WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 18, 2010

๑๙ กันยานี้ พรรคเพื่อไทย จะปรองดองหรือจะยอมแพ้?

ที่มา ประชาไท

ขบวน การเสื้อแดงได้สร้างประวัติศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่น่า ภูมิใจ ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการรากหญ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่การต่อสู้ต้องกระทำท่ามกลางความเจ็บปวด และการเสียสละ

ใครๆ พูดเรื่องปรองดองก็ได้ ฟังแล้วดูดีทั้งนั้นถ้าไม่พิจารณาความหมายของการปรองดอง ใครๆ ก็คงต้องการสันติภาพและความสงบสุข ถ้าแค่พูดลอยๆ นามธรรม แต่ในโลกจริงเราต้องทราบว่าในรูปธรรมการปรองดองหมายความว่าอะไร และสันติภาพและความสงบสุขจะสร้างบนเงื่อนไขอะไร

สิ่งที่เสื้อแดงทุกคนต้องการคือ

1. ประชาธิปไตยแท้
2. การยกเลิกสองมาตรฐานทางกฎหมาย
3. การปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน
4. การลงโทษผู้ที่สั่งฆ่าประชาชน

นี่ คือประเด็นสำคัญพื้นฐาน และเป็นเงื่อนไขสามัญในการสร้างประชาธิปไตย และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน นอกจากนี้มันเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สุดขั้วเกินเหตุแต่อย่างใด แล้วทำไม พรรคเพื่อไทย ไม่พูดถึงประเด็นเหล่านี้ในรูปธรรม?
รัฐบาลอำมาตย์ของ อภิสิทธิ์เสนออะไรเพื่อปรองดอง? รัฐบาลอำมาตย์เสนอว่าควรจะมีการเจรจา แต่ในการเจรจาจะต้องไม่มีแกนนำสำคัญของขบวนการเสื้อแดง เช่นคุณจตุพร นอกจากนี้รัฐบาลอำมาตย์ไม่สัญญาหรือให้อะไรทั้งสิ้น จบแค่นี้ แต่มีข้อเรียกร้องต่อคนเสื้อแดงมากมาย เช่น “คนเสื้อแดงต้องยุติการเคลื่อนไหว” “คนเสื้อแดงต้องยุติการผลิตสื่อของตนเอง” “คนเสื้อแดงต้องไม่ก่อความรุนแรง” อันหลังนี้หน้าด้านมาก เพราะผู้ที่ใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชนคือรัฐบาลอภิสิทธิ์กับทหาร

สิ่ง ที่อำมาตย์กำลังทำไม่ใช่การปรองดองแต่อย่างใด มันเป็นพฤติกรรมของโจรนักเลงต่างหาก คืออำมาตย์มันเอารถถังและทหารมาปล้นประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพเมื่อ 19 กันยายน 2549 มันทำลายรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มันล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้ศาล มันยุบพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดสองรอบ มันก่อความวุ่นวายที่สนามบินด้วยกองกำลังอันธพาล มันตั้งรัฐบาลเผด็จการภายใต้อภิสิทธิ์ มันเซ็นเซอร์สื่อ แล้วมันฆ่าประชาชนในเมษายน 2552 และเมษายน พฤษภาคม 2553 และคนที่ไม่โดนฆ่าก็ถูกจับเข้าคุก จนตอนนี้ไทยมีนักโทษการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์.... เสร็จแล้วอำมาตย์มันหันมาบอกคนเสื้อแดงว่า “พวกคุณเลิกได้แล้วเพื่อการปรองดอง” นั้นไม่ใช่ปรองดอง มันเป็นการข่มขู่ ไม่ต่างจากโจรที่ปล้นบ้านเสร็จแล้วบอกเจ้าของบ้านให้เลิกหาเรื่อง

“ปรองดอง” ของอภิสิทธิ์และอำมาตย์คือการบอกคนเสื้อแดงว่าฝ่ายมันจะรักษาอำนาจทุกอย่างไว้ และคนเสื้อแดงต้องยุติกิจกรรม

“ปรองดอง” ของอำมาตย์คือการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคที่มีรัฐบาลผสมของหลายพรรคที่แบ่ง กันกิน ผลัดกันนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยที่รัฐบาลนั้นอ่อนแอเพื่อเปิดช่องให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซง มันเป็นระบบที่อาศัยการซื้อขายเสียงอย่างเดียว ไม่ต้องเสนอนโยบายอะไรที่เป็นรูปธรรมหรือเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
แล้วปรองดองของผู้นำพรรคเพื่อไทยคืออะไร? ปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบายว่ามันคือ

1. การยอมรับการปรองดองของอภิสิทธิ์
2. การร่วมกันสร้างประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเท่าเทียม
3. การไม่สนับสนุนความรุนแรง
4. การร่วมถวายความจงรักภักดี
5. การเจรจากับอำมาตย์โดยที่เสื้อแดงไม่มีส่วนร่วม

มันมีแต่ “น้ำ” ไม่มีสาระอะไร แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ไม่มีการพูดถึงสี่ประเด็นสำคัญคือ

1. การปล่อยนักโทษการเมือง
2. การยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และการเซ็นเซอร์สื่อต่างๆ
3. การปูทางไปสู่การลงโทษผู้สั่งฆ่าประชาชน
4. การประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน และกติกาการเลือกตั้งที่โปรงใสและเป็นธรรม

คำ ถามที่คนเสื้อแดงต้องถามกับผู้นำพรรคเพื่อไทยคือ “คุณกำลังจะยอมแพ้เพื่อปกป้องอาชีพนักการเมืองของคุณ หรือคุณจะหาทางปรองดองโดยเป็นผู้แทนของคนเสื้อแดง”?

ถ้าจะมีการ ปรองดองที่ดีที่สุดเพื่อความสงบสุขของประเทศ ผู้กระทำความผิดต้องยอมรับผิด โดยการสัญญาว่าจะเลิกกระทำความผิด เช่น อำมาตย์ต้องสัญญาว่าจะฟังเสียงประชาชนโดยที่ไม่มีการแทรกแซงการเมืองโดยทหาร หรือองค์กรอื่น ต้องสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ที่ชัดเจน และ กกต. ต้องแต่งตั้งใหม่ให้มีคนที่เชื่อถือได้ว่าจะรักษากติกาประชาธิปไตย ต้องยกเลิกการเซ็นเซอร์และ พรก.เผด็จการ ต้องปล่อยนักโทษเสื้อแดงทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ต้องให้นายกรัฐมนตรี ผบทบ. และนายพลที่มีส่วนใน ศอฉ. ลางานและพักตำแหน่ง เพื่อให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนการฆ่าประชาชน ต้องประกาศด้วยว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนศาลที่ใช้สองมาตรฐานทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงฝ่ายอำมาตย์ไม่ยอมรับผิดแน่

เอาละ....ถ้าจะมีการปรองดอง อย่างน้อยสุดต้องมีการพบกันครึ่งทาง ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่ใช่ปรองดองแล้ว

การพบกันครึ่งทางคืออะไร?

1. ต้องประกันตัวนักโทษเสื้อแดงทุกคนทันทีและให้เข้าถึงทนาย
2. ต้องตั้งกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องเป็นฝ่ายเสื้อแดง(และไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย) อีกครึ่งหนึ่งเป็นคนของอำมาตย์
3. ต้องตั้งกรรมการอีกชุดในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสอบสวนรัฐประหาร 19 กันยา และการที่ศาลใช้สองมาตรฐานทางกฎหมาย
4. ต้องประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน และการปิดกั้นสื่อทันที เพื่อให้มีสื่อของทั้งสองฝ่ายที่ดำเนินการอย่างเสรีได้
5. ต้องประกาศวันยุบสภาและวันเลือกตั้ง และต้องแต่งตั้ง กกต. ใหม่ที่ประกอบไปด้วยคนที่ถูกเสนอจากฝ่ายเสื้อแดงครึ่งหนึ่งและฝ่ายอำมาตย์ ครึ่งหนึ่ง
6. การเจรจาต่างๆ ต้องเปิดกว้าง เจรจาในที่สาธารณะ และประกอบไปด้วยตัวแทนของทุกฝ่ายรวมถึงคนเสื้อแดงด้วย

คนเสื้อแดงต้องยื่นคำขาดต่อพรรคเพื่อไทย เราต้องพูดชัดๆ ว่า “อย่าประเมินคนเสื้อแดงต่ำเกินไป” “อย่าคิดว่าคนเสื้อแดงจะเลือกพรรคเพื่อไทยตลอดไปโดยไม่มีเงื่อนไข” และเงื่อนไขของคนเสื้อแดงคือ พรรคเพื่อไทยต้องฟังคนเสื้อแดงทั้งหมด และทำตัวเป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ในขบวนการเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยต้องเปิดรับคนเสื้อแดงเข้าไปสมัครเป็น สส. ต้องเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่จะครองใจประชาชน และถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ฟัง คนเสื้อแดงต้องสร้างพรรคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้แปลว่าคนเสื้อแดงต้องรักษาองค์กรด้วยกิจการต่อเนื่อง และต้องถกเถียงแลกเปลี่ยนจนทุกคนชัดเจนว่าต้องการอะไร

วอลล์สตรีทเจอร์นัล: ประเทศไทยตึงกับการชุมนุมรำลึก

ที่มา Thai E-News

โดย James Hookway และ วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช
ที่มา The Wall Street Journal
แปลไทยโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กันยายน 2553, 7.09 A.M. ET

กรุงเทพ มหานคร – กองกำลังความมั่นคงเตรียมพร้อมสำหรับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลช่วงสุด สัปดาห์ เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหารที่ขับไล่อดีตผู้นำ ทักษิณ ชินวัตรจากอำนาจ และนำพาเข้าสู่ยุคของความไม่มีเสถียรภาพ ที่ไม่สามารถขนานไปกับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย

เจ้า หน้าที่ตำรวจประมาณการว่าจะมีคนหลายร้อยคนที่เรียกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุม ที่หน้าเรือนจำกรุงเทพฯในวันศุกร์เช้าเพื่อวางดอกกุหลาบที่ประตูทางเข้า และเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำหลายคนที่ยังคงถูกคุมตัวด้วยข้อหาก่อการร้าย ภายหลังจากเหตุการณ์นองเลือดของการชุมนุมประท้วงที่กรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม

ผู้ จัดและเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ประท้วงอีกหลายพันที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ทั่วทั้งประเทศ ในวันดังกล่าว ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามที่จะก่อรูปก่อร่างหลังจากเงียบไปกว่าเดือน

“ระบบ กฎหมายที่นี่ไม่ยุติธรรม” กล่าวโดย เกต ปทุมชมพู แม่บ้านวัย 50 ปี ผู้ซึ่งมาถึงเรือนจำคลองเปรมกับเพื่อน ๆ กว่า 12 คน ตั้งแต่ตี 5 นอกจากนี้ยังมีป้ายแบนเนอร์เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำกว่า 250 คน ที่ถูกคุมตัวอยู่ในกรุงเทพฯและจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ

“นี่จะไม่ เป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะมาที่นี่” กล่าวโดย แกนนำเสื้อแดงและสมาชิกสภา จตุพร พรหมพันธุ์ “เราจะทำกิจกรรมเช่นนี้จนกว่าพี่น้องชายหญิงของเราจะถูกปล่อยตัว”

คน 91 คนถูกสังหารและอีกหลายร้อยคนบาดเจ็บในช่วงการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมประท้วง และตำรวจในช่วง 2 เดือนในต้นปี การชุมนุมได้ถดถอยกลายเป็นการวางเพลิงและการจลาจล เมื่อรัฐบาลได้ใช้กองกำลังเข้าสลายการชุมนุมเมื่อ 19 พฤษภาคม

ตั้งแต่ นั้นมา พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ถูกประกาศใช้ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ผู้ที่สนับสนุนทักษิณ รวมตัวและเริ่มการประท้วงขึ้นใหม่ งานคอนเสิร์ตที่รีสอร์ทที่พัทยาดึงดูดผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 4,000 คน ในเดือนนี้ ในขณะที่เสื้อแดงเริ่มที่จะทดสอบข้อจำกัดของรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังจะทน ทานได้

ในขณะที่กรุงเทพมหานครยังคงอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน – เครื่องมือทางเทคนิคที่จะห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุมประท้วงทางการเมือง- และจำนวนของประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมวันศุกร์ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับกว่า แสนคนของผู้ชุมนุมที่เดินขบวนก่อนหน้านี้ การประท้วงหลักของสัปดาห์นี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการเคลื่อนขบวนที่มีกำหนดการ ที่จะเดินทางออกจากกรุงเทพฯไปสู่ภาคเหนือเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของคุณทักษิณ ที่ซึ่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ถูกประกาศใช้อีกครั้ง ผู้จัดคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่าพันคน

นักวิเคราะห์ทางการ เมืองกล่าวว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเสื้อแดง (หมายถึงสีเสื้อที่ใส่) จะมีความรุนแรงในการผลักดันประเด็นที่พวกเขารณรงค์เรื่องการเลือกตั้งใหม่ ขนาดไหน ผู้ชุมนุมหลายคนกล่าวว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2548 ที่ต่อต้านคุณทักษิณ เป็นเหตุการณืที่การเมืองไทยและระบบยุติธรรมถูกชักใยโดยกองทัพและข้าราชการ พวกอนุรักษ์นิยม เพื่อป้องกันการคุกคามต่อวัฒนธรรมของชนชั้นนำ ผู้ประท้วงได้เรียก การล่มสลายของรัฐบาลที่ฝักใฝ่ทักษิณในปี 2548 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญไทยตัดสิทธิ์พรรครัฐบาลที่มีเสียงข้างมากว่าละเมิด กฎหมายเลือกตั้งว่า “รัฐประหารซ่อนรูป”

ในขณะที่ กองทัพไทย กล่าวว่า คุณทักษิณถูกรัฐประหารเพราะทำให้ระบบตรวจสอบของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อ่อนแอลง อดีตผู้มีอิทธิพลทางระบบโทรคมนาคมท่านนี้ปัจจุบันอาศัยอยู่ต่างประเทศ ส่วนมากที่ดูไบและมอนเตเนโกร หลีกเลี่ยงจากการตัดสินจำคุกด้วยข้อหาทุจริต

คน เสื้อแดงและผู้สนับสนุนกำลังพบอุปสรรคนานาปการ พรรคผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภาไทย พรรคเพื่อไทย อยู่ในสภาวยุ่งเหยิง หลังจากผู้นำ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคในต้นเดือน เพื่อการปรับโครงสร้าง แต่คุณยงยุทธก็ถูกเลือกกลับมาเป็นหัวหน้าอีกในวันที่ 14 กันยายน เสมือนกับว่าไม่มีผู้ใดต้องการตำแหน่งหรือหาคนแทนไม่ได้

ส่วนบนท้อง ถนน นักเคลื่อนไหวเสื้อแดงได้แบ่งออกเป็นสองพวกคือกลุ่มที่จะเคลื่อนไหวในที่ แจ้งและอีกกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐกล่าวหาว่ากลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่เกี่ยวโยงกับการ ระเบิดในกรุงเทพฯ หลังจากที่กองกำลังความมั่นคงพบระเบิด 3 จุดในเมืองกรุงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคน 1 คนเสียชีวิตและอีกกว่า 12 คนบาดเจ็บ จากการระเบิดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

และยังมีสัญญาณจาก นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่จะยังคงตรึงกำลังในประเทศ เพื่อเป็นส่วนช่วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ผูกกับการส่งออกที่มีกำลังสูงและการ เพิ่มของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่เพิ่มขึ้น 10.6 % ในช่วงครึ่งปีแรก เมื่อเทียบกับไตรมาสเดิมในปี 2552

การแต่งตั้งศัตรูที่ตายยากของ ทักษิณ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ทบ. วันที่ 1 ตุลาคม แสดงให้เห็นว่าชนชั้นนำที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ จะมีความอดทนน้อยลงต่อการประท้วงทางการเมืองในช่วงปีที่ผ่านมา

อย่าง ไรก็ดี ผู้นำเสื้อแดงเชื่อว่าพรรคฝ่ายค้าน เพื่อไทย จะยังคงสามารถชนะการเลือกตั้ง ซึ่งอภิสิทธิ์จะต้องประกาศเลือกตั้งใหม่ช่วงปลายปี 2011 ตามกฎหมาย ความเชื่อมั่นนี้ฝังรากมากจากความประทับใจในนโยบายประชานิยมของทักษิณ นโยบายสวัสดิการของคนในชนบท – เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์กล่าวว่ายุทธศาสตร์ของอภิสิทธิ์ยากที่จะแข่งขันด้วย

Write to James Hookway at james.hookway@wsj.com

Friday, September 17, 2010

ที่มา มติชน


โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553 มีมติแต่งตั้งนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตามที่นางพรทิวา นาคาสัย เจ้ากระทรวงเสนอ


นางบุญยิ่ง มีสามีชื่อนายวิวัฒน์ นิติกาญจนา อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.ราชบุรีเขต 2 สังกัดกลุ่มวังน้ำยมที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นหัวหน้ากลุ่ม


เมื่อนายสมศักดิ์แยกออกมาตั้งพรรคพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ให้นายวิวัฒน์ เป็นรองหัวหน้าพรรค(เนื่องจากนายสมศักดิ์ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพราะคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งการยุบพรรคไทยรักไทย) มีนางพรทิวา เป็นเลขาธิการพรรค


ปัจจุบัน นางพรทิวา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สังกัดภรรคภูมิใจไทย(ในฐานะเลขาธิการพรรค)ในโควต้าของกลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน


ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นางบุญยิ่ง ภรรยานายวิวัฒน์(ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย)ได้รับแต่งตั้งเป็นกุนซือของนางพรทิวา

นอก จากความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แนบแน่นแล้ว การได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ย่อมทำให้นางบุญยิ่งมีอิทธิพลและ เป็นที่เกรงอกเกรงใจของข้าราชการประจำในสังกัดกระทรวงพาณิชย์


เพราะ ในทางปฏิบัติแล้ว รัฐมนตรีอาจมอบหมายงานให้ที่ปรึกษาช่วยดูแลงานด้านใดด้าหนนึ่งหรือที่ปรึกษา บางคนมีบทบาทอย่างสูงในการช่วยรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน


แต่แล้วจู่ๆ เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ก็มี บริษัท กาญจนาพันธ์ ฟาร์ม จำกัด หนองลังกาฟาร์ม และ ไพรสะเดาฟาร์ม (ในเครือของบริษัท กาญจนาฟาร์ม จำกัด ของที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนายวิวัฒน์ -นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และผู้ถือหุ้นใหญ่) เข้าร่วมประมูล มันเส้นล็อตใหญ่กว่า 250,251 ตัน มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท จากโกดังของรัฐบาลซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/52


ปรากฏว่า บริษัททั้ง 3 ราย((จากผู้ยื่นประมูล 7 ราย)ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานดำเนินการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะทำงาน


จากนั้นเสนอเรื่องให้นางพรทิวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการตลาดมันสำปะหลังอนุมัติและนำเสนอ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง


จนกระทั่งมีการนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติเมื่อวันที่ 24 สิหงาคม 2553 ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม ในช่วงการประมูลไม่มีการเปิดเผยว่า บริษัททั้ง3 แห่งเป็นบริษัทในเครือของที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์


แต่ ถูกสื่อมวลชนเปิดโปง มีการนำเอกสารหลักฐานมาเชื่อมโยงให้เห็นกันอย่างชัดเจนว่า บริษัทที่เข้าประมูลรวมถึงตัวบุคคลมีสายสัมพันธ์กันอย่างไรกับบริษัทของที่ ปรึกษารัฐมนตรี (ดู "แกะรอยประมูลมันเส้นฉาว "กาญจนาฟาร์ม & กาญจนพันธ์ฯ" ยึดหัวหาด กวาดเรียบ 2.5 แสนตั" ในมติชน, 13 กันยายน 2553 หรือ มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284370023&grpid=01&catid=00)


จากพฤติการณ์ดังกล่าวในการประมูล อาจเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เพราะการที่ผู้เข้าประมูลและชนะการประมูลเป็นบริษัทในเครือของของที่ปรึกษา รัฐมนตรีทั้งหมดอย่างบังเอิญ ทำให้อาจมีการ"ฮั้ว" สมยอมราคาหรือตกลงราคากัน


นอกจากนั้น อาจทำให้สาธารณชนเชื่อว่า มีการใช้อิทธิพลของที่ปรึกษารัฐมนตรีเข้าแทรกแซงการประมูลครั้งนี้ด้วยหรือไม่


การ กระทำผิดในลักษณะนี้ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่1 - 3 ปี และปรับร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดหรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับ หน่วยงานของรัฐ


ขณะ เดียวกัน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจอนุมัติ การพิจารณาหรือการดำเนินการใด ๆ( อาจเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาการประมูล รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง รองนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ) รู้หรือมีพฤติการณ์ปรากฏแจ้งชัดว่า ควรรู้ว่า การเสนอราคามีการกระทำความผิด ละเว้นไม่ดำเนินการเพื่อให้มีการยกเลิกการการประมูล ต้องมีความผิดฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท


การ ที่บริษัทในเครือของที่ปรึกษารัฐมนตรีเข้าร่วมประมูลมันเส้น มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทและชนะการประมูลอย่างบังเอิญโดยพร้อมเพรียงดังกล่าว แม้ยังไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดอาญาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง(เนื่อง จากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ประกาศให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางารเมืองอื่น นอจากคณะรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องห้ามกระทำตามมาตรา 100 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542)


แต่ พฤติการณ์ดังกล่าวที่ปรากฏอย่างชัดเจน ยังไม่เพียงพออีกหรือที่นายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่กล่าวอ้างว่า รังเกียจการทุจริตและวางกฎ 9 ข้อให้รัฐมนตรีปฏิบัติ จะแสดงให้เห็นประจักษ์แจ้งในคำกล่าวอ้างดังกล่าว


เพื่อพิสูจน์ว่า มิใช่ปล่อยการกล่าวอ้างลอยๆเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองเท่านั้น

"อาการและสมุฏฐานของรัฐที่กำลังล้มเหลว"

ที่มา มติชน

โดย เกษียร เตชะพีระ

หลาย ปีหลังนี้ การศึกษาค้นคว้า-ประเมินวัด-คาดการณ์ว่ารัฐไหนประเทศใดบ้างตกอยู่ในภาวะ เปราะบาง (fragile states) และอาจล้มเหลว (failed states) กลายเป็นอุตสาหกรรมการวิจัยที่บูมใหญ่ในหมู่นักรัฐศาสตร์-สังคมศาสตร์ตะวัน ตก


ทั้ง นี้ เพราะรัฐอ่อนแอทั้งหลายถูกมองว่าอาจกลายเป็นแหล่งเพาะปัญหาความมั่นคง (เช่น การก่อการร้าย, แพร่กระจายอาวุธ, แก๊งอาชญากรข้ามชาติ, ยาเสพติด, โรคระบาด, สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม, ความขัดแย้งและสงครามกลางเมือง ฯลฯ) ที่แผ่ขยายลุกลามข้ามพรมแดนของชาติตัวเองออกไปถึงระดับภูมิภาคและโลกได้ใน โครงข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองการทหารแบบโลกาภิวัตน์ เช่น อัฟกานิสถาน -->การก่อการร้ายและยาเสพติด, ปากีสถานและเกาหลีเหนือ -->ระเบิดนิวเคลียร์, พม่า -->ผู้ลี้ภัยสงครามและยาเสพติด เป็นต้น


มัน จึงเป็นที่สนใจของรัฐบาลมหาอำนาจอเมริกันและพันธมิตรตะวันตก, องค์การระหว่างประเทศ, บรรษัทข้ามชาติ, นักลงทุน, หน่วยงานองค์กรให้ความช่วยเหลือของทั้งภาครัฐและเอกชน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 เป็นต้นมา เหล่านี้ส่งผลให้มีการเปิดศูนย์ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยปัญหานี้และจัด อันดับรัฐล้มเหลวทั่วโลกประจำปีกันหลายสำนัก อาทิ: -


-โครงการ จัดทำ The Failed States Index ของนิตยสาร Foreign Policy ร่วมกับ The Fund for Peace ในสหรัฐอเมริกา (ดูผลสำรวจปีล่าสุด "Failed States Index Scores 2010" ได้ที่ www.fundforpeace.org/web/index.php?option=com_content&task=view&id=452&Itemid=900)


-Political Instability Task Force/State Failure project ของ The Center for Systemic Peace (CSP) ร่วมกับ The Center for Global Policy ณ George Mason University ในสหรัฐอเมริกา (ดูผลสำรวจปีล่าสุด "State Fragility Index and Matrix 2009" ได้ที่ www.systemicpeace.org/SFImatrix2009c.pdf )


-The Failed and Fragile States project ของ Country Indicators for Foreign Policy (CIFP) และ The Norman Paterson School of International Affairs (NPSIA) แห่ง Carleton University ประเทศแคนาดา (ดูผลสำรวจปีล่าสุด "2008/2009 Country Indicators for Foreign Policy Fragile States Index" ได้ที่ www.carleton.ca/cifp/app/serve.php/1242.pdf)


-The Crisis State Research Centre (CSRC) ตั้งอยู่ที่ Development Studies Institute ณ London School of Economics and Political Science (LSE) กรุงลอนดอน และได้ทุนอุดหนุนจาก UKaid, Department of International Development ของรัฐบาลอังกฤษ (ดูงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาความเปราะบางและล้มเหลวของรัฐต่างๆ โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา, เอเชียใต้ และละตินอเมริกา ได้ที่ www.crisisstates.com/) เป็นต้น


ใน บรรดาเอกสารวิจัยรัฐล้มเหลวเบื้องต้นที่สำนักเหล่านี้เผยแพร่ ชิ้นที่สะดุดตาน่าสนใจและอ่านแล้วชวนคิดเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ในเมือง ไทยอย่างยิ่งคือชิ้นที่ชื่อ "Crisis, Fragile and Failed States: Definitions used by the CSRC" (รัฐในวิกฤต, เปราะบางและล้มเหลว: คำนิยามที่ศูนย์วิจัยรัฐในวิกฤตใช้ www.crisisstates.com/download/drc/FailedState.pdf)


ซึ่งผมขอนำมาเล่าต่อดังนี้: -


ชุด คำนิยามของ CSRC ซึ่งเป็นผลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.2006 ที่กรุงลอนดอน แบ่งประเภทรัฐที่ประสบปัญหาเสื่อมทรุดอ่อนแอออกเป็น 3 ประเภท กล่าวคือ 1.รัฐเปราะบาง (fragile state)--> 2.รัฐในวิกฤต (crisis state) และ--> 3.รัฐล้มเหลว (failed state) โดยนิยามลักษณะอาการทั่วไปของรัฐแต่ละประเภทไว้ดังนี้: -


1) รัฐเปราะบาง (หรือนัยหนึ่งรัฐที่ซุกระเบิดเวลาไว้ในโครงสร้างสถาบันของรัฐเอง)


-หมาย ถึงรัฐซึ่งระบบย่อยต่างๆ ของมันง่ายที่จะประสบวิกฤตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเปราะบางต่ออาการช็อคภายในและภายนอก รวมทั้งความขัดแย้งในประเทศและระดับสากล


-ปมเงื่อนใจกลางของอาการเปราะบางคือการจัดระเบียบสถาบันของรัฐดังที่เป็นอยู่นั้นทรงไว้หรืออาจกระทั่งสงวนรักษาไว้ซึ่งเงื่อนไขที่จะนำไปสู่วิกฤต กล่าวคือ: -


-สถาบัน เศรษฐกิจ โดยเฉพาะระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังที่เป็นอยู่ ไปสกัดขัดขวางจนเศรษฐกิจโตช้าหรือชะงักงัน, หรือทรงไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำสุดโต่งในแง่ทรัพย์สินและการเข้าถึงที่ดินหรือ ปัจจัยการดำรงชีพอื่น


-สถาบันสังคมทรงไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำสุดโต่งหรือปิดกั้นตีบตันจนชาวบ้านเข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาพหรือการศึกษา


-สถาบัน การเมืองยึดหยั่งกลุ่มแนวร่วมที่กุมอำนาจให้สืบทอดอำนาจต่อโดยกีดกันกลุ่ม อื่นออกไป (ไม่ว่าจะกีดกันบนฐานชาติพันธุ์, ศาสนาหรือภูมิภาคก็ตามที), หรือทำให้การเมืองแบ่งแยกแตกฝ่ายแยกขั้วสุดโต่ง, หรือทำให้หน่วยงานความมั่นคงแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ


-การ จัดระเบียบสถาบันตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจึงเปราะบางต่อการถูกท้าทายโดย ระบบสถาบันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสถาบันที่มาจากสิทธิอำนาจตามประเพณีแต่เดิม, บรรดาชุมชนที่ตกอยู่ใต้แรงกดดันโดยรัฐไม่ใส่ใจดูแล, พวกขุนศึก, หรือนายหน้าอำนาจนอกภาครัฐอื่นใด


-ตัว แบบที่ตรงข้ามกับรัฐเปราะบางคือ "รัฐมั่นคง" ที่ซึ่งการจัดระเบียบสถาบันกระแสหลักหรือตามกฎหมายดูจะสามารถทนทานอาการช็อค ภายในและภายนอก ส่วนการแข็งข้อต่อต้านก็ยังคงอยู่ในกรอบระเบียบสถาบันที่ปกครองอยู่


2) รัฐในวิกฤต (หรือรัฐที่โดนระเบิดตูมจนทรุดตัว ทำท่าจะล่มมิล่มแหล่)


-หมาย ถึงรัฐที่อยู่ใต้แรงกดดันอย่างหนักหน่วง สถาบันปกครองเผชิญการแข็งข้อต่อต้านอย่างร้ายแรงและอาจหมดปัญญาความสามารถ ที่จะจัดการความขัดแย้งและอาการช็อคเหล่านั้นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งรัฐตกอยู่ในอันตรายที่จะล่มสลายนั่นเอง


-พึง เข้าใจว่าภาวะวิกฤตของรัฐไม่ใช่สภาวะสัมบูรณ์ หากเกิดขึ้น ณ จังหวะเวลาหนึ่ง ฉะนั้น รัฐจึงอาจเข้าสู่ "ภาวะวิกฤต" แล้วฟื้นตัวกลับคืนมาได้, หรืออาจตกอยู่ในวิกฤตค่อนข้างยืดเยื้อยาวนาน, หรืออาจกระทั่งเสื่อมทรุดและล่มสลายไปเลยก็เป็นได้เช่นกัน


-กระบวนการดังกล่าวอาจนำไปสู่การก่อตัวของรัฐใหม่, หรือสงครามและจลาจล, หรือการสร้างเสริมระบอบเก่าให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง


-อาจ เกิดวิกฤตเฉพาะส่วนในระบบย่อยต่างๆ ของรัฐด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตโรคเอดส์, บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย, วิกฤตรัฐธรรมนูญ เป็นต้น แม้วิกฤตเฉพาะส่วนเหล่านี้โดยตัวมันเองอาจไม่ถึงกับก่อให้เกิดภาวะวิกฤตของ รัฐโดยทั่วไป แต่ถ้ามันหนักข้อรุนแรงถึงขนาดหรือเรื้อรังยาวนานออกไปก็อาจทำให้รัฐทั้งรัฐ ตกอยู่ในวิกฤตทั่วไปได้


-ตัว แบบตรงข้ามกับรัฐในวิกฤตคือ "รัฐคืนสภาพ" ที่ซึ่งโดยทั่วไปสถาบันทั้งหลายสามารถรับมือความขัดแย้ง, จัดการวิกฤตในระบบย่อยต่างๆ ของรัฐ, ตอบโต้การแข็งข้อต่อต้าน ฯลฯ นับเป็นสถานะที่อยู่ในช่วงกลางระหว่างรัฐเปราะบางกับรัฐมั่นคง


3) รัฐล้มเหลว (หรือรัฐล่มสลายนั่นเอง)


-หมาย ถึงรัฐที่ไม่สามารถทำหน้าที่พื้นฐานด้านรักษาความมั่นคงและพัฒนาประเทศอีก ต่อไป, ไม่อาจควบคุมอาณาดินแดนและพรมแดนอย่างมีประสิทธิผล, และไม่สามารถผลิตซ้ำเงื่อนไขแห่งการดำรงอยู่ของตัวมันเองได้-ซึ่งแตกต่างจาก รัฐที่เพียงแค่ทำหน้าที่แย่เท่านั้น


-ตัว แบบตรงข้ามของรัฐล้มเหลว ได้แก่ "รัฐทนทาน" อย่างไรก็ตาม การจะขีดลากเส้นแบ่งเด็ดขาดระหว่างรัฐสองแบบนี้ว่าอยู่ตรงไหน? หมดสภาพ "รัฐทนทาน" เมื่อไหร่?เริ่มกลายเป็นรัฐล้มเหลว ณ จุดใดกันแน่? นั้นยากจะทำได้ เพราะแม้ในรัฐล้มเหลว ก็อาจมีเชื้อมูลบางอย่างของรัฐดำรงอยู่ต่อไป เช่น องค์กรรัฐในระดับท้องถิ่น เป็นต้น


-สรุปเป็นอาการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของรัฐได้ว่า: [รัฐมั่นคง<-- -->รัฐคืนสภาพ<-- -->รัฐเปราะบาง<-- -->รัฐในวิกฤต<-- -->รัฐทนทาน<-- -->รัฐล้มเหลว]


-ใน ความหมายนี้ จึงรัดกุมกว่าที่จะบรรยายสภาพอาการโดยรวมของรัฐที่อาจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ขึ้นๆ ลงๆ ผ่านภาวะต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นว่า "รัฐที่กำลังล้มเหลว" (failing states) แทน


ส่วน สมุฏฐานของอาการรัฐเปราะบาง-ล้มเหลวดังกล่าวนั้น Dr.JonathanDi John อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองสังกัด Department of Development Studies, School of Oriental and African Studies (SOAS), University of London ได้วิพากษ์วิจารณ์งานศึกษาวิจัยเรื่องนี้ทั้งหลายที่ผ่านมาและสังเคราะห์ เสนอขึ้นใหม่ว่ามันเกิดจากการมาประจวบพ้องพานกันของกระบวนการทางประวัติ ศาสตร์ 5 ประการ ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา/ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก่อความตึงเครียด/แรงกดดันสูง รัฐไหนประเทศใดรับมือจัดการไม่ไหวหรือไม่เหมาะสมก็จะเสื่อมทรุดและอาจมีอัน เป็นไป รัฐไหนประเทศใดรับมือได้ก็ทนทาน-คืนสภาพ-มั่นคงสืบไป ("Conceptualising the Causes and Consequences of Failed States: A Critical Review of the Literature", Crisis State Research Centre, LSE, 2008) ได้แก่: -


1) การก่อตัวของรัฐสมัยใหม่


กรณี ไทยเราเริ่มต้นจากการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามมาด้วยการปฏิวัติ/รัฐประหาร/ปฏิรูปการเมือง (เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจ) และปรับแต่งระบบบริหารราชการครั้งต่างๆ ล่าสุดคือการปฏิรูปการเมืองในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งยังคงส่งผลสะท้อนทั้งด้านตรง/ด้านกลับ (กระแสปฏิปักษ์ปฏิรูปและต่อต้านประชาธิปไตย, เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง) จนถึงปัจจุบัน


2) การพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมทีหลัง


แก่น ของเรื่องคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทุนนิยมในประเทศล้าหลังผ่านการเติบโตอย่าง ไม่สมดุล (unbalanced growth) โดยรัฐวางนโยบายเจืออคติเลือกทุ่มทรัพยากรส่งเสริมเอื้อเฟื้อเศรษฐกิจบางภาค ส่วน (อุตสาหกรรม-บริการภาคเมือง-ส่งออก) ด้วยการเอาเปรียบเศรษฐกิจภาคส่วนอื่น (เกษตรกรรม-ชนบท-ตลาดในประเทศ),


โยก ย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างไม่เท่าเทียมจากภาคส่วนอื่น มายังภาคส่วนเป้าหมาย (กดราคาพืชผล, กดค่าจ้างแรงงาน, ลดภาษีและค่าสาธารณูปโภคเพื่อส่งเสริมการลงทุน ฯลฯ)


ผลัก ดันให้เศรษฐกิจภาคส่วนเป้าหมายเติบโตก่อน, เพื่อสร้างชนชั้นนายทุนผู้ประกอบการที่มั่งคั่งขึ้นมาบุกเบิกการพัฒนา เศรษฐกิจ ภายใต้ข้ออ้างความเชื่อว่าความเจริญเติบโตก่อนในภาคส่วน-ชนชั้นเป้าหมายจะ "หยาดลงมาเอง" (trickle-down effect) สู่ภาคส่วน-ชนชั้นอื่นให้พลอยเจริญเติบโตกระเตื้องตามไปด้วยภายหลังในที่สุด


3) การสะสมทุนขั้นปฐม


ปัญหา คือการสะสมทุนขั้นปฐมผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างไม่เท่าเทียมนั้น สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขึ้นมากระหว่างภาคส่วนและชนชั้นต่างๆ


มัน เกิดขึ้นเพราะนโยบายเจืออคติของรัฐ ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ, อีกทั้งไม่แน่ว่าประชาชนโดยเฉพาะในภาคส่วนที่เสียเปรียบจะสมัครใจขานรับสนับ สนุนอย่างกว้างขวาง


การ เดินนโยบายเลือกภาคส่วน-ชนชั้นผู้ได้เปรียบ/ชนะ/ร่ำรวยก่อนทางเศรษฐกิจดัง กล่าวจึงทำให้รัฐเข้าไปเกี่ยวพันกับความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองอย่างมิอาจ เลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการอำนาจนิยมที่การต่อสู้เรียก ร้องกดดันนโยบายกระจายรายได้-สวัสดิการสังคมจากภาครัฐโดยประชาชนผู้เสีย เปรียบมิอาจทำได้อย่างเสรี และการ "หยาดลงมาเอง" ต้องหวังพึ่งแต่ความกรุณาปรานี-บริจาคการกุศล-สังคมสงเคราะห์จากภาคส่วน-ชน ชั้นผู้ได้เปรียบไปก่อนแล้วเท่านั้น


4) เจ้าหน้าที่รัฐ/นักการเมืองกินบ้านกินเมืองและเรียกเก็บค่าเช่าเศรษฐกิจแล้ว หว่านแจกชุบเลี้ยงพรรคพวกบริวารเพื่อกุมอำนาจอิทธิพล (patrimonial rent deployment)


5) เส้นสายอุปถัมภ์หรือการทุจริตติดสินบนเป็นกลไกหลักที่สังคมใช้ในการส่งอิทธิพลต่อรัฐ


(สองประการหลังนี้เมืองไทยเรารู้จักคุ้นเคยดี ป่วยการอธิบาย)

สำรวจ"สวนสันติธรรม"สถานที่(เลือก)ปฏิบัติ"ธรรม" ?

ที่มา มติชน


บริเวณสันติธรรม

อาคารปฏิบัติธรรม

กุฏิ

กุฏิ

โรงทาน

หนังสือแจกฟรี



บ้านอนาลโย

บ้านอนาลโย

ทางไปสวนสันติธรรม

ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ เดินทางไปสำรวจสวนสันติธรรม ศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม (สาขาวัดบูรพาราม พระอารามหลวง จ.สุรินทร์) 332/1 หมู่ 6 บ้านโค้งดารา ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีรั้วรอบขอบชิดริมถนนลูกรัง ด้านหน้ามีป้ายชื่อสถานที่พร้อมระบุเวลาเปิด 07.00-10.00 น. เดือนกันยายน3-5,10-12,16-18,24-25,30 สถานที่ส่วนบุคคล งดรับแขกนอกเวลาและในวันปิดศูนย์ ที่ประตูเหล็กบานใหญ่เขียนข้อความ"อนุญาตให้เข้ามา ในสวนสันติธรรมได้ เฉพาะผู้มาศึกษาปฏิบัติธรรม เท่านั้น"

บน พื้นที่เกือบ 50 ไร่ มีลานจอดรถรองรับได้จำนวนหนึ่ง บริเวณรอบๆมีการปลูกหญ้าเขียวขจีมีต้นไม้มองดูร่มรื่นบรรยากาศรอบๆศูนย์มี ภูเขาต้นไม้สูงโอบล้อมค่อนข้างห่างไกลจากบ้านเรือนประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็น ไร่-สวนหลังที่ใกล้สุดประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในมีรูปปั้นจำลองพระราชวุฒาจารย์ หลวงปู่อตุโล ตั้งอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่สำหรับรับฟังธรรมของลูกศิษย์ พระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร)เจ้าสำนักสวนสันติธรรม พระสายธรรมยุตินิกาย ภายในอาคารมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ด้านขวามีอาสนะสำหรับพระสงฆ์ตั้งเรียงอยู่ ด้านซ้ายมีตู้หนังสือและแผ่นซีดีธรรมะวางไว้แจกฟรีสำหรับผู้มาศึกษาธรรมคนละ 1 ชุด หากผู้ที่ต้องการมากกว่านั้นมีป้ายระบุโปรดช่วยค่าผลิตหนังสือและซีดีระบุ ราคาซีดีแผ่นละ 3 บาท หนังสือราคา 10-60 บาท

ถัด ไปเป็นอาคารโรงทานมีโครงหลังคาเปิดโล่งปูพื้นกระเบื้องมีโต๊ะเก้าอี้ยาววาง เรียงไว้สำหรับจัดเตรียมภัตตาหารสำหรับพระสงฆ์รวม 7 รูป และอาหารสำหรับลูกศิษย์ที่ไปปฏิบัติธรรม

จาก นั้นเจ้าหน้าที่ได้พาเดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ชั้นในซึ่งมีรั้วไม้กั้นเป็นเขต ปฏิบัติธรรมห้ามส่งเสียงดัง ภายในมีเรือนสีขาวก่อสร้างด้วยปูนยกสูงจากพื้นหลังคามุ้งกระเบื้องมีทั้งหมด 6 หลัง เจ้าหน้าที่เรียกว่า "กุฏิ" ไว้สำหรับผู้ที่มาปฏิบัติทำเรือนแต่ละหลังจากปลูกห่างกันรอบๆมีต้นไม้ล้อม รอบมีทางเดินเชื่อมไปถึงบ้านแต่ละหลัง เรือน 1 หลังอยู่ได้ 1 คน ทำให้คิวจองเข้าปฏิบัติธรรมในเรือน 6 หลังยาวไปถึงปีพ.ศ. 2561

ในส่วนของพระภิกษุสงฆ์เจ้าหน้าที่ไม่ได้พาเข้าไปสำรวจซึ่งมีรั้วไม้กั้นไว้อีกชั้นเช่นเดียวกัน

จาก การสอบถามลูกศิษย์ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่เดินทางมา จากจังหวัดอื่นและพื้นที่ระแวกใกล้เคียงที่ขับรถยนต์ส่วนตัวกันมาฟังธรรมและ ฝึกภาวนา ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่งเล่าว่า เราหลงงมงายในคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่งมงายในตัวบุคคลท่านไหนสอนดีเราก็ เชื่อถือศรัทธาไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ก็นับถือและการเดินทางมาที่สวนสันติธรรมถือว่าเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ฟัง ธรรมะจากแผ่นซีดีมากว่า 2 ปี จึงเดินทางมากับภรรยามาฝึกเจริญภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา การเรียนเหมือนแค่รู้แต่ไม่ได้ปฏิบัติก็ไม่รู้ว่าธรรมะที่แท้จริงคืออะไร ถ้าคนที่ไม่ภาวนาก็ไม่เข้าใจ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเงิน เรื่องที่ดิน เป็นเรื่องของทางโลกทั้งนั้นเราไม่ได้สนใจ

"ที่ มาเพราะหลวงพ่อสอนให้ศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนหลวงพ่อปราโมทย์บอกว่าท่านเพียงแค่เป็นผู้สื่อธรรมะออกให้เรายึดปฏิบัติ อย่ายึดในตัวท่านเพราะท่านเป็นเพียงพี่เลี้ยง แต่เข้าใจว่ามันต่างกันคนเป็นร้อยเป็นหมื่นจิตใจแตกต่างกัน ซึ่งจริตแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องยึดหลวงพ่อถึงจะมา บางคนต้องมาทำบุญถึงจะเข้าวัด บางคนทำมากถึงจะดูดี แต่วันนี้ที่มามาเอาธรรมะล้วนๆแต่คนที่มาถวายไม่รู้ไม่เข้าใจคนที่มาถวาย อะไร ตู้บริจาคก็ไม่มี ให้มาลองดูมาปฏิบัติไม่ใช่เข้าวัดแล้วต้องทำบุญมากๆ"

นายทิตติทรรศน์ จิรปิตุพงศ์ ลูกศิษย์ที่เดินทางมาฟังธรรมะที่สวนสันติธรรมกับเพื่อนอีก 2 คน กล่าวว่า การ ฝึกปฏิบัติต้องลองผิดลองถูกหาทางหลุดพ้น จะมีกี่คนที่เข้าถึงอาจจะมีหลายครูบาอาจารย์ที่ทำได้แต่ไม่ใช่ทุกคน หลวงพ่อปราโมทย์สอนเทคนิคที่เราต้องนำมาปรับให้เข้ากับตัวเองไม่ได้บอกว่า ให้ดูจิตแต่ให้เรารู้สภาพร่างกายเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ไม่ฟุ่งซ่าน รู้จักปล่อยวาง งดความอยากมีอยากได้ หากทุกคนรู้ว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าอยากหลุดพ้นคือไม่ขอเกิดดีกว่า

ทางด้านชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงสวนสันติธรรมกล่าว ถึง สถานปฎิบัติธรรมดังกล่าวว่า ไม่ได้เข้าไปฟังธรรมในสวนสันติธรรมมากนักเนื่องจากมีภาระกิจส่วนตัวต้องทำ ไม่สะดวกในการเข้าไปปฎิบัติธรรมหรือฟังธรรมเพราะต้องหาเช้ากินค่ำไม่มีเวลา ไปนั่งปฏิบัติธรรมจะมีบ้างก็พวกผู้สูงอายุที่จะเดินทางไป เพราะทางสวนสันติธรรมระบุเวลาเปิด-ปิดชัดเจน 07.00 - 10.00 น. หากช่วงนอกเหนือเวลาหรือวันที่ทางสวนสันติธรรมไม่ได้กำหนดว่าจะมีการเปิดสวน สันติธรรมก็จะไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าไปได้ จะมีก็แต่ชาวกรุงเทพฯขับรถกันมาช่วงที่ทางศูนย์มีงานรถจอดยาวเหยียดสองข้าง ทางยาวเป็น 4 กิโลเมตรมากันแต่เช้ตรู่แล้วสายๆก็กลับ

ชาว บ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงบางคนเคยเข้าไปในสวนปฎิบัติธรรม บางคนรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ตรงกับความต้องการจึงไม่ได้เข้าไปฟังธรรมหรือปฎิ บัติธรรมอีก แต่ชาวบ้านให้ความเห็นว่าผู้ที่จะเข้ามาที่สวนสันติธรรมเป็นผู้ให้ความสนใจ จากนอกพื้นที่เป็นส่วนใหญ่แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจมีผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ เคียงบ้าง แต่ก็คงเป็นส่วนน้อย โดยชาวบ้านบางส่วนได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมาบ้างแต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสโดย ตรงจึงไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แม้ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงก็ตาม

บางคน เล่าว่า ใน ปีแรกหลวงพ่อปราโมทย์เคยออกมาบิณฑบาตตั้งแต่ช่วงเวลา 06.00 น.แต่ระยะหลังไม่ได้ออกมามีพระอีก 4 รูปออกมาบิณฑบาต ยังได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่าน ส่วนกฎระเบียบที่ทางวัดจำกัดเวลาเปิด-ปิดคิดว่าแต่ละที่ก็มีกฎเกณฑ์ ส่วนที่ว่าทำให้เดือดร้อนรำคาญใจสำหรับแม่ค้าอาจจะได้ประโยชน์จากการขาย อาหารเครื่องดื่มด้วย

บางคนบอก ว่า เห็น นายทหารยศใหญ่ดูจากหมวกที่วางไว้หน้ารถมาจอดรถคุยด้วยบางคนเป็นหมอมาจาก พิษณุโลกเข้ามาขอพักอาศัยที่บ้านทางเราก็ไม่ขัดข้องช่วยเหลือกันไป

สำหรับ กรณีที่มีการฟ้องร้องกันนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเกี่ยว กับกรณีดังกล่าวมากนัก โดยกล่าวเพียงว่าทราบเรื่องตามที่สื่อนำเสนอข่าวมาบ้าง แต่ก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรและไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยว กับเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังเดินทางไปสำรวจบ้านอนาลโยซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดแบบเดียวกับสวนสันติธรรมอยู่ติดกับสวนสันติธรรม ซึ่งเป็นบ้านของ คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง(ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต) แต่ไม่สามารถเข้าไปภายในบ้าน

อาชญากรโลก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ถึงวันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะนิ่งเฉยต่อการสูญเสียชีวิตของประชาชน 91 ศพ เหยื่อสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงไม่ได้แล้ว

หลังปล่อยให้คดีอืดอาดล่าช้ามานาน 4-5 เดือน

เมื่อ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม สำนักงานทนายความอัมเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลโลกให้สอบสวนเอาผิดนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

ในข้อหาอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. 2553

การยื่นฟ้องศาลโลกครั้งนี้ถูกมองจากฝ่ายรัฐบาลว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

เพราะนายโรเบิร์ตเป็นทนายความส่วนตัวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

มองว่าเป็นเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง

มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลชุดนี้

จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเปล่าก็เป็นประเด็นหนึ่ง

แต่การนำคดี 91 ศพเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง

ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมและสมควรแล้ว

เพราะที่ผ่านมา กระบวนการตรวจสอบและสอบสวนในไทยเองไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย

ญาติผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติ ทั้งนักข่าวญี่ปุ่นและอิตาลี ทวงถามความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดจากรัฐบาลไทย

คำตอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กลับบอกแค่ว่าไม่มีความคืบหน้า

ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า!!

คณะ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาล และมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิต 91 ศพ

ก็กีดกันไม่ให้องค์กรนานาชาติเข้าร่วมตรวจสอบด้วย

องค์กรสิทธิมนุษยชนโลกและอีกหลายๆ องค์กรพยายามส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมสอบสวน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล

ที่มองว่าเป็นการก้าวก่ายกิจกรรมภายในของไทย

ถึงเวลานี้จะกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงเดินเกมดิสเครดิตรัฐบาลเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้

เพราะว่ากันตามความจริงแล้ว ผู้ที่สูญเสียจากเหตุสลายม็อบก็เป็นคนเสื้อแดงเอง

คนเสื้อแดงยิ่งต้องการให้เกิดความโปร่งใส และให้ความจริงปรากฏ

ไม่ใช่การสอบเองเออเองแบบที่ดีเอสไอกำลังทำอยู่

เมื่อกระบวนการสอบสวนในไทย ไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้สูญเสีย ก็ต้องพึ่งพากระบวนการที่น่าเชื่อถือกว่า

ถ้ารัฐบาลคิดว่าไม่ใช่ต้นเหตุทำให้เกิดการสังหาร 91 ศพ นายกฯอภิสิทธิ์มั่นใจว่าไม่ใช่อาชญากร

ก็ควรปล่อยให้คดีนี้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนศาลโลก

ไม่มีเหตุผลเลยที่จะไปขัดขวาง

นอกเสียจาก...?

"พระปราโมทย์"โต้

ที่มา ข่าวสด

ไม่ได้โกงเงิน-ที่ดินวัด ให้ทนายแถลงป้อง"ชี"



พระ ปราโมทย์ มอบหน้าที่ให้ทนายความแถลงข่าวตอบโต้กรณีถูกกล่าวหาโกงเงิน-ฮุบที่ดินวัด ยันดำเนินการอย่างโปร่งใส ที่ให้แม่ชีอรนุชถือเงิน เป็นเจ้าของ

บัญชี เพราะพระสายธรรมยุตถือเงินไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ถือไว้คนเดียว มีฆราวาสมีชื่อร่วมในบัญชีด้วย ส่วนเรื่องที่ดินก็ไม่ได้โอน กำลังยื่นเรื่องขอตั้งวัด ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์ ยักย้ายถ่ายเทไม่ได้ ผู้ว่าฯ เมืองชล สั่งตั้งกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้นายอำเภอศรีราชาเป็นประธาน ลั่น 7 วันรู้ผล เพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ขณะที่ดีเอสไอ ก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเช่นกัน รอง ผอ.สำนักพุทธฯ เผยเพิ่งได้รับเรื่องการขอตั้งวัด แต่ยังไม่อนุญาตให้ดำเนินการ

จาก กรณีนายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย เข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ พระปราโมทย์ ปาโมชโช (สันตยากร) พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กล่าวหาว่า พระนักเทศน์คนดังโอนเงินทำบุญซื้อที่ดิน และสำนักสวนสันติธรรม 100 ล้านบาท ให้นางอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา ซึ่งเป็นแม่ชีสวนสันติธรรม ให้เป็นผู้ดูแลบัญชีรับบริจาคเพียงคนเดียว ไม่มีการตั้งคณะกรรมการ อาจเข้าข่ายฉ้อโกงทรัพย์ของผู้บริจาค นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่า พระปราโมทย์ยังโอนที่ดินของสำนักดังกล่าวให้อดีตภรรยาด้วย ซึ่งล่าสุดพระปราโมทย์นัดแถลงข่าวตอบโต้ ตามที่เสนอไปนั้น

n ทนายแถลงโต้ข้อกล่าวหา

ความ คืบหน้าเรื่องนี้ เริ่มเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่สวนสันติธรรม นายธนเดช พ่วงพูล ทนาย ความของพระปราโมทย์ เปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ดังนี้ ข้อเท็จจริงกรณีของหลวงพ่อปราโมทย์ และสวนสันติธรรมการแถลงข่าวในครั้งนี้กระทำโดยตัวแทนของผู้มาปฏิบัติธรรมใน สวนสันติธรรม มิใช่เกิดจากเจตนารมณ์โดย ตรงของหลวงพ่อปราโมทย์ ด้วยเหตุว่าปัจจุบันมีกลุ่มของผู้ไม่หวังดีที่ได้กระทำการโดยมีเจตนาจะทำลาย ชื่อเสียงอันดีงามของหลวงพ่อปราโมทย์ และของสวนสันติธรรม ทางสวนสันติธรรมจึงได้มอบหมายให้ตัวแทนดำเนินการจัดให้มีการแถลงข้อเท็จจริง ในวันนี้ให้กับสวนสันติธรรม

วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสวนสันติธรรม ได้จัดตั้งขึ้นมาตามความประสงค์ของผู้มีจิตศรัทธาต่อหลวงพ่อปราโมทย์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และศึกษาธรรมของผู้ที่มีจิตศรัทธา และความประสงค์จะเข้ามาศึกษาธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์ โดยในช่วงแรกได้จัดตั้งขึ้นเป็นศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรมซึ่งไม่ใช่นิติบุคคล ในการดำเนินการจัดสร้างนั้นเริ่มต้นด้วยการจัดซื้อที่ดิน ในช่วงของการซื้อที่ดินคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินบางส่วน ได้ร้องขอเป็นผู้ซื้อที่ดิน แต่ทางหลวงพ่อขอให้ใช้ชื่อ ของแม่ชีอรนุช เนื่องจากว่าไว้วางใจมากกว่า จึงทำให้มีชื่อของแม่ชีอรนุช เป็นเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 มิใช่การโอนถ่ายให้แก่แม่ชีอรนุชในภายหลังแต่อย่างใด

n ยันดำเนินการอย่างโปร่งใส

ใน การดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง และตลอดจนการดำเนินงานของสวนสันติธรรมได้กระทำอย่างโปร่งใส มีบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียง ได้เข้ามารับรู้และทราบเรื่องเป็นจำนวนมาก ซึ่งสวนสันติธรรมก็ไม่เคยมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก หรือไม่เคยมีเรื่องการยักย้ายทรัพย์สินตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด และในการบริหารเงินที่ได้รับบริจาคมาของสวนสันติธรรม ท่านแม่ชีอรนุชไม่ใช่ผู้ดูแลบัญชีเงินรับบริจาคแต่เพียงผู้เดียว ยกเว้นในช่วงแรกที่คุณฐิตินาถวางมือก่อนสร้างสวนสันติธรรมเสร็จ โดยบัญชีเงินรับบริจาคของสวนสันติธรรม มีพัฒนาการเป็น 3 ระยะ คือ

1.ระยะ ก่อสร้างสวนสันติธรรม เบื้องต้นมีการเปิดบัญชีเพื่อสร้างสวนสันติธรรมในนามของท่านแม่ชีอรนุชร่วม กับคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ซึ่งการลงนามเบิกเงินจะต้องลงนามร่วมกัน โดยคุณฐิตินาถจะเป็นผู้ขอเบิกจ่าย เนื่องจากเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง และคุณธนา รุจิพัฒนกุล เป็นผู้ถือสมุดบัญชีเงินฝากและตรวจสอบรายรับ-รายจ่าย และในช่วงที่สวนสันติธรรมเปิดการแสดงธรรมแล้ว มีการเปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งในนามของท่านแม่ชีอรนุชและคุณฐิตินาถร่วมกัน เพื่อดูแลเงินที่สาธุชนถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม

n รับแม่ชีเป็นเจ้าของบัญชีจริง

2.ระยะ หลังการก่อสร้าง ในช่วงท้ายของการก่อสร้างคุณฐิตินาถวางมือ เนื่องจากมีภาระส่วนตัว ท่านแม่ชีอรนุชจึงต้องรับภาระดูแลบัญชีตามลำพัง ในช่วงธันวาคม 2549 เป็นต้นมา โดยปิดบัญชีสร้างสวนสันติธรรมเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ และปิดบัญชีบำรุงสวนสันติธรรมเดิม โดยถ่ายโอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ในนามของท่านแม่ชีอรนุชตามลำพัง เนื่องจากคุณฐิตินาถไม่ได้อยู่ในสวนสันติธรรมแล้ว แต่การใช้จ่ายทุกอย่างมีหลักฐานการเบิกจ่ายทั้งสิ้น และต่อมาเมื่อมีเงินในบัญชีมากขึ้น สวนสันติธรรมจึงได้เปิดบัญชีธนาคารใหม่เมื่อ 22 สิงหาคม 2551 ในนามของท่านแม่ชีอรนุช คุณอภิชาติ อัศวเรืองชัย และคุณชยาทร เตชะไพบูลย์ และทุกสิ้นเดือน ท่านแม่ชีอรนุชจะทำบัญชีส่งให้คุณอภิชาติเป็นหลักฐานด้วย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่คุณอภิชาติลาออกจากการเป็นประธานกรรมการสวนสันติธรรมเมื่อ 15 มกราคม 2553 ก็ไม่มีการเบิกเงินจากบัญชีนี้แต่อย่างใด

n แต่มีหน้าที่เพียงแค่เบิกจ่าย

3.ระยะ ปัจจุบัน เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2553 มีการเปิดบัญชีใหม่ ในนามของคุณสุรพล สายพานิช คุณธนา รุจิพัฒนกุล และคุณกนิษฐวิริยา ต.สุวรรณ ทั้งนี้ ท่านแม่ชีอรนุชทำหน้าที่เพียงการควบคุมการเบิกจ่ายเงินสดย่อย และสรุปยอดบัญชีรายเดือนส่งให้คุณสุรพล ซึ่งได้จ้างนักบัญชีตรวจสอบบัญชีอีกชั้นหนึ่งด้วย

สำหรับเงินบริจาค ของสวนสันติธรรม จะมาจาก 2 ทาง คือ ส่วนที่มีผู้บริจาคเข้าบัญชีโดยตรง และจากญาติโยมที่เข้ามาฟังธรรมและได้บริจาคแด่สงฆ์ที่อยู่ในสวนสันติธรรม เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม ซึ่งเงินในส่วนที่สองนี้จะมีอาสาสมัครคอยดูแล และตรวจนับ มีการลงรายการรับไว้ครบถ้วน และทางสวนสันติธรรมจะมีการใช้เงินอย่างมีระบบเอกสารการเบิกจ่ายครบถ้วนตาม ที่ได้กล่าวมาข้างต้น

n ใช้ชื่อแม่ชีเพราะพระจับเงินไม่ได้

อนึ่ง การที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้มอบหมาย ให้ท่านแม่ชีอรนุช รับมอบอำนาจดำเนินการควบคุมการเบิกจ่ายเงินของสวนสันติธรรมแทนหลวงพ่อ ปราโมทย์ และดูแลบัญชีเป็นบางคราวนั้น เนื่องจากท่านหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเป็นพระในสายของธรรมยุติกนิกาย ซึ่งจะไม่ สามารถจับต้องหรือเก็บเงินทอง หรือซื้อทรัพย์สินใดๆ เองได้ ทั้งสิ้น และในสวนสันติธรรมไม่มีอุบาสกอยู่ประจำ จึงจำเป็นที่จะต้องให้ท่านแม่ชีอรนุชดูแลแทน และที่ผ่านมา ท่านแม่ชีก็ได้ร้องขอต่อหลวงพ่อปราโมทย์บ่อยครั้ง ที่จะให้หาคนมาทำงานแทน เพื่อท่านแม่ชีจะได้บำเพ็ญภาวนาได้เต็มที่ต่อไป และนอกจากนี้ เกี่ยวกับที่ดินของสวนสันติธรรมตามที่เป็นข่าว ภายหลังจากที่จัดสร้างสวนสันติธรรมแล้วเสร็จ ในช่วงแรกมีผู้เห็นว่าการตั้งเป็นวัดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก และในตอนนั้นยังไม่เหมาะสมจึงยังไม่ดำเนินการ และต่อมาในเดือนมกราคม 2553 เมื่อเห็นว่าทุกอย่างลงตัวและพร้อมแล้ว หลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้ให้ท่านแม่ชีอรนุช ยื่นเรื่องขอยกที่ดินแปลงที่เป็นที่ตั้งของสวนสันติธรรมให้มีการจัดตั้งเป็น วัดแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 โดยทำสัญญากับท่านนายอำเภอศรีราชา และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการอนุญาตต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สวนสันติธรรมมีฐานะเป็นวัดต่อไป

n ป้องแม่ชีไม่ได้ดูบัญชีคนเดียว

ประเด็น ข้อร้องเรียนของนายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้อร้องเรียนขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้สวนสันติธรรม เพราะพบว่า 1.พระปราโมทย์มอบอำนาจให้แม่ชีอรนุชเป็นผู้ดูแลบัญชีเงินรับบริจาคแต่เพียง ผู้เดียว ไม่มีการตั้งคณะกรรมการดูแล 2.ที่ดินเปลี่ยนชื่อเป็นของแม่ชีอรนุช

เรื่อง นี้ข้อเท็จจริงคือ 1.ระบบการเงินและบัญชีของสวนสันติธรรม 1.1 บัญชีสวนสันติธรรม แม่ชีอรนุชไม่ใช่ผู้ดูแลบัญชีเงินรับบริจาคแต่เพียงผู้เดียว โดยบัญชีเงินรับบริจาคของสวนสันติธรรม มีพัฒนาการเป็น 3 ระยะ คือ 1.1.1 ระยะก่อสร้างสวนสันติธรรม เบื้องต้นมีการเปิดบัญชีเพื่อสร้างสวนสันติธรรมในนามของแม่ชีอรนุชร่วมกับ คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ซึ่งการลงนามเบิกเงินจะต้องลงนามร่วมกัน โดยคุณฐิตินาถจะเป็นผู้ขอเบิกจ่าย เนื่องจากเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง และคุณธนา รุจิพัฒนกุล เป็นผู้ถือสมุดบัญชีเงินฝากและตรวจสอบรายรับรายจ่าย และในช่วงที่สวนสันติธรรมเปิดการแสดงธรรมแล้ว มีการเปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งในนามของแม่ชีอรนุชและคุณฐิตินาถร่วมกัน เพื่อดูแลเงินที่สาธุชนถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม

n ทุกบาททุกสตางค์มีหลักฐานชัด

1.1.2 ระยะหลังการก่อสร้าง ในช่วงท้ายของการก่อสร้างคุณฐิตินาถวางมือ เนื่องจากมีภาระส่วนตัว แม่ชีอรนุชจึงรับภาระดูแลบัญชีตามลำพังในช่วงธันวาคม 2549 เป็นต้นมา โดยปิดบัญชีสร้างสวนสันติธรรมเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ และปิดบัญชีบำรุงสวนสันติธรรมเดิม โดยถ่ายโอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ในนามของแม่ชีอรนุชตามลำพัง เนื่องจากคุณฐิตินาถ ไม่ได้อยู่ในสวนสันติธรรมแล้ว แต่การใช้จ่ายทุกอย่างมีหลักฐานการเบิกจ่ายทั้งสิ้น และต่อมาเมื่อมีเงินในบัญชีมากขึ้น สวนสันติธรรมจึงได้เปิดบัญชีธนาคารใหม่เมื่อ 22 สิงหาคม 2551 ในนามของแม่ชีอรนุช คุณอภิชาติ อัศวเรืองชัย และคุณชยาทร เตชะไพบูลย์ และทุกสิ้นเดือน แม่ชีอรนุชจะ ทำบัญชีส่งให้คุณอภิชาติเป็นหลักฐานด้วย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่คุณอภิชาติลาออกจากการเป็นประธานกรรมการสวนสันติธรรมเมื่อ 15 มกราคม 2553 ก็ไม่มีการเบิกเงินจากบัญชีนี้แต่อย่างใด 1.1.3 ระยะปัจจุบัน เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2553 มีการเปิดบัญชีใหม่ ในนามของคุณสุรพล สายพานิช คุณธนา รุจิพัฒนกุล และคุณกนิษฐวิริยา ต.สุวรรณ ทั้งนี้ แม่ชีอรนุชไม่ได้ดูแลเรื่องบัญชีของสวนสันติธรรมอีกต่อไป

n เงินบริจาคมีกก.ตรวจนับ

1.2 ระบบการเงินของสวนสันติธรรม ที่มาของรายได้ของสวนสันติธรรมมี 2 ส่วนคือ (1) ส่วนที่มีผู้บริจาคเข้าบัญชีของสวนสันติธรรม และ (2) ส่วนที่ญาติโยมที่มาฟังธรรมถวายปัจจัยแด่สงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม เงินส่วนแรก คนในสวนสันติธรรมไม่ได้แตะต้อง แต่เงินบริจาคใส่ตู้ถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรมนั้น จะมีขั้นตอนการทำงาน คือ มีการตรวจนับหน้าตู้ทุกวันที่เปิดสวนสันติธรรม โดยทีมงานอาสาสมัครซึ่งก็คือผู้ที่มาฟังธรรมนั่นเอง เมื่อตรวจนับแล้วจะลงยอดรายรับในแต่ละวันแล้วส่งยอดพร้อมตัวเงินให้แม่ชี อรนุช แม่ชีอรนุชจะรวมยอดรายรับแต่ละวันไว้ เมื่อมีผู้เบิกค่าใช้จ่ายภายในสวนสันติธรรม จะต้องนำหลักฐานการเบิกจ่ายไปแสดงต่อแม่ชีอรนุชเพื่อขอรับเงิน เมื่อมีเงินสดคงเหลือจำนวนหนึ่ง แม่ชีอรนุชจะนำเข้าฝากในบัญชีของสวนสันติธรรมเป็นระยะๆ (เงินในบัญชีแทบไม่เคยเบิกจ่ายเลย) เมื่อถึงสิ้นเดือน แม่ชีอรนุชจะต้องส่งรายการรายรับรายจ่ายทั้งเดือนให้คุณสุรพล สายพานิช เพื่อลงบัญชีและมีผู้ตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นระบบ

n โฉนดที่ดินใช้ชื่อแม่ชีเพราะไว้ใจ

สำหรับ เหตุผลที่ต้องให้ฆราวาสดูแลการเบิกจ่ายเงินนั้น ก็เนื่องจากสวนสันติธรรมเป็นที่พักสงฆ์ของพระธรรมยุต ซึ่งพระจะดูแลเงินเองไม่ได้เพราะผิดพระวินัย และในสวนสันติธรรมมีผู้ที่ไม่ใช่พระซึ่งอยู่ประจำเพียง 2 คน คือ แม่ชีอรนุชกับคุณชยาทร เตชะไพบูลย์เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนจำเป็นต้องแบ่งงานกันทำ อย่างไรก็ตาม เมื่อสวนสันติธรรมได้ขอตั้งเป็นวัดแล้ว จะต้องหาไวยาวัจกรใหม่ซึ่งจะเป็นผู้ชาย ขณะนี้ได้ทาบทามผู้ที่สงฆ์ไว้วางใจได้ไว้แล้ว

2.เรื่องการซื้อที่ดินของสวนสันติธรรม

2.1 เดิมหลวงพ่อปราโมทย์จำพรรษาอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ต่อมาในปี 2548 คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ได้พยา ยามขอสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมใหม่ถวาย โดยตกลงกันว่าคุณฐิตินาถและครอบครัวจะรับภาระค่าใช้จ่ายเอง เนื่องจากหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ชอบการเรี่ยไร

n เผยเป็นที่ธรณีสงฆ์-ทำอะไรไม่ได้

2.2 ต่อมาคุณฐิตินาถได้แจ้งให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่า จำเป็นต้องขอเรี่ยไรเงินค่าซื้อที่ดินประมาณ 6 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ คุณฐิตินาถและครอบครัวจะรับผิดชอบเอง หลวงพ่อปราโมทย์จึงยินยอม (แต่ต่อมาก็มีการเรี่ยไรค่าก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง) และในขั้นตอนการซื้อที่ดินนั้น เกิดปัญหาว่าจะใช้ชื่อผู้ใดเป็นผู้ซื้อที่ดิน เพราะหลวงพ่อปราโมทย์เป็นพระจะไปซื้อที่ดินด้วยตนเองไม่ได้ ชั้นแรกคุณฐิตินาถขอให้ใช้ชื่อตนเอง แต่หลวงพ่อปราโมทย์ขอให้ใช้ชื่อแม่ชีอรนุช แทน เพราะไว้วางใจมากกว่า ดังนั้น ที่ดินของสวนสันติธรรมจึงเป็นชื่อของแม่ชีอรนุชมาตั้งแต่ต้นคือเมื่อ 18 ตุลาคม 2548 ไม่ใช่การโอนให้แม่ชีอรนุชในภายหลังแต่อย่างใด

2.3 นับตั้งแต่กรรมการสวนสันติธรรมส่วนหนึ่งลาออก เมื่อกลางเดือนมกราคม 2553 หลวงพ่อปราโมทย์พร้อมด้วยสงฆ์และกรรมการสวนสันติธรรม เห็นพร้อมกันว่าน่าจะขอตั้งสวนสันติธรรมให้เป็นวัด เพื่อให้มีสถานะที่ชัดเจนในทางกฎหมาย (ที่ผ่านมาได้รับคำแนะนำจากหลายท่านว่า การตั้งเป็นวัดอาจทำให้ขาดความคล่องตัวในการทำงานเผยแผ่พระศาสนา) จึงดำเนินเรื่องขอตั้งวัดมาตามลำดับ โดยแม่ชีอรนุชได้ลงนามในสัญญากับนายอำเภอศรีราชาเมื่อ 23 มีนาคม 2553 ยกที่ดินให้สร้างวัด ดังนั้น ที่ดินของสวนสันติธรรมในขณะนี้ จึงเป็นที่ดินที่ติดสัญญา และจัดว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่สามารถดำเนินการอื่นใดได้อีกแล้ว

n ผู้ว่าฯชล-ดีเอสไอลุยสอบ

ด้าน นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ ชลบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว มอบหมายให้นายอำเภอศรีราชา เป็นประธาน ร่วมกับนักวิชาการสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี และนิติกรฝ่ายปกครองจ.ชลบุรี เข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ในระยะเวลา 7 วัน และคิดว่าการทำงานไม่น่าจะล่าช้า เพราะมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว แค่ไปรวบรวมรายละเอียดนำมาสรุปเท่านั้น

วัน เดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการตรวจสอบกรณีพระปราโมทย์ ว่า ได้สั่งการให้ดีเอสไอส่วนภูมิภาคประจำการอยู่ในจ.ชลบุรี เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายเทิดศักดิ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าที่ชัดเจน จึงไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เพราะเกรงจะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในพุทธศาสนา

n อจ.จุฬาฯชี้ไม่เหมาะสม

นาย เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ภายหลังจากที่ทนายความของพระปราโมทย์ ออกมาแถลงข่าว ว่า การแถลงข่าวดังกล่าวทราบว่าพระปราโมทย์ ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย ตนรู้สึกแปลกใจที่พระปราโมทย์ไม่ออกมาตอบคำถามกับสื่อมวลชน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนาย ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าการออกมาร้องเรียนเรื่องดังกล่าว ไม่ได้มาจากปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวหรือเรื่องการขัดผลประโยชน์ตามที่ทนาย พูด แต่ต้องการปกป้องศาสนา เพราะตามหลักการการซื้อที่ดิน หรือการได้มาซึ่งที่ดิน ตามที่เจ้าสำนักอ้างว่าเป็นพระสายธรรมยุต ไม่สามารถถือครองที่ดินได้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่การโอนให้นางอรนุช สัตยากร อดีตภรรยาถือครองแทนเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะเงินที่นำมาซื้อที่ดินนั้นได้มาจากการบริจาค หากพระปราโมทย์จะบอกว่าไม่วางใจ นางฐิตินาถ ณ พัทลุง จึงให้นางอรนุช ถือครองแต่เพียงผู้เดียวเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

n ท้าแสดงบัญชีรายรับรายจ่าย

นาย เทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า การที่นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความของพระปราโมทย์ อ้างว่าจำนวนเงินบริจาคเข้าวัดไม่ได้มากมายตามที่เป็นข่าวนั้น ตนขอให้สวนสันติธรรมนำมาบัญชีธนาคารที่เปิดรับบริจาคทุกบัญชีออกมาเปิดเผย ให้สาธารณชนรับทราบ เพราะภายในสำนักสวนสันติธรรมมีการตั้งตู้รับบริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นจำนวนมาก รวมถึงตู้รับบริจาคเงินทอดกฐินที่เฉลี่ยจะมีเงินบริจาคปีละกว่า 4-5 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่สวนสันติธรรมมีแต่รายรับ ไม่ค่อยมีรายจ่าย แม้กระทั่งการพิมพ์หนังสือ ก็มีผู้จัดพิมพ์ออกค่าใช้จ่ายให้ ดังนั้น ตนจึงต้องการให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบว่า นางอรนุชได้เปิดบัญชีไว้กับธนาคารต่างๆ กี่บัญชี หากโปร่งใสจริงก็น่าจะมีการตรวจสอบได้

n พศ.ยังไม่อนุมัติให้ตั้งวัด

นาย นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รองผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีการร้องเรียนให้ พศ.ดำเนินการเอาผิดกับพระปราโมทย์ ว่า เบื้องต้นตนเข้าตรวจสอบการก่อตั้งวัดของสวนสันติธรรมแล้วพบว่า ได้ยื่นเอกสารขออนุญาตการตั้งวัดเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานการขอใบอนุญาต จัดตั้ง ในส่วนการขอตั้งวัดจึงยังไม่มีการดำเนินการอนุญาตให้ตั้งได้ ส่วนที่กระแสข่าวที่ว่ามีบุคคลในพศ.ให้ความช่วยเหลือและแนะนำพระปราโมทย์ ให้ดำเนินการตั้งวัดเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน ตนไม่ทราบเรื่องและไม่น่าจะเป็นตามที่มีการกล่าวหากัน

นายนพรัตน์ กล่าวว่า ขั้นตอนการตั้งวัด ต้องยื่นเอกสารการขอจัดตั้งมายัง พศ. จากนั้นจึงเป็นกระบวนการตรวจพิจารณาเอกสารหลักฐานเบื้องต้น เมื่อผ่านการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นแล้ว ผู้ก่อตั้งวัดจึงจะดำเนินการสร้างวัด จากนั้นเมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจึงค่อยมาขอใบอนุญาตตั้งวัด โดยพศ.จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบและออกใบอนุญาตให้จัดตั้ง ปกติทั่วไปจะใช้เวลาในการดำเนินการทั้งสิ้นราว 4 เดือน และภายหลังได้ ใบอนุญาตจัดตั้งแล้วจึงจะมีการโอนที่ดินหรือทรัพย์สิน

เพื่อใคร

ที่มา ไทยรัฐ

หลัง การประชุมใหญ่สมัยวิสามัญของพรรคเพื่อไทย ได้หัวหน้า พรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คงไม่มี อะไรตื่นเต้น พอจะสรุปได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หัวหน้าพรรคก็ยังเป็น คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ เลขาธิการ พรรค คุณสุพล ฟองงาม เป็นแค่หุ่นเชิด ไม่ใช่ตัวจริงเสียงจริง มาถึงขั้นนี้ไม่อยากจะย้อนเหตุการณ์ว่าทำไม พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ถึงขอถอนตัวกลางคัน

คนที่มีอำนาจตัดสินใจในพรรคเพื่อไทยมีอยู่ไม่กี่ คน และการ ตัดสินใจแต่ละครั้งไม่ได้มองถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนของพรรคแต่อย่างใด แค่มองว่าจะหลบมรสุมทางการเมืองให้พ้นไปได้ อย่างไรมากกว่า ที่สำคัญคือบุคลากรที่มีต้นทุนทางสังคมของพรรคที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง ซุกอยู่ข้างหลัง เพื่อที่จะหลบมรสุมการเมืองท่าเดียว

ที่พรรคเพื่อไทย อาจจะลืมเลือนไปก็คือ มวลสมาชิกพรรคที่มีอยู่จำนวนนับล้านคน ซึ่งเพื่อไทยจะต้องแยกระหว่างสมาชิกพรรคกับแนวร่วมเสื้อแดง เพราะบทบาทและหน้าที่ทางการเมืองที่ต่างกันและแรงจูงใจในการที่เข้ามามีส่วน ร่วมทาง การเมืองที่แตกต่างกัน

ระยะหลังไม่ค่อยเห็นภาพการมีส่วนร่วม ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ถูกกลืนโดยบทบาทของเสื้อแดง อาจจะยังไม่เห็นความ แตกต่างมากนัก แต่เมื่อวันหนึ่งการเมืองกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วางมือทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยก็จะหมดราคาทันที

มวล ชนของพรรคเพื่อไทยวันนี้ไม่ได้เกิดจาก อุดมการณ์ ทางการเมืองที่ศรัทธาในนโยบายพรรค เหมือนแต่ก่อน แต่เกิดจากแรงกดดันความไม่เป็นธรรมในสังคม ความชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว และเกิดจากความไม่พอใจในระบบสองมาตรฐานในปัจจุบัน

นี่คือจุดอ่อน

ท่าม กลางมรสุมที่โหมกระหน่ำ แต่ภายในพรรคเพื่อไทยเองก็ยังเล่นเกมชิงเก้าอี้ดนตรีกันอุตลุดเป็นคลื่นใต้ น้ำ ที่ทำลายความมีเสถียรภาพของพรรคโดยสิ้นเชิง ด้วยเงื่อนไขวิกฤติการเมืองที่เริ่มจะเปลี่ยนไป

สังคมเบื่อความขัดแย้ง

แนว รบจึงไปอยู่ที่สนามเลือกตั้ง คำถามก็คือพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้งหรือยัง และเมื่อมีการเลือกตั้ง มียุทธศาสตร์เอาชนะเลือกตั้งอย่างไร อย่าบอกว่าอาศัยกระแสพ.ต.ท.ทักษิณอย่างเดียว นั่นหมายถึงความเสี่ยงในอนาคต และเมื่อชนะเลือกตั้งมาแล้วจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

จะชูใครเป็นนายกฯ

หรือ สุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็เข้าสู่วงจรเดิมๆ เป็น พรรค การเมืองเสียงข้างมาก ที่ยังไม่สามารถรักษาหลักการของประชาธิปไตยเอาไว้ได้อยู่ดี.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 17/09/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 17/09/53

กวีประชาไท : จดหมายถึงฟ้า

ที่มา ประชาไท

จดหมายถึงฟ้า

จดหมายถึงฟ้าเขียนจากน้ำตาผู้ยากไร้ ฟ้าเคยรู้บ้างไหมหัวใจของไพร่มันขื่นขม
แผ่นดินทั้งผืนไม่เพียงพอเขียนความระทม กี่บาดแผลทับถมถล่มภูเขาแห่งรักพังทลาย

ไม่มีความร่มเย็นอยู่ในนิทานโกหก พล็อตเรื่องสกปรกล้วนแต่เลอะเทอะเหลวไหล
เมื่อแผ่นดินรู้ว่าท้องฟ้าไม่เคยรักใคร ยาวนานเพียงไหนยัดเยียดความยากไร้ให้เรา

แผ่นดินแล้งร้าวเขาเป็นเศรษฐีมหาศาล สินทรัพย์โอฬารเป็นวิมานเทียมภูเขา
ตีนแตะไม่ถึงดินป่ายปีนดื่มกินแสงดาว ลืมตัวหลงเงาว่าเราเพียงคนธรรมดา

ฟ้ารู้บ้างไหมในความยาวนานเราเหนื่อยนัก ถูกขูดรีดความรักเราทั้งหน่วงหนักและอ่อนล้า
หัวใจเราแห้งโหยด้วยถูกฟาดโบยจนชินชา แต่อีกเสี้ยวใจเราใฝ่หาวิถีแห่งสามัญ

พอทีได้ไหม...นิยายอนุรักษนิยม เราผ่านความขื่นขมดิ่งจมธารอาถรรพ์
เลาะล่อนมันออกลอกเปือกตมแห่งชนชั้น หยัดยืนขึ้นประจัน “เขียนนิทานแห่งสามัญชน”

จดหมายถึงฟ้า...กลั่นเลือดคนกล้าแทนหมึก กี่ค่ำคืนดื่นดึกกรำศึกท่ามกลางแดดฝน
วิถีทาสบาดลึกกร่อนรู้สึกเกินอดทน นักบุญผู้ฉ้อฉลผ่านพ้นคุณคืออดีตกาล

ใต้ท้องฟ้าผืนนี้เรามีสิทธิเป็นมนุษย์ อย่างน้อยที่สุดเรามีเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ทุกคนบนโลกหายใจอยู่อย่างเท่าเทียมกัน แม้จันทร์ซีดเซียวดวงนั้นกระหายใฝ่ฝันนิรันดร

Freedom of Speech เรามีสิทธิที่จะพูด ประวัติศาสตร์ล้าหลังชำรุดบิดเบือนชุดคำสั่งสอน
ศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์ถูกคุกคามถูกสั่นคลอน ความเป็นคนถูกรื้อถอนไปซ่อนอยู่บนดาวดวงใด

ใต้ท้องฟ้าผืนนี้เรามีเสรีภาพที่จะเชื่อ เรามีเลือดมีเนื้อคิดตรองเชื่อผิดถูกได้
เรามีชีวิตและเรามีลมหายใจ หัวเราะร้องไห้...ไม่ต่างอะไรจากคุณ

แต่ไยใต้ฟ้าผืนนี้มีใครบางคนขีดเขียน ชะตากรรมวกเวียนสับเปลี่ยนแกนโลกหมุน
ฝันเฝ้าเล่านิทานอ้างการกดขี่เป็นบุญคุณ ซ่อนกองซากศพทารุณไว้ใต้ถุนศาลเจ้าโบราณ

เขียนจดหมายถึงฟ้าว่าบัดนี้เราตื่นจากหลับใหล จะไม่ยอมรองตีนใครไม่มีแล้วเมืองสวรรค์
สิบเก้ากันยาเราตาสว่างอย่างนิรันดร์ จบแล้วนิทานชนชั้น “เหลือเพียงนิทานแห่งสามัญชน”

โดย เพียงคำ ประดับความ – กลุ่มกวีตีนแดง