WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 20, 2010

กวีประชาไท: สิบเก้ากันยาฯ มหาสวัสดิ์

ที่มา ประชาไท

อรุณรุ่งสิบเก้ากันยาฯ มหาสวัสดิ์
พสกไทยทั้งรัฐ น้อมอภิวาท เทิดเยิรขึ้นสูงสุด
ดั่งหยาดฝนจากฟากฟ้า หลั่งลงมา พร้อมลมหัวกุด
ฉุดทวยไทยได้พ้นทุรยุค ให้ชื่นสุขอยู่ถ้วนหน้า เสมอกัน
สดุดีศรีสิทธิศักดิ์คณะปฏิรูปการปกครองฯ
ที่นำพาชาวเราทั้งผอง พ้นอเวจีนรก สู่เมืองฟ้าแดนปองใฝ่ฝัน
ได้ดูดดื่มซึ้งซ่าน งานเฉลิมฉลอง อย่างเกริกก้องบนสรวงสวรรค์
ได้ก้าวหน้าทัดเทียมทันและอารยะกว่า นานาประเทศ
ได้นำหวนคืนกลับสู่รากเหง้าของชาวเราแต่เก่าก่อน
จะลุกยืนหรือนั่งนอน สลอนหน้า ว่าวิถีสัตว์พิเศษ
ล้างทุนนิยมสามานย์ ราญนักการเมือง เหล่าผีเปรต
ทั้งลิ่วล้อน่าสมเพช ก็กวาดสิ้นดิ้นด่าวดับ ลงกลางเมือง
ยุคคนดีมีคุณธรรมสูงสุดล้ำเป็นผู้นำพาก้าวย่าง
คณะท่านได้จัดวาง เพื่อสะสางอย่างต่อเนื่อง
แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองของคณะท่าน จึงฉานส่องอยู่รองเรือง
เป็นที่แซ่ซ้องลือเลื่อง ก้องกระเดื่อง เกริกโลกหล้าทั่วแดนไกล
แล้วสิบเก้ากันยายนก็เวียนวนมาจวบบรรจบ
กงล้อหมุนมาครบ รอบเวลาอีกคราสมัย
เป็นวันดีเป็นเกียรติเป็นศรี ของพสกทั้งรัฐไทย
เฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั้งใกล้ไกล ใจชื่นบาน
กราบอาราธนาน้อมนำมาพระไตรรัตน์
ธูปเทียนดอกไม้จัด ตระเตรียมไว้อยู่ในสถาน
แล้วเชิญท่านทั้งคณะ มาตั้งเด่น มาเป็นประธาน
อยู่เบื้องบนทั้งแปดด้าน สูงสุดนั้น เห็นชัดถนัดตา
ไม่มีที่ใดหรือใครเหมือนเตือนใจให้รำลึก
ชอนทั่วความรู้สึกอันซาบซ่าน แผ่พล่านหา
ค้อมลงกราบท่านทั้งคณะ ด้วยดวงจิต ชิดศรัทธา
และตั้งมั่นในวาจานิรมาน หวานร่านล้นจนดูดดื่ม
แล้วจึงประนมกรก้มลงกราบอย่างสุดซาบซึ้ง
ด้วยใจพสกไทยดวงหนึ่ง ซึ่งสุดแสนจะปลาบปลื้ม
ธุรกิจ กิจการ งบประมาณของคณะท่าน มิอาจหลงลืม
ภาษีมีไม่พอจะขอหยิบยืม เอาทวยให้ได้ด่ำดื่ม สนองมา
สี่ปีรัฐประหารสี่เดือนของการสังหารหมู่
ทวยไทยลึกซึ้งรับรู้ ทั้งเยิรชูคณะท่าน กันถ้วนหน้า
รัฐประเทศเขตคาเมเร่รุดก้าว ไปเทียมเท่าเกาหลีเหนือและพม่า
จึงสำนึกบุญคุณอันท่วมบ่า ทั้งวันนี้วันหน้า ยากหาใดเทียม ฯ

จาตุรนต์ ฉายแสง: 4 ปี รัฐประหาร ก้าวสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ

ที่มา ประชาไท

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มักมีการประเมินกันทุกปีว่าบ้านเมืองอยู่ในสภาพอย่างไร ความจริงในปีแรกๆ มีการประเมินกันแทบทุกเดือนด้วยซ้ำ ผมเองพูดถึงรัฐประหารครั้งนี้เป็นประจำทุกปี และปีนี้ก็คิดว่ามีประเด็นที่ควรจะพูดถึงอีก ซึ่งดูจะพิเศษและเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีกด้วย

การประเมินผลของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่มักชอบทำกันมักจะทำกันคือ การประเมินจากข้ออ้างของการรัฐประหาร ในปีนี้เราก็ควรจะใช้เวลาสักหน่อยในการประเมินผลของการรัฐประหารจากข้ออ้าง ของการรัฐประหารนั้นเอง
ข้อ อ้างประการแรกในการรัฐประหารคือ การป้องกันความรุนแรงและความแตกแยกในสังคม คงจำกันได้ว่าขณะนั้นมีการชุมนุมของพวกพันธมิตรอยู่ และมีการนัดหมายว่าในวันที่ 20 กันยายน 2549 จะมีการชุมนุมของอีกฝ่ายหนึ่ง การรัฐประหารจึงเกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยข้ออ้างง่ายๆว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงที่อาจจะมีขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2549
ก่อนการรัฐประหารไม่ปรากฏความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้ออะไรมาก แต่เมื่อผ่านไป 4 ปี จะพบว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งหลายรูปแบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ 4 นี้ นั่นก็คือ จากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม - 19 พฤษภาคม 2553 มีคนเสียชีวิต 91 คน บาดเจ็บ 2000 กว่าคน สูญหายอีกจำนวนมาก เป็นความสูญเสียมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งใดๆในรอบ 30-40 ปีที่ผ่านมา
นอก จากนี้สังคมไทยยังมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากฝ่ายผู้มีอำนาจและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีข้อสรุปว่าจะปราบปรามเข่นฆ่า ประชาชนอย่างไรก็ได้ ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับผิดในทางใดๆทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะไม่น้อยแล้วที่เริ่มหมดความหวังที่จะพึ่งพาระบบในปัจจุบัน
การรัฐประหารแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมได้หรือไม่ เราก็จะเห็นว่าผ่านมา 4 ปี สังคมไทยอยู่ในสภาพที่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับโครงสร้างส่วนบน ไปจนถึงระดับครอบครัว นับได้ว่าแตกแยกมากที่สุดกว่ายุคสมัยใดๆ
การ ที่สังคมไทยต้องมาอยู่ในสภาพที่เกิดความรุนแรงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็ ดี แตกแยกมากที่สุดยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆก็ดี ความจริงแล้วก็เป็นผลจากการรัฐประหารนั่นเอง เพราะการรัฐประหารก็คือการใช้ความรุนแรงจัดการกับปัญหาบ้านเมือง และจัดการกับการที่ผู้คนมีความคิดเห็นที่ต่างกัน เมื่อมีการใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับปัญหา ก็แน่นอนว่าจะหวังให้เกิดสันติภาพขึ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับการปล้นฆ่าแล้วจะหวังให้เกิดความสงบสุขตามมาย่อมเป็นไปไม่ได้
ข้ออ้างประการที่ 2 คือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในคำแถลงหรือคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน บอกว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีการกระทำอันเป็นการ “หมิ่นเหม่” จึงต้องยึดอำนาจ ผ่านไป 4 ปี มีบุคคลในรัฐบาลก่อนการรัฐประหารถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไป บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วไม่พบว่ามีผู้ใดกระทำผิด ตรงกันข้าม ฝ่ายที่กล่าวหารัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนั้นถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท แล้วถูกศาลตัดสินว่ากระทำผิดในฐานหมิ่นประมาท เห็นรอลงอาญากันอยู่หลายคดี มิหนำซ้ำผู้กล่าวหารัฐบาลชุดนั้นยังถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสีย เองด้วย
จาก วันรัฐประหารมาถึงวันนี้ เราจะพบว่าโดยรวมแล้วไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นประบรมเดชานุภาพจนคดีถึงที่สุดจำนวนน้อยมาก แต่ที่เป็นความเสียหายอย่างยิ่งก็คือ ใน 4 ปีมานี้ได้เกิดการอ้างความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อกล่าวหาว่า “หมิ่นเหม่” เมื่อก่อนรัฐประหารหรือในขณะรัฐประหารกลายมาเป็นข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมักใช้กล่าวหากันลอยๆ แบบเหวี่ยงแหแต่เอาเข้าจริงกลับดำเนินคดีกับใครน้อยมาก
ในปีที่ 4 การกล่าวหายิ่งยกระดับรุนแรงมากยิ่งขึ้น มาสู่ข้อหาล้มเจ้าล้มสถาบัน ซึ่งก็เช่นเดียวกัน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ และไม่มีการชี้แจงว่าองค์ประกอบความผิดในข้อหาล้มสถาบันคืออย่างไร แต่รัฐบาลนี้กลับกล่าวหาว่ามีขบวนการล้มล้างสถาบัน คนที่ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ก็คือแกนนำของขบวนการที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นขบวนการที่เชื่อกันว่ามีประชาชนสนับสนุนเป็นล้านๆ
แน่ นอนว่าถ้าหากมีการดำเนินคดีกันจริงๆ ก็จะพบว่าประชาชนเป็นจำนวนล้านๆ นั้นไม่มีใครที่จะไม่จงรักภักดีหรือคิดที่จะล้มล้างสถาบัน และใครๆ ก็รู้ว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการใส่ร้ายกันทางการเมือง แต่รัฐบาลนี้ก็ได้ประกาศโพนทะนาไปทั่วโลกแล้วว่า ขณะนี้ในประเทศไทยมีขบวนการที่มีประชาชนสนับสนุนเป็นล้านๆ มีความคิดการกระทำที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
4 ปีนี้สถานการณ์จึงเลวร้ายกว่าเดิมมาก จากการที่คณะรัฐประหารบอกว่ามีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อ 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้กลายเป็นการกล่าวหาโดยรัฐบาลปัจจุบันกับพวกว่ามีขบวนการที่มีคน เป็นล้านสนับสนุนอยู่ มีการกระทำที่เป็นการล้มล้างสถาบันไปแล้ว
เพราะฉะนั้น 4 ปีมานี้ต้องสรุปว่าการอ้างการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ ทำลายฝ่ายตรงข้าม กำลังทำให้เกิดความเสื่อมเสียและความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เสียเอง ทั้งๆที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ทั้ง สิ้น
“การ แทรกแซงองค์อิสระ” ถูกใช้เป็นข้ออ้างหนึ่งของการรัฐประหารคือ อ้างว่ามีการแทรกแซงองค์กรอิสระจึงต้องทำรัฐประหาร เหตุการณ์ผ่านพ้นไป 4 ปี เราพบว่าขณะนี้ไม่มีองค์อิสระ มีแต่องค์กรที่มีสังกัด องค์กรเหล่านี้ประเภทหนึ่งมาจากการสรรหาโดยองค์กรหรือบุคคลที่ไม่มีการ เชื่อมโยงกับประชาชนเลย กับอีกประเภทหนึ่งเป็นองค์กรที่ผู้รับผิดชอบมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐ ประหาร ซึ่งควรจะพ้นหน้าที่ไปนานแล้ว แต่ได้อาศัยบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ยังสามารถมีอำนาจหน้าที่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน และยังมีอำนาจหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะหมดวาระในอีกหลายปีข้างหน้า
ช่วงเวลา 4 ปีมานี้ จะเห็นได้ชัดว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กรอยู่ในสภาพลงเรือลำเดียวกัน กับผู้มีอำนาจและรัฐบาล เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องช่วยกัน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง ในช่วงหลังเราก็จะเห็นองค์กรอย่าง ปปช. ปล่อยให้คดีใหญ่บางคดีหมดอายุความไป คดีใหญ่ๆอีกหลายคดีในรัฐบาลอื่นๆไม่มีความคืบหน้า จะมีคืบหน้าก็เฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลก่อนการยึดอำนาจ กับรัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาลก่อนการยึดอำนาจเท่านั้น
สภาวะ อย่างนี้นำไปสู่การประเมินผลจากการรัฐประหารตามข้ออ้างต่อไปคือ การทุจริตคอรัปชั่น จากการจัดอันดับขององค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านปัญหาคอร์รัปชั่น จะพบว่าในสายตาขององค์กรระหว่างประเทศที่ใช้มาตรฐานสากล เขาจะมองว่าอันดับความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นของ ประเทศไทยนั้นตกลงอย่างมากหลังการรัฐประหาร กลับกระเตื้องขึ้นบ้างเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงแรก พอมีการเปลี่ยนรัฐบาล มีการเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงของผู้มีอำนาจและกองทัพ จนได้รัฐบาลปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือในการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นก็ลดต่ำลงไปอีก
แต่ในสายตาของผู้คนในสังคมไทยนั้น ผมคิดว่ามาถึงรอบปีที่ 4 หลังรัฐประหาร คนจำนวนมากน่าจะมาถึงจุดที่มีข้อสรุปอย่างชัดเจนว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นมากมายเหลือเกิน
ที่ น่าสนใจคือข้อสรุปของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลก่อนการรัฐประหาร ล่าสุดกลับสรุปว่ารัฐบาลปัจจุบันโกงยิ่งกว่ายุคทักษิณหรือแย่กว่ายุคทักษิณ
ยุค ทักษิณจะโกงแค่ไหนนั้น มาถึงปัจจุบันนี้ไม่มีทางจะพิสูจน์ด้วยกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถืออีก ต่อไปแล้ว เพราะกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นได้ถูกคณะรัฐ ประหารก้าวก่ายแทรกแซง ด้วยการตั้งองค์กรอย่างคตส.ขึ้นมาทำหน้าที่ในการสอบสวน จนทำให้กระบวนการนี้หมดความน่าเชื่อถือ และไม่มีทางพิสูจน์เสียแล้วว่ารัฐบาลทักษิณโกงมากน้อยแค่ไหน
แต่ การที่แม้แต่ผู้ที่เห็นว่ารัฐบาลทักษิณโกงมากๆนั้น วันนี้ก็ยังมาสรุปว่ารัฐบาลยุคปัจจุบันนี้แย่กว่ายุคทักษิณนั้นย่อมแสดงถึง ความล้มเหลวของการรัฐประหาร และสะท้อนว่าเขาต้องเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันนี้มีการทุจริตมากจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าจะมีคนจำนวนมากขึ้นๆทุกทีๆ ที่ได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้โกงยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆที่ผ่านมา
เหตุใดจึงมีการคอรัปชั่นได้มากมายนัก
สาเหตุ สำคัญที่ทำให้การทุจริตคอรัปชั่นงอกงามอย่างมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะว่า ขณะนี้องค์กรที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นกับรัฐบาลและผู้มี อำนาจในปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อผู้ถูกตรวจสอบและผู้ตรวจสอบเป็นพวกเดียวกันเสียแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่มีแนวโน้มที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้น เป็นธรรมดา
ทั้งหมดนี้เป็นการประเมินผลของการรัฐประหาร จากข้ออ้างที่ใช้ในการทำรัฐประหารเอง แต่หลังจากการรัฐประหารมา 4 ปี เราจะพบว่าการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 มีลักษณะพิเศษประการหนึ่งที่แตกต่างจากการรัฐประหารในอดีตก็คือ การรัฐประหารในอดีตนั้นมักจะสิ้นสุดลงในทางใดทางหนึ่ง แบบหนึ่งคือเมื่อรัฐประหารแล้ว คณะผู้รัฐประหารนั้นก็มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ปรามปราบการต่อสู้ของประชาชนลงไป ประชาชนแม้จะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารก็ต่อต้านคัดค้านด้วยความยากลำบาก และมีจำนวนไม่มาก เรียกได้ว่าคณะรัฐประหารสามารถปกครองบ้านเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จต่อไปอีก เป็นเวลานานๆ
อีก แบบหนึ่งก็คือ รัฐประหารแล้วคณะรัฐประหารมีอำนาจอยู่ได้ไม่นานก็ถูกประชาชนลุกขึ้นมาต่อ ต้าน จนกระทั่งบ้านเมืองต้องเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นี้ มีลักษณะพิเศษคือ เมื่อรัฐประหารแล้วยังมีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายผู้มีอำนาจที่ทำการรัฐประหารและผู้สนับสนุนยังคงมีกระบวนการทำให้ประเทศ ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็มีการต่อสู้คัดค้านการรัฐประหาร ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
การ ต่อสู้ของประชาชนนี้สะท้อนให้เห็นจากผลการเลือกตั้งทั่วไปหลังการรัฐประหาร ซึ่งปรากฏว่าพรรคการเมืองที่ไม่เห็นดีเห็นงามกับรัฐประหารชนะการเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันก็เกิดการเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ผ่านการรัฐประหารไป 4 ปี บ้านเมืองยังอยู่ในสภาวะชักกะเย่อระหว่างสองฝ่าย ไม่แพ้ชนะกันไปทางใดทางหนึ่ง
จาก การที่บ้านเมืองอยู่ระหว่างการชักกะเย่อทั้งสองฝ่ายไม่แพ้ชนะกันไปทางใดทาง หนึ่งนั้น ฝ่ายที่ยึดอำนาจและผู้สนับสนุนก็ยังคงมีกระบวนการทำให้ประเทศไม่เป็น ประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง มีผลทำให้ประเทศอยู่ในภาวะชะงักงันล้าหลังอย่างมาก
ใน 4 ปีมานี้เครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในกระบวนการที่ทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยที่สำคัญและควรกล่าวถึงคือ กระบวนการยุติธรรมและกองทัพ
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กระบวนการยุติธรรมได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการทำให้บ้านเมืองไม่เป็น ประชาธิปไตยอย่างมาก อาจจะเรียกได้ว่ามากกว่ายุคสมัยใดๆ
ในอดีตเครื่องมือที่สำคัญที่ใช้ในการรัฐประหารและการรักษาอำนาจของคณะรัฐประหารไว้คือกองทัพ แต่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยา 2539 นี้ มีลักษณะพิเศษคือ ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร มีการใช้ “กระบวนการยุติธรรม”มาเป็นเครื่องมือมือในการทำให้บ้านเมืองไม่เป็น ประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง มีกรณีที่ตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบปีที่ผ่านมา มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนต่างๆอย่างเป็นระบบมากที่สุด สะท้อนออกที่ผลของการดำเนินคดีที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างการดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรและพวกเสื้อเหลือง กับกลุ่มนปช.และคนเสื้อแดง
4 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำเอากระบวนการยุติธรรมเข้ามาจัดการกับ ปัญหาการเมืองภายใต้แนวความคิด“ตุลาการภิวัฒน์”นั้น ไม่เพียงจะไม่สามารถแก้วิกฤตทางการเมืองได้แล้วยังทำให้วิกฤติหนักหนายิ่ง ขึ้น และที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อระบบยุติธรรมเองอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเป็น“วิกฤต ระบบยุติธรรม”ไปแล้ว
เมื่อครบรอบ 4 ปีก็จะพบว่าจากแนวความคิดที่ต้องการจะส่งเสริมบทบาทของฝ่ายตุลาการให้มี บทบาทมากขึ้นนั้น นอกจากเราจะพบเห็นการที่ฝ่ายตุลาการเข้ามาบทบาทก้าวก่ายแทรกแซงทางการ เมืองอย่างมากแล้ว สังคมยังมีข้อสงสัยและความวิตกกังวลเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายตุลาการที่กำลังมี ต่อการบริหารประเทศอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการมาบตาพุดก็ดี การประมูล 3G ก็ดี ทำให้มีข้อสงสัยอย่างมากว่าสังคมไทยเราควรจะให้การตัดสินใจเกี่ยวกับการ บริหารประเทศอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการมากน้อยเพียงใดกันแน่
เครื่อง มือที่สองที่ถูกนำมาใช้อย่างมากคือ “กองทัพ” กองทัพนั้นมีบทบาทในการรัฐประหาร รักษาอำนาจของรัฐประหาร รักษาระบบเผด็จการมาตลอด หลังจากความล้มเหลวของรสช.เมื่อ 19 ปีก่อน กองทัพก็ต้องกลับเข้ากรมกองไม่มีบทบาททางการเมือง ไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงทางการเมือง
การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นจุดเริ่มต้นของการให้กองทัพเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงทางการเมืองอย่างในอดีตอีกครั้งหนึ่ง
หลัง จากมีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้กองทัพและผู้นำกองทัพจะพยายามแสดงตัวว่าไม่ต้องการเข้ามาก้าวก่ายแทรก แซงทางการเมือง แต่ผ่านไป 4 ปี บทบาทของกองทัพก็ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่งในรอบปีที่ 4 นี้ บทบาทของกองทัพก็มีความชัดเจนอย่างไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไปว่า กองทัพได้เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงทางการเมือง มีบทบาทในการกำหนด การดำรงอยู่ หรือการจะมาจะไปของรัฐบาล
ผู้ นำกองทัพมีบทบาทอย่างมากในการล้มรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย เมื่อรัฐบาลทั้งสองล้มไปด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ ผู้นำกองทัพก็มีบทบาทเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการจัดตั้งรัฐบาลปัจจุบัน ในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ กองทัพได้แสดงพลังให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ค้ำจุนรัฐบาลปัจจุบันให้ สามารถเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ผู้นำกองทัพที่เคยบอกว่า "ขอวางตัวเป็นกลาง การเมืองแก้ด้วยการเมือง" อันที่จริงก็ได้แสดงในเห็นมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่านั่นเป็นเพียงการพูดให้ดูสวยหรูเท่านั้น
มาในรอบปีที่ 4 กองทัพยิ่งได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำพูดที่ว่า "ขอวางตัวเป็นกลาง การเมืองต้องแก้ปัญหาด้วยการเมือง" เป็นเพียงการหลอกให้ตายใจ เพราะในทางความเป็นจริง กองทัพก็ได้เข้ามาทำหน้าที่ในการปราบปรามประชาชน ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากเพื่อจะรักษาค้ำจุนรัฐบาลปัจจุบันไว้ เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้นำกองทัพได้นำกองทัพกลับมามีบทบาททางการ เมืองอย่างโจ่งแจ้งที่สุดอีกครั้งหนึ่ง
ผู้ นำกองทัพได้ก้าวมาอยู่ในจุดที่มีอำนาจทางการเมืองอย่างมาก ทั้งยังได้รับความเกรงใจ ได้รับการเพิ่มงบประมาณทางทหารมากขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยที่การใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพก็มีปัญหาการทุจริต ขาดการตรวจสอบให้ได้ยินกันอยู่เนืองๆ
นอกจากนั้นในโอกาสครบรอบ 4 ปีของการรัฐประหารก็เป็นช่วงเวลาพอดีกันกับการที่จะมีการตั้งผู้นำกองทัพชุด ใหม่ ซึ่งก็ปรากฏว่ากลุ่มบุคคลที่เชื่อกันว่ามีแนวความคิดนิยมใช้ความเด็ดขาดใน การปราบปรามประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “สายเหยี่ยว” กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงในกองทัพด้วย
ในปีที่ 4 หลังการรัฐประหารยังเป็นปีที่กองทัพมามีบทบาทอย่างมาก ทั้งในการรักษากฎหมายและการใช้อำนาจในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และปราบปรามประชาชน ภายใต้อำนาจตามพระราชกำหนดสถานการฉุกเฉิน การลิดรอนสิทธิเสรีภาพและการปราบปรามที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นทั้งๆที่ผู้นำ กองทัพในขณะนั้นพยายามแสดงตัวว่าต้องการเป็นกลางและไม่ต้องการปราบปราม ประชาชน แต่การปราบปรามอย่างทารุณโหดเหี้ยมก็ได้เกิดขึ้น จึงน่าสนใจว่า ต่อจากนี้ไปเมื่อผู้นำกองทัพมาจากสายเหยี่ยวแล้ว ภายใต้พรก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจล้นฟ้าแก่กองทัพ ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและปราบปรามประชาชน บทบาทของกองทัพจะถูกผู้นำทำให้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมมากน้อยเพียงใด
การ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่ชัดเจนประการหนึ่งคือ รัฐบาลนี้ได้อ้างพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ แถลงเป็นผลงานการปิดเว็บไซด์ด้วยการอ้างว่าเว็บเหล่านี้หมิ่นสถาบัน มากถึง 43,000 เว็บไซด์ และที่จะปิดอีก 3,000 เว็บไซด์ แต่ไม่มีรายละเอียดการแจ้งข้อกล่าวหาหรือการจับกุมใดๆ
กระบวนการที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหารใน 4 ปีมานี้ได้พิสูจน์ว่า การรัฐประหารนั้นไม่ได้เป็นการถอยหลังชั่วคราวเพื่อก้าวไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตย แต่กระบวนการที่ต่อเนื่องจากรัฐประหารที่ได้ทำให้ประเทศไทยมาอยู่ในจุดที่มี ระบบการปกครองที่เป็นเผด็จการที่สมบูรณ์แบบที่สุด จนเรียกได้ว่าเป็นระบอบการปกครองที่เผด็จการที่สุดในรอบ 30 - 40 ปีที่ผ่านมา
ระบบ การปกครองแบบนี้ได้เกิดการผนึกกำลังและประสานกันเป็น “เครือข่ายเผด็จการของอำมาตย์และบริวาร”ขึ้น ในเครือข่ายนี้มีกลไกที่สำคัญๆหลายอย่าง ได้แก่ (๑) กองทัพ เป็นกำลังสำคัญในการรักษาอำนาจเผด็จการไว้ ค้ำจุนรัฐบาล ปราบประชาชน (๒) อำมาตย์ มีบทบาททั้งในการชี้นำทิศทางในการบงการ สนับสนุนเครือข่ายนี้ (๓) รัฐบาลพลเรือน มีนายกรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ รวมทั้งเป็นโฆษกประชาสัมพันธ์ให้แก่เครือข่ายเผด็จการนี้ (๔) สื่อกระแสหลัก ที่นำโดยสื่อหัวหอก เป็นกำลังสำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับเครือข่ายนี้ ซึ่งก็มีข้อน่าสังเกตว่า ในช่วงหลังของรอบปีที่ 4 นี้ สื่อกระแสหลักหลายส่วนก็เริ่มมีบทบาทที่เปลี่ยนไป ไม่ยินยอมเป็นเครื่องมือหรือสนับสนุนเครือข่ายนี้อีกต่อไป
(๕) ผู้มีบารมีทางสังคม โดยเฉพาะปัญญาชนชั้นนำและผู้ที่เป็นที่ยอมรับจากภาคประชาสังคม กลุ่มนี้ทำหน้าที่ใช้ความมีบารมีน่าเชื่อถือของตนเอง ในการสร้างความชอบธรรม ค้ำจุนเครือข่ายเผด็จการนี้ (๖) องค์กรตามรัฐธรรมนูญและตุลาการภิวัฒน์ และ (๗) กองกำลังนอกสภาที่ไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมาย เนื่องจากได้รับอภิสิทธิ์พิเศษอย่างพันธมิตรฯ
เครือข่ายเผด็จการนี้มีที่มาของอำนาจที่สำคัญ 2 ทาง คือ (๑) รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และ (๒) พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและปราบปรามประชาชน ในลักษณะที่เป็นการยกเว้นมาตราบางมาตราในรัฐธรรมนูญ หรือถ้าใช้นานๆ ก็มีผลเหมือนกับการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นเผด็จการยิ่งขึ้นนั่นเอง
จะเห็นว่าเครือข่ายเผด็จการของอำมาตย์และบริวารซึ่งเป็นผลิตผลของการพัฒนาต่อเนื่องมาจากรัฐประหารกันยา 2549 เป็นเครือข่ายที่ใหญ่โต เข้มแข็ง และทรงอำนาจอย่างยิ่ง เครือข่ายนี้กำลังเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ในเฉพาะหน้าก็คือการกระชับอำนาจเผด็จการ ปราบปรามประชาชน เพื่อให้แน่ใจว่าเครือข่ายนี้จะสามารถรักษาระบบการปกครองที่เป็นเผด็จการนี้ ให้ยั่งยืนมั่นคง และสามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองได้ตามต้องการต่อไปได้
แต่ ขณะเดียวกัน ระบบการปกครองที่เป็นเผด็จการแบบนี้หรือเครือข่ายเผด็จการที่เข้มแข็งนี้ กลับเป็นเครือข่ายที่มีความอ่อนแออย่างมากในเชิงอุดมการณ์ กลายเป็นเครือข่ายที่ดูเหมือนเข้มแข็งแต่ข้างในกลวง เปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากอุดมการณ์ที่เครือข่ายนี้ยึดถืออยู่เป็นอุดมการณ์ที่เป็นเผด็จการ ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการความยุติธรรม และยังมีแนวความคิดที่ล้าหลังในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ
อุดมการณ์ ของเครือข่ายนี้จึงเป็นอุดมการณ์ที่ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลก และไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของประเทศ ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ และด้วยเหตุนี้เองทำให้ความพยายามที่จะสร้างระบบการปกครองที่เป็นเผด็จการ สมบูรณ์แบบนั้น ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ได้
แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะทำให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องมา 4 ปี แต่ปรากฏว่าพลังประชาธิปไตยกลับยังคงเข้มแข็ง ไม่ได้สูญหายไป บ้านเมืองยังคงอยู่ในภาวะชักกะเย่อกันต่อไป แม้เครือข่ายเผด็จของอำมาตย์และบริวารจะเข้มแข็ง แต่ก็อยู่ในสภาพที่กินอีกฝ่ายหนึ่งไม่ลง ปราบอีกฝ่ายหนึ่งไม่หมด
พรรค การเมืองที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นอกจากจะไม่ได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นไปอย่างที่ผู้มีอำนาจต้องการแล้ว ยังมีศักยภาพจนเป็นที่วิตกของผู้มีอำนาจอีกด้วย นอกจากนี้สิ่งที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็คือการเติบโตของ “กลุ่มพลังประชาธิปไตย” ที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
แน่นอนว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จากเหตุการณ์การชุมนุมนับจากเดือนมีนาคม - 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา การต่อสู้ของประชาชนนี้ต้องเพลี่ยงพล้ำได้รับความเสียหายไปไม่น้อย แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนี้ก็ยังคงมีพลัง เพียงแต่ต้องการการสรุปบทเรียนและการการกำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นใหม่ให้ชัดเจน ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ยิ่งขึ้น
ที่ สำคัญคือทั้งพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นดีเห็นงามไปกับระบบการปกครองที่เป็นเผด็จการก็ดี การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนก็ดี มีจุดแข็งที่สำคัญก็คือ มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
ประเด็น ที่ “กลุ่มพลังประชาธิปไตย”เหล่านี้เสนออยู่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือเสนอให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย มีความยุติธรรม และต้องการให้บ้านเมืองนี้พัฒนาก้าวหน้าอย่าง สอดคล้องกับการพัฒนาของโลก และให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ คือให้ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ก็คือให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของประเทศได้รับความยุติธรรม รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกันและเจริญก้าวหน้าไป มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เพราะฉะนั้นเราอาจประเมินผลของการรัฐประหารและกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหารในรอบ 4 ปีว่า หากพิจารณาตามข้ออ้างของคณะรัฐประหารนั่นเองต้องถือว่าล้มเหลวในทุกด้าน นอกจากนั้นสังคมยังถูกผลักให้มาอยู่ในจุดที่ยังมีความขัดแย้ง ยังมีวิกฤตที่เข้มข้นหนักหนากว่าเดิม วิกฤตนี้นำไปสู่ความรุนแรง และมีแนวโน้ม มีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากการย่ามใจของผู้มีอำนาจที่จะปราบปรามประชาชนได้โดยเสรี และจากการที่ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจเลิกหวังพึ่งระบบ และหันไปหาวิธีการต่อสู้ด้วยวิธีต่างๆ ทำให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสภาพที่มีการปกครองที่ล้าหลังอย่างยิ่ง และเครือข่ายกระบวนการที่ต้องการทำให้ประเทศไทยล้าหลังไม่เป็นประชาธิปไตย นี้ยังคงเดินหน้าต่อไป
ใน ขณะที่ประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย มีอุดมการประชาธิปไตย มีจุดแข็งของการที่ยืนอยู่กับหลักการประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเจริญก้าวหน้าของสังคม ก็ยังคงเดินหน้าที่จะผลักดันให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยต่อไป สภาพนี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป ไม่แพ้ชนะกันไปข้างหนึ่งง่ายๆ ไม่มีทางทำให้บ้านเมืองไปสู่จุดสมดุลย์ ชนิดที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ ฝ่ายหนึ่งชนะไปได้ง่ายๆ
ที่แน่ๆคือ 4 ปีมานี้ ประเทศไทยได้ล้าหลังไปมาก และสังคมไทยได้เสียโอกาสไปมาก ถ้ายังคงปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างนี้ มีความขัดแย้งเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ โดยไม่หาทางออกที่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมาตัดสิน บ้านเมืองไทยก็จะล้าหลังต่อไป วิกฤตทางการเมืองก็จะยังคงอยู่ และเรายังจะมีโอกาสที่จะเผชิญกับความรุนแรงที่มากขึ้นด้วย
เรา จึงจำเป็นต้องพยายามหาทางออกจากวิกฤตนี้ โดยทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ระบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนมามีส่วนร่วมตัดสินความเป็นไปของบ้านเมืองร่วมกัน

รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ ? ในเหตุการณ์10 เม.ย.-19 พ.ค.

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: จะสามารถมีหลักเกณฑ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับ (ด้วยเหตุผล) ได้หรือไม่ ? ในการพิจารณาว่า “รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ ? ในเหตุการณ์ ระหว่าง 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553”
มีความเห็นที่แตกต่างกันว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ ? ใน เหตุการณ์ระหว่าง 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ที่มีผู้สูญเสียชีวิตจำนวนมากถึง 91 ศพ และบาดเจ็บร่วม 2,000 คน ฝ่ายที่เห็นว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำต้องรับผิดชอบ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เมื่อเกิดความสูญเสียชีวิตอย่างมาก จำเป็นต้องสืบหาผู้ผิด จึงไม่เหมาะสมที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดด้วยนั้น จะดำรงตำแหน่งต่อไป แต่ควรลาออก เพื่อเปิดทางให้มีคณะกรรมการที่มิได้มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล เป็นผู้สืบสวนหาข้อเท็จจริง สำหรับฝ่ายที่เห็นว่า นายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบมองว่า การชุมนุมครั้งนี้แตกต่างจากการชุมนุมอื่นๆคือมีความรุนแรงและมีกลุ่มก่อการ ร้ายแฝงอยู่ และรัฐบาลได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาระเบียบและกฎหมายอย่างดีแล้ว
ดู เหมือนว่าฝ่ายที่มองว่ารัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบนั้นจะมีข้อสรุปอยู่แล้วว่า ผู้ชุมนุมซึ่งมีความคิดที่แตกต่างจากรัฐบาลนั้นเป็นฝ่ายผิดอย่างแน่นอน และการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลนั้นถูกต้องแล้ว หรือบ้างอาจให้เหตุผลว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้น ต้องรอให้มีผลพิสูจน์ทราบก่อนว่าเป็นฝ่ายผิดจริง รัฐบาลถึงค่อยแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ แต่สำหรับเหตุผลของฝ่ายที่มองว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองนั้น ไม่จำเป็นต้องมีข้อสรุปในชั้นนี้ว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายถูกหรือผิดกฎหมาย ใครผิดใครถูกเป็นสิ่งต้องสืบหากัน ซึ่งหากผิดก็ต้องมีความรับผิดชอบทางกฎหมายอีกด้วย แต่หากในขณะที่จะมีการสืบหาข้อเท็จจริง รัฐบาลในฐานะคู่พิพาทยังครองอำนาจอยู่ ย่อมทำให้เกิดความคลางแคลงใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
จะ มีหลักเกณฑ์อะไรที่จะบอกว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นสอง แนวทางดังกล่าวข้างต้นนั้น ความเห็นใดถูกต้อง หรือว่าที่จริงปัญหานี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาหลักเกณฑ์ได้ เป็นเรื่องการมองต่างมุมที่ไม่อาจมีข้อยุติ นอกจากนี้บางท่านยังอ้างว่า บริบทของสังคมไทยแตกต่างจากสังคมตะวันตก ดังนั้น หลักเกณฑ์ที่ใช้ย่อมแตกต่างกันด้วย
ผม คิดว่า หลักเกณฑ์ที่ควรใช้ในการพิจารณาสำหรับสังคมประชาธิปไตยหรือสังคมที่รัฐบาล ต้องยึดโยงกับประชาชนคือ ความเสมอภาคของประชาชนในสังคมการเมืองนั่นเอง การที่ประชาชนมาอยู่ร่วมกันในรัฐนั้น พื้นฐานแรกสุดก็เพื่อต้องการมีชีวิตที่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และการให้ความคุ้มครองประชาชนนั้น รัฐต้องให้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ คิดถึงใจเขาใจเรา ประชาชนจึงจะมีความสุข หากรัฐไม่สามารถให้ความคุ้มครองประชาชนแล้วไซร้ ก็จำต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองก่อนในเบื้องต้น
ใน ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีผู้สูญเสียชีวิต 2 ท่านนั้น ผู้ที่เวลานี้มีแนวคิดว่ารัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบกรณีเหตุการณ์เมษายน -พฤษภาคม 2553 กลับเป็นผู้เรียกร้องให้รัฐบาลขณะนั้นต้องรับผิดชอบอย่างมาก[1] แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ บุคคลที่เคยสนับสนุนเหตุผลว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากมีการสูญเสียชีวิตของประชาชน (อย่างตัวนายกอภิสิทธิ์) กลับเลือกที่จะไม่ใช้เหตุผลเดียวกัน หรือใช้มาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป
คำถามที่น่าพิจารณาคือ คุณค่าชีวิตของคนเราไม่เท่ากันใช่หรือไม่? คนที่คิดต่างจากกลุ่มคนเสื้อแดงชีวิตของเขามีค่ามากกว่าชีวิตของคนเสื้อแดง หรือ? หรืออาจสมมุติว่า ในอนาคตหากกลุ่มเสื้อแดงเป็นรัฐบาล แล้วกลุ่มคนหลากสีออกมาต้านแบบเดียวกับที่เสื้อแดงทำเมื่อเมษา-พฤษภา แล้วรัฐบาลเสื้อแดงใช้การสลายแบบเดียวกัน กลุ่มคนหลากสีจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร
การคิดอย่างตรงไปตรงมานี้น่าจะทำให้เลิกหลอกตนเองได้เสียทีว่า ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ร่วมกันได้เกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐบาล.
________________________________
[1] พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบขณะนั้นได้ลาออกทันทีในวันดังกล่าว และต่อมา ป.ป.ช.มีมติให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีความผิดกรณีสั่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย พล.ต.อ. พัชรวาท และ พล.ต..ท.สุชาติ ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง สำหรับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว วุฒิสภายังพยายามลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งอีกด้วย

'ตูนGag Lasvegas

ที่มา Thai E-News


บทกวีรำลึก 4 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ที่มา Thai E-News


โดย กวีศรีประชา
ที่มา เฟสบุ๊ควิสา คัญทัพ

“แรงที่หลั่งเป็นวังและเวียงวิมาน
...จะลุกสลัดจากแอกที่อานขึ้นหยัดยืน”


คำของ “จิตร” ยังปลุกวิญญาณให้ตื่น
ฟ้ายังมืดเสมอเมื่อคืนที่ผ่านมา

ฉากแห่งคุกที่ขัง ควบคุมกักกั้นอาณา
ยังส่องเห็นแสงดาวแห่งศรัทธาอันทรนง

จง “ภูมิศักดิ์” อย่างจิตรที่คิดมั่นคง
ตามราษฎรที่พึงประสงค์มิเสื่อมคลาย

เลือดและเลือดที่โลมใครโหมทำลาย
คือหนี้ชีวิตแม้นคิดมากมายยังคาใจ

ทั้งการที่ก่อกระทำซึ่งกรรมอันใด
ผู้ก่อทั้งหมดต้องชดต้องใช้ซึ่งหนี้กรรม

โหดและโทษถ่อยเถื่อนบิดเบือนกระทำ
ต่อธรรมดา คนตาดำๆ จะจำนาน

สุดท้ายบวงสรวงสู่ชั้นสวรรค์วิมาน
สู่สุคติทุกดวงวิญญาณประชาไทย

สาบานจะสืบจะทอด อุทิศทั้งจิตและใจ
สู้เพื่อประชา-ธิปไตย ตลอดกาล.

จาตุรนต์ ฉายแสง - 4 ปีรัฐประหาร : ก้าวสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ

ที่มา Thai E-News

4 ปีรัฐประหาร : ก้าวสู่เผด็จการเต็มรูปแบบ

คลิ้กที่คำว่า Fullscreenเพื่อให้ตัวหนังสือใหญ่ขึ้น อ่านง่าย

ไฮไลต์ภาพกิจกรรม4ปีปล้น4เดือนฆ่า

ที่มา Thai E-News


กรุงเทพฯ



ราชประสงค์-คนเสื้อแดงหลายพันคนร่วมชุมนุมรำลึก 4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนสังหารหมู่ราชประสงค์ (ภาพข่าว:รอยเตอร์)


อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย:นิสิต นักศึกษาจากเครือข่ายจุฬาเพื่อประชาชน และประชาคมธรรมศาสตร์ต่อต้านเผด็จการไปวางพวงหรีดเพื่อไว้อาลัยประชาธิปไตย ในโอกาส 4 ปีรัฐประหาร 19กันยาฯ

เชียงใหม่



เชียงใหม่-เสื้อ แดงเชียงใหม่และภาคเหนือออกมาต่อนรับขบวนแรลลี่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่อย่าง เนืองแน่น และมีขบวนพาเหรดล้อเลียนการเข่นฆ่า-คุมขังคนเสื้อแดงอย่างไม่เป็นธรรม และการตัดสินลงโทษอาชญากรจากศาลประชาชน

ภูมิภาค

หน้าศาลากลางทั่วประเทศ-เสื้อ แดงระยองชุมนุมผูกผ้าแดง และปล่อยลูกโป่งแดงหน้าศาลากลางจังหวัด มีรายงานเสื้อแดงอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศร่วมจัดกิจกรรมนี้ เช่น หนองคาย ส่วนเสื้อแดงภาคใต้ รวมตัวกันจัดกิจกรรมที่สงขลา

ต่างประเทศ


เดนมาร์ค-กลุ่มอิสระเสรีชน หรือ นปช.เดนมาร์ก รวมตัวกันทำบุญ ณ วัดไทยเดนมาร์ก พรหมวิหาร


ลาสเวกัส-ภาพการผูกผ้าแดงบนป้ายLAS VEGAS

Sunday, September 19, 2010

เวบไซต์ 'นิติราษฎร์' เปิดตัวแล้ว 19 กย.53 โดย วรเจตน์และเพื่อน

ที่มา Thai E-News

19 กย.53

นิติราษฏร์ ฉบับที่ ๑ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

เมื่อสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์ คิด การที่จะสร้างชุมชนทางวิชาการเล็กๆ ในทางนิติศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย และเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนิติรัฐและความยุติธรรมให้เจริญงอกงามในสังคม ไทย เรื่องหนึ่งที่พวกเราคิดกันนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วก็คือ เว็บไซต์ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น ควรจะมีชื่อว่าอะไร มีชื่อที่เราคิดกันหลายชื่อ ในที่สุดเราก็ได้ชื่อที่อยู่หรือที่ตั้งของเว็บไซต์ว่า http://www.enlightened-jurists.com/

ทำไมต้อง enlightened jurists

ตลอด ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ ตลอดจนทำลายอำนาจ การช่วงชิง สร้างความชอบธรรม และทำลายล้างในนามของกฎหมายและความยุติธรรมนั้น ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่งให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการ นิติศาสตร์ไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลสร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคมโดยรวม ด้วย

เมื่อได้สนทนาแลกเปลี่ยนกัน เราเห็นตรงกันว่า เหตุที่ทำให้เกิดสภาพการณ์แบบนี้ขึ้นในสังคม ก็เนื่องจากผู้คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคม และนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำ ปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คน ด้วยการยกเอาข้อธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขังการใช้เหตุผล และสติปัญญาของผู้คน

เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ เราเห็นว่าสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไปสู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา หรือที่บางท่านเรียกว่า ยุคภูมิธรรมหรือ ยุคพุทธิปัญญา (Enlightenment; les Lumières; Aufklärung) ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคภูมิธรรม หรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไป สู่ความเป็นประชาธิปไตย


ลักษณะสำคัญของ Enlightenment คือ การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชา โดยการเคลื่อนไหวทางความคิดดังกล่าว มีลักษณะเป็นการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือคำสอนทางศาสนา ทั้งนี้โดยที่ถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี” การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรองไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม ถือว่ามนุษย์ทั้งหลายสามารถที่จะได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาได้ และถือว่าเหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ตัวอย่างเท่าทัน ยุคนี้เป็นยุคที่เกิดการเรียกร้องให้มีขันติธรรมในเรื่องความเชื่อทางศาสนา กล่าวให้ถึงที่สุด ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา คือ ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์ ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย

ถึงแม้ ว่าในปัจจุบันนี้ นักคิดสกุลหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) และนักคิดในสายถอดรื้อโครงสร้าง (Deconstruction) จะปฏิเสธคุณค่าภววิสัยและความจริงปรมัตถ์ และเห็นว่าตรรกะไม่ใช่รากฐานเพียงประการเดียวของความรู้ของมนุษย์ก็ตาม แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากเราไม่เริ่มต้นตั้งคำถาม และใช้สติปัญญาของเราอันเปรียบเสมือนแสงสว่างขับไล่ความมืดมนคืออคติและความ งมงายแล้ว เราก็คงจะสร้างสรรค์สังคมมนุษย์ที่ยุติธรรมไม่ได้ แม้ว่ายุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาจะเป็นเพียงยุคสมัยหนึ่งในประวัติ ศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่เราเห็นว่า การใช้เหตุผลและสติปัญญาแสวงหาความจริงเป็นกระบวนการที่ไม่รู้จักจบสิ้น

การ ที่เราเรียกตนเองว่า enlightened jurists จึงมีความหมายแต่เพียงว่า เราปฏิเสธความเชื่อ จารีตอันงมงายอันปรากฏในวงวิชาการนิติศาสตร์ และอยู่บนหนทางของการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และท้าทายสถาบันทั้งหลายทั้งปวงในทางกฎหมายที่ไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผล ที่สามารถยอมรับได้


เราเห็นด้วยกับคำขวัญของยุค แห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา คำขวัญที่ Immanuel Kant (ค.ศ.๑๗๒๔-๑๘๐๔) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมันให้ไว้ว่า

“จงกล้า ที่จะใช้ปัญญาญานแห่งตน!” (Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)

สำหรับชื่อภาษาไทยที่เราเรียกว่า “นิติราษฎร์” นั้น ความหมายอยู่ในคำขยายที่ตามมา นั่นคือ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร”
ประเด็นก็คือทำไมต้องเป็นนิติศาสตร์เพื่อราษฎร

หาก เราย้อนกลับไปที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว เราจะพบความจริงประการหนึ่งว่ าวิธีคิดของคนในวงการนิติศาสตร์และระบบ ตลอดจนโครงสร้างขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก อาจกล่าวได้ว่า อุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ไม่ได้ถูกปลูกฝังบ่มเพาะให้เข้าสู่ความรับรู้ของบุคคลในวงการกฎหมายอย่างที่ ควรจะเป็น

การเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ในช่วงสามสี่ปีมานี้ ย่อมต้องถือว่า เป็นผลพวงของความล้มเหลวในอันที่จะสถาปนาอุดมการณ์นิติรัฐ-ประชาธิปไตยให้ เป็นอุดมการณ์หลักในวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์


เหตุผล ของความล้มเหลวดังกล่าวมีอยู่หลายประการ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง น่าจะเนื่องมาจากการที่สถาบันที่อบรมให้ความรู้ทางวิชาการและฝึกฝนวิชาชีพ ทางกฎหมาย ตัดตัวเองออกจากการเรียนการสอนกฎหมายมหาชนในแง่ของหลักการและคุณค่าที่แท้ จริง นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นต้นมา เราจึงได้เห็นการรัฐประหารและล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า


เรา เห็นบรรดานักกฎหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่พร้อมจะรับใช้คณะรัฐประหารและผู้ที่ อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และพร้อมที่จะละทิ้งหลักวิชาที่ร่ำเรียนมา เพื่อตอบสนองความต้องการของการทำรัฐประหาร


เราเห็นศาลยอมรับ บรรดาประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารให้มีค่าบังคับเป็นกฎหมายโดยแทบจะไม่มีการ ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในทางเนื้อหาของบรรดาประกาศหรือคำสั่งเหล่านั้น


สิ่ง เหล่านี้นอกจากจะมีผลทำลายคุณค่าของวิชานิติศาสตร์ลงอย่างถึงรากแล้ว ในที่สุดยังเท่ากับเป็นการทำร้ายราษฎรผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐด้วย

เรา เห็นว่าวิชานิติศาสตร์ในรัฐเสรีประชาธิปไตย ต้องเป็นศาสตร์ที่มุ่งตรงไปที่ความยุติธรรมและความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ ที่สำคัญวิชานิติศาสตร์ต้องเป็นวิชาการที่เป็นไปเพื่อราษฎร เราใช้คำว่า “ราษฎร” โดยถือว่าคำๆ นี้ มีความหมายนัยเดียวกับ พลเมือง และประชาชน เราเห็นว่า การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ ไม่ควรจำกัดอยู่แต่การ ท่องจำตัวบท คำอธิบายกฎหมาย หรือคำพิพากษาของศาล การเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์ไม่ควรเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนตัดขาดตัวเองออก จากสังคม ไต่เต้าบันไดแห่งความสำเร็จทางวิชาชีพเพียงเพื่อในที่สุดแล้วจะได้อยู่ในที่ สูงกว่าราษฎร และใช้อำนาจหรือการผูกขาดความรู้ทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบกดขี่ข่มเหงราษฎร


วิชา นิติศาสตร์ ควรจะสอนให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาและเริ่มต้นประกอบวิชาชีพโดยเข้าไปเป็นองค์กรของรัฐและ ทรงอำนาจในการกระทำการทางกฎหมาย อำนาจที่ตนกำลังใช้อยู่นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่อำนาจของตนเองไม่ แต่เป็นอำนาจของราษฎร เรา เห็นว่าการศึกษาวิชานิติศาสตร์อย่างมีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ และใช้กฎหมายโดยซื่อตรงต่อหลักวิชาที่ยอมรับกันเป็นยุติว่า มีเหตุผลอธิบายได้ ไม่คำนึงถึงหน้าคน ย่อมเท่ากับเป็นการใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ราษฎรทั้งหลาย

เว็บไซต์ ที่เราทำขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นที่รวบรวมงานทางวิชาการ กึ่งวิชาการ บทสัมภาษณ์ ตลอดจนความเห็นทางกฎหมายของสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มนิติราษฎร์เพื่อสนับสนุน หลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยแล้ว เรายังจะคัดสรรเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองและ ประวัติศาสตร์กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชนมาลงไว้ด้วย การคัดสรรเอกสารเหล่านี้มาลงไว้ นอกจากจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนรายวิชาต่างๆ แล้ว เรายังหวังให้เอกสารทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทั้งที่เป็นของไทยและต่างประเทศ เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวของเอกสารนั้นเอง

นอกจากที่ได้ กล่าวมาข้างต้นแล้ว เรายังเปิดคอลัมน์บทความนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาวิชากฎหมายได้เขียนบทความทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการ แสดงทัศนะของตนต่อประเด็นปัญหาทางกฎหมายและการเมืองการปกครอง เราหวังว่านี่จะเป็นบันไดขั้นต้นสำหรับนักศึกษาที่รักในความรู้ที่จะได้ แสดงออกซึ่งความสามารถทางวิชาการของตน บทความแรกที่นำเสนอในการเปิดเว็บไซต์นี้ คือบทความของคุณกฤษณ์ วงศ์วิเศษธร นักศึกษาปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องปรองดองแห่งชาติในสายตาสังคมวิทยากฎหมาย

ส่วนที่สำคัญที่สุด อีกส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ คือ บทความแนะนำ ในส่วนนี้สมาชิกผู้ก่อตั้งจะได้นำบทความที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการทำความ เข้าใจกฎหมายและการเมืองการปกครองมาลงไว้ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบทความในทางนิติศาสตร์เท่านั้น

ในชั้นแรก ที่สุดนี้เราได้รับความอนุเคราะห์บทความจากอาจารย์ ดร. ณัฐพล ใจจริง เรื่อง “ความชอบด้วยระบอบ” : วิวาทะในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญของสำนักจารีตประเพณีกับรัฐธรรมนูญนิยม ว่าด้วยอำนาจของพระมหากษัตริย์ (๒๔๗๕-๒๕๐๐) แม้บทความนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรมมาแล้ว และแพร่หลายไปในวงกว้าง แต่สำหรับในวงวิชาการนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนว่าจะยังอ่านกันน้อยมาก บทความนี้ได้ชี้ให้เห็นการต่อสู้ในทางความคิดของนักกฎหมาย ๒ สำนัก คือ สำนักจารีตประเพณี กับสำนักรัฐธรรมนูญนิยม อาจารย์ณัฐพลได้แสดงให้เห็นถึงภูมิหลังของนักกฎหมายไทยที่มีแนวความคิดแบบ จารีตนิยม กับนักกฎหมายไทยที่มีแนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม การให้เหตุผลตลอดจนคำอธิบายสถานะในทางรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์ตามแนวทาง ของแต่ละสำนัก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด ปัญหาเรื่องการละเมิดไม่ได้กับความรับผิดชอบ ปัญหาเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการ ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล ปัญหาเรื่องที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ท้ายที่สุดอาจารย์ณัฐพลได้ชี้ให้เห็นว่า แม้คำอธิบายของสำนักรัฐธรรมนูญนิยม จะได้วางหลักความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่น่า สนใจไว้หลายประการ แต่หลักการเหล่านั้นได้สูญหายไปจากคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าบทความนี้จะเขียนถึงการต่อสู้ทางความคิดของนักกฎหมายทั้งสองสำนัก ในช่วง ๒๕ ปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัญหาที่ถกเถียงกันนั้นยังคงเป็นปัญหาหลักในทางการเมืองการปกครองไทยมาจนถึง ปัจจุบันนี้ สำหรับนักศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว บทความนี้เป็นบทความที่จะผ่านเลยไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

เว็บไซต์นี้ จะมีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ สำหรับบทนำที่เราเรียกว่า “นิติราษฎร์ ฉบับที่ ...” นั้นสมาชิกผู้ก่อตั้งจะสลับกันเขียนทุกๆ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ แสดงทัศนะและความเห็นทางกฎหมาย เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง แนะนำหนังสือ แนะนำบทความ วิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมือง เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวเล็กๆในการก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางวิชาการและ ทางความคิดเพื่อส่งเสริมให้การศึกษาวิชานิติศาสตร์มีชีวิตชีวา เพื่อสนับสนุนหลักนิติรัฐ และเพื่อให้ในที่สุดแล้วบทบัญญัติในมาตรา ๑ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ปรากฏขึ้นเป็นจริง

วรเจตน์ ภาคีรัตน์
๑๙ กันยายน ๒๕๕๓

รวมคลิป: หลากมุมมองต่อเหตุการณ์ 19 ก.ย. 49

ที่มา Thai E-News


DNN - ม.ล.ณัฐกรณ์,เทวกุล


DNN - จตุพร พรหมพันธุ์


Voice TV - ผศ.พฤกษ์ เถาถวิล นักวิชาการจากม.อุบลราชธานี


Voice TV - ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์


Voice TV - ความเห็นภาคประชาชน


VoiceTV - 4 ปี รัฐประหาร 3 ปี รัฐธรรมนูญ


DNN - 4 ปีรัฐประหาร สุดทางแล้วอำมาตย์ไทย

19 ก.ย. 2549 – 19 ก.ย. 2553 : 4 ปีแห่งความไร้เสถียรภาพ!

ที่มา มติชน

สุรชาติ บำรุงสุข


เหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อ 19 ก.ย.

โดย...สุรชาติ บำรุงสุข

“ขณะที่เมฆทะมึนปรากฏอยู่บนท้องฟ้า

เราก็ชี้ให้เห็นว่า นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว

เท่านั้นเอง ความมืดมนกำลังจะผ่านพ้นไป

แสงอรุณส่องรำไรอยู่ข้างหน้าแล้ว”

ประธานเหมาเจ๋อตุง

สรรนิพนธ์เล่ม 4

ย้อน กลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แทบจะไม่น่าเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว รัฐประหารก็หวนกลับมาเกิดขึ้นในสังคมไทย แม้นก่อนหน้านั้น นับตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แล้ว เราไม่เคยเชื่อกันเลยว่าสังคมไทยจะต้องพานพบกับการรัฐประหารอีก จนเราเชื่ออย่างมั่นใจว่า สังคมไทยไม่ต้องกังวลกับเรื่องของทหารกับการเมือง เพราะโอกาสหวนคืนของทหารในการเมืองไทยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่สิ้นสุดลงแล้ว หรือหากกล่าวในทางทฤษฎีก็คือ สังคมไทยในยุคหลังเหตุการณ์ปี 2535 แล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดคำนึงถึงการจัดความสัมพันธ์พลเรือน – ทหารอีกต่อไป หรือในอีกด้านหนึ่งก็คือ ไม่จำเป็นต้องคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยต่อกลุ่มทหารในการเมือง ไทย


จะด้วยวิธีคิดเช่นนี้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยวิธีคิดดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึง “ความประมาท” ที่สังคมการเมืองไทยหลังจากเหตุการณ์ปี 2535 ไม่ได้เตรียมการใดๆ ที่จะทำให้ทหารเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่จะนำพาการเมือง ไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย


ในอีกด้านหนึ่ง บทเรียนจากความขัดแย้งในปี 2535 ที่ไม่ได้ถูกนำมาสานต่อทางความคิดอย่างจริงจังก็คือ กลไกของการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยควรจะเป็นเช่นไร เพราะถ้าสังคมสามารถสร้างกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง ก็เป็นความคาดหวังว่า เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น กลไกเช่นนี้จะมีส่วนโดยตรงในการลดทอนความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยกลไกเช่นนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้แรงกดดันของการเผชิญ หน้าทางการเมืองมีช่องทางระบายออกไปได้บ้าง มิใช่ปล่อยให้การเผชิญหน้าขยายตัวออกไปในวงกว้าง และระเบิดออกเป็นความรุนแรงทางการเมืองจนไม่อาจควบคุมได้ และจบลงด้วยการรัฐประหาร


หากกลไกเช่นนี้เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นความหวังอีกส่วนหนึ่งที่ปัญหาจะไม่กลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่เปิดให้ผู้นำทหารและชนชั้นนำบางส่วนฉวยเอาสถานการณ์เช่นนี้เป็นช่องทาง ให้แก่กลุ่มของตนเองในการก่อรัฐประหาร และขณะเดียวกันก็จะไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้เหตุการณ์ของการเผชิญหน้าทางการ เมืองดังได้กล่าวแล้วนั้น เป็นหนทางของการสร้างความชอบธรรมให้แก่การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นด้วย เพราะจนบัดนี้ก็ไม่มีความชัดเจนว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร 2549 แล้ว จะเกิดการปะทะของฝูงชน ระหว่างผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลกับผู้ต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ หรือในอีกด้านหนึ่งของปัญหาก็คือ สังคมไทยก็อาจจะต้องเรียนรู้การจัดการกับการเรียกร้องทางการเมืองที่นำไปสู่ ความรุนแรง มิใช่ว่าการจัดการกับปัญหาเช่นนี้จะต้องใช้การยึดอำนาจของทหารเป็นการแก้ ปัญหาเสมอไป เพราะหากเราไม่สร้างกระบวนการเรียนรู้ในการจัดการกับปัญหาเช่นนี้แล้ว กองทัพก็จะถูกชนชั้นกลางในเมืองเรียกร้องให้ออกมาทำหน้าที่ “สลายฝูงชน” ในระดับย่อย หรือทำการ “ล้อมปราบ” ในระดับใหญ่อยู่เรื่อยไป และเมื่อออกมาแล้วก็ย่อมนำไปสู่การยึดอำนาจได้


ดังนั้นคงไม่ผิด อะไรนักที่จะสรุปว่า สังคมไทยหลังพฤษภาคม 2535 ขาดทั้งกระบวนการจัดความสัมพันธ์พลเรือน – ทหาร และขาดยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยต่อกองทัพ ขณะเดียวกันก็ขาดองค์กรในการจัดการกับความขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่การเผชิญ หน้าและ/ หรือความรุนแรงในสังคมไทย


ผล ของความขาดแคลนเช่นนี้ทำให้ในที่ สุดแล้วความสำเร็จของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าฉงนแต่อย่างใด...ความน่าฉงนในอีกด้านหนึ่งอยู่ตรง ที่ว่า กลุ่มคนที่เคยมีบทบาทในการคัดค้านรัฐประหารในปี 2534 และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับความพยายามในการฟื้นอำนาจของกลุ่มทหารในปี 2535 กลับเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุนการรัฐประหารในปี 2549 จนบางคนต่อสู้อย่างสุดจิตสุดใจในการเป็น “ทนายแก้ต่าง” ให้กับรัฐประหารที่เกิดขึ้น ปัญหาการเปลี่ยน “จุดยืน” ทางการเมืองของพลังประชาธิปไตย 2535 บางส่วนนั้น ทำให้เกิดคำถามอย่างมากกับกลุ่มพลังที่จะเป็นฐานและขับเคลื่อนของการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยไทยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสื่อ ปัญญาชน และชนชั้นกลาง

เหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49


ลักษณะ ของปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะทำ ให้บางคนคิดง่ายๆ ด้วยการกล่าวโทษทุกอย่างไปที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยโยนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมาจากกลุ่มอำนาจเก่า หรือกลุ่มที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ทั้งสิ้น เรื่องราวเช่นนี้ก็ไม่แปลกอะไร เพราะหลังการรัฐประหารแล้ว “การไล่ล่า” กลุ่มทักษิณ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ ซึ่งก็คงเปรียบเทียบได้กับคำพูดที่อธิบายสิ่งที่ชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจหลัง กันยายน 2549 ดำเนินการว่าเสมือน “การเผาบ้านเพียงเพื่อจับหนูตัวเดียว” และปัญหาที่แย่ก็คือ บ้านก็ไหม้จนหมด หนูก็จับไม่ได้...แล้วเราก็ก้าวข้ามไม่พ้นทักษิณสักที !


เรื่อง ราวเช่นนี้บอกแก่เราอย่างเดียวว่า อิทธิฤทธิ์ของรัฐประหารนั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว อาจจะใช้อะไรไม่ได้ผลมากนักเหมือนอย่างเช่นในอดีต เพราะในยุคก่อน เมื่อเกิดการยึดอำนาจแล้ว ดูเหมือนว่าปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อาจจะยุติลงโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นการที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามยอมยุติบทบาทของตนเอง แล้วรอให้ระบบการเมืองเปิดใหม่อีกครั้ง พวกเขาจึงหวนกลับสู่เวทีการต่อสู้ใหม่ รัฐ ประหารในวันเก่าจึงเป็นเสมือน “ยาแรง” ที่ใช้แก้ปัญหาอาการ “ไม่ลงตัว” ในทางการเมือง โดยการ “ล้างไพ่” หรือ “ล้มกระดาน” เพื่อหวังว่า การเริ่มต้นใหม่ภายใต้การควบคุมของทหารจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองอีก ครั้ง


หาก แต่หลังจากรัฐประหาร 2549 นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ถอยหนีกลับไปนั่งรอการเลือกตั้งที่จังหวัดของ ตนเอง และในขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ก็ไม่ได้เก็บตัวอยู่เฉยๆ เพื่อรอให้การเมืองเปิดได้หวนคืน หากแต่เพียงระยะสั้นๆ หลังจากรัฐประหารสิ้นสุดลงนั้น กลุ่มต่อต้านรัฐประหารก็เปิดเวทีการเคลื่อนไหวทันที และที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มต่อต้านรัฐประหารขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนานวัน แนวร่วมของพวกเขาก็ยิ่งมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายฐานแนวร่วมในชนบท จนอาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ชนบทวันนี้กลายเป็นฐานที่มั่นของการต่อต้านการยึดอำนาจของทหาร และขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดมาก ขึ้น จนเกิดภาพลักษณ์เชิงเปรียบเทียบในปัจจุบันว่า คนในเมืองพร้อมที่จะยอมรับ “ระบอบอำนาจนิยม” แต่คนในชนบทกลับร้องหา “ระบอบเสรีนิยม” ที่ต้องการเห็นการเลือกตั้ง และการสร้างความเป็นธรรมในรูปแบบต่างๆ ตลอดรวมถึงการกระจายการใช้และการตอบแทนทรัพยากร


แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นไม่ใช่สถานการณ์ในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ที่ชนบทเป็นฐานที่มั่นของ พคท. หากแต่ผลของกระบวนการเมืองก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ได้สร้าง “จิตสำนึกใหม่” ให้แก่ผู้คนจำนวนมากในชนบท ที่พวกเขาตระหนักมากขึ้นถึงพลังทางการเมืองของตนเอง


แน่นอนว่า สำหรับคนในเมืองแล้ว บทบาทของคนชนบทถูกตีความว่าเป็นการ “ถูกซื้อ” จากนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม การเคลื่อนไหวของพวกเขาจึงเป็นเพียงการต่อ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากท่อดังกล่าวถูกตัดแล้ว การเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็น่าจะหยุดลงไปโดยปริยาย ในมุมมองของคนในเมืองแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่คนชนบทจะเกิด “จิตสำนึกทางการเมือง” ขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะการได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่ต่างกับยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ที่การต่อสู้ของคนชนบทถูกมองว่าเป็นเพียงผลของการปลุกระดมจาก พคท. โดยละเลยที่จะมองถึงปัญหาโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรมในชนบท เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เกิดช่องว่างอย่างมากระหว่างคนในเมืองและคนในชนบท


ใน อีกด้านหนึ่ง รัฐประหารให้ผลตอบแทนอย่างมากกับบรรดาผู้นำทหาร เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การยึดอำนาจมีผลโดยตรงต่อการขยายบทบาทของทหารในการเมืองไทยทั้งในเชิงสถาบัน และเชิงตัวบุคคล (เห็นได้ชัดเจนว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 บทบาทของทหารลดลงอย่างมากในทางการเมือง) ซึ่งการขยายบทบาทเช่นนี้ ยังขยายไปถึงเรื่องการจัดทำงบประมาณทหารและการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ เพราะก่อนรัฐประหารจะเกิดขึ้นนั้น การจัดซื้ออาวุธของทหารมีความจำกัดอย่างมาก กระบวนการจัดซื้อจัดหาไม่มีความ “สะดวกและคล่องตัว” เช่นในปัจจุบัน


แม้ อาวุธที่จัดซื้อหลายอย่างจะมีปัญหาในระยะต่อมา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจวัตถุระเบิดแบบจีที – 200 เรือเหาะ หรือรถเกราะล้อยาง ซึ่งการจัดซื้อทั้ง 3 รายการล้วนแต่เป็นปัญหาในปัจจุบันทั้งสิ้น หรือแม้แต่กรณีการจัดซื้อเครื่องบินรบแบบกริพเพนจากสวีเดน ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเช่นกัน


แต่ก็จะเห็นได้ว่าผลจาก การขยายบทบาทของทหารเช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบในเรื่องของการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ใน ระบอบการเมืองปัจจุบัน หรือกล่าวในบริบทของการบริหารประเทศก็คือ ระบบตรวจสอบทั้งในระดับสังคมหรือในส่วนของรัฐสภากลายเป็นกลไกที่ไม่มี ประสิทธิภาพ การตัดสินใจซื้ออาวุธของกองทัพจึงกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการค้ำประกันด้วยตัว เองโดยผู้นำทหารและไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งเครื่องจีที – 200 เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ เพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นผู้รับผิดชอบ (ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย) ประเด็นเช่นนี้ให้คำตอบอย่างสำคัญในอนาคตว่า การปฏิรูปกองทัพไทยจะต้องปฏิรูประบบจัดซื้อจัดหาของทหาร และจะต้องไม่ปล่อยให้การจัดซื้อจัดหากลายเป็นการแสวงหาประโยชน์ของผู้นำกอง ทัพและผู้นำการเมือง


การสูญเสียระบบตรวจสอบในบริบททางสังคมและ การเมืองที่เกิดขึ้นยังส่ง ผลให้องค์กรอิสระต่างๆ กลายเป็น “องค์กรไร้อิสระ” ที่ทำหน้าที่เป็นเพียงกลไกการเมืองอีกส่วนหนึ่งของกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้ในการ แทรกแซงทางการเมือง แต่ผลประการสำคัญที่กลายเป็นความผิดหวังของนักออกแบบโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คือ องค์กรเหล่านี้ถูกทำให้หมดสภาพและหมดความน่าเชื่อถือไปด้วยตัวเอง จนกลายเป็นความกังวลว่า องค์กรเหล่านี้จะอยู่อย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เว้นเสียแต่พวกเขาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าในระยะใกล้หรือระยะไกลก็ตาม


ผล ของรัฐประหารที่ไม่สามารถควบคุมและ จัดการกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้นั้น ทำให้เกิดความจำเป็นในการต้องพึ่งพากระบวนการตุลาการในการต่อสู้ที่เกิดขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินต่างๆ อย่างมาก จนทำให้เกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่า กระบวนการตุลาการภิวัตน์ก็คือการทำให้เป็น “สองมาตรฐาน” สิ่งที่ผลสืบเนื่องก็คือ คำตัดสินในทางกฎหมายถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลง จนก่อให้เกิดความกังวลกับอนาคตของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้






นอก จากนี้ ในระยะ 4 ปีหลังรัฐประหาร เห็นได้ชัดเจนถึงท่าทีของกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองและกลุ่มชนชั้นนำ ที่พวกเขาพร้อมที่จะยอมรับทุกอย่างเพื่อป้องกันการขยายบทบาทของชนชั้นล่าง ที่ในวันนี้ถูกทดแทนด้วยภาพของการต่อสู้ทางการเมืองของ “คนเสื้อแดง” ด้วยฐานคติที่มองว่าคนในชนบทหรือคนชั้นล่างเหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนไหวได้ด้วย ตัวเอง แต่เป็นการ “จัดตั้ง” ของฝ่ายต่อต้านทหาร – ต่อต้านรัฐบาล – ต่อต้านชนชั้นนำ จึงทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกว่าการปราบปรามชนชั้นล่างเป็นความชอบธรรมในตัว เอง และขณะเดียวกันพวกเขาก็พร้อมที่จะอยู่ในระบอบการเมืองที่มีกองทัพเป็นเสา หลัก


สภาพเช่นนี้ ทำให้ 4 ปีที่ผ่านมาเป็นความแนบแน่นของความเป็นพันธมิตรระหว่างชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ และผู้นำทหาร อันก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ชนชั้นกลางในเมืองของไทยได้ออก “ใบอนุญาตฆ่า” ให้แก่ทหารเพื่อสลายการชุมนุมของชนชั้นล่าง ภายใต้ทัศนคติว่า คนเหล่านั้นกำลังก่อความวุ่นวายในเมืองหลวง และกำลังทำลาย “ชีวิตอันน่ารื่นรมย์” ของคนเมืองหลวง !


ผลที่ เกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็คือ ผู้นำทหารอาจจะรู้สึกว่ามีความชอบธรรมในการล้อมปราบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเมษายน 2552 เมษายน – พฤษภาคม 2553 ก็ตาม จนทำให้ปัญหาการต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมในปี 2516- 2519 และ 2535 กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำทางการเมืองของสังคมไทย จนการเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวกลายเป็น “งานพิธีกรรม” ที่สาระสำคัญของการต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้สร้างผลสะเทือนกับสถานการณ์ ปัจจุบันแต่ย่างใด

แน่นอนว่าผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นได้ว่าการบริหารจัดการอนาคตสังคมการเมืองไทยคงไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป ทฤษฎีของชนชั้นนำและผู้นำทหารที่เชื่อว่ากองทัพคือกลไกหลักของการควบคุมการ เมือง และหากควบคุมไม่ได้ก็ใช้การยึดอำนาจเป็นทางออกนั้น อาจจะเป็นประเด็นที่จะต้องขบคิดด้วยความมีสติเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรัฐประหารกลายเป็น “ยาเก่า” ที่ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่แล้ว ผู้นำทหารและชนชั้นนำยังจะใช้ยาขนานนี้อีกหรือไม่


ผลกับกองทัพ อย่างมีนัยสำคัญจาก 4 ปีที่ผ่านมาก็คือ โอกาสของการสร้างความเป็น “ทหารอาชีพ” ของกองทัพไทย ก็เป็นความยุ่งยากอีกประการหนึ่ง เพราะในสถานการณ์ที่กองทัพขยายบทบาททางการเมืองอย่างมากเช่นนี้ กระบวนการสร้างความเป็นทหารอาชีพไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออย่างน้อยคำถามที่เป็นรูปธรรมจากกรณีนี้ก็คือ การลดบทบาททางการเมืองของทหารไทยจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แล้วถ้าทหารไม่ยอมลดบทบาททางการเมืองแล้ว กองทัพจะคงบทบาทเช่นนี้ไปได้อีกนานเท่าใด และจะกระทบต่อความเป็นทหารอาชีพอย่างไรในอนาคต

นอกจากนี้เรื่องสำคัญที่คงจะต้องยอมรับก็คือ หลัง จากการรัฐประหารแล้ว กองทัพมีความแตกแยกภายในอย่างมาก ความเชื่อของผู้นำทหารในยุคนั้นมองว่า เอกภาพของทหารสร้างได้ด้วยการพึ่งพาคนในกลุ่มที่ตนเชื่อใจเท่านั้น ผลที่เห็นชัดเจนก็คือ การกำเนิดของ “บูรพาพยัคฆ์” ในการเมืองไทย ตลอดรวมถึงการฟื้นแนวคิดเรื่อง “รุ่น” ที่อาศัยรุ่นของผู้นำกองทัพเป็นฐาน เช่น กรณี จปร. 23 หรือเตรียมทหาร รุ่น 12 สภาพเช่นนี้ส่งผลให้การขึ้นสู่ตำแหน่งหลักที่สำคัญภายในกองทัพถูกพิจารณาจาก มิติทางการเมืองและความเป็นรุ่น มากกว่าจะขยายฐานในแนวกว้าง ความแตกแยกซึ่งโยงกับการผูกพันทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้โอกาสของการปฏิรูปกองทัพในระยะสั้นเป็นไปได้ด้วยความลำบาก เช่นเดียวกับการสร้างทหารอาชีพในกองทัพไทย

แต่ สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากรัฐประหาร 2549 ก็คือ ความแตกแยกขนาดใหญ่ของสังคมไทย และเป็นความแตกแยกที่ช่องว่างถูกขยายมากขึ้น จนหลายๆ ฝ่ายเกิดความกังวลว่า ปัญหาเช่นนี้ในที่สุดอาจจะต้องลงเอยด้วยความรุนแรงทางการเมืองขนาดใหญ่ใน อนาคตหรือไม่

เรื่อง ราวเช่นนี้ให้คำตอบแต่เพียงประการเดียวก็ คือ สังคมการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2549 ต้องเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างยาวนาน จนแม้ในปัจจุบันก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า การสร้างเสถียรภาพในการเมืองไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในอนาคต และใครจะเข้ามาทำหน้าที่เช่นนี้ ซึ่งอาจจะต้องยอมรับว่าไม่ใช่ต้องทำให้การเมือง “นิ่ง” เพราะการเมืองไม่เคยนิ่ง หากแต่ต้องทำให้กระบวนการทางการเมืองสามารถแก้ปัญหาได้ภายในระบอบรัฐสภา และสร้างเสถียรภาพของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ได้

อย่างไรก็ตามในด้านบวกอาจจะต้องยอมรับว่า รัฐ ประหาร 2549 ได้ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขยายตัวสู่กลุ่มชนต่างๆ ในสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้อง “ขอบคุณ” ผู้นำทหาร คมช. อย่างยิ่ง !