WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 2, 2010

ตร.3จังหวัดชายแดนใต้โวยเดือดร้อนหนัก รบ.ไม่จ่ายเงินพสร.นาน3 ปี

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 18.25 น. วันที่ 1 กันยายน ที่ห้องประชุม สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ
จ.นราธิวาส เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส
พล.ต.ท. พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ผู้บัญชาการ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.)
ได้นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ศชต. และตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส
มาร่วมพิธีละศีลอด เนื่องในเดือนรอมฎอน
ด้วยการนำอาหารมื้อค่ำมารับประทานร่วมกับผู้นำศาสนา
ใน จ.นราธิวาส โดยมีผู้นำศาสนา เช่น อิหม่าม, ตอเต็บ, บิหลั่น และชาวไทยมุสลิม
เข้าร่วมประกอบพิธีละศีลอดประจำวันในครั้งนี้ประมาณ 200 คน


ทั้งนี้ พล.ต.ท. พีระ ได้ตอบขอซักถามถึงกรณี
ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก เนื่องจาก

ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการเพิ่มเงินพิเศษสำหรับการสู้รบ (พสร.)
จากรัฐบาลมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี
โดยได้รับเฉพาะเงิน พสร.ที่รัฐบาลอนุมัติให้ในปีงบประมาณ 2548ถึงปี 2549 เท่านั้น
ส่วนเงิน พสร.ในปีงบประมาณ 2550 จนถึงปีปัจจุบัน
ต่างยังไม่ได้รับกันเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 3 ปีแล้ว ว่า


“เงิน พสร. หรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบนี้
ตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ได้รับกันมาอย่างต่อเนื่องตั้ง แต่ปี 2548 และปี 2549


แต่เงิน พสร. ในปี 2550 ถึงปี 2553 นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กอ.รมน.
(กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ส่วนหนึ่ง
และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการที่สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาอีกส่วนหนึ่ง
จึงเกิดความล่าช้าเกิดขึ้น เนื่องจากมีข้าราชการที่ได้รับเงินส่วนนี้กันหลายหน่วยงาน
มีกำลังพลเยอะมากนับเป็นหมื่นๆ คน แต่ผมได้พยายามผลักดันให้มีการพิจารณา
อันจะนำไปสู้ขั้นตอนการอนุมัติและขั้นตอนการเบิกจ่ายให้รวดเร็วที่สุดแล้ว” พล.ต.ท.พีระ กล่าว

นิติภูมิ เล่าเบื้องหลังภรรยาวิคเตอร์ บูทปรึกษาผช.นายกพบสามี

ที่มา Voice TV

ร.ต.อ. นิติภูมิ นวรัตน์ เขียนบทความเรื่อง “ เสียหายระดับโลก “ เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.nitipoom.com เพื่อเล่าถึงเบื้องหลังการเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท ของผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน โดย ร.ต.อ.นิติภูมิ ระบุว่า เขาจะชี้แจงเรื่องบทความเกี่ยวกับนายวิคเตอรื บูท ผ่านทางบทความเพียงช่องทางเดียว จะไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนสำนักไหน เนื้อหาของบทความ เรื่อง “ เสียหายระดับโลก “ มีดังนี้


“ เมื่อเช้า ขณะกำลังเข้าฟังคำบรรยายของสำนักงานการท่องเที่ยวเวียนนา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เลขานุการของผมโทรศัพท์ทางไกลมาหา บอกว่าระหว่างที่คุณอยู่ทวีปยุโรป โทรทัศน์หลายช่อง และผู้สื่อข่าวหลายสำนัก ติดต่อมาที่สำนักงานฯ พวกเขาอยากสัมภาษณ์คุณกรณีของนายวิคเตอร์ บูท

ในฐานะสื่อมวลชนคน หนึ่ง ผมก็อยากเล่าแจ้งแถลงข่าวตามธรรมชาตินิสัยของสื่อ ว่าอะไรได้อุบัติขึ้นบ้าง ทว่าหลายครั้ง การให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อาจจะทำความเข้าใจได้ไม่ครบ บางสำนักจ้องเอาข้อความไปบิดประเด็น

ประเด็นสำคัญที่คนทั้งโลกสนใจอยู่ในขณะนี้ก็คือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไทยไปพบนายวิคเตอร์ บูท ในคุก จริงหรือไม่?

ถ้าไปพบจริง อันนี้ก็นำความเสียหายมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างมากที่สุดแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ต้องมาพูดถึงกันอีก

ผม บอกเลขานุการไปว่า เรื่องของนายบูท ผมขออนุญาตไม่ให้สัมภาษณ์ เพราะผมมีคอลัมน์ของตัวเองที่มีผู้อ่านเป็นล้านคนต่อวันอยู่แล้ว อะไรที่นอกเหนือจากที่อ่านได้ในคอลัมน์ นั่นคือไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากผม นิติภูมิรับใช้ประชาชนคนไทยด้วยตัวอักษรที่ผู้คนสามารถเข้าไปอ่านย้อนหลัง ได้เกินห้าพันบทความจากทั้ง ๒ คอลัมน์ในเว็บไซต์ www.nitipoom.com ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าไปอ่านเยอะมากต่อวัน ผู้เรียนในหลายสถาบันก็เอาบทความไปใช้ศึกษา ไปทำวิจัย อาจารย์ก็นำไปใช้สอน ฯลฯ

ผมจึงไม่สนใจว่า ไอ้ปื๊ดนักการเมือง อีเรืองนักเขียน ไอ้เกียนอธิบดี ฯลฯ จะเอาเรื่องนี้ไปบิดข้อเท็จจริง บิดเบือนเมื่อไร ผมก็เอามาเขียนย้ำซ้ำในคอลัมน์และเว็บไซต์ ยิ่งเอาไปบิด ผมก็จะยิ่งหาข้อมูลมาเขียนเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรื่องนักการ เมืองไทยไปพบนายบูทที่เรือนจำนี่ ที่จริงผมรู้เมื่อประมาณ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ แต่ไม่นำมาเขียน เพราะตอนนั้นยังไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษากลับไว้แล้ว (ตั้งแต่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓)

ผมสำเร็จหลักสูตรสูงสุดของวิทยาลัยการยุติธรรม เป็น บ.ย.ส. รุ่น ๑๑ รุ่นผมมีอธิบดีศาลเรียนอยู่ด้วยหลายท่าน ขณะเรียน บัดดี้ที่ต้องนอนห้องเดียวกันเมื่อไปต่างจังหวัด ท่านก็เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หนึ่งปีที่ผมเรียน บยส. ทำให้ผมเข้าใจระบบศาล และเคารพศาล แม้แต่นอนห้องเดียวกัน ผมก็รักษามารยาท ไม่ถามเรื่องคดีความกับศาลท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะไม่ต้องการให้ศาลอึดอัด สิ่งใดที่ศาลยังไม่ตัดสิน ผมจะไม่เขียนเด็ดขาด เพราะเราจะไปชี้นำสังคมก่อนศาลไม่ได้

นอกจากนั้น สถานทูตบางประเทศยังแปลบทความของผม สื่อต่างประเทศอ้างข้อมูลจากไทยรัฐ ดังนั้น ข้อมูลใดที่ไม่เป็นผลดีกับปิตุภูมิ ผมต้องระวังไม่นำไปเผยแพร่ต่อ ด้วยไม่ประสงค์ให้ต่างชาตินำไปใช้ทำลายประเทศไทยของผม

ที่บ้านของ นิติภูมิมีคนต่างชาติมาเยือนเยอะ ออสเตรเลีย เยอรมัน อเมริกัน อังกฤษ นิวซีแลนด์ พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม ฯลฯ แต่ที่มากันมากที่สุดก็เห็นจะเป็น คนรัสเซีย คนรัสเซียบางส่วนมาหาเพื่อขอความช่วยเหลือเกื้อกูล ก็มี

นางอัลลา ภรรยาของนายวิคเตอร์ บูท ก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเคยมานั่งหน้าเศร้าเล่าเรื่องสามีให้ผมฟังที่บ้านแด่ แผ่นดิน เรื่องผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีไทยไปพบสามีของเธอเมื่อ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๓ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเธอเอาคำจากปากของนายวิคเตอร์ บูท ผู้เป็นสามีมาปรึกษากับผม ผมยังให้ความรู้นางอัลลาไปเลยว่า เมืองไทยไม่มีผู้ช่วยนายกฯ ถ้ามีใครไปโม้ว่าเป็นผู้ช่วยนายกฯ ไอ้นั่นแอบอ้าง

นางอัลลาบอกว่า สามียืนยันว่ามนุษย์ที่ไปหาเป็นผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีจริงๆ ประสงค์ที่มาหาเมื่อ ๑๕ เมษายน ก็คือ มาเจรจาให้สามีเป็นผู้เชี่ยวชาญ ยอมให้การว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีส่วนขนอาวุธจากเกาหลีเหนือมาไทย ก่อนกลับไป ท่านผู้ช่วยฯ ยังทิ้งเบอร์โทรของท่านไว้ให้สามีดิฉัน ซึ่งอันนี้นี่เป็นนัยยะสำคัญ ว่าท่านให้สามีดิฉันโทรกลับไปยอมทำตามที่ท่านขอ ทว่าสามีของดิฉันไม่โทร

ในคุก ท่านผู้ช่วยฯ พูดซ้ำซากอยู่นานตั้ง ๒ ชั่วโมง

นิติภูมิยังเตือนนางอัลลาไปว่า เมืองไทยไม่มีผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี นางอัลลาบอกว่า อ้า ก็สามีบอกว่าพะนะท่านเป็นผู้ช่วยฯ จริงๆ นะคะ

ถ้า สามีดิฉันคิดสกปรก ก็คงโทรศัพท์กลับไปในเบอร์ที่พะนะท่านให้ไว้ แต่นี่มันเรื่องอะไรกันคะ? นายกฯ และอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เราไม่รู้จักทั้งสองคน ทำไมต้องเอามาเอี่ยวเกี่ยวกะความเป็นอิสระภาพของสามีของดิฉันด้วย

ขณะหนึ่งของการเข้าเยี่ยม ท่านผู้ช่วยเอียงหน้า ทำตาขรึมลึกลับ และถามสามีดิฉันว่า อ้า ในกรุงเทพฯ มีสายลับเคจีบีกี่คน? สายไหนบ้าง?

นิติ ภูมิเตือนนางอัลลาอีกครั้งว่า ประเทศไทยไม่มีผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี พะนะท่านบ้าอะไรของคุณเนี่ยะ อาจจะถูกเจ้านายใช้ให้ไปต่อรอง อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าไม่เหมาะ คือกรณีที่ท่านถามสามีคุณเรื่องเคจีบี ตั้งแต่โซเวียตล่มสลายหายไปเมื่อปลาย พ.ศ. ๒๕๓๔ ไม่มีแล้ว เคจีบี เคจีบ๊วย คนรัสเซียอ่านเรื่องที่สามีคุณถูกถามแล้ว ก็คงจะหัวเราะกันจนฟันปลอมกระเด็นออกมานอกปากกันเป็นแถวละซี

ผมเคยไป เฝ้าดูการแข่งขันแบดมินตัน ทุกครั้งที่ตีลูกพลาด ผู้เล่นจะทำเป็นเฉไฉมองไปที่ไม้ตีแบด เหมือนกับจะบอกว่า ไอ้ที่ตีพลาดน่ะไม่ใช่ความผิดของอั๊วนะเฟ้ย เป็นความผิดของไอ้ไม้นั่นตะหาก นิติภูมิขอแนะนำ ว่าถ้าเล่นผิดแล้ว ก็ควรสารภาพอย่างลูกผู้ชาย อย่าไปเที่ยวมองหาไม้ เดี๋ยวไม้พุ่งตำตาเอานะเอ็ง “

บทบรรณาธิการ ฟ้าเดียวกัน: “ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

ที่มา ประชาไท

นับแต่ทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา เมื่อกลุ่มนิยมเจ้าสามารถหวนคืนสู่อำนาจทางการเมืองหลัง สิ้นยุคคณะราษฎร ประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยก็ตกอยู่ภายใต้กรอบโครงเรื่องว่าด้วยพระอัจฉริยภาพ ของกษัตริย์ แม้จะถูกรบกวนบ้างจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความคิดความอ่านหรือวัฒนธรรมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอริราชศัตรูหรือมหาอำนาจต่างชาติ แต่ชาติไทยและความเป็นไทยของเราก็ดำเนินสืบเนื่องมาได้อย่างราบรื่น สงบสุข ภายใต้ร่มพระบารมี ผ่านยุคอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กระทั่งถึงรัตนโกสินทร์
แม้ ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ชาติไทยและความเป็นไทยก็สามารถปรับตัวได้อย่างสอดคล้อง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นทั้งผู้นำที่พาชาติไปสู่ความทันสมัย เป็นบิดาของประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างทางด้านวิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ กีฬา การลงทุน แม้กระทั่งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในยุคโลกาภิวัตน์-เสรี นิยมใหม่ ขณะเดียวกัน พ่อของชาติก็เป็นศูนย์รวมจิตใจของมวลชน เป็นผู้นำทางศีลธรรมและการพัฒนาในยามที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจสังคม และยังสามารถใช้พระราชอำนาจในการยุติความเลวร้ายทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม ตามหลักเอนกนิกรสโมสรสมมติ
แน่ นอนว่า กรอบโครงเรื่องประวัติศาสตร์ฉบับทางการดังที่ว่ามาก็มิได้ดำรงอยู่อย่างหยุด นิ่ง มิได้ดำรงสถานะครอบงำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าต้องต่อสู้-ต่อ รองเพื่อรักษาอำนาจนำอย่างไม่ขาดสาย ทั้งในรูปพิธีกรรม แบบเรียน นิทรรศการ อาคารสถานที่ อนุสาวรีย์ ดนตรี บทเพลง รูปภาพ นวนิยาย วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ สื่อโฆษณา รายการบันเทิง เครือข่ายสังคมทางอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ
อย่าง ไรก็ดี ในอดีต การตรวจสอบ ตั้งคำถาม และท้าทายประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักก็มักจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงแคบๆ ของปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัย อาจจะมียกเว้นบ้างในช่วงกระแสสูงของการปฏิวัติสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ฝ่ายต่อต้านก็ปราชัยไปในท้ายที่สุด เหลือทิ้งไว้แต่เศษซากผลผลิตที่เข้าใจได้ยากและขำไม่ออกในขบวนการมวลชน เหลือง-แดง
ทว่าความขัดแย้งทางการเมืองหลังการรัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนับจากเดือนกันยายน 2549 ได้ส่งผลให้สภาพการณ์บางอย่างเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดูเหมือนว่า กระบวนการเปลี่ยนมุมมองทางประวัติศาสตร์กำลังเคลื่อนย้ายฐานที่มั่น จากปัญญาชนกลุ่มเล็กๆ ไปสู่มวลชนเรือนแสนเรือนล้าน ผ่านปฏิบัติการทางการเมืองบนท้องถนน ผ่านวิทยุชุมชน ผ่านจานดาวเทียม ผ่านเวทีพูดคุยเสวนา ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านแผ่นซีดี ผ่านสภากาแฟ ผ่านคำบอกเล่าของญาติมิตร รวมทั้งผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารความเร็วสูงสมัยใหม่
ปรากฏการณ์ ที่ภาครัฐขะมักเขม้นกับการ ตรวจสอบ ตรวจจับ เซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ประกอบกับการจัดตั้งขบวนการมวลชนเลี้ยวขวาเพื่อทำหน้าที่ตำรวจทางความคิด ย่อมสะท้อนสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจน
แต่ ความพยายามที่จะแช่แข็งสังคมไทย โดยไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดเลย ดูจะเป็นเพียงแค่ความฝันเสียแล้ว โดยเฉพาะหลังการล้อมปราบครั้งใหญ่ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์จะแปรเป็นไฟ การเมืองที่เผาไหม้ทำลายโครงสร้างการเมืองเก่า ความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายปีที่ผ่านมา ได้บ่มเพาะปีศาจสำหรับชนชั้นนำไทยที่มาพร้อมกับความเข้าใจทางสังคม ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความหมายทางการเมืองแบบใหม่ขึ้นมาแล้ว
เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ 2475 กรณีสวรรคต และ 6 ตุลา ซึ่งไม่มีที่ทางหรืออยู่อย่างอิหลักอิเหลื่อในกรอบโครงประวัติศาสตร์แห่ง ชาติ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ประวัติศาสตร์ “ราชประสงค์” จะท้าทายประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยอย่างถึงรากคู่ขนานไปกับการต่อสู้ระหว่าง ปีศาจเสื้อแดงกับข้อจำกัดทางการเมืองเหนือการเขียนประวัติศาสตร์ไทย


แมลงสาบสังคม

ที่มา ประชาไท

1
“...สิ่ง ที่มนุษย์เราหวงแหนที่สุดคือชีวิต และก็เป็นสิ่งที่ให้แก่เขาเพื่อดำรงอยู่ได้แต่เพียงครั้งเดียว เขาจักต้องดำรงชีวิตอยู่เพื่อที่ว่าจะไม่ต้องทรมานใจด้วยความโทมนัสว่า วันเดือนปีที่ผ่านไปนั้นปราศจากจุดหมาย จักต้องไม่มีความรู้สึกอับอายว่าตนมีอดีตอันต่ำต้อยด้อยคุณค่า ชีวิตเช่นนี้เมื่อตายลงก็สามารถพูดได้ว่า ชีวิตของฉันและพลังกายพลังใจทั้งหมดของฉันได้อุทิศให้แก่อุดมการณ์ที่ดีงาม ที่สุดแล้วในโลกนี้ นั้นคือการต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพของมนุษย์...”
คำรำพัน ณ สุสานสหายผู้เสียสละในการต่อสู้ปฏิวัติ
จากนวนิยายโซเวียตยอดนิยมเรื่อง เบ้าหลอมวีรชน
นิโคไล ออสตร๊อฟสกี้ เขียน ค.ศ. 1933
เทิด ประชาธรรม(ทวีป วรดิลก) แปล พ.ศ. 2518 [1]
2
ความ เปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างสำคัญที่ถือว่าเป็น จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจหวนคืนได้อีกแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่แลกมาด้วยชีวิต เลือดเนื้อ หยาดน้ำตา รวมถึงมูลค่าที่คิดเป็นตัวเลข(เงิน)ได้ และเป็นตัวเงินไม่ได้อย่างมหาศาล คือ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางการเมืองของ “คนชายขอบ” ที่เรียกตัวเองว่า “ไพร่”(จะมีแดงหรือไม่ก็ตาม) และไม่อาจสยบยอมต่อ “อำนาจ” ที่มากดขี่ข่มแหง เบียดขับ ดูถูกเหยียดหยามได้อีกต่อไป อันนำมาสู่เหตุการณ์ในเดือนเมษายน พ.ศ.2552 และเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 อาจกล่าวได้ว่า “ชีวิต เลือดเนื้อ และจิตวิญญาณที่เสรี” ได้ถูกทำลาย และด้อยค่า อย่างไม่มีอะไรเทียบเทียมได้ ดั่งอาจกล่าวว่า “ชีวิต หนึ่งที่เกิดมาช่างด้อยค่ายิ่งกว่าสัตว์(เดรัจฉาน)เสียอีก”
อาจกล่าว ได้ว่า “มนุษย์” หนึ่งที่เกิดมาช่างด้อยค่าไร้ราคาอย่างไม่อาจเปรียบได้กับ “อะไร”? “การทำร้าย ทำลาย เข่นฆ่า ประณาม หยามเหยียด เบียดขับ” อย่างไม่เห็นค่าความเป็นมนุษย์ “แมลงสาบสังคม”ที่เข่นฆ่าได้อย่างอำเภอใจ ไม่อาจอธิบายอะไรในสังคมไทยได้
เราจะอธิบายคำพูดเหล่านี้ได้อย่างไร เช่น “ความ ทุกข์ยากที่เกิดขึ้นเพราะไปเชื่อคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุแหย่ให้คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง ถ้านางศิณีนาถแน่จริงลองเผาบ้านตัวเองดู เป็นพวกหนักแผ่นดินไม่รู้จักแยกแยะความถูกความผิด ลงชื่อผู้ส่งมาจาก อ.เมือง จ.ลำปาง แต่ประทับตราไปรษณีย์เขตอ้อมใหญ่...ถึงศิณีนาถโดนยิงบาดเจ็บ...คงดีใจที่ได้ ค่าชดเชยจากภาครัฐ ไปร่วมชุมนุมเผาศาลากลางถึงจะไม่ได้เผาก็ไปร่วมชุมนุม ก็เท่ากับเผามันบาปนะ ตอนเจ็บตอนตายขึ้นมาก็จะขอค่าชดเชยมันน่าจะตายให้พ้นจากประเทศไทย พวกหนักแผ่นดิน ขายชาติเห็นแก่เงิน ..."[2]
กล่าว ได้ว่าคนในสังคมไทยที่มีความคิดความเชื่อที่เห็นคนอื่นเป็น “สัตว์” ไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย ได้ขยายกว้างออกอย่างน่าตกใจ ดังกรณี มาร์ค V 11 ที่ “หลัง ถูกกระแสกดดันจากการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นทางการเมืองในเฟสบุ๊ก ด้วยการใช้ถ้อยคำรุนแรงตำหนิการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนทำให้ "มาร์ค วี 11" หรือนายวิทวัส ท้าวคำลือ หนุ่มวัย 17 ปี จากเชียงใหม่ ต้องหยุดปฏิบัติการล่าฝันถอนตัวออกจากการแข่งขัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 ท่ามกลางความเสียดายของแฟนคลับที่เทคะแนนโหวตให้เป็นที่ 1 มาตลอด ซึ่งแม้เจ้าตัวจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการสละสิทธิ์ถอนตัวไปแล้ว แต่เรื่องราวยังคงเป็นประเด็นให้พูดถึงทั้งด้านการเมือง และเส้นทางชีวิตหลังตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมปัจจุบัน[3] และ “ตำรวจ สภ.เมือง จ.เชียงราย ได้เรียกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ไปให้ปากคำในคดีเดียวกันเพิ่มอีก 2 คน คือ นายเอกพันธ์ ทาบรรหาร และนายสาทิตย์ เสนสกุล อายุ 19 ปีเท่ากัน จึงทำให้คดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 6 คน ขณะที่นายนิติ เมธพนฎ์ กล่าวว่าไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นที่ต้องถูกดำเนินคดี เพราะพวกเราไม่ได้ทำความผิดทางอาญา แต่เกี่ยวกับ พ.ร.ก. ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูกันที่เจตนาว่าเราทำไปเพราะหวังจะให้เกิดความหวาดกลัว หรือไม่ เพราะในความเป็นจริงคือไม่ได้หวังเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลังถูกดำเนินคดีแล้วก็มีคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ฯลฯ แสดงความเป็นห่วงกันถ้วนหน้า ส่วนใหญ่ห่วงในอนาคตหลังการเรียนของพวกตนว่าจะไม่สดใส เพราะเป็นคนต้องคดี ซึ่งตนอธิบายว่าสังคมน่าจะเข้าใจ เพราะเราไม่ได้ถูกดำเนินคดีอาญา แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน...นายนิติ เมธพนฎ์ เปิดเผยด้วยว่า หลังถูกดำเนินคดีทุกคนไม่ได้ถูกข่มขู่คุกคาม ยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ส่วนการอยู่ในสังคมทั้งการเรียนและทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีแต่คนคอยห่วงใยและไต่ถามด้วยความเป็นห่วง แต่ยอมรับว่าก่อนจะถูกหมายเรียกดำเนินคดี พวกเรา 1 ใน 5 คน เคยถูกคนข่มขู่ด่าว่าและถูกตำรวจเข้าไปค้นบ้านรวมทั้งตรวจสอบเครื่อง คอมพิวเตอร์โดยไม่มีหมายค้นใดๆ แต่ไม่กล้าออกมาเปิดเผยตัว เพราะเกรงกลัว กระทั่งถูกดำเนินคดีด้วยกันทั้งหมด[4] เรา ท่านไม่อาจให้ความเห็นต่างดำรงอยู่ในสังคมได้ ต้องประหัตประหารทำลายล้าง ให้สิ้นซาก โดยถือว่า “คน” เหล่านั้น เป็นกาฝาก กากเดน สังคม อย่างไม่ให้อภัยอย่างนั้นหรือ
3
นำมาสู่คำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ในสังคมไทย เราขาดความอนาทรร้อนใจ “นิ่งเฉย” “เฉยเมย”“ละเลย” ต่อความเป็นตายของเพื่อนมนุษย์ เราไม่ “ละอาย” ที่ออกมาร้องกู่ก้องให้ “ฆ่าๆๆๆๆๆๆๆๆและฆ่า” กระนั้นหรือ ผมพยายามหาคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคม และคำตอบที่ผมครุ่นคิด กับพบว่าเราไม่อาจหาคำอธิบายอะไรที่แน่น้อยชนได้ ที่พอตอบได้ ผมว่ามี 3-4 ประการ คือ
ประการ ที่หนึ่ง เราท่านมีความเข้าใจต่อ “ประชาธิปไตย”ที่ “สัมพัทธ์”(เป็นธรรมดาที่ประชาธิปไตยมีความหลากหลายในแง่ที่บริบทของการเกิด ใช้ต่างบริบทกัน แต่สิ่งที่ไม่อาจลดทอนได้ หลักการสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ที่เป็นหัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย) คือ เราท่านตีความประชาธิปไตย ในมุมมองของตนเองอย่างอคติ โดยไม่ให้ที่ว่าง ต่อความเห็นต่าง ถ้าใครมีความเห็นต่างจากเราท่านต้องออกมาประหัตประหาร ฆ่าผลาญชีวิต และจิตวิญญาณ รวมถึงความคิด “เขา” ที่ต่างจาก “เรา” เหมือนไม่ใช่ “คน” และเขาผู้นั้นไม่อาจร่วมโลกเราได้อีกแล้ว
เรา ท่าน “ไม่สงสัย” เลยว่าทำไม? “เขา” จึงแตกต่างจาก “เรา” หรือว่าประชาธิปไตยที่เราท่านยึดถือนี้ “ไม่ต้องสงสัย” “ไม่ต้องตั้งคำถาม” “ไม่ต้องงง” หรือในท้ายที่สุด “ไม่ต้องคิด” อะไรที่แตกต่าง ไม่ว่าเกิดอะไร ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า การไม่ตั้งคำถาม ต่ออำนาจ หรืออะไรก็ตาม เป็น “ประชาธิปไตย” ใช่หรือไม่ หรือแค่เห็นต่างไม่อาจร่วมโลก ฉะนั้น “ประชาธิปไตย” ที่เราท่านยึดถือก็คือ “การสยบยอม” “การยอมจำนน” “ผู้นำที่เป็นโอรสสวรรค์” มาช่วยนำพา แค่นั้นนะหรือ
ประการที่สอง จากข้อความใน (2) เราจะเห็นว่าประเทศไทยเราช่างมี “ผีใหญ่” ที่น่ากลัวเสียเหลือเกิน ทั้ง “ผีแดง” “ผีเหลือง” เราท่านต่างมีผีต้นสังกัดที่ไม่อาจให้ใครแตะต้องได้ “ผี” เหล่านี้ช่างมีฤทธานุภาพชักนำ ชี้นำให้ผู้คนไปตายแทนตนได้อย่างที่เราท่านไม่ต้องคิด ซึ่งก็น่าแปลกว่า “ผี” เหล่านั้นมีจริงหรือไม่
แต่ที่น่าแปลกแต่จริง คือ “ผีเหลือง” และเหล่าบริวาร กลับมีความ ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช อย่างไพศาลเสียจนไม่อาจให้ผู้ใดอาจเอื้อมแตะต้องได้ ภายใต้ผ้าคลุมของ “คนดี” ที่ดีจริงหรือไม่ดีจริง หรือจริงแบบเทาดำก็ไม่อาจทราบได้ เพราะ “คนดี” ไม่ต้องตรวจสอบ ไม่อาจตั้งคำถามได้
ใน ทางตรงกันข้าม “ผีแดง” ช่าง “เลว” “ทราม” “ต่ำช้า” แม้อาจจะชื่นชม หรือกล่าวถึง “คนผู้นั้น” ก็อาจกลายเป็นสมัครพรรคพวกของ “ผีแดง” หรือ “เลวทรามต่ำช้า” ไม่ต่างจาก “ผีแดง” แม้ผู้นั้นจะติชมด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ตามที ดังคำกล่าวที่ว่า “... คนเหนือคือพี่น้องที่ไอ้ทักษิณพูด คนอีสานคือขี้ข้าไอ้ทักษิณพูด สงสารคนอีสานจังโง่ เห็นแก่เงินเป็นคำพูดของคนส่วนมาก แม่ไรอันทำไมไม่ให้ศิณีนาถและพวกเผาบ้านยายหอม บ้านไรอัน ไปเผาของคนอื่นทำไม เลว โง่ ชาติชั่ว ชาติหมาทั้งตระกูล...ขอให้คนชั่วตระกูลนางศิณีนาถจงตายโหงตายห่าขี้ข้า ทักษิณ ทำไมไม่ไปขอมันมันหนีไปเสวยสุขเมืองนอก มันไม่ผิดมันจะหนีทำไม หลักฐานความชั่วมันเยอะแยะพวกโง่อีสาน ไม่ลืมหูลืมตาบ้าง สนับสนุนคนชั่วมันบาปทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน เมื่อสมัยก่อนคนเหนือใจง่าย ปัจจุบันคนอีสานทั้งใจง่าย โง่ ขายตัวให้เขาหลอกเห็นแก่เงิน ขายชาติ ช่วยเหลือคนผิดสมองไม่มี พวกมึงจะส่งลูกหลานเรียนสูงก็แค่สมองหมา มักติดมาจากบรรพบุรุษไม่สั่งสอนแยกแยะถูกผิดเลวทั้งตระกูล ขี้ข้าทักษิณขอให้พวกมึงจงลงนรกกันไวๆ พวกหนักแผ่นดิน เลียตูดดูดไอ้ทักษิณ เหยียบแผ่นดินอยู่ได้ไง เสียดายเกิดมาครบ 32 ยกเว้นสมองไม่มี...”[5] (การเน้นคำเป็นความตั้งใจของผู้เขียนเอง)
ประการ ที่สาม เรา(คนชั้นกลางเมือง)มองว่าคนในชนบท ไม่ว่าเหนือ อีสาน กลาง หรือใต้ ช่าง “โง่” “จน” “เจ็บ” อย่างไม่น่าให้อภัย ถูกหลอกใช้ได้เหมือน(ควาย) ช่างน่าสงสาร โดยไม่เข้าใจว่าการที่เขาต้องร่อนเร่ พเนจร จากเหย้าจากเรือนมาแสวงหา “ความยุติธรรม ความเสมอภาค และเสรีภาพ” ที่มันยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเขาเหล่านั้น มาเพรียกหา “ความเท่าเทียม”ในสังคม ที่เขาเหล่านั้นถูกเบียดขับ กีดกัน มาอย่างยาวนาน ภายใต้ความลำเอียงของรัฐไทยที่สนใจ “เมือง” มากกว่าชนบท
และ ก็ไม่ใช่คนเมืองนั้นเองหรือที่ดูดซับส่วนเกินจากชนบทอย่างน่าละอาย เสวยสุขบนความทุกข์ยากของคนชนบท และวันใดที่คนชนบทออกมาเรียกร้องหาความ “เท่าเทียม” คุณ(คนในเมือง) ก็ตราหน้าเขาเหล่านั้นว่าถูกหลอกบ้าง โง่บ้าง รับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวบ้าง ท้ายสุดเขาเหล่านั้นก็ไม่สมควรเป็น “คน” ถูกฆ่าได้ ทำร้ายได้ ขังคุกได้ โดยผู้ที่กระทำต่อเขาเป็น “อภิ(สิทธิ์)วีรบุรุษ” ท่ามกลางซากศพของ “คน” ที่ต่างจากตน
คน ในเมือง(คนชั้นกลาง)เหล่านี้ไม่อาจให้อภัยได้หรอกครับ เพราะเขาเหล่านี้เป็นผู้ “ออกใบอนุญาตให้ฆ่า” แก่ผู้กุมอำนาจรัฐ มีคนตายมากมาย คนกลุ่มนี้กับยินดีปรีดา สุขใจท่ามกลางศพของพี่น้องร่วมชาติที่เขาไม่ถือว่าเป็นคน
เขาเหล่านั้นดูเบาคน ชนบท ที่ “สำนึกทางการเมือง” ของเขาเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยน ผันแปร คนชนบทไม่ได้ “โง่” “จน” “เจ็บ” จนนักการเมืองจากไหนมาหลอกใช้ได้อีกแล้ว เขาเหล่านั้นที่ออกมาต่อสู้ก็เพื่อลูกหลาน คนในรุ่นถัดไป หรือรุ่นเขาเองก็ตาม จะได้สลัดแอกความเป็น “ชายขอบ” ของการพัฒนาที่ลำเอียงของรัฐไทยเสียที
จะ ว่าตามจริงคนชนบทมีปะสาทางการเมืองมากกว่า “คนเมือง/คนชั้นกลาง” ด้วยซ้ำ เขาเหล่านั้นรู้จักเลือก และใช้นักการเมืองที่เป็นตัวแทนของเขาได้อย่างชาญฉลาดภายใต้เงื่อนไขของการ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือต่อรองผ่านหัวคะแนนเองก็ตามที ต่างจากคนเมืองที่เลือกผู้แทน “ตามกระแส” ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถใช้นักการเมืองได้ แล้วนี่คนในเมือง หรือคนชนบทโง่ก็น่าฉงนอยู่
ประการ ที่สี่ ความอัดอั้น กดดัน ต่อโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมต่อสังคมไทย ดูได้จากการถือครองทรัพย์สินของคนในประเทศนี้ที่ทรัพย์สิน(เงินฝาก เงินลงทุน ที่ดิน)เป็นของคนไม่กี่หยิบมือเดียว แม้แต่ที่เรียกว่า “หัวขบวนไพร่”เองก็ตามมีเงินเป็นแสนล้าน การกระจายตัวของทรัพยากรกระจุกตัวอยู่ในเมือง อยู่ในมือของ “อภิสิทธิ์ชน” คนเล็กคนน้อย “จนทั้งเงิน จนทั้งอำนาจ” ดังมีคำกล่าวที่เป็นเสมือนตลกร้ายว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” ก็จริงอย่างน่าสมเพดในบ้านนี้เมืองนี้
เรา ต้องยอมรับความจริงในบ้านนี้เมืองนี้ว่าเรามีปัญหาการแย่งชิง เบียดขับทรัพยากร(ดิน น้ำ ป่า ภาษี(เงินงบประมาณ) ความเป็นธรรม เสรีภาพ สิทธิฯลฯอะไรอีกมากมาย) อย่างไพศาล คนที่มีโอกาส(โดยมากก็คือชนชั้นนำ หรือแม้แต่ลูกตาสีตาสาที่กลืนกลายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำก็ทรยศต่อชน ชั้นตัวเองกลายเป็นผู้ขูดรีดอย่างน่าอัศจรรย์) ได้ฉกฉวย ช่องใช้ทรัพยากรอย่างมโหฬาร คนชั้นล่างถูกกดทับเบียดขับอย่างน่าอเนจอนาถ การ “ลุก”ขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมถูกมอง(ใส่ป้าย)ว่าป่าเถื่อน ไร้อารยะ ซึ่งก็น่าคิดว่าการปิดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาลของม็อบพันธมิตรมันอารยะตรงไหน ผมพยายามใช้เท้าก่ายหน้าผากคิดก็คิดไม่ออก
กรณี ม็อบพันธมิตร กับม็อบ นปช. เป็นประจักษ์พยาน หรือใบเสร็จอย่างดีของความไม่เป็นธรรม ความไม่เท่าเทียมของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้ง ไม่ต้องอธิบาย ชี้แจงอะไรให้มากความ
รวมถึงคำเยาะเย้ย ถากถาง(ดู 2) ที่คนชั้นล่างได้รับจาก ผู้ที่ให้คำนิยามตนเองว่าเป็นผู้มีการศึกษา เป็นผู้มีความรู้ เป็นชนชั้นกลาง/นำ/อภิสิทธิ์ชน ถ้อยคำหยามหมิ่นนี้แหละที่เป็นพลัง/แรงขับ/แรงกดทับ/ของชนชั้นล่างในการ ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม
การ แย่งชิง การสร้างความหมาย ต่อปฏิบัติการทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ สุดท้ายนำมาสู่การ “ออกใบอนุญาตให้ฆ่า” ฝ่ายตรงกันข้ามได้ไม่ว่าฝั่งพันธมิตร หรือ นปช.(ดูคำสัมภาษณ์ของจตุพร พรหมพันธุ์ ช่วงพันธมิตรชุมนุมในเหตุการณ์ 7 เมษายน 2550) ซึ่งก็น่าตั้งคำถามว่าเราท่านยอมให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร
ประการ สุดท้าย ชนบทไทยได้เปลี่ยนไปแล้วรวมถึงสังคมไทยเองด้วย เราไม่อาจหวนกลับไปสู่สังคมแห่งชนชั้นที่ไม่เท่าเทียมได้อีกแล้ว นโยบายของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่นโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเอง ก็ได้เปลี่ยนชนบทไทย ให้เป็นชนบทที่ต่างจากเดิม เช่น นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือ SME (ทักษิณ ชินวัตร) เรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินเดือน อ.ส.ม. (ท) น้ำไฟรถฟรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้ทำให้เขาเหล่านั้นได้รับทรัพยากรจากรัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้เขาได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เขาเหล่านั้นได้สร้างสำนึกทางการเมืองใหม่(ที่ไม่ใช่พรรคการเมืองใหม่)ที่ วางอยู่บนฐานของ “ความเท่าเทียม”ไม่อาจทนต่อความลำเอียงของรัฐไทย ไม่อาจยินยอมต่อ “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล” ได้อีกต่อไป
แต่ ในทางตรงกันข้ามคนในเมือง กับเคยชิน คุ้นเคยกับการเมือง และสำนึกทางการเมืองแบบเก่า ที่คนชนบทไม่มีสิทธิ์มีเสียง โดยใส่ป้ายให้ว่า “โง่” และไอ้โง่นี้แหละกลับมาเย้ วๆๆใน “พื้นที่” กู ทำให้รถติด ห้างไม่เปิด ทำให้วิถีชีวิตกู(คน กทม.)เป็นอัมพาต มาเรียกร้องให้กูกับมึง(เรากับเขา) อยู่ในระนาบเดียวกัน ทั้งที่มึง หูนาตาเถื่อนเสียไม่มี จึงเป็นที่มาของการ “ออกใบอนุญาตให้ฆ่า” อย่างไม่อนาทรร้อนใจของคนในเมือง อย่างไม่ใช่ “คน” อย่างด้านชา เสียไม่มี
4
“คน” คนหนึ่งได้ทอดร่าง สิ้นใจตายท่ามกลางห่ากระสุนที่สาดใส่เขาเหล่านั้น “อย่างกับเป็นแมลงสาบสังคม” ที่ไร้ค่าไร้ราคา ท่ามกลางการอนุญาตให้ฆ่าได้ของคนบางกลุ่ม ชีวิตเหล่านั้นได้ทำให้สังคมไทยที่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่อาจหวนคืนได้อีกแล้ว คนชนบท หรือคนชั้นกลางในชนบท (คำของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์) ได้สร้างสำนึกทางการเมืองของตน เห็นค่าของ “เสรีภาพ เสมอภาค เท่าเทียม ยุติธรรมฯลฯ” อย่างที่คนชั้นกลาง/นำ/อภิสิทธิ์ชน ไม่คุ้นชินได้อีกแล้ว แม้จะ “ฆ่า” เขาเหล่านั้นสักกี่ศพก็ตาม จะมองเขาเป็นแมลงสาบสังคม หรืออะไรก็ดี เข็มนาฬิกามันได้หมุนไปข้างหน้าแล้วพี่น้อง
ท้าย สุดคนชั้นกลางเมืองต้องหันมาทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างจริง จัง และเข้าใจ “เขา” เหล่านั้นอย่างเข้าใจ หรือจำใจก็ดี ไม่เพียงแต่โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เองก็ตามทีต้องมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้สอดรับ แม้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม เราไม่อาจหยุดนิ่ง เพื่อรอความล่มสลายของสังคมไทยได้อีกต่อไป คนชั้นกลาง /นำ/อภิสิทธิ์ชนต้องยอมรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลงกับกระแสธารการปฏิวัติของ “คนชั้นล่าง” อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ต้องยอมลดทอนอภิสิทธิ์(ที่ไม่ได้หมายถึงเวชชาชีวะ) ที่เคยมีเคยได้ กระจายทรัพยากร หรือ “ความเป็นธรรม” ที่แก่คนกลุ่มอื่นอย่างเท่าเทียม ต้องปฏิวัติโครงสังคมที่ไม่เป็นธรรมของคนทุกกลุ่มในสังคมอย่างจริงจัง
แต่ ในทางกลับกันคนชั้นล่างเองก็ต้องให้เวลา และทำความความเข้าใจ ทั้งสังคมวัฒนธรรม ทัศนคติ วิถีชีวิตของคนชั้นกลาง /นำ/อภิสิทธิ์ชน ด้วย รวมถึงดึงคนเหล่านั้นมาสร้างการปฏิวัติที่ “ไม่สังเวยชีวิตเลือดเนื้อ”(หรือภาษาฝ่ายซ้ายว่า สามัคคีชนชั้น : ผมพูดอย่างกระแดะทั้งที่ไม่รู้ทฤษฎี หรือแนวคิดฝ่ายซ้ายเลยแม้แต่กระพี้เดียว) ของใครก็ตาม เราไม่อาจยอมให้ใครทั้งล่าง กลาง สูง ตายได้อีกแล้ว ดังคำกล่าวของ อ.เกษียร เตชะพีระที่ว่า “ไม่มีหลักการนามธรรมอันใดในโลกมีค่าพอให้เราไปเอาชีวิตผู้อื่นมาสังเวย ไม่ว่าสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย”[6] ผมขอปิดท้ายด้วยโครงที่ชื่อว่า “โลก” โลกที่หลากหลายแตกต่าง และอยู่ร่วมพึงพาอาศัยกันได้ โลกที่ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของแต่เพียงฝ่ายเดียว โลกที่หลากหลายจึงเป็นโลกที่น่าอยู่ครับ
โลก[7]

โลกนี้มิอยู่ด้วย มณีเดียว
ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง
ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลยภาพ
ภาคจักรพาลมิร้าง เพราะน้ำแรงไหนฯ

ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวเอย
กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย
เมาสมมุติจองหอง หินชาติ
น้ำมิตรแล้งโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานต์ฯ
หมายเหตุจากผู้เขียน
บท ความนี้ได้รับแรงบันดารใจจาก อ.ไชยันต์ รัชชกูล ที่ให้ความกรุณา แลกเปลี่ยน ซักถาม โต้แย้งอย่างเท่าเทียม กับศิษย์คนนี้เสมอมา อ.สรัสวดี อ๋องสกุล ครูผู้เมตตา และกรุณาอย่างไม่ขาดแคลน ขอบคุณ อ.มนตรา พงษ์นิล อ.ชัยณรงค์ ศรีมันตระ อ.ชาญ พนารัตน์ แห่ง ม.นเรศวรพะเยา ที่เอื้อเฟื้อในหลายโอกาส อ.ทรงศักดิ์ ปัญญา คุณสิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ คุณชัยนุวัฒน์ ปูนคำปีน และคุณขันติชัย รวมสุข ที่คอยแลกเปลี่ยนให้ความคิดความเห็นอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงคุณรุ่งเกียรติ กิติวรรณ ที่ช่วยเก็บข้อมูลเบื่องต้นในเขต อ.ป่าซาง จ.ลำพูนบางส่วนให้ แต่อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบต่อความคิดความเห็นข้างต้นย่อมเป็นของผู้เขียน แต่เพียงผู้เดียว ถ้างานชิ้นเล็กๆ นี้จะมีค่าบ้างผู้เขียนขออุทิศให้แก่พี่น้องที่ได้ล้มตายท่ามกลางห่ากระสุน ของความไร้เสรีภาพ ความไม่เท่าเทียม ความ อยุติธรรม ของสังคมไทย ขอให้ดวงวิญญาณของเขาเหล่านั้นรับรู้ว่า “เราท่านทั้งหลาย” จะเป็นผู้รับไม้อุดมการณ์ของท่านต่อไปอย่างอดทน เพื่อให้ถึงสังคมที่เป็นธรรมให้จงได้ ด้วยจิตคารวะ
อ้างอิง
[1] อ้างใน, เกษียร เตชะพีระ. ทางแพร่งและพงหนามทางผ่านสู่ประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551, หน้า 335.
[2] ข่าวสดรายวัน ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7175
[3] ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2553
[4] ข่าวสดรายวัน ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7175
[5] ข่าวสดรายวัน ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7175
[6] เกษียร เตชะพีระ. ทางแพร่งและพงหนามทางผ่านสู่ประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551, หน้า 207.
[7] อังคาร กัลยาณพงศ์, “โลก” ใน กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์,ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7, กรุงเทพฯ: กินรินทร์,2548, หน้า 31 อ้างใน ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจากหลอมรวมเป็นหนึ่ง สู่ผสมผสานพันทาง, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2550, หน้า 162.

ถ้าท้อเป็นถ่าน ถ้าผ่านเป็นเพชร

ที่มา ประชาไท

เพชรเป็นธาตุคาร์บอนเหมือนกับถ่าน เพียงแต่ถ่านเป็นไม้ที่ผ่านการอบการเผาไม่นาน แต่เพชรผ่านความร้อนไม่ต่ำกว่า 5,000 องศาฟาเรนไฮต์ได้รับความกดดันมากกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้วด้วยระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งกลายเป็นเครื่องประดับอันงดงามมีความแข็ง และมีค่ามากกว่าถ่านหลายล้านเท่า

ช่วงก่อนผมรู้สึกหมดไฟ ทดท้อกับอะไรบางอย่าง อาการอ่อนแรงนั้นกลับสามารถทำให้ตัวเองนิ่งได้ ความเนิบช้าเป็นโอกาสให้ “ทบทวนความหลัง ระผิดความผิด เตือนจิตของตน” ได้พอประมาณ
การ ตามใจตัวเองอย่างไร้ สติตามนิสัยของผม แม้ไม่เกิดขึ้นบ่อย แต่ก็มักพรั่งพรูหากมีอะไรมาโดนใจอย่างจัง จนบางครั้งการปล่อยอารมณ์และความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ที่มักเผลอไผลกระเจิงไปอย่างไร้ทิศทาง บางครั้งอาจไปก้าวล่วงใครต่อใคร
ความ รู้สึกท้ออ่อนแรง ดังว่า พอรู้ตัวทั่วพร้อมต้องกำจัดมันออกไป ฝึกที่จะตัดสิ่งเร้าที่เป็นตัวสร้างอารมณ์ขุ่นมัวเสีย เริ่มด้วยการอย่าจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้นานเกิน ฯลฯ หันมาดูทีวีประเภทสาระบันเทิงมากขึ้น เพื่อจำกัดพื้นที่ให้สติกลับมา และทำจิตใจให้เบิกบานอยู่ตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้
*หนังสือ “ศิลปะ แห่งอำนาจ” (The Art of Power) ซึ่งเขียนโดยท่าน ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชาวเวียดนาม เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2510 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตใจผมแช่มชื่นขึ้นมาได้บ้าง ท่านติช นัท ฮันห์ ก่อตั้งชุมชนทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ให้ชื่อว่า หมู่บ้านพลัม (Plum Village) ช่วงแรกเป็นแหล่งพักพิงของผู้ลี้ภัย ปัจจุบันหมู่บ้านพลัมได้ต้อนรับผู้คนมากมายในการปฏิบัติสมาธิภาวนา ผมเขียนถึงท่านในงานบางชิ้นบ้างแล้ว
ท่านกล่าวไว้ในหนังสือนี้ว่า “สังคมของเราตั้งอยู่บนอำนาจที่ถูกนิยามไว้อย่างคับแคบ อันได้แก่ ความมั่งคั่ง ความสำเร็จทางอาชีพ ชื่อเสียง ความเข้มแข็งของร่างกาย ความเข้มแข็งทางการทหาร และอิทธิพลทางการเมือง ...ยังมีอำนาจอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว นั่นคือ พลังอำนาจที่จะมีความสุขในปัจจุบันขณะ เป็นอิสระจากสิ่งเสพติด ความกลัว ความท้อแท้สิ้นหวัง ความแบ่งแยก ความโกรธ และความหลงลืม พลังอำนาจเช่นนี้เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นคนมีชื่อเสียง หรือไม่มีใครรู้จัก คนรวยหรือคนจน คนแข็งแรงหรือคนอ่อนแอ...”
ประเด็นที่กระตุกความคิดของผมได้อย่างมากคือท่านได้ชี้ให้เห็นว่า “อำนาจ ที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานแห่งความสุขที่แท้จริงนี้ มี 5 ประการ อันได้แก่ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา..... ในที่นี้ขอกล่าวถึงอำนาจที่สองและที่สาม อำนาจที่สอง คืออำนาจแห่งความเพียรที่จะรักษาการปฏิบัติและไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกชักจูง ความสนใจจนลืมที่จะปฏิบัติ อันได้แก่ การฝึกฝนไม่ให้อารมณ์เชิงลบหรือเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดีปรากฏขึ้นในจิตใจ การทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดีที่ได้ปรากฏขึ้น สงบตัวลง การบำรุงหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้ปรากฏขึ้นอยู่ตลอดเวลาและรักษาให้ อยู่ได้นานที่สุด
ท่าน ติช นัท ฮันห์ อธิบายว่า จิตของเรานั้นล้วนมีเมล็ดพันธุ์ทั้งที่ดีและไม่ดีอยู่ในตัว การฝึกฝนจะทำให้เรารู้ทัน และสามารถดูแลไม่ปลุกให้เมล็ดพันธุ์ไม่ดี เช่น ความโกรธ ความกลัว ความรุนแรง ความท้อแท้ ตื่นขึ้น ในเบื้องต้นอาจทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นเร้า และคอยหมั่นบำรุงเมล็ดพันธุ์ที่ดี เช่น เมล็ดพันธุ์แห่งความรัก การให้อภัย ความเบิกบาน
อำนาจ ที่สามคือ อำนาจแห่งสติ เป็นความสามารถในการตระหนักรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงสามารถโอบรับความทุกข์ ความโกรธ ความท้อแท้ใจ ได้อย่างสงบ และคลายทุกข์ลงได้ด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง
อ่าน มาถึงตรงนี้ความ ท้อแท้ในใจทุเลาเบาบางลงเสียได้ ยิ่งได้ทบทวนประวัติบุคคลสำคัญๆ ในอดีตที่เคยทดท้อ ล้มเหลว แต่ท่านเหล่านั้นปลุกใจสู้มีกำลังใจแรงกล้าสามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนกลายเป็น บุคคลสำคัญของโลก อาทิ
ที่แฮนรีวิลล์ มลรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา มีบุคคลท่านหนึ่ง **
อายุ 5 ขวบ พ่อของเขาเสียชีวิต
อายุ 16 ปี ต้องออกโรงเรียนกลางคัน
อายุ 16 ปี สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ถูกเขาขับออก (โกหกเรื่องอายุเพื่อเข้าเกณฑ์ทหาร)
อายุ 18-22 ปี ประกอบอาชีพขายตั๋วรถไฟแต่ล้มเหลว
อายุ 20 ปี ภรรยาพาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตร่วมไม่ได้
จาก นั้นเขาจึงหันมา สมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี เขาจึงสมัครทำงานเป็นพนักงานขายประกัน ในอาชีพใหม่นี้ เขาประสพความล้มเหลวอีกครั้ง เขาจึงเปลี่ยนงานเรื่อยไปทั้งเป็นนักดับเพลิง ฝึกงานที่ศาล เป็นคนขายยาง เป็นคนงานที่สถานีขนส่ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
เมื่ออายุ 47 ปี เขาพึ่งนึกได้ว่าตอนวัยเด็กเขาอาศัยอยู่กับแม่และได้เรียนรู้การทำอาหารจาก แม่ที่ต้องทำอาหารเลี้ยงน้องๆ อีก 2 คน ฝีมือการทำอาหารของเขาชนะการประกวดประจำหมู่บ้านเมื่อตอนเขาอายุเพียง 7 ปีเท่านั้น
เขา จึงเริ่มทำงานที่เขา ถนัดคือสมัครเป็นพ่อครัวและเด็กล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ ในมลรัฐเคนทักกี้ เขาพัฒนาฝีมือในการทำอาหารเรื่อยมา อีก 9 ปีต่อมา สามารถเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง และคิดค้นสูตรลับไก่ทอดที่ประกอบด้วยเครื่องเทศต่างๆ ถึง 11 ชนิดได้สำเร็จ ไก่ทอดของเขาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทำให้เขาได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่า การมลรัฐเคนทักกี้ให้เป็นถึง พันเอก
เขาผู้นั้นก็คือ พันเอก อาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอร์ส เจ้าของผู้ก่อตั้งร้าน เคนทักกี้ ฟราย ชิคเคน และเจ้าของสูตรไก่ KFC นั่นเอง
จากที่เคยประกอบอาชีพมาหลายอย่าง และมักจะล้มเหลวเสมอ แต่ในที่สุดเขาได้กลายเป็นเศรษฐีในบั้นปลายชีวิต ปัจจุบันร้าน KFC มีสาขาต่างๆ กว่า 30,000 ร้านทั่วโลก
ประวัติอดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งซึ่งประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนี้ ***
อายุ 21 ปี ล้มเหลวในการประกอบธุรกิจ
อายุ 22 ปี พ่ายแพ้การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของรัฐ

อายุ 24 ปี ล้มเหลวในการประกอบธุรกิจอีกครั้ง
อายุ 26 ปี คนรักของเขาตายจาก
อายุ 34 ปี พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
อายุ 36 ปี พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก
อายุ 45 ปี พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาวุฒิสภา
อายุ 47 ปี พยายามเป็นรองประธานาธิบดี แต่ไม่มีใครสนับสนุน
อายุ 49 ปี พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาวุฒิสภาอีก
อายุ 52 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี ค.ศ. 1861
บุคคล ผู้นี้คือ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา เขาจะไม่มีวันได้เป็นประธานาธิบดีหากไม่สร้างความหวังและกำลังใจปลุกตนเอง ให้ลุกขึ้นจากความล้มเหลว
ความ หวังเป็นพลังช่วย ผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ เสียอะไรก็เสียไป แต่อย่าเสียกำลังใจ ความหวังและกำลังใจจะช่วยทำให้ร้ายกลายเป็นดี ดั่งเช่นในพระพุทธประวัติ
****นาง กีสาโคตรมี ได้กำเนิดบุตรน่ารักคนหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นาน บุตรน้อยของนางเสียชีวิตกระทันหัน นางร่ำไห้เสียใจเป็นอย่างมาก จนสติฟั่นเฟือนครึ่งบ้า ไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น นางมีความหวังว่าจะสามารถให้ฟื้นคืนชีพมาได้
ใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้น
จน มีผู้แนะนำให้นางไป เฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถี นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์รักษาบุตรน้อย พระพุทธองค์ตรัสให้นางไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่งเพื่อนำมาเป็น ยารักษา แต่มีข้อแม้ว่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากบ้านเรือนที่ไม่เคยมีใคร ตายมาก่อน
นาง กีสาโคตมีอุ้มศพลูก น้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือน ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น จนในที่สุดนางก็ได้สติกลับคืนมาและคิดได้ว่าความตายนั้นไม่ใช่ตายเฉพาะลูก เราคนเดียว คนอื่นก็ตายด้วย สักวันหนึ่งเราเองก็จะต้องตายเหมือนกัน
เมื่อ คิดได้ดังนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพลงขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบาง จิตใจสดชื่น โปร่งโล่งสบาย นางจัดการเผาศพลูกชายตนเอง ด้วยความหวัง ความไม่ทดท้อที่จะให้ลูกฟื้น เป็นแรงบันดาลใจในการตามหาหมอรักษาลูก ทำให้นางกีสาโคตมีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุโสดาปัตติผล
ใน มหาเวสสันดรชาดก พราหมณ์ชูชกได้เข้าไปขอ กัณหาและชาลี ภาพตอนที่ชูชกฉุกลากสองพระองค์น้อยไปจากพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ทำให้ชาดกเรื่องนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก และยังเป็นประเด็นถกเถียงทางจริยศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่มีพราหมณ์เฒ่าชูชกพระเวสสันดรก็มิอาจบำเพ็ญมหาบารมีทานได้สำเร็จ อุปสรรคปัญหาในชีวิตก็เช่นกัน เป็นสิ่งท้าทายให้เราก้าวพ้น เพื่อชีวิตที่ดี
พระพุทธเจ้าในสมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก***** ได้ชักชวนเพื่อนลงเรือสำเภาเดินทางไปค้าขายที่สุวรรณภูมิ เมื่อเรือแล่นไปกลางมหาสมุทรในวันที่ 7 ประสบมรสุมใหญ่ถึงกับอับปาง พระมหาชนกครองสติปีนขึ้นไปบนเสากระโดงเรือ แล้วดีดตัวเองให้ตกไปในที่ห่างไกลจากเรือ ซึ่งขณะนั้นมีสัตว์ร้ายกำลังรุมล้อมกัดกินคนอื่นๆ พระมหาชนกเพียรว่ายน้ำมุ่งหน้าเข้าฝั่งไปยังทิศที่ตนกำหนดว่าเป็นเมืองมิถิ ลานคร ผ่านไป 7 วัน ก็ยังเพียรว่ายไปไม่หยุดหย่อน โดยตั้งความหวังว่าจะต้องถึงฝั่งให้ได้
เทพธิดาชื่อว่ามณีเมขลาซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตลอด เห็นใจในความพยายามจึงถามพระมหาชนก ว่า “ท่านจะเพียรว่ายไปทำไมกัน เมื่อมองไม่เห็นฝั่งมหาสมุทร และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะไปถึง” พระมหาชนกตอบว่า “ วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา เกิดเป็นคน ควรพยายามร่ำไป จนกว่าจะได้สิ่งที่ปรารถนา” เมื่อได้เห็นความตั้งใจมุ่งมั่นเช่นนั้น เทพธิดามณีเมขลาจึงช่วยอุ้มขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย
การ ที่เราได้เจอสิ่งที่ คิดว่าดีสำหรับชีวิต ก็ต้องพยายามไข่วคว้าด้วยความปรารถนาที่ดีงาม แม้เจออุปสรรคปัญหาก็ต้องพยายาม เพราะในชีวิตประจำวันเราต้องเพียรต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ปลายังต้องว่ายทวนน้ำ เพื่อดักอาหารที่ลอยมาเลี้ยงชีพ “ปลา ที่ตายแล้วเท่านั้น ที่จะลอยไปตามกระแสน้ำ” ดนตรีที่จะไพเราะก็ต้องมีเสียงต่ำเสียงสูงของเครื่องดนตรีหลากชนิดบรรเลง ประกอบกัน หากมีเพียงเสียงเดียวหวานจ๋อยก็หาบันเทิงไม่
หลาย ท่านใดกำลังท้อ กำลังสิ้นหวัง ลองนึกทบทวนดูเถิดครับ ชีวิตคนเราต้องผ่านการเรียนรู้ภาคทฤษฎี และการทดลองพิสูจน์ทางกายภาพอย่างมากมาย ลองหันมาให้โอกาสกันและสร้างกำลังใจไม่ทดท้อต่อการพิสูจน์ด้านจิตวิญญาณ เพียรมุ่งมั่นฟันผ่าอุปสรรคขวากหนามที่ขวางกั้น
เพียง มีโอกาสและกำลังใจ ที่ดี จุดประกายสร้างความหวังเรื่อยไป ความหวังที่ไม่เสื่อมคลายจะทำให้สมปรารถนาสักวันหนึ่ง.. อย่าเพิ่งท้อ..นะครับ..อย่าเพิ่งท้อ เพราะ...ถ้าท้อเป็นถ่าน ถ้าผ่านเป็นเพชร
อ้างอิง
* ติช นัท ฮันห์, ศิลปะแห่งอำนาจ, สำนักพิมพ์ฟรีมายด์, กทม, 2552
** ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอร์ส จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://www.pooyingnaka.com/story/story.php?Category=forwordmail&No=1479/
***Robbins, A, Unlimited Powers, Fawcett Columbine, New York, 1986, P 73
**** พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกาทสกนิบาต
***** พระมหาอภิเชต อภิเชฏฺโฐ, สร้างความหวังและกำลังใจ, สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, กทม, 2538, หน้า 30

พี่ชาย ‘ดา ตอร์ปิโด’ ร้องเรียนอธิบดีราชทัณฑ์ กรณีเลือกปฏิบัติในเรือนจำ

ที่มา ประชาไท

1 ก.ย.53 กิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 18 ปีข้อหาหมิ่นเบื้องสูงและคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าร้องเรียนกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กรณีเจ้าหน้าที่มีการต่อว่าด้วยวาจาหยาบคายกับดารณีและมีการเลือกปฏิบัติใน เรือนจำ โดยหากเป็นผู้ต้องขังต่างชาติทำผิดจะได้รับการผ่อนปรน ขณะที่ผู้ต้องขังชาวไทยจะถูกทำโทษอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ อธิบดีได้รับเรื่องไว้และรับปากจะให้มีการสอบสวนต่อไป
ด้าน ดารณี กล่าวว่า ขณะนี้ยังคงได้รับผลกระทบจากอาการขากรรไกรยึดติดทำให้อ้าปากไม่ได้ แต่ยังไม่สามารถผ่าตัดได้ เนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำ และเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าโครงการบวชชีพราหมณ์เป็นเวลา 5 วัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน และพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งยังแนะนำให้คนเสื้อแดงลองต่อสู้ด้วยการอโหสิกรรมแทนความเคียดแค้น ทำกิจกรรมนั่งสมาธิ สวดมนต์แผ่เมตตา อโหสิกรรมให้ศัตรูเพื่อเปลี่ยนแปลงศัตรู

มหาสารคาม:ศาลไม่ให้ประกันเสื้อแดง ผู้ว่าไม่ฟังคำขอร้องญาติผู้ต้องขัง

ที่มา ประชาไท

ทนาย พร้อมครอบครัวผู้ต้องขังเข้าพบผู้ว่าสารคามขอความกรุณาออกหนังสือไม่ คัดค้านการประกันตัว ด้านผู้ว่าปัดยังไม่เห็นสำนวน ด้านศาลมหาสารคามยังไม่ยอมไม่ให้ประกันตัว 4 ผู้ต้องขัง

31 สิงหาคม พ.ศ.2553 เวลา 10.00 น. น.ส.เบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความได้เดินทางมาพูดคุยเพื่อเตรียมการยื่นประกัน 10 ผู้ต้องหาคดีเตรียมการวางเพลิงเผาสถานที่ราชการต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม โดยมีญาติพี่น้องของผู้ต้องขังมาร่วมพูดคุยประมาณ20คน
ใน ส่วนหนึ่งของการเตรียมการ น.ส.เบญจรัตน์ ได้แจ้งต่อญาติพี่น้องของผู้ต้องขังว่า ตนจะได้เดินทางไปขอเข้าพบ นายวีระพล สุพรรณไชยมาตย์ นายอำเภอเมืองมหาสารคาม เพื่อขอร้องให้นายวีระพลในฐานะที่เป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวทำหนังสือไม่ คัดค้านการให้ประกันตัวต่อศาล โดยที่บรรดาญาติผู้เสียหายที่มาร่วมรับฟังได้ ขอติดตามไปพบเพื่อขอความเมตตาจากนายอำเภอด้วย
13.30 น. น.ส.เบญจรัตน์ ในฐานะทนายความและญาติพี่น้องผู้ต้องขังจำนวน 20คน ได้เดินทางไปที่ ที่ทำการอำเภอเมืองมหาสารคามโดยได้แจ้งความจำนงขอเข้าพบ นายวีระพล ตามเหตุผลข้างต้น ซึ่งคณะทนายความและญาติของผู้ต้องขังได้เข้าพบนายวีระพล เมือ่เวลาประมาณ14.00 น. หลังจากที่นายวีรพล ได้ฟังนางสาวเบญจรัตน์ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์การเข้าพบแล้วนายวีรพลจึงได้ชี้ แจงต่อนางสาวเบญจรัตน์และบรรดาญาติของผู้ต้องขังว่าตนไม่มีอำนาจในการตัดสิน ใจและแนะนำให้ไปขอร้องต่อนายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม
น.ส.เบญจรัตน์และคณะจึงได้เดินทางไปขอพบนายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าฯ ที่ห้องทำงานชั้น 4ของศาลากลางแห่งใหม่บริเวณศูนย์ราชการ เมื่อนายทองทวีได้ออกมาพบกับคณะก็ได้แสดงอาการไม่พอใจอย่างรุนแรงโดยที่ไม่ ได้ฟังคำขอร้องของ น.ส.เบญจรัตน์ จนสิ้นสุด นายทองทวีได้อ้างว่า”ผมยังไม่ได้เห็นสำนวนของคดีและจะขอพิจารณา เป็นรายๆไป” และขณะที่ญาติผู้ต้องขังจะกล่าวให้เหตุผลเพื่อขอความเห็นใจ นายทองทวีได้กล่าวตัดบทว่า”ผมไม่ชอบวิธีการของพวกคุณพร้อมกับเดินหันหลังหนี ไปพร้อมกับตำหนิเจ้าหน้าที่ว่า”ปล่อยให้พวกมันขึ้นมาได้อย่างไร”
น.ส.เบญจ รัตน์ได้แสดงความเห็นต่อผู้สื่อข่าวว่าตนรู้สึกสงสารและเสียใจ แทนญาติพี่น้องของผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสในการชี้แจงถึงสภาพปัญหาและคิดว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าที่จะให้เวลาในการพูดคุยกับประชาชนและควรมีท่าทีรับ ฟังมากกว่านี้ นางวิจิตร ดวงพรหม ภรรยาของนายอุทัย คงหาญผู้ต้องขัง กล่าวว่าพอได้เห็นท่าทีของผู้ว่าแล้วตนก็รู้สึกขาอ่อนหมดหวังต่อเจ้าหน้าที่ บ้านเมือง ในขณะที่ญาติผู้ต้องขังอีกรายหนึ่งบอกว่า”รัฐบาลบอกว่าจะปรองดอง แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นมีท่าทีอย่างนี้แล้วมันจะปรองดองกันได้อย่างไร”
1 กันยายน พ.ศ.2553 เวลา 09.30 น. ญาติของ นายคมกฤษ คำวิเศษ นายภาณุพงษ์ พลเสน นายสุชล จันปัญญา และนายสมโภชน์ สีกากุล ได้เดินทางไปที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม เพื่อยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัวผู้ต้องขังโดยในคำร้องได้ระบุว่า ผู้ต้องขังอยู่ในระหว่างการศึกษา การคุมขังผู้ต้องหาจะเป็นการจำกัดโอกาสในการศึกษา แต่ศาลฯได้สั่งยกคำ ร้อง ทำให้ทั้งผู้ต้องขังและญาติมิตรที่มารอคอยประสบกับความผิดหวังอีกครั้ง

นิสิตชูป้าย ช่วยผู้ต้องขังจากการชุมนุมที่ จ.มหาสารคาม

ที่มา ประชาไท

นิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคามชูป้ายรณรงค์ ช่วยเหลือผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัด มหาสารคาม หลังจากถูกขังโดยไม่ได้รับการประกันตัวกว่า 3 เดือน
เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 3 คน ได้ทำกิจกรรมชูป้ายรณรงค์เรื่องการถูกจับกุมคุมขังชาวจังหวัดมหาสารคามจำนวน 12 คน (ปัจจุบันยังถูกขังอยู่ในเรือนจำ 10 คน) ที่ถูกตั้งข้อหาดว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด มหาสารคาม (หลังเก่า) ในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดมหาสารคามเมื่อ กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยนักศึกษากลุ่มดังกล่าวได้จัดกิจกรรมขึ้นที่บริเวณทางเข้าตลาดภายใน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ตลาดน้อย)
นิสิตกลุ่มนี้ได้พยายามให้เห็นว่าจังหวัดมหาสารคามก็มีคนถูกคุมขังและดำเนินคดีตาม พรก. ฉุกเฉิน โดยมีทั้งชาวบ้านและนักศึกษาจำนวน 10 คน และได้ถูกคุมขังมาแล้ว 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ซึ่งเป็นผลกระทบตามมาต่อครอบครัวของผู้ต้องหา
หนึ่ง ในผู้รณรงค์ได้ชี้แจงว่าต่อ”ประชาไท”ว่า“เราไม่สนใจว่าผู้ที่ถูก คุมขังจะเข้าร่วมหรือไม่ได้เข้าร่วมกับการชุมนุมทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาหรือไม่ แต่ที่เราสนใจคือ ทำไมพวกเขาเหล่านี้ถึงไม่ได้รับการประกันตัว …??? พวกเขาต้องการที่จะกลับไปเรียนหนังสือ และพวกเขาต้องทำมาหากินหาเลี้ยงลูกเมีย
ตัว แทนอีกคนของนิสิตกลุ่มนี้กล่าวว่า “เราอยากให้มีอาสาสมัครที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามไปให้การช่วยเหลือ แก่ญาติผู้ที่ถูกคุมขังเกี่ยวกับการติดตามคดีและกระบวนการทางกฏหมายของพวก เขา หรืออย่างน้อยก็อยากให้ไปเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ทั้งผู้ที่ถูกคุมขังและญาติ พี่น้องของพวกเขา”
นอกจากนี้นิสิตคนดังกล่าวยัง ได้กล่าวเสริมอีกว่า”รายได้ของครอบครัวของ ผู้ที่ถูกคุมขังหลายคนมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่ต้องหมดไปกับทั้งเรื่องการติดตามการดำเนินคดี และการไปเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำเป็นประจำทุกวัน ซึ่งบางคนที่เงินมีน้อยก็ต้องมาเยี่ยมเพียงอาทิตย์ละครั้ง หรือมาเยี่ยมเมื่อครบกำหนดและต่ออายุการฝากขังในแต่ละครั้ง ทำให้พวกเขาได้รับความลำบากมาก”
บรรยากาศในปฏิบัติ การชูป้ายบอกข่าวในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นเป็นจำนวนมาก ที่มีทั้งการยืนดูและพูดคุยสอบถาม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกัน แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ก็ทำได้เพียงแค่ 20 นาที เท่านั้น เนื่องจากได้มีเจ้าหน้าที่กองกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้ามาสอบถามตัวแทนนิสิตกลุ่มนี้ และได้โทรศัพท์รายงานสถานการณ์ต่อกองกิจการนิสิตฯ ทางกลุ่มนิสิตจึงได้ยุติการดำเนินกิจกรรมเมื่อเวลา 20.50 น.

ส.นักข่าวอัด ศอฉ.ข่มขู่สื่อ "สุเทพ" ปัดปิด "ไทยรัฐ" แค่ชี้แจง ระบุ "เรด เพาเวอร์" สร้างความแตกแยก

ที่มา ประชาไท

อุป นายกฯ สมาคมนักข่าวอัด ศอฉ.อย่าทำสับสน นสพ.ฉบับไหนผิด ให้ดำเนินคดีอย่าขู่ปิด "สุเทพ" ปัดสั่งปิด "ไทยรัฐ" แค่ให้ ศอฉ. ไปชี้แจงการนำเสนอข่าว ชี้ "เรด เพาเวอร์" ยุยง-สร้างความเกลียดชัง

1 ก.ย. 53 - นายเสด็จ บุนนาค อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายนถึงกรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีสื่อมวลชนบางฉบับเสนอข้อมูลบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสนอข่าวในลักษณะหมิ่นเหม่จาบจ้วงสถาบันพระมหา กษัตริย์ โดยจะแจ้งความดำเนินคดี หรือถึงขั้นสั่งปิดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ว่า ในการทำแถลงข่าวของ ศอฉ.ในเรื่องดังกล่าวนั้นควรระบุให้ชัดเจนว่า หนังสือพิมพ์ฉบับใดมีพฤติการณ์ดังกล่าวเพื่อมิให้เกิดความสับสน และถ้าหาก ศอฉ.มีความเห็นว่า หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวนำเสนอข่าวตาม ศอฉ.กล่าวอ้างจริงและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็เป็นสิทธิของ ศอฉ.ที่จะดำเนินคดีกับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“แต่ การที่โฆษก ศอฉ.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อาจจะมีการดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้น ไม่น่าจะทำได้ เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 วรรค 3 ที่ระบุว่า การสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ แต่สามารถทำได้เฉพาะการเซ็นเซอร์เนื้อหาในส่วนที่ขัดต่อกฎหมาย แต่ดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีกระบวนที่ชัดเจน” นายเสด็จกล่าว

อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ กล่าวอีกว่า การแถลงของโฆษก ศอฉ.ดังกล่าวอย่างคลุมเครือดังกล่าว ทำให้สาธารณชนรู้สึก ศอฉ.มุ่งใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมุ่งจำกัด เสรีภาพของสื่อหนังสือพิมพ์ และขณะที่กฎหมายต่างๆที่จำกัดเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในขณะนี้ก็ถูกยกเลิกไป หมดแล้ว

นายเสด็จกล่าวด้วยว่า หาก ศอฉ. ยังคงมีการแถลงในลักษณะการข่มขู่ว่า ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิดหนังสือ พิมพ์ในลักษณะที่ทำให้เกิดความสับสน คณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจะได้มีการหารือ ถึงมาตรการในการดำเนินการร่วมกับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอื่นๆ ต่อไป

สั่งจัดการสื่อ “เรด เพาเวอร์” ยุยง

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีที่พ.อ.สรรเสริฐ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ระบุว่า อาจจะมีการปิดหนังสือพิมพ์หัวสีบางฉบับเพิ่มเติม ว่า สื่อมวลชนที่เป็นสื่อมวลชนอาชีพ ทำหน้าที่รายงานข่าวตรงไปตรงมานั้นให้ความเคารพและไม่แตะต้องแน่นอน แต่บางรายมันแอบแฝงเข้ามาเป็นสื่อ พยายามทำให้ตัวเองเป็นเหมือนสื่อมวลชน แต่เป็นเครื่องมือในการทำร้ายบ้านเมือง มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มีเป้าประสงค์เพื่อให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อทำลายล้างตามที่เขาตั้งเป้าเอาไว้ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และจะกำชับตำรวจจับกุมให้ได้

“เรื่องนี้ไม่ใช่การคุกคามสื่อ ศอฉ.ได้ประชุมกันและมีสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งพยายามอ้างตัวเป็นสื่อมวลชน แต่ข้อความที่พิมพ์ออกมานั้นเป็นไม่ใช่ข่าวสารทั่วไป แต่เป็นข้อความที่ยุยงให้คนเกลียดชังกัน ให้คนรู้สึกเคียดแค้นไม่พอใจ และมุ่งหวังให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายในบ้านเมือง ศอฉ.จึงเอาเรื่องนี้มาพิจารณาแล้วสั่งให้ดำเนินการกับสิ่งพิมพ์นี้ตามกฎหมาย ผมเข้าใจว่าชื่อเรดเพาเวอร์ หรืออะไรสักอย่าง” นายสุเทพกล่าว

ปัดปิด "ไทยรัฐ" แค่ส่ง ศอฉ.ชี้แจง

นาย สุเทพกล่าวว่า สิ่งพิมพ์ที่จะถูกปิดนั้นไม่ใช่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แต่ได้สั่งให้ ศอฉ.ไปชี้แจงกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่รายงานข่าวว่า มีการ์ดของเสื้อแดงที่เชียงใหม่ถูกยิง แล้วเขียนเรื่อยเฉื่อยไปว่ามีกลุ่มคนมีสี ไล่ล่าเสื้อแดง ซึ่งคนมีสีในประเทศไทยเพียง 2 สี คือสีเขียวกับสีกากี จึงอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่า เป็นทางราชการ ก็ได้สั่งการให้ ศอฉ. ไปชี้แจงเท่านั้นไม่ถึงขั้นที่จะปิด

เมื่อถามว่าอะไรไม่ถูกใจ ศอฉ.ก็จะปิดไปหมดเลยหรือ นายสุเทพ กล่าวว่า เราเคารพความแตกต่างทางความคิดอยู่แล้ว สื่อมวลชนที่สัมภาษณ์ตนอยู่ทุกวันก็มีความคิดต่างกับตนเยอะ ซึ่งก็รู้สึกเจ็บ และบางครั้งก็ได้สติ ซึ่งก็รับได้ แต่บางคนมันเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง ซึ่งยอมไม่ได้และไม่ได้ทำงานตามอำเภอใจหรือลุแก่อำนาจ

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กล่าวว่า เมื่อถามว่ามีข่าวว่ารัฐบาลจ้องปิดสถานีโทรทัศน์ไทยเรด นิวส์ นายองอาจกล่าวปฏิเสธว่าไม่มี รัฐบาลไม่มีนโยบายปิด แต่ถ้าทำไม่ถูก ก็ต้องเตือน ถ้าทำผิดกฎหมายก็ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ถ้าจะสั่งปิด ไม่เห็นด้วย

ที่มาข่าว:

สมาคมนักข่าวฯอัด ศอฉ.อย่าข่มขู่ทำสับสน "สุเทพ"ปัดสั่งปิด"ไทยรัฐ"แค่ให้ชี้แจง ลุย"เรด เพาเวอร์"ยุยง (มติชนออนไลน์, 1-9-2553)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283323986&grpid=00&catid

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:จากทักษิณถึงพวกโบราณ

ที่มา Thai E-News


Thaksin Shinawatra : สวัสดีครับคุณเนลสัน เป็นเกียรติอย่างที่ได้มาพบท่าน ขอถ่ายรูปไปอวดใครบางคนที่เมืองไทยหน่อยครับ ไม่รู้ว่าจะมีใครลงไปนอนชักดิ้นชักงอ แล้วก็บอกว่าผมตัดต่ออีก อิอิ…ท่านดูขาวขึ้นนะครับ

Nelson Mandela : ขอบใจคุณทักษิณ มาเเซวผมถึงนี่เชียว….นี่คุณกษิต ผมเอง เนลสัน แมนเดลล่า ไม่เเปลกใจหรอกถ้าคุณไม่เชื่อรูปนี้ เพราะผมไม่ได้ใส่เสื้อสีเหลืองมาวันนี้…เอิ้ก ๆ

( สหายต้อม รักนะหอยขม คุณผู้อ่านของเราส่งมาร่วมสนุก)
*************

ไทยรัฐออนไลน์:ทักษิณ เปิดใจที่นี่ที่เดียว

ภาย หลังจากนายนพดล ปัทมะที่ปรึกษากฎหมายตระกูลชินวัตร นำรูปถ่ายล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถ่ายรูปคู่กับ นายเนลสัน แมนเดลามาเปิดเผยกับสื่อมวลชนแต่กลับโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเป็นรูปถ่ายที่ถูกปรับแต่งหรือไม่นั้น รวมทั้งกระแสข่าวเรื่องปัญหาสุขภาพ ล่าสุดไทยรัฐออนไลน์ ได้พยายามค้นหาคำตอบ จนสามารถติดต่อสัมภาษณ์ EXCLUSIVE กับ อดีตนายกรัฐมนตรีได้ เรามาลองฟังแบบคำต่อคำกันเลยดีกว่า


อยากขอเรียนถามถึงความคืบหน้า ว่า ขณะนี้ท่านอาศัยอยู่ในประเทศอะไร

ผม ... เดินทางตลอดเวลา ครับ ขณะนี้อยู่ที่ทวีปแอฟริกา มาทำเหมืองเพชร อยู่

ด้านกระแสข่าวเรื่องสุขภาพ ที่มีการพูดถึงในวงกว้างว่าอาจจะกำลังป่วยหนักอยู่

คน ที่สร้างเรื่องก็โกหกมาตลอดอยู่แล้วนี่ครับ หากคนยังเชื่อการโกหกอยู่ คน ๆ นั้น ก็ควรพิจารณาตัวเองว่า ทำไมจึงยังเชื่อคนที่โกหกเราตลอดทั้ง ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริงก็ยังเชื่ออยู่ ก็ต้องถามตัวเองแล้วว่า ตัวเองผิดปกติหรือเปล่า หรือชอบฟังนิยายโกหก คนเราใครจะพูดอะไรก็ได้ มันอยู่ที่คนฟัง พูดได้หมดครับ จะพูดไง จะโกหกยังไงก็ได้ แต่อยู่ที่คนฟัง คุณฟังเสียงผมแล้วคิดว่าผมป่วยไหม

ส่วนเรื่องที่หยุดการสนทนาผ่านทวิตเตอร์ ในระยะนี้ มีปัญหาติดขัดในเรื่องอะไรนั้น

ผม ก็อยากให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง ทุกคนก็ยังจะ .... จริง ๆ แล้ว หากไม่ใช่ไทยรัฐ ผมก็คงไม่พูดนะ

ด้านเหตุผลที่ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุนเซน

คือ ผม... รำคาญ ครับ เพราะมักจะมีการกล่าวหาผม อย่างโน้นอย่างนี้ อยู่บ่อย ๆ ผมก็เลยปรึกษาท่านฮุนเซน ว่า ผมออกดีกว่าไหม มันจะได้ขี้เกียจรำคาญ ผมจะได้สบาย ๆ อีกทั้งผมเอง ก็ไม่มีเวลาให้เค้าจริง ๆ ผมไม่มีเวลาเลย เหมือนไปเอาชื่อเป็นตำแหน่งเค้า แต่ว่าไม่มีเวลา เพราะว่าผมไม่ค่อยได้ไปกัมพูชา เพราะผมเดินทางมาทำเหมือง ทำอะไรเลยไม่มีเวลา ก็เลยลาออกดีกว่า

หากนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เชิญให้กลับมาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจอีกครั้งจะกลับมารับตำแหน่งหรือไม่

ไม่ ครับ ... อย่าเลย ขอทำเรื่องของตัวเองมั่ง อายุก็เยอะแล้วไม่ค่อยมีเวลา ทำงานให้ตัวเองดีกว่า ทรัพย์สินหามา ก็ถูกปล้นไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ก็ต้องหาใหม่เพื่อสร้างหลักสร้างฐานให้ลูกต่อไป

ด้านการที่ นายกษิต ภิรมย์ เดินทางไปเจรจากับรัฐบาลมอนเตเนโกร ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความพยายามเจรจาเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนและยกเลิก สัญชาติมอนเตเนโกร

ผมว่าคนคนนี้ เดินทางไปที่ไหนเค้าก็คงต้อนรับแต่เพียงในนาม เพราะพอคุยได้เพียงสองคำคนเค้าก็วิ่งหนีหมด และผมเองก็ไม่เคยคิดที่จะให้ความสำคัญกับคน ๆ นี้เลย

ด้านอนาคตทางการเมือง ยังปรารถนาที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่

ผมเป็นคนไม่มีอนาคตทางการเมือง อนาคตทางการเมืองของผม ผมขอเป็นคนของประชาชนต่อไปแค่นั้น ก็พอไม่มีอย่างอื่น

หากสามารถเดินทางกลับประเทศไทย ได้ จะเดินทางกลับมาเมื่อใด

ผม อยากกลับบ้านเกิด ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่จริง ๆ แล้ว เฉย ๆ ครับ จะกลับก็ได้ ไม่กลับก็ได้ ขอให้บ้านเมืองมีความปรองดอง เลิกกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลั่นแกล้งกับคนที่ไม่มีกำลัง มันไม่ดีเลย เพราะมันจะสร้างความโกรธแค้นในใจให้เข้าไปลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมอยากขอให้เลิกเห็นคนที่เค้าไม่มีกำลังเหมือนไม่ใช่คนไทยได้แล้ว อันนี้มันเป็นนิสัยเก่า ที่เคยไปใช้สมัยโบราณแล้ว มันไม่ดี ซึ่งเมื่อยามใดที่เผด็จการครอบงำประเทศก็มักจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทุก ครั้ง ซึ่งมันอันตรายต่อประเทศโดยรวม
********

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
2 กันยายน 2553


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันที่ 2 กันยายน 2553 ว่าด้วยการเขี่ยลูกกิจกรรมเสื้อแดงAround The Worldใน วันที่ 19 กันยายนนี้ ครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร สงครามกดขี่ที่ระบอบอำมาตย์ยังไม่ชนะ และไม่มีทางชนะประชาชนผู้ต้องการเพรียกหาประชาธิปไตยและความยุติธรรม ส่งข่าวคราว บทความ ภาพ คลิป กำหนดการต่างๆมาทาง thaienews99@googlegroups.com เช่นเคย***


***นอก จากกิจกรรมรำลึกวีรชนผู้เสียสละแล้ว การเรียกร้องให้ปลดปล่อยนักโทษการเมืองกำลังขยายตัวไปทั่วทุกมุมโลก เมื่อวันอาทิตย์ที่่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิไตยแห่ง Illinois อเมริกาได้จัดงานปิคนิคสังสรรค์ และ เสวนา เรื่องประชาธิปไตย ที่ Warren Park, Chicago IL กว่า 50 ท่าน ประกอบด้วยพี่น้องชาวไทย และเพื่อนบ้านลาว พม่า และฟิลิปปินส์ ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางการเมืองทั้งในไทยและของภูมิภาค

นอกจาก นั้น ทางชมรมได้ทำ exhibition รวมรูป-รวมเรื่องการต่อสู้เพื่อ ป.ช.ต. ของคนเสื้อแดง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนที่เดินเล่นอยู่ใน Park เป็นจำนวนมาก ส่วนป้ายในงานขึ้นว่า"ปลดปล่อยนักโทษการเมืองสู่อิสรภาพ เดี๋ยวนี้!"***

***บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง ได้คิกออฟกิจกรรม"แดงทั่วโลก-Red around the world"แล้ว โดยแจ้งว่า กิจกรรมนี้มีขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร 19 กันยาฯ จะมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งได้ประสานงานกับคนเสื้อแดงในหลายประเทศ เบื้องต้นจะมีการจัดกิจกรรมที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ชิคาโก และอีกหลายเมืองในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา และกำลังประสานให้มีการจัดกิจกรรมในประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส โดยทั้งนี้กิจกรรมจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของคนเสื้อแดงในแต่ละประเทศ***


Red Rally Free Political Prisoners-สมัชชา 19 พฤษภาคมจัดกิจกรรมแรลลี่เสื้อแดง เรียกร้องปลดปล่อยนักโทษการเมือง 18-19 กันยายนนี้ ขบวนแรลลี่กำหนดล้อหมุนออกเดินทางจากกรุงเทพฯที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าวเวลา 06.00 น. วันที่ 18 กันยายน ใช้เส้นทางสายเอเชียเป็นหลัก ผู้ที่สนใจร่วมเดินทางนำรถไปเองไม่มีค่าใช้จ่าย ไปเอง ดูแลตัวเอง เจ้าภาพประสานที่พักให้ทั้งแบบพักฟรี และแบบมีค่าใช้จ่าย ส่วนท่านที่ไม่ได้นำพาหนะไป เจ้าภาพมีรถตู้ v.i.p 9 ที่นั่ง ไปกลับท่านละ 1,500 บาท ( ราคานี้รวมเสื้อที่ระลึก)ตลอดเส้นทางจะมีขบวนต้อนรับ และร่วมขบวนขับรถส่งจนออกจังหวัด จากหลายๆจังหวัด แต่ละจังหวัดจะมีผู้เข้าร่วมขบวนต่อเนื่อง

เมื่อไปถึงเชียงใหม่ กิจกรรมประกอบด้วย Red Around The World , ขบวนพาเหรดการเมือง , จำลองการพิพากษาจากศาลประชาชน , จำลองการประหารผู้ที่สั่งฆ่าประชาชน , จำลองการตัดหัวเสียบประจานกำแพงเมือง พร้อมแสง สีเสียง ...ฯลฯ

บนเวทีพบการปราศรัยใหญ่ ของอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ , สุนัย จุลพงศธร , จตุพร พรหมพันธุ์ , สมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ

ติดต่อทีมงานผู้จัด(ไทยแลนด์มิเรอร์) 081-1048842 , 081 - 5517017 , 089 - 5007232




***นี่ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งของRed Ariound the World นปช.สัญจร แดงยุโรป ที่เมือง Hamburg ประเทศเยอรมนี วันที่18-19กันยายนนี้

ทัวร์นกขิ้นแดงแจ๊ด ร่วมกับแดงฮัมบวร์กจัดงาน ครบรอบ4ปีรัฐประหารประเทศไทยได้อะไร? งานนี้เป็นการรวมพลังของแดงในยุโรปทั้งหมด

ซึ่ง ได้ปรึกษากันกับพี่น้องหลายประเทศในยุโรปก็ได้ข้อตกลงกันว่าให้ทางเยอรมัน เป็นเจ้าภาพในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ซึ่งในขณะนี้มีพี่น้องจากหลายประเทศได้แสดงความจำนงค์ที่จะเข้าร่วมกับทาง เราแล้ว จึงขอเรียนเชิญพี่น้องในประเทศต่างๆโซนภูมิภาคยุโรปเข้าร่วมงานสำคัญในครั้ง นี้อย่างพร้อมเพียงกัน

กิจกรรมนี้มีขึ้นเพื่อ

*เพื่อระลึกถึงวีรชน คุณนวมทอง ไพรวัลย์ วีรชนคนขับแทกซี่ชนรถถังผู้รักประชาธิปไตยยุครัฐประหาร19 กันยายน
*เพื่อเรียกร้องให้มีการนำผู้บงการฆ่ามาลงโทษ และปลดปล่อยผู้ถูกทรราชคุมขังทุกข์ทรมาน
*เพื่อนำเหตุการณ์เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทยช่วยกันประกาศให้คนไทยในต่างแดนและชาวโลกรับรู้
*เพื่อมาร่วมกำหนดกิจกรรมที่จะร่วมกันจัดของกลุ่มเสื้อแดงไทยทุกสายพันธ์ในยุโรป


ท่านที่สนใจขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

คุณแดงแจ๊ด 0151/51232320
คุณต้น 0176/23599174
คุณBaby 0176/62118631
คุณนิด 004552755791 (เดนมาร์ก)
คุณแดง 0032472989294 (เบลเยีี่ยม)
คุณอ้อ 004764877845 (นอรเวย์) โทรได้หลังจากวันที่4กันยาค่ะ ตอนนี้อยู่เมืองไทยค่ะ
คุณกุ้ง 0046735052855 (สวีเดน) โทรได้หลังจากวันที่12 กันยาค่ะตอนนี้อยู่เมืองไทยค่ะ

ทางเจ้าภาพมีที่พักและอาหารไว้บริการฟรีค่ะ แบบนี้ช้าไม่ได้แล้ว***

***RED USA เสื้อแดงอเมริกาเข้าร่วมกิจกรรม " RED AROUND THE WORLD" โดยตอนนี้ได้จัดเตรียมทำโปสเตอร์ไปติดไว้ตามที่ต่าง ๆ ในอเมริกา เป็นโปสเตอร์ขนาดประมาณ 3 x 5 หรือ 3 x 6 พร้อมคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนในอเมริกาตระหนักถึงระบอบอำมาตย์ที่ปล้นชิงประชาธิปไตยไปจาก ประชาชน และเข่นฆ่าทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ซึ่งโลกศิวิไลไม่ควรเพิกเฉยอีกต่อไป***


***เสื้อ แดงออสเตรเลียจัดกิจกรรม"รวมน้ำใจเสื้อแดงออสเตรเลีย สู่พี่น้องแดงทั้งประเทศไทย"ในวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม ในงานจะมีอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน และพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรโฟนอินมาปราศรัย บัตรราคา 20 เหรียญฯเพื่อหารายได้ช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่บาดเจ็บล้มตายจากการเรียก ร้องประชาธิปไตย เป็นเครื่องหมายว่าเราร่วมตระหนักรับรู้ความเจ็บปวดของพี่น้องในประเทศไทย และเราจะไม่ทอดทิ้งกัน (คลิ้กดูรายละเอียดในโปสเตอร์ข้างบน)***

***กิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจช่วงนี้ เสวนา “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา” พฤหัส 2 กันยา 12.30–17.00 ห้องประกอบ หุตะสิงห์ เอนกประสงค์ ชั้น 3 มธ. ท่าพระจันทร์

กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ-ยุโรปและบทบาทของศาลโลก-ศาลอนุญาโตตุลาการ-พนัส ทัศนียานนท์-ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนวนิช-วิพล กิติทัศนาสรชัย-มรกต เจวจินดา ไมยเออร์-อัครพงษ์-อดิศักดิ์ ศรีสม

เขตแดนระหว่างจีน-เวียดนาม-เพื่อนบ้าน-พิเชฐ สายพันธ์-สุริยา คำหว่าน-รณพล มาสันติสุข-ศรีประภา เพชรมีศรี

เขตแดนไทย/สยาม กับเพื่อนบ้าน-สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี-ดุลยภาค- ปรีชารัชช-อรอนงค์ ทิพย์พิมล-จอม เพชรประดับ-สมฤทธิ์ ลือชัย-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

จัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์***

***เชิญฟังเสวนา ฟรีตลอดงาน !!!! “ พลังนักศึกษา(ไม่ได้) หายไปไหน ทำไม อย่างไร หรือไม่ ?” ณ ห้องประชุมชั้น 3 มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ในวันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2553 เวลา 9.00 – 12.30 น จัดโดย.........คณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี(คปส.) และชมรมผู้นำประชาธิปไตย

วิทยากร

ดร.จาตุรนต์ ฉายแสง..........อดีตรองนายกรัฐมนตรี
คุณสมบัติ บุญงามอนงค์...(บก.ลายจุด)
นศ.ม.จุฬาฯ , ม.รามคำแหง , ม.เชียงราย
ดร.วรพล พรหมมิกบุตร.....ผู้ดำเนินรายการ
***

***ขอเชิญพี่เสื้อแดงทุกท่านเข้าร่วมงานเปิดแนวคิด ทิศทางประเทศไทย ณ ตลาดน้ำสุวินทวงศ์ คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา(พื้นที่ติดเขตหนองจอก) วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.วันที่4 กันยายน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.

• เปิดแนวรบทางปัญญาโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)เปิดแนวคิดแดงสยาม
• พร้อมด้วยสหายนักเขียน"รุ่งโรจน์ วรรณศูทร" นำเสนอ"หลักการสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์ 14 ประการ"
• ชมนิทรรศการภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยนักข่าวภาคสนาม หนังสือพิมพ์สารรักษ์เมือง
• แจกโพสเตอร์การ์ตูนการเมืองทุกคนที่มาร่วมงานโดย ทองธัช เทพารักษ์
• ทีมงานD.J.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงร่วมเปิดแนวคิดประชาธิปไตยนำโดย ก่องข้าวเหนียว


ใน บรรยากาศธรรมชาติสองฝั่งคลองหลวงแพ่ง พี่น้องเสื้อแดงร่วมรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ บนเรือกอและ ของจริงที่นำมาจากจังหวัดปัตตานี จัดโดย กลุ่มแดงอิสระ 4 ภาค จุดประสงค์ เพื่อระดมทุน ผลิตหนังสือพิมพ์ สารรักษ์เมือง(RED NETWORK)

สำรองที่นั่งกับ คณะกรรมการกลุ่มแดงอิสระประกอบด้วย คุณ อนุสรณ์ ณ เชียงใหม่ 081-4079250 คุณสุรสิทธิ์ แก้วนามอมตะ (คมแฝก) 081-5342955 คุณกานดา บานชื่น 087-6900947 คุณสุธี พลวัฒน์ 086-2795092 คุณธรรศพงศ์ ธนจรัลศิริโช(ณรงค์)083-8956894 คุณพิจิตตรา พิมสาร 087-9870357 ***

***เรียนเชิญเพื่อนพี่น้องเสื้อแดงเหนือตอนล่างกลางวตอนบน ทุกท่าน ร่วมรับฟังการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง


1. การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย
2. การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกร
3. โครงการร้านค้าสหกรณ์ครอบครัวไทย


โดยวิทยากรรับเชิญ อาจารย์มานิตย์ จิตรจันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษา และทีมวิทยากร ในวันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2553 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 12.00 น. ณ โรงแรมราชพฤกษ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ดำเนินงานโดย คุณกิตติพันธ์ ยวนทอง สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 086-3302405 , 081-4509551 086-2169400 , และ 081-1819141 ***




***กิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์ 5 กันยายน บก.ลายจุดแจ้งให้ทราบ วันอาทิตย์สีแดงที่ 5 ก.ย. นี้ "แดงทั้งทะเล" เพราะจะชวนสาว ๆ ใส่บิกินนี่เที่ยวทะเลหาดจอมเทียน พัทยา เที่ยงวัน ไม่ดำให้มันรู้ไป...กิจกรรมนี้บก.ลายจุดบอกว่า หลังจากชาวเสื้อแดงจมอยู่กับความโศรกเศร้ากับการตายการสูญเสีย ตอนนี้ก็ผ่านช่วงเวลาเศร้าโศรกมากระทั่งทำบุญ100วันก็ผ่านไปแล้ว หากไปเที่ยวทะเลบ้าง ก็จะทำให้คนเสื้อแดงมีความสดใส เหมือนชาร์ตไฟใหม่ ไอเดียจะได้เจ๋งๆแรงๆและยืนหยัดสู้ต่อไปอย่างมีความหวังกว่าเดิม***




***ปาร์ตี้-`We will come back red shirts never die ~!

11 september 2010 17.00 – 22.00 สถานที่ 13 เหรียญงามวงวานศ์

ขอเชิญร่วมงาน" ปาร์ตี้ผี ระดมทุนช่วยมวลชน " จัดหาทุนก่อตั้ง ชมรมเพื่อพี่น้องประชาชน ที่กำลังประสบความเดือดร้อน หลังโดนกระชับพื้นที่ " ชมรมราษฎร์ประสงค์ "

วัตถุ ประสงค์ชมรมคือ เพื่่อฟื้นฟู และเยียวยา ภาวะทางเศรษฐกิจ ที่กำลังรุมเร้ามวลชน คนเสื้อแดงอย่างหนักหน่วง ไปทุกหัวระแหง หลังโดนกระชับพื้นที่ เราไม่มีใครเหลียวแล

แต่เราก็ยังมีกันและกันอยู่เสมอ ดังนั้น " ชมรมราษฎร์ประสงค์ " จึงได้เกิดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวเสื้อแดง หรือแม้กระทั่งเสื้อสีต่าง ๆ ที่เป็นประชาชนผู้ประสบความทุกข์ยากในการทำมาหาเลี้ยงชีพ โดยสุจริต ทั้งหลาย โดยไม่แบ่งแยก

สำหรับชาวเสื้อแดงทุกท่าน ที่มีความต้องการอุดหนุนสินค้าของคนเสื้อแดง นี่คือทางออก เป็นโอกาสให้ท่านได้ช่วยเหลือพี่น้องเราที่กำลังลำบากได้อีกทาง และนับเป็นการให้การช่วยเหลือที่ คุ้มค่าที่สุด เพราะเราจะจัดให้มี ตลาดนัด จำหน่ายสินค้าของคนเสื้อแดง สินค้า OTOP ฯลฯ เท่ากับท่านได้มีโอกาสส่งเสริมพี่น้องเราให้มีงาน มีอาชีพ

นอกจากนี้ทุกทีที่เราไปจัดตลาดนัด ก็จะมีการตั้้งเต้นท์ ให้บริการพี่น้องทุกท่านที่ไปร่วมงาน ฟรี เช่นเดียวกับเวลาที่เราไปชุมนุมกัน ไม่ว่าจะเป็น เต้นท์ให้บริการทางการแพทย์ เต้นท์ให้บริการตัดผมฟรี เต้นท์ฝึกสอนอาชีพ สอนคอมพิวเตอร์ ฟรี ฯลฯ

ไปตลาดนัด ได้พบปะพี่น้องของเรา ในงานก็จะมีแขกรับเชิญ ศิลปินรับเชิญ ไปให้สาระ และความบันเทิง แก่พี่น้องที่ไปร่วม อีกด้วย

ราย ได้จากการจัดตลาดนัด หลังหักค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็จะนำไปช่วยเหลือ พี่น้องมวลชนที่ประสบความเดือดร้อน ในด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์กับสาธารณชนทั้งสิ้น

ด้านล่างนี้เป็น รายละเอียดการจัดงาน " ปาร์ตี้ผี ระดมทุนช่วยมวลชน " เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ สลายการชุมนุม 19 พค. 53 เพราะรายได้ส่วนหนึ่งเราจะมอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต เหล่านี้ด้วย

แขกรับเชิญ : ตู่ จตุพร, นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ , เก่ง การุณ พิธีกรรับเชิญ จิรายุ ห่วงทรัพย์
ศิลปินรับเชิญ : แป๊ะ บางสนาน , อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ , ชาย อิสระชน
บัตรราคา : 500.-
รูปแบบงาน : บุพเฟต์ ปาร์ตี้
ผู้เข้าร่วมงาน : ทุกท่าน กรุณา แต่งกายในชุดผี ๆ ไม่จำกัดสัญชาติ และตระกูลผี ขอให้เป็นผี ใช้ได้
หากไม่มีชุดจริง ๆ มีหน้ากากผี จำหน่ายในงาน ราคากันเอง



ติดต่อขอจองบัตรเข้างาน หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่
089-200-1237
083-070-0064 Tan : กทม
087-044-0320 ตะวัน : นนทบุรี
089-200-1237 ปุ๊ก : หลักสี่
087-900-9518 เอกัส : ปทุม
081-254-7343 ญิ๋ง : ศรีนคริน****

***กิจกรรมช่วยเยี่ยวยา"ลุงปลาทู"เหยื่อ จากการสลายม็อบ เป็นลุงพ่อค้าปลาทู ถูกยิงสะโพกสาหัส ระหว่างจะเข้าไปช่วยนักข่าวแคนาดาที่ถูกยิงก่อนต่อหน้า มีน้ำใจเสียสละเพื่อผู้อื่น ทุกวันนี้ต้องกัดฟันออกมาทอดปลาทูขาย ทั้งที่ยังเจ็บบาดแผลกระสุน ชาวเสื้อแดงนัดหมายกันไปเยียวยาวั้นอาทิตย์ที่ 12 กันยายนนี้ รายละเอียดคลิ้กที่ภาพข้างบน***

***กิจกรรมนี้บก.ลายจุดเขาแนะนำมาว่าใครสนใจแนวๆนี้ห้ามพลาด ชาวเสื้อแดงที่ต้องการพัฒนาศักยภาพและเป็นการสนับสนุนคนเสื้อแดงด้วยกันคือคุณนที สรวารี ที่เคยโดนจับข้อหา"แหกปากเรียกร้องประชาธิปไตย"ที่แยกราชประสงค์ งานอบรมเชิงปฏิบัติการค่าย Change Agent : ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 1 งานมีช่วงวันที่ 11-12 กันยายน 2553

สถานที่ มาซิแคมป์ รีสอร์ท อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี




วันที่ 11 กันยายน 2553

9 โมง เดินทางออกจากกรุงเทพ ที่บิ๊กซีลาดพร้าว

10.00-11.30 กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์

11.30-12.30 วันอาทิตย์สีแดง กิจกรรมวันที่ 19 บก.ลายจุด

12.30-13.30 พักกินข้าว

13.30-14.00 กิจกรรมกลุ่ม อธิบาย Walk Rally

14.00-17.00 Walk Rally

17.00-18.00 อาบน้ำ พักผ่อน

18.00-19.00 กินข้าว

19.00-20.00 "การเมืองภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน" โดยนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย20.00-22.00 ยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง "เหลียวหลังแลหน้า"


กิจกรรมเทียนกำลังใจ ต้นตำหรับของแท้ อิสรชน


วันที่ 12 กันายน 2553

8.00-9.00 รับประทานอาหาร ทำธุระส่วนตัว9.00-10.00 ยุทธศาสตร์สำหรับคนเสื้อแดง (สุรชัย)10.00 -12.00 ยุทธวิธีและบทบาทของ CA12.00-13.00 ทานอาหาร เดินทางกลับ

17.00-18.00 ทดลองปฏิบัติงานจริง วันอาทิตย์สีแดง



ค่าใช้จ่าย คนละ 2,000 บาท

- ค่าอาหาร

- ค่าที่พัก

- ค่าเดินทาง

- ค่าเสื้อยืด 1 ตัว

แจ้งความจำนงสมัครได้ที่

expo2513@hotmail.com

ด่วนที่สุด***

***ข่าวประชาสัมพันธ์สำหรับ ผู้สนใจชมภาพยนตร์จีนและวิวัฒนาการของภาพยนตร์จีน ในวันเสาร์ที่ 4, อาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้คัดสรรภาพยนตร์จีนทรงคุณค่ามาให้รับชมกัน เริ่มฉายตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป สอบถาม 02 381- 3860

เสาร์ที่ 4 กันยายน 2553

เวลา 12.00 น. ดาบหนึ่งในยุทธจักร (The Fastest Sword-1968) ภาพยนตร์กำลังภายในแนวปรัชญาชีวิต

เวลา 13.50 น. เรื่อง กบฏนักมวย (Boxer Rebellion-1975) เมื่อกองทัพชาติตะวันตก รวมทั้งญี่ปุ่นรุกรานอาณาจักรชิง ในปี 1900 ทางการซึ่งเป็นชาวแมนจูยอมจำนน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวฮั่นไม่ยอม เกิดขบวนการอี้เหอถวน (ขบวนการนักมวย) มี หลี่จงชิง เป็นหัวหน้า สร้างความเชื่อเรื่องมีอาคมศักดิ์สิทธิ์ฟันแทงไม่เข้า จางเจิ้นเจียง ผู้มีวิชาเสื้อเกราะประจำตระกูล เข้าร่วมเพื่อหวังล้างแค้นส่วนตัว แต่ต้องพลีชีพเพราะโดนยิงด้วยปืนกล พระนางซูสีไทเฮา ได้ยินคำร่ำลือถึงความสามารถของขบวนการอี้เหอถวน จึงเห็นว่าเป็นความหวัง แต่เมื่อความจริงปรากฏขบวนการอี้เหอถวนไม่สามารถต้านทานปืนไฟของกองทัพแปด ชาติผู้รุกรานได้ (ญี่ปุ่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ฯ) กรุงปักกิ่งตกอยู่ในความยึดครองของกองทัพต่างชาติ... หลี่จงชิง ที่ใช้ขบวนการอี้เหอถวนเป็นเครื่องมือหลอกลวง หลบหนีแต่ต้องพบจุดจบ.. นักสู้บางคนที่เหลือมุ่งไปร่วมกับผู้รักชาติกลุ่มอื่น..

เวลา 16.00 น. 5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น (Bodyguards and Assassins-2009) เรื่องราวของ ดร.ซุนยัดเซ็น เดินทางมาฮ่องกงเพื่อประชุมลับ ก่อตั้งกลุ่มอภิวัฒน์โค่นล้มราชวงศ์ชิง กลุ่มมือสังหารจากราชสำนักถูกเรียกมาเพื่อกำจัดเขา เหล่านักธุรกิจฮ่องกงที่สนับสนุนการอภิวัฒน์ จึงรวบรวมชายหญิงนักสู้เพื่อคุ้มครอง ดร.ซุนยัดเซ็น...

อาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553

เวลา 12.00 น. เหมยหลันฟาง (Forever Entheralled-2009 ประวัติชีวิตของเหมยหลันฟาง นักอุปรากรจีนผู้ยิ่งใหญ่ เขาเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก จากการสวมบทบาทเป็นตัวละครหญิง แต่การดำรงอยู่เพื่อรักษาเกียรติยศ ศิลปะที่ชาวจีนยกย่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นเรื่องสำคัญ..

เวลา 14.20 น. ผู้หญิงในเงาจันทร์ (Temptress Moon-1996) เรื่องราวชีวิตของผู้คนในตระกูลที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ฝิ่น-การใฝ่ต่ำ-เสรีภาพ ความชั่วร้ายในสันดานมนุษย์ กิเลสตัณหา วัฏจักรแห่งหายนะ นำพาให้เห็น.... ในผลงานเด่นของผู้กำกับ CHEN KAIGE

เวลา 16.30 น. Holiday Dreaming 2005 ผู้กำกับ FU-CHUN HSU นำ ประสบการณ์ในวัยเด็กมาเป็นแรงบันดาลใจในการสะท้อนความแตกต่างระหว่างทหาร เกณฑ์ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเด็กนักเรียนที่ตกอยู่ภายใต้ความ เครียด...ภาพยนตร์ได้รางวัลม้าทองคำของไต้หวันหลายรางวัล และ GRAND JURY PRIZE จากเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย ประเทศฝรั่งเศส 2005

คลิกดูรายละเอียด ***

***ขำๆกับสภาพ"ผู้ล่า"ครับ อุตส่าห์โฆษณาชวนเชือว่าเป็น"ขวัญใจสาวๆแซงเคน ธีระเดช"นี่ ขนาดมันไปเที่ยวทะเลบางปู สมุทรปราการ ยังต้องใส่แว่นดำอำพรางใบหน้า มีทหารถืออาวุธยืนเป็นการ์ดห้อมหน้าล้อมหลัง แถมเอาเด็กมาเป็นโล่เวลาเที่ยว..."


***ปิดท้ายด้วยภาพ"ผู้ถูกล่า" รูปนี้ยืนยันว่าทักษิณยังสบายดี บิน ไปเช็คแฮนด์กับเนลสัน แมนเดลา เพื่อหารือแนวทางสร้างความปรองดองในชาติอย่างถูกวิธี ไม่ใช่แบบที่อำมาตย์ไทยมันทำๆกันอยู่นี่ พวกสมุนบริวารอำมาตย์ก็คอยจับผิดว่าเป็นรูปตกแต่ง เหมือนตอนลือว่าทักษิณตายตอนเดือนมีนาคม เมษายนที่ผ่านมา จน"วอลล์เปเปอร์"คนใกล้ชิดมาร์คพลอยบ้าไปกับเขาด้วย ไปถามเอาความจริงกับคนคุกอย่างวิกเตอร์ บู๊ท...พอมีการจับผิดภาพคราวนี้ จะให้วอลล์เปเปอร์บุกไปขอข้อมูลที่คุกไหนอีก...ไม่รู้จะเอาฮาไปถึงไหน?

งั้นขอเชิญเติมคำในช่องว่างให้หน่อยว่า

ทักษิณ say:'.........................................................................'

แมนเดลา say:'.....................................................................'


ส่งมาที่ thaienews99@googlegroups.com ของท่านใดเจ๋งโดนใจจะนำมาลงในไทยอีนิวส์ให้เฮฮาคึกครื้น สะใจเว้ยต่อไป***