WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 10, 2010

‘ศิริโชค’มุดคุก! หรือจะเป็นลาง?

ที่มา บางกอกทูเดย์




‘ต่อพงษ์’ลุยไม่เลิก... เกิดอะไรกับ ‘บูท’?
กลายเป็นหนังเรื่องยาวไปแล้ว กรณีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์
และคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ดอดเข้าคุก
เพื่อไปเยี่ยมนายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธที่เรือนจำบางขวาง

งานนี้แม้จะมีการพาดพิงไปถึงฮอลีวูด
แต่เชื่อแน่นอนว่าทางฮอลีวูดคงไม่ใช้สิทธิพาดพิง
และไม่เอาเรื่องราวของนักการเมืองไทยไปทำเป็นหนังอย่างแน่นอน

เพราะไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้มีกลิ่นของการผิดศีลข้อ 4 ในพุทธศาสนาอย่างแน่นอน

เพียงแต่ว่า ณ วันนี้ สถานการณ์บ้านเมือง และกลไกอำนาจทางการเมืองมันผิดเพี้ยนไปหมด
จากการที่มีกลุ่มขั้วอำนาจเข้ามาเล่นเกมยึดกุมอำนาจรัฐอย่างเห็นได้ชัด

ผิดก็ให้เป็นถูกได้ และแน่นอนที่คิดว่าถูกก็สามารถพลิกให้กลายเป็นผิดได้อย่างสบาย

สถานการณ์เช่นนี้แน่นอนว่า ความยุ่งเหยิงทางการเมืองของไทย
ยังต้องผจญวิบากกรรมอีกยาวไกล

ยิ่งนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อยู่ในสภาวะ
ที่ต้องตอบแทนบุญคุณคนรอบข้างสารพัด ไล่มาตั้งแต่
กลุ่มอำนาจ กลุ่มนายทหารบางกลุ่ม กลุ่มแกนนำพันธมิตร กลุ่ม ส.ส. กลุ่มนักการเมือง...
แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าจะเหลือความเป็นตัวของตัวเอง หรือเหลือสติสัมปชัญญะสักเท่าไร

ต่อให้เป็นนักเรียนนักศึกษาเรียนดีของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็ตาม
มาเจอสิ่งที่ในตำราไม่ได้เขียนไว้ ก็จอดไม่ต้องแจวเหมือนกัน

เพราะเมื่อติดหนี้บุญคุณที่สานฝันดันก้นให้เป็นนายกรัฐมนตรีทางลัด
เมื่อทหารจะของบ หรือจะขอตำแหน่ง จะกล้าทัดทานได้หรือ

หรือเจอนักการเมืองที่เปลี่ยนสีประดุจเปลี่ยนกางเกงใน พร้อมจะกอดกับใครก็ได้
จะร้องห่มร้องไห้เมื่อไหร่ก็ได้... เมื่อติดบ่วงไปแล้ว
ทุกวันนี้รู้ทั้งรู้ว่าค่ายนี้นิยมยัดโครงการ อภิมหาโปรเจกต์เข้ามาเป็นระยะๆ ในครม.
ล้วนแล้วแต่หลักหมื่นหลักแสนล้านบาท แล้วจะทำอะไรได้

ได้แต่เล่นดึงเกมดึงเวลาประคองตัวไปวันๆ แต่ไม่กล้าที่จะหักกลางลำ
ก็เลยต้องให้เก้าอี้บ้าง ให้โครงการเล็กๆบ้างเป็นน้ำจิ้มไปตามเกม

แต่ข้าราชการทั่วไปเขาไม่สนุกด้วยแน่ มีอย่างที่ไหน
ถ้าโดนอันดับ 2 อันดับ 3 ลัดคิวข้ามหัว ยังพอกล้ำกลืนฝืนทน
แต่นี่เลยเอาลำกับที่ 54 ข้ามหัวรวดเดียวมาอยู่หน้าลำดับที่ 1
จะไม่เจ็บปวดกระดองใจได้อย่างไร

เพราะบางคนตอนที่เด็กเส้นยังเป็นแค่นายอำเภออยู่เลยนั้น
คนอื่นเป็นถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว...
ใครจะคิดว่า จะมีรายการนั่งเรือเหาะข้ามหัวกันได้ขนาดนี้

แม้แต่บรรดาคนรอบข้าง อย่างนายศิริโชค
ที่สื่อมวลชนอุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใยนายอภิสิทธิ์จะเสียภาพลักษณ์และเปลืองตัวโดยใช่เหตุ
อุตส่าห์ตั้งฉายาให้นายศิริโชคแบบประชดประชันให้ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายศิริโชครู้ตัวว่า

“วอลล์เปเปอร์”

แทนที่จะสำนึกที่ไหนได้กลับยิ่งภูมิใจ เสนอหน้าใกล้ชิดได้อย่างเปิดเผย
ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีแม้แต่จะกระแอมไอสักนิดเพื่อห้ามปราม

แล้วจะไม่ให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าคงมีตำแหน่ง ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี...
อะไรประมาณนั้นได้อย่างไร

แต่โบราณสอนไว้นานกาเล ว่าเลี้ยงหมาให้ระวังนะลูก หมาจะเลียปากเอา

วันนี้กรณีของนายศิริโชคที่มุดคุกบางขวาง
จึงกลายเป็นประเด็นลามไปถึงนายอภิสิทธิ์ให้เปื้อนไปด้วย

รู้เห็นเป็นใจหรือเปล่า??? ... ใช้ให้ไปหรือไม่???...

หรือว่าจริงๆแล้วไม่รู้อะไรเลย แต่สุดท้ายต้องพลอยโจนไปด้วย

งานนี้จึงทำให้พรรคเพื่อไทยใช้เป็นเกมในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ยิ่งเมื่อจับพิรุธพูดไม่ตรงได้ทีละชอตทีละซีน สังคมยิ่งเหวอว่าอะไรกันนี่

เริ่มจากวันที่มุดเข้าคุก ทีแรกก็ว่าเข้าไปตามกระบวนการปกติ
แต่มาเจอหลักฐานยันว่าเข้าไปในวันที่ 15 เมษายน
ซึ่งเป็นวันหยุดราชการที่ราชทัณฑ์ห้ามเยี่ยม...
นั่นแสดงว่าจะต้องมีการใช้กำลังภายใน
ใช้ความเป็นรัฐบาล
ใช้ความเป็นคนใกล้ชิดนายกฯในการเปิดคุกให้เข้าไปใช่หรือไม่?

ต่อมาก็มาเจอประเด็น ว่าแนะนำตัวเป็นผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี
เพราะเวลาชี้แจงว่าไม่เข้าใจว่าไปทำไม ไปในฐานะอะไร ก็บอกว่าไปในฐานะ ส.ส.
เพราะเห็นเป็นคดีดัง...
ทั้งๆที่คดีอื่นที่ดังกว่านี้ มีอีกมากมาย ไม่เห็นคิดจะไป

ยิ่งทางซีกนายบูทยืนยันว่า มีการแนะนำตัววาเป็นผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีจริงๆ
ไม่งั้นจะไปเอามาจากไหน นายศิริโชคก็ออกแบบสีข้างถลอกเลยว่า
คงเป้นความเข้าใจผิดเพราะนายบูทไม่เข้าใจภาษา
ก็เลยอาจจะไปแปลหรือสื่อความให้ภรรยาให้ทนายฟังผิด

คงลืมไปว่า วิคเตอร์ บูท นั้นเป็นนักค้าอาวุธ เป็นอดีตเคจีบี
ที่สำคัญยังเคยทำหน้าที่เป็นล่าม เรื่องภาษาสากลสำหรับคนประเภทนี้ ต้องถือว่าชิลด์ๆ...
คนไปเรียนต่างประเทศแบบนายศิริโชค ที่กลับมาแล้วพยายามพูดไทยคำอังกฤษคำ
จะมีความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่านายบูทจริงๆหรือ???

งานนี้ก็เลยกลายเป็นเรื่องและบานปลายอย่างที่เห็น

เพราะนักการเมืองคลื่นลูกใหม่ไฟแรงอย่าง
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ ไม่ตลกด้วย
เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศกับแค่เฉพาะประเทศรัสเซียเท่านั้น

แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็กระทบกระเทือนไปด้วยแล้ว

แถมรัสเซียยังมีการตั้งคำถามดังไปทั่วโลก ว่า
มาตรฐานกฎหมายไทยเชื่อถือได้แค่ไหน มี 2 มาตรฐานหรือไม่???

คณะกรรมาธิการต่างประเทศ รัฐสภา จึงอยู่เฉยไม่ได้

นี่คือสาเหตุที่นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ
ต้องเข้าไปพบนายวิคเตอร์ บูท ที่เรือนจำ เพื่อซักถามข้อมูลข้อเท็จจริง ว่าอะไรกันแน่

ขณะเดียวกันก็ต้องเชิญนายศิริโชค ให้ เข้าชี้แจงกรณีที่มุดคุกไปพบนายวิคเตอร์ บูท ด้วย

เพราะนายต่อพงษ์ ยืนยันว่า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เข้าพบนายบูทแล้ว
แต่ได้รับข้อมูลต่างกัน
โดยนายศิริโชค ชี้แจงว่า เป็นการทำหน้าที่ของส.ส. ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

แต่ในท่าทีและควมต้องการ ซึ่งตรงกันทั้งการบอกของนายบูท
และการยอมรับของนายศิริโชค ก็คือ นายศิริโชคพยายามที่
จะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างนายบูท กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ได้

รวมทั้งพยามหาจุดเชื่อมโยงว่าอาวุธที่จับได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วยหรือไม่???

ส่วนจะมีการยื่นข้อเสนอใดๆหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ยากจะมีใครยอมรับ
เพราะลำพังแค่เข้าไปกับใคร หรือเข้าไปคนเดียว ประเด็นนี้ก็ยังซัดกันนัวอยู่เลย

ทั้งๆที่การขนอาวุธนั้นถูกจับได้เมื่อเดือนธ.ค.52 ก่อนที่จะมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วยซ้ำ!!!

แถมนายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ยังตั้งคำถามตรงๆว่า
ถ้าแบบนี้ทำไมถึงไม่ยอมเพิ่มข้อกล่าวหาให้กับนายบูท แต่กลับปล่อยตัวลูกเรือจำนวน 5 คน คือ
ชาวเบรารุส และชาวคาซัคสถานที่ถูกจับกุมพร้อมหลักฐานอาวุธชัดเจน แต่กลับจับกุมนายบูทไว้

และที่บอกว่ามีการนำอาวุธสงครามไปใช้การชุมนุมนั้น ไม่ทราบว่า
นายศิริโชคได้เห็นอาวุธหรือไม่
เพราะอาวุธสงครามยาวเป็นเมตร จะไปใช้ในการชุมนุมได้อย่างไร?

เนื่องจากตอนนั้นภาพข่าวต่างๆมัชัดเจนว่าอาวุธที่จับได้ เป็นจรวดขีปนาวุธ
โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงจรวดอาร์พีจี แต่อย่างใด

ก็เลยกลายเป็นการปะทะคารมกันอย่างรุนแรงระหว่างนายจตุพรกับนายศิริโชค กระทั่ง
นายเจริญ คันธวงศ์ ที่ปรึกษากมธ. ต่างประเทศ ได้กล่าวเตือนสติว่า
อย่าใช้เวทีกมธ.ต่างประเทศเป็นเวทีโต้เถียง
โดยใช้อารมณ์ ขอวิงวอนให้อยู่ประเด็นและเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

ซึ่งนายต่อพงษ์ ได้ให้แต่ละฝ่ายสรุป โดยนายจตุพร กล่าวสรุปว่า
ถึงแม้ว่าตนจะไม่เปิดอภิปรายถึงนายศิริโชคเข้าพบนายบูท
หรือสื่อมวลชนไม่เขียน ทางการรัสเซียก็รับรู้ได้ว่า ประเทศไทยกำลังทำอะไร ดังนั้น
นายศิริโชคอย่าโทษบุคคลอื่น

และตนขอเรียกร้องให้กรรมาธิการหรือหน่วยงานใดก็ตามที่เกี่ยวข้อง
ขอให้ดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อ เพราะสิ่งที่นายศิริโชคเปิดเผยในที่ประชุมนั้น ชัดเจนแล้วว่า
มีความเชื่อมโยงการค้าอาวุธกับนายบูท ซึ่งนายศิริโชคที่ระบุว่า ทำเพื่อประเทศ
ก็ต้องไปให้ปากคำที่เป็นข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อทำคดีเพิ่ม

หากนายศิริโชคไม่ดำเนินการใดๆ จะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตนจะติดตามดู

ด้านนายศิริโชค กล่าวว่า สิ่งที่ตนพยายามบอกวันนี้คือ
การเข้าไปพบนายบูทของกมธ.ต่างประเทศนั้น
นายบูทไม่ได้บอกความจริงกับกมธ.ทั้งหมด ผมยืนยันว่าไปเอาข้อมูลเรื่องเครื่องบินที่ถูกจับ
ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงคดีของนายบูทอย่างที่ถูกกล่าวหา

ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็คงยังไม่จบง่ายๆแน่

ยิ่งนายวิคเตอร์ ได้พยายามยื่นหนังสือเป็นภาษาอังกฤษความยาว 5 หน้า
ให้คณะกรรมาธิการต่างประเทศ เพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรในการให้ข้อมูล
แต่เนื่องจากจะต้องมีการตรวจสอบของกรมราชทัณฑ์
ก่อนที่จะส่งต่อไปให้คณะกรรมาธิการต่างประเทศ
ซึ่งสุดท้ายทางกรมราชทัณฑ์ พิจารณาไม่ให้เปิดเผยหนังสือดังกล่าว

จึงยิ่งกลายเป็นปมประเด็นมากขึ้นไปอีก และก่อให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้นสำหรับสังคมไทย

งานนี้จึงต้องถือว่า นายศิริโชค โสภา เปลืองตัวอย่างที่สุด
และพลอยทำให้นายอภิสิทธิ์ ต้องร้อนไปด้วย

เพราะนี่คือผลงานของวอลล์เปเปอร์ของนายอภิสิทธิ์นั่นเอง!!

ที่สำคัญหลังความจริงปรากฏ ไม่ใครก็ใครอาจจะต้องย้ายนิวาสถานกันบ้างก็ได้???

หอการค้าฯเตือนบาทหลุด30 เศรษฐกิจเจ๊งแสนล้าน

ที่มา ไทยรัฐ




หอการค้าฯ จี้รัฐบาลเร่งสกัดเงินบาทแข็งค่า ทั้งชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
ใช้มาตรการภาษี- ตั้งสำรองสกัดเก็งกำไร หวั่นหลุดกรอบ 30 บาท
ในไตรมาส 4 ทำเศรษฐกิจไทยเจ๊ง 1 แสนล้านบาท จีดีพีลด 1% โตไม่ถึง 7%...

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึง
การแข็งค่าของค่าเงินบาทว่า ในเดือน ส.ค.เพียงเดือนเดียว ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 1.8%
และตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าแล้ว 6.5% จึงต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดยเฉพาะผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
โดยไม่ให้มีเงินต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินในประเทศ
และไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งปีหลังอีก
หลังจากที่ได้ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว 0.25%
เพราะหากนิ่งเฉยจะทำให้ความสามารถด้านการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยลดลง
กระทบต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าไทย

"ล่าสุดค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว ยิ่งแข็งค่ามาก
การส่งออกของไทยก็จะได้รับผลกระทบมาก
ที่ ธปท.บอกว่าไม่กระทบต่อการส่งออก ไม่จริงเลย
ที่สำคัญรัฐบาลไทยไม่ทำอะไรเลย ต่างจากรัฐบาลญี่ปุ่น
ที่ตอนนี้ค่าเงินเยนก็แข็งมาก
แต่รัฐบาลเขารีบบอกเลยว่า จะทำอะไรบ้างเพื่อแก้ปัญหา" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ธปท. ควรประกาศใช้มาตรการทางภาษี เช่น
หากเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนระยะสั้น 3-6 เดือน แล้วนำเงินออกไป
จะต้องถูกเรียกเก็บภาษี 5-10% ออกมาตรการกันเงินสำรอง
เพื่อป้องกันการเก็งกำไร แต่อาจไม่สูงถึง 30% เหมือนที่เคยดำเนินการ
ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ส่วนในระยะยาวต้องส่งเสริมให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ
เพื่อนำเงินดอลลาร์ฯออกนอกประเทศ ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการค่าเงินบาทในอนาคต

นายธนวรรธน์ ชี้ว่าหากไม่มีการดูแล
และปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว หลุดกรอบ 30 บาท
ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาส 4 นี้ จะทำให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจ
ประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกหายไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท
และรายได้จากการท่องเที่ยวหายไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ขยายตัวเหลือ 3-4%
หรือปีนี้อาจขยายตัวลดลงเหลือ 6% ต่ำกว่าเป้าที่คาดโต 7.5%
หากยังแข็งค่าต่อเนื่องถึงปีหน้า
อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 4% จากเป้าหมายปีหน้าโต 4-5%.

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: ปรองดองทางยุทธวิธี

ที่มา ประชาไท


พรรคเพื่อไทยออกมาแถลงพร้อมปรองดอง ข่าวบางกระแสว่ามาจากการประสานงานของนักวิชาการ UN ข่าวบางกระแสว่าถูกบีบ

ข่าวที่ผมได้ฟังก็เหมือนไทยรัฐหน้า 3 วันอังคาร คือถูกบีบ แถมมีคำขู่ว่าถ้าไม่ยอมปรองดองจะล้มกระดาน ปฏิวัติ ปิดประเทศ กวาดล้างปราบปรามขนานใหญ่

ผมฟังแล้วหัวร่อก๊าก ย้อนถามว่าอ้าว ตอนนั้นเสื้อแดงก็เคยคิดว่าให้ทหารปฏิวัติไปซะเลย จะได้พังเร็วขึ้น อย่างนั้นไม่ใช่หรือ ปฏิวัติตอนที่หุ้นจ่อพันจุดเนี่ยนะ มีแต่พังกับพัง มันจะเป็นไปได้ไง

ที่แน่ๆ ก็คือมีการเจรจาจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายกลาโหม ฝ่าย ปชป.และฝ่ายไหนอีกมั่ง ก็ให้ดูว่าทำไมคนเจรจาจึงเป็นปลอดประสพ สุรัสวดี สืบสาวเครือญาติปลอดประสพดูสิ ว่าสาวถึงใครมั่ง (ซูโม่ตู้-ฮา)

เพราะเตรียมการมาก่อนหน้าแล้ว พอปลอดประสพเสนอ วันรุ่งขึ้นอภิสิทธิ์ก็สนองทันที ถ้าไม่เตรียมมาก่อน จะพี่ร้องน้องรำสอดรับกันได้อย่างนี้รึ

รวมทั้งมีการเจรจาสายตรงถึงทักษิณด้วย ทักษิณจึงออกมาทวิต สนับสนุนให้ปรองดอง แต่เขายื่นเงื่อนไขต่อรองแลกเปลี่ยนกันอย่างไร สุดที่เราจะทราบ

เท่าที่ทราบระแคะระคายก็คือการเจรจาในประเทศ ซึ่งไม่ได้ยื่นเงื่อนไขเลยสักนิดว่า จะประนีประนอมยอมอ่อนข้ออะไรบ้าง เป็นเหมือนบีบให้ยอมจำนนเสียมากกว่า

ส่วนในวงกว้าง ปชป.ก็ยังสำแดงสันดานเอาเปรียบทุกเม็ด ช่วงชิงให้ร้ายทางการเมือง เช่นบอกให้เลิกจาบจ้วงสถาบัน พูดแบบนี้ใครไปเจรจาด้วย บอกยอมเลิก ก็เท่ากับยอมรับว่าจาบจ้วงสถาบันนะสิ

ปรองดองแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับที่นายทหารคุยว่าไปเอาเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาร้องเพลงชาติกับเพลงสรรเสริญพระบารมีแล้วยุติความขัดแย้ง โห อะไรมันจะง่ายปานเล่นปาหี่ ฟังแล้วขำกลิ้ง ถ้าง่ายปานนั้นก็ลงไปปรองดองกับ “โจรใต้” ให้ดูหน่อยสิ

ถ้าจะเอาง่ายๆ แค่ถ่ายภาพออกสื่อมันก็ง่าย สมมติผมนอนอยู่บ้านแล้วมีรถจี๊ปมาจอดหน้าบ้าน ใบตองแห้ง ไปลงชื่อปรองดองหน่อย! มีรึ ผมจะกล้าไม่ไป ต้องรู้ซะมั่งว่าประเทศนี้ใครใหญ่ อยู่ดีไม่ว่าดี ไปเที่ยวกล่าวหาว่าคนมีสีไล่ล่าเสื้อแดง ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายไก่อู ที่สาวๆ เมืองกรุงชูจั๊กกะแร้โหวตท่วมท้น

ฉะนั้นผมก็ต้องไปลงชื่อปรองดอง แต่ใจผมปรองดองหรือเปล่า คุณก็รู้ เพราะปรองดองไม่ได้แปลว่าให้สยบยอมตามผู้มีอำนาจ การปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ไม่คืนความยุติธรรม และคืนประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี การ “ปรองดองทางยุทธวิธี” ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้และยอมรับได้ ในสถานการณ์ที่แน่นอนหนึ่งๆ

ถ้าเรามองมุมกลับ การที่ระบอบอภิสิทธิ์ชน-จะขู่จะบีบหรือถูกหว่านล้อมด้วย UN ก็แล้วแต่ พยายามเรียกหาความปรองดอง ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขากลัวพลังประชาชน กลัวการลุกฮือของมวลชนเสื้อแดง ที่แม้จะโค่นล้มพวกเขาไม่ได้แต่ก็อยู่ในสภาพที่ปกครองไม่ได้ และพวกเขากลัวว่ายิ่งนานวันไป พลังอำนาจที่มีอยู่สูงสุดในวันนี้จะค่อยๆ เสื่อมลง ด้วยเงื่อนไขหลายอย่างที่เป็นชนวนระเบิดเวลา มันอาจจะถึงจุดหนึ่งที่เกิดกลียุคของแท้

ฉะนั้น ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องตั้งข้อเรียกร้องกลับว่า การปรองดองที่แท้จริงไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่คืนความยุติธรรมและความเป็นเสรีประชาธิปไตย และที่สำคัญ การปรองดองไม่ได้หมายความว่าจะต้องยุติความขัดแย้ง สยบยอมตามระบอบอภิสิทธิ์ชนโดยไม่สามารถมีปากเสียง แต่หมายความว่าจะต้องขัดแย้งกันต่อไปอย่างสันติหรือรุนแรงน้อยที่สุด ต่อสู้ทางความคิดกันอย่าง “แข่งขันเสรี”

ซึ่งถ้าจะปรองดองจริง ผู้มีอำนาจต้องเป็นฝ่ายริเริ่ม เหมือนที่ใครบางคนยกตัวอย่างแอฟริกาใต้ว่าแมนเดลาเป็นผู้ริเริ่มก่อน หลังได้ชัยชนะ (ถึงแม้จะเอามาเปรียบกันไม่ได้เพราะอภิสิทธิ์และอำมาตย์ปล้นอำนาจมา ไม่ได้ชัยชนะมาอย่างชอบธรรมเหมือนแมนเดลา)

และถ้าอยากปรองดองจริง ก็ไม่ใช่เจรจาแต่กับทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย แต่จะต้องทำอะไรบางอย่างที่ส่งสัญญาณถึงประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่เจ็บแค้นจากการถูกปราบปรามเข่นฆ่า

ซึ่งถึงวันนี้ต่อให้คุณเจรจาคืนเงิน 4 หมื่นล้านให้ทักษิณ นิรโทษกรรมทักษิณ มันก็ไม่ได้ลบความเจ็บแค้นของเสื้อแดงหรอก

ถ้าเข้าใจความเป็นจริง ผู้มีอำนาจจะต้องเข้าใจว่า ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีทางสยบยอมพวกคุณได้ ต้องต่อสู้กันต่อไปให้เห็นดำเห็นแดง แต่เรากับพวกคุณ “ปรองดองทางยุทธวิธี” ได้ นั่นคือทำให้มันเป็นการต่อสู้ขัดแย้งโดยสันติ หรือรุนแรงน้อยที่สุด

ฉะนั้นถ้าคุณอยากเจรจากับทักษิณ แลกเปลี่ยนเงื่อนไขผลประโยชน์อะไร ก็ว่ากันไป ที่จะให้ทักษิณยุติการเคลื่อนไหว ทำธุรกิจอยู่นอกประเทศ โดยรัฐบาลปลดล็อกบางอย่างให้ เพื่อไม่ให้เกิดการก่อวินาศกรรมหรือลอบสังหารหรือความรุนแรงใดๆ ที่ฝ่ายรัฐเชื่อว่ามาจากทักษิณ เชิญว่ากันไปตามสบายครับ ผมชอบอยู่แล้ว ที่จะให้ทักษิณถอยไป ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ต้องการให้ใครมาบึ้มๆ อยู่ข้างๆ

ถ้าคุณอยากเจรจากับพรรคเพื่อไทย ไม่ให้สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ก็ว่ากันไป ไม่ให้จตุพรโดดมานำม็อบ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ แต่คุณจะบอกให้พรรคเพื่อไทยเลิกสนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงไม่ได้ เพราะการปรองดองที่แท้จริง คือคุณต้องสนับสนุนให้มวลชนเสื้อแดงเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยปกติ เข้ามาเป็นมวลชนของพรรคการเมือง แล้วต่อสู้กันในระบบ

และถ้าคุณอยากจะปรองดองกับมวลชนเสื้อแดง ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ เพราะปราบเขาไปแล้ว มีคนตาย 91 ศพ คุณไม่มีวันทำให้เขาลืมหรือสยบยอมได้ แต่คุณลดความโกรธแค้นได้ นั่นคือให้ความยุติธรรมกับมวลชนที่ถูกจับกุมดำเนินคดี จะนิรโทษกรรมหรือไม่ผมไม่เรียกร้อง แต่ต้องแยกแยะปล่อยตัวคนที่แค่มาร่วมชุมนุมโดยไม่มีพยานหลักฐานว่าทำความผิด คนที่ถูกจับแบบเหวี่ยงแห ส่วนที่เหลือก็ให้ประกันรวมทั้งแกนนำ ซึ่งไม่มีปัญหานี่ครับ สามารถให้ประกันโดยกำหนดเงื่อนไขว่าระหว่างสู้คดีต้องไม่ไปนำการชุมนุมอีก

หรือถ้าคุณอยากจะลดแรงกดดันจากนักการเมือง คุณก็ต้องปลดล็อกยกเลิกการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ซึ่งอันที่จริงโดยตัวบุคคล ปัจจุบันไปอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลเสียมากกว่า แต่นัยทางนิติรัฐ อย่างน้อยมันก็เป็นการ “คืนความยุติธรรม”

ข้อสำคัญที่สุดที่ผู้มีอำนาจหวาดหวั่นคือ กลัวว่าจะไปสู่ “ขบวนการล้มเจ้า” ทั้งที่ความจริงแล้วมันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีการ “ปลุกผี” แอบอ้างสถาบันมาทำลายล้างกันทางการเมือง “ดึงฟ้าลงต่ำ”

ถามว่าวันนี้ยังแก้ไขได้ไหม ยังแก้ไขได้ แต่พวกคุณต้องแก้ไขเอง ผู้จงรักภักดีที่แท้จริงจะต้องวาง roadmap ในการเทิดสถาบันขึ้นไปให้พ้นจากความชุลมุนของการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมือง การช่วงชิงอำนาจที่ใช้กองทัพและอำนาจตุลาการเป็นเครื่องมือ

ผู้จงรักภักดีที่แท้จริงควรเข้าใจว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยึดอุดมการณ์หลักคือเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมนิยมและไม่ใช่เผด็จการ อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องทำลายล้างอุดมการณ์ราชาชาตินิยม สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยซ้ำ ดังที่เห็นในอังกฤษ สวีเดน ฮอลแลนด์ หรืออีกหลายๆ ประเทศ เพียงแต่ต้องไม่เอาอุดมการณ์ราชาชาตินิยมมาอยู่เหนืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ผู้จงรักภักดีจึงต้องวาง roadmap ไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่ที่เปิดกว้าง เพราะถ้าปล่อยให้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยต่อสู้ทำลายล้างกัน ไม่ว่าใครชนะ ก็แลกมาด้วยความสูญเสียใหญ่หลวงยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยมีมารวมกัน

ยุทธศาสตร์เปลี่ยนไป

ที่พูดมาทั้งหมดอย่าว่าเพ้อฝัน เพราะผมยกตัวอย่างคร่าวๆ ว่าควรตั้งข้อเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจอย่างไรในการ “ปรองดองทางยุทธวิธี” โดยที่ผมเองก็ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะยอมปรองดอง เพราะพวกเขาต้องการให้ยอมจำนนมากกว่า

แต่ถ้าปรองดองทางยุทธวิธีได้ ไม่ว่าระดับใด ก็เป็นประโยชน์ต่อขบวนประชาธิปไตย ซึ่งในขั้นตอนนี้ ยังอยู่ระหว่างการตั้งขบวนใหม่ ตั้งลำใหม่ ฟื้นฟู เยียวยา และต้องอดทนรอคอยโอกาส รอความเสื่อมของ “ระบอบอภิสิทธิ์” โดยยังเป็นขั้นตอนของการต่อสู้ทางความคิด และยังเป็นขั้นตั้งรับ อย่าว่าแต่แตกหักเลย แค่รุกก็ยังไม่ใช่

ระบอบอภิสิทธิ์ยังอยู่ในจุด peak และยังจะ peak ไปจนถึงการเลือกตั้ง ผมไม่เชื่อข่าวขู่รัฐประหาร ขั้วอำนาจจารีตนิยมจะไม่ทำรัฐประหารอีก เว้นแต่เกิดเรื่องใหญ่ระดับฟ้าถล่มดินทลาย ทำไมต้องทำรัฐประหาร ในเมื่อเผด็จการมีหน้ากากหล่อๆ ไว้สวมหลอกชาวโลก

ผมมองตรงข้ามว่า ยุทธศาสตร์ของพวกเขา คือต้องการเอาชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพราะถ้าพรรคแมลงสาบกับพรรคภูมิใจห้อยกวาดที่นั่งไปซัก 300 กว่าที่นั่ง เพื่อไทยเหลือซัก 100 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นพรรคเล็ก พวกเขาก็จะชิงความชอบธรรมไปได้ว่าได้อำนาจจากการเลือกตั้ง

ถามว่าทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อระบอบอภิสิทธิ์ตีกินกระแส “ไทยนี้รักสงบ” ปกป้องสถาบัน ชนะเรียลลิตี้คลั่งชาติ กวาดกระแสคนกรุงคนชั้นกลางที่ยอมเป็น “คนขายเสรีภาพ” (ตามศัพท์ อ.เกษียร) เพื่อความสงบแบบซุกไว้ใต้พรม เพื่อดัชนีเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง โดยไม่สนใจหลักการประชาธิปไตยและความยุติธรรมอีกแล้ว

ถามว่าทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อพรรคการเมืองใหม่ถอดใจหมดแล้ว พ่อยกแม่ยกกอดคอกันร่ำไห้ ที่เคยคิดกันว่า กมม.จะมาแย่งฐานเสียง ปชป.ในหลายพื้นที่ ตอนนี้จะเหลือส่งสมัครซักสิบเขตหรือเปล่า ก็ไม่รู้

ถามว่าทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ก็พรรคภูมิใจห้อยดูด ส.ส.กันเห็นๆ อัดงบประมาณลงไปให้ ส.ส.เฉพาะจุด โดยไม่ต้องพูดว่าจังหวัดไหนไม่เลือกไม่ให้งบประมาณ อย่างทักษิณ (ซึ่งดีแต่พูด) นี่คือสูตร “การเมืองน้ำเน่า” ที่คนชั้นกลางเคยเกลียด แต่ตอนนี้หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง

ถามว่าทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ผู้ว่าฯ วางกลไกรัฐไว้พร้อมหมดแล้ว เด็กภูมิใจห้อยใหญ่คับ นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ที่ประยุทธ์ดันดาว์พงษ์เพื่อนร่วมรุ่น ผู้มีผลงานปราบม็อบเสื้อแดงเป็น เสธ.ทบ.ถามว่าเสธ.ทบ.สำคัญอย่างไร หนึ่ง การซื้ออาวุธ ต้องผ่านเสธ.ทบ. สอง ตาม พรบ.ความมั่นคงที่จัดตั้ง กอ.รมน.เป็นรัฐซ้อนรัฐ เสธ.ทบ.ก็คือแม่บ้านของรัฐทหาร

ถามว่าทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อ 18 อรหันต์แก้ไขรัฐธรรมนูญชุดสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ โผล่มาเสนอให้เลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว แต่ลดเหลือ 375 เขต ปาร์ตี้ลิสต์เขตใหญ่ทั้งประเทศ เพิ่มเป็น 125 แถมยังแบะท่าว่า ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค

ไม่ทราบเหมือนกันว่าสมคิด เลิศไพฑูรย์, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 50 ให้เหตุผลอย่างไรกับการกลับไปกลับมาไม่มีหลัก ลักลั่น ไม่มีเหตุผล เพราะในขณะเดียวกันก็ให้มี สว.แต่งตั้ง 73 คน สว.เลือกตั้ง 77 คนตามจำนวนจังหวัด (เดี๋ยวตั้งจังหวัดที่ 78 ต้องตามแก้รัฐธรรมนูญอีก) สรุปได้ว่าคนกรุงเทพฯ นี่แหละ “ฟาย” ที่สุด เพราะมีประชากรตั้งมากตั้งมายเป็นศูนย์กลางของประเทศ แต่เลือก สว.ได้คนเดียวเท่าระนอง เท่าบึงกาฬ ยังไปเชียร์เขาเย้วๆ

แก้แบบนี้เข้าทางใครก็เห็นชัด ภูมิใจห้อยอยากให้เลือกเขตเดียวเบอร์เดียวมานานแล้ว แถมลดเหลือ 375 เขต ก็ต้องให้ กกต.แบ่งเขตใหม่ จะแบ่งเข้าทางใครต้องจับตาต่อไป การลด การลด ส.ส.พื้นที่อาจทำให้อัตราส่วน ส.ส.ภาคเหนือภาคอีสานลดลง ขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์เขตใหญ่ 125 คน คราวที่แล้ว ปชป.เชื่อว่าเขาได้พอฟัดพอเหวี่ยง

การเลือกตั้งปี 50 ถึงจะใช้กลไกรัฐแทรกแซงอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ก็ยังคุมโดยทหารโง่ๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะคุมด้วยนักการเมืองเขี้ยวลาก ที่มีทั้งอำนาจเงิน และมีตำรวจ ทหาร ข้าราชการเป็นเครื่องมือ

อ้อ ยังมี “การเลือกตั้งล่วงหน้า” ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนในโลก กฎหมายเลือกตั้งตาม รธน.40 ให้เลือกตั้งต่างแดน ต่างเขต และไปลงล่วงหน้าได้ถ้ามีกิจสำคัญ แต่กฎหมายเลือกตั้งตาม รธน.50 และระเบียบ กกต.ชุดปัจจุบัน เปิดให้เลือกตั้งล่วงหน้า 2 วัน เลือกตั้งจริง 1 วัน ใครนึกอยากจะไปลงเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนไปเที่ยวห้าง หย่อนบัตรนอนไว้ในหีบ อีก 7 วันค่อยมาเปิด ไม่เหมือนวันเลือกตั้งจริง เปิดนับกันเห็นๆ ต่อหน้าประจักษ์พยานกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย

ผมไม่กินเหล้า แต่นึกถึงหัวอกคนกินเหล้าเจ้าของร้านเหล้าผับบาร์แล้วน่าสงสาร เลือกตั้งล่วงหน้าต้องหยุดขายเหล้า 2 วัน เลือกตั้งจริงหยุดแค่วันเดียว บ้าไหม

ปัจจัยทุกอย่างจึงบ่งชี้ว่า รัฐบาลจะชนะถล่มทลาย เป็นจุด peak แต่ก็เป็นจุดเสื่อมไปในตัว กับการทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ โดยถ้ายิ่งยุบสภาเร็ว ก็จะยิ่งชนะมาก แต่ถ้าทอดเวลาไป ไม่แน่เหมือนกัน ปีศาจเสื่อมอาจคลอดก่อนกำหนด

ถ้ารัฐบาลชนะถล่มทลาย ถ้าเพื่อไทยแพ้ย่อยยับ แล้วมีผลอะไรไหมกับขบวนประชาธิปไตย มันอาจมีด้านลบอยู่บ้าง แต่อะไรๆ คงไม่แย่ไปกว่านี้หรอก และมีด้านดีด้วยซ้ำ เพราะเราคงไม่หวังจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้วได้พ่อใหญ่จิ๋ว สภาโจ๊ก หรือพ่อไอ้ปื๊ดมาเป็นนายกฯ

ยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตยจึงเปลี่ยนไปจากเดิมที่ถูกผูกอิงอยู่กับการเลือกตั้ง ที่เคยเชื่อๆ กันก่อนนี้ว่าถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่แล้วเพื่อไทยจะชนะ (แต่ผมไม่เคยเชื่อ ต่อให้ชนะก็ปฏิรูปประชาธิปไตยไม่ได้ ในเมื่อฝ่ายจารีตนิยมยังกุมอำนาจรัฐราชการ ทหารและตุลาการ อยู่เหนียวแน่น)

มาตอนนี้เราต้องอดทนรอความเสื่อมของระบอบอภิสิทธิ์ ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 ขั้นคือความเสื่อมของอภิสิทธิ์จริตนิยม กับความเสื่อมของตัวระบอบอภิสิทธิ์ชน

ที่พูดอย่างนี้เพราะตัวบุคคลก็มีความสำคัญ อภิสิทธิ์สำคัญมากในฐานะหน้ากากละครคาบูกิ เอาไว้หลอกคนกรุงคนชั้นกลางบนโพเดียม ถ้าหมดอภิสิทธิ์เมื่อไหร่ พวกเขาไม่มีตัวแทนที่เหมาะสม กรณ์หรือ สุขุมพันธ์หรือ เทือกไม่ต้องพูดถึง

ความเสื่อมของอภิสิทธิ์จะไม่ต่างจากชวน คือการอุ้มสมพรรคร่วมรัฐบาลโดยปากอ้างความดีความซื่อ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างเช่น ความมั่วความสุดโต่งสมัยไล่ทักษิณ มันจะย้อนกลับมาเข้าตัว ยกตัวอย่างตอนนี้เงินนอกไหลเข้า หุ้นขึ้น พวกนักวิชาการพันธมิตรบางส่วนที่บ้าต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็ออกมาเรียกหาความพอเพียงกันแล้ว

หรือที่ว่าสมัยทักษิณแต่งตั้งโยกย้ายเล่นพวก ดูโผตำรวจ โผผู้ว่าฯ ก็ถูกวิจารณ์ขรม ไหนล่ะ “ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน” คนดีที่ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่แอบอิงนักการเมือง เห็นแต่ศิษย์โรงเรียนเนฯ ทั้งนั้น กลายเป็นทีใครทีมัน ยุคไหนใครมีเส้น ส่วนคนไม่มีเส้น แป๊กทุกยุคทุกสมัย

แต่ความเสื่อมของระบอบอภิสิทธิ์อาจจะมาช้าหน่อย เพราะต้องเสื่อมพร้อมกันทั้งชนชั้นนำและชนชั้นกลาง สถาบันสำคัญที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกลาง ทั้งสื่อ ทั้งนักวิชาการ ทั้งสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาสังคม จะช่วยกันปกป้อง ผ่อนหนักเป็นเบา หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง จนเสื่อมไปด้วยกัน

ผมมองว่านั่นคือภาระของคนในภาคประชาสังคมที่ยังยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ที่จะต้องทำ “สงครามทำลายล้าง” ทางความคิด กับพวกนักบิดเบือนเหล่านี้ โดยไม่มีคำว่าปรองดอง ไม่มีประกาศลงหนังสือพิมพ์ ทางบ้านให้อภัยแล้ว กลับบ้านด่วน

ขณะที่นักเคลื่อนไหวก็ต้องพยายามตั้งลำใหม่ ตั้งขบวนใหม่ ยกระดับมวลชนเสื้อแดงให้เป็นมวลชนประชาธิปไตยที่ไม่ผูกติดกับพรรคเพื่อไทย ทักษิณ และแกนนำชุดที่ทำให้พ่ายแพ้มาแล้ว วันนี้มวลชนอาจจะอยู่ในสภาพที่ไร้หัว เคว้งคว้าง ไร้ทิศทาง มีแต่ความคับแค้น และมีบ้างที่อาจจะท้อแท้หมดกำลังใจ แต่คนที่ผ่าน 6 ตุลามาแล้วอย่างพวกผม บอกได้เลยว่ามวลชนเสื้อแดงยังมีมากกว่ามวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีตอย่างน้อยสิบเท่า

ขบวนประชาธิปไตยที่ก่อร่างขึ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องมีรูปการจัดตั้งเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องมีศูนย์การนำ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากทักษิณ จตุพร มาเป็นจาตุรนต์ เพราะจะต้องเป็นขบวนที่มีความหลากหลาย เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ เคลื่อนไหวในรูปแบบที่แตกต่างตามเงื่อนไขของตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่มีอุดมการณ์ร่วมคือเสรีประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง

เมื่อถึงจุดเสื่อมสุดจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น ยังมองยาก แต่เป็นธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงที่เมื่อสั่งสมทางปริมาณเพียงพอ ก็จะปะทุขึ้น นำไปสู่คุณภาพใหม่ เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนทักษิณชนะเลือกตั้งท่วมท้น แค่ปีเดียวล้มพังพาบ หรือใครจะเชื่อว่าสหภาพโซเวียตล่มสลายในช่วงเวลาไม่กี่วันที่เยลต์ซินนำมวลชนลุกฮือ เหมือนมาร์กอส หรือเหมือน 14 ตุลา ที่มีคนออกมาเดินถนนเป็นแสน

ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นสูตรว่า จะต้องเป็นอย่าง 14 ตุลา อย่างอาควิโน อย่างพธม. ผมเพียงจะเน้นว่าตัวอย่างเหล่านี้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ ไม่มีใครวางแผนไว้ได้ ไม่มีใครคาดคิด แม้แต่ตัวเยลต์ซิน อาควิโน หรือว่าเสกสรรค์

ฉะนั้น กระบวนการต่อสู้ที่เป็นธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่เสกสรรค์พูดว่า “การปฏิวัติมันเป็นเรื่องใหญ่กว่าการใช้ความรุนแรง มันต้องมีโปรแกรม มีพิมพ์เขียวของสังคมในอนาคต มีจินตนาการใหม่เกี่ยวกับโลกและชีวิต นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดตั้งกำลังที่มีวินัย มีจิตสำนึกชัดเจนว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนการนำก็ต้องปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัว อีกทั้งมีความเชี่ยวชาญจัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการเคลื่อนไหว มีการกำหนดเป้าหมายขั้นตอนที่จะสะสมชัยชนะ สิ่งเหล่านี้ผมในฐานะผู้สังเกตการณ์ยังมองไม่เห็น”

แปลว่าตอน 14 ตุลา เสกสรรค์มองเห็น? เสกสรรค์มีโปรแกรมมีพิมพ์เขียว?

ขบวนปฏิวัติแบบที่เสกสรรค์พูดตกยุคไปแล้ว ผมไม่เชื่อเรื่องขบวนปฏิวัติที่มีการจัดตั้ง มีกองกำลังที่เป็นเอกภาพ ผมเชื่อว่าเราต้องมียุทธศาสตร์ยุทธวิธีคร่าวๆ มีอุดมการณ์กว้างๆ แต่ให้ความเปลี่ยนแปลงมันเป็นไปโดยธรรมชาติมากกว่า

ที่สำคัญคือเราต่อสู้เพื่ออุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่อุดมการณ์สังคมนิยมที่ต้องไปฝังหัวใคร แล้วก็ไม่ใช่ว่าถึงชัยชนะแล้ว จะต้องเอาพิมพ์เขียวไปบังคับใคร เพราะเราแค่ต้องการทลายอำนาจที่ปิดกั้น เสรีประชาธิปไตยคือทุกคนมีเสรี ยกเว้นพวก พธม.ไม่ให้มีเสรี เพราะพวกนี้ไม่ต้องการประชาธิปไตย ต้องการ 70-30 (ฮา)

เอาแค่ที่บอกว่าการนำต้องปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ผิดแล้ว (ถ้าอย่างนั้นก็เอาพระนำสิ หามมาเลย) การต่อสู้วันนี้เป็นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ทางชนชั้น ถ้าผลประโยชน์สอดคล้อง ใครนำก็เอาด้วย ดูอย่างสนธิสิ ปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัวไหม พันธมิตรก็ยังยอมรับเป็นศาสดา

ใบตองแห้ง
9 ก.ย.53

กวีประชาไท: ยิงมาสิ

ที่มา ประชาไท


ยิงมาสิ!

ยิงมาสิ ยิงมาสิ ท็อปบูททมิฬ

ยิงมาสิ ให้โลกยิน การเข่นฆ่า

ยิงมาสิ กระสุนร้าย รับใช้ศักดินา

ที่มึงยิง ที่มึงฆ่า นั่น ประชาชน”

ยิงมาสิ ยิงมาสิ ยิงเข้าใส่

อย่าหวั่นไหว ลังเลใจ ทหารกล้า

เกียรติยศ เหรียญกล้าหาญ สำคัญกว่า

เลือด และน้ำตา ประชาชน”

ยิงมาสิ ! มึงมีกระสุนกูมีมวลชน

ดั่งใบไม้ที่ร่วงหล่นแล้วผลิบาน

คนทุกข์ทนบนแผ่นดินเป็นล้านๆ

จะไม่ยอมกราบกรานอำนาจมึง

ยิงมาสิ! ยิงมาสิ! จงยิงประชาชน

ก็สวรรค์เบื้องบนบัญชาไว้

พวกกบฏจะกดหัวจนวันตาย

มึงบังอาจท้าทายอำนาจกู

ยิงมาสิ! ยิงมาเถิด! ฉันพร้อมตาย

เพื่ออรุณรุ่งสดใสวันหน้า

แอกคราดจะปลดปล่อยแม้เลือดทา

ก็ทนทุกข์เจ็บปวดมานานเกินทน

ยิงมาสิ! ยิงมาสิ! ยิงมาสิ!

ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์

เมื่อละอ่อนร่องอกงาม .. ด่าพระไพศาล

ที่มา ประชาไท


พลันที่ได้อ่าน “ไม่เถียงแต่ด่า” ของ คุณคำ ผกา ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด (3-9 ก.ย.53) มีเนื้อหาวิวาทะที่เธอมีต่อวิสัชนาของพระไพศาล วิสาโล ที่ตอบข้อวิพากษ์ของคุณภัควดีที่มีต่อบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล(http://www.visalo.org/article/letterToPakawadee.htm) บทความ “ไม่เถียงแต่ด่า” กระตุกความสนใจตั้งแต่กองบรรณาธิการ คิดคำประกอบพาดปกหนังสือ “ไม่เถียง แต่ “ด่า” อุบาสิกี คำ ผกา ขึ้น”ธรรมาสน์” เทศน์ พระไพศาล วิสาโล” อยู่ใต้ภาพหวือหวาเป็นเปลือยครึ่งตัวอลังการด้วยเสดสี อวดเต้าปทุมถันคู่งามที่เจ้าของโพสท่าถ่ายเชิงศิลปะอย่างหน้าระรื่น

พระพิศาล วิสาโล สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยมีบทบาทร่วมในแนวทางอหิงสาต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนเป็นเหตุให้ถูกล้อมปราบภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา 3 วัน ปัจจุบันเป็นพระนักเผยแผ่ นักคิดนักเขียนพระพุทธศาสนารุ่นใหม่ มีผลงานปรากฏในรูปสื่อโทรทัศน์ หนังสือ และบทความออกมาอย่างสม่ำเสมอ
บทบาทพระสงฆ์ในสังคมไทยนอกจากเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณ และเป็นตัวแทนในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ แล้ว ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันบทบาทพระสงฆ์ที่มีต่อการเมืองการปกครองของไทยมักเป็นภาพสะท้อนของแต่ละบริบทของสังคมในแต่ละช่วง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ เจ้าพระฝาง มหาเถราจารย์ชาวเหนือ เป็นก๊กใหญ่ก๊ก 1 ใน 5 มีเจตนาดีที่จะรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง แต่สุดท้ายทุกก๊กถูกปราบโดยก๊กสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้าพระฝาง มีสถานภาพเป็นพระภิกษุแต่ก็มีส่วนในการช่วยบ้านเมืองดังทราบกันดีในประวัติศาสตร์ชาติไทย
สมเด็จพระพนรัตน วัดป่าแก้ว ต้นตำหรับพระสงฆ์กับการเมืองไทย อันจะเป็นแบบอย่างของการเกี่ยวข้องกับการเมืองของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้
เมื่อครา พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือกรุงหงสาวดี ภายหลังชัยชนะในครั้งนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้โปรดให้ลูกขุนปรึกษาโทษข้าราชการชั้นแม่ทัพนายกองที่ทิ้งให้สองพระองค์พลัดหลงอยู่ในวงล้อมข้าศึก มีโทษถึงประหารชีวิตหลายคน
สมเด็จพระนพรัตน เป็นผู้มีปรีชาสามารถ แตกฉานในพระพุทธวจนะ ได้พาพระราชาคณะ ๒๕ รูป เข้าไปเฝ้าถวายพระพรถามข่าวสงคราม และด้วยวาทะหลักแหลมของท่าน ได้ช่วยให้บรรดาข้าราชบริพารซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตแล้ว ให้รอดพ้นจากพระราชอาญาโทษได้
ต้นปีระกา พ.ศ.2308 กษัตริย์พม่าประสงค์จะตีกรุงศรีอยุธยา จึงให้กองทัพเข้ามาทางเมืองเชียงใหม่ ลงมาตีกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียเอกราชเป็นครั้งที่ ๒ นั้น ได้เกิดวีรกรรมขึ้น ชาวบ้านเมืองสิงห์ เมืองวิเศษไชยชาญ เมืองสรรค์ได้รวมตัวกันที่บ้านบางระจัน ต่อสู้กับพม่าอย่างเต็มกำลังความสามารถไม่ให้กรุงศรีอยุธยาแตกได้ถึง ๕ เดือน โดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นได้มาเป็นที่พึ่งทางใจบำรุงขวัญและกำลังใจของชาวบ้านด้วยการลงผ้าประเจียดและตะกรุด พิศมร แจกจ่ายแก่ชาวบ้านและผู้นำชาวบ้านที่ค่ายบางระจัน
หรือแม้แต่ต้นกรุงรัตนโกสิทร์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมรังสี) มีความเป็นห่วงว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) จะทรงหมกมุ่นในเรื่องกามคุณเพราะ สมัยนั้นมีข้าราชบริพารนิยมเอาบุตรหลานทั้งชายหญิงเข้ามาถวายตัวรับใช้ในพระราชวังมาก ผู้ชายเข้าไปเป็นมหาดเล็ก แต่สำหรับผู้หญิงก็ต้องไปเป็นพระสนม เมื่อพระสนมมีมาก พระเจ้าอยู่หัวก็ต้องทรงดูแลใส่พระทัยมากไปด้วยเหมือนกัน
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เกรงว่า พระเจ้าอยู่หัวจะทรงหมกมุ่นในเรื่องมาตุคามมาก จนหลงลืมราชการบ้านเมืองไป เวลากลางวันแสก ๆ จึงได้จุดไต้เข้าไปในพระราชวัง ในระหว่างที่เดินไปนั้น พร่ำพูดว่า “ในวังนี้ไม่มืดมนนักหรอก !
พวกข้าราชบริพารพบท่านเข้า จึงได้นำความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบ พระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จออกมาที่พระลานหน้าพระราชวังแล้วก็ตรัสกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า “ รู้แล้วล่ะ เออ กลับไปเถอะ
กล่าวเช่นนี้ ใช่ว่าจะยกให้พระไพศาล มีกฤษฎาบารมีเยี่ยงอดีตมหาเถราจารย์ เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าบทบาทพระสงฆ์กับการเมืองก็มีบ้างตามยุคตามสมัย อยู่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนาน กรณีพระไพศาลผมก็หาได้เห็นด้วยกับบทสัมภาษณ์และงานเขียนของพระไพศาลทั้งหมด เพียงแต่อยากให้ปุถุชนทึบหนาเช่นเราฉุดคิดว่าเราควรกำหนดท่าทีต่อบทบาทของพระสงฆ์อย่างไร จึงจะพองาม และพระสงฆ์เองก็ควรตระหนักในบทความร่วมสมัยของท่านด้วย
กรณีบทความ “ไม่เถียงแต่ด่า” ที่คุณคำ ผกา มีต่อพระไพศาล นั้น เมื่อผมบรรจงอ่านไล่เลียงไปจนจบ โดยระหว่างบรรทัดนั้น ค่อนจะตะขวิดตะขวางต่อวลีไม่สุภาพคล้ายผรุสวาจาที่เธอประดิษฐ์ประดอยออกมาเป็นระยะๆ บางคำถึงขั้นเพื่อนฝูงหรือแม้แต่น้องๆ ในสำนักงาน ยิงคำถามใส่ผมว่า “คิดอย่างไร ” เพราะรู้ว่าผมเคยอยู่ในแวดวงดงขมิ้นมาก่อน เป็นมากกว่าขะโยม (เด็กวัด) เสียด้วยซ้ำ
ผมเป็นชาวเหนือค่อนจะภูมิใจและติดตามงานของคุณคำ ผกาที่มีพื้นเพอยู่ไม่ไกลกันนัก ผมเองเห็นด้วยและคล้อยตามหลายประเด็นที่ คุณคำ ผกา ได้วิจารณ์แนวการสัมภาษณ์และบทความของพระไพพล อย่างเรียกได้ว่าแทบจะพูดแทนได้ดียิ่งกว่าที่ใจคิด เพราะจากการติดตามงานของพระไพศาล พักหลังๆ ก็ดูจะค่อนไปอย่างที่คุณคำ ผกา วิจารณ์อยู่บ้าง แต่บางทีคำบางคำที่จะใช้สำหรับบางสถานะบุคคลต้องคำนึงถึงมารยาททางสังคมด้วย น่าจะเหมาะ
เอาหละ..ครับ..ในที่นี้ขอนำบางช่วงที่คุณคำ ผกา นำเสนอไว้ “ ได้อ่านบทสัมภาษณ์และบทความของพระไพศาล วิสาโล อยู่เนือง ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงสาม-สี่เดือนที่ผ่านมาด้วยความอดทน เพราะยิ่งอ่านยิ่งสัมผัสถึงความดัดจริตของท่านชัดเจน” ...ยิ่งวรรคทองที่เธอขมวดว่า “อ่านแล้ว แหวะ แหวะ จะอ๊วก! (และนั่น คืออารมณ์ที่แท้ของฉันเมื่ออ่านบทความพระไพศาล” เป็นไงครับ..สะอึกไหม ถ้าเป็นคนจำพวกฮาร์ดคอร์ดุเดือดเลือดพล่านก็คงสะใจ แต่หากลึกซึ้ง ละเอียดอ่อนจะว่ากระไร
ท่านผู้อ่านลองทบทวนประโยคนี้ของ คุณคำ ผกา “ท่านพูดออกมาได้อย่างไรว่า ตราบใดที่ผลการสอบสวนยังไม่ออกมาว่า “ใครฆ่า” อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมที่จะเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี! นี่เป็นสิ่งที่พระอย่างท่านต้องทบทวนให้จงหนัก ต้องล้วงลึกตรวจสอบสภาวะจิตใจของท่านให้จงหนักว่า แท้จริงแล้ว ท่านคงความเป็นกลางอย่างที่ชอบอ้างหรือไม่ เพราะนี่หากไม่เป็นการตบตาประชาชน ท่านก็ตบตาตนเองจนบอดสนิท” ดูเหมือนว่าคุณคำ ผกา กำลังสอน(ผมไม่ใช้คำว่าขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เพราะไม่ควรยิ่ง) พระไพศาล และได้ตัดสินอะไรบางอย่างในตัวพระไพศาลไปเรียบร้อยแล้ว
ทัศนะที่คุณคำ ผกา มีต่อพระไพศาล หากดูจากคนข้างนอกดูเหมือนว่าจะเป็นการแสดงท่าทีที่ไม่เหมาะสมยิ่ง ตรงบทสรุปของคุณคำ ผกา ที่ขมวดตบท้ายว่า“บอกตามตรงว่ามันน่าขยะแขยงในสายตาโลกียชนอย่างเราๆ” อันที่จริงคุณคำ ผกาควรจะใช้คำว่า “ฉัน” แทนคำว่า “เราๆ” เพราะเชื่อว่ามีปุถุชนในโลกนี้อีกจำนวนไม่น้อย ที่อาจมีความเห็นแย้งกับพระไพศาล แต่จะยังไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินท่าน เพียงเพราะมีทัศนะที่ไม่ตรงกันในบางเหตุการณ์ และจะไม่เลือกใช้คำที่ไม่น่าเชื่อว่ากลั่นมาจากผู้ชื่อว่าได้รับการศึกษาถึงปริญญาเอกเช่นนี้
แม้ในบทวิสัชนาของพระไพศาล ท่านเองจะระบุว่า “ใครก็ตามย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อาตมาได้อยู่ดี เพราะพระภิกษุนั้นไม่ควรอยู่เหนือคำวิจารณ์ และสมควรถูกวิจารณ์ด้วยหากคิด พูด หรือทำไม่ถูกต้อง (ในสังคมไทยสมัยก่อน เป็นเรื่องธรรมดามากที่พระจะตกเป็นหัวข้อของการนินทาและวิจารณ์ประชดประชันอย่างเผ็ดร้อนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ นิทานตาเถรยายชี โดยชาวบ้านที่นับถือพระศาสนา ) ดังนั้นอาตมาจึงเห็นด้วยกับคุณภัควดีว่า “หากจะมีผู้อ่านท่านใดมาวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าผู้เขียน โดยยกเอาบาปกรรมนรกมายัดเยียดให้ ย่อมเป็นเรื่องไร้สาระ”
ถึงกระนั้นท่าทีที่เราควรทำกับพระในฐานะผู้นำด้านจิตวิญญาณหรือจะในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกก็ตาม ความมุ่งดีต่อกัน ความเป็นกัลยาณมิตรก็ควรหลงเหลืออยู่บ้าง หาใช่คำกล่าวคำหยาบ คำด่า หรือมีเจตนาที่อยู่ในโทสะมูลจิต พูดด้วยอาการกระแทกกระทั้น กดให้ท่านต่ำลง
คุณคำ ผกา “ไม่เถียงแต่ด่า” พระ บาปไม่บาปผมไม่รับรู้ ขึ้นอยู่กับจิตของคุณคำ ผกา แต่หากมองจากมุมมารยาททางสังคมก็ดูจะสุ่มเสี่ยงยิ่งนัก
มีคำฝากเตือนถึงคุณคำ ผกา ด่าพระ ระวัง...ขี้กลากจะขึ้นหัว นรกจะกินกระบาล
ใครจะว่าไร้สาระ ก็ช่างเถอะ.....
……..
อ้างอิง
http://www.src.ac.th/web/index.php?option=content&task=view&id=427

http://www.mbu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=543&Itemid=148