ที่มา ประชาไท
“เราชนะแล้วแม่ (ยก) จ๋า” ยะตาใส
การเมืองใหม่ได้คะแนนร่วมแสนกว่า
ไม่ใช้เงินแต่ป้ายบานตระการตา
บางเขตมาไม่คาดหวังตั้งเกือบพัน!
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
“เราชนะแล้วแม่ (ยก) จ๋า” ยะตาใส
การเมืองใหม่ได้คะแนนร่วมแสนกว่า
ไม่ใช้เงินแต่ป้ายบานตระการตา
บางเขตมาไม่คาดหวังตั้งเกือบพัน!
ที่มา Thai E-News

โดย Atk รักคนเท่ากัน
ที่มา เฟซบุ๊ค
สื่อสารเรื่องราว เมื่อเหล่าจอมมาร โอโล่(OlO)ครองเมือง
ถึงเวลาแล้ว ที่พี่น้องทั้งหลาย จะออกมาปกป้องเพื่อนพ้อง และประกาศสิทธิความเป็นมดสีแดงงงงงง
























ที่มา Thai E-News
พวก เรายืนยันว่าพลังนักศึกษาไม่ได้หายไปไหน ความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น นักศึกษาสัมผัสได้ เราเจ็บแค้น และเศร้าโศกเสียใจเช่นกัน..พวกเรายืนยันแนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง เราจะเชิดชูการต่อสู้ของประชาชนผู้ถูกกดขี่เจตน์จำนงของประชาชนจะต้องได้รับ การตอบสนอง
สหพันธ์ นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ชุดใหม่ที่เข้าบริหารงานชุดปี 2553 ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัว ณ อนุสาวรีย์ 6 ตุลาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และได้ออกแถลงการณ์สมัชชาใหญ่ โดยมีเนื้อหาประณามรัฐบาล คัดค้านไม่ให้ความร่วมมือกรรมการปฏิรูปชุดอานันท์-ประเวศ และสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จนกว่าเจตน์จำนงของประชาชนผู้ถูกกดขี่จะได้รับการตอบสนอง ดังมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้ ( ชมคลิปข่าวคลิ้กที่นี่ )
ที่มา Thai E-News
อ่านข่าวเกี่ยวเนื่องท้ายบทสัมภาษณ์นี้และรายงานข่าว:ไก่อูขู่ปิดไทยรัฐโทษฐานเสนอข่าวคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง เทือก20ปีแก้แค้นไม่สาย
สำนักข่าว INN นำไปแปลความหมายและลงทันทีทางทวิตเตอร์ว่า ศอฉ หมายถึงจะปิด "ไทยเรดนิวส์"
สำนักASTVผู้จัดการออนไลน์ และ โพสต์ทูเดย์ จึงออกข่าวตามว่า เขาจะปิด "ไทยเรดนิวส์"
ที่มา Voice TV
บก.เรดพาวเวอร์ เผยเป็นเพราะเรดพาวเวอร์นำเสนอความจริง และกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐรวมทั้งมีเอกสารลับแฉจึงถูก ศอฉ.สั่งปิด
ที่มา มติชน หนังสือ ร้องเรียนที่ผู้ร้องเรียนส่งถึงประธานศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 1 มิใช่ร้องเรียนพฤติกรรมการเรียกรับสินบนของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายหนึ่ง คนใกล้ชิด และบริวารเท่านั้น หากยังระบุว่าถูกข่มขู่คุกคามจากผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายนี้และผู้หญิงคน ใกล้ชิดอีกด้วย "มติชนออนไลน์"เรียบเรียงมานำเสนอดังนี้ หนังสือร้องเรียนดังกล่าวระบุว่า หลังจากผู้ร้อง และ นาย พ. สามีของนางสาว น. ได้ติดตามพฤติกรรมของ นางสาว น. จนทราบว่า ภรรยาเป็นชู้กับผู้พิพากษาจริง ซึ่งนางสาว น.ภรรยาก็ยอมรับ และยังร่วมกันเรียกและรับสินบน คนทั้งสองได้ร่วมกันข่มขู่ว่าจะเอาชีวิต ผู้ร้อง นาย พ. และ ลูกน้องที่ทราบเรื่อง เป้าหมายเพื่อต้องการที่ให้ นาย พ.ซึ่งเป็นเจ้าของอู่รถยนต์ หย่าขาดจากภรรยา รวมทั้งไม่ให้ผู้ร้องเป็นพยานให้ นาย พ.สามี และไม่กล้าร้องเรียน เอาผิดกับผู้พิพากษาจน เป็นเหตุให้ นาย พ.เจ้าของอู่และลูกน้องต้องหลบหนี ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ต่อมา นางสาว น.ทราบว่าผู้ร้องมีเอกสารการเรียกและรับสินบนในคดีต่างๆ ของนางสาว น.และผู้พิพากษา ทำให้ผู้พิพากษารายนี้และนางสาว น.โกรธแค้นอย่างหนัก ได้แสดงอิทธิพลข่มขู่จะเอาชีวิต นาย พ. และผู้ร้อง และข่มขู่ผ่านแม่ของลูกน้อง จน เป็นเหตุบีบคั้นให้เกิดการตัดสินใจร้องเรียนต่อประธานศาลฎีกา จนทำให้ ผู้พิพากษารายนี้ใช้วิธีข่มขู่บีบคั้นด้วยวิธีต่างๆ เมื่อไม่ได้ผลก็ใช้วิธีประกาศปิดกิจการอู่รถยนต์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของผู้ร้อง และ นาย พ.และนาย ธ.ซึ่ง เป็นหุ้นส่วนกับนาย พ.เพื่อบีบให้นาย พ.ออกมาเจรจา ทำให้นาย พ.และผู้ร้องได้ยื่นฟ้อง นางสาว น. กับพวก รวม 9 คน ซึ่งเป็นคดีแพ่งของศาลจังหวัดตลิ่งชัน พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉิน และศาลจังหวัดตลิ่งชันได้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลนำหมายคุ้มครองชั่วคราวไปส่ง นางสาว น.หญิงคนสนิทผู้พิพากษา ปรากฎว่านางสาว น. ไม่ยอมให้ผู้ร้อง และนาย ธ.เข้าไปในร้าน และอาละวาด เจ้าหน้าที่ศาลพยายามบอกว่าเป็นคำสั่งศาลแต่ นางสาว น.ไม่ยอมฟัง ผู้ร้องได้โทรศัพท์ไปหาผู้พิพากษารายนี้ แต่ผู้พิพากษารายนี้กลับบอกว่า นางสาว น.ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพราะวันจันทร์ศาลก็จะเพิกถอนคำสั่ง และขอให้ นายพ.รีบมาเจรจากับผู้พิพากษารายนี้และให้ไปถอนคำร้องเรียนโดยเร็ว หนังสือร้องเรียนได้ระบุในตอนท้ายว่า 1.ได้ ยื่นคำฟ้องพร้อมคำร้องตั้งแต่เช้า ผู้ พิพากษาเรียกเข้าห้องพิจารณารายละเอียดประมาณเที่ยงวันและไต่สวนพยานตอนบ่าย แล้วนัดคำสั่งวันรุ่งขึ้นเวลา 10.00 น.โดยบอกว่ามีเอกสารจำนวนมากจำเป็นต้องพิจารณาโดยละเอียด แต่การที่ศาลจะสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลได้มีคำสั่งไว้แล้ว น่าจะพิจารณาโดยทั้งเอกสารของผู้ร้องและผู้ถูก ร้องเช่นกันใช่หรือไม่ และเหตุใดจึงใช้เวลาพิจารณาไม่ถึง 20 นาที 2. การที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายคัดค้านและยังไม่ ให้พยานเบิกความ หรือแสดงพยานหลักฐาน เพื่อจะได้มีความรับผิดในทางอาญา เพียงแต่สอบถามให้จำเลยที่ 1 ยืนยันตามคำร้องเท่านั้น ไม่สอบถามด้วยว่า จำเลยที่ 1 ได้รู้จักข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั้น ถูกร้องเรียนเรื่องชู้สาวกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับ การเรียกรับสินบน เพื่อประกันตัวผู้ต้องหาชาวต่างประเทศ ตามโจทก์ที่ 2 เบิกความจริงหรือไม่ โดยไม่ให้พยานเบิกความ เป็นกระบวนการพิจารณาที่ศาลทั่วไปกระทำโดยปกติ หรือไม่
หนังสือร้องเรียนระบุด้วยว่า ผู้ร้องเชื่อว่าแม้ผู้พิพากษารายนี้มีอิทธิพลมากเพียงใด แต่กำลังถูกตั้งกรรมการสอบในเรื่องความประพฤติ ไม่น่าจะติดต่อผู้พิพากษาคนใดได้ แต่ปราก ฎว่าวัน จันทร์ที่ 5 เมษายน 2553 นางสาว น. ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อเวลา 14.30 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์พิจารณาเวลา 15.30 น. ผู้ร้องนำคำร้องขอเลื่อนคดีเพื่อใช้สิทธิคัดค้านไปยื่นในห้องพิจารณาเวลา 15.45 น. ศาลบอกว่ามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว หลังจากนั้นจึงลงเวลาในคำร้องดังกล่าวว่า 16.15 น.
หนังสือร้องเรียนระบุว่า ผู้ร้องไม่รู้กฎหมาย ได้แต่ไตร่ตรองและสอบถามทนายความหลายคน ได้รับคำตอบว่ากระบวนการเรื่้องเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวครั้งนี้ผิด ปกติ?
3. การที่ศาล ไม่เรียกเจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมาย ห้ามชั่วคราวให้จำเลยทั้ง 9 มาสอบถาม ซึ่งจะทำให้ทราบว่า จำเลยทั้งเก้าไม่ย่อมปฎิบัติตามหมายศาลเลย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งเก้าจะเสียหายจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จนศาลต้องรีบมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยด่วน เป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลทั่วไปกระทำโดยปกติ หรือไม่
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
คณะ เดินเพื่อสันติภาพปัตตานี ซึ่งมีอาจารย์โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล นำเดินด้วยตัวเอง บนระยะทาง 1,100 กิโลเมตร รวมเวลา 53 วัน
ออกจากมหิดล ศาลายา ตั้งแต่ 11 ก.ค. ถึงจุดหมายคือมัสยิดกลางปัตตานีแล้ว เมื่อ 1 ก.ย.
อาจารย์โคทมอธิบายว่า การเดินเป็นการใช้ความเพียร ความอุตสาหะ แสดงความตั้งใจจริง ไม่ใช่เพียงแต่พูดเรียกร้องสันติวิธีอย่างเดียว ขณะเดียวกันการเดินทำให้มีโอกาสพบปะชาวบ้านตลอดเส้นทาง มีโอกาสชักชวนให้ร่วมกันคิดถึงปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
นี่คือความตั้งใจของนักเคลื่อนไหวทางสังคมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ลงมาทำงานด้านสันติวิธีในพื้นที่มายาวนาน
ในความขัดแย้งการเมืองในกรุงเทพฯ คณะนี้ก็ร่วมผลักดันการเจรจา ไปจนถึงการจัดพื้นที่ปลอดภัยขึ้นที่วัดปทุมฯ ซึ่งน่าเสียดายที่ผู้ใช้อาวุธก่อเหตุละเมิดในกลางดึกวันที่ 19 พ.ค.
บัดนี้คณะเดินเพื่อสันติภาพถึงที่หมายแล้ว แต่คงไม่ทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ทันที!
เพียงแต่จะช่วยจุดประกายครั้งใหญ่
ให้คนในพื้นที่ร่วมกันพูดถึงหนทางดับไฟใต้ด้วยสันติอย่างจริงจัง และพูดดังขึ้นเรื่อยๆ
จนรัฐบาลและฝ่ายก่อการร้ายต้องทบทวนตัวเอง!
แต่ผู้เริ่มต้นต้องเป็นรัฐบาล ในฐานะผู้รับผิดชอบการแก้ไขความไม่สงบ
สันติวิธีก็ต้องเริ่มต้นจากรัฐบาล ในการยื่นมือไปขอพูดคุยกับฝ่ายตรงข้าม
ไปจนถึงการปรับการปกครอง ยอมรับความต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา มากขึ้น
ต้องแก้ด้วยการเมือง เพราะการทหารยิ่งทำให้ไฟลุกโชน
เหมือนกับที่รัฐบาลใช้การทหารแก้ม็อบในกทม. จนป่านนี้ยังรุนแรงไม่จบสิ้น!?
ในการเดินนับพันก.ม.ครั้งนี้ ได้ผ่านความเหน็ดเหนื่อยนานัปการ แต่ก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับผู้ร่วมขบวน
ที่สร้างความไม่สบายใจคือเมื่อเข้าสู่ปัตตานี แล้วมีข้าราชการมาต้อนรับ ตำรวจ ทหารมากมาย
คงหวังให้อบอุ่น
แต่ขัดกับเป้าหมายของการเดินสันติ!!
นิคม พุทธา นักอนุรักษ์ที่ร่วมในขบวน บอกว่า การเดินครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์สันติภาพ ปราศจากอาวุธ
เมื่อมีทหารพกปืนไปมา ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ นำไปสู่การมองเพื่อนมนุษย์อย่างไม่วางใจ
นี่คือประเด็นละเอียดอ่อนที่ทุกฝ่ายต้องเข้าใจให้ถ่องแท้!
ที่มา ไทยรัฐ
ขอเวลาทำเพื่อตัวเองบ้าง
ตามสัญญาณเสียงสดๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ข้ามประเทศกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ยืนยันว่า กำลังทำธุรกิจเหมืองเพชรอยู่ที่แอฟริกาใต้ ไม่ได้หายไปเพราะป่วยหนักใกล้ตาย ตามข่าวลือ
เป็นอันชัดเจนว่า "ทักษิณ" ยังมีตัวตนอยู่
แต่ ที่ต้องจับทางกันให้ดี และน่าจะมีผลต่อความเคลื่อนไหวการเมืองไทย ณ ห้วงนี้ กับประโยคที่อดีตนายกฯทักษิณเปิดใจตอบคำถาม อนาคตจะกลับสู่อำนาจ
"ผมเป็นคนไม่มีอนาคตทางการเมือง ขอเป็นคนของประชาชนต่อไปแค่นั้น"
เรื่อง ของเรื่อง มันเข้ากับกระแส ส.ส.ย้ายหนีพรรคเพื่อไทย ล่าสุดแม้แต่คิวของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใกล้ชิด เคยบินไปพบนายใหญ่ที่ดูไบหรือที่ฮ่องกงเกือบทุกทริป
ก็พูดชัดๆอยู่ต่อไปไม่ได้ และมีการต่อสายบอกลากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรียบร้อย
ตาม เหตุที่อ้างกันว่า ทนไม่ได้ที่พรรคเพื่อไทยด่าไล่หลังอดีตพระเอก "กรุง ศรีวิไล" หรือ นายนที สุทินเผือก และนายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ 2 ส.ส.สมุทรปราการ ที่ย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย
เหมือนหมูเหมือนหมา
เอาเป็นว่า แนวโน้มพรรคเพื่อไทยจะสูญเสีย ส.ส.ปากน้ำแบบเหมาเข่ง ยกแผง
ยิ่ง เป็นอะไรที่เข้าเค้ากับข่าววงในที่นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวตลอดว่าจะย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย ออกมาบอกกันดังๆเลยว่า เท่าที่ทราบยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ พบว่าไปเจาะภาคอีสานไม่ได้ เพราะกระแสไม่เอาพรรคภูมิใจไทยแรงมาก และยิ่งแรงกว่าเดิม จึงได้เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯแทน เช่นจังหวัดปทุมธานี สมุทรปราการ นนทบุรี เพราะพื้นที่เหล่านี้ไม่หนักมาก จึงมีโอกาสที่จะได้ ส.ส.
โดยข่าววงในกับความเคลื่อนไหวภายนอก มันก็ตรงกันพอดี
ทั้ง นี้ทั้งนั้น ลำพังคงไม่ใช่แค่แรงดูด "ไดโว่" พลังสูงยี่ห้อภูมิใจไทย อาการเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย ปัจจัยมันอยู่ที่อาการ "ร้าวใน" ด้วย
ตาม ร่องรอยที่เห็นได้จากภายนอก จากคิวที่อดีตนายกฯทักษิณสั่งเครือญาติตระกูลชินวัตรให้ถอยห่างออกจากการ บริหารงานการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย ภายหลังปมวุ่นๆที่ ส.ส.อีสานเคลื่อนไหวให้เขี่ยนายพายัพ ชินวัตร น้องชายนายใหญ่ พ้นจากประธานภาคอีสาน
การกดดันให้ปรับ "หัว" เอาตัวจริงมาทำหน้าที่คุมทัพแทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค "มวยแทน" ที่ไม่มีทั้งบารมีและกระแสทางการเมือง อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องมีทั้งการชงชื่อคนในอย่าง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย หรือ "เฮียมิ่ง" นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน ให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค
ที่ สำคัญเลย กับความไม่พอใจลึกๆของกลุ่มนักเลือกตั้งอาชีพกับบรรยากาศการบริหารจัดการของ พรรคเพื่อไทยที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแกนนำม็อบแดง นปช. ตามจังหวะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน ชี้นิ้วสั่งการได้
ในอารมณ์แค้นเคือง "เจ๊หน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. ก็เล็งช่องทางหนีทีไล่ อพยพลูกทีมไปตั้งค่ายใหม่
ถือโอกาสชิ่ง หลบกระแสต้านม็อบแดงในกรุงเทพฯ
ยัง ไม่นับคิวของ ส.ส.อีสานกลุ่มใหญ่ อีกกว่า 20 คน ที่ต่อสายรอจังหวะซุกปีก 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี–พินิจ จารุสมบัติปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ตามโพยที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงแพลมไต๋
"เปิดแต้มมัดจำล่วงหน้า" เบิกทางกลับเข้าร่วมรัฐบาล
ตามสถานการณ์เผื่อเกมลากยาว ไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ต้องเกาะขบวนฝ่ายถืออำนาจไว้ก่อน
อีกทั้งในอนาคต โดยยี่ห้อพรรคเพื่อแผ่นดินในภาคอีสาน ก็ยังมีแรงเสียดทานน้อยกว่า ถ้าเทียบกับยี่ห้อภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์
ทั้ง หมดทั้งปวงสรุปกันได้ว่า ในสถานการณ์ลักลั่น "นายใหญ่" ปลีกวิเวก หายไปจากเกมชิงกระแส ไม่รู้จะเอายังไงแน่กับอนาคตทางการเมืองของลูกข่าย
ไหนจะคดียุบพรรคจากการร่วมเวทีม็อบแดง จ่อโดน "ล้างน้ำสาม" ตามคิวของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ที่ต้องตัดตอนลูกข่ายนายใหญ่ทุกวิถีทาง
กระแสดี แต่ต้องเหนื่อย คนเพื่อไทยลุ้นกับอนาคตที่รู้กันอยู่ว่าต้องเจอสหบาทา
อารมณ์เริ่มสะดุด ไม่รู้จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อใคร.
ที่มา ไทยรัฐ
ใน ทางตันของวิกฤติบ้านเมืองก็ยังมีความพยายาม ที่จะหาทางออก ไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูป ส่วนหนึ่งก็คือต้องให้ความรู้การศึกษาและพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขในระยะยาวและยั่งยืน
ไม่ กี่วันที่ผ่านมา คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังพูดถึงเรื่องการยกเครื่องเศรษฐกิจและการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม เสนอแนวคิด 3 ด้าน ที่จะพิชิตความยากจนของคนไทย
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เกือบจะทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ มักจะบรรจุ นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน มีโครงการดีๆก็เยอะ แต่ยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามปัญหาความยากจนไปได้ มีบางอย่างจะต้องทำให้ดีขึ้นและเพียงพอที่จะแก้ปัญหาต่อไป
รัฐบาลที่ จะแก้ปัญหาโดยลำพังไม่ได้ แต่ต้องอาศัย 3 แนวทางที่จะกระจายรายได้ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคือการสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ มีความร่วมมือกันอย่างจริงจังของทุกฝ่ายทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน ตลอดจนจะต้องสนับสนุนให้มีการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในรูปแบบ PPP
โครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP ที่ว่า จะช่วยให้สามารถระดมเงินทุนได้อย่างมหาศาล ช่วยให้ก้าวผ่าน ข้อจำกัดของกรอบวงเงินงบประมาณ ด้านการลงทุนของประเทศ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของจำนวนหนี้ที่สูงเกินไป การลงทุนแบบ PPP จึงเป็นเครื่องมือสำคัญและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตที่มั่น คง
จุดมุ่งหมายของรัฐบาลที่จะทำให้ คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายใน 10 ปี แปลว่า จีดีพี ต่อหัวของคนไทย จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ ประเทศสิงคโปร์เพิ่มรายได้ให้กับพลเมืองเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายใน 5 ปีเท่านั้น
การพัฒนาแก้ปัญหาความยากจน ประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาที่เร็วกว่าประเทศไทยมาก นอกจากสิงคโปร์แล้ว รายได้ ต่อหัวของประชาชน ประเทศมาเลเซีย เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 55 มากกว่าบ้านเราถึง 8 เท่า อินโดนีเซีย มีอัตราเพิ่มขึ้นของจีดีพี เร็วกว่าบ้านเรา ร้อยละ 50
เชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า มีการรวมตลาดอาเซียนกันแล้ว ทั้งแรงงาน เงินทุน สินค้า จะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี นั่นหมายถึงประเทศไทยเราจะต้องเผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
และแน่ นอนว่า ความเจริญเติบโต และความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับสถานะของประชาชนในประเทศด้วย ถ้าชาวบ้านยังเดือดร้อนเรื่องของปากท้อง มีปัญหาความยากจน ต่อให้ จีดีพีของประเทศจะโตไปแค่ไหนก็ตาม แต่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศก็ยังตกต่ำในสายตาของชาวโลกอยู่ดี
เป็นประเทศด้อยพัฒนา.
หมัดเหล็ก
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51