเลยแม้แต่คำเดียว
ใคร จะเล่นเกมดัดจริตและรอให้เขายุบพรรคเป็นครั้งที่สามก็รอไปเถอะครับ แต่ควรรู้ว่าน้ำอดน้ำทนของมวลชนท่านก็มีขีดจำกัด และเขาฉลาดพอที่จะไม่เกาะอะไรที่มันลอยตามน้ำมา เพราะนอกจากเหม็นมือแล้วยังยึดเป็นหลักอะไรไม่ได้เอาเลย
มวลชนเขาจะเอาประชาธิปไตยอย่างเดียว ระบบใต้ตีนใครเขาไม่เอา
และทางรอดในวันนี้มีแต่สีแดงเท่านั้น.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 2, 2010
กาหลิบ: ทางรอดวันนี้สีแดง
Wednesday, September 1, 2010
เปิดคำต่อคำ ฝีปาก "ทนาย ปชป." ซักพยานปากเอกคดียุบ ปชป. "ประจวบ สังขาว"
ที่มา มติชน ที่มา - นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความจากพรรคประชาธิปัตย์ ซักค้านนายประจวบ (คณาปติ) สังขาว อายุ 40 ปี อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เปิดให้ไต่สวนคดีเป็นนัดที่สาม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายบัณฑิต : พยานรู้จัก ส.ต.ท.ทชภณ พรหมจันทร์ (ผู้ร้องคดีไซฟ่อนเงินไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ) นานหรือยัง
ประจวบ สังขาว
-----------
นายประจวบ : รู้จักมานานหลายปีแล้ว
นายบัณฑิต : ทราบหรือไม่ที่ ส.ต.ท.ทชภณเป็นหนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่บุกมาปิดล้อม กกต.เพื่อทวงถามว่าเหตุใด กกต.ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์
นายประจวบ : เคยได้ยินเพียงข่าว
นายบัณฑิต : ที่พยานไปพบ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ดีเอสไอ เพื่อให้ปากคำ ส.ต.ท.ทชภณได้พาไปใช่หรือไม่ และยังให้เอกสารเกี่ยวข้องกับคดีนี้แก่ ส.ต.ท.ทชภณใช่หรือไม่ และ ส.ต.ท.ทชภณบอกว่าจะนำไปให้นายประดิษฐ์ (ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์) ดู เรียกเงินตามที่นายตำรวจคนหนึ่งแนะนำ
นายประจวบ : จำไม่ได้
นายบัณฑิต : เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. พยานได้พบกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อพูดคุยคดีนี้ใช่หรือไม่
นายประจวบ : เวลาผ่านมาหลายปีแล้วจำไม่ได้
นายบัณฑิต : พยานได้ยอมรับกับนายตำรวจคนนั้นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเนื่องจาก พ.ต.อ.สุชาติได้รับคำบอกเล่าจาก ส.ต.ท.ทชภณแล้วก็ได้แจ้งพยานให้ไปดีเอสไอและได้พบกับ พ.ต.อ.สุชาติ โดย พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ ได้นำไปพบกับ พ.ต.อ.สุชาติที่ห้องสองต่อสอง ทันทีที่ พ.ต.อ.สุชาติพบพยานก็ได้จับมือพยานแล้วบอกว่า �จวบเรามาเป็นเพื่อนกันและขอให้คุณให้การพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์� และพยานยังได้เสนอว่าขณะนี้บ้านกำลังถูกยึดอยู่ ขอเงินให้ไปไถ่บ้านและยินดีจะช่วยเหลือโดย พ.ต.อ.สุชาติได้บอกว่าโอเคแต่ยังไม่ได้ให้เงินเพียงแต่ขอให้พยานให้การไป ก่อนและจะพาพยานไปหลบที่เซฟเฮาส์ที่พัทยาโดยมีตำรวจอารักขา 2 นาย ขอให้นายประจวบให้การตามจริง ผมเชื่อว่าคุณจำได้
นายประจวบ : ผมไม่ขอตอบ เพราะจะพาดพิงบุคคลที่สาม
นายบัณฑิต : ไม่ขอตอบคือถูกต้องใช่หรือไม่แต่กลัวจะไปพาดพิง พ.ต.อ.สุชาติใช่หรือไม่
นายประจวบ : ไม่ใช่ ผมไม่ขอตอบเพราะผมไปดีเอสไอครั้งแรกผมจำได้ว่า พ.ต.อ.สุชาติพาไปเจอลูกน้องที่ชื่อพี่ตู่ที่ดูแลคดีนี้อยู่ ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วเพราะเรื่องนี้นานแล้ว และไม่ได้มีการบันทึกเสียงด้วย
นายบัณฑิต : ที่ให้การดีเอสไอเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 ตามเอกสาร อยากถามนายประจวบว่าไปพบนายนิพนธ์ (บุญญามณี) นายประดิษฐ์ นายประชัย (เลี่ยวไพรัตน์) ที่โรงแรมเพรสซิเด้นท์ นายนิพนธ์และนายประดิษฐ์ได้ถามพยานว่าไปพบเขาเอาอะไรมาพูด ซึ่งพยานบอกว่าเขาให้การอย่างนั้น เขาในที่นี้คือ พ.ต.อ.สุชาติใช่ไหม
นายประจวบ : จำไม่ได้
นายบัณฑิต : พยานให้การต่อดีเอสไอครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ว่าได้รับจ้างทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท ทีพีไอฯ โดยมีสัญญาระหว่างวันที่ 25 มกราคม 2548 ระหว่างนายประชัย กับบริษัท ทีพีไอฯจำนวน 9 แผ่นซึ่งสัญญาทั้ง 2 ฉบับเป็นสัญญาใน 8 โครงการที่บริษัท เมซไซอะฯโดยข้าพเจ้าได้ทำกับบริษัท ทีพีไอฯและนายธงชัย (ดลศรีชัย พยานอีกคน) ยังรับเอง ส่วน 6 สัญญารับมาทำเอง
นายประจวบ : ยืนยันถูกต้อง
นายบัณฑิต : สรุปใน 8 โครงการ นายประจวบทำ 6 โครงการ ให้ 2 โครงการนายธงชัยทำ และเมื่อเสร็จงานบริษัทซับเอเย่นต์ก็ยังไม่ได้รับเงิน ส่วน 2 โครงการนายประจวบมีความขัดแย้งกับนายธงชัยและขอให้นายธงชัยรับภาระเรื่อง ภาษีด้วยแต่นายธงชัยไม่ยอมจึงมีปัญหากันใช่หรือไม่
นายประจวบ : ประมาณนั้น เพราะมีเรื่องเงินเกี่ยวข้องกันอยู่
นายบัณฑิต : เมื่อพยานได้รับเงินจากบริษัท ทีพีไอฯมาแล้วที่พยานให้กับคนใกล้ชิดเพราะว่าพยานไม่อยากเปิดเผยความจริง เพราะพยานกลัวเจ้าหนี้ที่มีหนี้เยอะใช่หรือไม่
นายประจวบ : ไม่ขอตอบ
นายบัณฑิต : ที่พยานให้เงินนายธงชัย แล้วนายธงชัยก็ให้เงินกับญาติใกล้ชิด พยานก็ทราบว่านายธงชัยมีหนี้สินเยอะถูกฟ้องล้มละลายเหมือนพยาน นายธงชัยก็หลบเจ้าหนี้เหมือนกัน
นายประจวบ : ทราบ
นายบัณฑิต : กรณีพรรคประชาธิปัตย์สั่งจ่ายเช็ค 23 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ให้บริษัท เมซไซอะฯ และยังสั่งจ่ายบุคคลต่างๆ เนื่องจากบริษัท เมซไซอะฯได้ใช้เงินบริษัท ทีพีไอฯจ่ายเช็คให้ก่อนหน้านั้นและกันไว้ทำป้ายหาเสียงแบบแบ่งเขต และป้ายนโยบายพรรค 5 หมื่นป้าย เมื่อพรรคได้รับเงินกองทุนฯจาก กกต.มาและมีนายสุชาติ เกิดเมฆยื่นคำงานด้วย แสดงว่าทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์ทำป้าย 2 กรณี
นายประจวบ : ยืนยันที่เคยให้การไว้ต่อ กกต.
นายบัณฑิต : เงินที่พยานได้รับจากพรรคประชาธิปัตย์ 23 ล้านบาท พยานไม่ได้อธิบายว่ารับแล้วให้คนใกล้ชิด จึงถามว่าเมื่อได้รับเงินแล้วให้คนไว้วางใจได้เพื่อหลบเจ้าหนี้ใช่หรือไม่ ที่ถูกยึดบ้านใช่หรือไม่ เพราะถ้าไว้ในบัญชีประจวบจะถูกยึดได้
นายประจวบ : ไม่ขอตอบเพราะนอกเหนือจากนี้เป็นประเด็นส่วนตัวของผม
นายบัณฑิต : เงินที่พยานได้รับ 6 โครงการจากนายประชัยและไม่เคยให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือกรรมการบริหารพรรคคนใดใช่หรือไม่
นายประจวบ : ในเอกสารยืนยันไม่มี
นายบัณฑิต : รู้จัก พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์และอดีตประธานวุฒิสภาและเรียกว่าพ่อใช่หรือไม่
นายประจวบ : รู้จักแต่ไม่นาน
นายบัณฑิต : รู้จัก ร.ต.อ.อรรถกวี ขุนพินิจ เป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.มนูญกฤตเมื่อครั้งเป็นประธานวุฒิสภาหรือไม่ เพราะ ร.ต.อ.อรรถกวีก็นับถือ พล.ต.มนูญกฤตว่าพ่อ
นายประจวบ : ทราบทุกคนก็เรียกว่าพ่อ
นายบัณฑิต : ร.ต.อ.อรรถกวี กับ พล.ต.มนูญกฤต เคยแนะนำให้พยานไปพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2552 ใช่หรือไม่
นายประจวบ : ไม่ขอตอบ
นายบัณฑิต : แต่พยานยอมรับเคยเจอ ร.ต.อ.เฉลิม 2 ครั้งก่อนที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 20 มีนาคม 2552 นายประจวบ : จำไม่ได้
นายบัณฑิต : ถามตรงๆ เอกสารทั้งหมดนอกจาก ร.ต.อ.เฉลิมได้รับจากดีเอสไอแล้ว ร.ต.อ.เฉลิมยังได้รับจากพยานใช่หรือไม่ที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายประจวบ : ไม่ขอตอบ เพราะเกรงว่าอาจถูก ร.ต.อ.เฉลิมฟ้องผมได้
นายบัณฑิต : พยานเคยถูกธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทยฟ้องเป็นหนี้กว่า 10 ล้านบาทและไม่มีเงินชำระหนี้ ทำให้พยานเป็นบุคคลล้มละลาย และพยานยังถูกยึดบ้านที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
นายประจวบ : ครับ
นายบัณฑิต : ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2552 ได้มีการซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดโดย ร.ต.อ.อรรถกวีได้เป็นประมูลและซื้อบ้านของพยานได้ 4 ล้านบาท และให้นายประจวบอยู่บ้านหลังนั้นใช่หรือไม่
นายประจวบ : ครับ เพราะท่านสงสารผม เพราะเห็นผมประกอบกิจการ แต่ท่านก็บอกว่าพร้อมจะขายคืนให้ผมในภายหลัง
นายบัณฑิต : ร.ต.อ.อรรถกวีซื้อบ้านให้พยาน ทางพยานไม่เคยมีหนี้บุญคุณด้วย ถามตรงๆ เงินที่ได้รับมาจำนวน 5 ล้านทางฝ่ายค้านให้มาและนำมาให้ ร.ต.อ.อรรถกวีในฐานะให้ข้อมูลฝ่ายค้านเพื่อเป็นการตอบแทนและให้ไปไถ่บ้านมา 4 ล้านบาท แต่ยังใส่ชื่อ ร.ต.อ.อรรถกวีอยู่ใช่ไหม
นายประจวบ : ไม่แน่ใจ เพราะ ร.ต.อ.อรรถกวีก็มีกิจการ
นายบัณฑิต : เหตุที่ ร.ต.อ.อรรถกวีไปซื้อที่ดินและบ้านจากการขายทอดตลาดในราคา 4 ล้าน พยานไม่ยอมใส่ชื่อพยานในบ้านดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะถูกเจ้าหนี้มายึดใช่ไหม และทราบหรือไม่ว่ามีการไถ่บ้านคืนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 หลังผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมา 2 เดือน
นายประจวบ : ไม่ใช่ เพราะบ้านหลังนี้มีมูลค่า 7 ล้าน ผมรู้จัก ร.ต.อ.อรรถกวีเพราะผมเคยไปพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ให้ ร.ต.อ.อรรถกวีที่มีเพาเวอร์จัดการกับธนาคารได้ช่วยหน่อย เพราะถ้าหากไม่มีเงินไปไถ่ถอนคืน บ้านหลังนี้ก็เป็นของ ร.ต.อ.อรรถกวี
นายบัณฑิต : ทราบหรือไม่ที่ ร.ต.อ.อรรถกวี จดทะเบียนพรรคประชาภิวัฒน์ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบพรรค พรรคดังกล่าวจะขึ้นมาแทนโดย ร.ต.อ.อรรถกวี เป็นรองหัวหน้าพรรค ส่วน นายภณ รักตระกูล เป็นเลขาธิการพรรคซึ่งเป็นลูกเขย พล.ต.มนูญกฤต
นายประจวบ : ไม่ทราบและไม่เป็นสมาชิกพรรคด้วย และผมเพิ่งทราบจากท่านที่บอกว่านายภณเป็นลูกเขย พล.ต.มนูญกฤต
นายบัณฑิต : ทราบหรือไม่พรรคนี้ไม่มีหัวหน้าพรรค เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ร.ต.อ.อรรถกวีจะให้ พล.ต.มนูญกฤตมาเป็นหัวหน้าพรรค ทางพยานทราบหรือไม่
นายประจวบ : ไม่ขอตอบ เป็นเรื่องผู้ใหญ่
นายบัณฑิต : หลังจากพยานถูกฟ้องล้มละลาย พยานได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณาปติ สังขาวใช่ไหม
นายประจวบ : ครับ
นายบัณฑิต : ผมได้ถ่ายภาพบ้านพยานที่ จ.นนทบุรี ที่ได้ถูกขายทอดตลาดมามอบให้ศาลด้วยโดยจะยื่นเป็นบัญชีพยานต่อศาลไว้ โดยภาพนี้ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นภาพบ้านพยานหรือไม่ ซึ่งบ้านดังกล่าว ร.ต.อ.อรรถกวีประมูลได้มาให้พยาน
นายประจวบ : ใช่ครับ ยามให้ไปถ่ายได้อย่างไร (หัวเราะ)
นายว่า
ที่มา ข่าวสด
ทิ้งหมัดเข้ามุม
คาดเชือก คาถาพัน
อย่าแปลกใจไปเลยว่าทำไมถึงจะทำในเรื่องที่คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าไม่เหมาะ ไม่ควรแล้ว
นายศิริโชค โสภา ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะ "วอลเปเปอร์" เพราะอยู่เป็นเงาติดตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ก็ยังอยู่ในสถานะเดิมได้อย่างไม่มีอะไรกระทบ กระเทือน
เฉพาะกรณีล่าสุดอย่างการเข้าเยี่ยมวิกเตอร์ บูท ที่ก่อปัญหาสารพัดตามมา
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ไปจนถึงความเหมาะสมในความประพฤติหรือการกระทำ ที่คนวิจารณ์กันขรม
แม้กระทั่งคนในพรรคเดียวกันอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ นายเทพไท เสนพงศ์ ยังต้องออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนอง "ลอยแพ" อยู่กลายๆ
ว่าใครทำก็รับผลกรรมของตัวเองไป ไม่เกี่ยวกับพรรค
นายอภิสิทธิ์ก็ยังแสดงจุดยืนว่าพร้อมโอบอุ้มเงาตามตัวรายนี้อย่างเปิดเผย
ไม่เพียงเชื่อมั่นในคำยืนยันของคนสนิท ว่าใช้ฐานะส.ส.ธรรมดา เข้าไปเยี่ยมนายบูทถึงในคุกช่วงวันหยุด
ไม่ได้ไปในฐานะ "คนสนิทนายกฯ" ตามที่นายบูทและภรรยาระบุ
ยังมี "หางเสียง" และ "หางตา" เข้าใส่คนที่ไปถามจี้ใจดำเรื่องนี้อีกด้วย
จนมีคนตั้งข้อสงสัยว่า ที่นายศิริโชคระบุว่าทุกอย่างทำไปเองโดยลำพัง นายกรัฐมนตรีไม่รับรู้มาก่อนนั้น
จริงหรือ?
ตัวติดกันเสียขนาดนั้น
และรู้ทั้งรู้ว่าทำไปแล้วจะต้องเป็นเรื่องใหญ่ติดตามมา(ถ้าความแตก) แต่ก็ยังกล้าทำ
ทำไปโดยพลการแน่หรือ
ภาษิตไทยแต่เดิมประ โยคที่ว่า "นายว่า ขี้ข้าพลอย" นั้นยังใช้ได้อยู่ทุกยุคสมัย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ถ้าสันดานคนยังไม่เปลี่ยน
ถ้ายังถือว่าอำนาจคือที่มาของผลประโยชน์ และอำนาจของนายก็คือผลประโยชน์ของตัวข้า
จะอมพระมาพูด หรือโลกจะเปลี่ยนไปไฮเทค 3 จี 4 จีถึงไหน
บางอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนตามไปด้วยเลย
ล้มเลือกตั้งชักหนาหู!
ที่มา ไทยรัฐ
"ยืนยันได้ว่า ไม่มีทหารคนไหนคิดจะปฏิวัติ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลย และจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน"
ประโยคข้างต้นจะมีน้ำหนักกว่านี้ ถ้าคนพูดมียศ "พลเอก" ระดับหัวแถวกองทัพ
ไม่ ใช่รองนายกฯรัฐบาลพลเรือนที่ชื่อ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่ออกมาบอกปัดกระแสข่าวปล่อยจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย อ้างมีกลุ่มทหารจ้องปฏิวัติ ล้มกระดานการเมือง
ตัดเกมไม่ให้มีการเลือกตั้ง
แต่ ที่แน่ๆ โดยความต่อเนื่องของประเด็นมันคาบเกี่ยวกับคิวที่อยู่ๆนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่รับมุกคำถามนักข่าวเป็นนัยๆ หากมีการยุบสภาในห้วงเวลานี้
หวั่นว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง
ตามปรากฏการณ์ มันจึงน่าเอะใจ ทำไมปม "ล้มเลือกตั้ง" ถึงถูกจุดพลุขึ้นมา
ชักพูดกันหนาหูขึ้นเรื่อยๆ
ใน สถานการณ์ที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ ทางหนึ่ง พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม แสดงความขอบคุณอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ปลีกวิเวกเงียบหายไปจากเกมชิงกระแส
ทำให้ความวุ่นวายของบ้านเมืองคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง
แต่ อีกด้านก็เป็นเจ้าเก่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ประกาศเสียงดังหลังย่องเข้าประเทศ มอนเตเนโกร เดินหน้าภารกิจตามล่าอดีตนายกฯทักษิณ กำลังประสานงานเพื่อทำให้ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปอยู่ในรายชื่อผู้ที่ต้องการตัวของตำรวจสากล
ตามเงื่อนไขที่มอนเตเนโกรรับปากจะจับกุมตัวอดีตนายกฯไทย
และ เหมือนจะเริ่มสัญญาณบู๊กันใหม่ กับเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มแนวร่วมคนเสื้อแดงที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามแนวสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจโยงกับกลุ่มคนมีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อ แดง ทั้งการนำกำลังเข้าค้นบ้านเรือนบนดอย พร้อมทั้งข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขาด
ล่า สุด เหตุเกิดกลางวันแสกๆของวันที่ 31 สิงหาคม ไอ้โม่งยิงระเบิดเอ็ม 79 ลงบริเวณที่จอดรถสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต
สถานการณ์ชัด มีคนต้องการ "กระพือไฟ"
ทั้ง หมดทั้งปวง ภายใต้เงื่อนไขไฟต์บังคับทางการเมืองที่โยงกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่แนวโน้มหนทางตีบตันเต็มที ตามคิว "เด้งแรก" จากปมใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์
ไม่ มีรายการ "หักมุม" ตามกระแสข่าวก่อนหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ออกมาตีปี๊บดักทาง มีความพยายาม "ยัดเงิน" ให้ พยานปากเอกกลับคำในชั้นศาล
แกะแบบคำต่อคำ ตามความในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับเช้าวันที่ 31 สิงหาคม
"โคตร ทนาย" นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ หัวหอกทีมว่าความคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เปิดลีลาซักค้านนายประจวบ (คณาปติ) สังข์ขาว อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์
ครีเอชั่น จำกัด ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง
ไล่ บี้ไล่ต้อน พยายามโยงสัมพันธ์พยานปากเอกกับบิ๊กการพรรคเพื่อไทย อดีตนายทหาร จปร.7 คนดัง ไปยันอดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพเกมยุบประชาธิปัตย์ เป็นแผนกลั่น- แกล้งทางการเมือง
แต่นายประจวบก็เน้นตอบสั้นๆ ตามมุกถ้าโดนคำถามคาดคั้นมากๆ ก็ไม่ขอตอบ หรือไม่ก็บอกจำไม่ได้ และกับบทสรุปตบท้าย
ยืนยันตามที่เคยให้การไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
รูป การณ์เดียวกับการซักค้านพยานฝ่ายผู้ร้องคิวก่อนหน้า ที่ทีมงานเจ้าหน้าที่ในชุดอนุกรรมการ กกต.โชว์แผ่นชาร์ต แสดงเส้นทางการไหลของเงิน โยงข้อพิรุธได้แบบเห็นเนื้อเห็นหนัง ไม่หลงเหลี่ยมตามมุกที่ทีมทนายประชาธิปัตย์อาศัยลูกเก๋าซักค้าน โยงสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายตรงข้ามพรรคประชาธิปัตย์
สรุปพยานฝ่ายผู้ร้องต่างยึดคำให้การและหลักฐานตามสำนวนของ กกต.เป็นที่ตั้ง
ซึ่ง ระดับความแน่นหนาก็การันตีจากการที่ 5 เสือ กกต. ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีตผู้พิพากษา อัยการ และปรมาจารย์กฎหมาย ลงมติ 5 ต่อ 0 สั่งให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
หลักฐานแน่น พยานปึ้ก ล้อสถานการณ์ เร้ากระแสสองมาตรฐาน
โดยรูปการณ์ อย่างเก่งก็คงได้แค่ประวิงเวลา
วัดใจฝ่ายคุมเกมอำนาจ "เปลี่ยนมุกเล่น"
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ทัศนคติทางการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ
ผล การเลือกตั้ง ส.ก.–ส.ข.กทม. อย่างไม่เป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือก ส.ก.เข้ามา 46 คน เพื่อไทยได้เข้ามา 14 คน มีผู้สมัครอิสระได้เข้ามา 1 คน จากทั้งหมด 61 คน ส่วนพรรค การเมืองใหม่ไม่ได้เข้ามาแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 4 ล้านกว่าคน มาใช้สิทธิประมาณ 1.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 41.15 ใกล้เคียงกับครั้งที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ 41.94
ปัจจัย ความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความเบื่อหน่าย มองว่าการเมืองไม่ได้เป็นความหวังของประชาชนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นคะแนนเสียงที่ได้รับเลือกเข้ามาจึงเป็น คะแนนจัดตั้งล้วนๆ บางเขตเลือกตั้งผู้ที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งมีคะแนนไม่ถึงหมื่น คะแนนด้วยซ้ำ
การชุมนุมทางการเมือง การสลายการชุมนุมของรัฐบาลจนกระทั่งมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปถึง 91 คน ที่รัฐบาลและดีเอสไอ พยายามจะช่วยกันเป่าคดีนี้ให้เงียบ ก็ไม่มีผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลแต่อย่างใด
การทุจริตคอรัปชันที่ปล้น กันกลางวันแสกๆ ก็ไม่ได้มีผลต่อคะแนนนิยมของฝ่ายรัฐบาลหรือเพิ่มความนิยมไปที่ฝ่ายค้าน ความนิยมทางการเมืองจึงอยู่ที่การจัดตั้งมากกว่า
ความนิยมในตัวบุคคล และความนิยมในตัวพรรคการเมืองก็มีส่วนบางคนอาจจะชอบอภิสิทธิ์ บางคนยังอาจจะชอบทักษิณก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่แรงจูงใจที่จะให้ไปลงคะแนนเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น
ด้วย ปัจจัยเดิมๆ ไม่ว่าจะไปเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ ไม่ทำให้บ้านเมือง เข้าสู่สภาวะปกติได้ และคะแนนนิยมก็ขึ้นอยู่กับการเมืองภาคนิยมด้วย เช่นกัน
มี นักวิจารณ์การเมืองและนักการเมืองเองเชื่อว่าการเมืองท้องถิ่นแตกต่างจากการ เมืองสนามใหญ่ จะเอาผลคะแนนมาวัดผลแพ้ชนะไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่ที่ต้องตั้งข้อสังเกตก็คือ มี ความตื่นตัวในส่วนของนักการเมืองท้องถิ่น มากขึ้น และกระแสของพรรคการเมืองต้นสังกัดก็มีส่วนในการตัดสินใจของประชาชนเช่นกัน เพราะนักการเมืองท้องถิ่นวันนี้ก็คือ นักการเมืองสนามใหญ่ในวันข้างหน้า
พรรค การเมืองใหม่คงต้องกลับไปทำการบ้านให้มากขึ้น ระหว่าง พฤติกรรมของคนที่นิยมการเคลื่อนไหว นอกสภา มีคนเชียร์คลั่งไคล้ กันมากขนาดไหน ก็ไม่มีผลต่อการเมือง ในสภา คะแนนหลักพันที่ได้เข้ามาแต่ละเขตที่ส่งผู้สมัคร ไม่ว่าสนามการเมืองใหญ่หรือสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่หมูอย่างที่คิด
ที่ ต้องสังเกตก็คือการชิมลางการเมืองใน กทม.ของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ผู้สมัครอิสระเข้ามา 1 ที่นั่ง ในเขตหลักสี่ แม้จะไม่ได้ลงในนามของพรรคภูมิใจไทยโดยตรง แต่ภายใต้การบริหารจัดการของพรรคภูมิใจไทย คุณเรณุมาศ อิศรภักดี สามารถเอาชนะเจ้าของพื้นที่อย่าง ปชป. และ พท.มาได้แบบเฉียดฉิว ก็ไม่ธรรมดา
การเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.วันนี้เป็นข้อพิสูจน์ของการเมืองไทยได้หลายอย่าง โดยเฉพาะทัศนคติทางการเมืองระหว่างคนในเมืองกับคนต่างจังหวัด 1 ประเทศแต่ 2 แนวคิดที่สวนทาง ไม่ได้แปลว่าคนในเมืองต้องมีความสำนึกทางการเมืองดีกว่าคนต่างจังหวัด และไม่ได้แปลว่าคนต่างจังหวัดจะชอบนิยายน้ำเน่าเสมอไป.
หมัดเหล็ก
สก.สข.ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่นั่งส.ส.
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศ่ษ
1.สมชัย ศรีสุทธิยากร
2.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
3.ชาติวัฒน์ ชาติกรกุล
4.นันทวัฒน์ บรมานันท์
ชัยชนะถล่มทลายของพรรคประชาธิปัตย์
ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ส.ก.และส.ข. ครั้งล่าสุด
มีการวิเคราะห์วิจารณ์ถึงสาเหตุไปต่างๆ นานา
เพื่อไทยบางคนยอมรับภาพของพรรคที่ผูกติดกับเสื้อแดงอาจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งด้วย
บางคนว่ากระแสประชาธิปัตย์อยู่ในช่วงขาขึ้น
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ใจ ถึงขั้นประกาศตั้งเป้ากวาดส.ส.กรุง ทั้ง 36 เขต
นักวิชาการมองผลการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร
มีผลผูกพันไปถึงการเลือกตั้งสนามใหญ่หรือไม่
1.สมชัย ศรีสุทธิยากร
อาจารย์รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
หากพรรคประชาธิปัตย์แข่งกับพรรคเพื่อไทย แค่พรรคเดียว
จะได้ส.ก.เพิ่มอีก 4 เขต เป็น 49 คน จะได้มากกว่านี้
หากเอาคะแนนรวมพรรคประชาธิปัตย์บวกกับพรรคการเมืองใหม่จะได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย
แสดงว่าคนกทม.ส่วนใหญ่ค่อนข้างเอนไปทางพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนส.ข.ส่วนใหญ่คนมาใช้สิทธิ์จะไม่รู้จักผู้สมัคร การเลือกจึงมาจากพื้นฐานความนิยม
ในตัวพรรคมากกว่าส.ก. ส.ข.พรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวน 82% ส.ก. 75%
แปลความหมายว่า
ส.ข. เป็นคะแนนนิยมจากพรรค และส.ก.เป็นคะแนนนิยมของพรรคบวกกับตัวบุคคล
ภาพ รวม คนกทม.จะเทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 80% และพรรคเพื่อไทย 20% พรรคเพื่อไทยได้ 15 คน โดย 10 คน มาบนพื้นฐานความนิยมตัวบุคคล
ทำไมคนกทม.เลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามามากมาย
เพราะคนกทม.อาจรู้สึกบ้านเมืองมีปัญหาตลอด ถึงคราวพัฒนาจริงจังมากกว่าตรวจสอบถ่วงดุล
จึงเลือกเทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ให้บริหารงานเต็มที่ จะได้ไม่มีปัญหา
ต้องการคนมาฟื้นฟูมากกว่าตรวจสอบถ่วงดุลแล้วเกิดการขัดแข้งขัดขา
รัฐบาลกลางมาจากประชาธิปัตย์ รัฐบาลท้องถิ่น ผู้ว่าฯกทม.
ก็ประชาธิปัตย์ สภากทม. ก็ประชาธิปัตย์ จะได้ฟื้นฟูบ้านเมืองเต็มที่
เป็นการให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าต่อไป
จะเลือกประชาธิปัตยิ์อีก ขึ้นกับผลงานพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นประโยชน์กับประชาชนไหม
หากพรรคประชาธิปัตย์ทำได้ก็เป็นผลบวกกับพรรค หากทำไม่ได้ก็จะไม่ได้รับเลือกตั้งอีก
เหมือนมีดาบมีอาวุธแต่ใช้ไม่เป็น ดีแต่ร่ายรำไปมา นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สำเร็จไม่ได้
ประชาชนต้องคำนึงไม่ใช่คิดว่าจะได้รับเลือกตั้งเสมอไป
ส่วนพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เลย
เพราะระยะเวลาจัดตั้ง เผยแพร่น้อยกว่าคนอื่น ผู้สมัคร 3-4 คนที่มาลงเป็นอดีตส.ก.
คะแนนเสียงที่ได้ใกล้กับพรรคที่ชนะ แต่ก็แค่เกือบชนะ ดังนั้น
กระแสพรรคก็สำคัญด้วยไม่ใช่ตัวคนอย่างเดียว
คนที่สนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่นิยมความรุนแรงยังลังเล
จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคการเมืองใหม่
เกรงว่าเสียงพรรคการเมืองใหม่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียเก้าอี้ได้
2.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมืองท้องถิ่น และความเห็นแก่ตัวของชนชั้นกลาง
โครงสร้างกทม.ต้องการฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง
โดยจริตคนกทม.จะเลือกคนในทีมเดียวกันกับผู้ว่าฯกทม.
ยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ว่าฯกทม.
คนก็เลือกส.ก. ส.ข. พรรคประชาธิปัตย์ หรืออย่างยุคพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม.
คนก็เลือกส.ก. ส.ข. พลังธรรมเข้ามา เพราะการทำงาน ผ่านงบประมาณก็ทำได้เร็ว
ส่วนการเลือกตั้งในระดับชาติจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงเยอะ
เพราะม็อบที่มากทม. คนต่างจังหวัดเยอะ
พื้นที่กทม.พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงเยอะก็เป็นเรื่องปกติ
ขณะที่พรรคเพื่อไทยเพลี่ยงพล้ำเพราะแกนนำแดงก็ออกมาไม่ได้ รวมทั้ง
ปัญหาผู้นำของพรรค ทำให้เสียงได้บางเขต แต่เดิมก็ไม่ได้ทุกเขตอยู่แล้ว
พรรคเพื่อไทยก็ไม่ต้องคิดโทษใคร
เพราะภาพการตรวจสอบของฝ่ายค้านไม่ชัดเจน
ฝ่ายหาเสียงของพรรคพยายามพูดเรื่องการตรวจสอบทุจริต
แต่ไม่ใช่ภาพฝ่ายค้านที่เป็นระบบเหมือนพรรคประชาธิปัตย์
พรรคเพื่อไทยมีสื่อ มีการเมืองระดับชาติที่ตรวจสอบทุจริตในกทม.
หากส.ส.ทำหน้าที่ได้เหมือนที่เคยทำกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม.มาแล้ว
ก็มีสิทธิ์จะได้คะแนนคืน
การพ่ายแพ้ไม่ใช่ไม่แฟร์ และไม่ใช่แพ้แบบ 0 ต่อ 1 เพื่อไทยยังตรวจสอบในระดับชาติได้
และต้องแก้ปัญหาผู้นำพรรค
เราก็ให้ความเป็นธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นช่วงขาขึ้น และเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ
กทม.กำลังเป็นกระทรวงที่ 21 ที่ประชาธิปัตย์ถ่ายบุคลากรลงไป
บริหารงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ไม่มีการตรวจสอบ
ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ที่เคยเป็นนักวิชาการ ตอนนี้มีแต่นักการเมือง ต้องระวัง
3.ชาติวัฒน์ ชาติกรกุล
หัวหน้าหลักสูตรผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรม ม.รังสิต
ผลการเลือกตั้งส.ก.และส.ข.ที่ออกมาล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า
ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึก ที่เกิดกับบ้านเมืองเป็นหลัก ตัวเลขคนออกมาใช้สิทธิ์
ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นครั้งที่ผ่านมา
แต่ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนอย่างท่วมท้น ในขณะที่พรรคเพื่อไทยได้น้อยมาก
ส่วนพรรคการเมืองใหม่เองก็ไม่เกิด มันสะท้อนว่าคนกทม.ไม่ชอบการเมืองที่มีสีเสื้อ
มีการแบ่งฝักฝ่าย ไม่ชอบบรรยากาศของการเผาบ้านเผาเมือง
คนที่ยังเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่ เป็นประเภทคนที่มีความศรัทธาซึ่งไร้เหตุผล
เชื่อแบบบริสุทธิ์ใจ แต่คนที่มีความนิยมในพรรคเพื่อไทยแต่มีเหตุผล มีอุดมคติ
จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยเพราะไม่ชอบบรรยากาศความขัดแย้ง
แต่คะแนนที่นั่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนมาก
ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าคนกทม.จะชอบพรรคประชาธิปัตย์
เพราะคะแนนที่ออกมามันอิงกับบรรยากาศบ้านเมือง
นอกจากนี้
ตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์ที่มีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก 60 เปอร์เซ็นต์ หายไปไหน
เท่ากับเป็นการเลือกตั้งของคนส่วนน้อย คงเพราะคนส่วนใหญ่เบื่อการเมือง หรือไม่
คงคิดว่า การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไม่ได้ปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม
หรือไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงให้พวกเขา
การเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่อาจสะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์
จะได้คะแนนนิยมเหมือนในขณะนี้ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถ และความขยัน
4.นันทวัฒน์ บรมานันท์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
การเลือกตั้งส.ก.และส.ข. แม้จะเป็นในระดับท้องถิ่นแต่ก็ถือว่าพื้นที่กทม.
ซึ่งเป็นเมืองหลวงมีคนชนชั้นกลางอาศัยอยู่เป็นหลัก
การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนนิยมจำนวนมากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่เคยได้รับเลือกมาแล้ว การเป็นพรรคที่เก่าแก่
คิดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสีเสื้อ หรือบรรยากาศทางสังคมเท่าไหร่
น่าจะขึ้นอยู่กับกรอบความคิดทางการเมืองของแต่ละคนมากกว่า
เพราะขณะนี้เรื่องเสื้อแดงก็เงียบลงบ้างแล้ว
ส่วนเสื้อเหลืองที่คนกทม.นิยมนักหนา กลับไม่ได้รับการสนับสนุนเลย
ต้องเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบมากกว่าพรรคอื่น อย่างพรรคเพื่อไทย
เป้าหมายสะเปะสะปะ พรรคการเมืองใหม่ก็เพิ่งเกิด ยังไม่มีนโยบายที่ออกมาเป็นรูปธรรม
ถ้าถามว่ามันสะท้อนถึงการเลือกตั้งระดับชาติได้ไหม ไม่น่าใช่
เพราะถึงวันนั้นมันคงมีการต่อสู้ในเรื่องของนโยบาย
คนก็จะเลือกพรรคที่ตอบสนองความต้องการของเขาเป็นหลัก
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความขลาดกลัว?
ที่มา บางกอกทูเดย์
เลิกเอาหนังเสือมาคลุมร่างเสียที!!
วันนี้ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงประกาศใช้ พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเหนียวแน่น
หากนับจากวันที่ 7 เมษายน 2553 มาถึงในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าคนไทยทั้งประเทศ และคนทั่วโลก
คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งแล้วกับ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินของไทย
เพราะเท่ากับใช้มากว่า 4 เดือน โดยในวันที่ 7 กันยายนนี้ก็จะครบ 5 เดือน หรือ 150 วันพอดิบพอดี
โดยเมื่อเวลา 18.15 น. ของวันที่ 7 เมษายน 2553 นายอภิสิทธิ์ ได้แถลงภายหลังการประชุม
คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ครม.ได้มีมติให้ออกแถลงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี
ความร้ายแรงในเขตท้องที่
กรุงเทพมหานคร นนทบุรี อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.พระสมุทรเจดีย์
อ.บาง บ่อ และ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลูกกา และ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทร และ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงประกาศอีก 6 ฉบับ
และได้มีคำสั่งที่ 2 คำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
คำสั่งที่ 3 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 2/2553 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน
หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจที่ของนายกรัฐมนตรี
ข้อกำหนด ออกตามในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
และ ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการกระชับพื้นที่สี่แยกคอกวัวในวันที่ 10 เมษายน
และการสลายการขุมนุมที่สี่ทแยกราชประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภาคม
จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่รวมแล้วมีคนตายกว่า 90 คน มีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน
ถูกเรียกขานเป็น “พฤษภาอำมะหิต” เพราะรุนแรงยิ่งกว่า “พฤษภาทมิฬ” ในปี 2535 ไม่รู้จักกี่เท่า
ซึ่งมาถึงวันนี้
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของภาคธุรกิจที่อยากเห็นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้หมดไปเสียที
เนื่องจากแม้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะมีการทยอยยกเลิกไปบางพื้นที่แล้ว
แต่ก็ยังคงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทยอย่างเหนียบวแน่น
แม้ว่าจะถูกสะกิดเตือนจากนานาอารยะประเทศทั่วโลก
หรือถูกหลายๆ ประเทศมองไทยด้วยสายตาแปลกๆ ก็ตาม
เพราะในโลกประชาธิปไตยที่แท้จริงในซีกโลกตะวันตก นักคิดนักปรัชญาทางการเมืองต่างๆ
ล้วนมีมุมมองในหลักการที่ไม่แตกต่างกันว่า “ในรัฐที่ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ไม่พึงมองการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเรื่องปรกติ
ในทางตรงกันข้าม รัฐที่ใช้ระบอบเผด็จการมักประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นว่าเล่น
เพื่อประคองอำนาจของผู้ปกครองไว้
อย่างเช่น คาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) นักทฤษฎีการเมืองขาติเยอรมัน ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอำนาจโดยพื้นฐานของรัฐบาล
และการรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในท้องที่ใด ซึ่งจะบอกเราว่า
อำนาจที่แท้จริงในท้องที่นั้นอยู่ที่ใด
แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนไว้อีกอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่สายตาของต่างประเทศจะมองประเทศไทย ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้
อย่างยาวนาน และไม่แปลกที่บุญเก่าทางภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
ดังนั้นจริงๆ แล้ว การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้จะเป็นการสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐบาล
และทำให้ประเทศชาติเสียภาพลักษณ์ แต่ที่เป็นอันตรายจริงๆคือภาคธุรกิจ
ที่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยิ่งยาวนาน การติดต่อค้าขายกับต่างชาติก็ยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะต้องไม่ลืมว่า ข้อ 4 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
บัญญัติว่า รัฐภาคีแห่งกติการะหว่างประเทศนี้สามารถจำกัดสิทธิของพลเมืองที่รับรองไว้ในกติกา
ระหว่างประเทศดังกล่าวได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะ
แต่มาตรการในการจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องเป็นไปโดยไม่เกินกว่าความ
จำเป็นรีบด่วนของสถานการณ์ฉุกเฉิน
และรัฐภาคีนั้นต้องรายงานต่อเลขาธิการสหประชาชาติด้วย
ก็ไม่รู้ว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างยาวนานเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งร่ำเรียนมาจาก
มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ของอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศต้นตำรับประชาธิปไตย
จะได้มีการทำตามข้อ 4 แห่งกติการะหว่างประเทศนี้หรือไม่
ที่ สำคัญระยะเวลาที่เนิ่นนานในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล, อย่างยาวนาน ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามที่ล้วนแล้วแต่เป็นผลกระทบกับตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าเป็นห่วง
ว่าหรือนี่คือความพยายามในการที่จะยึดกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเอาไว้ให้นานที่สุด
เพราะตราบใดที่ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เท่ากับว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ยังคงมี
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นมือเป็นเท้า
เป็นกลไกสำคัญในการประคับประคองรัฐบาลให้ดำรงอยู่ในอำนาจได้ต่อไปเรื่อยๆ
การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หมดสิ้นเมื่อใด การดำรงอยู่ของ ศอฉ.ก็จะต้องสิ้นสุดลงด้วยในทันที
ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
แต่ความรู้สึกหรือมุมมองดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้ว และยังคงมีอยู่ในสังคมไทยอย่างเหนียวแน่น
เพราะทั้งๆ ที่กุมกลไกอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ มี ศอฉ. เป็นอาวุธฉกาจที่จะดำเนินการอะไรก็ได้
เพราะมีอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหนุนหลัง
แต่จนถึงวันนี้ ความกระจ่างชัดกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมกว่า 90 คน ได้มีขึ้นมาบ้างหรือยัง
จนถึงวันนี้ รัฐบาล และ ศอฉ. สามารถที่จะจับกุมผู้ก่อการร้ายที่ระบุมาตลอดว่า
มีแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์ ได้บ้างสักคนหรือไม่?
รวมทั้งนักรบทมิฬเสื้อดำ ที่สามารถขึ้นพื้นที่ตึกสูง ขึ้นรางรถไฟฟ้ากลางเมือง
และปลิดชีวิตผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์ได้อย่างอำมะหิต ... วันนี้ยังคงลอยนวล
ทั้ง รัฐบาล ทั้ง ศอฉ. รู้อยู่แก่ใจว่า ที่ได้แต่แบ๊ะๆ ทุกวันนี้เพราะอะไร
แถม พอนายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะความรู้ที่ได้รับจากออกซ์ฟอร์ดยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง
หรือเพราะเล่นเกมเป็น ก็เลยมีการแสดงท่าทีว่า
อยากเห็นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งหมดทุกพื้นที่ แล้วหันมาเดินหน้าในเรื่องปรองดองแทน
ปรากฏว่า
จะต้องมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นดักหน้าเป็นประจำ รวมกับไม่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ไม่ต้องการให้ ศอฉ.ยุติบทบาทไปกระนั้นแหละ
ล่าสุดก็คือ กรณีเหตุยิงระเบิด M79 บริเวณหน้าโรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ในซอยรางน้ำ
ในช่วงดึกวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า
ระเบิดการเมืองชัวร์???
เพราะในอดีตมีนักการเมืองที่กล้าขว้างระเบิดใส่บ้านตัวเอง ให้สังคมได้รับรู้กันมาแล้ว
วันนี้หากจะมีนักการเมือง จับมือกับทหารบางกลุ่ม หวังยึดกุมอำนาจ
หวังสานฝันในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง
ก็ไม่แปลกที่ระเบิดระว่อนกรุงเทพฯไม่หยุดหย่อน
ในลักษณะเป็นการเอื้อต่อการดำรงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และเป้นการต่ออายุ ศอฉ.ออกไปเรื่อยๆ
เพราะล่าสุด นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผอ. ศอฉ.
ก็ออกมาพูดถึงการที่กลุ่ม นปช.นัดรวมตัวเคลื่อนไหว
ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. และจะไปผูกผ้าแดงประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 ก.ย.
แม้ว่าจะยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ก็ตาม
ทำให้ยังคงต้องคอยติดตามควบคุมดูแลทุกอย่างแบบใกล้ชิด
ดังนั้นการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
แม้เป็นสิ่งที่เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องปฏิบัติตาม
แต่ก็ต้องพิจารณาตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้วยความสุขุมรอบคอบ
ประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนเสียก่อน ถ้าเห็นว่าดำเนินการไปแล้ว ไม่เกิดความเสียหาย
หรือมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายน้อย ก็ดำเนินการได้
แต่ถ้าดำเนินการแล้วเกิดความเสียหาย คงต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายก่อน
ยืนกรานว่าต้องระมัดระวังทุกฝีก้าวแบบนี้… หลายฝ่ายจึงฟันธงว่า
โอกาสที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะคงอยู่คู่กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไปตลอด
จึงเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูง
และทำให้มีคนแอบกระแนะกระแหนว่า
สงสัยคำว่า พ.ร.ก. จะแปลว่า “พระราชกำหนดรักษาพวกกู” เสียแล้วกระมัง
เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ดีเท่านายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ แน่นอน
ในความเป็นรัฐบาล สิ่งหนึ่งที่ต้องรีบทำโดยเร่งด่วนที่สุด คือ
การเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้เร็วที่สุด เพราะมันทำให้คนทั้งโลกเชื่อและปรามาสว่า.....
การทำอย่างนั้นคือ “ความขลาดกลัว” ที่ไม่กล้าสู้กับความจริง!!
เป็นการต่อสู้ที่ “มัดมือชก” ฝ่ายเดียว!!
ไก่อูขู่ปิดไทยรัฐโทษฐานเสนอข่าวคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
ชะตากรรม"ผู้ล่า"-กร่าง ไปทั่ว ล่าสุดขู่ปิดหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวความจริง และอุตส่าห์โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น"ขวัญใจสาวๆแซงเคน ธีระเดช" แต่แค่ไปเที่ยวทะเลบางปู สมุทรปราการ ยังต้องใส่แว่นดำอำพรางใบหน้า มีทหารถืออาวุธยืนเป็นการ์ดห้อมหน้าล้อมหลัง แถมเอาเด็กมาเป็นโล่เวลาเที่ยว...
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กันยายน 2553
จากกรณีที่มีการใช้อาวุธมสงครามเอ็ม16ยิงใส่การ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่ โดยผู้เห็นเหตนุการณ์อ้างว่าเป็นทหาร ต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรายงาน อ้างการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ ว่า นายกฤษดา กล้าหาญ การ์ดนปช.ที่โดนยิง น่าจะมาจากสาเหตุเป็นคนเสื้อแดง เมื่อมีการ ชุมนุมที่ไหน จะไปร่วมด้วยทุกหนแห่ง ล่าสุด ยังไปชุมนุมที่กรุงเทพฯมา จึงอาจจะมีผู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์มาก่อเหตุ ซึ่งลักษณะการยิงด้วยปืนเอ็ม 16 ต้องการเอาชีวิต หรือไม่ก็อาจจะเป็นการข่มขู่อะไรบางอย่าง
ไทยรัฐรายงานว่า ขณะนี้ที่ จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มคน มีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดงขึ้นมา มีทั้งนำกำลังค้นบ้านเรือน บนดอยที่มีแกนนำเสื้อแดงอาศัยอยู่ พร้อมข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขาด
เมื่อค่ำวานนี้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงภายหลังการประชุม ศอฉ.
ว่า ที่ประชุมรายงานว่ามีสื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับที่เสนอข้อมูลบิดเบือนจากข้อเท็จ จริง ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล มีความแบ่งแยก หรือเสนอข่าวในลักษณะหมิ่นเหม่ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ศอฉ.ได้ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด และจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว และถ้ามีความจำเป็นจะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เช่น การปิดสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ยังพบข้อความจากสื่อสิ่งพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งที่ มีข้อความชี้แจงที่ทำให้สังคมบิดเบือน เช่น มีการระบุว่ามีคนมีสีไล่ล่าคนเสื้อแดง โดยมีการข่มขู่ให้หยุดการเคลื่อนไหว ซึ่งคนมีสีในสามัญสำนึกน่าจะหมายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ซึ่งการชี้นำอย่างนี้ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง และเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ต้องการไล่ล่าเสื้อแดง ซึ่งเบื้องต้นคงจะมีการเตือนการนำเสนอข่าวดังกล่าว และอาจจะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดี หากยังไม่ยุติการการกระทำดังกล่าวก็จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีการแจ้งประกาศบนface bookคนเสื้อแดง ว่า ด่วนครับใครที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอบริจาคเลือดทุกกรุ๊ป(เอาไปแลกได้) ด่วน คุณกฤษดา กล้าหาญ ถูกทหารใช้ M16 ยิงในพื้นที่อำเภอสันป่าตองได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องผ่าตัดด่วน บริจาคได้ที่ตึกศรีพัฒน์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
โดยตอนนี้มีรายงานล่าสุดว่า ยังอยู่ห้องไอซียู อาการโคม่าครับ ยังไม่พ้นขีดอันตราย

ผู้ เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บได้นำภาพของนายกฤษดา กล้าหาญ โพสต์ลงในอินเตอร์เน็ตเพื่อยืนยันว่ายังไม่ได้เสี่ยชีวืตตามที่มีผู้ปล่อย ข่าว เพื่อหวังสกัดกั้นไม่ให้คนเสื้อแดงเดินทางไปบริจาคเลือดเพื่อช่วยชี่วิต
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า
คนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่อดีตการ์ด นปช.และเพื่อนสาวขณะขับรถกลับบ้าน
คนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่อดีตการ์ด นปช.และเพื่อนสาวขณะขับรถกลับบ้าน ชายหนุ่มอาการสาหัส ส่วนเพื่อนสาวบาดเจ็บเล็กน้อย
พ.ต.ท. เอกรัฐ พัฒนสมบัติ สารวัตรเวร สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธสงครามปืนเอ็ม 16 ไล่ยิงถล่มรถยนต์เก๋ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนเชียงใหม่-ฮอด หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาหางดง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน กอ 8675 เชียงใหม่
ด้านซ้าย ของตัวรถพบรอยกระสุนปืนจำนวนมาก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ชื่อ นายกฤษฎา กล้าหาญ อายุ 21 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 56/1 หมู่ 1 ต.สันผักหวาน อ.หางดง มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืน เอ็ม 16 เข้าที่ต้นขาข้างซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ ที่ท้องด้านซ้าย หัวไหล่ซ้าย อาการสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหางดง ก่อนถูกส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
จากการสอบสวน น.ส.นงนุช คำป้อ แฟนสาวของ นายกฤษฎา ทราบว่า หลังจากทั้งคู่เสร็จภารกิจขายของที่ถนนคนเดิน ได้ไปรับประทานหมูจุ่มที่ร้านแห่งหนึ่งแถวสี่แยกแอร์พอร์ต ระหว่างขับรถกลับ นายกฤษฎา ซึ่งนั่งฝั่งซ้าย สังเกตเห็นรถเก๋งคันหนึ่งปิดไฟหน้าขับติดตามมาใกล้ ขณะที่มาถึงเขตติดต่อ อ.เมือง กับ อ.หางดง รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับแซงด้านซ้ายขึ้นมา ตนเองสังเกตเห็นคนในรถใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่รถจนถูก นายกฤษฎา กระสุนนัดหนึ่งยังเฉี่ยวหัวเข่าซ้ายตนเองจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นได้พยายามขับรถหลบหนี ก่อนที่รถคันนั้นจะขับหนีไปทาง อ.หางดง อย่างรวดเร็ว พร้อมนำ นายกฤษฎา ไปส่งยังโรงพยาบาลหางดง ซึ่งใกล้ที่สุด ส่วนสาเหตุไม่ทราบว่าถูกไล่ยิงเพราะเหตุใด
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์พร้อมทั้งเก็บหลักฐาน เป็นปลอกกระสุนปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 ปลอก เนื่องจาก นายกฤษฎา ยังมีอาการสาหัส ไม่สามารถให้ปากคำได้เจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นการสังหารในครั้งนี้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ นายกฤษฎา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นการ์ด นปช.ซึ่งต้องรอสอบปากคำอีกครั้ง
ผู้เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของนายกฤษฎา เขียนกระทู้ลงในเวบบอร์ดsanook รายงาน ว่า มีคนไปปล่อยข่าวว่าน้องเสียชีวิตแล้ว.....เพิ่อสกัดไม่ให้พี่น้องเราไป บริจาคเลือด...ก็ขอบอกตรงนี้เลยว่าน้องยังมีชีวิตอยู่ทางแพทย์กำลังช่วย อย่างเต็มที่ ผมเลยต้องนำรูปถ่ายในห้อง ไอ ซี ยู มายืนยันครับ ก็ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงที่มีร่างกายแข็งแรงไปช่วยกันบริจาคโลหิต ที่ตึกศรัพัฒน์ ชั้น 1 ในนาม นาย กฤษดา กล้าหาญ ครับเพราะแพทย์แจ้งว่าต้องใช่เลือดจำนวนมากในการผ่าตัดครั้งที่ 2 แล้วก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ไปบริจาคเมื่อวานนี้จำนวนมาก บางท่านไปถึงบริจาคไม่ได้เพราะห้องรับบริจาคปิดเวลา 16.00 น.ครับ
"ทาง แพทย์ได้ทำการผ่าตัด 1ครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการไหลของโลหิตในช่องท้องได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในห้อง ไอ ซี ยู ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ในเชียงใหม่แต่กลับไม่มีสื่อมวลชน เผยแพร่ข่าวแต่อย่างใด ที่สำคัญทางตำรวจได้เก็บหัวกระสุนในที่เกิดเหตุ เป็นกระสุน M16 A1เป็นกระสุนที่ใช้ในกองทัพ แล้วอย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร ปรองดอง หรือไล่ล่ากันแน่"
แฉคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง
ไทยรัฐฉบับ วานนี้รายงานว่า พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายกฤษดา เป็นคน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของยาเสพติด แต่ตรวจประวัติพบว่า ไม่มีประวัติยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และยังทำงานเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ อยู่กับพ่อของแฟนสาวใน อ.หางดง แต่ประเด็นที่ตำรวจมุ่งให้น้ำหนักมากน่าจะเป็นประเด็นที่นายกฤษดา และครอบครัว เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงชัดเจนมาก เมื่อมีการ ชุมนุมที่ไหน นายกฤษดาจะไปร่วมด้วยทุกหนแห่ง ล่าสุด ยังไปชุมนุมที่กรุงเทพฯมา จึงอาจจะมีผู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์มาก่อเหตุ ซึ่งลักษณะการยิงด้วยปืนเอ็ม 16 ต้องการเอาชีวิต หรือไม่ก็อาจจะเป็นการข่มขู่อะไรบางอย่าง
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ที่ จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มคน มีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดงขึ้นมา มีทั้งนำกำลังค้นบ้านเรือน บนดอยที่มีแกนนำเสื้อแดงอาศัยอยู่ พร้อมข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

