WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 6, 2010

หน่วยราชการผวา มือมืดพ่นข้อความ “สตูลเป็นส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานี”

ที่มา ประชาไท



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านบ้านกาแบงหมู่ที่ 2 ตำบลแหลมสน อำเภอละงู จังหวัดสตูล แจ้งว่า พบข้อความว่า “สตูล เป็นส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานี” หลายแห่งในหมู่บ้าน เช่น ที่ป้ายหมู่บ้าน สะพานข้ามคลองละงู เมื่อหลายวันที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่มั่วสุมและคึกคะนองฉีดพ่นสีสเปรย์กวน เมือง
“คง ไม่มีทางที่คนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้จะมาเคลื่อนไหวในพื้นที่ แม้ข้อความดังกล่าวถูกลบออกไปแล้ว แต่มีคนมาพ่นสเปรย์ใหม่อีกตามราวสะพานข้ามคลองละงู มีใจความว่า “ระวังตัว อิสลามสู้” และข้อความภาษามาลายูด้วย” ชาวบ้านรายหนึ่งระบุ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 นายพันฐรัตน์ จิช่อง ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกัน อำเภอละงู จังหวัดสตูล แจ้งในที่ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือนว่า จากเหตุการณ์มีมือดีฉีดสีสเปรย์ด้วยข้อความว่า “สตูล เป็นส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานี” และข้อความภาษามาลายู บริเวณป้ายบ้านกาแบง เมื่อ3 -4วันที่ผ่านมา ทางอำเภอละงูมีข้อสันนิษฐาน 3 ประเด็น
ประเด็น ที่ 1.เป็นความขัดแย้งผลประโยชน์ 2.ขัดแย้งทางการเมืองส่วนท้องถิ่น 3.เป็นวัยรุ่นก่อกวน แต่มิได้ตัดการเข้ามาเคลื่อนไหวของบุคคลจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้จึงต้องมีการเฝ้าระวังตรวจติดตามโดยขอความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านช่วยสังเกต 1.กลุ่มบุคคลที่เป็นประชากรแฝงในหมู่บ้าน 2.กลุ่มดะวะฮ์ที่เข้ามาในพื้นที่ 3.กลุ่มเรี่ยไรเงินบริจาค
นายพันฐรัตน์ กล่าวว่า ขอให้จดชื่อและถ่ายภาพไว้ แล้วแจ้งให้ทางอำเภอทราบ และขอความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและบัณฑิตอาสาทุกหมู่บ้านในอำเภอละงู เพื่อตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ การย้ายเข้าย้ายออกของบุคคลจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างละเอียดด้วย

เสื้อแดงร่วมกิจกรรม ‘แดงลงทะเล’ คึกคักที่หาดจอมเทียน

ที่มา ประชาไท

5 ก.ย.53 บริเวณชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี กลุ่มคนเสื้อแดงหลายร้อยคน เดินทางมาพักผ่อนที่บริเวณชายหาดจอมเทียน โดยมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด (นสพ.ลายจุด ) เป็นแกนนำในการร่วมทำกิจกรรมและพักผ่อนบริเวณชายหาด


โดย กิจกรรมบริเวณชายหาดจอมเทียนนั้นมีการรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยแลก เปลี่ยนความคิดต่างๆ นอกจากนั้นตามริมฟุตปาธจะมีแผงจำหน่ายเสื้อผ้าคนเสื้อ แดง แผนซีดีการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ สลับหมุนเวียนกับการคลายร้อนโดยการ วิ่งลงทะเล พร้อมมีการเต้นประกอบเพลง และมีกล่องรับบริจาคสนับสนุนกิจกรรม วันอาทิตย์สีแดง ซึ่งบรรยากาศโดยส่วนให้สร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลายความร้อนให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันอาทิตย์เป็นอย่างมาก
ทักษิณโฟนอินคอนเสิร์ตพัทยา บอกไม่กลับไทยแล้วก็ได้
ก่อนหน้านี้เมื่อค่ำวันที่ 4 ก.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในคอนเสิร์ตของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) ที่เขาตาโล เมืองพัทยา นานประมาณ 10 นาที ว่า "เสียงนี้เป็นเสียงของอดีตนายกทักษิณ ยังไม่ตายครับ สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ยิ่งแช่งเหมือนยิ่งแข็งแรงขึ้นเยอะ ถ้าผมเงียบก็หาว่าผมตายแล้ว ถ้าผมพูดก็หาว่าผมสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ตกลงเอายังไงดี ทุกวันนี้ที่ผมเงียบเพราะเห็นว่าบ้านเมืองมันไม่ไหวแล้ว อยากให้เกิดความปรองดองในชาติขึ้น หยิบยื่นโอกาสให้ทุกอย่าง ก็ยังไม่เลือก ยังเลือกที่จะเป็นฆาตกรมากกว่า"

นอก จากนี้ อดีตนายกฯ กล่าวว่า ตนก็เป็นเหมือนหนูตัวหนึ่งที่ไล่ออกนอกประเทศ แต่ก็ยังมีหนูอีกจำนวนมากที่ยังก่อความไม่สงบในประเทศ และแม้ตนจะไม่อยู่ในประเทศ แต่พรรคเพื่อไทยก็พร้อมจะทำงานให้กับประเทศเพื่อพี่น้องชาวไทยมีชีวิตที่ดี ขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนจะกลับไม่กลับประเทศก็ไม่จำเป็น เพราะมีธุรกิจต่างประเทศ แต่พร้อมช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและบริหารประเทศ ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล ตนก็มีนโยบายในการช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศให้เศรษฐกิจและประเทศ เจริญก้าวหน้าขึ้น

จตุพร ชวนเรียกร้องปล่อยนักโทษการเมือง
หลัง จาก นั้น นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำนปช. ได้กล่าวชักชวนกลุ่มเสื้อแดงร่วมกันนำดอกกุหลาบไปวางที่เรือนจำทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองที่ถูกกักขังอยู่
ที่มา: มติชนออนไลน์

TIME:คู่ปรับเสื้อแดงได้อวยยศเป็นแม่ทัพคนใหม่

ที่มา Thai E-News



โดย โรเบิร์ต ฮอร์น
ที่มา TIME
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

การ เคลื่อนไหวของฝ่ายค้านในประเทศไทย แสดงความกังวลในการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ

เปรียบ เปรยนายพลนี้เป็นเผด็จการทางทหาร และทำนายว่าเขาจะกระทำการหนักหน่วงต่อฝ่ายตรงข้าม การแต่งตั้งประยุทธ์เกิดขึ้นพร้อมกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการรวบอำนาจเพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐราชการที่มีทัศนะนิยมเจ้า

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เขาใช้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในปีนี้ เพื่อตอบโต้การประท้วงของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ที่รู้จักในนาม เสื้อแดง กลับได้เปลี่ยนอำนาจการบริหารความมั่นคง ไปสู่มือของคณะกรรมการที่มีผู้บัญชาการกองทัพ ผู้บัญชาการตำรวจ และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหาร พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ถูกประกาศใช้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ การชุมนุมทางการเมืองถูกห้าม และเว็ปไซต์ รวมทั้งวิทยุชุมชนถูกปิดตัวลง การเลือกตั้งท้องถิ่นในกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังคงมีระเบิดเกิดขึ้นกระจัดกระจายในตัวเมือง ซึ่งหลายคนกล่าวหาว่าเสื้อแดงเป็นสาเหตุ

กษัตริย์ไทยได้ลงพระ ปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประยุทธ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน แทนผบ.ทบ.คนก่อน หลังจากปลดเกษียณไป ในการตั้งแต่งเขานั้น ประยุทธ์ไม่ค่อยทำให้ความห่วงใยของกลุ่มสิทธิมนุษยชนลดน้อยลง ในเรื่องการเพิ่มบทบาทของกองทัพที่มีมากขึ้น “ในขณะที่สถานการณ์การมืองยังคงมีวิกฤติ กองทัพต้องเป็นผู้นำในการสร้างความมั่นคงและระเบียบในระยะเวลายาวขึ้น” คำพูดของประยุทธ์ถูกอ้างอิงเมื่อวันศุกร์ ในนสพ.บางกอกโพสต์ เขาได้ให้สัญญาก่อนหน้านี้ที่จะนำทหารกลับเข้ากรมกอง ซึ่งเป็นคำกล่าวมาตรฐานของผู้บัญชาการกองทัพ เพื่อให้สาธารณชนคลายความกังวลลง

“สิ่งที่อันตรายก็คือประยุทธ์จะ พยายามที่จะบดขยี้เรา และเป็นไปได้ที่การกดดันเราหนักข้อมากขึ้น” ฌอน บุญประคอง โฆษกของนปช. กล่าว “เขาเป็นผู้บัญ๙การกองทัพที่ตัดสินใจในลักษณะของนายทหารหัวโบราณ” เขากล่าวโดยอ้างถึงเผด็จการทางทหารในสมัยก่อนในประเทศไทย ที่ผู้บัญชาการไม่อดทนอดกลั้นต่อฝ่ายตรงข้าม และใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ในการรักษาสถาบันกษัตริย์และฟื้นฟูให้เกรียงไกร ในช่วง ทศวรรษ 1950 และ 1960 (ดูวิดีโอจากที่ชุมนุมประท้วงเสื้อแดง)

กลุ่ม คน เสื้อแดง เป็นที่รู้จักอันเนื่องมาจาก สีเสื้อที่ใส่ นปช.ได้จัดการประท้วงรัฐบาลเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน ตั้งแต่มีนาคมถึงพฤษภาคม บนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภาและประกาศจัดเลือกตั้งใหม่ กองทัพได้สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มีการเผาตึกกว่า 30 แห่งในใจกลางเมืองในขณะเสื้อแดงยุติการชุมนุม และเผาที่ทำการของรัฐบาลในหลายจังหวัด ในช่วงการชุมนุม 2 เดือนนั้น คน 91 คนถูกสังหาร รวมทั้งทหาร 11 นาย และคนประมาณ 2,000 คนได้รับบาดเจ็บ แกนนำเสื้อแดงหลายคนถูกจับกุมตัว และพ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังคงถูกใช้ในกรุงเทพฯและจังหวัดที่สำคัญ

ประยุทธ์เป็นผู้สั่งการ ในวันที่ 19 พฤษภาคมในการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ ทั้งนี้อ้างอิงจากรายงานข่าวภาษาอังกฤษ ในบางกอกโพสต์ และเนชั่น และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการปฏิบัติที่หนักหน่วงขึ้นต่อคนเสื้อแดงตั้งแต่ การชุมนุมเริ่มขึ้น ส่วนผู้บังคับบัญชาและที่ปรึกษาของเขา พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ถูกมองว่าเขาต้องการที่จะปฏิบัติการอย่างระแวดระวังมากกว่า

การ แต่งตั้งประยุทธ์เป็นไปตามการคาดการณ์ และเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางว่า ประยุทธ์ นั้น ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งไปแล้วโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี โดยที่นายทหารประมาณ 550 นายจะได้รับการแต่งตั้งหรือโยกย้าย ประยุทธ์จะเข้ารับตำแหน่งวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ พล.อ. อนุพงษ์จะเกษียณอายุ เขาเป็นสมาชิกมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เกษียณคนสุดท้าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำการรัฐประหารที่ไม่เสียเลือดเนื้อ (bloodless coup) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ทักษิณ ชินวัตร

เสื้อแดงจำนวนมากยังคงสนับสนุนทักษิณ ผู้ซึ่งหลบหนีออกจากประเทศไทย โดยไม่รับโทษจำคุก 2 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น เหตุผลหนึ่งที่เสื้อแดงไม่ยอมรับข้อเสนอของอภิสิทธิ์ในการเลือกตั้งใหม่เร็ว ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนการยุติการชุมนุม อ้างอิงโดยนักวิเคราะห์หลายคนว่า เป็นเพราะวันที่เสนอนั้นเป็นช่วงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงหลังสัปดาห์ที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เสื้อแดงต้องการที่จะรวบรวมอำนาจก่อน เพื่อที่จะป้องกันการแต่งตั้งพล.อ.ประยุทธ์ และแต่งตั้งผบ.ทบ.ที่เป็นมิตรมากขึ้นกับทักษิณ

ตอนนี้เขามีอายุ 56 ปี ประยุทธ์สามารถจะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ยาวนานถึง 4 ปี ก่อนที่จะมีการปลดเกษียณที่อายุ 60 ปี ท่ามกลางเหล่านายพลที่ได้รับการแต่งตั้งในระดับสูง เขาเป็นทหารในสายทหารเสือราชินี ในสายเดียวกับผู้บัญชาการตำรวจคนใหม่ วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ทั้งนี้ตำรวจนั้นถูกมองอย่างกว้างขวางว่ายังคงเห็นใจต่อทักษิณและคนเสื้อแดง ในช่วงการชุมนุม จนได้รับฉายาว่า ตำรวจ “มะเขือเทศ” รวมทั้งบางส่วนของกองทัพถูกมองว่ายังภักดีต่อทักษิณด้วย

นัก วิเคราะห์บางคนได้แสดงความกังวลเพิ่มขึ้น ว่าการให้อำนาจแก่ข้าราชการจากหน่วยงานสายเดียว ที่มีทัศนะในทางการเมืองไปทางเดียว อย่างเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้ จะยิ่งสร้างความแตกแยกในกองทัพมากขึ้น

บทกวี:ภาพวาดบนผนัง

ที่มา Thai E-News


โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

ภายในห้องสัมมนาประชาธิปไตย
๗๘ ปีประเทศไทยยังไม่เปลี่ยน
การปกครองได้แต่ท่องในแบบเรียน
อันมีคือแสงเทียนสู่หลุมพราง

เห็นลิบลิบที่ตีนท่าคิดว่าใช่
ผู้ก่อการฯ จุดคบไฟส่องสว่าง
คณะราษฎร์ประกาศกล้าพลิกฟ้ากว้าง
แสงปลายทางจำรัสจ้าอนาคต ???

ลมพัดพลิ้วทิวไผ่ไหวเพียงครู่
แผ่วลมลู่ไผ่ต้านมารปรากฏ
สยามเศร้าใต้เงาทรามอันงามงด
กดหัวข้าประชาราษฎร์ชั่วชาติปี

อสูรฟื้นคืนอำนาจผงาดฟ้า
พสุธาลุกไหม้ไปทุกที่
ศักดินาอำมาตย์ชั่วแลตัวดี
๗๘ ปีประชาชนทนกล้ำกลืน

ภายในห้องสัมมนาประชาธิปไตย
ปลุกเสรีประชาไทยให้ฟื้นตื่น
พายุฝนแสนห่าฝ่าควันปืน
ฝ่าเกลียวคลื่นวาทะเท็จเผด็จการ

สืบทอดต่อมรดกภารกิจ
แม้นท้องฟ้ามืดมิดทุกทิศด้าน
เพียงดาวส่องล่องเรือเหนือกฎกาล
ประชาธิปไตยเบ่งบานมินานวัน

บทสรุปสัมมนาข้านั่งหลับ
คณะราษฎร์โค้งคำนับในความฝัน
“ ขอน้อมรับความผิดคิดไม่ทัน
ย้อนกลับได้ในวันนั้นอันไม่มี

จึงขอส่งสารต่อผู้ก่อการฯ
เถิดลูกหลานจงต่อสู้กู้ศักดิ์ศรี
อนาคตประเทศชาติเป็นราษฎร์พลี
เพื่อราษฎร์มีสุขสล้างอย่างจีรัง ”

ภายในห้องสัมมนาประชาธิปไตย
แขวนภาพวาดขนาดใหญ่เป็นฉากหลัง
คนถือดาบคราบเลือดเลอะเกาะเกรอะกรัง
ยืนนิ่งฟังไพร่พร่ำ...สัมมนา ???

Sunday, September 5, 2010

วอลล์เปเปอร์เกต

ที่มา Thai E-News


โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
ที่มา Bangkok voice

ก่อน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1972 ซึ่งมี นายริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เป็นประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันที่ลงแข่งขันสมัยที่สอง ได้มีจับกุมผู้บุกรุกเข้าไปในสำนักงานพรรคเดโมแครตในอาคารวอเตอร์เกต (Watergate)

และติดตั้งเครื่องดักฟัง โดยเบื้องต้นนั้นฝ่าย นายนิสัน ปฏิเสธการรับรู้ แต่ในที่สุดก็สาวกลับมาถึงผู้ที่เป็นทีมงานใกล้ชิดในทำเนียบขาว

นาย นิกสัน ยังยืนกรานว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นผู้สั่งการ จนมีการตั้งคำถามจากสื่อมวลชนและนักการเมืองในซีกเดโมเครต ว่าตัวประธานาธิบดี “รู้อะไร” และ “รู้เมื่อไหร่” เพราะหากรู้แล้วช่วยปกปิด ย่อมมีส่วนร่วมในการกระทำผิด การกลับกลายเป็นสถานการณ์ที่วิกฤตขึ้นเมื่อค้นพบว่า นอกจาก นายนิกสัน จะรู้แล้ว ยังเป็นผู้ “สั่งการ” ด้วย จนในที่สุดก็ต้องรับผิดชอบและลาออกไป

ถือ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทั่วโลก ว่าควรและไม่ควรทำอะไรเพื่อรักษาอำนาจ เพราะผลสุดท้ายนั้น ไม่เพียงเสียหายต่ออนาคตของตนเอง แต่ถึงประเทศชาติโดยรวมด้วย

จริง อยู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบัน มีความแตกต่างทั้งในสาระและสภาพแวดล้อม แต่การดำเนินนโยบายต่างๆ ตลอดจนเกมการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ต้องนำคำถามชุดที่ นายนิกสัน ถูกถามกลับมาตั้งเป็นปุจฉากับ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้ที่ทำงานรายล้อมได้

เรื่องแรกที่ต้องถาม คือเหตุการณ์การประท้วงชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือนมีนาคมถึง พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ขอคืนพื้นที่” เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่สี่แยกคอกวัว ซึ่งมีการปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 20 คน และเหตุการณ์ “กระชับพื้นที่” ช่วงวันที่ 10-19 พฤษภาคม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก ไม่นับผู้บาดเจ็บและสูญหาย

จน บัดนี้ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้สั่งการ ใครตัดสินใจให้ทหารนำกำลังเข้า “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่” นายกรัฐมนตรีได้กำชับหรือไม่ว่าต้องไม่ให้มีการสูญเสีย หรือให้ท้ายขยิบตา หรือสั่งการด้วยตนเอง ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมากว่า 3เดือนแล้วยังไม่มีความชัดเจน

มีใครประเมินให้นายกฯรับรู้ หรือไม่ว่า ในแต่ละกรณีแต่ละทางเลือก จะมีผู้บาดเจ็บล้มตายเท่าไหร่ ฝ่ายทหารได้บอกถึงมาตรการที่จะ รักษาชีวิต” หรือไม่ และเมื่อมีข่าวการตายของประชาชน นายกฯมีปฏิกิริยาอย่างไร ทำไมไม่มีการประเมินใหม่ หรือเพราะได้ตัดสินใจไปแล้ว?

นายกฯรู้อะไร รู้เมื่อไหร่ และตัดสินใจอะไร เป็นสิทธิที่ประชาชนพึงถามผู้นำที่อ้างว่ามาโดยวิถีประชาธิปไตยได้เสมอ และเขาควรจะได้คำตอบด้วย

อีกเรื่องที่กำลังเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม คือการเข้าพบนักโทษชื่อดัง นายวิคเตอร์ บูธ ของ นายศิริโชค โสภา ฉายา “วอลเปเปอร์” ของ นายกฯนายอภิสิทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งในแง่รูปคดี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้นำพาเข้าไปอยู่ระหว่างเขาควายของสองมหาอำนาจ รัสเซีย และ สหรัฐอเมริกา

หลายคน รวมทั้งตัว นายศิริโชค พยายามแก้ตัวว่า ความเป็น ส.ส. ทำให้ นายศิริโชค มีสิทธิเข้าพบ นายบูธ ซึ่งก็อาจจะจริง หาก นายศิริโชค ไม่ได้เข้าไปโดยอ้างและใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทนนายกฯ เพราะหากเป็นเช่นนั้น นายศิริโชค ไม่มีอำนาจหน้าที่แน่นอน

แต่ที่ เหนือกว่าข้อกฎหมายคือ ความเหมาะสม และผลกระทบที่ตามมา เพราะ นายศิริโชค ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความใกล้ชิดกับนายกฯ คำถามจึงมีว่า นายศิริโชค คุยอะไร และต่อรองแลกเปลี่ยนอะไรกัน โดยที่ทำไปนั้น ตัดสินใจด้วยตนเอง หรือใครสั่งไป

ยิ่งหากเรื่องที่พูดคุยเป็นไปดังที่ นายบูธ ให้ภรรยามาอ่านคำแถลงนั้น ถือเป็นการใช้อำนาจก้าวก่ายฝ่ายบริหารและกระบวนการยุติธรรมแน่นอน ซึ่งสะท้อนทั้ง “ทัศนคติ” และ “นโยบาย” ของรัฐบาลชุดนี้ ที่วิ่งไปเหมือนวิ่งอยู่ในลู่แข่ง ทำนองไปข้างหน้าเพื่อไล่ล่าอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เพียงถ่ายเดียว

ภาษาอังกฤษเรียกว่า “One Track Mind” ที่น่าเป็นห่วงคือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พร้อมจะ “แลก” เพื่อให้ได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รู้ว่า ไปยื่นหมูยื่นแมวอะไรไว้อีก ใครเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนต่อไปคงปวดหัวน่าดู

และหากปรากฏว่า นายกฯรับรู้ก่อน และวันนี้รู้แล้ว ยัง “อุ้ม” นายศิริโชค ไว้ ระวังจะเจอ “วอลเปเปอร์เกต” (Wallpapergate) นะครับ!!

นักวิชาการออสเตรเลียทดลองทำกราฟงบประมาณรายจ่ายของกองทัพไทย ชี้หลังปี 49 ตัวเลขพุ่งพรวด

ที่มา มติชน

นาย แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการสาขามานุษยวิทยาประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้ทดลองจัดทำกราฟงบประมาณค่าใช้จ่ายทางด้านการทหารของรัฐบาลไทย โดยมีหน่วยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และนำเผยแพร่ลงในเว็บล็อกนิว มันดาลา (นวมณฑล)


ในกราฟแรกที่วอล์คเกอร์จัดทำได้แสดงให้เห็นว่า ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ.2535 งบประมาณทางด้านการทหารของไทยได้มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมากกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ก็ค่อยๆ ลดต่ำลงจนเหลือจำนวนน้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในปี พ.ศ.2549

แต่หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา งบประมาณทางด้านการทหารของไทยก็หวนกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่ง โดยจากสถิติของธนาคารโลก งบประมาณของกองทัพไทยได้แตะถึงหลัก 1.5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในปี พ.ศ.2551 และมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จากการประมาณการตัวเลขโดยอ้างอิงพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี พ.ศ.2553 ของวอล์คเกอร์ (เส้นกราฟสีน้ำเงินเข้ม)




ในกราฟที่สองวอล์คเกอร์ได้เปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณทางด้านการทหารของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยเวียดนามเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางด้านการทหารมากที่สุด ขณะที่ไทยสามารถแซงอินโดนีเซียขึ้นมาเป็นอันดับสองในปี พ.ศ.2550 (หลังจากช่วงปี พ.ศ.2546-2549 กองทัพอินโดนีเซียใช้จ่ายงบประมาณมากกว่ากองทัพไทย) ส่วนฟิลิปปินส์ใช้จ่ายงบประมาณทางด้านนี้น้อยที่สุด

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียแสดงความเห็นว่าตัว เลขค่าใช้จ่ายของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี พ.ศ.2554 ได้ชี้ให้เห็นว่า งบประมาณการใช้จ่ายของกองทัพไทยกำลังมีแนวโน้มเขยิบเข้าใกล้กองทัพเวียดนาม มากยิ่งขึ้นทุกขณะ


แอนดรูว์ วอล์คเกอร์

เปิดแถลงการณ์ฉบับเต็ม สถานทูตซาอุฯ ผงะคำสัมภาษณ์สุเทพ

ที่มา ข่าวสด

กรณีสมคิด บุญถนอม ผู้ต้องหาคดีอัลรูไวลี่


เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย
ออกแถลงการณ์ต่อประเด็นเกี่ยวกับมติของก.ตร.
ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นประธานในการพิจารณาในตำแหน่ง
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 ผู้ต้องหา และพวกทั้ง 5
ในคดีการหายตัวของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย
ในปี พ.ศ.2533 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ



สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียต้องการที่จะชี้แจงต่อข้อมูลที่ได้รับจากทางการ
ที่ว่าพลตำรวจโทสมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ตกเป็นจำเลย
และคดีกำลังอยู่ในระหว่างชั้นศาล ซึ่งจะเริ่มต้นนับสืบพยานในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553
หลังจากสำนักอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องคดีดังกล่าว
และมีความเห็นว่าหลักฐานที่รวบรวมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอนั้นเพียงพอ
ในการพิจารณาและได้สั่งฟ้องพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5และพวกเป็นผู้ต้องหา
คดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่


ตามมาตรา 95 พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติปี พ.ศ. 2547 ระบุว่าข้าราชการตำรวจผู้ใด
มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน
หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา
จะต้องถูกสั่งพักราชการจนกว่าการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์


ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ทางสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย
รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทราบว่า
นายสุเทพ เทือกสุบรรณได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
มีมติว่า พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ไม่มีความผิดและได้เลื่อนตำแหน่
งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการที่คณะกรรมการตำรวจ หรือ ก.ตร.
โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นประธานได้มีมติเลื่อนตำแหน่งให้พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม
ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหรือคดีที่มีความผิดร้ายแรง



ทางสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียรู้สึกแปลกใจต่อความขัดแย้งระหว่าง
ความหมายที่ระบุอย่างชัดเจนของ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
ตามมาตรา 95 กับการปฎิบัติของทางคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติซึ่งมีเจตนา
ที่จะไม่เอาผิดทางวินัยต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีฆาตกรรมนายอัลรูไวลี่ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม
และทางสถานทูตฯ รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งว่านายตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่
ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียได้ตระหนักถึงรูปคดี
อาจส่งผลกระทบการดำเนินพิจารณาคดีความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ต้องหา
และเช่นเดียวกันทางสถานทูตฯคาดหวังอยู่ว่า
การบังคับใช้กฎหมายต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่ง
และฐานะของบุคคลรวมถึงความสัมพันธ์ อันเป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมาย



ช่วงเวลาเหตุการณ์ในปัจจุบันทางรัฐบาลไทย
ได้มีความพยายามที่ดำเนินการไปแล้วในช่วงต้นปีที่จะคลี่คลายปัญหาทั้ง 3 คดี
ที่ยังค้างของซาอุดิอาระเบีย
ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย
และประเทศซาอุดิอาระเบียทางสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียเห็นว่าช่วงระยะหลังนี้
แตกต่างกับระยะแรกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อกังวล ต่อความทุ่มเทของทั้งสองประเทศ
ในการสะสางคดีที่คงค้างในปัจจุบันเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศโดยตรง
เกรงว่าจะประสบความล้มเหลว



ท้ายที่สุด สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียต้องการที่จะเน้นย้ำ
จุดยืนนโยบายของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียถึงเรื่องการไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายใน
ในแต่ละประเทศ และตระหนักถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามทางสถานทูตฯ
ได้เฝ้าติดตามต่อคำมั่นและสัญญาของรัฐบาลไทยต่อการปฎิบัติตามคำมั่นและรับประกัน
ในกระบวนการยุติธรรม
และมีความโปร่งใสรวมถึงการไม่เข้าไปแทรกแซงจากหน่วยงานใดๆ ต่อคดีของซาอุดีอาระเบีย
ที่ยังค้างคาอยู่ เพื่อเป็นหนทางนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์
ระดับทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประเทศไทยตามสัญญาที่รัฐบาลไทย
ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้

“อ๋อย” จวกรัฐบาลกลัวเคลื่อนไหวและความจริง

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 4 ก.ย. ที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย มีการเสวนาเรื่อง
“พลังนักศึกษา (ไม่ได้) หายไปไหน ทำไม อย่างไร หรือไม่”
โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า
มักจะมีคำถามเป็นประจำว่า
บทบาททางการเมืองของนักศึกษาในอดีตกับปัจจุบันทำไมแตกต่างกัน
ทำไมเมื่อมีปัญหาการเมือง นักศึกษาถึงไม่เคลื่อนไหว
คำตอบคือ เพราะสภาพเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกันไป

นายจาตุรนต์ชี้ว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจกลัวที่สุดขณะนี้ คือ
1. การเคลื่อนไหว จึงต้องมีการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กดดันการเคลื่อนไหว
2. ความจริง จนกลัวคนถือป้ายแสดงให้เห็นว่ามีคนตาย
เมื่อรัฐบาลกลัวความจริง ต้องทำความจริงให้ปรากฏ
โดยใช้ระบบการสื่อสารที่ทันสมัย
เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกันผ่านเว็บไซด์ เฟซบุ๊ก แบล็คเบอรรี่
ซึ่งคนรุ่นเก่าตามไม่ทัน


การเคลื่อนไหวในปัจจุบันต้องไม่เหมือนในอดีต สภาพสังคมต่างกันมาก
แต่แค่ทำผิดนิดเดียวก็ไม่ได้
เพราะรัฐบาลนี้เส้นตื้น หน้ามืดตามัว พยายามปิดกั้นความคิด
สมัยก่อนก็ส่งบรรดาจอมพลไปเป็นอธิการบดี พอมีอะไรก็ลบชื่อนักศึกษา
เหมือนกับจะเชือดไก่ให้ลิงดู แต่เชือดไปไก่ก็ไม่ตาย ลิงก็ไม่กลัว
สังคมไทยไม่อาจอยู่กับคำพูดนามธรรมประเภท ต้องหาคนดีมีคุณธรรม
แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาประเทศอย่างไรได้อีกต่อไปแล้ว

จุดอ่อนของเด็กไทยมากที่สุด คือ คิดวิเคราะห์ไม่ได้
ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษามีการกำหนดใหม่ว่า
ต้องมีคุณสมบัติในเรื่องการเป็นผู้นำ และการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น นายกฯ จะคิดอย่างไร
ที่บางมหาวิทยาลัยห้ามอาจารย์ยกกรณีการเมืองขึ้นเป็นตัวอย่าง
ในการพูดคุยวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์
นี่คือความอับจนทางปัญญา
และการแสดงออกของนักศึกษา เป็นอันเดียวกันหรือไม่ที่ทำให้เขากล้าคิด
ถ้านายกฯ ปล่อยไว้เป็นอย่างนี้ เรากำลังบอกว่า เราไม่ส่งเสริมให้เด็กไทยคิดเป็น
แต่ให้ทำตามผู้ใหญ่ว่า แล้วประเทศไทยข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
การกดกันแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนว่า ประเทศนี้จะเอาอย่างไรกับการศึกษา


นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด กล่าวว่า
นักศึกษาต้องเป็นนักตั้งคำถามและนักแสวงหาคำตอบ เราต้องเปลี่ยนจิตสำนึกเป็นผู้สร้าง
สร้างสังคมของตัวเองในอนาคต การแสดงออกความเป็นตัวเอง คือการตั้งคำถาม เช่น
การตั้งคำถามเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ผ่านมา มีการบอกว่า
นักศึกษาคุกคามกฎหมาย แต่กฎหมายก็คุกคามประชาชนอยู่เช่นกัน
ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.)
เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์เล่มหนึ่งว่า การปฏิวัติเป็นความผิดพลาด
เพราะทำให้ประเทศลุกเป็นไฟอีก 4 ปี
และอีก 4 ปีนายอภิสิทธิ์ก็คงต้องมาตอบคำถามเช่นกันว่า
การกระชับวงล้อมที่ราชประสงค์ ใช้กระสุนจริง ผิดพลาดหรือไม่


ตนมีข้อเสนอเรื่องการทำมหกรรมป้ายเพื่อสร้างสีสันในการเคลื่อนไหว
และเราต้องมีการฝึกความรู้ ฝึกการทำงานแบบยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวให้มากขึ้น
ต้องใช้การตลาดปากต่อปาก ไม่ต้องใช้สื่อขนาดใหญ่
และจะกระทบกันไปเรื่อยๆ
และถ้า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ยอมเลิก เราควรถือป้ายแล้วเขียนว่า นี่คือ
การชุมนุมทางการเมือง แล้วปิดปาก มัดแขนมัดขากระโดดๆ หน้า ศอฉ.สัก 5-6 คน
ให้เขาจับอาทิตย์ละรุ่นไปเรื่อยๆ ดูว่าเขาให้คำตอบอย่างไร
เชื่อว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์เขาก็จะตอบคำถามเราไมได้

การเลือกตั้ง สก./สข. คนเสื้อแดงยังรักษาฐานได้อย่างเหนียวแน่น No Vote เป็นแสน หมายถึงอะไร ?

ที่มา thaifreenews



บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผม ไม่ได้เขียนบทความมานาน หลังจากมีการปราบนองเลือกที่ราชประสงค์ที่เรียกว่า “พฤษภาอำมหิต” มีการฆ่าประชาชนโชว์ให้ชาวโลกและชาวไทยเห็นถึงความอำมหิตของคนบางคน

ก็จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ จะลบ จะบิดเบือนยังไงมันก็คงได้ชั่วคราว แต่ความจริงที่มีคนสัมผัสจำนวนหลายล้าน มันไม่หายไปไหนอย่างแน่นอน

ก็ประเดิมบทความแรกเลยนะครับ หลังพฤษภาอำมหิต เรื่องการเลือกตั้ง สก./สข. กทม.ครับ


หลังจากวันเลือกตั้ง สก./สข. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2553 ทราบ ข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์กวาดที่นั่งไปจำนวนมาก พรรคเพื่อไทยได้สิบกว่าที่นั่งเท่านั้น ทำให้รู้สึกหดเหี่ยวพอสมควร คิดในใจว่า อะไรกัน เราแพ้อีกแล้วหรือ คนเสื้อแดงแพ้อีกแล้วหรือ แม่ปังคุงที่ออกไปลงคะแนนในวันนั้นแต่เช้า ถึงกับบ่นออกมาดังๆ ว่าคนเสื้อแดงหายไปไหนหมด เราแพ้อีกแล้ว

แต่วันนี้ผมได้ผลรวมคะแนนของ การเลือกตั้ง สก./สข. จากพรรคเพื่อไทยมา ทำให้ผมใจชื้นขึ้นอักโข ว่าเราไม่ได้แพ้ คนเสื้อแดงออกไปใช้สิทธิ์เต็มที่ ไม่ได้นิ่งเฉย แต่กำลังเราใน กทม. มีแค่นี้ เราระดมพลเต็มอัตราศึกแล้ว คะแนวเราไม่ได้ลดลง

ผลการเลือกตั้งเป็นดังนี้ครับ (คะแนนรวมเฉพาะ สก.)

พรรค ประชาธิปัตย์ได้คะแนนรวม 77,0000 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 51 จำนวน สก. 45 คน

พรรคเพื่อไทยได้คะแนนรวม 600,000 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 39 จำนวน สก. 15 คน

พรรคการเมืองใหม่ได้คะแนนรวม 100,000 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 6 ไม่ได้ สก.

ผู้สมัครอิสระ 40,000 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 2.6 จำนวน สก. 1 คน

จำนวนผู้มิสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 4,139,075 คน มาใช้สิทธิลงคะแนน 1,702,845 คน คิดเป็นร้อยละ 41.14 มี No Vote จำนวน 105,061 คน คิดเป็นร้อยละ 6.17

นี่ไม่นับการโกง ที่มีข่าวกันนะครับ

หากเทียบกับการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ครั้งที่ผ่านมา ที่ สุขุมพันธ์ สู้กับคุณยุรนันท์ ปี 2552

ผลคะแนน มรว.สุขุมพันธ์ ได้ 934,602 คะแนน ส่วนยุรนันท์ได้ 611,669 คะแนน

ผลการเลือก สก.ครั้งนี้ ปชป. คะแนนลดลงไป ถึง 164,602 คะแนน

แต่ผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าตอนเลือกตั้งผู้ว่า เราจึงยังประเมินไม่ได้ว่า หากผู้มาใช้สิทธิ์ 60 % เหมือนก่อนๆ พรรคเพื่อไทย จะได้คะแนนเพิ่มจากนี้หรือไม่ จำนวนที่ได้มา 6 แสนคะแนน แสดงว่าคนเสื้อแดงได้ระดมกำลังแบบเต็มที่แล้ว แต่การเลือกตั้งเป็นระบบ One man One vote ใครชนะในเขตไหน แม้จะชนะ 1 คะแนน ก็ถือว่าชนะไป ส่วนคนที่แพ้ ก็ไม่ได้ไม่มีคะแนน แต่คะแนนน้อยกว่าเท่านั้น

หากเป็นระบบเลือกตั้งแบบ "สัดส่วน" ที่คิดตามสัดส่วนผู้มาลงคะแนน เหมือนระบบปาตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทยก็จะได้มากกว่านี้

ส่วน พรรคการเมืองใหม่ แม้ไม่ได้ที่นั่ง สก. แต่จำนวนคะแนนที่ได้ถึง 100,000 คะแนน ก็ไม่นับว่าน้อยนะครับ น่ากลัวทีเดียว ฐานคะแนน เหมือนกับที่ นายแก้วสรร อติโพธิ เคยได้ตอนเลือกตั้งผู้ว่า กทม.

คนของพรรคเพื่อไทยบอกว่า พรรคคการเมืองใหม่ ได้คะแนนจากเขตกลางกรุงย่านคนจีนอยู่เป็นกอบเป็นกำ ก็คงเป็นพวกสาวก ASTV นั่นเอง




ผลการเลือกตั้ง หากดูจากคะแนนดิบที่ได้ แสดงว่าคนเสื้อแดง ไม่ได้หายไปไหน เราระดมพลออกไปเลือกตั้งกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่จำนวน พวก "อนุรักษ์นิยม" ใน กทม.มี มากกว่าพวกหัวก้าวหน้าอย่างคนเสื้อแดง ทำให้เราได้ที่นั่งประมาณนี้ จึงไม่น่าประหลาดใจ หรือท้อถอยแต่อย่างใด หากได้สักสี่แสนคะแนน นั่นซิถึงทำให้คิดได้ว่าเราแพ้แล้ว และถดถอยแล้วอย่างแท้จริง

ผลคะแนนดิบ เราจะเห็นว่า "ความเป็นสี" ยังไม่ได้จางหายไปไหนนะครับ คะแนนแบ่งฝ่ายกันชัดเจน

หากใช้ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่ง สก.เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นอะไร ประเด็นอยู่ที่ คะแนนดิบที่ได้

ที่ว่าคนเสื้อแดงแพ้ขาดใน กทม. ก็ไม่จริง เพียงแต่เรา "หาคะแนนเพิ่มไม่ได้เท่านั้น"

ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดง จะไม่เปลี่ยนไปเลือกพรรคอื่น และพวก ปชป. ก็คงไม่เปลี่ยนมาเลือกพรรคเสื้อแดง

ดังนั้นคะแนนสองกลุ่มนี้จึงไม่ใช่คะแนน สวิง แกว่งไปมาแต่อย่างใด ค่อนข้างมี Royalty พอสมควร พวก ปชป. ที่หายไป 160,000 คะแนน ก็ไม่ได้มาเพิ่มคะแนนให้พรรคเพื่อไทย แต่อาจไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ (ผู้ใช้สิทธิ์น้อยกว่าครั้งเลือกผู้ว่าฯ) หรือ No Vote แต่ไม่ได้เทคะแนนให้พรรคการเมืองใหม่แต่อย่างใด

แต่คง "วางเฉย" อาจตาสว่าง หรือลังเล แต่ไม่ได้ไม่รู้สึกรู้สากับคนที่โดนฆ่า ไปเกือบร้อยศพ แต่คงยังทำใจมาสับสนุนเสื้อแดงไม่ได้ ฯลฯ

ผม เชื่อว่า คะแนนทั้งประเทศก็คงไม่ต่างกัน แดงยังเป็นแดง เหลืองก็ยังเป็นเหลือง ไม่ว่าใครจะทำอย่างไร โปรประกันดาอย่างไร ก็ไม่มีผลต่อการย้ายข้าง

เท่าที่ฟังการแลกเปลี่ยนกันมา การที่ สส.พรรคเพื่อไทยโดนดูดไป 4 คน ก็เป็นรอบๆ ในภาคกลาง ไม่ได้เป็นฐานเสียงที่หนาแน่นในภาคอีสานแหละภาคเหนือ

ที่จริงพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ "เข็มแข็ง" มากมายนักในภาคกลางรอบๆ กทม ยังไม่แดงทั้งภาค เป็นแค่สีชมพูอ่อนๆ เท่านั้น พรรคภูมิใจไทยจึงเจาะเอารอบๆ นี้

ฐานเสียงคนเสื้อแดง ทั้งประเทศยังหนาแน่น ความเป็นเสื้อแดงยังไม่ได้จางลงไปแต่อย่างใด

แต่สงครามไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้งเท่านั้น ยังมีแนวรบอื่นอีก

อาจไม่มีการเลือกตั้ง แต่ยิ่งไม่มีการเลือกตั้ง พวกเขายิ่งเดินในเส้นทางหายนะ

ผม ไม่เชื่อว่า อีกสิบปี ร้อยปีจะไม่มีการเลือกตั้งตลอดไป แต่เมื่อใดที่มีการเลือกตั้งแล้ว "หมายถึงเกิดปฎิวัติประชาชน" ล้มระบบการเมืองเดิมไปแล้ว

นั่นนับเวลาจบของอำนาจเก่า นับกันเป็นปี ไม่ใช่เป็นทศวรรษ หรือศตวรรษ

เราลองมาวิเคราะห์พวก Novote จำนวนถึง 105,061 คน คิดเป็นร้อยละ 6.17 นับว่าเป็นจำนวนที่มาก พอๆ กับคะแนนพรรคการเมืองใหม่ เป็นจำนวนที่มากจนน่าจะมีนัยสำคัญทางการเมือง เป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง และเป็นกระแสในใจคน กทม. ปกติการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่น่าจะมี No Vote มาก หากไม่อยากเลือกใคร ก็ไม่ไปใช้สิทธิ์เสียดีกว่า แต่ผมคิดว่าเขาต้องการแสดงออกอะไรบางอย่าง

จำนวนคน No vote เป็นแสน ก็น่าคิดสำหรับฝ่ายอำมาตย์นะครับ

หากดูในภาพรวม พรรคเพื่อไทยได้ 6 แสนคะแนน และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาน้อยกว่าตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ

แสดง ว่าคนเสื้อแดงใน กทม. ออกมาเต็มที่แล้ว ไม่ได้นอนหลับทับสิทธิ์ แต่อย่างใด หรืออาจมีบางส่วนยังไม่ได้ออกมา ก็แสดงว่า 6 แสนคะแนน ต้องมีคนใหม่เข้ามาร่วมโหวตให้เพื่อไทยด้วย

หากเป็นกรณีหลังแสดงว่า "คนเสื้อแดงใน กทม.เพิ่มขึ้น" แต่คงไม่มากนัก

ดังนั้น หากเราลองคิดเล่นๆ ว่า คะแนน ปชป. หายไปเกือบสองแสนคะแนน

ส่วนคะแนนพรรคการเมืองใหม่ คงเป็นคะแนนที่เลือก นายแก้วสรร อติโพธิเดิม

ผมคิดว่าที่ No Vote คือ คนที่เคยเลือกพรรค ปชป. กับเลือก ปลื้ม นั่นเอง ในตอนเลือกผู้ว่า กทม. ไม่ใช่คนเสื้อแดง

ผมคิดว่าคนพวกนี้ยังไม่พร้อมจะเป็นเสื้อแดงมาลงคะแนนให้เพื่อไทย แต่อาจ "รับไม่ได้กับพรรคประชาธิปัตย์" จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา และได้รู้ความจริงอะไรบางส่วน

แต่อยู่ในภาวะ "งงงวย" ไม่อยากเลือกข้างหรือย้ายข้าง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร อยู่ในภาวะสบสน

"งง"

พวกนี้แหละครับ ที่กำลังอยู่ใน "ภาวะเปลี่ยนแปลง”

เป็นพวกที่เราควรไปทำงานการเมือง ให้ข้อมูล เพื่อให้เขาตัดสินใจในที่สุด

ผมว่าคนกลุ่มนี้ "ได้รับความจริง" แล้ว จากที่เคยเป็นกลาง หรือเป็นพวกเสื้อเหลืองมาก่อน แต่ "รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร"

แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจมาเป็นคนเสื้อแดง

หากเราขยาย "กรอบการวิเคราะห์" ออกไปทั้งประเทศ

ผมว่ามีคนแบบพวก No Vote ที่ "หายจากการเป็นซอมบี้" อีกเยอะนะครับ

ในประเทศหนึ่งๆ นั้นคนที่อนุรักษ์นิยมที่สุดนั้นคือ คนในเมืองหลวงครับ เพราะได้ประโยชน์จากระบบการเมืองเดิม ทำให้ไม่อยากเปลี่ยนแปลง

หากคนเมืองหลวงมีอัตราหายจากการเป็น "ซอมบี้" (หลุดจากภาวะซาบซึ้ง) จำนวนขนาดนี้ ทั้งประเทศ ก็จะมีมากกว่านี้ และน่าจะมีเปอร์เซนต์สูงกว่าใน กทม.ครับ

หายจากซอมบี้ แต่ยังไม่ได้กลายเป็นเสื้อแดง

ต้องทำงานด้านการเมืองและด้านความคิดอีกระยะหนึ่ง

ให้พวกเขา "แค้นที่ถูกหลอกลวง" มานาน แล้วพวกนี้จะกลายเป็นเสื้อแดงแบบสุดๆ ในที่สุด ให้พวกเขาหายจากภาวะอกหักเสียก่อน การตอบโต้จึงจะมาถึง

เรื่องเล่า nostalgia : กรณีเสกสรรค์กับอองซานซูจีและนักวิชาการ"ประชาธิปไตย"ปี 2538 และ 2553

ที่มา ประชาไท

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ชื่อบทความเดิม :
เรื่อง เล่า nostalgia : กรณีเสกสรรค์กับอองซานซูจีและนักวิชาการ"ประชาธิปไตย"ปี 2538 กับกรณีนิธิ-เสกสรรค์-กรรมการปฏิรูปประเทศ และนักวิชาการ"ประชาธิปไตย"ปี 2553

ม่านฟ้ายามค่ำ ดั่งม่านสีดำม่านแห่งความร้าวระบม
เปรียบเหมือนดวงใจ มืดทึบระทม พ่ายแพ้ซานซมพัดพรากบ้านมา .........

แว่วเสียงก้องกู่ จากขอบฟ้าไกล แว่วดังจากโพ้นนภา
บ้านเอ๋ยเคยเนาว์ กังวานครวญมา รอคอยเรียกข้าอยู่ทุกวัน

จิตร ภูมิศักดิ์, เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ (2503-2505)

ผม เป็นคนที่ฝรั่งเรียกว่ามีอาการ nostalgia สูงมาแต่ไหนแต่ไร nostalgia เป็นคำลาติน แปลตรงๆว่า "โรคคิดถึงบ้าน" (homesickness "โรค" [sickness] เพราะเป็นคำที่คิดขึ้นในวงการแพทย์ก่อน ในปี 1688 ต่อมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ใช้ในความหมายของ "โรคคิดถึงบ้าน" ตามการแพทย์-จิตวิทยาเท่านั้น ยังหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกแบบที่เรียกว่า "ความรู้สึกโหยหาแบบขมปนหวานถึงสิ่ง, คน, และสภาพการณ์ ในอดีต" [a bittersweet longing for things, persons, or situations of the past] ด้วย) - หลังขบวนการฝ่ายซ้ายล่มปี 2525 รู้สึกตัวเอง "ไม่มีบ้าน" บางเวลาเหมือนจะเจอ "บ้าน" แต่สุดท้ายกลายเป็นเพียง illusion (ภาพลวง) ไป ช่วงใกล้ๆนี้ ยิ่งมีเรื่องที่ทำให้เกิดอาการของ "โรค" นี้ "กำเริบ" หนัก

เรื่องเล่าต่อไปนี้ คงเป็นส่วนหนึ่งของอาการ nostalgia ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ . . . .

เดือน สิงหาคม 2538 (คือครบ 15 ปีในช่วงนี้พอดี) ธรรมศาสตร์มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มีเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นคณบดีรัฐศาสตร์ ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี (2534) คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้กับ อองซานซูจี โดยที่เธอเองยังคงถูกกักกันตัวในบ้านพักในพม่าโดยกลุ่มเผด็จการทหารที่เรียก ว่า "สล็อก" เมื่อมีการประกาศรางวัลนี้ บังเอิญในเดือนกรกฎาคม 2538 นั้น "สล็อก" ได้ปล่อยตัวซูจีจากการกักกันในบ้าน และมีข่าวว่าซูจีอาจจะเดินทางไปรับรางวัลอันมีเกียรตินั้นที่สวีเดน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่าเธอจะต้องเดินทางผ่านเข้ามาในประเทศไทยก่อนจะไปยุโรป ภายหลังต่อมา ซูจีตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไม่ไปรับรางวัล เพราะเธอทราบดีว่ากลุ่มเผด็จการทหารพม่าต้องการให้เธอออกนอกประเทศ ถ้าเธอเดินทางออกไป จะไม่มีวันกลับเข้าพม่าได้อีก เธอตัดสินใจอยู่ร่วมชะตากรรมกับเพื่อนร่วมชาติในพม่า (หลายปีต่อมา แม้แต่สามีเธอที่กำลังป่วยตายและมีงานศพในอังกฤษ เธอก็ไม่สามารถไปพบหน้าเป็นครั้งสุดท้ายได้ และ "สล็อก" ก็ไม่ยอมให้วีซ่าสามีเธอเข้าพม่า) แต่ในระหว่างที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าเธออาจจะเดินทางไปรับรางวัลก็ได้นั้น เอนกในฐานะรองอธิการบดีวิชาการได้ผลักดันให้ธรรมศาสตร์ออกคำเชิญให้เธอแวะ เยี่ยมธรรมศาสตร์ เพื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ที่อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ เคยมีมติเป็นเอกฉันท์เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยและสภาฯรับรอง ให้เธอตั้งแต่ปี 2534 (แต่เธอยังไม่เคยมีโอกาสมารับ เช่นเดียวกับรางวัลโนเบลดังกล่าว)

ปรากฏ ว่าเมื่อมีข่าวธรรมศาสตร์จะเชิญซูจีมารับปริญญากิตติมศักดิ์เช่นนี้ ทางการทหารไทยได้ออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ ท้วงติงไม่ให้ธรรมศาสตร์เดินหน้าตามแผนการเชิญนั้น

สิ่งที่หลายคนไม่ คาดคิดคือ ในต้นเดือนสิงหาคมนั้นเอง เสกสรรค์ได้ตีพิมพ์บทความใน ผู้จัดการรายสัปดาห์ แสดงความเห็นด้วยกับท่าทีของทางการทหารไทยและไม่เห็นด้วยกับการที่ธรรม ศาสตร์จะเชิญซูจีมารับปริญญา เหตุผลที่เสกสรรค์ให้คือ ไทยมีผลประโยชน์ร่วมกับพม่าในแง่การลงทุนและการค้า ดังนั้น "ข้อท้วงติงจากกองทัพเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรรับฟัง เพราะปกติแล้วเขาแบกปัญหามากกว่าเรา รวมทั้งอาจจะกำลังเจรจาต่อรองอะไรกันอยู่ซึ่งเราไม่ควรไปทำให้เขาเสีย เปรียบ"

ท่าทีของเสกสรรค์ดังกล่าว สร้างความกระอักกระอ่วนไม่สบายใจให้กับนักวิชาการที่ผมขอเรียกว่า "นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย" ไม่น้อย ในจำนวนนี้ มี "ช" และ "ธ" นักวิชาการชื่อดังระดับนานาชาติ รวมอยู่ด้วย แต่ความที่ทั้ง "ช" และ "ธ" เป็น "รุ่นน้อง" ของเสกสรรค์โดยตรง (ทั้งในแง่รุ่นน้องคณะและรุ่นน้องขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา) ก็เลยอาจจะรู้สึกไม่อยากจะเขียนอะไรออกมาวิจารณ์ตรงๆ "ช" และ "ธ" จึงไปคุยกับ "พ" นักวิชาการรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบได้ปริญญาเอกจากเมืองนอกมาหมาดๆในปีนั้นเอง แล้วก็ "กระตุ้น" (หรือเรียกว่า"ยุ"ก็ได้) ให้ "พ" เขียนบทความออกมาวิจารณ์บทความของเสกสรรค์ ความจริง "พ" เองอ่านบทความเสกสรรค์แล้วก็ไม่พอใจ และกำลังนึกอยากเขียนอะไรออกมาตอบโต้อยู่แล้ว ("พ" ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกด้านประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์) ก็เลยลงมือเขียน บทความวิจารณ์เสกสรรค์ของ "พ" ได้รับการตีพิมพ์ใน ผู้จัดการรายวัน ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนั้นเอง . . . .

ผมขอจบ "เรื่องเล่า" นี้เพียงเท่านี้ ไม่ลงไปในรายละเอียดมากกว่านี้ และผมไม่ขอพูดต่อ เพราะประเด็นที่ "เล่า" เรื่องนี้ อยู่ที่...

ปี 2553 นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งบรรดานักวิชาการ"ประชาธิปไตย"ยอมรับนับถือเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นนัก วิชาการปัญญาชนทีมีความสำคัญทีสุดของยุคสมัย (และแน่นอน ตัวเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเอง) ได้ตอบรับเข้าร่วมเป็น "กรรมการปฏิรูปประเทศ" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่กี่สัปดาห์หลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ทำการปราบปรามการชุมนุมที่ราชประสงค์ ของ "คนเสื้อแดง" ทำให้มีคนตาย พิการ บาดเจ็บ สูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

ถ้ามองจากจุดยืนของนัก วิชาการ"ประชาธิปไตย" ทั้งสองกรณีที่ห่างกัน 15 ปีนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ควรคัดค้านไม่เห็นด้วย วิพากษ์วิจารณ์ทั้งคู่ (ผมขออนุญาตไม่อภิปรายให้เหตุผลในทีนี้ ใครทีสนใจ ในกรณีเสกสรรค์เมื่อ 15 ปีก่อน กรุณาไปหาอ่านบทความของ "พ" ดังกล่าว ส่วนกรณี กรรมการปฏิรูปประเทศ กรุณาดูบทวิจารณ์นิธิของผมที่เผยแพร่ทาง ประชาไท และ มติชนออนไลน์ ไม่กี่วันก่อน)

ถ้า เปรียบเทียบการเข้ารับเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศของนิธิ(และเสก สรรค์)นี้ กับบทความสนับสนุนทหารกรณีอองซานซูจีของเสกสรรค์เมื่อ 15 ปีก่อน คงไม่มีใคร โดยเฉพาะในบรรดานักวิชาการ"ประชาธิปไตย" เอง ปฏิเสธได้ว่า กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นมีความสำคัญ และมีผลสะเทือนกว้างขวางใหญ่โตมากกว่าอย่างชนิด"ขาดลอย" 15 ปีก่อน มีสักกี่คนที่รู้เรื่องบทความเสกสรรค์ นอกจากในแวดวงนักวิชาการและผู้อ่านบทความ นสพ. จำนวนแคบๆ? แต่กรณีรับเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ มีใครในประเทศนี้ตั้งแต่คนแก่ถึงลูกเด็กเล็กแดง ที่ไม่ทราบข่าว? (ในแง่การเผยแพร่ต่อสาธารณะ เมื่อ 15 ปีก่อน เสกสรรค์หลังจากบทความดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ได้เขียนต่อเนื่องอะไรออกมา แต่หลังการเข้ารับเป็นการกรรมการปฏิรูปประเทศแล้ว ทั้งเสกสรรค์และนิธิ ให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเข้าไปรับตำแหน่งทั้งทางสิ่ง พิมพ์และทางทีวีอย่างใหญ่โต) กรณีอองซานซูจีในปี 2538 กับกรณีการฆ่าหมู่ที่ราชประสงค์ในขณะนี้ ก็ห่างไกลกันลิบลับในแง่ความสำคัญ

แต่ สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดที่ผมต้องการเสนอในที่นี้คือ ในปี 2538 อย่างน้อย ยังมีนักวิชาการ"ประชาธิปไตย"บางคน มีความกล้าหาญทีออกมาตอบโต้วิจารณ์ (โดยเฉพาะกรณี "พ" นั้นต้องนับว่าเป็น "ความใจถึง" ไม่น้อย เพราะเพิ่งจบใหม่ ยังไม่มีงานทำ และเสกสรรค์ก็เป็น "ผู้อาวุโส" ระดับ "ปูชนียบุคคล" ของคณะรัฐศาสตร์ที่จะต้องเป็นเป้าหมายการสมัครงานของเขาแน่ๆ - "พ" เป็น "ลูกหม้อคณะ" คนหนึ่ง) แต่ในปีนี้ ในเรื่องที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้กับเรื่อง เมื่อ 15 ปีก่อนนี้ นักวิชาการ"ประชาธิปไตย"หายไปไหนกันหมด?

.................................

ปล. ในวรรณกรรมที่เกี่ยวกับปัญญาชนในประเทศฝรั่งเอง ประเด็น (theme) หนึ่ง ที่มักมีการยกขึ้นมาพูดบ่อยๆคือ "สมัยนี้ ปัญญาชนหายไปไหน" โดยมักจะยกเปรียบเทียบว่า "สมัยนี้" (คือสมัยที่มีการพูดประเด็นนี้) "ไม่เหมือนสมัยก่อน" คือ ไม่มี "ปัญญาชนที่แท้จริง" (real intellectuals) นักวิชาการคนหนึ่งได้วิจารณ์ว่า ประเด็นแบบนี้ มีลักษณะของอคติอยู่ เพราะใน "สมัยก่อน" ที่เชื่อกันว่า มี "ปัญญาชนแท้จริง" นั้น คนร่วมสมัยนั้นเอง ก็มักจะพูดเหมือนกันว่า "สมัยนี้" (คือ "สมัยก่อน" ของเรา) "ไม่มีปัญญาชนแท้จริง" และ "สมัยก่อน" ของ "สมัยก่อน" ก็จะพูดในลักษณะเดียวกัน ต่อๆกันไปไม่จบสิ้น พูดแบบภาษิตก็อาจจะได้่วา The grass always look greener on the other side of the fence ("หญ้าในพื้นที่คนอื่นดูเขียวกว่าของเราเองเสมอ") (ดูการวิจารณ์เรื่องนี้ใน Stefan Collini, Absent Mind: Intellectuals in Britain. 2006 หนังสือนี้ ในแง่หนึ่งจัดว่าเป็นหนังสือชั้นยอดที่อภิปรายปัญหาปัญญาชน) ในเรื่องนี้ อย่างที่บอกแต่ต้นว่า ผมเป็นคนมีลักษณะ nostalgia สูง ดังนั้น the grass always look greener yesteryears ("หญ้าในอดีตดูเขียวกว่าหญ้าปัจจุบันเสมอ") เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ผมยังเห็นว่า เฉพาะประเด็นนี้ ไม่แน่ว่า การมองเช่นนี้ ไม่ตรงความจริง หรือเป็น "อคติ" เสมอไป นั่นคือ ผมเชื่ออย่างเป็นเหตุผลและมีข้อมูลด้วยว่า กรณีที่พูดถึงข้างบนนี้ ไม่ใช่มาจาก "อาการ" ของ "โรคคิดถึงบ้าน" ของผมเองเท่านั้น

(หมายเหตุ กอง บก. ประชาไท ได้ตัดทอนบางส่วนจากต้นฉบับเดิม)