WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 19, 2010

จาตุรนต์ ฉายแสง: กฎหมายกับการยุบพรรคการเมือง

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2553 มีการสัมมนาเรื่องพรรคการเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตย จัดโดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ การสัมมนาในช่วงเช้าเป็นเรื่องกฎหมายกับการยุบพรรคการเมือง ผู้อภิปรายเป็นผู้ที่เคยอยู่ในพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้แล้ว มีผมเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

การสัมมนาในครั้งนี้ ทั้งหมดจะมีการสรุปสาระสำคัญเผยแพร่ต่อไป แต่ผมขอสรุปสาระบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟังเสียก่อน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้ติดตามปัญหาพรรคการเมืองน่าจะสนใจ

ใน ทางหลักการ ดูจะมีความเห็นตรงกันว่า พรรคการเมืองเป็นกลไกที่สำคัญมากในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เรียกว่าเป็นของคู่กัน ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับพรรคการเมือง ในหลายประเทศไม่ต้องมีกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองก็ดำรงอยู่ได้และมีบทบาทอย่างสำคัญในระบบการเมืองการปกครอง ไม่มีประเทศใดยุบพรรคการเมืองกันง่ายๆ อย่างประเทศไทย และถ้าจะยุบก็จะต้องเป็นเพราะการที่พรรคการเมืองมีนโยบายเป็นมติพรรคอย่าง ชัดเจนไปในทางที่ขัดแย้งหรือเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อระบบการปกครองประเทศนั้น

ผู้ อภิปรายทุกคนให้ความเห็นตรงกันว่า การยุบพรรคการเมืองที่ผ่านมาขัดต่อหลักนิติธรรมและทำลายระบอบประชาธิปไตยให้ อ่อนแอลง การที่คนๆ หนึ่งทำผิดแล้วยุบทั้งพรรค ลงโทษกรรมการบริหารทั้งคณะ ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เห็นด้วย เป็นความไม่ยุติธรรมต่อคนเหล่านั้น นอกจากนั้นผลกระทบที่สำคัญมากคือ ผลที่เกิดขึ้นกับสมาชิกพรรคนับล้านๆ คน ที่ตั้งใจจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อใช้พรรคเป็นเครื่องมือในการที่จะร่วมกัน กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ต้องสูญเสียโอกาสไปด้วย เท่ากับเป็นการทำลายรากฐานของระบอบประชาธิปไตยเลยทีเดียว

ผู้อภิปราย เห็นตรงกันว่า มาตรการยุบพรรคอย่างที่ทำอยู่ ไม่มีผลดีอะไรต่อการป้องกันการซื้อเสียง และยังมีกรณีตัวอย่างด้วยว่า บางพรรคที่ถูกยุบไป ภายหลังพิสูจน์ได้ว่ากรณีที่เป็นเหตุให้ถูกยุบพรรค ไม่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้นจริง เท่ากับว่าผู้ที่ถูกลงโทษทั้งหมด ไม่ได้เกิดจากการซื้อเสียงแต่อย่างใดเลย

ผู้อภิปรายท่านหนึ่งได้ให้ ข้อมูลว่า กรณีของพรรคตนเองนั้น เรื่องที่เกิดกรณีทุจริตในการเลือกตั้งนั้น เกิดในระหว่างมีความแตกแยกอย่างรุนแรงในพรรค จนพรรคอยู่ในสภาพไม่มีใครฟังใคร ไม่สามารถพูดจาอะไรกันได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนส่วนใหญ่จะไปรับรู้หรือห้ามปรามผู้อื่นไม่ ให้กระทำผิดได้ ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่า ที่มักมีการกล่าวกันว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องดูแลคนของตนให้ดีนั้น บางสถานการณ์เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งทำให้เห็นว่า การทำผิดคนเดียวแล้วลงโทษทั้งหมู่คณะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

ผู้ อภิปรายที่มาจากพรรคเล็กๆ ที่เคยถูกยุบด้วยเหตุที่ใช้เงินสนับสนุนจาก กกต.ผิดวัตถุประสงค์อธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า มีพรรคเล็กๆ ถูกยุบไปมากมายจากกรณีทำนองเดียวกันนี้ บางพรรคทำผิดจากการใช้เงินสนับสนุนผิดวัตถุประสงค์เพียง 4 บาท ก็ถูกยุบพรรคมาแล้ว กรณีนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังมีการ พิจารณาคดีอยู่ ทำให้เห็นว่ากรณีของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่กรณีแปลกใหม่หรือพิเศษอะไรจาก พรรคหลายพรรคที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้แล้ว จะต่างก็เพียงแต่ว่ากรณีของพรรคประชาธิปัตย์มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เป็นจำนวนมากกว่าพรรคเหล่านั้นมากเท่านั้นเอง

แต่เมื่อผมถามว่า หากเห็นว่าควรแก้กติกาว่าด้วยการยุบพรรคเสียให้ถูกต้องแล้ว ควรจะแก้เมื่อไร จะแก้ตอนนี้ก็อาจถูกมองว่าจะเป็นการช่วยพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่แก้ก็เท่ากับปล่อยให้มีการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็น ไปตามหลักนิติธรรม ทำลายพรรคการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้อภิปรายบางท่านก็ยืนยันว่า หลักการต้องเป็นหลักการ คือไม่ควรปล่อยให้ระบบกฎหมายที่ผิดทำลายพรรคการเมืองต่อไป

ฟังดูก็ คล้ายกับว่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าดูรายละเอียด ขั้นตอนการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็จะเห็นว่าคดีนี้ใกล้จะเสร็จ แล้ว เพราะฉะนั้นกว่าจะมีการแก้กฎหมายยุบพรรคการเมือง คดีพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะเป็นที่ยุติไปทางใดทางหนึ่งไปแล้ว เรื่องที่ห่วงว่าการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคจะเท่ากับเป็นการช่วยพรรค ประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการยุบพรรคจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก

ต่อจากนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการสัมมนา แต่เผอิญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน จึงขอให้ความเห็นต่อเนื่องกันไป

จาก การที่ได้ติดตามข่าวการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในคดียุบพรรคประชา ธิปัตย์มาจนถึงการให้การพยานปากสุดท้าย คือพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะอยู่ในสภาพอาการหนักมากทีเดียว เนื่องจากคำให้การของพยานและหลักฐานที่ใช้แสดงต่อศาลมีความแน่นหนามาก เห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำผิดอย่างเป็นระบบ และการซักค้านของทนายพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถหักล้างเนื้อหาสาระของพยาน หลักฐานต่างๆ ได้ ทนายของพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการทำลายความน่าเชื่อถือของพยาน เพียงอย่างเดียว ซึ่งในกรณีหลังสุด การทำลายความน่าเชื่อถือก็ถูกตอบโต้กลับในทุกประเด็นด้วยความทันเกมของพยาน ซึ่งได้ทำหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนมาก่อน จึงรู้ข้อมูลของคดีอย่างละเอียด และยังจับทางทนายของพรรคประชาธิปัตย์ได้ถูกด้วย

หลังจากนั้น นอกจากพรรคประชาธิปัตย์จะได้ส่งคนหลายคนออกมาตอบโต้พยานสำคัญรายนี้อย่างดุ เดือดผ่านสื่อมวลชนแบบที่มักทำเป็นประจำฝ่ายเดียวเสมอมา และยังมีประเด็นใหม่ว่าจะมีการสอบสวนเอาผิดพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย ในข้อหาปกปิดเทปลับนั้นไว้ ไม่ยอมส่งให้พนักงานสอบสวนหรือศาลก่อนหน้านี้

การ สอบสวนนี้จะมีขึ้นจริงหรือไม่ และจะมีผลอย่างไร คงเป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อไป ที่แน่ๆ จะหวังให้การสอบสวนนี้เป็นไปโดยยุติธรรมคงจะยากเต็มที เพราะดูแล้วกระบวนการยุติธรรมและดีเอสไอได้ทยอยเล่นงานผู้ที่ทำหน้าที่ พนักงานสอบสวนคดียุบพรรคหลายคนอย่างต่อเนื่องกัน สำหรับกรณี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย นอกจากจะถูกย้ายไปอยู่กระทรวงอื่นแล้ว ยังเคยถูกผู้มีอำนาจในกระทรวงยุติธรรมเรียกตัวมาทั้งปรามทั้งขู่ให้หยุดทำ อะไรที่จะเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว แต่จากการให้การในศาลครั้งล่าสุดก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การกลั่นแกล้ง ปราม หรือข่มขู่ที่เกิดขึ้น ไม่มีผลต่อพยานปากสำคัญรายนี้เลยแม้แต่น้อย

คดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์ยังเหลือการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องอีกหลายปาก คงเป็นที่สนใจของสังคมเป็นอย่างมาก แต่ที่น่าสนใจติดตามยิ่งกว่านั้นคือ ผลการพิจารณาจะออกมาในรูปใด บอกตามตรงว่า ผมไม่กล้าฟันธงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบหรือไม่ ดูจากพยานหลักฐานพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะรอดได้ แต่การที่ทนายของพรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำลายความน่าเชื่อถือของพยาน ช่องออกที่จะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์หลุดพ้นจากการยุบพรรค ก็อาจเป็นการตัดสินโดยอ้างว่าความไม่น่าเชื่อถือของพยานก็เป็นได้

ที่ ผมอยากจะนำเสนอต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือการพิจารณาคดีเลย แต่อยากจะขอเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้นหากมีการยุบพรรคประชาธิปัต ย์ เพื่อประกอบการวิเคราะห์สถานะบ้านเมืองกันต่อไปดังนี้

ข้อเสียของ การยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือเป็นการทำลายพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งลงไป ที่สำคัญคือ เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด และมีสมาชิกพรรคมากที่สุดในปัจจุบันเสียด้วย ระบบพรรคการเมืองโดยรวมจะยิ่งอ่อนแอลง เป็นการตอกย้ำซ้ำเติมปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมจาก ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองของประเทศไทย การยุบพรรคประชาธิปัตย์ย่อมจะส่งผลให้รัฐบาลปัจจุบันต้องล้มลง ต้องตั้งรัฐบาลกันใหม่ พร้อมกับการสูญเสียบุคลากรทางการเมืองที่มีความรู้ความสามารถไปอีกหลายคน รวมทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ด้วย

ข้อดีของการยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ การแสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมของประเทศยังพอมีมาตรฐานอยู่บ้าง คือ ไม่เลือกปฏิบัติหรือเป็น 2 มาตรฐานจนเกินไป ระบบยุติธรรมซึ่งกำลังเสื่อมและไม่เป็นที่น่าเชื่อถือก็อาจจะชะลอความเสื่อม เสียจากความเป็น 2 มาตรฐานลงได้บ้าง การยุบพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้พรรคการเมืองต่างๆ อยู่ในสภาพถูกยุบ ถูกทำลายจนเกือบถ้วนหน้า ซึ่งก็อาจทำให้ทั้งพรรคการเมืองเองและผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจ อาจหันมาคิดกันอย่างจริงจังว่า จะแก้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคให้ถูกต้อง เป็นประชาธิปไตยและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมได้อย่างไร

นอกจากนี้ สังคมไทยก็อาจได้คิดกันมากขึ้นว่า การรัฐประหารและกระบวนการที่ทำให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยที่ยาวนานต่อ เนื่องมาเป็นเวลา 4 ปีนี้ ได้ทำลายระบบพรรคการเมืองจนยับเยิน ถึงขั้นที่ทุกฝ่ายควรหันมาคิดกันได้แล้วว่า ควรจะทำให้พรรคการเมือง กลับมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร และสังคมไทยจะหยุดยั้งกระบวนการที่ทำลายประชาธิปไตยจนเสียหายย่อยยับอย่าง ทุกวันนี้ได้อย่างไร

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร: กำเนิด“คนเสื้อแดง” และลักษณะถึงรากเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ที่มา ประชาไท


ชื่อบทความเดิม
: เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร: การเกิดขึ้นของขบวนการ “คนเสื้อแดง” และลักษณะถึงรากเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

หมายเหตุ: บทความนี้นำเสนอครั้งแรกในการสัมมนาถอดบทเรียน 19 กันยา 49 ถึง 19 พฤษภา 53 หัวข้อ “สังคมไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2553 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรา มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? คำถามสำคัญในการเสวนานี้ คงสามารถที่จะตอบได้หลายระดับ เชื่อมโยงกับประเด็นที่สำคัญว่า “เรา” ในที่นี้คือใคร และหลายแนวทางขึ้นอยู่กับจุดเน้นและกรอบทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังในการอธิบาย แต่อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่า สิ่งที่เป็นศูนย์กลางหรือเกี่ยวข้องกับการอภิปราย-ตอบคำถามเรื่องนี้ล้วน เกี่ยวโยงกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการเกิดขึ้นของขบวนการมวลชน (Mass Movement) ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนเสื้อแดง” ที่ทำให้พวกเราในที่นี้ คือ นักกิจกรรมบางส่วน ที่เป็นกองเชียร์ ผู้สนับสนุน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในบางระดับ รู้สึกตื่นเต้น กระชุ่มกระชวยอย่างมากเมื่อพิจารณาสำนึกบางด้านของพวกเขาที่ปรากฎให้เห็น สัมผัสได้อย่างชัดเจนเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นในการเสวนานี้ จึงขอเน้นไปที่การเกิดขึ้นของขบวนการ “คนเสื้อแดง” และย้อนกลับไปสู่การอธิบายปรากฎการณ์ทางการเมืองโดยภาพรวมที่ทำให้ “เรา” มาถึงจุดนี้
แนว คำอธิบายหลักที่สำคัญของนักวิชาการ ทั้งสนับสนุนเสื้อแดงและที่อยู่ในอ้อมกอดอำมหิตในเรื่องการเกิดขึ้นของคน เสื้อแดง มักเน้นไปที่ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนบท ซึ่งเป็นฐานมวลชนสำคัญ และนำมาสู่ปัญหาความคับข้องใจของคนเสื้อแดง และดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อพูดถึงการปฏิรูปประเทศไทย พวกเขาจึงกล่าวกันเฉพาะเรื่อง “โครง สร้าง” ทางเศรษฐกิจ-สังคม ความยากจน ฯลฯ และไม่มีคำว่า กองทัพ ศาล องคมนตรี หรือพระราชอำนาจของกษัตริย์ภายใต้ระบบประชาธิปไตย ในพจนานุกรมการปฏิรูป
การ อธิบายที่เน้นปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเหล่านี้ กล่าวให้ถึงที่สุด ไม่สามารถที่จะอธิบายการเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวได้จริงๆ เพราะแม้ขบวนการเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นในบริบทมหภาคในระดับกว้าง แต่พัฒนาการของมันจริงๆ แล้ว อยู่บนชุดของพลวัตที่มีลักษณะเฉพาะที่ทำงานในระดับจุลภาคมากกว่า ส่วนนี้จะเป็นตัวกำหนดลักษณะของขบวนการเคลื่อนไหว ดังนั้น จึงควรพิจารณากระบวนการ-พัฒนาการในด้านต่างๆ ของมันอย่างละเอียด เป็นการเฉพาะมากกว่า
จากการเก็บข้อมูลของผู้เขียน โดยการเข้าร่วมสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและทำแบบสอบถามผู้เข้าร่วมชุมนุมเมื่อกลางปี 2552 จำนวน 253 คน มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ คือ แม้ว่าคนเสื้อแดงจะมีความหลากหลายในแง่มิติทางเศรษฐกิจหรือสังคม แต่สิ่งหนึ่งมีลักษณะร่วมกันค่อนข้างชัดเจนและมีส่วนในการกำหนดลักษณะของ ขบวนการเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ มิติทางด้านการเมือง และความสัมพันธ์กับทักษิณ-พรรคไทยรักไทย
นักวิชาการไทย ผู้ที่สนับสนุน เห็นอกเห็นใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต่อต้านเสื้อแดง พยายามที่จะอธิบายว่า “คน เสื้อแดง” มีความหลากหลายในมิติต่างๆ รวมทั้งตั้งใจที่จะไม่พูดถึงหรือลดความสำคัญของทักษิณลง โดยทั้งนี้สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้วิจารณ์ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การอธิบายโดยการไม่ใส่ปัจจัยด้านทักษิณลงไปในการอธิบายการเกิดขึ้นของคน เสื้อแดงนั้นเพราะจะทำให้มีความสะดวกสบาย (comfortable) ในการอธิบายกับตัวเอง ที่ก่อนหน้านี้ มีลักษณะ “เกลียดทักษิณ” แต่ในอีกทางหนึ่งผู้เขียนกับพบว่า คำอธิบายในลักษณะนี้ นอกจากในหมู่นักวิชาการแล้ว เกิดขึ้นในหมู่เสื้อแดงเองบางส่วนด้วย โดยสิ่งที่ทั้งสองกลุ่มนี้มีร่วมกันคือ มาจากความคิดที่ว่าการมีลักษณะที่หลากหลาย มีความชอบธรรม หรือชอบธรรมมากกว่าปัจจัยที่มาจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษิณเพียงอย่าง เดียว
โดยเมื่อพิจารณาการลงคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งทั่วไป 6 กุมภาพันธ์ 2548 พบว่ามีถึง 87.6 เปอร์เซ็นต์ที่เลือก “พรรคไทยรักไทย” ดังนั้น ในแง่ทางมิติทางการเมือง กล่าวได้ว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ว่าจะมีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร เกือบทั้งหมด เป็นผู้สนับสนุน “พรรคไทยรักไทย” (และดังนั้นในความหมายแคบ คือ อดีตนายกรัฐมนตรี) ในการเลือกตั้งก่อนการรัฐประหาร ขณะที่อีกส่วนที่เหลือ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก มีท่าที่ต่อพรรคไทยรักไทย-ทักษิณ ในลักษณะค่อนข้างที่จะเป็นกลางมากกว่าต่อต้านทักษิณ
ตารางพัฒนาการของขบวนการเคลื่อนไหว “เสื้อแดง”
จากตารางพัฒนาการของขบวนการเคลื่อนไหว จะเห็นว่าการปรากฏตัวครั้งแรกของกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ คือ ช่วงที่ 1 คือ การออกมาเคลื่อนไหวในนามของคาราวานคนจนและสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับ แท็กซี่ เพื่อสนับสนุนรัฐบาล ต่อต้านพันธมิตรฯ ที่สวนจตุจักร ซึ่งขณะนั้นระดมผู้เข้าร่วมในระดับหลายพันคน ขณะที่ในช่วงที่ 2 หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในช่วงแรก (2.1) ที่เป็นกลุ่มกิจกรรมอิสระนั้น ระดมคนเข้าร่วมได้ไม่มากนัก กิจกรรมระดมใหญ่ก็เพียงไม่กี่พันคน ขณะที่ช่วงที่สอง (2.2) หลังจากการยุบพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ PTV เพื่อโค่นล้ม คมช. นั้น สามารถระดมคนเข้าร่วมสูงสุดได้ราว 20,000 คน
ช่วงที่ 3 เมื่อพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลนั้น ช่วงแรก (3.1) การออกมาต่อต้านเริ่มต้นด้วยกลุ่มอิสระและนปช. (ไม่นับร่วมกลุ่ม PTV เก่าที่เข้าไปอยู่ในส่วนรัฐบาล) ที่สนามหลวง ก็ยังไม่สามารถที่จะระดมคนได้มากนัก แต่ช่วงที่สอง (3.2) หลังจากที่พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาล การเคลื่อนไหวภายใต้การนำของความจริงวันนี้ สามารถที่จะระดมคนเข้าร่วมได้นับหมื่นคน โดยครั้งแรก 11 ตุลาคม 2551 ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เป็นการจัดชุมนุมครั้งแรกที่มีการประกาศใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ร่วมกันอย่าง เป็นทางการ และครั้งต่อมา 1 พฤศจิกายน 2551 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน มีผู้ร่วมงานใส่เสื้อสีแดงเต็มสนามกีฬา อย่างน้อยน่าจะถึง 60,000 คน และช่วงที่ 4 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งช่วงมีนาคม-เมษายน 2552 และมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ภายใต้การนำของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน มีผู้เข้าร่วมสูงสุด ในแต่ละครั้งอาจจะถึง 1 แสนคน
ข้อสังเกตที่สำคัญที่ได้จากตารางข้างต้น มีดังต่อไปนี้
1.ผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวมีจำนวนเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนเพียงหลักพันถึงแสนคนในครั้งล่าสุด และการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มย่อยหรืออิสระนั้นสามารถที่จะระดมคนเข้าร่วมได้ น้อยกว่าการเคลื่อนไหวภายใต้การนำของเครือข่ายทักษิณ-ไทยรักไทย (คือ PTV-นปก., ความจริงวันนี้สัญจร-นปช. แดงทั้งแผ่นดิน, สามเกลอ-นปช. แดงทั้งแผ่นดิน) ซึ่งแน่นอนด้านหนึ่งมีจากความต่างๆ ในด้านทรัพยากร แต่ด้านหลักมาจากฐานมวลที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวที่มาจากเครือข่ายผู้สนับ สนุนทักษิณ-ไทยรักไทย (และที่น่าสนใจคือ แม้การเคลื่อนไหวจะนำโดยกลุ่มอิสระ แต่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สนับสนุนทักษิณ)
2. การเปลี่ยนแปลงในด้านปริมาณของผู้เข้าร่วมอย่างก้าวกระโดด คือ ในช่วงที่ 2 ที่พันธมิตรฯ ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใหม่ นำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนและเปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยระหว่างนั้น การชุมนุมใหญ่หลังวันที่ 13 ตุลาคม 2552 มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเต็มสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน
3. การปรากฏตัวของขบวนการเคลื่อนไหวของผู้สนับสนุนทักษิณ-ไทยรักไทย เกิดขึ้นหลังจากหรือต่อต้าน (1) การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ (2) การรัฐประหาร-ยุบพรรคไทยรักไทย, (3) การออกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่ของพันธมิตรฯ และ (4) ล้มรัฐบาลพลังประชาชน หากถือว่าทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการล้มทักษิณ-ไทยรักไทย-พลังประชาชน การเคลื่อนไหวของพวกเขาก็คือ การปกป้องรัฐบาลที่พวกเขาสนับสนุน มาจากการเลือกตั้งของพวกเขา หรือ “ทักษิณ-ไทยรักไทย-พลังประชาชน” นั่นเอง
ในแง่นี้ จึงกล่าวได้ว่า คนเสื้อแดงจึงเป็นขบวนการโต้กลับ (Counter-movement) ของขบวนการเสื้อเหลืองและพวก และการประสบความสำเร็จของคนเสื้อเหลืองก็กระตุ้นทำให้พวกเขาอดรนทนไม่ได้ ต้องออกมาเคลื่อนไหว โดยมีเหตุการณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นอกจากการรัฐประหารที่ทำให้คนส่วนหนึ่งแม้ไม่พอใจแต่ยังไม่ออกมาเคลื่อนไหว คือ การออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลสมัคร และความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลสมัคร-สมชาย
กล่าว เฉพาะการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ แน่นอนที่สุด ปัจจัยภายในองค์กรมีความสำคัญ แต่อย่างที่รู้กันว่า แค่การชุมนุมไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ ไม่นับรวมความเป็นไปได้ในการถูกปราบปรามเมื่อหันไปใช้ยุทธิวิธีการขัดขวาง ระบบการเมืองปกติ เช่น ยึดทำเนียบรัฐบาล-สนามบิน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลไม่สามารถที่จะปราบปราม-สลายได้แม้ว่าจะมีความต้องการก็ตาม นั่นคือ โครงสร้างโอกาสทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ชนชั้นนำอื่นๆ ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลและ/หรือเป็นพันธมิตร กับพันธมิตรฯ จึงเป็นที่มาของคำอธิบายของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการตอบกระทู้ถามสด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ว่า ”ทุกคนทราบดีว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมมา 6 เดือน และใช้เสรีภาพอย่างผิดกฎหมาย ทุกคนก็ทราบดีว่าม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น เพราะหากเป็นม็อบธรรมดาเรื่องจบไปนานแล้ว”
ดังนั้น คนเสื้อแดงจึงต่อต้าน “เส้น” ของพันธมิตรฯ และทุกส่วนที่พวกเขาเชื่อว่ามีส่วนในการโค่นล้มทักษิณและรัฐบาลที่ตนเอง เลือกมา โดยกระบวนการเหล่านี้ พอที่จะสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ติดตามข้อมูลข่าวสารและปะติดปะต่อปรากฎการณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน แม้พวกเขาจะไม่สามารถที่จะอธิบายอย่างละเอียดอย่างเป็นวิชาการว่าเป็นปัญหา ความสัมพันธ์ของสถาบันการเมืองในรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ เป็นประมุขของรัฐได้ก็ตาม
กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วน ได้นิยามวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่าเป็นวัน “ตาสว่างแห่งชาติ” และจะจัดกิจกรรม “19 กันยา วันตาสว่างแห่งชาติ” ในวันพรุ่งนี้ หากวันตาสว่าง หมายถึง วัน realization สำหรับคนเสื้อแดงจำนวนมากเกี่ยวกับปัญหาของความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหา กษัตริย์กับสถาบันอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย หรือมีด้านที่มีวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์นั้น การนิยามนี้ค่อนข้างที่จะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ประวัติศาสตร์ของการก่อเกิดคำ และพัฒนาการของขบวนการเคลื่อนไหวนัก เพราะหลังรัฐประหาร ประเด็นเหล่านี้มีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างจำกัดในหมู่ปัญญาชนเป็น ส่วนใหญ่ ขณะที่คนทั่วไปที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารยังใส่เสื้อเหลือง และอย่างมากก็พุ่งเป้าเฉพาะองคมนตรี และแยกออกกันโดยไม่ได้เสแสร้ง อย่างที่สมศักดิ์อธิบายว่า “ความคิดหรือการแสดงออกที่ภายหลังถูกศัตรูทางการเมืองของพวกเขากล่าวหาว่า “หมิ่นสถาบัน” หรือ “ล้มเจ้า” นั้น หาใช่สิ่งที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นแต่อย่างใด” แน่นอน ที่สุดในกระบวนการเคลื่อนไหว ผู้เข้าร่วมย่อมผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรับรู้ปัญหาดังกล่าวบ้าง แต่ 19 กันยา ก็ยังไม่ได้อยู่ในฐานะของหลักหมายของความเข้าใจดังกล่าว แต่กระบวนการเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงการยึดทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรฯ ที่มีการขยายตัวของผู้เข้าร่วมอย่างมาก และทำให้ปรากฏด้านที่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจน โดยการอภิปรายถกเถียงในเรื่องนี้ที่สำคัญซึ่งแม้แต่ฝ่ายตรงกันข้ามก็ยากจะ โต้แย้งหรือเกิดอาการตาสว่างไปพร้อมกันด้วย และนำไปสู่การประดิษฐ์คำนี้เกิดขึ้นในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง และในอีก 1 ปีต่อมา ก็มีการประกาศ “วันตาสว่างแห่งชาติ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ
และสำนึกบางอย่างที่มีลักษณะวิพากษ์-ถึงรากเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงเกิดขึ้นหลังจากนั้น
ถ้า ด้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำถามว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร สิ่งที่พอจะตอบได้คือ มาจากการปะทะต่อสู้กันของปัจจัย-ผู้กระทำการจำนวนมาก มากกว่าจะเป็นการวางแผนของใคร หรือกล่าวได้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง รวมทั้งการคำนวณผิดของคนสารพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีส่วนสำคัญในการรัฐประหารและพยายามโค่นล้มทักษิณ (ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน) ไม่เพียงแต่เฉพาะพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่ออกมาสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าประเมินสถานการณ์ผิด
หากมองย้อนกลับไปที่การเมืองโดยภาพรวม โดยใช้ 19 กันยา เป็นหลักหมายสำคัญแล้ว พยายามตอบคำถามว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ความคิดหนึ่งที่น่าจะประยุกต์ใช้เพื่อช่วยอธิบายได้ดีคือ ปัญหาเขาควายด้านความมั่นคง (a security dilemma) แม้ว่าบริบทที่เกิดขึ้นนี้จะไม่ใช่ภาวะ anarchy และสงคราม แต่ด้วยความกลัวที่เกิดจากความรับรู้หรือความเชื่อว่ากำลังถูกคุกคาม พวกเขาตัดสินใจที่จะโจมตีก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงจากตกเป็นผู้ถูกโจมตี กล่าวคือ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยมากมายก่อนหน้านี้ แน่นอนอย่างที่นักวิชาการพยายามอธิบายกัน แต่ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่มีความเปลี่ยนแปลงบางด้านที่สำคัญ นั่นคือการที่รัฐสภาหรืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งได้กลายเป็นศูนย์กลางของ อำนาจทางการเมือง รูปธรรมคือ การปรากฏตัวขึ้นของรัฐบาลทักษิณ และประชาชนที่สนับสนุนเขาจำนวนมหาศาล ในขณะที่สถานการณ์ของกลุ่มที่เคยมีอำนาจ ควบควบคุมกำกับการเมืองก่อนหน้า กำลังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่าน ทำให้ส่วนหลังรู้สึกว่าอยู่ในภาวะไม่มั่นคง ถูกท้าทาย หรืออาจจะเป็นผู้ถูกโจมตี-ล้มล้าง ด้วยความกลัวนี้ เพื่อรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้เหมือนเดิม พวกเขาจึงเลือกโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยงการถูกโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง นี่เป็นที่มาของการรัฐประหารและอื่นๆ เพื่อกำจัดทักษิณ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นที่มาของการกำจัดเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา

19 กันยายน คือรัฐประหารที่รุนแรงและนองเลือด

ที่มา ประชาไท

ถ้าจำกันได้ เหตุผลหนึ่งในการรองรับความชอบธรรมของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือรัฐประหารครั้งนั้นไม่นองเลือด (bloodless coup) แถมยังช่วยระงับ หยุดยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมใหญ่ของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 20 กันยายน 2549 หรือแม้แต่ข้ออ้างว่าเป็นการช่วยแก้ไขความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนั้น ระหว่างรัฐบาลทักษิณกับพันธมิตรฯ
แต่ 4 ปีผ่านไป พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐประหารนอกจากจะไม่สามารถหยุดยั้งความขัดแย้งในสังคม ไม่สามารถปฏิรูปอะไรได้แล้ว กลับนำพาสังคมไทยเข้าสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และแม้จะไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรงทันทีทันใด แต่การนองเลือดก็เกิดขึ้นและค่อยๆ มากขึ้นเป็นลำดับเมื่อเวลาผ่านไป
บทความนี้เสนอให้มองการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในระยะยาวกว่าวันที่ 19 กันยายน 2549 ยาวกว่าเวลาอยู่ในอำนาจของคมช. หรือยาวกว่าเวลาการมีอำนาจของรัฐบาลพลเอกสรยุทธ์ จุลานนท์ แต่หลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงทุกวันนี้ สังคมไทยยังคงอยู่ใน "กระบวนการรัฐประหาร" ที่ไม่สิ้นสุด อีกทั้งยังได้ตกลงไปในหลุมลึกของความขัดแย้งใหม่ ซึ่งแหลมคมจนแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงมาหลายต่อหลายครั้ง เราจึงควรมองการรัฐประหารครั้งนี้ในฐานะรัฐประหารที่นำไปสู่การนองเลือด อย่างต่อเนื่อง (bloodshed coup) ทั้งของฝ่ายที่พิทักษ์กระบวนการรัฐประหาร และฝ่ายที่ต่อต้านกระบวนการรัฐประหาร
การ จดจำเนื้อหา หรือความหมายที่ถูกให้กับเหตุการณ์นี้ใหม่มีความสำคัญยิ่ง ทั้งในแง่ของการมองผลของการรัฐประหารต่อความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน และในแง่ของการปฏิเสธความชอบธรรมใดๆ ของรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
เนื้อหาและรูปแบบของการรัฐประหาร
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 3-9 กันยายน 2553 ได้ลงบทสัมภาษณ์พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำการรัฐประหาร 19 กันยายน ในโอกาสที่ใกล้ครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์นั้น ความตอนหนึ่งว่า
“มี สักแว่บหนึ่งของความคิดบ้างไหม ที่พอเห็นเหตุการณ์รุนแรงทางหน้าจอทีวี แล้วเกิดความรู้สึกว่า เป็นเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือเปล่า บ้านเมืองถึงเดินมาถึงจุดนี้ได้
- ทางกองทัพมีหน้าที่ในเรื่องการรักษาความมั่นคง รักษาความปลอดภัย และที่สำคัญรักษาระบอบประชาธิปไตย กองทัพมีหน้าที่พวกนี้
ท่านไม่คิดว่าเป็นเพราะการรัฐประหารหรอกหรือ
- มันอาจจะเกิดจากที่ผ่านมา เกิดจากว่าเราประเมินสถานการณ์ข้างหน้าดูดีมากไปหน่อย
หมายความว่า ไม่ได้ประเมินว่ามันจะเลวร้าย
- ใช่ ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายไปถึงขนาดนี้ ไม่มีใครคาดคิด
ไม่คิดว่าเป็นเพราะการรัฐประหารแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณเขาสู้ ทำให้เกิดปัญหามาจนถึงวันนี้
- ผมทำตรงนี้ก็เพื่อว่ารักษาระบอบประชาธิปไตย เป็นหน้าที่ของกองทัพ บ้านเราต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเมื่อมันกำลังสับสนในระบอบประชาธิปไตย เราก็เข้ามาจัดระบบให้มันเป็นประชาธิปไตย”
นอกจากจะน่าสนใจที่จะตั้งคำถามว่าเมื่อไรกันที่กองทัพมีหน้าที่สำคัญในการรักษา “ระบอบ ประชาธิปไตย” แล้ว ยังน่าสนใจในความขัดแย้งของตรรกะวิธีคิดของนายทหารผู้นี้ เพราะหากกองทัพทำไปเพราะต้องการรักษา “ระบอบประชาธิปไตย” แล้ว เหตุใดกระบวนการตัดสินใจ ประเมินสถานการณ์ข้างหน้าหลังจากการรัฐประหาร กลับกระทำโดยคณะรัฐประหาร หรือคนกลุ่มน้อยไม่กี่คน
แต่มองในอีกมุมหนึ่ง “ระบอบ ประชาธิปไตย” ที่พล.อ.สนธิกล่าวถึงนั้น กลับไม่ได้หมายความถึงการปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ ที่ให้ความสำคัญกับเสียงส่วนน้อย ผู้คอยถ่วงดุลตรวจสอบเสียงส่วนใหญ่ และเสนอทางเลือกให้หากเสียงส่วนใหญ่พาไปในทางที่ผิดแล้ว แต่หมายถึงการปกครองของคนส่วนน้อย ที่ในสภาวะซึ่งเกิด "ความสับสน" ขึ้นในสังคม จะ “รู้ดีกว่า” คนส่วนใหญ่ว่าอะไร “มั่นคง” อะไรคือ “ประชาธิปไตย” และอะไรคือทางแก้ปัญหา
จึงไม่ใช่เรื่องขัดแย้งหรือน่าแปลกใจ ที่เหล่าคณะรัฐประหารจะประเมินสถานการณ์ข้างหน้ากันเอาเอง แล้วจึง “เข้ามาจัดระบบให้มันเป็นประชาธิปไตย”
อาจกล่าวได้ว่า เนื้อหาของการรัฐประหารครั้งนี้คือการที่คนกลุ่มน้อยซึ่ง “รู้ดีกว่า” เข้ามาจัด “ระบบประชาธิปไตย” ใหม่ที่ถูกทำให้ “สับสน” ไปในสมัยของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้คืนสู่ “สภาพเดิม”
เกษียร เตชะพีระ เคยประเมินเนื้อหาหรือแก่นแท้ของการรัฐประหาร 19 กันยายน ว่าเป็น "รัฐประหารเพื่อราชบัลลังก์...กล่าวอีกนัยหนึ่งคือก่อรัฐประหารขึ้นก็เพื่อปฏิรูปประชาธิปไตยไทยไปในลักษณะวิถีทางที่จะทำให้มันปลอดภัยสำหรับสถาบันกษัตริย์จากการท้าทายด้วยอำนาจนำทางการเมืองของกลุ่มทุนใหญ่ หรือ ที่พลเอกสนธิ เรียกในเวลาต่อมาว่า ‘เผด็จการทุนนิยม’ ” นั่นเอง (เน้นโดยเกษียรเอง ใน "รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 กับการเมืองไทย" รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 29 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2551 หน้า 52-53)
สำหรับ รูปแบบของการรัฐประหาร เกษียรก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นการรัฐประหารเชิงตั้งรับ คือทหารเข้ามาแทรกแซง ยึดอำนาจรัฐแบบเฉพาะกิจเฉพาะการณ์ ช่วงเวลาค่อนข้างสั้น จากนั้นก็ฟื้นฟูการปกครองโดยพลเรือนคืนมาพร้อมกับทหารพากันยกพลกลับสู่กรม กองบางส่วน (หน้า 54)
นอก จากนั้น รูปแบบอีกอย่างหนึ่งของการรัฐประหารในครั้งนี้คือ การดึงสถาบัน และองค์กรหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเข้ามารองรับความชอบธรรมของการยึดอำนาจโดยทหาร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันตุลาการ สถาบันกษัตริย์ สถาบันวิชาการ องคมนตรี องค์กรอิสระ นักการเมือง เอ็นจีโอ รวมทั้ง “ภาค ประชาชน” บางส่วน นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ในช่วงแรกของการรัฐประหารไม่มีความรุนแรง หรือการนองเลือดเกิดขึ้น เพราะมีฐานค้ำยันจำนวนมากอยู่
อีก ทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐประหารยังไม่ สามารถก่อตัว รวมตัวต่อสู้ ต่อต้านได้ แต่ก็เต็มไปด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยจากกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยหลายกลุ่มโดย ตลอดตั้งแต่หลังการรัฐประหารเป็นต้นมา ก่อนที่จะแปรกลายไปเป็นกลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงหรือนปช.หลังการลงประชามติ รัฐธรรมนูญ 2550 ในที่สุด
กระบวนการรัฐประหารและต้านรัฐประหารยังไม่สิ้นสุด
การยึดอำนาจโดยตัวของมันเอง ไม่ได้ทำให้เกิดการจัด “ระบบ ประชาธิปไตย” ใหม่ได้แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงการขับไล่ผู้ครองอำนาจอยู่เดิมออกไปเท่านั้น กระบวนการต่างๆ ที่ตามมาหลังจากนั้นจึงเป็น
แถม วิธีการที่ใช้ก็เช่นเดียวกับช่วง รัฐประหาร คือการดึงสถาบันหรือองค์กรทุกๆ ภาคส่วนดังกล่าวข้างต้น เข้ามาพัวพัน แทรกแซง วุ่นวายกับการรื้อถอนระบบการเมืองเก่าที่ "สับสน" และจัดระบบการเมืองใหม่ที่จะทำให้สังคมไทยกลับสู่ "สภาพเดิม" อย่างปกติสุข ดังนั้นแม้คณะรัฐประหารจะหมดอำนาจไปแล้ว แต่กระบวนการจัดระบบใหม่ก็ยังถูกส่งไม้ไปยังตัวละครทางการเมืองอื่นๆ ต่อไป และแม้จะเกิดการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ขึ้น แต่กระบวนการหลังจากนั้นก็ยังดำเนินไปภายใต้เนื้อหาของการรัฐประหารเช่นเดิม
เพียง แต่ผลที่ "ไม่มีใครคาดคิด" ก็เกิดขึ้นตามมา เมื่อวิธีการดึงสถาบันและองค์กรจำนวนมากเข้ามาช่วยกันกำจัดระบบเก่า สร้างระบบใหม่ กลับกลายเป็นการกัดกร่อน ทำลาย บ่อนเซาะตัวสถาบัน องค์กรต่างๆ เหล่านั้นเสียเอง กระบวนการจัดการทักษิณและการ "ปฏิรูปประชาธิปไตยไทย" ดำเนินไปตลอด 4 ปีโดยสะสมปัญหาและผลิตความขัดแย้งมากขึ้นทุกวัน ยิ่งเดินหน้าไปความรุนแรงก็มากขึ้นเรื่อยๆ ความพยายามพิทักษ์เนื้อหาของการ รัฐประหารจึงใช้ต้นทุนทางสังคมไทยสูงมากในทุกๆ ด้าน ซึ่งนอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ยังไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรจึงจะได้ทุนคืนมา
ระบบ ยุติธรรมที่พอจะมีอยู่บ้างในสังคม พังทลายลงจนคนจำนวนมากไม่เชื่อถืออีกเลยไม่ว่าจะตัดสินเรื่องใดก็ตาม ความน่าเชื่อถือต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมหลายคนมลายหายสูญไปอย่างที่ไม่เคย มีมาก่อน สถาบันกษัตริย์ถูกดึงและลงมาพัวพันกับความขัดแย้ง ซึ่งยิ่งสร้างความสุ่มเสี่ยงของโอกาสเกิดความรุนแรง สถาบันวิชาการถูกท้าทาย ตั้งคำถาม และถูกมองอย่างหมดความหวัง สถานะความเป็นเอ็นจีโอถูกสงสัย เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ของรัฐเป็นจำนวนมาก และต้องเผชิญกับความแตกร้าวภายในอย่างรุนแรง
เงื่อนไข เหล่านี้เอง ที่ทำให้ขบวนการต้านรัฐประหารค่อยๆ เติบโตขึ้น การรวมตัวขยายใหญ่ขึ้น แน่นอนว่าคนบางส่วนก็สนับสนุนทักษิณ หากแม้รัฐบาลทักษิณจะมีปัญหาในหลายๆ ด้าน และตัวระบบการเมืองในสมัยทักษิณก็มีปัญหาเช่นกัน แต่ "การปฏิรูปประชาธิปไตย" โดยเริ่มต้นจากการทำรัฐประหารกลับกลายเป็นการเพิ่มเงื่อนไขของความขัดแย้ง แทนที่จะลดความรุนแรงลงไปดังที่ถูกอ้าง
ประเด็น ความไม่เป็นธรรมจากการพยายาม รื้อระบบเก่า เป็นไปอย่างโจ่งแจ้งและสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยมา จนหลอมรวมกลายเป็น "สภาวะสองมาตรฐาน" ประเด็นความไม่พอใจต่อ "คนกลุ่มน้อยที่รู้ดีกว่า" ผนวกรวมกับปัญหาการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทยที่คาราคาซังมาตั้งแต่ 2475 กลายมาเป็นถ้อยคำที่ถูกเรียกว่า "อำมาตย์กับไพร่"
คน จำนวนมากที่ในตอนแรกไม่ได้สนใจเข้า ร่วมต้านรัฐประหาร แต่สะสมความไม่พอใจไว้ และเมื่อกระบวนการพิทักษ์รัฐประหารยิ่งแสดงความไม่เป็นธรรมมากขึ้น คนเหล่านี้ก็ทยอยกระโดดลงมาร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเมื่อสงกรานต์เลือดปีที่แล้ว ต้นปีที่ผ่านมา และในขณะนี้
สิ่ง สำคัญอีกประการ ที่เป็นผลพวงใหญ่ของการรัฐประหารครั้งนี้ คือการรื้อฟื้นอำนาจของกองทัพต่อการเมือง และทำให้วิธีการทางทหารในการจัดการปัญหาความขัดแย้งต่างๆ กลับคืนมาสู่สังคมไทย
ไล่ ตั้งแต่งบประมาณทางทหารที่หลายคน ชี้ให้เห็นแล้วว่าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี หรือการเข้ามาแทรกแซงการเมืองอย่างการตั้ง "รัฐบาลในค่ายทหาร" หรือการที่กฎหมายด้านความมั่นคง ซึ่งให้อำนาจกับทหารและฝ่ายความมั่นคงอย่างมาก ได้แก่ กฎอัยการศึก, พรก.ฉุกเฉิน และพรบ.ความมั่นคง ถูกประกาศใช้อย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ในสมัยนายกฯ สมัคร และสมชาย ก็มีการใช้กฎหมายเหล่านี้เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าใครจะเข้ามายึดกุม อำนาจ แต่รัฐและสังคมไทยได้เปิดโอกาสให้มีการใช้กระบวนการทางทหารเข้ามาจัดการ ปัญหาอย่างเข้มข้น
รวม ถึงการใช้อาวุธสงครามไม่รู้กี่ ประเภทที่มีให้เห็นอยู่แทบตลอดในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะใช้ยิงกันโต้งๆ กลางเมือง หรือแอบยิงในที่ต่างๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นคนทำ มันกลับสะท้อนเช่นเดียวกันว่า "เครื่องมือแบบทหาร" กำลังถูกใช้ในความขัดแย้งครั้งนี้ จนอาจกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว
หาก ก็ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านี้ อำนาจของกองทัพ หรือวิธีการทางทหารไม่ได้มีอยู่ในช่วงรัฐบาลทักษิณ (เห็นได้ชัดเจนในกรณีปัญหาชายแดนใต้) เพียงแต่ความเข้มข้นและปริมาณในระดับประเทศกลับมากขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ ปีที่ผ่านมา
การดึงวิธีการและเครื่องมือแบบทหาร (Militarization) กลับเข้ามาในการเมืองไทยอย่างเข้มข้นดังกล่าว กลายเป็นผลผลิตหนึ่งของการรัฐประหาร ที่ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นคนใช้ มันกลับยิ่งค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความรุนแรงในความหมายกว้าง ที่ไม่จำเป็นต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย อย่างการปิดกั้นสื่อ การคุกคามสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในรูปแบบต่างๆ และความรุนแรงในความหมายแคบ นั่นคือการบาดเจ็บ ล้มตายของผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน สีใด
ถ้า สังคมไทยไม่หาวิธีการลดความเข้มข้น ของการใช้เครื่องมือแบบทหารเหล่านี้ลง อาจเป็นไปได้ว่า ความรุนแรงอาจขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็พึงตระหนักว่าการใช้วิธีการแบบทหารจัดการกับวิธีการแบบทหารเหมือนกัน กลับจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงเสียอีกด้วยซ้ำ พรก.ฉุกเฉินที่ดำเนินอยู่ขณะนี้ จึงส่งเสริมความรุนแรงในตัวของมันเอง
กลับไม่ได้ ไปก็ไม่ถึง
กระบวน การรัฐประหารได้พาสังคมไทยตกลง ไปในหลุมลึกที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน บานปลายเรื่อยมา แถมการพยายามถอยขึ้นมาจากหลุมก็ดูจะไม่ง่าย จะไปต่อข้างหน้าก็ดูจะมืดๆ มัวๆ อีกเช่นกัน
คณะ รัฐประหารดูเหมือนจะรู้ว่าทางเลือก ที่นำสังคมไทยมานั้นผิด พ.ล.เอกสนธิ บุญยรัตกลิน ตอบบทสัมภาษณ์ของมติชนสุดสัปดาห์ว่าถ้าเลือกใหม่ได้ อาจจะไม่ทำรัฐประหาร และ “ไม่คิด ว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้ ” แม้คำตอบจะเป็นไปแบบอ้ำๆ อึ้งๆ อ้อมค้อมไปหน่อยก็ตาม แต่ปัญหาคือสังคมกลับไปก่อนหน้าการรัฐประหารไม่ได้เสียแล้ว พวกเขาทำการเลือกใหม่ไม่ได้
ขณะ ที่เหล่าผู้พิทักษ์การรัฐประหาร พยายามเดินหน้าต่อไป โดยไม่สนใจความผิดพลาดในอดีต อ้างซ้ำๆ ว่ามันเกิดขึ้นแล้วจะให้ทำอย่างไร แต่ก็กลับพบว่ากระบวนทั้งหมดที่ผ่านมาก็เป็นไปอย่างไม่ชอบธรรมเสีย แล้ว “ความผิดเก่าๆ” ยังไม่เคยถูกแก้ไข “ความผิดใหม่ๆ” ก็สะสมเพิ่มขึ้นมา แถมคนจำนวนมากเลือกไม่สังฆกรรมกับกระบวนการใดๆ ทั้งหมดตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากยังต่อสู้ เหนี่ยวรั้ง ตั้งคำถาม และท้าทายให้จัดการกับมันใหม่ ความตึงเครียดดังกล่าวจึงยังอยู่ในสังคมไทยมาตลอดและพร้อมแปรเปลี่ยนเป็น ความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา
อาจกล่าว ได้ว่ากระบวนการรัฐประหาร เป็นทั้งความรุนแรงโดยตัวมันเอง และเป็นโครงสร้างที่ผลิตความขัดแย้ง ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์ 10 เมษายน จนถึง 19 พฤษภาคม จึงถือได้ว่าเป็นผลพวงที่มาช้าไปเกือบ 4 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน แต่แทนที่พลเมืองจะออกมาต่อสู้กับทหารที่รัฐประหาร ทหารกลับออกมา “กระชับพื้นที่” ของพลเมืองแทน
แต่ หากมองในทางกลับกัน สังคมไทยมีเวลาถึงเกือบ 4 ปีในการแก้ไข “ความผิดพลาด” หรือหยุดยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เราจึงอาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองร่วมกันว่าเหตุใดเราจึงมากันถึงวันนี้? และต่อจากนี้ไปเราจะจัดการกับโครงสร้างแบบนี้อย่างไร?

เตือนความจำ...รัฐประหาร 19 กันยายน 4 ปีแล้ว

ที่มา ประชาไท

ผม เองไม่ได้มีเวลาไล่เรียงอะไรกับงานชิ้นนี้มาก เพราะอยู่ในระหว่างเตรียมตัวสอบภาษาเพื่อจะไปเรียนต่อในเร็วๆ นี้ ตอนแรกก็กะว่าจะไม่เขียนอะไร แต่สุดท้าย (ประมาณ 5 โมงครึ่ง ของวันที่ 18) ก็ทำใจไม่ได้ คิดเสียว่าเขียนน้อย ก็ยังดีกว่าไม่เขียนเลย เลยเป็นที่มาของสารเตือนความจำนี้
ดังที่จั่วหัวไว้ ผมเขียนนั้นไม่ได้หวังอะไรนอกจาก “กันไม่ให้ลืมการรัฐประหารที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย” อย่าง 19 กันยายน 2549 ด้วยกระแสอื่นๆ เช่น ข่าวฟิลม์ รัฐภูมิ (อาจ)จะมีลูกอายุ 3 เดือน, ข่าวกรณีความร้าวฉานทางความสัมพันธ์ ไทย – ซาอุดิอาระเบีย (ซึ่งบางสำนักข่าวยังคงเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่าทักษิณสามารถซื้อทุกอย่างบน โลกนี้ได้ เว้นแต่เพียงสลิ่ม), การเล่นเฟสบุ๊ค,ฤดูกาลแห่งการสอบ, ฯลฯ ผมอยากจะย้ำกันลืมอีกครั้งว่า ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วย หรือเกลียดทักษิณอย่าง ไร แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ทักษิณ และพรรคไทยรักไทยนั้นมาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางการเลือกผู้นำของระบอบ ประชาธิปไตย และเป็นผู้ซึ่งได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ฉะนั้นการรัฐประหาร 19 กันยา จึงหมายถึงการ “ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่สะท้อนถึงความต้องการของคนไทยมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์” หรือพูดง่ายๆ ว่าคือการรัฐประหารที่ “ชั่วร้าย โสมม และอัปรีย์ที่สุด หากมองด้วยบรรทัดฐานของประชาธิปไตย”
หากพูดในระดับซีเรียสที่สุด เราคงพูดไม่ได้ว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือ “การล้มประชาธิปไตยไทย” เพราะประเทศไทยไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ดังที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอไว้ว่า ประชาธิปไตยไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้ หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ประชาชน” ซึ่งน่ารันทดเหลือแสน ประเทศไทยไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “ประชาชน” มาก่อน มีเพียง “ละอองผงใต้ฝ่าตีน”1ฉะนั้น เราอาจจะเรียกว่าเป็น “ฝุ่นใต้ตีนธิปไตย” ก็คงได้กระมัง แต่กระนั้นก่อนการรัฐประหาร ความเปลี่ยนแปลงภายใน “ฝุ่นใต้ตีนธิปไตย” ก็มีขึ้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ เริ่มเกิดสิ่งที่เรียกกันว่า “Self-Determination (การกำหนดการปกครองด้วยตนเอง)” ในหมู่คนไทย แม้จะไม่เต็มที่แต่เราก็เห็นได้ถึงเค้าลางของสิ่งนี้ (ซึ่งสุดท้ายจะนำมาซึ่ง “สถานะของความเป็น “ประชาชน” ได้)
การ ที่คนไทยเริ่มหันมาตอบสนองต่อนโยบายของพรรคการเมือง, การมาสนใจว่านโยบายของพรรคไหนนั้นตอบสนองต่อผลประโยชน์ของพวกตน แล้วทำการเลือกพรรคนั้นมาเป็นผู้แทนของตน และทำการปกครองประเทศต่อไปโดยอิสระนั้น ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีของการเกิด Self-Determination อันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยไตย” ได้เสียที แต่แล้วกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ทั้งผู้ถือครองฐานันดรชั้นสูง สุดของไทย, กลุ่มผู้มีอำนาจเก่าทางการเมืองจะระบอบฝุ่นใต้ตีนธิปไตย ก็ไม่ยอมให้ครรภ์ที่ชื่อประชาธิปไตยถึงกำหนดคลอดได้ และได้ร่วมมือกัน “ทำแท้งประชาธิปไตย” ด้วยรัฐประหาร 19 กันยา...แม้ 19 กันยา จะไม่ใช่การล้มประชาธิปไตย แต่มันก็คือการ “ทำแท้งประชาธิปไตยที่แสนโสมม” มันไม่ใช่แค่การพยายามล้มพรรค หรือล้มบุคคลซึ่งมาจากกระบวนการคัดสรรแบบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่มันคือการตัดตอน และผลักไสใล่ส่งให้คนไทยที่พยายามจะก้าวเข้าสู่สถานะของความเป็นประชาชน กลับสู่สถานะของการฝุ่นผงอย่างคงระเบียบแบบแผนเดิมต่อไป
หลัง จากวันที่ 19 กันยายน 2549 คนไทยบางกลุ่มก็ร่วมยินดี เฮโล และสมัครใจเป็นฝุ่นผงต่อไป (ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว) บางคนก็จำใจกลับมาเป็นฝุ่นผงอย่างไม่สู้สะดวกใจนัก นั่งพร่ำบ่นนู่นนี่ไปวันๆ และอีกพวกหนึ่งที่พยายามจะต่อสู้เพื่อการเป็นประชาชนต่อไป เป็นกลุ่มคนที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถึงพัฒนาการของ Self-Determination ที่เรียกคร่าวๆ กันว่า “มวลชนเสื้อแดง” (แต่น่าเสียดายที่แกนนำบางคนพยายามในทางตรงกันข้าม หรือบางคนก็ก้าวร้าว รุนแรงจนทำให้เสียขบวนไปทั้งยวง) และแน่นอน ผู้ซึ่งฝังผลประโยชน์ของตนไว้กับระบอบฝุ่นใต้ตีนธิปไตย (ชุดเดิมกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจจะเปลี่ยนตัวประกอบบ้างบางตัว แต่ตัวละครหลักดังเดิม) ย่อมไม่อนุญาตให้เกิด Self-Determination ได้ ไม่ยอมให้เกิดประชาชนได้ และแล้วการปราบปรามอันนองเลือดที่อย่าง “พฤษภา 53” ก็ได้เกิดขึ้น โดยที่ฆาตกรบางคนก็ยังอยู่รอดมาหลายเดือน บางคนอยู่รอดมาหลายสิบปี (หากจะไม่รอดก็อาจจะเพราะสังขาร ไม่ใช่เพราะการเมืองกระมัง) และแล้วทุกอย่างก็สงัดลงอีกครั้ง ราวกับว่าเราจะโดน “ทำหมันประชาธิปไตย” โดยถาวรก็มิปาน
และ การสมานแผลทำหมัน โดยรัฐบาลในแคมเปญ “ตบหัวแล้วลูบหลัง” ก็เริ่มขึ้น ด้วยพวกที่เรียกๆ กันว่า “คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ” ซึ่งน่าตกใจยิ่งที่คนหนึ่งในนั้น ปรากฏชื่อ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ขึ้น (แม้ผมจะไม่ได้ชอบงานนิธินัก แต่ก็พยายามเชื่อว่าอยู่ฝ่ายต้องการประชาธิปไตยมาโดยตลอด) แต่การปรากฏตัวขึ้นของนิธิ ในแคมเปญตบหัวแล้วลูบหลังนี้นั้น ทำให้เราได้เทราบถึง “ความใฝ่ต่ำทางการเมือง และประชาธิปไตย” ของนิธิเองได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แคมเปญนี้ก็ยังหาทางใช้ประโยชน์จากพลังของพุทธศาสนา ที่บังคับยัด บังคับสอน บังคับเสพจนกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันก้าวล่วงไม่ได้ในสังคม ไทย ด้วยการตั้งพระภิกษุที่แลดูมีความรู้ (แต่ไม่ได้มีความคิดนัก) อย่างพระไพศาลมาอยู่เป็นยันต์กันคนด่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพจนคนแทบจะลืม หรือเลิกสนใจการเข่นฆ่า หรือรัฐประหารที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไปเสียสิ้น
ผมอยากจะบอกว่า “จงอย่าลืม”...หาก ยังคงจำได้ โอกาสจะผ่าตัดแก้หมันก็ยังมี แม้จะอีกยาวไกล แต่ก็ยังคงมีทาง แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยให้ความทรงจำโดนจัดการ และการรับรู้โดนทำหมันไปด้วย ก็คงจะยากที่เราจะได้เป็นประชาชนกันเสียที
ด้วยความเคารพ
18 กันยายน 2553 (18.28 น.)
--------------------------------------
1 โปรดดู จากพฤษภาประชาธรรม ถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข: อ่านการต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย ใน ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (มกราคม – กันยายน), (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน : กรุงเทพฯ, 2553), หน้า 198 – 200.

สักวันความเจ็บปวดนี้อาจจะมีประโยชน์สำหรับพวกเราทุกคน*

ที่มา Thai E-News



โดย Peter Sri มีเฌอเ็็ป็นลูกรัก
ที่มา เฟซบุ๊ค

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นโดยผู้เขียนมีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา และน่าจะประกอบสร้างไปด้วยโลภะ โทสะและโมหะ จึงเหมาะสำหรับประชาชนธรรมดาผู้มีสติ ส่วนผู้รักสันติและมีวิจารณญาณสูงส่งไม่ควรอ่านด้วยประการทั้งปวง


ภาย หลังการเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้อง ถนนใจกลางเมืองเทวดา ตั้งแต่เมษายน – พฤษภาคม 2553 ประเทศไทยดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ภาวะปรกติอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความประหลาดใจของชาวต่างชาติว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นกันหรือ ประชาชนตายจำนวนมากทำไมไม่มีการตรวจสอบหาผู้กระทำความผิด

สื่อต่าง ชาติบางสำนักถึงกับประณามว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน ประเทศไทย เป็นเพราะคนไทยไม่เคยแยแสถ้าหากว่าเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นไม่เกิดขึ้นกับ ตัวเอง ครอบครัวหรือคนใกล้เคียง

เด็กชายเฌอเมื่อยังเยาว์

ใน ฐานะครอบครัวผู้สูญเสียผมคิดว่ามันน่าจะใกล้เคียง เพราะหากลูกชายคนเดียวของครอบครัวไม่เสียชีวิตผมก็สงสัยอยู่ว่าผมจะออกมา “อินเตอร์แอ็คทีฟ” ได้ขนาดนี้เชียวหรือ

แน่นอนว่าท่ามกลางความ ประหลาดใจ ย่อมเจือปนไปด้วยความเจ็บปวดเป็นระยะๆของครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งด้วยความไม่เจตนาหรือด้วยความต้องการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งของคนรอบ ข้าง โดยลืมหรืออาจตั้งใจที่จะละเลยสิ่งที่เรียกว่า “กาละเทศ” ผมจะลองลำดับเพียงบางเรื่องมาสู่กันฟังเผื่อว่าสักวันความเจ็บปวดนี้จะมี ประโยชน์สำหรับพวกเราทุกคนอยู่บ้าง

ความเจ็บปวดครั้งแรกๆ ของครอบครัวเราเกิด ขึ้นเมื่อญาติสนิทมิตรสหายทราบข่าวการเสียชีวิตของ “เฌอ” แน่นอนว่าส่วนหนึ่งยังนิยมใช้โทรศัพท์แสดงความเสียใจเพราะไม่ต้องลงทุนมาก มายนัก อีกทั้งโทรศัพท์บ้านเรายังไปไม่ถึงขั้น “มองหน้าสบตา” ในระหว่างที่สนทนากัน ทำให้การใช้โทรศัพท์มักจะเป็น “ทางออกที่ดี” รูปแบบหนึ่ง

กรณีหนึ่งผมได้รับสายจากคนที่ผมเคยนับเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ที่ทราบเรื่องจากการบอกต่อของกลุ่มเพื่อนว่าผมเสียลูกชายในเหตุการณ์ความ รุนแรงที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชน คำแรกที่เธอพูดออกมาคือ “เฮ้ย..เสียใจด้วยนะ แต่ฉันอยู่ฝ่ายรัฐบาลว่ะ” ก่อนจะสอบถามรายละเอียดเหมือนคนทั่วๆไป และบอกว่าจะมางานศพในวันไหน หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในฝักฝ่ายที่ตัวเองนิยม ก่อนจะร่ำลาและวางหูไปเมื่อเสร็จธุระของตัว ทิ้งให้ผมงงงวยโดยไม่มีโอกาสได้ชี้แจงใดๆอยู่เพียงลำพังว่า “ลูกกูตายแล้วเกี่ยวอะไรกับการอยู่ฝ่ายไหนของมันวะ” ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยก็ได้ฝึกฝน “การฟัง” ของตัวเองแหละน่า เรื่องนี้จบลงที่วันฌาปนกิจเธอโทรมาให้เหตุผลที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้เพราะ ตอนนี้ “เกิดเหตุจลาจลเผาบ้านเผาเมืองไปทั่วแล้วเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย” ผมรับฟังอย่างเงียบๆ ก่อนวางสายหันไปสนทนากับเพื่อนและครอบครัวที่บินตรงมาจากยะลา รวมทั้งพี่ที่เคยร่วมงานกันที่ตรงมาจากเชียงรายถึงพร้อมกันในวันสุดท้ายของ เฌอบนดาวแห่งความโหดร้ายดวงนี้

อีกสองสามครั้ง เมื่อคุณแม่น้องเฌอเดินทางไปรับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ “คำพูดและท่าที” ที่ไม่ระมัดระวังและแสดงความรังเกียจครอบครัวผู้สูญเสียของเจ้าหน้าที่ผู้ ปฏิบัติงานในบางหน่วยงาน ที่ภรรยามาถ่ายทอดให้ผมฟังอีกครั้งนั้นก็แสดงถึงความไม่รู้เท่าการณ์ และแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่จิตใต้สำนึกที่ผลักดันการแสดงออกเช่นนี้ออกมา อย่างไม่สามารถปิดไว้ได้แม้จะมีความพยายามเช่นใด

เหตุการณ์ลักษณะ เดียวกันที่ผมมีโอกาสประสบพบเห็นโดยตรง และสามารถนำมาเล่าในเชิงรายละเอียดได้ คือ เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI. จัดแถลงข่าวความคืบหน้าของการสอบสวนคดีที่เกิดจากความรุนแรงที่รัฐบาลกระทำ ต่อประชาชนในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคมที่ผ่านมา คุณแม่พะเยา อัคฮาด คุณแม่ของคุณกมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ได้โทรมาชักชวนให้ผมไปร่วมฟังด้วยเผื่อจะมีอะไรปรึกษาหารือกันรวมทั้งครอบ ครัวญาติอีกหลายราย

ขณะที่ผมกำลังเดินทางจะถึง DSI. ที่ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ คุณแม่คุณเกด ได้โทรมาบอกว่า DSI. ได้ย้ายสถานที่แถลงข่าวไปที่ที่ทำการของกระทรงยุติธรรม(เดิม) ที่อาคาร Software Park แล้ว พวกเราเลยต้องดั้นด้นตามไปเพียงเพื่อจะพบว่าการแถลงข่าวได้เสร็จสิ้นลงโดย ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

สื่อมวลชนที่ลงมาจากห้องแถลงข่าวได้เล่าให้ฟัง ว่าสงสัยคงจะต้องการคลายความกดดัน จากการที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นมาวางดอกไม้เคารพศพนักข่าว ชาวญี่ปุ่น บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทิ้งความงงงวยไว้ให้กับเหล่าครอบครัวผู้สูญเสียไว้เบื้องหลัง

วัน เดียวกัน กลุ่มเครือญาติโดยมีคุณแม่คุณเกดเป็นแกนนำ ยังได้ชักชวนให้ไปติดตามความคืบหน้าการพิจารณาเงินช่วยเหลือของสำนักงานช่วย เหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งหลายรายญาติมิตรได้ผ่านการทำบุญร้อยวันโดยไม่มีการชี้แจงความคืบหน้าของ การพิจารณาแต่อย่างใด เมื่อไปถึงท่านผู้อำนวยการฯได้ตอบข้อซักถามของคุณแม่น้องเกดและท่านอื่นๆ ก่อนจะยืนยันว่าจะดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น

ท่านผู้อำนวยการฯ ยังได้ยกตัวอย่างความกรุณาของท่านในการให้ความช่วยเหลือผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บให้ฟังว่า
“มีคนหนึ่งหูหนวกแล้วก็พูดไม่ได้ มันจะเดินไปทำงานก็เดินตามคนอื่นๆที่ซอยรางน้ำจะไปขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ฯ พอเริ่มมีการยิงกันคนอื่นก็วิ่ง ไอ้นี่ไม่รู้เรื่องไม่ได้ยินอะไร เห็นคนวิ่งก็วิ่งตาม แล้วคุณคิดดู คนเยอะแยะยิงโดนใครไม่โดนดันมาโดนไอ้หนวกนี่ แล้วโดนที่ไหนไม่โดนดันโดนไข่อีก ผมก็เลยอนุมัติเงินช่วยเหลือให้มันไป 15,000 บาท สงสารมันน่ะหูหนวกแล้วยังซวยอีก”
แล้วท่านก็หัวเราะด้วยความสนุกสนาน เป็นอีกครั้งที่ีผมได้ฝึกการข่มกลั้นพร้อมนึกถึงคำพระที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด”

ล่าสุด และเป็นสาเหตุที่ผมคิดว่าคงต้องถ่ายทอดอะไรออกมาบ้างก่อนที่จะช้ำในตายโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ นั่นคือกรุงเทพมหานครได้ติดต่อให้ไปรับเงินช่วยเหลือเยียวยา ครั้งแรกผมยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่าครอบครัวมีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัด นนทบุรีและไม่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆกับทางกรุงเทพมหานคร แต่ปลายสายยืนยันว่าทางผู้ว่าการฯยินดีให้ความช่วยเหลือทุกคน โดยไม่แบ่งว่าเป็นคนจังหวัดไหน ผมจึงแจ้งชื่อยืนยัน

ผมและภรรยาไปถึง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครค่อนข้างล่าเลยเวลานัดหมายพอสมควร แต่แถวของญาติที่กำลังลงทะเบียนก็ยาวมิใช่น้อย ขณะที่เรากำลังหันรีหันขวาง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เข้ามาถามและเมื่อทราบว่าเป็นครอบครัวผู้ เสียชีวิตจึงให้ไปรวมที่ห้องประชุมใหญ่เพื่อรอเรียก พอเราเข้าไปพบว่ากำลังมีการแถลงข่าว “มหกรรมสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน” เลยกำลังจะถอยออกมา แต่พบว่ามีกลุ่มญาติ 10 เมษา อยู่ในนั้นด้วย ตอนหลังเลยถึงบางอ้อ เมื่อพี่ๆกลุ่มญาติ 10 เมษาฯ บอกว่ากรุงเทพมหานครให้มารอในห้องไปก่อน เพราะไม่มีที่รอด้านนอก หลังจากนั้นก็มีการแถลงข่าวมหกรรมสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ท่ามกลางความงงงวยอีกครั้งของกลุ่มญาติว่าตัวเองมาผิดงานหรือเปล่า

พี่ ผู้หญิงท่านหนึ่งซึ่งมาถึงก่อนเปรียบเปรยให้ฟังด้วยโทสะภายหลังงานแถลงข่าว ว่า “มันเอาหุ่นไทยมารำต่อหน้าต่อตาเรา เหมือนจะย้ำว่าพวกคุณมันก็แค่หุ่นเชิดนั่นแหละ” ถึงตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าเราโชคดีหรือเปล่าที่เดินทางมาถึงค่อนข้างล่าช้า

เวลา บ่ายโมง เมื่อเหล่าครอบครัวผู้เสียชีวิตประมาณ 102 รายจากกว่า 80 ครอบครัวลงทะเบียนครบแล้ว กรุงเทพมหานครก็พาเครือญาติทั้งหมดนั่งรถบัสสามคันพาไปที่ราชประสงค์ ทั้งที่ห้องประชุมใหญ่กรุงเทพมหานครก็ว่างไม่ได้ใช้งานแล้ว และถ้าจะจัดซ้อนกันก็น่าจะได้ เพราะช่วงเช้ายังให้กลุ่มญาตินั่งในงานแถลงข่าวได้เลย ผมคิดในใจว่ากรุงเทพมหานครอาจจะมี Gimmick อะไรมาให้ญาติรู้สึกดี หลังจากที่เคยเจ้ากี้เจ้าการ หลอกประชาชนผู้บริสุทธิ์มาร่วมทำลายหลักฐานคดีสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ ชนิดที่นางพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ อำนวยการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ไม่ออกมาโวยวายอะไรเลย จะบอกว่าเธอรู้เห็นเป็นใจในฐานะที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษผู้บังคับบัญชา เป็นกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะดูเธอมีบุคลิกลักษณะของคนที่ซื่อสัตย์ ถือคุณธรรมเป็นที่ตั้งออกอย่างนั้น

ขณะที่ผ่านวัดปทุมวนาราม “พี่นรี” ที่ลูกชายถูกทหารยิงเสียชีวิตก็พูดขึ้นมาว่า “ทำไมมันไม่จัดที่วัดปทุมฯไปเลยวะ ไปทำไมราชประสงค์” ทำ เอาทั้งรถเงียบกันไปหมด เมื่อรถวิ่งไปถึง Urban Space ข้างนารายภัณฑ์ ฝั่งตรงข้าม Ground Zero ราชประสงค์ ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆว่าทำไมพิธีมอบเงินถึงมีการตบแต่งสถานที่ออกมาได้หลากสี ขนาดนี้ หรือว่ากรุงเทพมหานครขอยืมสถานที่เขามาจัดงาน แต่เมื่อลงไปพบว่ากรุงเทพมหานครพาเรามาร่วมงานแถลงข่าว Bangkok Shopping Week และพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการชุมนุมทางการเมือง

เริ่มงานผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษืเคย ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ถ้าไม่มีปฏิวัติ 2475 คนนี้จะเป็นบุคคลที่สำคัญมากๆ” ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน Bangkok Shopping Week เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบภัยจากการชุมนุมทางการเมืองได้มีที่จำหน่าย สินค้า โดยได้เงินบริจาคมาตั้งกองทุนช่วยเหลือในครั้งนี้ ซึ่งในรายชื่อส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ เช่น ASTV และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ฯลฯ และถือโอกาสนี้มอบเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทุพพลภาพ ตามเกณฑ์พิจารณาที่กรุงเทพมหานครได้ตั้งไว้

สุดท้ายคุณโก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา เจ้าของครีมหน้าเด้งซึ่งกิจการในห้าง Zen ถูกเผาได้รับความเสียหายและเหล่าเพื่อนดาราได้มอบช่อดอกไม้และกล่าวขอบคุณ ท่านผู้ว่าการฯ ที่ได้จัดงานนี้ขึ้นมา หลังจากนั้นพิธีกรจึงให้ญาติผู้เสียชีวิตเข้าแถวรอรับมอบเงินช่วยเหลือ ผมค่อนข้างจะเห็นใจท่านผู้ว่าการฯที่ขณะมอบเงินไปก็ต้องซับเหงื่อให้ตัวเอง ไปด้วย ท่านจะรู้หรือไม่ว่าห้องประชุมใหญ่แอร์เย็นๆที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครไม่ มีคนใช้

ภายหลังงาน ครอบครัวผู้สูญเสียต่างแยกย้ายกันไปเงียบๆ มีบางส่วนที่ต้องเดินทางกลับศาลาว่าการฯ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะถูกกระทำซ้ำเช่นนี้ และด้วยความเคารพผมว่าบางคนที่ไม่ทราบว่าคนที่เรารักจากไปด้วยความเจ็บปวด ขนาดไหนคงเริ่มตระหนักเมื่อพิธีครั้งนี้สิ้นสุดลง

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านงานเขียนวิจารณ์อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กรณีรับเป็นกรรมการปฏิรูปของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผมนึกถึงคำภาษาอังกฤษที่อาจารย์สมศักดิ์ใช้และหาคำแปลที่ลงตัวในภาษาไทยไม่ได้ นั่นคือคำว่า decency เมื่อมาประสบเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดตอกย้ำซ้ำเติม ผมรู้สึกได้ถึงความหมายและสัมผัสของคำๆนี้ แต่ก็ยังนึกถึงคำแปลไม่ออกอยู่ดี แต่ที่แน่ใจ นั่นคือสิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์เรียกว่า “ความจริงใจ” ที่มีอยู่ในตัวตนของกรุงเทพมหานครและท่านผู้ว่าการฯ ที่ดูจะไม่แตกต่างจากปัญญาชนบริการทั้งหลายเท่าไรนัก

ในฐานะที่เป็น ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในจำนวนครอบครัวผู้เสียชีวิต ผมไ่ม่สามารถรับประกันได้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่รัฐบาลกระทำ ต่อประชาชนและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่เครือญาติเริ่มหาทางรวมตัวเพื่อทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่อาคารบ้านเรือนถูกทำลายเสียหาย

แน่นอนว่า ระหว่างทางแห่งการค้นหาความจริงนี้ พวกเราคงต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่คงกรีดลึกลงไปในแผลเดิมซ้ำแล้วซ้ำ เล่า แต่ผมหวังว่าสักวันความเจ็บปวดนี้อาจจะมีประโยชน์สำหรับพวกเราประชาชนธรรมดา ทุกคน ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม

หมายเหตุ: Bangkok Shopping Week จะเริ่มกิจกรรมช็อปกระหน่ำในวันเสาร์ที่ 18 กันยายน ยาวจนถึงวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคมนี้ ที่ Urban Space ราชประสงค์ ถ้าว่างก็แวะไปจับจ่ายใช้สอยหน่อยครับ

* ชื่อบทความนำมาจากชื่อภาพยนตร์ “Someday This Pain Will Be Useful to You” อ่านรายละเอียดได้ในนิตยสาร Bioscope ฉบับที่ 106 กันยายน 2553 ปก “อินทรีแดง” เดือด! หน้า 11

เคลื่อนไหวในความมืด

ที่มา Thai E-News



สี่ปีแล้วหรือ !!??ที่เราอยู่ในยุคมืดสมัยใหม่
โลกเครือข่ายคนดีโลกาภิวัตน์สะดุดผลประโยชน์เชื่อมโยงหรืออย่างไร
แข็งแกร่งนักใช่ไหมเผด็จการสายพันธุ์ดั้งเดิม

ฝันร้ายครอบงำวิญญาณเสรีสิ้น
ยินแต่เสียงหมอผีสะกดจิตสำนึกเคลิ้มคล้อย
ผู้คนตาเหม่อลอยทยอยออกจากบ้านมารวมตัว
พิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการดื่มเลือดคนจรจัดที่ขดตัวนอนข้างถนนประชาธิปไตย

จุดไฟเผามโนธรรมในสำนึกประชากรสมบูรณ์อันเป็นบุตรที่ซื่อสัตย์ต่อลัทธิ
บ้านเมืองอยู่ในสภาพผีดิบไร้วิญญาณ
หวาดกลัวแสงสว่างจนชาชินกับความมืดมน

สี่ปีแล้ว !!!คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น
เรียบเรียงความเลือนรางในเช้าที่ยังไม่ทันได้คายความมืด
ดวงอาทิตย์ดับกลางเวหน

ใช่แล้ว ! มืดสนิทนับเนื่องจากวันนั้น
นกอิสรากระพือบินชนกรอบกรงความคิดตัวเอง
ในความมืดเห็นกลุ่มคนเคลื่อนไหวเป็นเงาวูบไหว
เสียงปืนดังขึ้นในคืนต่อมา
บ้านเมืองเกิดจลาจล
แม่มดพ่อมดถูกจับขึงพืด
เลือดสีแดงอาบนองพื้นถนนแห่งความเกลียดชัง

สาวกลัทธิเผด็จการโบราณโห่ร้องสะท้านสะเทือนไปถึงโลกเก่าแก่
แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในเงามืดยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ส่งมอบบางอย่างแก่กันและกันลับๆ

สี่ปีแล้ว !!!เวลาผ่านไปเชื่องช้ายิ่งขณะอยู่กับมัน
สำหรับสัตว์เมืองดึกดำบรรพ์ฝูงสุดท้ายอาจเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
บนหน้าปัดความเร็วที่เร่งรอบถี่กระชั้นอย่างเหลือเชื่อ
มีพลังลึกลับบางอย่างปรากฏขึ้นเสมอแม้มิอาจมองเห็น
ทุกขณะที่นกในจิตสำนึกขยับปีก

อาจเป็นพลังสะสมที่แปรเปลี่ยนมาจากความคับแค้นแต่บรรพบุรุษ
ซ่อนตัวอยู่จนเมื่อความอดกลั้นถูกต้อนจนมุมอับ
ในความมืดจึงคราคล่ำด้วยฝูงชนผู้ใฝ่ฝันถึงความเป็นธรรม
ส่งมอบคบอย่างอดทนและแผ่ขยายไปทุกซอกทุกมุมของแผ่นดิน
เพื่อจุดไฟสว่างโพลงขึ้นพร้อมเพียงกันในวันหนึ่งไม่นานข้างหน้า


โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

LINKS: คนนับพันรวมตัวปล่อยตัวนักโทษการเมือง

ที่มา Thai E-News

ด้านนอกเรือนจำคลองเปรมเมื่อวันที่ 17 ก.ย. - ภาพโดย Ooi Thai Delphi CBN Press

โดย Peter Boyle
ที่มา LINKS.org
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

18 กันยายน 2553 – สมาชิกและผู้สนับสนุนมากกว่า 3,000 คนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) – เป็นที่รู้จักในนาม เสื้อแดง – เดินขบวนอย่างสันติที่หน้าเรือนจำคลองเปรมในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 กันยายน เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองกว่า 470 คน ที่ถูกคุมตัวตั้งแต่การปรามปรามทางทหารอย่างรุนแรงต่อการชุมนุมของคนเสื้อ แดงที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม

ผู้ชุมนุมวางพวงหรีดที่ทำจากดอกกุหลาบที่ประตูทางเข้าของเรือนจำ การชุมนุมเกิดขึ้นที่ข้างหน้าเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศ

เจ้า หน้าที่ตำรวจประมาณการณ์ว่าจะมีผู้มาชุมนุมด้านหน้าคลองเปรมกว่า 1000 คน แต่คนที่เข้าร่วมกล่าวว่ามีคนมากกว่าที่ตำรวจคาดการณ์สองเท่า และไม่มีผู้ใดถูกจับกุมตัว

ผู้ที่มาชุมนุมในกรุงเทพได้กล่าวต่อ Links International Journal of Socialist Renewal and Green Left Weekly ว่า “เรารู้สึกดีใจที่เห็นพี่น้องเสื้อแดงมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนกอดกันและยิ้มให้กัน นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนที่เรารู้สึกว่าเราไม่เปล่าเปลี่ยว”

ภาพบรรยากาศกิจกรรมนอกคลองเปรมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ได้ถูกบันทึกโดย Ooi Thai Delphi CBN Press (กดที่ลิงก์เพื่อดูสไลด์โชว์) และเผยแพร่โดย Links International Journal of Socialist Renewal โดยได้รับการอนุญาต

กิจกรรม นี้เป็นการประท้วงของเสื้อแดงที่เคลื่อนขบวนจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ ทางเหนือของประเทศ วันที่ 19 กันยายน เพื่อเป็นการรำลึก 4 เดือนจาก การสังหารหมู่ วันที่ 19 พฤษภาคม และ 4 ปี ตั้งแต่การรัฐประหาร 2548 ซึ่งได้ขับไล่ผู้นำรัฐบาลคนสุดท้ายที่มาจากการเลือกตั้ง ทักษิณ ชินวัตร

ผู้ ชุมนุมเสื้อแดงคาดหวังว่าจะมีคนเข้าร่วมประมาณ 10,000 คน ที่กรุงเทพฯ ณ จุดเริ่มขบวนรถ และมีคนมาชุมนุมจำนวนมากวันที่ 17 กันยายน แม้ว่ากรุงเทพฯจะยังอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และคาดว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้

ในวันเดียวกัน กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงนำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ วางแผนว่าจะปล่อยลูกโป่ง 10,000 ลูก ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นสถานที่เกียวกับการชุมนุมในเดือน เมษายน – พฤษภาคม

มีรายงานว่ามีการเตรียมทหารกว่า 5,000 คนเข้าประจำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเคลื่อนไหวอันสันตินี้ กองทัพซึ่งผนวกกับการปกครองของอภิสิทธิ์ได้ประกาศว่าได้มีการจัดตั้ง “ห้องบัญชาการ (war room)” เพื่อจับตาการฟื้นตัวขึ้นใหม่ของกลุ่มเสื้อแดง














[Peter Boyle เป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเทศของ Socialist Alliance ของออสเตรเลีย ซึ่งสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย]

Saturday, September 18, 2010

ใบตองแห้งออนไลน์: สิบเก้าเดือนเก้า

ที่มา ประชาไท

สิบเก้าเดือนเก้าปีสี่เก้า
ปัญหาเชาว์เข้าเนื้อแบ่งเสื้อสี
ไม่น่าเชื่อเมื่อผ่านไปได้สี่ปี
มิคสัญญียังไม่หยุดจุดฆ่าฟัน
เมื่ออำนาจนิยมล้มอำนาจ
เพิ่มพิพาทอ้างศรัทธามาห้ำหั่น
จึงปั่นป่วนทุกองค์กรสถาบัน
เข้าทางตันเกิดวิกฤติติดหลุมดำ
อำนาจปืนและกฎหมายแม้ใช้ปราบ
ไม่ราบคาบยิ่งเคียดแค้นแน่นกระหน่ำ
เพราะตราบใดแผ่นดินไร้ยุติธรรม
อย่าเอ่ยคำสามัคคีไม่มีทาง
เมื่อเกิดสองมาตรฐานประจานโลก
เมื่อสาเหตุวิปโยคยังคั่งค้าง
เมื่อประชาธิปไตยถูกอำพราง
จงอย่าอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์คิดกดดัน
คิดให้ดีสี่ปีแสนประหลาด
ทักษิณเสื่อมจากอำนาจไม่คาดฝัน
ถึงวันนี้เหมือนสลับกลับขั้วกัน
ความเสื่อมนั้นไม่เลือกข้างอ้างชั่วดี
อันปรัชญาแห่งอำนาจปราชญ์ว่าไว้
ทักษิณใช้พร่ำเพรื่อหมดเร็วจี๋
อำนาจหากไม่ใช้ได้บารมี
ถ้าใช้เอง ใช้ถี่ มีแต่จม
โปรดคืนสมดุลแห่งอำนาจ
ประชาธิปไตยไม่คิดคาดจะโค่นล้ม
เพียงหวังอยู่ร่วมในสังคม
อย่างเหมาะสมมีเสียงสิทธิไม่ปิดกั้น
แต่หากขืนฝืนหวนทวนกระแส
ไม่มีใครรู้แน่ความพลิกผัน
ที่ไหนมีแรงกดเกิดแรงดัน
ระเบิดลั่นอีกครั้งยังหวั่นกลัว
ใบตองแห้ง
18 ก.ย.53

สี่ปีได้กี่ก้าว โดย กาหลิบ

ที่มา Thai E-News

โดย กาหลิบ
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
ที่มา Democracy100%
17 กันยายน 2553

เขา ประมาณกันไว้ว่าต้องสิบปีขึ้นไปกว่าจะถือว่าอะไรเป็นประวัติศาสตร์ได้ เหตุการณ์บางอย่างเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้มีส่วนร่วมอย่างรุนแรง จนคิดว่าสำคัญและเป็นประวัติศาสตร์ไปหมดในขณะที่เกิด จนเวลาผ่านไปนานพอจึงเกิดระลึกรู้ได้ว่า อะไรสำคัญมากน้อย อะไรอยู่นานพอที่จะช่วยกำกับสติของเราไปชั่วชีวิต (อันสั้น) ได้ และอะไรจะเลือนหายไป

แต่สี่ปีหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ น่าจะเริ่มนับหนึ่งในความเป็นประวัติศาสตร์ได้ เวลาเพียงสี่ปีย่อมไม่ใช่สิบปี แต่ความครบวงจรครั้งแล้วครั้งเล่าของเหตุการณ์การเมืองในเมืองไทย ทำให้เราย่นย่อประวัติศาสตร์ที่ควรต้องยาวนานกว่านั้นมาพิจารณากันในเวลาอัน สั้นได้

เราเห็นการรัฐประหารโค่นล้มทำลายระบบรัฐสภาและระบอบ ประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง และการก่อรูปใหม่ของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่เกิดจากสภานั้นถึงสองรัฐบาล ก่อนจะเห็นประชาธิปไตยถูกบิดเจตนารมณ์ไปอีกครั้งในรัฐบาลที่สามของสภาเดียว กัน

เราได้เห็นการกำเนิดของมวลชนธรรมชาติ ผสมผสานกับกิจกรรมของนักการเมืองและนักเลือกตั้งในระดับที่ไม่เคยเห็นกันมา ก่อน จนกลายเป็นต้นทุนใหม่ของระบอบประชาชน และเราก็ได้เห็นการล้อมฆ่าประชาชนเหล่านั้นอย่างเลือดเย็นและไม่แสดงความ รู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ

เราได้เห็นนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยแบ่ง เป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่เห็นว่าระบอบประชาชนเกิดขึ้นแล้วจริงและพร้อมทำงานใหญ่ในการ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยร่วมกับมวลชนเหล่านั้น กับกลุ่มที่ไม่เชื่อว่าเมืองไทยจะสามารถพัฒนาการเมืองไปได้มากกว่าที่เป็น อยู่ และพร้อมกระโดดกลับไปร่วมเตียงกับมหาอำมาตย์และบริษัทบริวารที่ประชาชนลุก ขึ้นสู้และถูกเขาฆ่าตายไปเป็นร้อยๆ เพื่อความอยู่รอดและความรุ่งเรืองของตน

นี่คือตัวอย่างของความครบวงจรและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยในเวลาอันสั้นจากรัฐประหารครั้งที่ ๑๐ ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แล้วเราเดินสู่ถนนสายประชาธิปไตยได้เพิ่มอีกกี่ก้าวในสี่ปีนี้?

๑. การกำเนิดขึ้นของระบอบประชาชน/มวลชนที่ไม่ต้องคอยรับน้ำเลี้ยงและวิ่งหาพ่อแม่ทางการเมืองจากหน้าไหน

๒. การเปิดเผยปัญหาของระบอบการเมืองไทยจนถึงที่สุดและมีความกล้าหาญในการ แสดงออกเพิ่มขึ้นทุกวันโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลและบารมีใดๆ เหมือนก่อน

๓. การคัดกรองนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในใจประชาชน โดยแบ่งออกเป็นพวกที่สู้ถึงที่สุดและไม่ถึงที่สุด (บางคนใช้คำว่า “บางซื่อ/หัวลำโพง”)

๔. มวลชนผู้มีความรู้และทักษะต่างระดับถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพในขบวนประชาธิปไตย

๕. ความสนใจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองแผ่กว้างและลงลึกในสังคมไทย โดยไม่แบ่งชนบทและเมือง ไม่แบ่งอายุ เพศ ภูมิหลังของชีวิต ศาสนา และแม้กระทั่งระดับการศึกษา อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในสังคมของเรา

ก้าว เดินเหล่านี้เดิมเป็นเพียงฝันของบรรพบุรุษประชาธิปไตยอย่างคณะเปลี่ยนแปลง การปกครองเมื่อ รศ. ๑๓๐ และคณะราษฎร์ใน พ.ศ.๒๔๗๕ แต่บัดนี้กำลังเกิดขึ้นและเข้มแข็งขึ้นด้วยสถานการณ์ จนแทบจะบอกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

แน่นอนว่ายังอีกหลายก้าว นักกว่าจะถึงหลักชัยอันสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าก้าวเดินเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะเส้นทางสว่างขึ้นจากก้าวที่เราเดินร่วมกันมาแล้ว และจุดคบมาเรื่อยๆ ตามรายทาง

ความใส่ใจและมีส่วนร่วมของประชาชนต้องกลายเป็นความมั่นใจและกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นสู้

นักการ เมือง/นักเลือกตั้งที่ไม่ยอมพัฒนา เอาประโยชน์เฉพาะหน้าของตนและเครือข่ายเป็นหลักจนเสียระบอบประชาธิปไตยครั้ง แล้วครั้งเล่า ต้องออกไปจากการเมือง

ต้องประกาศศัตรูตัวจริงของระบอบ ประชาธิปไตยไทยอย่างไม่คลุมเครือ อธิบายทักษะทางการเมืองและวิถีอำนาจของเขาจนเป็นที่แจ่มแจ้งโดยทั่วกันเพื่อ เป็นฐานการต่อสู้ของฝ่ายประชาชน

และอื่นๆ อีกมาก

รัฐประหาร เมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ คือความมืดมิดของบ้านเมืองจริง แต่เป็นเพียงการดับเทียนดวงเล็กๆ ที่ทำให้มืดลงชั่วคราว ก่อนที่ประชาชนจะช่วยกันหล่อเทียนพรรษาขึ้นทั่วประเทศและจุดจนสว่างไสวเท่า นั้น.



---------------------------------------------------------------------------------
ข่าว SMS ของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-5 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com บล็อก : wwwthaipeoplenews.blogspot.com

แดงอเมริกาจี้นำผู้บงการ-ฆาตกรขึ้นศาลอาชญากรโลก ปล่อยนักโทษการเมืองคายประชาธิปไตยคืน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 กันยายน 2553

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-กำหนดการทั่วโลกล่าสุด มหกรรม19กันยารำลึก 4ปีปล้น 4เดือนฆ่า
-Conor Purcellหนุ่มฮีโร่แดงออสซี่ร่วมไทยเรดออสเตรเลีย รำลึก4ปีปล้น4เดือนฆ่าฟ้องประจานโลก
-แดงยุโรปคึกออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับระบอบปกครองเถื่อนมือเปื้อนเลือดปล้นฆ่าชาวไทย

One World One Poster-เสื้อ แดงอเมริกาได้จัดทำโปสเตอร์ขนาดใหญ่ หัวข้อ Tragedy In Thailand เพื่อให้เสื้อแดงทุกประเทศทั่วโลกนำไปพิมพ์แล้วติดตามแต่ละเมืองเพื่อกดดัน ระบอบอำมาตย์ให้คายอำนาจและประชาธิปไตยคืนประชาชน สำหรับเสื้อแดงอเมริกาที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เช่น แอลเอ,นิวยอร์ก,ชิคาโก้,ฟลอริด้า,ซานดิเอโก้ และ เท็กซัส เป็นต้น


คนไทยทั่วโลกขยายวงจัดงานรำลึก4ปีปล้น4เดือนฆ่าฟ้องโลก

คน ไทยผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทั่วโลกได้เข้าร่วมกิจกรรมRed Around The World สอดประสานกับชาวไทยในประเทศขึ้นในวันที่ 19 กันยายนนี้

โดย มีคนไทยที่เข้าร่วมการจัดงานในเวลานี้คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ เบลเยียม และฝรั่งเศส เป็นต้น

โดย นอกจากมีการจัดกิจกรรมรวมตัวกันใส่เสื้อแดง แต่งตัวเป็นคนตายจากเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา การปล่อยลูกโป่งฟ้องฟ้าแล้ว ยังได้มีการจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของแต่ละประเทศเพื่อฟ้องต่อชาวโลกให้ ร่วมกันกดดันต่อระบอบปกครองที่กดขี่ของไทยได้คืนอำนาจที่แท้จริงสู่ประชาชน ปลดปล่อยนักโทษการเมืองที่มีการจับกุมคุมขังมานับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเยียวยาเหยื่อที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งการลงโทษต่อผู้กระทำผิดฐานสังหารหมู่ประชาชนตามกระบวนการยุติธรรม สากลที่น่าเชื่อถือ

คนไทยในอเมริกาหลายมลรัฐร่วมกันจัดงานและออกข่าวแถลงการณ์ฟ้องโลก

คน ไทยในหลายเมืองและหลายมลรัฐที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เช่น ดัลลัส เท็กซัส ,ซานดิเอโก้,ขิคาโก้ อิลลินอยส์,ฟลอริด้า,นิวยอร์ก และ แอลเอ.

นอก จากนั้นได้มีการออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง และเป็นเอกสารแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยมีเนื้อหาลำดับเรื่องราววิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะระบอบปกครองอำมาตย์ปล้นอำนาจประชาชน โค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนลงไป ใช้เพทุบายอันมิชอบจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดของตนขึ้น เมื่อประชาชนรวมตัวกันเรียกร้องขับไล่ ด้วยการเรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามครรลองประชาธิปไตย ก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนปราบปรามเข่นฆ่ามีผู้ล้มตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000คนจับกุมคุมขังนักโทษการเมืองโดยไม่ให้ประกันตัว ขณะที่ไม่มีการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบในการฆ่า และเหยื่อที่บาดเจ็บสูญเสียจากเหตุการณ์นี้

ดังนั้นประชาคมโลกจึง ต้องร่วมกันกดดันให้นำผู้บงการสังหารหมู่ครั้งนี้เข้าสู่การพิจารณากระบวน การยุติธรรมสากล โดยนำขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ และต้องปลดปล่อยนักโทษการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ตามรายละเอียดแถลงการณ์ต่อไปนี้




FOR IMMEDIATE RELEASE


Rally for Democracy and Accountability

(Chicago) The Union for Thai Democracy, a collective of Thai-American, plans a Candle Light Vigil and Rally for Democracy and Accountability in front of the Millennium Park, Michigan Avenue, Chicago on Saturday, September 18, 2010 at 6.00 pm.

This event is part of the 'RED AROUND THE WORLD' organized by the Red Shirts (a pro-democracy movement) in Thailand and their supporters around the world. We call for International support for the Struggle for Genuine Democracy in Thailand. We also call for the accountability of the massacres in Bangkok and Everywhere, and we demand that the Thai government free All Political Prisoners. September 19 marks the 4th anniversary of the military coup and 4 months after the massacres at Rachaprasong in Bangkok, Thailand.

The Bangkok Massacres: A Call for Accountability

For four years, the people of Thailand have been the victims of a systematic and unrelenting assault on their most fundamental right — the right to self-determination through genuine elections based on the will of the people. The assault against democracy was launched with the planning and execution of a military coup d’état in 2006. In collaboration with members of the Privy Council, Thai military generals overthrew the popularly elected, democratic government of Prime Minister Thaksin Shinawatra, whose Thai Rak Thai party had won three consecutive national elections in 2001, 2005 and 2006. The 2006 military coup marked the beginning of an attempt to restore the hegemony of Thailand’s old moneyed elites, military generals, high-ranking civil servants, and royal advisors (the “Establishment”) through the annihilation of an electoral force that had come to present a major, historical challenge to their power. The regime put in place by the coup hijacked the institutions of government, dissolved Thai Rak Thai and banned its leaders from political participation for five years.

When the successor to Thai Rak Thai managed to win the next national election in late 2007, an ad hoc court consisting of judges hand-picked by the coup-makers dissolved that party as well, allowing Abhisit Vejjajiva’s rise to the Prime Minister’s office. Abhisit’s administration, however, has since been forced to impose an array of repressive measures to maintain its illegitimate grip and quash the democratic movement that sprung up as a reaction to the 2006 military coup as well as the 2008 “judicial coups.” Among other things, the government blocked some 50,000 web sites, shut down the opposition’s satellite television station, and incarcerated a record number of people under Thailand’s infamous lèse-majesté legislation and the equally draconian Computer Crimes Act. Confronted with organized mass demonstrations that challenged its authority, the government called in the armed forces and suspended constitutional freedoms by invoking the Internal Security Act and a still more onerous Emergency Decree. Since April 7, 2010, the country’s new military junta — the Center for the Resolution of the Emergency Situation (“CRES”) — rules without any form of accountability, under a purported “state of emergency” that was declared improperly, implemented disproportionately, and continued indefinitely with the purpose of silencing any form of opposition to the unelected regime. Once again, the Establishment could not deny the Thai people’s demand for self-determination without turning to military dictatorship.

In March 2010, massive anti-government protests were organized in Bangkok by the “Red Shirts” of the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD). The Red Shirt rally was sixty-six days old on May 19, 2010, when armored vehicles rolled over makeshift barricades surrounding Bangkok’s Rachaprasong intersection and penetrated the Red Shirts’ encampment. Weeks earlier, on April 10, 2010, units had carried out a failed attempt to disperse a Red Shirt gathering at the Phan Fa Bridge, resulting in the death of twenty-seven people. At least fifty-five more people died in the dispersal of the Ratchaprasong rally between May 13 and May 19. By the time the site of the demonstrations was cleared, several major commercial buildings stood smoldering, more than eighty people lay dead, and over fifty alleged UDD leaders faced possible death sentences on “terrorism” charges. Hundreds of other protesters remain detained, for violating the Internal Security Act and the Emergency Decree, which the Thai authorities wield in an effort to criminalize legitimate political protest.

Thailand has obligations under International Law, including treaty obligations under the International Covenant of Civil and Political Rights (ICCPR), to investigate all serious human rights violations during the Red Shirts demonstrations and, if applicable, to prosecute members of the military and its civilian chain of command for crimes such as the summary and arbitrary executions of more than eighty civilians in Bangkok in April-May 2010. The facts strongly suggest violations of International Law through a disproportionate use of force by the Thai military, prolonged arbitrary detention and disappearances, and a repressive system of political persecution that denies freedom of political participation and expression to its citizens, including the Red Shirts. There is ample evidence of serious human rights abuses to trigger an independent and impartial investigation into the facts, so that those who are guilty of international crimes may be brought to justice.

Additionally, the use of military force against the Red Shirts in April-May 2010 is the kind of systematic or widespread attack on civilian populations that might rise to the level of crimes against humanity under the Rome Statute that created the International Criminal Court in The Hague. While Thailand has not acceded formally to the Rome Statute, these kinds of attacks might warrant consideration for a referral to the International Criminal Court if they were carried out knowingly under a policy to acquiesce in or encourage unnecessary loss of life, or if they are designed to target a specific political group. There is substantial evidence that the four-year campaign of attacks against the Red Shirts is being carried out under a policy approved by the Abhisit government, and that the recent Red Shirt massacres are only the latest manifestation of that policy.

Lastly, the Thai government’s purported investigation into the Red Shirt massacres in April-May 2010 promises to be neither independent nor objective, as required by International Law. While Thailand may be guilty of additional violations of the ICCPR and of customary international law for its failures to ensure a fair and complete investigation into the massacre, international pressure is necessary to ensure its compliance and pre-empt the government’s ongoing attempts to whitewash the incidents.

There is no dispute that Thailand must move beyond violence and work toward reconciliation. Reconciliation, however, necessarily begins with the restoration of the Thai people’s fundamental right to self-governance; moreover, it requires full accountability for serious human rights violations committed in the attempt to repress that right. International Law mandates nothing less.

###

Source: A White Paper by Amsterdam & Peroff LLP
http://robertamsterdam.com/thailand/?p=211

For More Information on the Red Shirts’ Struggle for Thai Democracy, please visit:
http://www.illinoisredshirts.blogspot.com/ - a bilingual website of the Union for Thai Democracy, a not-for-profit organization promoting genuine democracy in Thailand.


สำหรับกิจกรรมของเสื้อแดงในอเมริกาแต่ละเมือง และมลรัฐต่างๆ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แอลเอ-RedUSA นัดกันมาแดง "Red Around The World" One World One Poster โปสเตอร์ฟ้องโลก ลูกโป่งฟ้องฟ้า

ครบ รอบ 4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน สังหารหมู่อำมหิต พบปะพูดคุย นัดกินข้าว เล่าสู่กันฟัง เพียงหยิบเสื้อแดงสวมใส่ นำโบว์แดงติดตัวมาผูกที่ป้ายราชประสงค์จำลอง ทำป้ายโดนใจติดมือมาร่วมกิจกรรม ในงานสัมผัสอุปกรณ์ที่ใช้สังหารประชาชน ชม CD ชุดเด็ด

และ ร่วมกันร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน ใครสั่งฆ่า กราบหัวใจ..จาก ดร.ประแสง จิ้น กรรมาชน และ แป๊ะ บางสนาน


โฟนอินจากท่านอาจารย์พระดร.มหาโชว์ , บก.ลายจุด , แป๊ะ บางสนาน แกนนำหลสยท่าน ฯลฯ และร่วมจุดเทียนแดงเพื่อรำลึกถึงวีระชนผู้กล้า...

เสาร์ 18 กันยายนนี้ มาตาสว่าง 4 โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม (เวลาLA.)ที่ร้านThai Kitchen, Burbank ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเบญจะ 310 / 516-7671 คุณสนั่น เมลโรส 323 / 286-8722 คุณประเสริฐ 818 / 251-0893 คุณวาสนา 818 / 731-1738

Texas @ Dallas ร่วมแสดงพลัง Red Around the World ในวันที่ 19 กันยายน นี้

6:00 PM พบกันที่ 1927 E. Beltline, Carrollton, TX 75006 - at Northeast Corner of Josey Lane & Belt Line Intersection

กิจกรรมประกอบด้วย

- อ่านแถลงการณ์ เนื่องในวันครบรอบ "4 years after the coup, 4 months after the massacre at Rajprasong"

- จุดธูปรำลึกวีรชนเสื้อแดง อ่านคำสดุดี แด่วีรชนผู้กล้า ผ่านฟ้า - ราชประสงค์
- ผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์
- นิทรรศการภาพถ่าย ทหารใช้อาวุธสงครามสังหารโหดคนเสื้อแดง
- วีรชนคืนชีพปล่อยลูกโป่งแดง เรียกร้องความเป็นธรรม และประชาธิปไตย ผ่านประชาชนอเมริกัน และประชาคมโลก


ขอให้เสื้อแดงทุกคนที่มาร่วมงาน ทำหน้าที่เป็นสื่อ เชิญเพื่อนชาวต่างชาติ ให้ มา observe กิจกรรม Red Around the World ให้รับทราบเรื่องราว และตอบคำถามว่า คนเสื้อแดงได้รับความเป็นธรรมจากชนชั้นปกครองของประเทศไทยหรือไม่..

7:30 PM ร่วมรับประทานอาหารคํ่า หารือเรื่องแนวทางในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงนอกราชอาณาจักรต่อไปในอนาคต และแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับชาวต่างชาติที่มาร่วมงาน ที่ Coconut Grill @ Web Chaple & Belt Line***

RedUSA ซานดิเอโก "Red Around The World" ขอเชิญพี่น้องที่รักประชาธิปไตยทุกท่านมาร่วมรำลึกถึงวันที่ประชาธิปไตย ของเราถูกทำลาย "A Tragedy In Thailand" และชมนิทัศการภาพถ่าย ของนักสู้เสื้อแดง เมื่อเมษายน 2552 , เมษายน และพฤษภาคม 2553 อย่างที่ท่านไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ในวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน ตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมง ถึง 6 โมงเย็น มาร่วมกันแดงเพื่อให้โลกทั้งโลกได้รู้ว่า เราชาวเสื้อแดง ไม่ได้หนีหายตายจากไปไหน..ยังอยู่ อยู่เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับวีระชนคนกล้าของเราทั้ง 91 ศพ

มาร่วมกันปล่อยลูกโป่ง "โปสเตอร์ฟ้องโลก ลูกโป่งฟ้องฟ้า" ที่มีข้อความที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการต่อสู้ และร่วมฟังความรู้สึกของนักสู้เสื้อแดงจาก แอลเอ และทุก ๆ ที่ ที่หัวใจสีแดง และพร้อมที่จะต่อสู้เรียกร้องเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม และให้ได้มาในสิ่งที่พวกเราชาวเสื้อแดงเรียกร้องคือ "ประชาธิปไตย"

เจอกันที่

THAI TIME BISTRO
1830 SUNSETCLIFFS BLVD.
SAN DIEGO, CA 92107
TEL. (619) 223-5000
FAX (619) 223-5001

สอบถามรายละเอียดได้ที่ นิดหน่อย (619) 549-1857


ฟลอริด้า-ขอเรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดงในฟลอริด้า ร่วมทำกิจกรรม Red around the world พร้อมทั้งร่วมงานเสวนา 4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต วัน ที่ 19 กันยายน 2553 ณ ห้องอาหาร Ayothaya thai cuisine 7555 west sand lake Ave., orlando, FL เวลา 12.00 น. ขอเชิญเพื่อนร่วมอุดมการณ์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงกัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่่คุณอภิรมย์ ฟลอริด้าโทร. 321-3053776


ชิคาโก้/อิลลินอยส์ ขอพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ในรัฐอิลลินอยส์ และรัฐใกล้เคียง มาร่วมทํากิจกรรม "แดงทั่วโลก Red Around the World"

When: ในวันที่ 18 กันยายน 2010 เวลา 5 โมงเย็น

Where: The Bean - Millenium Park, N. Michigan Ave., Chicago, IL (between E. Washington & W. Madison)

ในงานเราจะมีการทํากิจกรรม คือ

*ถือป้ายรณรงค์ ให้ปล่อยนักโทษการเมือง และเรียกร้องประชาธิปไตย
*จุดเทียนแดง (ทางกรรมการจะเตรียมเทียนไว้ส่วนหนึ่ง พี่น้องที่มีเทียนแดง สามารถนํามาร่วมได้)
*ขอพี่น้องใส่เสื้อสีแดง และคาดผ้าสีดํา


พี่ น้องท่านใด ที่ปัญหาเรื่องการเดินทาง ขอให้แจ้งให้คณะกรรมการ เราจะจัดรถไปรับท่าน เช่นเดียวกับพี่น้องที่อยู่ต่างรัฐ และต้องการจะมาร่วมกับเรา ท่านสามารถติดต่อกับคณะกรรมการได้ในรายละเอียด ที่ redshirts.il@gmail.com

นิวยอร์ก-เสร็จจากงาน รำลึกแล้ว มีคิว"งานเข้า"เมื่อเสื้อแดงไทยในนิวยอร์ก และเสื้อแดงอเมริกา กำลังเตรียมการต้อนรับขับไสนายกฯทรราชที่จะบินมานิวยอร์กในวันที่ 22 กันยายนนี้ จุดนัดพบ ที่ 83-17 ร้านอาหาร New Broadway ขอเชิญติดต่อประสานงานได้ที่ คุณป้ายุพา 7186990688 (เบอร์ร้านอาหาร ขอสายป้ายุพา)