ที่มา ข่าวสด
ครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
เนื่องจากปีนี้ตรงกับวันครบรอบ 4 เดือนเหตุการณ์ 19 พ.ค. 2553
ความเข้มข้นเลยยกระดับเป็นสองแรงบวก
ทุกครั้งที่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. เวียนมาบรรจบครบรอบปี
มัก จะมีการตั้งวงสรุปบทเรียนกันตลอดเวลาภายใต้หัวข้อคำถามเดิมๆ คือการปฏิวัติของคณะทหารภายใต้ชื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช. เมื่อ 4 ปีก่อน
นำพาผลลัพธ์อะไรมาสู่บ้านเมืองในปัจจุบัน ดีขึ้นหรือเลวร้ายหนักกว่าเก่า
การจะตอบคำถามนี้ส่วนหนึ่งต้องนำเอาเหตุผล 4 ข้อที่ คมช.ใช้ในการก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นตัวตั้ง
1.รัฐบาล มีการคอร์รัปชั่น 2.รัฐบาลสร้างความแตกแยกให้กับคนในประเทศ 3.รัฐบาลแทรกแซงองค์กรอิสระ และ 4.มีพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ภายหลังการรัฐหาร 19 ก.ย. 2549 ประเทศไทยมีรัฐบาลแล้ว 4 ชุด
ชุด แรกคือรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เข้ามารักษาการอำนาจชั่วคราวระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่
เนื่องจากรัฐบาลสุรยุทธ์ ได้อำนาจมาจากรถถังและกระบอกปืน ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากโลกประชาธิปไตย ผลคือทำให้ประเทศชาติหยุดนิ่งเป็นระยะเวลาปีเศษ
การตั้งข้อหาไล่ล่า ยึดทรัพย์ทักษิณ มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้าน โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ดูเหมือนเป็นอย่างเดียวที่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ประกาศแผนบันได 4 ขั้น
1.การ ยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น 2.ความผิดทางอาญาเรื่องโกงกินคอร์รัปชั่นจะปรากฏ 3.พรรคจะเริ่มแตกและเริ่มวิ่งกระจัดกระจาย และในที่สุดก็สิ้นสุด จากนั้นจะนำมาสู่การลงประชามติรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง
"การเลือก ตั้งครั้งหน้าต้องเป็นพรรคที่ทุกคนในฝ่ายบริหารจะต้องรักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ทุกอย่างในขณะนี้เดินไปตามขั้นตอนที่วางไว้ ผลผลิตของคตส.กำลังบรรลุเป็นขั้นๆ"
////
ผลเลือกตั้งเดือนธ.ค.2550 สร้างความผิดหวังให้กับฝ่ายโค่นล้มทักษิณอย่างมาก
เนื่องจากพรรคพลังประชาชนหรือไทยรักไทยเดิม ได้รับเลือกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าคือ"นอมินี"ของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่แล้วนายสมัคร ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ไปด้วยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าขาดคุณสมบัติ จากการเป็นพิธีกรรายการทำอาหารทางทีวี
เดือนก.ย.2551 สภาโหวตเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ
ด้วยความที่นายสมชาย เป็น"น้องเขย"ของพ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยนายสมัคร ไม่พอใจ
ยกระดับการชุมนุมเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินในเวลาต่อมา
เดือนธ.ค.2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนอีกรอบ ทำให้นายสมชาย ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกฯ ตามหลังนายสมัครไปติดๆ
ใน จังหวะนั้นได้เกิดการแปรพักตร์ของ"กลุ่มเพื่อนเนวิน" ที่สลัดทิ้ง"นายใหญ่"หันไปสวามิภักดิ์ฝ่ายตรงข้าม ทำให้การเมืองเกิดการ"พลิกขั้ว"อย่างรุนแรง
กลุ่มเพื่อนเนวิน ผลักดันตัวเองจนกลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล
เป็นบันไดให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีนขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง
ทุกอย่างเริ่มกลับสู่เส้นทางบันได 4 ขั้นที่พล.อ.สนธิ เคยวางไว้อีกครั้ง
หลังจากแผนสะดุดไปเมื่อตอนเลือกตั้งธ.ค.2550
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่อำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ถึงจะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ พรรคการเมือง กลุ่มพันธมิตรฯ และมือที่มองไม่เห็น
แต่ หุ้นส่วนอำนาจ 3-4 กลุ่มเหล่านี้เป็นการรวมตัวกันบนความเชื่อที่ว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้กลับมามีอำนาจอย่างถาวร ทุกคนก็จะอยู่รอดปลอดภัย
ส่วนเรื่องผลประโยชน์อื่นๆ ทางใครทางมัน นานวันไปจึงทำให้เกิดปัญหาแตกคอกันเอง
การชิงดีชิงเด่น แย่งผลงาน เตะตัดขา วางยากันเองจึงเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ
ระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล
////
กฎ เหล็ก 9 ข้อที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยประกาศไว้อย่างหรูหราในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่พรรคร่วม รัฐบาล ก็ไม่เคยเป็นจริงในทางปฏิบัติ
บางคนถึงกับระบุปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ได้ด้อยไปกว่ายุครัฐบาลทักษิณ
การ แต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมในหลายกระทรวง จัดวางคนของตนเองลงไปในตำแหน่งตั้งแต่ระดับบนลงไปถึงระดับท้องถิ่น กระทั่งถูกยื่นถวายฎีการ้องเรียน
บรรยากาศไม่แตกต่างไปจากการสรรหาแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลทักษิณ
ส่วน จากที่รัฐบาลสั่งการใช้กำลังทหารติดอาวุธ เข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บอีก 2,000 คน
การติดตามไล่ล่าคนเสื้อแดง แบบเอาเป็นเอาตาย การจับกุมดำเนินคดีแบบสองมาตรฐาน การดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
ส่งผล ให้คนในประเทศแตกแยกอย่างลึกซึ้งและรุนแรงจนไม่อาจเยียวยาสมานฉันท์กัน ได้อีกต่อไป สะท้อนจากการที่แผนปรองดองถูกฉีกทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นไปทั่วทุกมุมเมือง
สิ่งเหล่านี้ผสม ผสานเป็นแรงกดดันต้องการให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพื่อใช้เสียงของประชาชนเป็นเครื่องนำพาการเมืองไทยกลับสู่เส้นทางตามระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
หลังจากออกนอกลู่นอกทางมานานตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
ซึ่งเป็นตัวฉุดประเทศถอยหลังในทุกๆ ด้าน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, September 19, 2010
4ปี19กันยาฯ ยังไม่พ้นวิกฤต
ปรองดองวืด ระวังถูกดอง
ที่มา ไทยรัฐ
กระแสเรื่องการปรองดองที่กระฉูดขึ้นมา
หลังจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงยื่นข้อเสนอแนวทางปรองดอง 5 ข้อต่อทางรัฐบาล
สำทับด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาประกาศหนุนแนวทางปรองดองอย่างเต็มที่
พร้อมทั้งส่งสัญญาณผ่านทวิตเตอร์กระจายข่าวไปถึงบรรดาเครือข่าย ให้หันมาสนับสนุนแนวทางปรองดองในบ้านเมืองอย่างเต็มที่
ตามด้วยการสั่งการให้ปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สอดรับกับแนวทางปรองดองที่จุดพลุขึ้นมา
ถือว่าเป็นประเด็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความสนใจให้กับสังคมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะทำให้ผู้คนเริ่มมีความหวังว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน มีหนทางที่จะยุติลงได้
ฝันไกลไปถึงขั้นที่ว่า ความสงบสุขในบ้านเมืองกำลังจะหวนกลับคืนมา
แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย จึงเปลี่ยนท่าทีหันมาเดินแนวทางปรองดองอย่างฉับพลัน
ทั้ง ที่ก่อนหน้านั้น เป็นฝ่ายเดินเกมสนับสนุนให้แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ปลุกระดมคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล
จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดความรุนแรงและความสูญเสียครั้งใหญ่
และเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลง แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ
เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมแนวทางปรองดองสมานฉันท์ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้ง นำพาบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข
แต่ก็ไม่มีการขานรับออกมาจาก "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทย
แถม ยังนำเหตุการณ์ความรุนแรงจากการปะทะกันของฝ่ายทหารกับกองกำลังติดอาวุธที่ แฝงอยู่ในม็อบเสื้อแดงไปขยายแผลขยายผลทั้งในและต่างประเทศ
เพิ่มดีกรีความเกลียดชังระหว่างประชาชนกับฝ่ายถืออำนาจรัฐให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น
แต่จู่ๆก็มีรายการหักมุมจุดพลุแนวทางปรองดองออกมา จน ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ตั้งตัวกันไม่ทัน
"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองว่าด้วยเรื่องการเสนอแนวทางปรองดองมาอย่างใกล้ชิด
เราขอชี้ว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องตัดสินใจกลับลำหันมาสนับสนุนแนวทางปรองดองในครั้งนี้ มีปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างน้อย 4 ประการ
ประการแรก คือ นักการเมือง
ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
เป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมือง
ผู้ คนจำนวนมากทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาพพจน์ของประเทศ
ทำให้สังคมเกิดความเอือมระอาและเบื่อหน่ายพวกนักการเมืองที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
โดย เฉพาะ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่แสดงตัวแสดงตนชัดเจนในการปลุกระดมนำคนเสื้อแดงเข้ามา ชุมนุมยึดย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง จนเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย เกิดเหตุรุนแรงและความสูญเสียครั้งใหญ่
กระแสสังคมกดดัน ทำให้นักการเมืองในพรรคเพื่อไทยบางส่วนเริ่มรู้สึกว่า เมื่อเข้ามาเป็น ส.ส.มีหน้าที่หลักในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่
ทำไมต้องไปต่อสู้กับฝ่ายความมั่นคง หรือฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐ
ทำให้ ส.ส.บางคนเริ่มถอดใจ ถึงขั้นประกาศตัวย้ายพรรคกันเลย
ประการที่สอง คือ แนวร่วมนอกสภาฯ
ต้อง ยอมรับว่า ในการต่อสู้ที่ผ่านมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เน้นไปที่การใช้ฐานมวลชนคนเสื้อแดงในการกดดันรัฐบาลทุกรูปแบบ โดยมีการขับเคลื่อนแนวทางเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายแกนนำ นปช.
แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มเสื้อแดงก็แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มย่อย มีแกนนำหลากหลาย บางกลุ่มก็เน้นแนวทางสันติ
แต่บางกลุ่มก็เน้นใช้วิธีการรุนแรง หรือที่เรียกว่า "สายฮาร์ดคอร์" รวมทั้งยังมีกลุ่มฝ่ายซ้ายที่มีพฤติการณ์โจมตีสถาบัน
เมื่อมีหลายกลุ่มหลายก๊วนเข้ามาอยู่ในขบวนการจึงทำให้ควบคุมกันได้ยาก
ที่ สำคัญ บางส่วนยังกระพือแนวทางใช้ความรุนแรง ทำให้ ภาพรวมของกลุ่มเสื้อแดงติดลบ ถูกมองว่าเป็นพวกป่วนเมือง สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนให้สังคม
อีกทั้งยังต้องเปลืองน้ำเลี้ยง และค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนไหวมวลชนเป็นจำนวนมหาศาล
ประการที่สาม คือ กลุ่มทุน
ใน การต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณในห้วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนฐานมวลชนนอกสภาฯ หรือการดูแลเครือข่ายพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องมีเงินทุนสนับสนุน
แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าเขายังมีเงินทุนอยู่ในต่างประเทศอีกมหาศาล
แต่อย่างไรก็ตาม ในการส่งผ่านเงินทุนสนับสนุนการเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและเครือข่ายพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ทำกันง่ายๆ
เพราะถูกจับตาจากฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐอย่างเข้มงวด
ในช่วงที่ผ่านมาจึงต้องใช้วิธีการต่อท่อน้ำเลี้ยงจากกลุ่มทุนต่างๆที่เคยสนับสนุนเอื้อประโยชน์กันมา ในลักษณะสำรองจ่ายล่วงหน้า
เพื่อให้เครือข่ายใช้ในการเดินงานต่างๆ ตามยุทธศาสตร์ การต่อสู้ทั้งบนดินและใต้ดิน
ใน ขณะที่กลุ่มทุนที่ยอมเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ในช่วงแรกๆ ก็เพราะยังมีความหวังว่า "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทยจะกลับมากุมอำนาจรัฐได้อีกครั้ง
แต่ผ่านมา 4 ปีแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับมา
เหนืออื่นใด หลังเกิดเหตุการณ์วิกฤติม็อบเสื้อแดง ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีก่อการร้ายกับบรรดาแกนนำม็อบ
ใน ขณะที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบกลุ่มบริษัทเอกชนและบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้าน การเงินแก่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
พร้อมทั้งสั่งจับตาเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ อย่างเข้มข้น
บล็อกหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยง จนถอดใจกันเป็นแถว
ประการที่สี่ คือ เวทีนานาชาติ
ในการต่อสู้ที่ผ่านมาของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ชัดเจนมาตลอดว่า มีความพยายามที่จะใช้เวทีนานาชาติ หรือเวทีโลกล้อมประเทศไทย
มีการแถลงโจมตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน
รวม ไปถึงการจ้างล็อบบี้ยิสต์ และทนายความชาวต่างประเทศ เดินเกมล็อบบี้ให้ประเทศมหาอำนาจประณามรัฐบาลไทยใช้ความรุนแรงในช่วงวิกฤติ ม็อบเสื้อแดง รวมทั้งตั้งแท่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศให้ดำเนินคดีกับนายกฯอภิสิทธิ์
แต่ก็จุดไม่ติด แถมสุดท้ายสภาฯสหรัฐอเมริกา มีมติสนับสนุนแผนปรองดองของรัฐบาลไทย
ปัจจัยเหล่านี้ ถือเป็นจุดหักเหสำคัญที่ทำให้ "ทักษิณ" ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ หันมาประกาศแนวทางปรองดอง
ทำให้เกิดอาการงงกันไปทั้งประเทศ โดยเฉพาะแกนนำ นปช. แนวร่วมมวลชนเสื้อแดง ไม่เว้นแม้แต่ ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยเอง
ปรับตัวปรับบทบาทกันแทบไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าแนวทางปรองดองของ "ทักษิณ" แค่เริ่มต้นเท่านั้นก็มีอาการสะดุดให้เห็น
โดย เฉพาะในการปรับโครงสร้างพรรคที่ผ่านมาหมาดๆ หลังจากให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ลาออกจากหัวหน้าพรรค พร้อมมีการวางตัว พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย เข้ามาเสียบแทน เพราะมีภาพเด่นเรื่องความจงรักภักดี
แต่ มีการต่อต้านจาก ส.ส.บางกลุ่มในพรรค จนสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมาใช้บริการนายยงยุทธให้กลับเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้า พรรคอีกครั้ง
ทำให้แนวทางการปรองดองที่วางไว้สวยหรู ชะงักไปด้วย
ปรากฏการณ์ตรงนี้ เป็นการสะท้อนว่า กระบวนการต่อสู้ของ "ทักษิณ" ในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา มันลงลึกไปมาก
จนเครือข่ายแนวร่วมต่างๆ ยากที่จะปรับตัวได้แบบกะทันหัน
เหนือ อื่นใด ในห้วงจังหวะของการเคลื่อนไหวต่อสู้ของ "ทักษิณ" ที่มีแกนนำ นปช. แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก๊กต่างๆ รวมถึง ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย เป็นตัวขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ทั้งงานมวลชนนอกสภาฯ และงานในสภาฯ
ต่างก็ได้ผลประโยชน์จากการเคลื่อนไหวดังกล่าวกันไปเต็มไม้เต็มมือ
หากมีการปรองดองเกิดขึ้น ย่อมต้องมีคนเสียผลประโยชน์ ในส่วนนี้ไป
อาการระส่ำระสายและความสลับซับซ้อนในการเดินหน้าแนวทางปรองดองของ "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทย จึงผุดขึ้นมา
พวกแข็งขืนต้องมีแน่นอน
โดยเฉพาะพวกที่ต้องสูญเสียสิ่งที่เคยได้ผลประโยชน์จากการต่อสู้ของ "ทักษิณ" ไม่ยินยอมพร้อมใจแน่
ขณะที่แกนนำกลุ่มก๊วนต่างๆในพรรคที่รอใช้ฐานมวลชนและฐานทุนของ "ทักษิณ" ก้าวขึ้นสู่อำนาจรัฐ ก็ไม่แฮปปี้เช่นกัน
ส่วน แกนนำที่คุมฐานมวลชนก็อย่างที่เห็น ยังเดินหน้าเคลื่อนไหวไม่หยุด พยายามเร้าสถานการณ์ในห้วงครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน อย่างเข้มข้น ไม่สนเรื่องการปรองดอง
ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายมองว่าการเมืองกำลังเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นในช่วงต้นปีหรือกลางปีหน้า
แต่เรามองว่า ถ้าขั้วการเมืองยังเผชิญหน้ากันอยู่ ไม่สามารถแตะมือปรองดองกันได้
สถานการณ์หมิ่นเหม่ล่อแหลมเกิดเหตุรุนแรง กระทบต่อ ความมั่นคง
ระวังนักการเมืองอาจถูกดองเสียเอง.
"ทีมการเมือง"
คุณูปการของ 19 กันยา 49 ที่มักไม่ค่อยพูดถึงกัน
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ก่อน หน้ากรณี 19 กันยา 49 นั้น สภาพการณ์ทางการเมืองในไทยอึมครึมอย่างยิ่ง มีการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาลไทยรักไทยอย่างเอางานเอาการโดยกลุ่ม พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ ขนคนไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่สนามหลวง เรียกร้องขอรัฐบาลพระราชทาน ดิสเครดิตรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกรูปแบบ แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้น พรรคไทยรักไทยก็ยังได้รับชัยชนะแบบถล่มทะลาย
ความ เชื่อมั่นของประชาชนต่อ ดร.ทักษิณ แม้นายสนธิและกลุ่มกวนเมืองพันธมิตรจะก่อกวนอย่างไรก็ไร้ผลนั้น ผู้อยู่เบื้องหลังการล้มรัฐบาลทักษิณจึงรู้ว่า วิธีเคลื่อนไหวแบบที่คิดว่าเคยทำได้ผลมาแล้ว ให้คนกรุงเทพฯ ประท้วงจนล้มรัฐบาลที่คนต่างจังหวัดเลือกตั้งมาหลายครั้งนั้นไร้ผลเสียแล้ว นายสนธิกับพวกทำไม่สำเร็จ กลุ่มพันธมิตรหดตัวเหลือจำนวนไม่กี่ร้อยคนไปจัดชุมนุมแบบกระจอกงอกง่อยที่ สวนลุมพินี ขนาดให้ไอดอลทุกระดับมาออกหน้าแสดงตนชัดเจนอย่างพลเอกเปรม แก๊งค์องคมนตรี ราษฎรอาวุโสทั้งหลาย ฯลฯ ทั้งหมดมุ่งทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำนักการเมืองที่พวกตัวเองชักใยอยู่อย่างพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งรัฐบาลให้ ได้ เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์นั้นไร้สาระ ไม่มีปัญญาชนะในสนามเลือกตั้งได้ แม้จะมีตัวช่วยมากมายก็ตาม
19 กันยา 49 จึงเป็นหนทางสุดท้ายของพวกที่ทนไม่ได้กับการมีรัฐบาลแบบ People Oriented สนองความต้องการของประชาชนมากกว่าพวกชนชั้นสูงและอำมาตย์ เมื่อไม่สามารถสร้างกระแสให้ประชาชนคล้อยตามได้ ก็เลือกวิธีรัฐประหาร คิดว่าเอาอยู่แน่นอน เคยล้มรัฐบาลชาติชายเป็นมาแล้ว ประชาชนไม่ว่าอะไร แต่ไม่ใช่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
19 กันยา 49 จึงเป็นการเปิดหูเปิดตาประชาชนครั้งสำคัญ ส่งผลสะเทือนสร้างความสูญเสียพินาศฉิบหายต่อภาพพจน์ของกลุ่มชนชั้นสูงและอำ มาตยาธิปไตยไทยอย่างรุนแรงที่สุด แม้พวกเขาจะขึ้นมาบริหารประเทศได้ด้วยวิธีซื้อตัวนักการเมืองผู้หิวโหยใน เครือข่ายเนวิน ข่มขู่พรรคการเมืองอื่นในสภา ยุบพรรคพลังประชาชนด้วยเรื่องไร้สาระและโง่เง่าแบบที่ทำกับนายสมัครและนายสม ชาย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ประชาชนจะออกมาต่อต้านพวกเขากันอย่างกว้างขวางและหลาก หลายมากมายเท่าหลัง 19 กันยา 49 ที่สำคัญคือคนชนบทที่เคยยอมให้พวกเขายุยงคนกรุงเทพ ฯ ให้ล้มรัฐบาลได้มาหลายครั้งแล้ว คราวนี้กลับไม่ยอม
การ รวมตัวกันของประชาชนเพื่อต่อต้านกลุ่มของพวกชนชั้นสูงอำมาตย์จำนวนมาก มายมหาศาลที่พัฒนากันขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้คนพวกนั้นสูญเสียอย่างรุนแรง ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา 49 นั้น บางคนยังแค่สองจิตสองใจ แต่เมื่อเห็นโฉมหน้าที่เปิดกันล่อนจ้อน ก็ชัดเจนกันถ้วนหน้า การเปลี่ยนแปลงสิ่งใด พื้นฐานต้องมาจากการสูญสลายศรัทธาความเชื่อมั่นต่อสิ่งนั้น เมื่อไม่แคร์ก็ไม่สนใจที่จะปกปักรักษา เมื่อรากฐานสั่นคลอนก็ล่มสลายได้ง่าย มนุษย์นั้นเมื่อรู้ว่าถูกหลอกลวงจะโกรธมากกว่าปกติ เพราะความเคียดแค้นว่าตัวเองเป็นไอ้งั่งมาตลอด ความจริงที่เห็นในวันนี้ก็คือ ประชาชนที่ออกมาแสดงพลังกันนั้น ไม่ได้กลัวอะไรอีกแล้ว เมื่อก่อนจะกลัวถูกยิงถูกฆ่าถูกด่าถูกจับ แต่วันนี้ไม่เห็นมีใครกลัว เล่นงานกันกลางตลาดก็เคยได้ยินมาแล้ว
นี่ เป็นผลมาจากการใช้สารพัดวิธีไร้ คุณธรรมในการทำลายประชาชน เช่นเอาพวกกเฬวรากออกมาป่วนประเทศ ระดมลูกน้องออกมาต่อต้านรัฐบาลประชาชน ยึดอำนาจรัฐประหาร ใช้ตุลาการวิบัติพลิกขาวให้เป็นดำ แสดงตนสนับสนุนพวกสารเลวอย่างเปิดเผย เอาทหารขี้ข้าออกมาฆ่าประชาชน นิ่งเฉยที่คนไทยถูกยิงทิ้งเป็นร้อยศพกลางเมือง สิ่งเหล่านี้สร้างความชิงชังเคียดแค้นให้ประชาชนทั้งนั้น และมันเริ่มการข่มขืนใจประชาชนอย่างเปิดเผยครั้งแรกสุดก็ด้วยการรัฐประหาร 19 กันยา 49 ทั้งสิ้น
นี่ คือผลดีของรัฐประหาร 19 กันยา 49 ที่เกิดขึ้นและเป็นจริงอยู่ขณะนี้ สำหรับคนที่ทำลายและทำร้ายประชาชนนั้นรู้ตัวดี ทำปากกล้าแต่ความจริงหำหดกันทั้งนั้น หลายคนเริ่มนับถอยหลังกันมานานแล้วเสียด้วยซ้ำ ในช่วงชีวิตของพวกเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน
จินตนาการเถิด จะเกิดมหาวิบัติ............นิติภูมิ
ที่มา thaifreenews
โดย answer
ศุกร์ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓
๒๕ ปีแล้วครับ ที่นิติภูมิใช้บริการ ร.พ.ตำรวจ ได้รับความกรุณาจากแพทย์และพยาบาลด้วยดีเสมอมา ๘.๓๐-๑๔.๓๐ น. ของศุกร์วันนี้มีงานครบรอบ ๔๐ ปี สถาปนาวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ ที่ห้องประชุมสันต์ ศรุตานนท์ ครั้นถึง ๑๘.๐๐ น. ขอเชิญศิษย์เก่าฯ ร่วมงาน “คิดถึงชวนชม” ที่ห้องแกรนด์บอลรูม ร.ร.อโนมา กทม.
หาก ใครศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ อย่างละเอียดละออ ก็จะพบว่า ความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่เกิดในดินแดนทั้งหลายทั้งปวงนั้น จำนวนไม่น้อยที่มีจุดกำเนิดเกิดมาจากกรณี ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’
ผม มีลางสังหรณ์ว่า ในอนาคต บ้านเมืองเราอาจจะมีความกดดันจากกรณีที่มุสลิมไทยไม่สามารถไปดำเนินการ ปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความเป็นมุสลิม ที่เราเรียกว่า รุก่นอิสลาม ได้
ท่านญีบรีลซึ่งเป็นมลาอีกะฮฺเคยถามท่านศาสดามุฮำมัด (ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า อิสลามคืออะไร?
ศาสดา มุฮำมัด (ศ็อลฯ) ตอบว่า อิสลามคือการปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุฮำมัดเป็นรซู้ลแห่งอัลลอฮฺ การดำรงละหมาด การบริจาคซะกาต การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการทำฮัจญ์ (บุคอรี-มุสลิม)
ผู้ อ่านท่านผู้เจริญ ฮัจญ์จึงเป็นหลักปฏิบัติสุดท้ายซึ่งบังคับเฉพาะผู้ที่มีความสามารถเพียงพอ โดยถือปฏิบัติอย่างน้อย ๑ ครั้งในชีวิต
ฮัจญ์ แปลว่า การมุ่งไปสู่ หรือการไปเยือน หมายถึงการเดินทางมุ่งไปสู่บัยตุลลอฮฺ หรืออัล-กะบะฮฺ ณ นครเมกกะ เพื่อประกอบศาสนกิจ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติและตามระยะเวลาที่กำหนด
มุสลิม เกือบ ๒ พันล้านคนทั่วโลกจะต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ แผ่นดินหะรอม อันเป็นแผ่นดินต้องห้าม หมายถึง ห้ามมิให้ผู้ที่มิใช่มุสลิมเข้าไปเหยียบย่ำ มุสลิมเท่านั้นที่เข้าไปได้ และเมื่อเข้าไปแล้ว ก็ห้ามกระทำการต่างๆ หลายอย่าง หลายประการ อาทิ ห้ามล่าสัตว์ ห้ามทำลายพืชพันธุ์ ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามซุบซิบนินทา ฯลฯ มุสลิมที่เข้าไปในแผ่นดินหะรอม จะต้องตั้งอยู่ในความสำรวมตน
แผ่นดินหะรอมตั้งอยู่ที่นครมักกะฮฺและปริมณฑล
มักกะฮฺ คือ นครหนึ่งในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
ณ แผ่นดินหะรอม หรือนครมักกะฮฺ เป็นที่ตั้งของมัสญิดอัลหะรอม ซึ่งมีบัยตุลลอฮฺ จุดศูนย์รวมของมุสลิมทั่วโลกตั้งอยู่
บัย ตุลลอฮฺ แปลว่า บ้านของอัลลอฮฺ และเป็นบ้านหลังแรกที่ได้ถูกสร้างขึ้น บัยตุลลอฮฺเป็นชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไป ยกตัวอย่าง เวลาละหมาด มุสลิมต้องหันหน้าไปตามทิศทางที่ตั้งของบัยตุลลอฮฺ
อัลกะ อฺบะฮฺเป็นอีกชื่อหนึ่งของบัยตุลลอฮฺ เป็นสถานที่หมั่นมาเยือนของมนุษย์ กะอฺบะฮฺ แปลว่านูนขึ้น พองขึ้น เป็นอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ อยู่ใจกลางมัสญิดอัลหะรอม
ทุกวันนี้ อาคาร อัล-กะอฺบะฮฺถูกคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำ ปักพระนามอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ด้วยดิ้นทอง และปักใจความจากพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน อันเป็นภาษาอรับทั้ง ๔ ด้าน เฉพาะแต่มุมด้านที่มีหินดำบรรจุอยู่เท่านั้น ที่ผ้าถูกยกขึ้น เพื่อให้ฮุจญาต (คำพหูพจน์ที่ใช้เรียกชายหญิงที่อยู่ระหว่างการทำฮัจญ์) ได้สัมผัสกับหิน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า อาคารกะอฺบะฮฺทั้งหมดสร้างด้วยหินคือ หินดำ
สำหรับมุมอัล -กะอฺบะฮฺที่มีหินดำอยู่นั้น คือจุดเริ่มต้นของการฏอวาฟ หรือการเดินเวียนซ้ายรอบอัล-กะอฺบะฮฺ ซึ่งรอบๆ กะอฺบะฮฺนั้นเป็นลานกว้าง บรรจุคนได้เป็นจำนวนล้าน และตลอด ๒๔ ชั่วโมงของทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี จะปรากฏผู้เดินฏอวาฟอยู่ตลอดเวลา มิได้ขาดสาย
ผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า อุมเราะฮฺ
อุ มเราะฮฺหมายถึง การไปเยี่ยมเยือนยังบัยตุลลอฮฺ เพื่อประกอบศาสนกิจในทำนองเดียวกับการประกอบพิธีฮัจญ์ แต่ขั้นตอนน้อยกว่า คือ ไม่มีการวูกูฟที่ทุ่งอารอฟะหฺ และไม่มีการกำหนดระยะเวลา จะทำเมื่อใดก็ได้ เนื่องจากการทำอุมเราะฮฺ เหมือนกับการทำฮัจญ์ จึงมีผู้เรียกการทำอุมเราะฮฺว่า ฮัจญ์เล็ก
จันทร์ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ ผมดูรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ได้ฟังคุณพิเชษฐ์ สถิรชวาล เลขาธิการกรรมการกลางอิสลามประจำประเทศไทยให้สัมภาษณ์ว่า นายนาบีล ฮุสเซ็น อัชรี อุปทูตซาอุดีอาระเบียบอกว่ารอดูการแก้ปัญหาของทางการไทยในกรณีการหายตัวไป ของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย มานานถึง ๒๐ ปี ถ้าไทยไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับซาอุดีอาระเบียได้ ท่านอุปทูตอาจจะเสนอไปทางรัฐบาลซาอุดีอาระเบียให้มีการตอบโต้ ซึ่งการตอบโต้ทางการทูตที่ดีที่สุดก็คือ การปิดสถานทูต หรืออย่างน้อย คือปิดแผนกวีซ่า
ผู้อ่านท่านหลับตาจินตนาการเถิด หากมุสลิมไทยไปแผ่นดินหะรอม ซึ่งตั้งอยู่ในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
กัมพูชา-พม่า-มาเลเซีย-รัสเซีย-ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ
เพียงไม่กี่ปีที่ท่านขึ้นมาครองอำนาจ
ท่านสร้างศัตรูได้บานเบอะเยอะแยะมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?
'ทักษิณ'ทวิต4ปีรัฐประหารผิดเวลา คนไทยสนเอเอฟ-3จีมากกว่า
ที่มา ไทยรัฐ
อุตส่าห์เลือกเวลาไพร์มไทม์ทวิตรำลึก 4 ปีปฏิวัติ 19 ก.ย.ทวิตข้อความยาวยืด
สุดท้ายคนไทยไม่สนใจ มัวดูเอเอฟ 7
-ครวญ 3จีไม่เกิดมากกว่า อดีตนายกฯ ชวนปรองดอง
เผยขณะนี้อยู่เลบานอน กินแตงโมแทนอาหาร...
เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.วันที่ 18 ก.ย.2553 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ได้ทวิตเตอร์ข้อความ ระบุว่า สวัสดี ครับวันนี้ผมอยู่ที่เลบานอนอากาศดีมาก เย็นสบายไม่หนาว
หน้านี้แตงโมท่ีนี่อร่อยมากเนื้อแน่นหวานกรอบเมื่อวานผมทานแตงโมแทนอาหาร เย็นกลัวอ้วน
ผมเดินทางเยอะอีกหน่อยจะเชิญชิมทั่วโลกแต่คงต้องฝึกจาก ม.ร.ว.ถนัดศรี ก่อน
แตงโมที่อร่อยที่สุดต้องที่ไซปรัสครับ น้ำจะไม่มากไปหวานกรอบกว่าที่นี่
อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้า 19 ก.ย.แล้วก็เป็นวันครบรอบ4 ปีของการปฏิวัติ
4 เดือนของโศกอนาถกรรมทางการเมืองที่แสนสาหัส
ผมอยากเห็นการมองไปข้างหน้าร่วมกัน
ผมอยากเห็นการเยียวยาผู้ท่ีประสบเคราะห์กรรมจากการขัดแย้งในครั้งนี้
ผมอยาก เห็นการให้อภัยซึ่งกันและกันผมอยากเห็นความมีเมตตาต่อกัน
ผมไม่อยากเห็น การก่อความไม่สงบใด
ผมไม่อยากเห็นการนำสถาบันฯมายุ่งกับการเมือง
ผมไม่อยากเห็นการทำลายซึ่งกันและกันด้วยระบบ 2 มาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม
นี่คือ ความหมายของคำว่าปรองดองครับ
ผมขอให้การนองเลือดท่ีทหารต้องปราบปรามประชาชนเมื่อ 19 พ.ค.53 เป็นครั้งสุดท้าย
ผมขอให้การปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เป็น ครั้ง สุดท้ายเช่นกัน
ขอให้การขัดแย้งที่นำความเสียหายอย่างมหันต์
แก่ประเทศ แก่ประชาชน แก่สถาบันแทบทุกสถาบันเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายเถอะครับสาธุ
4 ปี เราเจ็บปวดกันมามากแล้วเราได้ทิ้งหลักการ ทิ้งอุดมการณ์ ทิ้งหลักกฎหมาย
และหลักความเป็นธรรม เราทิ้งคุณธรรมจริยธรรม เราทิ้งวัฒนธรรมอันดีงาม
ที่ ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพียงแค่เราต้องการเอาชนะกัน ทั้งที่พูดกันรู้เรื่อง
เพราะเป็นคนด้วยกัน หันหน้าพูดกันเถอะครับไม่มีโอกาสไหนที่จะพูดกันดีกว่าโอกาสนี้อีกแล้ว
ผมรู้ว่าหลายคนยังโกรธหลายคนยังไม่พอใจแต่ขอให้คิดว่าคำว่าชาติที่รุ่งเรือง
ต้องประกอบด้วยคนในชาติท่ีรู้จักคำว่าเสียสละ
มา ร่วมกันเสียสละยอมกลืนความเจ็บปวดคนละนิด
เริ่มกระบวนการปรองดองด้วยหัวใจท่ีเปี่ยมด้วยเมตตาต่อเพื่อนร่วมชาติซึ่งได้
ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
ผม หวังว่าคงจะไม่มีคนไหนขาดสติทำลายการปรองดองของคนในชาติ
เราเสียหายกันเยอะแล้ว ความสุขที่เราเคยมีอยู่หายไปนานแล้ว
ช่วยกันตามกลับมาคืนคนไทยเถอะ
รายงานข่าวแจ้งว่า
ในช่วงเวลาที่อดีตนายกรัฐมนตรีทวิตข้อความขึ้นบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์
ไปตรงกับช่วงที่ใกล้จะประกาศผลสุดยอดนักล่าฝัน ทรู อคาเดมีแฟนเทเชีย ซีซันส์ 7
ทำให้ชาวทวิตเตอร์ไม่ได้สนใจไปที่ข้อความของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่าที่ควร
แต่ส่วนมากกลับทวิตเตอร์เรื่อง "น้องปอ วี12" ที่เป็นสุดยอดนักล่าฝันคนล่าสุด
ขณะที่ชาวทวิตเตอร์ยังคงพูดต่อเนื่อง
ถึงกรณีการประมูลคลื่นความถี่มือถือ 3จี ที่ถูกศาลปกครองมีคำสั่งให้คุ้มครองการประมูล
และนัดทาง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ฟังคำตัดสินว่า
จะได้ประมูล 3จีหรือไม่เป็นวันจันทร์ที่ 20 ก.ย.2553 เวลา 08.30 น.
โดยส่วนมากทวิตบ่นถึงความล่าช้าจากการไม่มี 3จี
การผลักดัน 3จีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มากกว่า
"จตุพร"เมินนิรโทษ ลั่นไม่ได้ผิด ยันไม่ชุมนุมยืดเยื้อ
ที่มา ไทยรัฐ
"จตุพร" ไม่สนนิรโทษกรรม ชี้ไม่ได้ทำผิดอะไร เชื่อการปรองดองยังเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ลั่นไม่ได้สวนมติพรรค พร้อมยืนยัน การชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อ และไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น...
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
ถึงการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 19 ก.ย. ปฏิวัติครบรอบ 4 ปี ว่า
วันนี้มีการจัดกิจกรรมขึ้นในหลายจังหวัด โดยในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ
มีกิจกรรมที่บริเวณแยกราชประสงค์
และมีการเสวนาที่พรรคเพื่อไทยด้วย
ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดมีกิจกรรมขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัด
โดยที่จังหวัดเชียงใหม่ จะปราศรัยที่สนามกีฬาของเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งตนจะเดินทางไปร่วมในการปราศรัยครั้งนี้ด้วย ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม
การรวมตัวครั้งนี้จะมีขึ้นเพียงแค่ 1 วัน
เพื่อร่วมกันรำลึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศ
ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านตามปกติ ทั้งนี้มั่นใจว่า จะไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ นายจตุพร ยังได้แสดงความเห็นถึงเรื่องความปรองดองว่า
การปรองดองถือเป็นมายาภาพ
เพราะตราบใดขบวนการไล่ล่าต่างๆ ยังไม่ยุติ การปรองดองจะยังเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
และไม่ว่าจะมีการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
สุดท้ายเห็นว่า คนที่ได้ประโยชน์ยังคงจะเป็นฆาตกร
เพราะประชาชนไม่ได้มีความผิดอะไรที่จำเป็นจะต้องมานิรโทษกรรมให้เขา
ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกอะไร กับกฎหมายนิรโทษกรรม เนื่องจากเราไม่ได้กระทำความผิด
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะสวนทางกับแนวทางของพรรคเพื่อไทยหรือไม่
นายจตุพร ระบุว่า ไม่ได้สวนทาง เมื่อพรรคมีหน้าที่ปรองดอง ก็ต้องปรองดองไป
แต่ต้องปรองดองบนพื้นฐานความยุติธรรม และความเสมอภาคบนความเท่าเทียมกัน
ซึ่งไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน
แต่จะให้ปรองดองกับคนฆ่า 91 ศพ คงทำไม่ได้ เมื่อมันไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคม.
กระชับพื้นที่... ‘ทักษิณ’ และ ‘บิน ลาเดน’!!? วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา vattavan
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่อง History Channel ของ UBC
เขามีเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 หรือการโจมตี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2544
ด้วยการใช้เครื่องบิน พุ่งชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์อย่างจัง
เป็นเหตุให้ผู้คนหลายเชื้อชาติ หลายพันคนด้วยกัน ต้องสูญเสียชีวิตไป
ทั้งยังมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
โลกตะลึง!
ตัวการสำคัญที่ก่อเหตุการณ์ คือ นายอุซามะห์ บิน ลาดิน หรือ โอซามา บิน ลาเดน
(Osama Bin Laden) ชายชาวซาอุดีอารเบีย ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าขององค์กร อัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) เป็นผู้ต้องสงสัยว่า...
อยู่เบื้องหลัง วินาศกรรมครั้งนี้!!
ทาง History Channel ได้เสนอสารคดีชื่อ 10 Ways to Kill Bin Laden หรือ
‘สิบวิธีในการสังหารบิน ลาเดน’ ซึ่งดูแล้วก็เห็นได้ว่า
ชายผู้นี้ถูกสหรัฐอเมริกาไล่ล่ามาก่อน ตั้งแต่เขาถูกพบว่า
เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดสถานทูตสหรัฐ ในประเทศแทนซาเนีย และ เคนยา เมื่อ 7
สิงหาคม 2541 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย ประธานาธิบดีสหรัฐขณะนั้น คือ “บิล
คลินตัน” โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งล่าตัวเอามารับโทษให้ได้
ยุทธวิธีที่ฝ่ายอเมริกันนำมาใช้ มีด้วยหลากหลายรูปแบบ เช่น
การใช้กองกำลังของชนเผ่า ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ดักซุ่มแล้วล้อมยิง (Ambush)
ในทะเลทรายระหว่างบิน ลาเดน เดินทางด้วยรถ แต่ผู้ที่เป็นเป้าหมาย
ก็หลีกหนีไปได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อการซุ่มโจมตีทางบกไม่สำเร็จ การโจมตีด้วยอาวุธพิสัยไกลจากจรวด ‘โทมาฮอค’
ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรง และความแม่นยำสูง โดยยิงจากเรือรบสหรัฐ
มีเป้าหมายคือฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายบันลือโลกผู้นี้ในอัฟกานิสถาน แต่ บิน ลาเดน
ก็หัวแข็งและดวงดี เล็ดรอดออกจากภัย ที่คุกคามชีวิตตนเองได้อย่างเหลือเชื่อ
แต่ฝ่ายอเมริกันก็ไม่เคยละความพยายาม และตั้งหน่วยขึ้นมา เพื่อตามล่า บิน ลาเดน
โดยเฉพาะ
เมื่อเป็นที่แน่ชัดว่า การโจมตีศูนย์กลางธุรกิจของโลก อย่างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
เป็นฝีมือของ บิน ลาเดน ด้วยแล้ว การล่าตัวเขาก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
สหรัฐทุ่มเททรัพยากรจำนวนมหาศาลในการไล่ล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จมาจนถึงวันนี้
บุคคลอีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้ายระดับเดียวกับบิน ลาเดน
ในความคิดของรัฐบาล “นายมาร์ค ร้อยศพ” คือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ที่ชื่อ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูก “ไอ้บัง กบฏ” กับพรรคพวก โค่นล้มลงจากตำแหน่ง
ด้วยการยึดอำนาจ เมื่อ 19 ก.ย.2549 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ
ครั้นทักษิณฯเดินทางกลับประเทศได้ กลับต้องตกเป็นจำเลย
ถูกสอบสวนโดยกรรมการชุด “ไอ้บัง กบฏ” ตั้ง ซึ่งประกอบด้วยปรปักษ์ทักษิณล้วนๆ
ซึ่งไม่มีความชอบธรรม ทั้งๆที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปัจจุบัน
ก็ยังบังคับใช้อยู่ จนเป็นเหตุให้เขาต้องคำพิพากษา ให้จำคุก 2 ปี ในข้อหาสับปะรังเค
คือเซ็นชื่ออนุญาตให้คุณหญิงผู้ภริยา ไปซื้อที่ดินจากการประมูลของรัฐได้ ทั้งๆที่ข้อหานี้
แท้ที่จริงแล้วต้องไปขึ้นศาลอาญาตามปกติเช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป
ไม่ต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแน่งทางการเมือง
แต่คณะกรรมการสอบสวนชุดดังกล่าว ที่รู้จักกันในนาม ค.ต.ส.
ก็พ่วงข้อหาเจ้าพนักงานกระทำความผิด ซึ่งโทษหนักกว่า
และต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแน่งทางการเมือง เข้าไปด้วย
เพื่อให้ข้อหาดังกล่าวเป็นเสมือนหัวรถจักร ลากข้อหาเล็กๆ
คือเรื่องซื้อที่ดินของคุณหญิง ไปขึ้นศาลสูงสุดได้เลย...ดูมันทำ!
ผมอ่านแต้มนี้ออกตั้งแต่ต้น และได้เขียนว่ากล่าวไปหลายครั้ง
แต่ไอ้พวกที่เหลิงอำนาจมันไม่ฟัง และแทนที่อัยการแผ่นดินจะสั่งไม่ฟ้องข้อหาอื่น
โดยสั่งฟ้องเฉพาะความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. เท่านั้น
และนำคดีความขึ้นสู่ศาลอาญาตามปกติไป แต่...
เขา (อัยการ)ก็ไม่ทำ
กลับสั่งฟ้องบทหนักพ่วงไปด้วย เพื่อลากคดีตามกฎหมาย ป.ป.ช.
ขึ้นสู่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปเลย
ในที่สุดศาลฎีกาฯ ก็ยกฟ้องความผิดหนักทุกข้อหา ที่ดินของกลางก็ไม่ยึด
แต่ให้ลงโทษนายกฯทักษิณตามกฎหมาย ป.ป.ช. ทั้งยังสั่งจำคุกทันที ไม่รอการลงโทษด้วย
ซึ่งแตกต่างจากคดีหวยสองตัวสามตัว ที่ตามหลังมาอีกไม่นาน
ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุกผู้กระทำผิดบางคน
ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิด แต่...
โทษจำคุก...ให้รอไว้ก่อน!
กระบวนการดำเนินคดี กับคุณทักษิณฯนั้น ผมย้ำหลายครั้งหลายหน
และเขียนเป็นบทความก็หลายชิ้น บอกว่ามันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น
เริ่มตั้งแต่ตั้งคนเป็นปรปักษ์กันมาสอบสวน
(ขอให้ดูตัวอย่างทนายพรรคประชาธิปัตย์ ซักค้าน
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย พยานในคดียุบพรรคการเมือง เมื่อสัปดาห์ก่อน
ทนายก็มุ่งประเด็นซักพยานผู้นี้ ว่ามี ‘อคติ’ ต่อพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งจะทำให้การสอบสวนไม่ชอบ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด)
อีกทั้งเป็นการใช้กฎหมายกับคนๆเดียว
โดยที่กระบวนพิจารณาความอาญาตามกฎหมายปัจจุบัน ก็ยังใช้อยู่ ไม่ถูกยกเลิกไป
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ความไม่เป็นธรรมชัดๆ อย่างนี้แหละครับ ที่เกิดขึ้นในชาติ
ตั้งแต่เหตุการณ์กาลี 19 ก.ย.2549 ที่ทำให้บ้านเมืองของเราแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
สถาบันต่างๆเช่น วงการตุลาการ รวมทั้งสถาบันอื่นๆก็สั่นคลอน
เพราะประชาชนคนไทยเริ่มสงสัยในความน่าเชื่อถือ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย
จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ในภาคพลเมือง
โดยเฉพาะมาตรฐานทางกฎหมาย ที่ผันแปรไปได้อย่างพิลึกกึกกือ อย่างเหลือเชื่อ!
บ้างก็ว่ากฎมายไม่มีแล้ว มีแต่ ‘กดหมา’ แต่ดันทะลึ่งมาใช้กดหัวกบาลคน
บ้างก็เสียดสีน่าเอ็นดูว่า มี ‘ม๋อยหงอกๆ ที่มองไม่เห็น’ อยู่เบื้องหลัง
แต่บางคนทนไม่ได้ เพราะโกรธจัด ถึงกับคำรามด้วยความคั่งแค้นว่า
นี่ไงโว้ยยยยยยยยยย... กฎหมาย 2 มาตรฐาน!!
ผู้ก่อการร้ายอย่าง บิล ลาเดน นั้น ควบคุมปฏิบัติการก่อการร้ายจากระยะไกล
โดยเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่หลักเพียงสองประเทศ คือ อัฟกานิสถาน และ ปากีสถาน
สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายในสายตาของพรรคดักดาน
มีพื้นที่เคลื่อนไหวในหลายๆประเทศ คือ
สามารถเคลื่อนไหวไปได้ทั้งทวีปยุโรป อเมริกา เอเชีย อาฟริกา และเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก
ทั้งทักษิณและบิน ลาเดน ถูกกระชับพื้นที่ โดยปรปักษ์ของแต่ละคน เหมือนๆกัน!
การกระชับพื้นที่ของนายกฯทักษิณ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
เพราะนานาชาติเขาไม่ร่วมมือด้วยเลย
ฝ่ายรัฐบาลดักดานก็ต้องการทราบความเคลื่อนไหวของนายกฯทักษิณฯ
พวกนี้มันจึงอยากให้คุณทักษิณ โผล่ออกมาโชว์ตัวบ่อยๆ พอหายหน้าไปไม่กี่อาทิตย์
ไอ้พวกโลซกก็คร่ำครวญหวนโหย ตีโพยตีพายว่า
...หายไปไหนกันจ๊ะ...พ่อคุณ...พ่อทูนหัว!
ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ
แท้ที่จริงนั้นเป็นเพราะข่าวของนายกฯประเทศไทย คนที่ชื่อทักษิณฯเท่านั้น
ที่จะสามารถแย่งพื้นที่ ดับข่าวอื้อฉาวของรัฐบาลดักดานได้ นั่นคือ
เรื่องการทุจริตคิดมิชอบ ด้วยการกินล้างกินผลาญงบประมาณของประเทศ จนบานทะโรค
ทำให้ผู้เกี่ยวข้องร่ำรวยไปตามๆกัน พอถูกจับได้ก็ไม่ต้องรับโทษ
แค่ให้ออกจากตำแหน่งไปเท่านั้น ดังที่เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ไปหลายคอลัมน์
และหลายครั้งหลายหนแล้ว
ดังนั้น ไอ้ที่อยู่ก็โกงกันไป ฉ้อราษฎร์บังหลวงเพลิดเพลินเจริญใจกันไป
อย่างที่ชาวบ้านไม่เคยพบเห็นมาก่อน จนกระทั่งข้าราชการ
ทั้งที่ออกไปรับบำนาญแล้ว อย่างกระทรวงพานิชย์
ก็มีคุณวิจารณ์ นิวาตวงศ์ อดีตปลัดกระทรวงและอดีตรัฐมนตรี
ทั้งๆที่ท่านอายุ 80 ปีแล้ว ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างสูงของข้าราชการกระทรวงนี้ ยังทนไม่ไหว
ถึงกับออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับอดีตข้าราชการอีกหลายท่าน
ส่วนทางด้านกระทรวงมหาดไทย
คุณพงศ์โพยม วาศภูติ ถึงกับออกมาบริภาษแบบสาดเสียเทเสีย
และเพื่อนข้าราชการที่ยังอยู่ในราชการ ต่างก็ออกมาคัดค้าน
รัฐบาล ‘ไดแหวก’ กันอย่างอื้ออึงและต่อเนื่อง
ลงท้ายด้วยปรากฏการณ์ ทูลเกล้าฯถวายฎีกา
ถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลโลซก ของ ‘นายก-มุกควาย’ นี่แหละ!
สำหรับ ‘นายกะแสบ’ รัฐมนตรีต่างประเทศนั้น ตั้งแต่รับหน้าที่มา
ก็มีความสามารถสูงยิ่ง ในการหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง กับชาติเพื่อนบ้านรอบประเทศ
ซึ่งในยุครัฐบาลโลซกนี้ ชาติต่างๆเหล่านั้น
แสดงความไม่เป็นมิตร กับสยามประเทศอย่างถ้วนทั่ว
ตัวรัฐมนตรีฯเองทำได้ ก็แค่แก้ตัวไปวันๆ
แต่ก็ไม่สนใจที่จะทำความสัมพันธ์ให้กลับดีขึ้น
เพราะภารกิจหลักของเขา ก็คือการตามไล่ล่าทักษิณ
ซึ่งประสพแต่ความล้มเหลวมาโดยตลอด
ทั้งนี้เพราะ...
การเป็นผู้นำประเทศของชาติเสรีประชาธิปไตย ที่ถูกโค่นล้มด้วยกำลังทหาร
เป็นสาเหตุหลักที่ชาติต่างๆเมินเฉย ไม่ยอมส่งตัวนายกฯทักษิณ กลับมาประเทศบ้านเกิด
ตามคำเรียกร้องของรัฐบาลแสนทุเรศของไทย แต่ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ
ข้อหาที่นายกฯตำรวจเก่าต้องหา จนเป็นเหตุให้มีคำพิพากษานั้น
(ความผิด ตามกฎหมาย ป.ป.ช.) ไม่มีในฐานความผิดของประเทศอื่น เลยไม่เข้าหลักสำคัญ
ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะความผิดที่จะส่งตัวให้กันนั้น ต้องเป็น Double Criminality
คือทั้งประเทศไทยเรา และประเทศที่จะส่งตัว จะต้องมีบัญญัติเป็นความผิดเหมือนกัน
แต่กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 นั้น มีแต่ในบ้านเรา
ไม่มีในบ้านอื่นเขา จะหาเทียบเคียงกันก็ยาก จึงไม่เข้าเกณฑ์ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ดังนั้นความพยายามของรัฐบาลโลซก...
เลย ‘แห้ว’ รับประทาน มาจนถึงบัดนี้!
ใช่แต่แค่นั้นนะครับ...
นอกจากการกระชับพื้นที่ทักษิณฯ จะไม่ได้ผลแล้ว ปรากฏว่า
พื้นที่เคลื่อนไหวของนายกฯลูกเชียงใหม่แต๊ๆ กลับขยายขยับปรับเพิ่มมากขึ้น
แถมมีหลายประเทศต่างๆที่เห็นใจ
ได้อนุเคราะห์ให้ถือสัญชาติ และมีสิทธิใช้พาสปอร์ตของชาติเขาได้
ดังนั้น การเดินทางของคุณทักษิณฯ จึงเป็นไปอย่างไม่ติดขัด
แม้แต่ในยุโรป นายกฯทักษิณก็มีเชงเกน วีซ่า (Schengen Visa)
ที่สามารถเข้านอกออกประเทศในสหภาพยุโรป ได้อย่างสะดวกโยธินบูรณะเลยทีเดียวเชียว
ประชาชนคนไทยทั้งหลาย จึงมีโอกาสได้เห็นภาพและข่าวนายกทักษิณฯ
ไปชอบปิ้งฝรั่งเศสบ้าง โผล่ไปทำธุรกิจที่รัสเซียบ้าง
วันดีคืนดีก็บินไปจับมือกับคุณปู่ เนลสัน แมนเดลา ให้คนตื่นเต้นเล่นๆ อย่างนี้เป็นต้น
การเดินทางของคุณทักษิณฯ ก็แสนสะดวกสบายเพราะไม่ต้องไปเข้าคิว
เพื่อรอซื้อตั๋วเครื่องบินให้มันยุ่งยาก
เพราะเพิ่งซื้อเครื่องบินส่วนตัวลำใหม่หมาดๆ ป้ายยังแดงแจ๋แหว
เล่นเอาไอ้พวกโลซกกรี๊ดลั่น ออกอาการอิจฉาขอบตาร้อนผ่าว หัวใจแทบสลายไปตามๆกัน...
นี่ถ้าเกิดมีภาพนายกฯทักษิณ ไปเล่นบาสเก็ตบอลกับคุณโอบามา
(เพราะผู้นำทั้งสองชาติ ชอบเล่นบาสฯเหมือนกัน) คงจะมีคนอกแตกตายเป็นแน่แท้... 555
ยิ่งไปกว่านั้น ชาติในกลุ่มอาเซียนที่ร่ำรวย อย่าง บรูไน-ดารุสซาลาม
ก็ต้อนรับนายกรัฐมนตรีประเทศไทย คนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร อย่างเปิดเผย
โดยไม่สนใจใยดีกับคำขอปนคำขู่ ของรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย
เพราะเขาคงเห็นว่าเป็นเรื่อง...ไร้สาระ!
หน้าแหกเป็นริ้วๆ...กันไปเลย!!
เมื่อเทียบฟอร์มระหว่างนายกฯทักษิณ กับมิสเตอร์ บิน ลาเดนแล้ว คงจะพอพูดได้ว่า
การที่ถูกกล่าวหาจากรัฐบาลโลซก ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ของทักษิณนั้น
นับว่ายังสะดวกสบายดีหลวงพระบาง มากกว่า
คุณบิน ลาเดน ซึ่งคนหลังนี่ยังต้องหลบๆซ่อนๆ โผล่ออกมาจากรู
หรือถ้ำที่หลบภัยไม่ได้เลย เพราะฝ่ายอเมริกัน ตามล่าตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย
สำหรับนายกะแสบฯ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย
ผู้คิดว่าตนมีภารกิจหลักในการไล่ล่าทักษิณ ทำให้สติปัญญาในการคิดแก้ไขปัญหาเรื่องอื่น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคคลอย่าง วิคเตอร์ บูท หรือเรื่องแก้ไขความสัมพันธ์ กับชาติเพื่อนบ้าน
ที่ทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ จนผู้คนที่สโมสรสราญรมย์ เขาพูดกันหึ่งว่า
ช่างเป็นยุคอัปยศ ของกระทรวงบัวแก้วจริงๆ!
ที่น่าตกใจเพิ่มเข้าไปอีก ก็คือ...
การที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ไม่เอาใจใส่ และขาดความมุ่งมั่น
ในการแก้ไขปัญหาเรื้อรัง ซึ่งถูกเรียกร้องจากสถานทูตซาอุดิอาระเบีย
ที่เขาเฝ้ารอคอยความเป็นธรรมมายาวนาน
แต่รัฐบาลของ “นายมาร์ค ร้อยศพ” กลับเอาแต่เล่นการเมือง จนละเลย
ไม่แก้ไขปัญหาให้เขาอย่างจริงจังและจริงใจ ทั้งๆที่ปัญหานั้น แก้ง่ายดายเฉกเช่นเดียวกับการ...
กลับกางเกงในที่ใส่ผิดด้าน แล้วสวมใหม่เท่านั้น!
ง่ายขนาดนั้นจริงๆ!!
ผลพวงแห่งการไม่ใส่ใจ และโง่เขลาไม่ว่องไวต่อการแก้ปัญหาครั้งนี้
จึงเกิดกระแสข่าวแพลมออกมา ว่า
ซาอุดิอาระเบียอาจปิดสถานทูตของตนในประเทศไทย แค่นั้นยังไม่พอ
ผู้นำโลกมุสลิม จะนำที่เป็นชาติสมาชิกทั้งหมด ขององค์การประชุมอิสลาม (โอ.ไอ.ซี.)
ดำเนินการบอยคอตรัฐบาลไทย ซึ่งชาติเหล่านี้นอกจากจะแสดงการต่อต้าน
รัฐบาลโลซกชุดนี้อย่างจริงจังแล้ว พวกเขาที่เคยวางเฉย ต่อการ
ปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย
จะหันกลับมาหนุนหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย
หากกระแสข่าวดังกล่าว ดันเป็นความจริงขึ้นมา
รับรองว่า...ทั้งนายกะแสบ และนายอภิแสบ หรือ
ผมขอให้ฉายาเรียกรวมกันให้เหมาะเจาะ ลงตัวไปเลยว่า
“ไอ้สองแสบ-คู่หูดูโอ”
ต้องได้กุมขมับ...ไปตามๆกัน!!
ก็อยากสมน้ำหน้า ทั้งไอ้คู่หูคู่หอก และรัฐบาลสุดโลซกของพวกมันจริงๆ
แต่ครั้นพอผมมาคิดถึงผลพวงความเสียหายของชาติรา
ที่จะต้องเกิดขึ้นติดตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ
ปฏิกิริยาและความขัดเคือง ของชาวไทยมุสลิม
จำนวนหลายล้านคนในสยามประเทศนี้!
ก็ให้ใจหาย...
หากขืนประเทศเรา ยังคงมีไอ้รัฐบาลไวตะเลนนี้ บริหารบ้านเมืองเราต่อไป
พี่น้องประชาชนคนไทยที่เป็น “มุสลิมมะ” หรือศาสนิกของอิสลาม อาจถูกห้าม
หรือจำกัดจำนวนการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย...
ความโกลาหลอลหม่าน จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน!
อยากจะบอกว่า
การที่รัฐบาลโลซก มันมัวเอาแต่ไล่ล่าคนๆเดียวอย่างทักษิณ
นอกจากก่อปัญหามากมายแล้ว ยังนำพาประเทศของเรา
ตกอยู่ในความยุ่งยาก อย่างไม่เคยมีมาก่อนด้วย!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
คราใดที่พรรคดักดาน อย่าง ‘ประชาธิเปรต’ บริหารประเทศ
ครานั้นเหตุการณ์ร้ายแรง อันไม่เป็นมงคล มักปรากฏต่อสายตาพี่น้องประชาชนมิได้ขาด
บางครั้งทหารทนไม่ไหว ก็ต้องออกมาทำรัฐประหาร ไล่รัฐบาลของพวกมันออกไปด้วย!
ขนาด ‘นายหัวชวน’ ยังต้องหนี...หัวซุกหัวซุนเลย!!
มาระยะนี้ นับแต่เมื่อมีการประกาศรายชื่อนายทหารแม่ทัพนายกอง
ที่จะขึ้นคุมกำลังใหม่แผงใหม่ ในเดือนหน้านี้ กระแสการปฏิวัติรัฐประหารที่เคยแผ่วลง
กลับดัง...กระหึ่มขึ้นมาอีก!
ทั้งนี้ เป็นเพราะไอ้รัฐบาลโลซกนั้น
มันได้ก่อเงื่อนไขแห่งการยึดอำนาจ เอาไว้อย่างล้นเหลือ
ส่งภาพความอัปลักษณ์และกลิ่นเหม็นกระจายฟุ้งถึงสาธารณชน จนผู้คนที่เป็นคอการเมือง
ต่างพากันมั่นใจ ว่า...
...คงโดนอีกแน่ๆ!!?
................
(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน กระชับพื้นที่... ‘ทักษิณ’ และ ‘บิน ลาเดน’!!?
ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 18 ก.ย.2553)
เป๋ คลองเตย พิการแค่ตัวแต่หัวใจยังเต็ม100
ที่มา thaifreenews
โดย Porsche
เขียนโดย Siamคิด
เป๋ คลองเตย ครวญ ศอฉ.ตามราวีไม่เลิก
ต้องหนีหัวซุกหัวซุนหมดทางทำกินต้องขายกิจการทิ้งเพื่อหนีเอาตัวรอด
เป๋ คลองเตย 1ในแกนนำนปช. เปิดใจกับ http://www.go6tv.com/
ที่หลังเวที นปช.แดงเชียงใหม่ว่า หลังจากเวทีเสื้อแดงโดนสลายการชุมนุม
ตนเองก็ได้ไปหลบอยู่พักนึง
เมื่อรู้ว่าตนเองโดน ศอฉ.ออกหมายเรียกให้ไปรายงานตัว ก็ได้เข้าไปที่ราบ11มาแล้ว
และคิดว่าคงจะไม่มีอะไร
แต่กลับมีกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็น ศอฉ.เข้าไปสอบถามประวัติและเฝ้าติดตามดูตนเอง
ที่คลองเตยทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร
และกลุ่มคนดังกล่าวก็ได้ปล่อยข่าวว่าตนเองจะระดมคนมาชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง
เป๋ คลองเตยกล่าวต่อว่าช่วงเวลาที่มีการปล่อยข่าวดังกล่าว
ตนเองอยู่ที่เชียงใหม่ไม่ได้อยู่ที่คลองเตยแล้วจะไประดมคนได้อย่างไร
เป๋ คลองเตยยังได้พูดถึงผลกระทบทางด้านครอบครัวอีกด้วยว่า
ลูกและภรรยาต้องอยู่อย่างหวาดระแวงเนื่องจากว่ามีกลุ่มคนมาคอยคุกคามอยู่เป็นระยะ
โดยกลุ่มคนดังกล่าวจะใช้วิธีเปลี่ยนคนมานั่งเฝ้าไม่ว่าจะเป็นที่บ้านที่ร้าน
หรือแม้แต่ที่โรงเรียนของลูก ด้วยความสงสารภรรยากับลูก
ตนจึงตัดสินใจเซ็งร้านขายอาหารที่เป็นแหล่งทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวทิ้งไปในราคาแบบถูกๆ
แล้วพาครอบครัวอพยพมาอยู่ในเชียงใหม่
ซึ่งคนที่นี่ให้การต้อนรับตนเองและครอบครัวดีมาก
แต่ช่วงแรกๆนี้ความเป็นอยู่ก็ลำบากอยู่พอสมควร
ต้องไปเข็นรถขายลูกชิ้นทอดกับภรรยา ถึงจะลำบากแต่ตนเองและครอบครัวก็มีความสุขดี
สุดท้ายนี้ตนเองอยากจะฝากบอกไปยัง ศอฉ.ว่า
อย่ากลัวคนพิการให้มากนักเลย ตนเองก็พิการทำได้อย่างมากก็แค่ขึ้นเวทีปราศัย
หยุดคุกคามได้แล้ว ถึงจะพิการแต่หัวใจยังใฝ่หาประชาธิปไตยเต็ม100
http://www.go6tv.com/2010/09/100.html
สันติประชาธรรมจี้‘อนุพงษ์’เผยปฏิบัติการทหาร แทนปัดไม่เคยสั่งฆ่า
ที่มา ประชาไท
Blognone ออกแถลงการณ์ผิดหวังประมูล3G ล่าช้า ประชาชนเสียประโยชน์
ที่มา ประชาไท
เว็บไซต์ Blognone
17 ก.ย.53 เว็บไซต์ Blognone ซึ่งเป็นเว็บไซต์ด้านไอทีที่ได้รับความนิยม ออกแถลงการณ์ ลงนามโดยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และวสันต์ ลิ่วลมไพศาล เว็บมาสเตอร์ กรณีความล่าช้าและอุปสรรคในการออกใบอนุญาต 3G ทั้งนี้ได้ระบุถึงเหตุผลในการออกแถลงการณ์ฉบับนี้ว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สังคมเล็งเห็นว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก "โครงสร้าง" ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีปัญหาเรื้อรังมายาวนาน (มิใช่เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง) โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ดังนี้
0 0 0
แถลงการณ์เว็บไซต์ Blognone
กรณีความล่าช้าในการประมูลความถี่ 3G
เทคโนโลยี การสื่อสารแบบ 3G เริ่มให้บริการในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2001 และประเทศอื่นๆ ได้ทยอยเริ่มให้บริการในเวลาต่อมา สำหรับประเทศไทยถือว่าล่าช้ามาโดยตลอด และปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศท้ายๆ ในเอเชียที่ยังไม่มีบริการ 3G เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
จากความพยายามครั้งล่าสุดของคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ 3G ด้วยวิธีการประมูล แต่กลับถูกยื่นฟ้องจากบริษัท กสท. โทรคมนาคม และศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน ให้หยุดการประมูลไปก่อนจนกว่าจะมีการก่อตั้ง กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก่อน
ทางเว็บไซต์ Blognone ขอแสดงจุดยืนดังต่อไปนี้
-
ขอ แสดงความผิดหวัง ที่กระบวนการออกใบอนุญาต 3G ต้องล่าช้าอีกครั้ง หลังจากที่ล่าช้ามายาวนาน เทคโนโลยี 3G จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเข้าถึงสารสนเทศได้จาก เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี (digital divide) ได้มาก และเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจเชิงความรู้ (knowledge economy) การที่กระบวนการออกใบอนุญาต 3G ต้องล่าช้าออกไปอีก ถือเป็นการสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญของคนไทย
-
ขอสนับสนุน ทิศทางและนโยบายของ กทช. ในการออกใบอนุญาต 3G ด้วยการประมูล การประมูลครั้งนี้ถือเป็นการประมูลคลื่นความถี่ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมและ สื่อสารมวลชนอื่นๆ ในอนาคต ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบว่ากระบวนการประมูลของ กทช. จะประสบความสำเร็จมากเพียงใด มีความยุติธรรมและโปร่งใสมากแค่ไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นบทเรียนที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเรียนรู้ร่วมกันผ่านการ ประมูลซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ถ้าหากไม่พบอุปสรรคเสียก่อน
-
ขอ เรียกร้อง ให้องค์กรของรัฐที่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ ทั้งทางด้านโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียง เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนเหนือกว่าประโยชน์ขององค์กร และให้ความร่วมมือ สนับสนุน กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ขององค์กรกำกับดูแลต่างๆ ทั้ง กทช. ในปัจจุบัน และ กสทช. ในอนาคต เพื่อให้กระบวนการจัดสรรคลื่นขององค์กรอิสระเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และยุติธรรม ไม่ถูกผูกขาดหรือเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าของความถี่เดิมรายใดรายหนึ่ง
-
ขอ เสนอ ไปยังรัฐบาลไทย โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเจ้าของ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะผู้กำกับดูแล อดีตรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมสองแห่ง ได้แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการปฏิรูปองค์กรทั้งสองแห่ง เพื่อให้อยู่ภายใต้ระบบการแข่งขันของตลาดเช่นเดียวกับบริษัทเอกชนทั่วไป โดยขอเสนอให้นำบริษัททั้งสองเข้าสู่ระบบตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ควบคุมทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยตรง และให้ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดังเช่นบริษัทเอกชนอื่นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้พื้นฐานด้านกฎเกณฑ์การแข่งขันขององค์กรทั้งสอง เท่าเทียมกับบริษัทโทรคมนาคมภาคเอกชนในปัจจุบัน
เว็บไซต์ Blognone หวังจะเห็นการปฏิรูปโครงสร้างในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่บิดเบี้ยวมานานจาก ปัจจัยต่างๆ จนส่งผลให้ประเทศไทยมีความล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
วสันต์ ลิ่วลมไพศาล
เว็บมาสเตอร์ เว็บไซต์ Blognone
17 กันยายน พ.ศ. 2553