WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 6, 2010

ไฟต์บังคับปรองดอง?

ที่มา ไทยรัฐ

ตามสัญญาณคลื่นความถี่ที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศในงานเลี้ยงรับรอง พบปะกับข้าราชการ นักธุรกิจ และนักเรียนไทย ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะร่วมงานมหกรรมเวิลด์เอ็กซ์โป

ยืนยันแนวนโยบายของรัฐบาล พร้อมสร้างความปรองดอง ปฏิรูปประเทศ

และย้ำอีกครั้งผ่านรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" พูดกันเป็นนัยๆ

"ถึงเวลานำความแตกต่างทางความคิดเข้าสู่รัฐสภา ให้มีเสถียรภาพทางการเมือง ถ้าฝ่ายค้านสนใจจะร่วมมือ ผมก็ยินดี"

ล่าสุดเช่นเดียวกัน อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเวทีเสื้อแดงพัทยา ย้ำประโยคทอง "ปรองดอง" อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน

ตามจังหวะปลีกวิเวก ซุ่มกบดานได้นานกว่าครั้งใดๆ แม้แต่ขุนทหาร ฝ่ายถืออำนาจยังต้องเอ่ยปากขอบคุณ ที่ช่วยทำให้สถานการณ์นิ่ง

เอาเป็นว่า ถ้าไม่จำเป็นต้องออกมาดับกระแสข่าวลือ "ตาย" อดีตนายกฯทักษิณก็คงเล่นบทล่องหน ซุ่มเงียบต่อไป

ก็ยิ่งเป็นอะไรที่เสริมบท เพิ่มระดับความจริงใจ

"ทักษิณ" ส่งไม้ "อภิสิทธิ์" รับมุก

ตาม กระแสไหลลื่น ขนาดที่ขาประจำข้างเวทียี่ห้อ "เดอะอ๋อย" นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังต้องออกมาช่วยแห่แถลงการณ์แนวทางปรองดอง 5 ข้อของพรรคเพื่อไทย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ดูตอบรับมากขึ้น

หรือแม้แต่งานฉลองวัน คล้ายวันเกิดของ "เสธ.ไอซ์" พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต นายทหารคนดังในวงการ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของอดีตนายกฯทักษิณ

ก็ยังอยากเห็นความปรองดอง

ใน จังหวะต่อเนื่องกับคิวที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เล่นบท "แบะท่า" ยอมรับแผนปรองดอง 5 ข้อ ที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้า พรรคเพื่อไทย แถลงยื่นไมตรี นัดถกกันเป็นการเป็นงาน

โดยปรากฏการณ์ ราวกับว่าได้รับ "สัญญาณพิเศษ"

แต่ ในเหลี่ยมการเมือง มันก็มีเรื่องให้จับทางกันได้ ในมุมของอดีตนายกฯทักษิณ ต้องรีบพลิกเกม "อุดรูงูเห่า" ที่โดนไดโว่ยี่ห้อ "ภูมิใจไทย" เร่งเครื่องดูดลูกข่าย หายไปวันละคนสองคน

อารมณ์คนเพื่อไทยสะดุด ไม่รู้จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อใคร

"นายใหญ่" ต้องเบรกกระแสเฉพาะหน้า

แต่ที่ฉุกเฉินกว่าก็คือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ "เด้งแรก" จากปมใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

ชัดเจนแล้วว่า ไม่มีรายการ "หักมุม"

ตาม สถานการณ์ที่ "พยานปากเอก" อย่างนายประจวบ (คณาปติ) สังข์ขาว อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ครีเอชั่น จำกัด ไม่กลับคำให้การในชั้นศาล อย่างที่มีกระแสข่าว "ตัวเลข 10 ล้าน" ดักคอก่อนหน้า

ยืนยันตามที่เคยให้การไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เช่น เดียวกันกับพยานฝ่ายผู้ร้องที่มีการสืบพยานไป 7-8 ปาก ล้วนยืนยันคำให้การตามสำนวนของ กกต.ที่ลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 5 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์

ไม่หลงเหลี่ยมไปกับลีลาไล่บี้ไล่ต้อนของนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ โคตรทนายคู่บารมีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามโยงเป็น
ปมส่วนตัว

ตามเกมทำลายน้ำหนักพยานผู้ร้อง

เรื่อง ของเรื่องที่เซียนกฎหมายฟันธงว่า "จุดตาย" ของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่ปม "บริษัทผี" ตามหลักฐานจากกรมสรรพากร พบว่า มีบริษัทที่ออกใบเสร็จรับเงินและออกใบกำกับภาษีปลอมให้กับทางบริษัท เมซไซอะฯ ที่อ้างว่าไปจ้างบริษัทเหล่านี้ทำป้ายต่อ

แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่ไม่มีการจดทะเบียน ไม่มีการทำธุรกรรมหรือถูกเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
สรุปคิวยุบประชาธิปัตย์ไม่เกินเดือนพฤศจิกายนได้ลุ้นพลิกคว่ำ

ตามอาการลูกผีลูกคน "นายใหญ่" ต้องรีบอุดเลือดไหล ขณะที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ต้องเจาะช่อง ชงแผนสำรองเตรียมทางหนีทีไล่ คดียุบพรรค
หรือรู้ว่าไม่รอด เลยต้องหันมากอดคอประคองเกม.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชาธิปไตยตกหลุม

ที่มา ไทยรัฐ

ประเทศ ไทยมีอะไรแปลกๆ จริยธรรมและคุณธรรม เก็บเข้าลิ้นชักโดยสิ้นเชิง ยุคนี้ต้องถือคติ ด้านได้อายอด ประเภทหน้าบาง ทำตัวเป็นไม้บรรทัด หมดสิทธิ์เป็นคนดีของสังคม

เพราะคนดีในระบบอุปถัมภ์ต้องสร้างภาพเป็น เกษียณอายุราชการ ไปแล้วก็หาข้ออ้างสารพัดเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป รัฐบาลทุจริตคอรัปชันบานตะไท ผู้นำก็ออกมาเรียกร้องให้ช่วยกันปลุกจิตสำนึกต่อต้านคนโกง ไม่พอใจการทำงานของสื่อก็ขู่จะปิดสื่อเอาดื้อๆ

หรือทุกวันนี้ ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราปกครองโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญซะแล้ว ต้องฝากคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มี ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ช่วยพิจารณาถึงแก่นแท้ของรัฐธรรมนูญบ้านเราว่าจะทำอย่างไรให้เป็น ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

เพราะ 6 ประเด็นที่เสนอให้มีการแก้ไขนั้น ยังเกาไม่ถูกที่คัน อาทิ มาตรา 190 ให้เพิ่มข้อความในวรรค 3 คำว่า ตามที่กฎหมาย บัญญัติ ลงในท้ายหนังสือสัญญาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มข้อความในวรรค 6 คำว่า ประเภท ลงไปในประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาฯ ประเด็นนี้จะเปิดช่องว่างให้ฝ่ายบริหารทำสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ชอบหรือ ไม่

มาตรา 93-98 การเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งหมด 500 คน จากเดิม 480 คน เป็น ส.ส.ระบบเขต 375 คน โดยวิธีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และแบบบัญชีรายชื่ออีก 125 คน บัญชีเดียวทั่วประเทศ ไม่มีการแบ่งเป็นเขตจังหวัด มาตรานี้เป็นการ เพิ่มปริมาณ แต่ไม่เพิ่มคุณภาพ เท่านั้น

มาตรา 265 ห้าม ส.ส.-ส.ว.ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อนี้เห็นด้วย มาตรา 266 ห้าม ส.ส.-ส.ว.แทรกแซงการทำงานของส่วนราชการ ยกเว้นกรณีความเดือดร้อนของประชาชน ข้อนี้ไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็สกัดนักการเมืองเข้าแทรกแซงข้าราชการไม่ได้อยู่ดี ไม่จำเป็นต้องไปแก้ให้เมื่อยตุ้ม

มาตรา 111-121 ที่มาของ ส.ว.ให้มี 150 คน แบ่งเป็น 2 แบบ จากการเลือกตั้ง 1 คนต่อ 1 จังหวัด ที่เหลือมาจากการสรรหา ข้อนี้ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะ ขัดกับหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง นอกจากเพิ่มปริมาณแล้ว การที่ยังให้มี ส.ว.ที่มาจากการลากตั้งเป็นช่องว่างให้มีการสืบทอดอำนาจจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่งที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่และยังขัด กับภาพลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยอีกด้วย อาทิ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือความไม่เท่าเทียมในสัดส่วนระหว่างจำนวนประชาชนกับจำนวน ส.ว. เป็นต้น

มาตรา 237 ไม่ควรมีการยุบพรรคการเมือง แต่ให้ เพิ่มโทษ บุคคลที่กระทำผิด แทน การแก้ไขมาตรานี้ถือว่าถูกต้องเป็นธรรมที่สุด แต่จะต้องกำหนดเป็นบทเฉพาะกาลไว้ด้วย ว่ากรณีคดียุบพรรคการเมืองที่ยังค้างอยู่จะมีผลอย่างไร

ทั้งหลายทั้ง ปวงนี้ ไม่แน่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น หรือไม่ เพราะได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ให้การสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น แค่เล่นปาหี่ไปวันๆ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 06/09/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 06/09/53

จดหมายลับ วิกเตอร์ บูท "ผมไม่รู้จักทักษิณ"

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak



ที่มา http://www.go6tv.com/2010/09/blog-post_7294.html

www.go6tv.com, กรุงเทพฯ - กมธ.ต่างประเทศ ซีกฝ่ายค้านบุกคุกบางขวางเข้าพบ "วิกเตอร์ บูท" พ่อค้าความตาย ร่วมซักถามข้อมูลนานกว่า 4 ชั่วโมง

กรณี "ศิริโชค โสภา" ส.ส.ประชาธิปัตย์ ประกาศตัวเป็น "ผู้ช่วยนายกฯ" ดอดเข้าพบนายบูทช่วงกลางเดือนเม.ย. ด้านบูทยืนยันไม่เคยรู้จัก "ทักษิณ" เป็นการส่วนตัว วอนรัฐบาลไทยอย่านำตนไปเกี่ยวโยงกับประเด็นการ เมือง ย้ำเรื่องราวทุกอย่างเป็นจริงตามที่เมียเคยแถลงไปแล้ว ทั้งยังแฉซ้ำอีกว่าในวันดังกล่าวนายศิริโชคได้มอบ "เบอร์มือถือ" เอาไว้ให้ด้วย นอกจากนั้น นายบูทมอบจ.ม.ลับ 5 หน้ากระดาษให้กมธ. แต่ยังเผยแพร่ไม่ได้ เพราะต้องรอให้กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบก่อน เผย 8 ก.ย.นี้เตรียมเรียกศิริโชคชี้แจง เพราะบางเรื่องพูดไม่ตรงกับนายบูท

ความ คืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ที่เรือนจำกลางบางขวาง อ.เมือง จ.นนทบุรี นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ (กมธ.ต่างประเทศ) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางฐิติมา ฉายแสง รองประธานกรรมาธิการ เดินทางมาเข้าพบนายวิกเตอร์ บูท ภายหลังที่ประชุมกรรมาธิการการต่างประเทศมีมติให้เข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จ จริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย

ต่อมาเวลา 14.20 น. นายต่อพงษ์เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายบูทนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า การเข้าพบครั้งนี้มีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ นายวิกเตอร์ บูท ล่ามแปลภาษารัสเซีย และเจ้าหน้าที่กงสุลรัสเซียประจำประ เทศไทยร่วมฟังการพูดคุยโดยตลอด โดยนายบูทเป็นผู้ร้องขอให้ล่ามและเจ้าหน้าที่กงสุลเข้าร่วมหารือเพื่อจะได้ มีพยานรับรู้ ทั้งนี้ นายบูทยังยื่นจดหมายเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ จำนวน 5 หน้ากระดาษผ่านมายังตน ซึ่งเนื้อหาบางส่วนตนอ่านแล้ว แต่ไม่สามารถนำออกมาเผยแพร่ขณะนี้ได้ เนื่องจากตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน เบื้องต้นจากการสอบถามในประ เด็นที่นายศิริโชค เข้าพบเมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายบูทชี้แจงว่านายศิริโชคเข้าพบจริง โดยใช้ตำแหน่งในการเข้าพบตรงตามที่ภรรยาของนายบูทแถลงต่อสื่อมวลชนไปก่อน หน้านี้ และนายศิริโชคยังให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือแก่นายบูทด้วย

นอก จากนี้ นายต่อพงษ์ยังเผยเนื้อหาบางส่วนในจดหมาย 5 หน้าของนายบูทว่า นายบูทไม่รู้จักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นการส่วนตัว ทราบเพียงว่าเป็นอดีตนายกฯ เท่านั้น และยืนยันไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งในประเด็นการค้าอาวุธ หรือในทางธุรกิจต่างๆ
"วิกเตอร์ บูท เรียกร้องให้รัฐบาลไทยอย่านำเรื่องของเขาไปเกี่ยวโยงกับประเด็นการ เมือง และขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรง วิกเตอร์ยืนยันว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะขณะนี้เป็นเพียงผู้ที่ถูกกล่าวหา ทั้งยังขอให้กรรมาธิการการต่างประเทศตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดี ของวิกเตอร์โดยตรง ทั้งเรื่องสิทธิ์ในเรือนจำ หรือคดีที่ทางการไทยกำลังดำเนินการ เพราะไม่ต้องการให้การ เมืองใช้วิกเตอร์เป็นเหยื่อและเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และขอให้กรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาดูแลเรื่องสิทธิในเรือนจำของผู้ต้องขัง รวมถึงผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคุมขัง" นายต่อพงษ์ กล่าว
นายต่อพงษ์ระบุด้วย ว่า วันพุธที่ 8 ก.ย. กมธ.ต่างประเทศนัดประชุมและจะเชิญนายศิริโชคเข้ามาชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยว กับนายบูทด้วย อย่างไรก็ตาม จากการเข้าพบนายบูทตนได้ข้อมูลที่ยืนยันแล้วว่าไม่ตรงกับคำพูดของนายศิริโชค ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด นอกจากนั้น จด หมายของนายบูทหากผ่านการตรวจสอบจากกรมราชทัณฑ์แล้วจะนำมาเผยแพร่กับสื่อ มวลชน โดยเนื้อหาบางส่วนระบุถึงการเข้าพบของนายศิริโชคด้วย

ผู้สื่อ ข่าวถามว่า การเข้าพบนายบูททำไมกรรมาธิการฝั่งรัฐบาลถึงไม่เข้าร่วมด้วย นายต่อพงษ์ตอบว่าก่อนหน้านี้ได้หารือกันและนัดหมายให้มาเจอก่อนเวลาเข้าพบ ซึ่งกรรมาธิการบางคนตอบตกลงเข้าร่วม แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับพบว่าไม่มีใครมาเลย ซึ่งตนไม่เป็นห่วงว่าการที่กรรมาธิการฝ่ายรัฐ บาลไม่มาจะทำให้ฝ่ายรัฐบาลมองว่าการทำ งานของตนเพื่อปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณ และดิสเครดิตรัฐบาล เพราะตนมีเอกสารที่สามารถชี้แจงได้ ต่อข้อถามว่า ทำไมถึงไม่ให้ทนายของนายบูทเข้าไปร่วมพบปะด้วย นายต่อพงษ์กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจจะเชิญใครเข้าร่วมการพบปะดังกล่าว มีแต่เจ้าหน้าที่เท่านั้นที่อนุญาตได้

แห่ศพเสื้อแดงทั่วเมืองเชียงใหม่ 6 ก.ย.นี้

ที่มา ไทยรัฐ



กลุ่มรักเชียงใหม่ 51
เตรียมนำศพของนายกฤษดา หรือเจมส์ กล้าหาญ
ออกจากรพ.มหาราช ก่อนนำใส่รถกระบะแห่รอบตัวเมืองเชียงใหม่
เพื่อเป็นการหยุดยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงอีก...


เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศ
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51
หลังการเสียชีวิตของนายกฤษดา หรือเจมส์ กล้าหาญ อายุ 21 ปี
การ์ดกลุ่มรักเชียงใหม่ฯ
ตลอดวันที่ 5 ก.ย.นี้ บริเวณหน้าโรงแรมวโรรส แกรนด์ พาเลซ
ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ซึ่งเป็นสถานที่ทำการของกลุ่มฯ
ได้มีการนำภาพถ่ายของนายกฤษดา พร้อมประวัติการต่อสู้
ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนเสื้อแดง พร้อมคำไว้อาอาลัย
และประนามการกระทำของกลุ่มอำมหิต
ที่ใช้อาวุธสงครามเอ็ม 16 ยิงถล่มจนเสียชีวิตว่า
เป็นพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม
มีการวางหรีดดอกไม้สีแดง และตู้บริจาคเงินช่วยค่าทำศพ

โดยในเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ก.ย.นี้
จะมีการนำศพของนายกฤษดาออกจากรพ.มหาราช นครเชียงใหม่
จากนั้นก็จะนำใส่รถกระบะแห่ไปรอบตัวเมืองเชียงใหม่
เพื่อเป็นการหยุดยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงอีก
จากนั้นก็จะนำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาหัทหงษ์มหาคุณ
ภายในวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ที่อยู่ใกล้กับรร.วโรรส แกรนด์ พาเลซ

โดยประธานฝ่ายสงฆ์ มีพระครูสุเทพสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง
พระอาจารย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส มีนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์สิริกุล ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51

และในวันที่ 12 ก.ย. จะเคลื่อนศพสู่สุสานหายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่
โดยมีการประกาศเชิญชวน
ผู้ที่จะไปร่วมงานนายกฤษดา ขอให้ใส่เสื้อสีแดงไปร่วมงาน

ด้านพระครูสุเทพสิทธิคุณ เปิดเผยว่า
นายกฤษดา หรือเจมส์ เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของตน
ดังนั้นในเรื่องพิธีศพ
ตนจึงต้องออกมาดำเนินการในการทำพิธีบำเพ็ญกุศลศพ
ซึ่งในครั้งแรกจะนำศพไปตั้งทำบุญที่วัดศรีบุญเรือง
แต่ทางผู้ใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงบอกว่า
ควรจะนำไปตั้งไว้ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
ที่เป็นวัดใหญ่ใกล้กับที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง
ซึ่งนายกฤษดามาร่วมทุกครั้งไม่เคยขาด
ถือว่าเป็นคนเสื้อแดงที่ไปร่วมกิจกรรมทุกครั้ง
และทุกที่ๆ กลุ่มรักเชียงใหม่ไปร่วม ทั้งที่กรุงเทพฯด้วย
ถือเป็นคนเสื้อแดงขนานแท้
จึงเป็นที่รักของทุกๆ คน

"ในเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ก.ย.
ตนจะเป็นผู้ไปทำพิธีจูงศพออกมาจากห้องเก็บศพ
ของโรงพยาบาลตามประเพณี
และจะมีการนำศพขึ้นรถยนต์แห่รอบๆ ตัวเมืองเชียงใหม่
ซึ่งจะปรึกษากันอยู่ว่าจะเป็น 1 รอบหรือ 3 รอบ
จากนั้นก็จะนำศพมาที่ศาลาหัทหงษ์ฯ วัดพระสิงห์
โดยในเบื้องต้นจะมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี
เดินทางมาเป็นประธานนำรดน้ำศพ
และเรื่องนี้ทางพ.ต.ท.ทักษิณได้ทราบเรื่องแล้ว
ได้บอกว่าคนในตระกูลชินวัตรให้มาร่วมงานและเคารพศพแทน
แต่เรื่องงานศพก็คงจะดำเนินการอย่างสงบ
ไม่ได้เป็นการชุมนุมการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนใครจะว่าตนเป็นสงฆ์ มาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทำไม
ก็ขอบอกเลยว่า นายกฤษดาเป็นลูกศิษย์ของตน" พระครูสุเทพสิทธิคุณ กล่าว

กลุ่มเสื้อแดงร่วมทำกิจกรรมชายหาดจอมเทียน

ที่มา มติชน





เมื่อวันที่ 5 ก.ย. บริเวณชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
กลุ่มคนเสื้อแดง ( นปช.) จำนวนหลายร้อยคน
เดินทางมาพักผ่อนที่บริเวณชายหาดจอมเทียน
โดยมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด (นสพ.ลายจุด )
เป็นแกนนำ
ในการร่วมทำกิจกรรมและพักผ่อนบริเวณชายหาดจอมเทียน


โดยกิจกรรมบริเวณชายหาดจอมเทียนนั้น
มีการรับประทานอาหารร่วมกัน
พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ นอกจากนั้น
ตามริมฟุตปาธจะมีแผงจำหน่ายเสื้อผ้าคนเสื้อแดง
แผนซีดีการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ
สลับหมุนเวียนกับการคลายร้อนโดยการวิ่งลงทะเล
พร้อมมีการเต้นประกอบเพลง
และมีกล่องรับบริจาคสนับสนุนกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง
ซึ่งบรรยากาศดดยส่วนให้สร้างความสนุกสนาน
ผ่อนคลายความร้อนให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันอาทิตย์เป็นอย่างมาก
ส่วนกิจกรรมวันอาทิตย์นั้นจะมีสลับหมุนเวียนไปเลยๆ
แล้วแต่ทางแกนนำว่า
จะไปทำกิจกรรมที่ไหน
เพื่อสร้างความผูกพันธ์สามัคคีในกลุ่มคนเสื้อแดงให้รักกัน

ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทหารไทย กาฝากของสังคม

ที่มา ประชาไท

ถึง แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเชื่อว่า จุดศูนย์กลางอำนาจอำมาตย์อยู่ที่คนคนเดียว แต่ในความเป็นจริงอำนาจแท้ที่อยู่เบื้องหลังคือกองทัพ กองทัพไทยแทรกแซงการเมืองและสังคมมาตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เพราะคณะราษฎร์พึ่งพาอาศัยอำนาจทหารในการทำการปฏิวัติ แทนที่จะเน้นการสร้างพรรคมวลชน

อย่างไรก็ตามเราควรเข้าใจว่าอำนาจทหารเป็นอำนาจจำกัด

ใน หลายยุคหลายสมัยอำนาจกองทัพถูกจำกัดและลดลงเพราะการลุกฮือและการ เคลื่อนไหวของประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม กรณี 14 ตุลา 2516 และพฤษภา 2535 เป็นตัวอย่างที่ดี

ดังนั้นเราควรเข้าใจว่ากองทัพเป็น กลุ่มอำนาจหนึ่งในชนชั้นปกครอง กลุ่มอื่นๆ ประกอบไปด้วย นายทุนใหญ่ นักการเมือง และข้าราชการชั้นสูง แต่สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับกองทัพ ถ้าเทียบกับกลุ่มอื่นๆในชนชั้นปกครองหรืออำมาตย์คือ กองทัพจะผูกขาดการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ ซึ่งความรุนแรงนี้ใช้ในรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาล และใช้เพื่อฆ่าประชาชนมือเปล่า ล่าสุดก็ที่ราชประสงค์ในปี 2553 นี้เอง

วัตถุ ประสงค์หลักของการมีกองทัพสำหรับชนชั้นปกครองไทยคือ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามประชาชนภายในประเทศ วัตถุประสงค์รองคือเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้พวกนายพล กองทัพไทยขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการทำสงครามระหว่างประเทศ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดขึ้น ทหารไทยจะเป็น “รั้วผุ” ที่ป้องกันประเทศไม่ได้

ในอดีตกองทัพไทยต้อง ยอมแพ้ต่อญี่ปุ่น และมหาอำนาจอื่นๆ มาตลอด กองทัพไทยต่างจากกองทัพของเวียดนาม ลาว หรือของอินโดนีเซีย ที่เคยได้รับชัยชนะในการปลดแอกประเทศ ดังนั้นกองทัพไทยมีรถถังไว้เพื่อข่มขู่ประชาชนไทยและเพื่อทำรัฐประหารเท่า นั้น

ในอดีตมีสองกรณีที่กองทัพไทยทำสงคราม แต่เป็นสงครามภายใน คือสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามปัจจุบันที่ยังไม่สิ้นสุดในสามจังหวัดภาคใต้ ในทั้งสองกรณีนี้กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะการลุกขึ้นสู้ของประชาชน เกิดจากการกดขี่และการที่ไม่มีความยุติธรรมในสังคม และทุกครั้งพฤติกรรมป่าเถื่อนของทหารไทย ยิ่งทำให้การกบฏเข้มแข็งมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์คือ ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา ไม่ใช่การทหาร ในกรณีสามจังหวัดภาคใต้ก็เช่นกัน

กองทัพไทยอาจมีอำนาจ ก็จริง แต่อำนาจนั้นถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการ (1) อำนาจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (2) อำนาจของกลุ่มอื่นๆ ในชนชั้นปกครองที่มีอำนาจเงินและอำนาจการเมือง และ (3) การที่กองทัพแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกที่แข่งขันกันเสมอ นอกจากนี้การที่กองทัพต้องอ้างความชอบธรรมจาก “ลัทธิกษัตริย์” ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมของตนเองเลย

แม้ แต่ในยุคเผด็จการ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ทหารไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะต้องอาศัยการร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ และนายทุน และต้องฟังเสียงของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อย่าลืมว่าในยุคแรกๆ แม้แต่ สฤษดิ์ ยังต้องพึ่งพาขบวนการนักศึกษาและคนของพรรคคอมมิวนิสต์ในหนังสือพิมพ์ของเขา เพื่อทำรัฐประหารจนสำเร็จ

ในกรณีรัฐประหาร 19 กันยา ทหารคงทำรัฐประหารไม่ได้ถ้าพันธมิตรฯ นักวิชาการ และเอ็นจีโอ ไม่โบกมือเรียกทหารให้เข้ามาแทรกแซงการเมือง ตอนนั้นขบวนการคนเสื้อแดงยังไม่เกิด แต่พอเกิดขึ้น ทหารต้องใช้กลไกอื่นๆ เช่นศาล ในการล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หรือใช้วิธีการไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลในการปกป้องสนามบินจากม็อบพันธมิตรฯ

การ แบ่งเป็นพรรคเป็นพวกของทหารในกองทัพ เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับความคิดทางการเมือง ก๊กต่างๆ ของทหารมักจะเชื่อมกับทหารเกษียณ นายทุน และนักการเมือง กรณีล่าสุดคือกลุ่มทหาร “บูรพาพยัคฆ์” จากราบที่สอง ปราจีนบุรี ซึ่งขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว กลุ่มนี้พร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนเพื่อปกป้องเผด็จการ กรณีทหารแตงโมที่ถล่มผู้บัญชาการทหารบูรพาพยัคฆ์ที่ราชดำเนิน เป็นการสู้กันระหว่างทหารสองพวก ทหารแตงโมดังกล่าวไม่ได้ขึ้นกับขบวนการเสื้อแดง และในอดีตไม่เคยมีจิตใจประชาธิปไตย

วัฒนธรรมของกองทัพไทยคือ วัฒนธรรมในการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดคือ ผบ.ทบ. ซึ่งต้องผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้นายพลต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงรางอาหารในคอกเลี้ยงหมู ทหารคนใดคนหนึ่งไม่สามารถผูกขาดการกินและการเข้าถึงอำนาจและความร่ำรวยได้

ความ ร่ำรวย “ผิดปกติ” เกินรายได้ธรรมดาของพวกนายพล มาจากกิจกรรมของกองทัพในสื่อและรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้มีรายได้มหาศาลจากการคอร์รัปชั่น รับเงินใต้โต๊ะเวลาซื้ออาวุธ การค้ายาเสพติด การค้าไม้เถื่อน และการลักลอกขนสินค้าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เป็นแรงจูงใจให้ทหารรักษาอิทธิพลทางการเมือง เพื่อปกป้องกิจกรรมต่างๆ ของทหาร ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ

แต่ การใช้ความรุนแรงอย่างเดียวสร้างอำนาจในการปกครองไม่ได้ ต้องมีการครองใจประชาชนควบคู่กันไป ลัทธิที่ครองใจประชาชนไทยในยุคสมัยใหม่มากที่สุดคือ “ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม” แต่ทหารอ้างความชอบธรรมจากแนวคิดนี้ไม่ได้ เพราะทหารทำลายประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทหารจึงต้องใช้ “ลัทธิกษัตริย์” โดยอ้างว่าทหารรับใช้กษัตริย์ แถมยังมีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯไว้ข่มขู่คนที่คัดค้านทหารอีกด้วย ในความเป็นจริงทหารไม่ได้รับใช้ใครนอกจากตนเอง

“ชาติ ศาสนา กษัตริย์” คือลัทธิของอำมาตย์ชนชั้นปกครอง แต่ตั้งแต่ยุค สฤษดิ์ ทหารพยายามลดบทบาททางการเมืองของศาสนาพุทธ ดังนั้นทหารใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือไม่ค่อยได้ ส่วนเรื่อง “ชาติ” เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับ “กษัตริย์” ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 เพราะ “ความเป็นชาติ” มีลักษณะส่วนรวมมากกว่าไปเน้นตัวบุคคล ผู้ที่เน้นลัทธิชาตินิยมในอดีต มักเป็นพวกที่ไม่เอากษัตริย์ด้วย เช่น คณะราษฎร์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นี่คือสาเหตุที่ “ลัทธิกษัตริย์” เป็นลัทธิที่เหมาะกับทหารมากที่สุดหลังการขึ้นมาของจอมพลสฤษดิ์จนถึงทุก วันนี้

ลักษณะการสั่งการและสายอำนาจในกองทัพ มีผลในการสร้างวัฒนธรรมเลวทรามไปทั่วองค์กร คนดีๆ ที่เข้าไปเป็นนายทหารหนุ่มต้านพลังของวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ แต่เราไม่โทษเขา เราจะโทษพวกนายพลระดับสูง

ถ้าเราจะมีประชาธิปไตยแท้ เราต้องตัดบทบาททหารออกจากสังคมและเศรษฐกิจ ต้องตัดงบประมาณทหาร ต้องปลดนายพลเผด็จการออกให้หมด ต้องนำนายพลฆาตกรมาลงโทษ และต้องยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนโครงสร้างกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน

แต่ อย่าไปหวังว่าผู้ใหญ่ที่ไหนเขาจะทำให้เรา และอย่าไปหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะทำให้ ส่วนใหญ่พวกนี้เคยชินกับการร่วมมือกับกองทัพมานาน พลังหลักในการสร้างประชาธิปไตยต้องมาจากขบวนการเสื้อแดง และเสื้อแดงต้องเรียนบทเรียนจากราชประสงค์ เราต้องขยายอิทธิพลของขบวนการประชาธิปไตยไปสู่ขบวนการสหภาพแรงงาน ขบวนการนักศึกษา และเข้าไปสู่ทหารเกณฑ์ระดับล่างที่เป็นพี่น้องลูกหลานแท้ของประชาชน

ทหารไทยคือกาฝากของสังคม ในหมู่ชาวไร่ชาวนามันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับกาฝาก นั้นคือการตัดมันออกไปให้แห้งตาย

พระสงฆ์: “เป็นกลางทางศีลธรรม”

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

ชาวพุทธไทยดูเหมือนจะเชื่อกันทำนองนี้ว่า “บทบาท และหน้าที่ของพระสงฆ์ในทางการเมืองก็คือ การแนะนำสั่งสอนธรรมเกี่ยวกับการเมือง ...สอนให้นักการเมืองหรือผู้ปกครองเป็นนักการเมืองหรือผู้ปกครองที่ดีมี คุณธรรม ดำเนินกิจการเมืองและปกครองโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เมื่อทำหน้าที่นี้ พระสงฆ์เองก็จำเป็นที่ต้องตั้งอยู่ในธรรม คือมีความเป็นกลาง (เน้นโดยผู้เขียน) ... เพื่อผลนี้ จึงมีสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นธรรมของสถาบัน (เน้นโดยผู้เขียน) หรือเป็นทำนองจรรยาบรรณของพระสงฆ์ในด้านการเมืองที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว กับ...ความเป็นฝักฝ่ายอย่างหนึ่งอย่างใด…” 1
หลักการที่ว่า “พระสงฆ์ควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง”2 ดังที่ยกมานี้ แม้จะฟังดูมีเหตุผล แต่ใน “บางบริบท” ของความขัดแย้ง การวางตัวเป็นกลางกลับเผชิญปัญหาศีลยธรรมที่ตอบไม่ได้ เช่น สภาคองเกรส ของสหรัฐอเมริกา เคยออก “รัฐบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลาง” (Neutrality Acts)3 เป็นกฎหมาย“วาง ตัวเป็นกลาง” เพื่อไม่ให้ไม่ตกเป็นคู่ความขัดแย้งกับฝ่ายใดๆ แต่ชนรุ่นหลังเห็นว่าความเป็นกลางเช่นนั้นไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นวิธีคิดที่ไม่ได้แบ่งแยกความแตกต่าง (ทางศีลธรรม) ระหว่าง “ชาติผู้รุกราน” และ “เหยื่อ” แต่ปฏิบัติต่อทั้งสองประเทศเหมือนกับว่าเป็น "ผู้เข้าร่วมสงคราม" อย่างเสมอภาคกันเท่านั้น ซึ่งในที่สุดจะเป็นการเกื้อหนุนให้แก่ประเทศผู้รุกรานมากกว่า จึงทำให้ต้องถูกยกเลิกไปในปี 1941 ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในทวีปยุโรป และเอเชีย จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยรัฐบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้สหรัฐฯ
บริบทความขัดแย้งทางการเมือง “เมษา-พฤษภา 53” ก็เช่นกัน (และที่ผ่านมาที่นักศึกษา ประชาชนถูกฆ่า) เราไม่สามารถจะมองรัฐกับประชาชนในฐานะ “คู่ สงคราม” ที่เราควรปฏิบัติ หรือเรียกร้องต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมได้ เพราะชัดเจนว่า 91 ศพ กับบาดเจ็บกว่า 2,000 คน คือ “เหยื่อ” ของรัฐบาลซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า เป็น “เผด็จการซ่อนรูป” (หน้าฉากมาจากการเลือกตั้ง แต่อำนาจจริงขึ้นนอยู่กับหลังฉากที่เป็น “อำนาจนอกการเลือกตั้ง”)
ใน บริบทดังกล่าว ดูเหมือนพระสงฆ์จะแสดงออก 3 ลักษณะ คือ 1) วางเฉย เสมือนไม่รับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศนี้ 2) วางตัวเป็นกลางและเรียกร้องสันติวิธี และ 3) เลือกฝ่ายเสื้อแดง
ปัญหาคือ ในฐานะพระสงฆ์ผู้สอนศีลธรรมทางพุทธศาสนา จะสามารถ “วาง เฉย” หรือ “เป็นกลาง” ต่อการละเมิดหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา อย่างเช่น ต่อไปนี้ได้อย่างไร? 1) ต่อการที่รัฐละเมิดศีลข้อ 1 หรือละเมิดสิทธิในชีวิต ด้วยการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมเรียกร้อง “การเลือกตั้ง” ตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ที่ทำให้มีคนตายมากถึง 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และ 2) ต่อการที่รัฐละเมิดศีลข้อ 4 ด้วยการผลิตสร้าง “วาทกรรมฉ้อฉล” เช่น ขอคืนพื้นที่ กระชับวงล้อม คืนความสุขให้คนกรุงเทพฯ เป็นต้น ที่โดยสาระแล้วเป็นการให้ความสำคัญกับ “พื้นที่ทางกายภาพ” เช่น ถนนหนทาง การจราจร ความสะดวกสบายของคนเมือง มากกว่า “พื้นที่ทางเสรีภาพและสิทธิทางการเมือง”4 และทำให้พื้นที่ทางกายภาพเช่นนั้นสำคัญกว่า “ชีวิต” ของประชาชน พระสงฆ์ที่ “วาง เฉย” คือ คณะสงฆ์ หรือสถาบันสงฆ์ แต่ที่จริง “การวางเฉย” ต่อเหตุการณ์ประชาชนถูกฆ่าต้องถือว่าเป็น “ท่าทีทางศีลธรรม” แบบ “เลือดเย็น” และในฐานะที่สถาบันสงฆ์เป็นสถาบันทางการเมืองแท้ๆ (ในฐานะเป็นตัวแทนสถาบันศาสนา อันเป็นหนึ่งในสามของสถาบันหลัก “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”) ท่าที “วางเฉย” ก็คือ “ท่าทีทางการเมืองที่เลือกข้างรัฐ” ในแง่ของความเป็นสถาบันหลักทางศีลธรรมของสังคม “การวางเฉย” ก็คือ ท่าทีทางศีลธรรมที่ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการปกป้องศีลธรรมทางสังคมนั่นเอง

หรือพูดอีกอย่างว่า การวางเฉยของคณะสงฆ์ต่อการที่รัฐใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เป็นจุดยืนที่อยู่บน ‘ภา วะหลับใหลทางศีลธรรม’ และโดยสภาวะหลับใหลเช่นนั้น จึงทำให้คณะสงฆ์นอกจากจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อความตายของประชาชนแล้ว ยังไม่รู้ตัว (หรือรู้สึกผิดใดๆ) กับการที่กลายเป็นแนวร่วมโดยปริยายของฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ และ/หรือ “อำนาจนอกการเลือกตั้ง” ที่กระทำการอันละเมิดหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา!

ส่วนพระสงฆ์และองค์กรชาวพุทธที่ออกมาเรียกร้องสันติวิธี ที่ยืนยัน “การ ไม่เลือกข้างทางการเมือง” และพยายามเรียกร้องทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน ให้ใช้การเจรจาหรือสันติวิธีในการแก้ปัญหา ดูเหมือนว่าการแสดงบทบาทในแนวทางเช่นนี้จะเป็นที่ยอมรับของสังคมชนชั้นกลาง แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด การพยายามรักษา “ความเป็นกลาง” ทำให้กลุ่มนี้ทำได้เพียงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้สันติวิธีต่อกันเท่านั้น ไม่สามารถวิจารณ์หรือ “ประท้วง” ต่อรัฐบาล และ/หรือ “อำนาจนอกการเลือกตั้ง” ที่ละเมิดศีลธรรมทางพุทธศาสนาโดยตรง (ศีลข้อ 1 และ ข้อ 4) ซึ่งทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และฉ้อฉลต่อการใช้เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองของประชาชนดังกล่าวแล้ว

ปัญหาสำคัญที่สุดของพระสงฆ์ฝ่ายเป็นกลาง คือ จะ “เป็นกลางทางศีลธรรม” ได้อย่างไร?

ส่วนกลุ่มพระสงฆ์ที่ออกมาชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง หากมองในเชิง “ภาพ พจน์” ที่ดูไม่สำรวม ซื่อๆ แบบชนบท หรือออกทางก้าวร้าวในบางโอกาส ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของสื่อ นักวิชาการ และชนชั้นกลางในเมืองผู้มี “จริตนิยม” เรียกร้องความสมบูรณ์แบบจากคนอื่น แต่ไม่มีนิสัยตรวจสอบตนเอง และหากมองในเชิงหลักการพระธรรมวินัย ก็ดูเสมือนว่าพระเหล่านี้ดูจะไม่ปกป้องความเป็นอิสระของพระธรรมวินัยจากความ เป็นฝักฝ่ายทางการเมืองเอาเสียเลย
แต่สำหรับผมแล้ว พระสงฆ์ที่ชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง เป็นพระสงฆ์ที่แสดงออกถึงการมี “หัวใจ” ที่รู้ร้อนรู้หนาวต่อ “ความไม่เป็นธรรมทางการเมือง” “การละเมิดศีลธรรมพุทธศาสนา” และ “ความตาย” ของประชาชน ย่อมถือว่ามีความรับผิดชอบทางศีลธรรมมากกว่าพระสงฆ์กลุ่มใดๆ
กล่าว คือ เป็นความรับผิดชอบที่สามารถอธิบายบทบาทของตนเองได้ ซึ่งในที่นี้คือบทบาททางศีลธรรมของพระสงฆ์ ต่อการที่รัฐใช้ความรุนแรงปราบรามการชุมนุมของประชาชน ที่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่า ตัวท่านเองที่ออกมาชุมนุมทางการเมืองกับคนเสื้อแดง (ยัง) มี “หัวใจ” หรือมี “ความรู้สึก” ต่อความไม่ถูกต้อง ความอยุติธรรม (แม้ในความหมายตามที่ท่านเข้าใจยังอาจตั้งคำถามกันได้) รู้ร้อนรู้หนาวต่อความตาย ความสูญเสียของเพื่อนมนุษย์ และการละเมิดศีลธรรมพุทธศาสนาด้วยการฆ่าประชาชน!
ซึ่งต่างจาก “การ วางเฉย” ของคณะสงฆ์ที่เป็นตัวแทน “สถาบันสงฆ์” ที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลใดๆ ได้ถึงความรับผิดชอบทางศีลธรรมอันเป็นบทบาทที่สถาบันสงฆ์พึงมี ในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคมที่สำคัญสถาบันหนึ่งที่จำเป็นต้อง “มีความหมาย” ต่อการจรรโลงสันติภาพในสังคม
ส่วนพระสงฆ์ที่แสดง “ความ เป็นกลาง” ท่านจะอธิบาย “ความเป็นกลางทางศีลธรรม” ได้อย่างไร พูดตรงๆ คือท่านจะอธิบายต่อ “มโนธรรม” ของตนเอง และต่อ “มาตรฐานศีลธรรม” ในฐานะศิษย์ตถาคต ได้อย่างไรว่า ท่าน “ควรเป็นกลาง” ในสถานการณ์ “หมาป่ากับลูกแกะ” (ที่ “อาจจะ” นับศพ “เหยื่อ” ยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ?!)
เชิงอรรถ
1 พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).กรณีสันติอโศก.(กรุงเทพฯ: เปรียญธรรมสมาคม,2531).หน้า 27.
2 ในพุทธศาสนาไม่มีหลักการว่า “พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” เพราะวินัยสงฆ์ไม่ได้ห้ามไว้ แม้หลักการที่ว่า “พระสงฆ์ควรเป็นกลางทางการเมือง” พระสงฆ์ประเทศอื่นๆ ก็ไม่มี พระศรีลังกาสมัคร ส.ส.ได้ พระพม่าเลือกข้างทางการเมืองได้ พระธิเบตปกครองประเทศเสียเอง เป็นต้น
3 http://th.wikipedia.org/wiki%E0%B8%81% E0%B8%A3% E0%B8%B1% E0%B8%90%E0~B8~9A...1/9/2553.
4 ข้อสังเกตนี้ผู้เขียนได้รับฟังจาก ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้สัมภาษณ์ทาง Voice Tv.

กวีประชาไท: แด่...สหาย

ที่มา ประชาไท

สหาย ...
เธอได้ตาย วิญญาณละลอยจากร่าง
วิญญาณนักต่อสู้มิรู้หน่ายจาง
วิญญาณข้างคนจน ชนศักดินา
วิญญาณจิตสถิตในทุ่งกว้าง
วิญญาณคว้างในอากาศหวาดผวา
วิญญาณเปลี่ยวเทียวล้อดาริกา
วิญญาณท้ายุติธรรมนำชาวชน
วิญญาณโลมแมกไม้ที่ในป่า
วิญญาณกล้าแทงประทุลุทุกหน
วิญญาณชื่นดอกไม้ไล้สกล
วิญญาณปล้นกำแพงแห่งปรัตจุบัน
วิญญาณล่องลอยไปทุกสายน้ำ
วิญญาณคร่ำครวญครางกลางห้ำหั่น
วิญญาณสู้ขู่รุกคุกคามพลัน
วิญญาณนั้น รักเสรี ประชาธิปไตย
วิญญาณเหล่าสหาย ณ ปลายฟ้า
ดุจดารารุ่งราง...ส่องทางให้
ทุกวิญญาณหาญกล้ามาชูใจ
รุกเข้าไปคืบทางอย่าง...มหาชน
เพื่อทวงสิทธิ์ติดกายหญิงชายถ้วน
เพื่อปลดล้วนสิทธิศักดิ์จากนักปล้น
เพื่อเทียมเท่าเสมอภาคสิทธิชน
เพื่อดาลดลยุติธรรม นำ ประชาธิปไตยฯ

รายงานเสวนา: “การเมืองบนท้องถนนของคนธรรมดา” มองผ่านแว่นหลายสี

ที่มา ประชาไท

4 ก.ย.53 เวลา 13.00 น. ที่ห้องเรียน 103 ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิศักยภาพชุมชนได้จัดการเสวนาในหัวข้อ “การเมืองบนท้องถนนของคนธรรมดา” โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จากกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง, นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร จากโรงเรียนสาธิตมัฆวานแห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน, น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และนางจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด
นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร มองการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยผ่านแว่นตาสีเหลืองว่า การเมืองบนท้องถนนมีความสำคัญต่อการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของทุกประเทศ เมื่อใดที่การเมืองของรัฐบาลกระทบต่อประชาชนและไม่มีกลไกแก้ไข จำเป็นจะต้องมีการแสดงพลังบนท้องถนน
นาย แสงธรรม กล่าวว่า สาเหตุของการเมืองบนท้องถนนเกิดจากนโยบายรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ ของประชาชน และการเกิดสิ่งผิดแปลกหรือแปลกปลอมขึ้นในระบบการเมือง ดังจะเห็นได้จากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่ง พธม.มีความชัดเจนคือต่อต้านระบอบทักษิณ และยังคงต่อสู้อยู่จนถึงปัจจุบัน
นาย แสงธรรม กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ พธม.ในสมัยรัฐบาลทักษิณว่า ได้ทำหน้าที่หลายเรื่อง ได้แก่ ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น, การละเมิดสิทธิมนุษยชน, ตรวจสอบกรณีกรือเซะ-ตากใบ, กรณีฆ่าตัดตอน 2,500 ศพในสงครามยาเสพติด และกรณีการเสียชีวิตของทนายสมชาย นีละไพจิตร และพระสุพจน์ สุวโจ
นอก จากนี้ นายแสงธรรม กล่าวด้วยว่า กลุ่ม พธม.มีความรู้สึกเช่นกันว่า รัฐประหารปี 2549 เป็นสิ่งแปลกปลอมทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนเท่ากับคนเสื้อแดง และภายหลังรัฐประหาร ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พธม.ได้ยุติการชุมนุมไป 1 ปี แต่หลังการเลือกตั้งได้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค และมาตรา 309 เพื่อนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ พธม.กลับมาชุมนุมอีกครั้ง และเป็นการชุมนุมยืดเยื้อถึง 193 วัน
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มองการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแว่นตาสีแดงว่า เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนที่เหมือนกันมักไม่ได้นำมาพูดคุย และส่วนที่ต่างกันนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมกันได้ เช่น ความคิดเรื่องอำนาจสูงสุดเป็นของใคร และการให้ความสำคัญกับความต่าง ทำให้ทั้งสองสีไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
นาย สมบัติกล่าวว่า การเมืองของคนเสื้อแดงครั้งนี้เป็นวิวัฒนาการทางประชาธิปไตย ซึ่งในปี 2475 เป็นการเปลี่ยนอำนาจจากหนึ่งคนมาเป็นคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เป็นอำมาตย์และ ขุนศึก ต่อมาเมื่อคนมีการศึกษามากขึ้น ปัญญาชนจึงต้องการส่วนแบ่งทางอำนาจจึงเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ขึ้น ทำให้ปัญญาชนมีพื้นที่ทางการเมืองนับแต่นั้นมา และในปี 2535 คนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น จึงเป็นการต่อสู้ของชนชั้นกลางซึ่งได้รับชัยชนะและได้รับประโยชน์ ชนชั้นกลางจึงไม่มีความรู้สึกถึงคำว่า อำมาตย์
นาย สมบัติกล่าวว่า ตัวละครสุดท้ายซึ่งกล่าวอ้างคำว่าประชาธิปไตยเช่นเดียวกับคณะราษฎรและชนชั้น กลางในปี 2535 เป็นตัวละครสุดท้ายของวิวัฒนาการประชาธิปไตยไทย คนกลุ่มนี้แทรกตัวอยู่ในทุกจุดของสังคม ในรูปของแม่บ้าน คนรับใช้ และ รปภ. การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่สงครามของชนชั้นกลาง แต่เป็นการต่อสู้ของยักษ์หลับซึ่งอยู่ชั้นล่าง เมื่อยักษ์ขยับตัว ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงจึงตีความว่าเป็นการเคลื่อนไหวของทักษิณ เพราะชนชั้นล่างไม่เคยปริปาก ทำให้ชนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่รู้จักประชาธิปไตย การประเมินการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงว่าเป็นการขยับตัวของทักษิณ แสดงว่าไม่เข้าใจวิวัฒนาการทางรูปการจิตสำนึกหรือการเติบโตทางจิตวิญญาณของ ประชาชน และการกล่าวว่าชาวบ้านโปรทักษิณ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีสิทธิในการต่อสู้
นายสมบัติกล่าวว่า ตนได้สร้างวาทกรรมขึ้นใหม่โดยนิยามศัพท์การเมือง 3 คำ ได้แก่
“อำมาตย์ เวอร์ชั่น 1.0” คือ การที่มีคนขีดเส้นแบ่ง แล้วกดปุ่มบอกว่าประชาชนต้องทำอะไรและต้องไม่ทำอะไร และการบังคับให้คนอยู่ในกรอบคิดว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
“นักการเมือง 2.0” คือ กลุ่มคนที่มีความยืดหยุ่น ประนีประนอม และมีความสามารถเชื่อมโยงอำนาจระหว่างระดับบนและระดับล่าง
“ประชาชน 3.0” คือ คนที่ต้องการปกครองตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การโค่นรัฐบาลอภิสิทธิ์ลงแล้วเอาคนของตัวเองมาเป็นเจ้านายแทน แต่หมายถึงชัยชนะในครั้งนี้ ผู้เป็นนายคือประชาชน ประชาชนเป็นผู้ควบคุมอำนาจ ผู้ปกครองต้องเปลี่ยนเป็นผู้แทนที่ประชาชนควบคุมได้ และต้องไม่มีใครใหญ่ไปกว่าประชาชน
นาย สมบัติกล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจหรือนโยบายกระจายออกไปในแนวดิ่ง การจัดสรรงบประมาณเริ่มที่รัฐสภาแล้วกระจายออกไปสู่จังหวัดไล่ลงไปถึงระดับ หมู่บ้าน เปรียบกับการส่งแท่งไอติม เมื่อมาถึงหมู่บ้านก็เหลือแต่ไม้ ชาวบ้านไม่เคยชิมเนื้อไอติม แต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ งบประมาณถูกส่งตรงมายังกองทุนหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านได้ลิ้มรสไอติม แต่ยังไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง ดังนั้นการเดินทางของชาวบ้านครั้งนี้จึงเป็นการตามหาคุณภาพชีวิตที่ดี เหมือนคนที่เดินหาต้นตอของปัญหาน้ำแห้ง และไปพบเขื่อนกักน้ำอยู่ที่ต้นน้ำ ซึ่งชาวบ้านพบว่านั่นคือระบบอำมาตย์
นายสมบัติกล่าวในตอนท้ายว่า นี่ไม่ใช่สงครามของตนเอง แต่เป็นสงครามของยักษ์ที่ขยับตัว จึงอยากให้ทุกคนให้โอกาส
น.ส.จิตรา คชเดช กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานไทยว่า คนงานไม่มีเครื่องมือที่จะต่อสู้กับนายทุน โดยที่นายทุนร่วมมือกับรัฐในการกำหนดสิ่งต่างๆ เช่น สวัสดิการ หรือค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานที่มีทักษะสูงจึงไม่สามารถเสนอค่าแรงต่อนายจ้างตามความสามารถของตนได้
น.ส.จิตรา กล่าวว่าเนื่องจากแรงงานไม่มีเครื่องมือในการต่อสู้ จึงจำเป็นต้องออกมาเดินขบวนบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลและกระทรวงแรง งาน แต่สิ่งที่ตามมาคือการถูกออกหมายจับ และถูกตำหนิจากผู้ที่มีรถยนต์ขับว่าเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดบนท้องถนน
น.ส.จิตรา กล่าวว่า ไม่ว่าจะรัฐบาลใดก็ตาม ปัญหาของแรงงานก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข ในยุครัฐบาลทักษิณ มีการทดลองใช้สเปรย์พริกไทยกับคนงานบริษัทไทยเกรียง รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีการนำเครื่อง L-RAD ที่สามารถทำลายแก้วหูมาทดลองใช้กับคนงานไทรอัมพ์ และในที่สุดคนงานบางส่วนก็ถูกออกหมายจับ
น.ส.จิตรา มองว่าการเคลื่อนไหวของแรงงานเฉพาะภายในประเทศนั้นยังไม่เพียงพอ เนื่องจากการลงทุนมาจากต่างประเทศ และนายจ้างก็เป็นชาวต่างชาติ จึงต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่าย การเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งแรงงานถูกเลิกจ้างพบว่าคนงานฟิลิปปินส์ที่เคลื่อนไหวก็ถูกออกหมายจับและ ถูกบริษัทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อเดือนถึงเดือนละ 1 ล้านเปโซ
น.ส.จิตรากล่าว ว่า รู้สึกประหลาดใจกับประเทศไทยว่าเหตุใดจึงไม่มีใครรู้สึกอะไรกับการฆ่าคนกลาง เมืองหลวง แต่กลับมีคนออกมาช่วยกันทำความสะอาดครั้งใหญ่ และเมื่อใดที่มีการชุมนุมบนท้องถนนก็จะมีการฆ่าหรือการจับกุม ซึ่งหากไม่มีเสรีภาพบนท้องถนน เราก็ไม่สามารถจะมีประชาธิปไตยได้เลย การพยายามจะออกกฎหมายเพื่อควบคุมการชุมนุม จึงมีคำถามว่ายังมีพื้นที่สาธารณะเหลืออยู่ตรงไหนบ้าง เพราะพื้นที่หน้าโรงงานก็เป็นของนายจ้าง
น.ส.จิตรากล่าว ด้วยว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง เพื่อส่งตัวแทนเข้าไปในระบบการเมือง และเป็นปากเสียงให้กับการแก้ไขปัญหาของแรงงงาน
นางจินตนา แก้วขาว กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ว่า ชาวบ้านรวมตัวเคลื่อนไหวบนท้องถนนมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องฐานทรัพยากร โดยคิดว่าเพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง ความตื่นตัวทางการเมืองของชาวบ้านจึงเริ่มมีมาแล้วตั้งแต่ก่อนหน้าการชุมนุม ของ พธม. ในปี 2548
การ เคลื่อนไหว เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือสีเขียวนั้นต้องการคนทุกสีทั้งสีเหลืองและสีแดง แต่ที่เป็นปัญหาอยู่บ้างตอนนี้คือในสีเขียวเองนั้นก็มีทั้งสีเหลืองและสีแดง

ใน ตอนท้าย นายแสงธรรม กล่าวว่าเสริมว่า เห็นด้วยกับ บก.ลายจุดที่บอกว่า จริงๆ แล้ว สีเหลืองกับสีแดงมีจุดร่วมกันอยู่ อาจมีที่เหมือนกัน 80 และต่างกัน 20 แต่ตัวเขาอาจไม่ถึงขนาดสรุปเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนอย่าง บก. ลายจุด

จุดยืนหลักที่ต่างจากสีแดงของสีเหลืองคือ พวกเขาต้านระบอบทักษิณ ซึ่งเขาอธิบายคร่าวๆ ว่า ระบอบทักษิณนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน เช่น กรณีกรือเซะ การขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี การหายตัวไปของนักต่อสู้ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่น่ากลัว ไม่แน่ใจว่าถ้าปล่อยให้ระบอบทักษิณยังอยู่ ตอนนี้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ส่วน ที่เหมือนกันก็มีหลายประเด็น เช่นเรื่องการรัฐประหาร ตัวเขาเองก็ไม่เห็นด้วย และถึงตอนนี้ เขาคิดว่า ถ้าที่ผ่านมาไม่เกิดรัฐประหาร 19 กันยาเลย ก็คงจะดีมาก

ระหว่างการสนทนา มีผู้ซักถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งหลายอย่างไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณ หรือจะเรียกว่า ระบอบทักษ๋ิณในรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ ที่กรือเซะมีคนตาย ที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ก็มีคนตายเช่นกัน ประเด็นนี้สีเหลืองมีจุดยืนอย่างไร แสงธรรมตอบว่า ที่ผ่านมาสีเหลืองก็วิพากษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วย จากนั้นมีผู้ซักถามถึงการได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันจากรัฐบาลระหว่างสี เหลืองและสี แดง แสงธรรมตอบว่า สิ่งที่ทำให้การสลายการชุมนุมระหว่างสีเหลืองกับสีแดงแตกต่างกันคือ เสื้อแดงมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีอาวุธ มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางไม่ใช้สันติ เห็นได้จาก ผู้เสียชีวิตนั้นไม่ได้มีเพียงคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่มีทหารเสียชีวิตด้วย ขณะที่ม็อบสีเหลืองมีความพยายามยึดหลักสันติอหิงสาในการชุมนุมตลอดเวลา