WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 20, 2010

เสวนา: “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน พฤษภาอำมหิต อนาคตสังคมไทย”

ที่มา ประชาไท

ปิยบุตร แสงกนกกุลระบุรัฐประหาร 19 กันยา พร่าความเป็นพลเมืองให้เหลือเพียงไพร่, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เสนอกำหนดให้ทหารและกษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ, ธีระ สุธีวรางกูร คาดความขัดแย้งยาวนาน ไม่มีเจ๊า, สาวตรี สุขศรี ระบุ สื่อไทยเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐและเผชิญการปิดกั้นด้วยการใช้ กฎหมายแบบไม่มีหลักเกณฑ์

19 ก.ย. 2553 กลุ่มนิติราษฎร์ คณะนิติศาสตร์ มธ. ร่วมกับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน จัดงานเสวนา “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน พฤษภาอำมหิต อนาคตสังคมไทย” ที่ห้อง LT2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผู้อภิปรายประกอบด้วย ปิยบุตร แสงกนกกุล, ธีระ สุธีวรางกูร, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, สาวตรี สุขศรี และ ดำเนินรายการโดย กฤษณ์ ภูญียามะ

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เสวนาเป็นคนแรกโดยแบ่งหัวข้อการอภิปราย เป็น 3 หัวข้อคือ ความสำเร็จของรัฐประหาร ลักษณะเฉพาะของรัฐประหาร 19 กันยา และ 19 กันยากับพฤษภาอำมหิต

หัว ข้อแรก นั้น ปิยบุตรกล่าวว่า ความสำเร็จของการรัฐประหาร โดยตัวของมันเองอาจจะไม่มีอะไรเลย แต่ต้องมีปัจจัยสนับสนุนในการลงมือทำรัฐประหาร มีกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร หนึ่ง แรงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากซึ่งอาจจะเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองของแต่ละ ประเทศที่เชื่อว่ารัฐประหารเป็นวิธีสุดท้ายที่จะแก้ปัญหา หรือเกิดจากการโหมกระพือของสื่อมวลชนและปัญญาชนก่อนหน้านั้น ปัจจัยที่สองคือ การใช้มาตรการรุนแรงของรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่จัดการประชาชนที่ออกมาต่อต้าน ปัจจัยที่สามคือการใช้กระบวนการตามกฎหมายเช่นการตรารัฐธรรมนูญรับรองความชอบ ธรรม ปัจจัยที่สี่ ประเทศมหาอำนาจให้การรับรองความชอบธรรม และปัจจัยที่ห้า มีบุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์ที่รับรองการรัฐประหาร ถ้าปราศจากซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะไม่สำเร็จ

รัฐประหาร 19 ก.ย. มีลักษณะเฉพาะคือ หนึ่งเป็นรัฐประหารที่พร่าความเป็นพลเมืองที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วให้หายไป โดยชี้วัดความเป็นพลเมืองคือ ความเสมอภาคทางการเมือง หนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่ว่าติ ภาษาใด ฐานะทางเศรษฐกิจใด เมื่อเดินไปที่คูหาแล้วจะมีเสียงหนึ่งเสียง ไม่ได้หมายความรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำอะไรก็ถูกหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นประชาธิปไตย สิทธิเลือกตั้งอย่างเท่าเทียมเป็นการสถาปนาความเท่ากันของความเป็นพลเมือง

เสรีภาพทางการเมืองส่งเสริมให้มีความฟรีและแฟร์ในการวิพากษ์วิจารณ์ การรัฐประหาร 19 ก.ย. เป็นการประกาศว่าสถานที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้มีการเลือกตั้ง เป็นการพรากความพลเมืองและทำให้เป็นไพร่

ลักษณะ เฉพาะประการที่สองคือ เป็นการฟื้นฟูประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้มั่นคงไปตลอดกาล และเมื่อกลุ่มบุคลชนชั้นนำจารีตประเพณีเริ่มเห็นว่าระบอบของเขาถูกสั่นคลอน โดยรัฐบาลขณะนั้นซึ่งรัฐบาลอาจจะไม่ได้คิดแต่พวกเขาคิดไปเอง

ประการ ที่สาม คือรัฐประหารของนักกฎหมาย กฎหมายเป็นกลไกที่สร้างความชอบธรรมเป็นกลไกในการปราบปราม และเป็นกลไกในการรักษาและเผยแพร่อุดมการณ์รัฐประหาร

อ่านรายละเอียดของการอภิปรายที่นี่

ธีระ สุธีวรางกูร

ธีระ สุธีวรางกูร อภิปรายว่า เหตุการณ์พฤษภาอำมหิตนั้นทำให้ย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีลักษณะต่างจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

“ถ้า ท่านมีการสังเกตสักหน่อย ถ้าเหตุการณ์ไหนใครบางคนไม่ได้เป็นฮีโร่แต่เป็นผู้ร้าย เหตุการณ์นั้นจะไม่มีการให้เราพูดกัน แต่จะทำให้เราลืมๆ กันไป เหตุการณ์ตั้งแต่ปีสี่เก้าถึงปีนี้เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ ของประเทศ โดยเฉพาะเป็นการหักเรือใบของหางเสือจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง”

“มิติ ของเวลา นั้นมีมติของเวลาของเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว และมิติของอนาคต การจะพูดถึงอนาคตเราไม่สามารถทึกทักได้โดยไม่ดูความเป็นมาของอดีต เราก็ต้องย้อนถอยหลังกลับไปดู พฤษภา 53 และรัฐประหาร 49 ท่านสังเกตดูนะ การรัฐประหารนั้นเกิด 19 ก.ย. ก็จริงอยู่ แต่เหตุการณ์มันเกิดก่อนหน้านั้นแล้ว

“ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นเปรียบเสมือนกับสภาพที่เรียกว่า “เพื่อป้องกันแรงลมให้ต้นถั่วเขียว ถึงกับเอาต้นสักมาค้ำ”

“เหตุการณ์ ที่เป็นปรากฏการณ์ในอดีต ผมจะย้ำให้คิดอย่าให้ลืมคือ หนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม อีกฝ่ายหนึ่งใช้วิธีการอะไรก็ได้มันเอาหมด เอาทุกอย่างเอาทุกท่า ไม่ต้องอายไม่ต้องเหนียมกันเลย คนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้มันมีตั้งแต่ตัวเล็กถึงตัวใหญ่มาก ด้วยสักแปดสิบกิโล

“อนาคต สังคมไทยจะเป็นอย่างไร วันนี้ท่านต้องทำใจ ไม่แน่ท่านอาจจะชอบใจก็ได้ เราจะยังอยู่ในวังวนของความขัดแย้งไปอีกนานเพราะการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการ ต่อสู้ไม่ใช่มวยห้ายก แต่จะชกกันจนกว่าฝ่ายมดฝ่ายหนึ่งจะล้มลงไป เพราฉะนั้นความขัดแย้งมันเกิดขึ้นแน่ และไม่หายไป แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีเรื่องการปรองดอง งานนี้ไม่มีเจ๊า มีแต่เจ๊งกับได้ เพราะอะไร เพราะว่าคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในฐานะที่จะเจ๊าได้ เพราะการเจ๊าของเขามันหมายถึงเสมอเป็นแพ้ ถามว่าทำไม ท่านดูสี่ปีที่ผ่านมา ตังกลไกในการเข้ามาจัดการกับปัญหาที่จัดการกับคู่ตรงข้าม วิธีการที่เขาใช้ เขาใช้ยังไง รัฐประหาร ยึดทรัพย์ ตัดสินคดีลงโทษทางอาญา สรุปคืองานนี้ไม่มีเจ๊า แต่ใครจะเจ๊งใครจะได้ ผมคิดว่าเขาประเมินว่าเขาจะได้ แต่ผมดูคนที่มีวันนี้ผมประเมินว่าเขาจะเจ๊ง อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย เมื่อนั้นละเราจะชนะ”

สาวตรี สุขศรี

สาวตรี สุขศรี อภิปรายในประเด็นของการปิดกั้นสื่อภายใต้คณะรัฐประหาร โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นคือ

ประเด็นแรก ความสำคัญและการใช้สื่อเป็นเครื่องมือโดยภาครัฐ

สาว ตรีระบุว่า สื่อในสมัยนี้ล้วนแต่เป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เรารู้จักกันในนามของการโฆษณาชวนเชื่อ และเมื่อภาครัฐเป็นผู้รบและดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะเป็นผู้ชนะ เขาไม่ใช่กบฏ แต่เขากลายเป็นผู้ที่สร้างสื่อ เป็นคนที่ครอบงำสื่อ นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องคอยกำจัดหรือจำกัดการแสดงความคิดเห็น

ประเด็นที่ 2 สถานการณ์การปิดกั้นสื่อมวลชนทุกรูปแบบ

“สิ่ง แรก ทีวีสาธารณะ หรือฟรีทีวี สมัยรัฐประหาร คมช. เอารถถังเข้าไปปิด สี่ปีหลังจากนั้นใช้ พรก. เข้าไปปิด ถ้าเป็นวิทยุชุมชน จะใช้ทหารตำรวจประมาณ 50-500 นายพร้อมอาวุธปืนกลและเอ็ม 16 ถ้าไม่บอกไม่รู้คิดว่าไปล่าแรมโบ้ ในส่วนของฟรีทีวีคือสองมาตรฐาน สถานีสีหนึ่งถูกปิด แต่อีกสีหนึ่งซึ่งเป็นสีเดียวกันเสนอภาพความรุนแรงไม่ต่างกันไม่ถูกปิด”

สำหรับสถานีวิทยุชุมชน ถูกปิดจำนวน 26 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด เว็บไซต์ ก่อนหน้ารัฐประหาร รัฐบาลทักษิณก็มีการแทรกแซงเว็บไซต์ มากที่สุดคือ 2500 เว็บ การสำรวจโดยกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยพบว่าหลังจากมีการรัฐประหาร เว็บไซต์ที่ถูกปิด มี 13400 เว็บ ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมีการรัฐประหาร รัฐไม่มีเครื่องมือใดๆ ในการปิดกั้นเว็บไซต์ แต่เมื่อมีการรัฐประหาร มีการไล่ปิด และตอบคำถามไม่ได้ว่าใช้เครื่องมือ คปค. จึงสร้างเครื่องมือ ว่าต่อไปนี้จะมีอำนาจปิด และได้รับการรับรองจากผู้พิพากษา ว่าเป็นกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรม เป็นกฎหมายที่ออกจากเป็นรัฏฐาธิปัตย์

สาวตรีกล่าวต่อไปว่า ในยุคของจุติ ไกรฤกษ์ รัฐบาลปิดเว็บไซต์ไปแล้ว 43,000 เว็บไซต์

“นอก จากนั้นท่านไม่ได้ใช้อำนาจแต่เพียงกระทรวงเดียว แต่มีการทำเอ็มโอยูกับกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงยุติธรรม ซึ่งในสี่หมื่นสามพันเว็บเป็นเว็บที่เข้าข่ายหมิ่นเหม่หรือจาบจ้วงต่อองค์ สถาบัน คำถามคือ มีเว็บมากมายขนาดนั้นเลยหรือ

คำ ถามที่สอง ถ้าสมมติว่ามันมีมากขนาดนั้นจริงๆ นี่หมายความว่าอะไร ประชาชนกำลังคิดอะไร นี่คือสัญญาณอะไรหรือเปล่าที่ประชาชนกำลังส่งออกมา หรือว่ามีความอัดอั้นอะไรหรือไม่”

สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์นั้น มีการล่ามแท่นพิมพ์หรืออายัดแท่นพิมพ์ 11 เครื่อง

“เรากำลังย้อนยุคไปสมัยหกตุลา ท่านทราบไหมว่าเขาใช้กฎหมายอะไร เขาบอกว่าใช้ พรก. ฉุกเฉินมาตรา 9 แต่ตอนปิดเขาใช้ พ.ร.บ. โรงงาน สำหรับฟ้าเดียวกันเขาใช้ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ สำหรับวิทยุชุมชน เขาใช้ พรบ. วิทยุโทรคมนาคม 2498

“ณ ปัจจุบัน รัฐกำลังปิดแบบมั่วซั่ว รัฐไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนทราบไดว่าเนื้อหาส่วนไหนเป็นความผิด แล้วจึงโยกให้เป็นความผิดทางเทคนิค เขาไม่รู้ว่าฟ้าเดียวกันตรงไหนผิด หรือเขามองว่าประชาไทน่าจะมีเนื้อหาที่ผิด แต่เขาไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าตรงไหนที่ผิด อย่ากระนั้นเลย ใช้กฎหมายเทคนิค”

สาว ตรีกล่าวว่าปัญหาที่พบจากการปิดกั้นสื่อ ประการแรกคือตัวกฎหมายมที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน เช่น เพื่อความมั่นคงของรัฐ เพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

“คำ ถามคือท่านอธิบายนิยามหรือถ้อยคำเหล่านี้ได้หรือไม่ว่ามันหมายถึงอะไร อะไรคือการละเมิดความมั่นคงของรัฐ หรือศีลธรรมอันดี ถ้อยคำแบบนี้เยอรมันเคยใช้ในยุคนาซี ยุคที่ฮิตเลอร์เรืองอำนาจ หลังจากฮิตเล่อร์สิ้นไป กรณีนี้ก็จะเกิดหลักกฎหมายว่ากฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสารีภาพต้องเขียนให้ ชัดเจนว่าใครทำอะไรได้และใครทำอะไรไม่ได้

“อีกประการคือตัวผู้บังคับใช้กฎหมาย อ่อนด้อยต่อข้อกฎหมาย พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดเพิ่งบอกเราไปเมื่อสักวันที่ 12 ก.ย.ว่าเราเจอหนังสือพิมพ์ที่หมิ่นเหม่ ต่อความมั่นคงเราจะไปปิดสิ่งพิมพ์นั้น ท่านรู้กฎหมายหรือไม่ ว่าท่านทำไม่ได้ ตรรกะประหลาดๆ แบบนี้ออกมาจากฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย

“หนึ่ง คือเรื่องกฎหมายมีความคลุมเครือ สองมีการใช้การตีความที่อ่อนด้อยและคุมเครือ และไม่สมารถอธิบายได้ทางเนื้อหาจึงหันไปใช้กฎหมายเทคนิค”

ปัญหา ที่สามคือการใช้กฎหมายสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน ขณะเดียวกันผู้ตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมายมี่ความอ่อนด้อย แต่ตราบใดก็ตามหากว่าผู้ตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย ทำหน้าที่ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ สิทธิเสรีภาพของประชาชนอาจจะได้รับการปกป้องคุ้มครองได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตุลาการภิวัตน์ ศาลบอกว่าไม่มีอำนาจไปตรวจสอบ และเห็นว่ารัฐบาลได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว เราจะไม่ไปล่วงเกิน ไม่ไปตรวจสอบ

“ฉะนั้น ทั้งกระบวนการยุติธรรมมันทำไม่ได้ มันใช้ไม่ได้แล้ว และเราต้องตั้งคำถามกับการทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ”

ประเด็นที่ 3 การปฏิรูปสื่อที่ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

“มี การชงประเด็นจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าจะมีการปฏิรูปสื่อ แต่ถามว่าตราบใดที่พระราชกำหนดยังบังคับใช้ จะปฏิรูปได้จริงหรือไม่ ตราบที่มีการไล่ล่าปิดกั้น ทุกวันนี้ยังคงเห็นความย้อนแย้ง ทุกคนมีความสุข คนเสื้อแดงไม่มี รถไม่ติด แต่พอนำเสนอไปสักพักใกล้ถึงจุดสุดยอด ก็จะมีเสียงระเบิดตูมนึง รัฐบาลก็บอกว่าเห็นไหมๆ ยังต้องคงพระราชกำหนดเอาไว้ นี่คือการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ แล้วจะปฏิรูปได้หรือไม่ ตอนนี้เรายังถูกปกครองโยคณะรัฐประหารหรือไม่ อนาคตจะแก้ไขกันอย่างไร สื่อก็โดนปิด”

สาวตรีระบุว่า ทางแก้ทางเดียว คือคืนอำนาจทั้งหมดทั้งมวลแบบถาวรให้ประชาชน

“คืน ความเป็นพลเมืองให้พวกเรา หยุดหวงอำนาจ หยุดหวงบารมี สอง ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวพัน หรือมีลักษณะเป็นเผด็จการทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้ายกเลิกได้ต้องยกเลิกได้ ปรับปรุงได้ต้องปรับปรุง การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อาจจะมีประเด็นบางอย่างที่จำเป็นแต่ต้องอธิบายได้ชัดเจน และต้องถูกตรวจสอบได้ ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐถ้าคิดว่าตัวเองทำถูกต้อวงต้องพร้อมให้อำฝ่ายหนึ่งมาตรวจ สอบการทำงานของตน”

วรเจตน์ ภาคีรัตน์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ “อาจจะตั้งคำถามว่าทำไมจึงเกิดการรัฐประหารขึ้นในบ้านเมืองของเรา ซึ่งถ้าเราไปศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวแต่ละครั้ง ก็จะเห็นว่ามีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้าถามว่ามีอะไรเหลืออีกไหมที่เราพอจะทำได้ ผมก็คิดว่าในทางกฎหมายเราก็ทำกันจนเกือบจะหมดแล้ว เราเคยมีรัฐธรรมนูญ 2517 ห้ามนิรโทษกรรมการล้มล้างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ถึงสองปี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกฉีกไป”

อย่าง ไรก็ตาม วรเจตน์เสนอว่า ในทางกฎหมายอย่างน้อยยังมีอีกสองเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะกันการรัฐประหารได้โดยบริบูรณ์นั่นก็คือการกำหนด หน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ให้กับพระมหากษัตริย์ และบรรดาทหารและราชการทั้งปวง

“ทำไม ผมจึงพูดว่าสององค์กรนี้ ต้องกำหนด เพราะสององค์กรนี้ทุกวันนี้ไม่มีการกำหนดไว้ ถ้าต้องการที่จะรักษาตัวระบบรัฐธรรมนูญไว้ในทางกฎหมาย เหมือนที่เรากำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก เพราะว่าเมื่อมีการรัฐประหาร พระมหากษัตริย์จะมีมีสิทธิ และหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิเสธ

สอง หน้าที่ของทหาร รวมทั้งตำรวจและข้าราชการพลเมือง ที่จะปฏิเสธคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่จะทำการลบล้างรัฐธรรมนูญ เมื่อได้รับคำสั่งต้องหันปลายกระลบอกปืนไปที่คำสั่ง”

อย่าง ไรก็ตาม แม้จะมีการวางข้อกำหนดดังกล่าว แต่ก็อาจจะป้องกันการรัฐประหารได้โดยบริบูรณ์ เพราะรัฐประหารที่สำเร็จไม่ใช้ว่ามีเพียงกลไกทางกฎหมาย การทำรัฐประหารที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญมีเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ นอกนั้นเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น แต่ความสำเร็จของการรัฐประหารก็คือความสำเร็จของการทายอุดมการณ์นิติรัฐและ ประชาธิปไตย เพราะว่าไม่ลงไปที่ตัวบุคคลขององค์กร เป็นปัญหาในระดับของอุดมการณ์ เพราะว่าตัวอุดมการณ์ประชาธิปไตยถ้าถูกปลูกฝังลงในจิตสำนึกของผู้คนอย่าง เต็มที่รัฐประหารจะไม่อาจทำได้สำเร็จ เพราะผู้พิพากษาเวลาบังคับใช้กฎหมายก็จะใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น

“ถาม ว่าทำไมไม่สำเร็จ คำตอบมันอาจจะอยู่ที่การโฆษณาชวนเชื่อที่ทำกันมาเป็นระยะเวลานาน จนคนไทยเกิดการง่อยเปลี้ยทางสติปัญญาขึ้น เพราะถูกกล่อมเกลาโดยอุดมการณ์บางอย่างอยู่ตลอดเวลาอาวุธที่สำคัญที่สุดก็ คือการสู้กันทางความคิด”

วรเจตน์ คาดการณ์ต่อไปกว่า อาจจะมีการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง และอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย “ผมเห็นว่าทุกวันนี้เรายังไม่พ้นไปจากสภาวะของการรัฐประหาร ในทางเนื้อหามันยังดำเนินอยู่ตลอดเวลา และไม่ยุติราบคาบ และยังก่อให้เกิดผลสะเทือนใหม่ๆ ซึ่งคนทำรัฐประหารและคนที่อยู่เบื้องหลังนึกไม่ถึง

“แต่ผมก็มองว่ามันเป็นโอกาส เพราะหากไม่เกิด 19 ก.ย. จะทำให้เกิดความตื่นตัวทางสติปัญญาของคนขนาดนี้ได้ไหม มันเป็นตัวจุดให้เกิดความคิดที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับ อนาคต สี่ปี่และสี่เดือนนั้น มันยังไม่สำเร็จแม้จะเป็นรัฐประหารที่มีต้นทุนสูงมาก หมายความว่าสถาบันทั้งหลายทั้งปวงลงมาให้ความชอบธรรม รัฐประหารทุกครั้งมันมีเป้าหมายหรือมีวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่ต่างกับที่ อ.ปิยบุตรพูดไป คือการทำลายล้างปรปักษ์หรือศัตรูทางการเมืองที่ดูเหมือนเข้มแข็งมากเกินไป”

วรเจตน์กล่าวว่า รัฐประหาร 19 กันยาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกิดสภาพความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมือง

และความเปลี่ยนแปลงอันนี้ถูกประเมินต่ำไป จึงคิดว่าการรัฐประหารยังทำได้อยู่ และแม้การรัฐประหาร 19 ก.ย. จะประสบความสำเร็จจริงในแง่การยึดอำนาจรัฐและทำลายล้างทางการเมือง แต่สถาบันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีการรัฐประหารครั้งไหนที่ต้องอาศัยแรงหนุนเท่ากับรัฐประหารสิบเก้ากันยา มีนักกฎหมายเข้าไปช่วย การยุบพรรคการเมืองในอดีตทำโดยตัวคณะรัฐประหารเอง แต่โดยความซับซ้อนของเหตุการณ์ ถึงอยากยุบก็ยุบไม่ได้โดยประกาศคณะรัฐประหาร นี่มีสาเหตุจากความเปลี่ยนแปลงของกระแสประชาธิปไตย และกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะถ้าจะใช้อำนาจเด็ดขาดก็ต้องดึงประเทศกลับไปแบบพม่า ซึ่งชนชั้นนำอาจจะมองว่าเสี่ยงเกินไปกลไกทางกฎหมายจึงต้องเข้ารับช่วงต่อ

ชน ชั้นนำมองประชาชนเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือผู้เสมอไร้ความสามารถ จึงต้องมีผู้อนุบาล ลดสถานะของการที่เราบรรลุนิติภาวะทางสติปัญญา ลดทอนขนาดสมองของประชาชนลง ความพยายามอันนี้ดูเหมือนประสบความสำเร็จแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ดูได้จากการเลือกตั้ง 3 ธ.ค.50 เป็นคำตอบว่าคนคิดอย่างไรกับการรัฐประหาร กระบวนการที่จะขับเคลื่อนให้รัฐประหารสำเร็จนั้นไม่มีแล้ว กลไกทางกฎหมายจึงต้องรับช่วงแต่ แต่มันจะทำไม่ได้ หากว่าตัวอุดมการณ์ประชาธิปไตยหยั่งรากลึก เมือประชาธิปไตยไม่ใช่อุดมการณ์หลัก กระบวนการรัฐประหารจึงขับเคลื่อนต่อเนื่องไป

เหตุการณ์พฤษภาอำมหิต แสดงให้เห็นว่าตัวอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยนั้นอ่อนแอลงมาก จึงต้องใช้ความรุนแรง

“ผม มีความรู้สึกว่าหลังพฤษภามาแล้ว เรารู้สึกว่ากระบวนการที่สนับสนุนประชาธิปไตยแพ้ แต่การสลายผู้ชุมนุมก็สะท้อนถึงความอ่อนแอของตัวระบบ ถามว่าต่อไปข้างหน้าการปะทะแบบนี้เป็นไปได้ไหม ผมคิดว่ายังเป็นไปได้และอาจจะเกิดขึ้นได้อีก แต่การเคลื่อนไหวที่ใครจะมาชุมนุมแล้วยอมให้ยิงเฉยๆ มันน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว การเปิดให้มีการปิดล้อมแล้วยิงผมคิดว่าภาพการณ์แบบนี้จะไม่เกิด

ตอน นี้สังคมกำลังเกิดการขยับตัว กำลังต่อสู้กัน ความรุนแรงทางกายภาพนั้น เขาประเมินว่าพฤษภาคมที่ผ่านมาน่าจะแรงที่สุด “ผมไม่ได้ลดทอนการปราบปรามนักศึกษาลง แต่ระดับของการสั่งการให้ใช้อาวุธเข้าจัดการครั้งนี้สูงมาก”

สำหรับอนาคตของสังคมไทย เขามีความเห็นไปในทางเดียวกับผู้ร่วมเสวนาว่า ประเทศไทยจะต้องอยู่ในสภาพการณ์แบบนี้ไปนานพอสมควร

“เรา จะอยู่กับสภาวะแบบนี้แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า อะไรที่ไม่จริงไม่ใช่สัจจะ วันหนึ่งไอ้ความไม่จริงมันก็จะถูกเปิดออก สิ่งที่มันจริงแท้ อย่างไรเสียมันก็จริง ช่วงเวลานี้ ที่บางคนกำลัง ตื่น บางคนตื่นแล้ว บางคนตื่นขึ้นมาเจอแสงสว่างจ้า เรากำลังอยู่ในสภาพแบบนี้ เราโชคดีที่เราได้เกิดมาในยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงและผมเชื่อว่าเราจะได้ เห็นความเปลี่ยนแปลง ผมไม่รู้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด แต่มันจะเปลี่ยนแปลง ใครก็รั้งไม่ได้ มันเป็นอนิจจัง มันจะต้องเกิด ทุกสิ่งมันจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือการทำให้ความคิดที่ถูกต้องนั้นได้แพร่กระจายไป ถ้าเราก่อสร้างเหตุปัจจัยไว้

“ถ้า เราเชื่อในความเสมอภาคของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะมีสติปัญญา นี่คือการสร้างสมเหตุปัจจัยที่ดี ความเปลี่ยนแปลงข้างหน้าก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพียงแต่ว่าก่อนที่ฟ้าจะใส พายุที่พัดกระหน่ำมันจะแรงแค่ไหน มันจะทำลายอะไรบ้าง แต่ในที่สุดมันจะเกิดความสว่างขึ้น และเชื่อว่าอนาคตสังคมไทยจะนำไปสู่ความสว่างไสว และเชื่อว่ามันเป็นกฎสากล แต่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งทุกคนต้องอดทนหน่อย

“เรา อาจจะเปลี่ยนไปเป็นแบบพม่าสักห้าปี อันนี้ไม่ทราบได้ ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นมันจะเกิดได้ไหม ส่วนการปฏิรูปปรองดองเป็นของเล่นทั้งนั้น ถ่วงเวลาได้แล้วเป็นปีๆ โดยหวังว่าคนจะลืม เวลานี้ท่านก็โฆษณาชวนเชื่อทำประชาสัมพันธ์เข้าไปสิ แต่คราวนี้มันยาก การปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่พูดความจริง ทุกวันนี้ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐอย่าว่าแต่พูดความจริงเลย แค่อดทนฟังความจริงนิดนึงฟังได้ไหม แล้วถ้าจะอดทนฟังความจริงยังไม่ได้ จะปรองดองได้อย่างไร แล้วคนที่ผิดต้องรับครับ คุณกล้ารับไหมว่ามันผิด ถ้าไม่กล้าก็อย่างหวังว่าจะปรองดอง และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเห็นว่าปรองดองไม่ได้ มันก็จะเป็นการฆ่าความจริงและเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดของความเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ใช่การฆ่าความจริง

“สิ่ง ที่เกิดขึ้นมาในสี่ปี และสี่เดือนที่ผ่านมานี้ เราจะจำไว้ และเมื่อเงาทะมึนที่ครอบงำไว้จะโรยราไป และแสงสว่างทางปัญญาก็จะเกิดขึ้น”




ใต้เท้าขอรับ : จดหมายถึงฟ้า และวรรณกรรม 112

ที่มา ประชาไท

สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ กับสิ่งที่ไม่อาจจะเห็นจากสื่อ ไม่สำคัญหรอกว่า การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไหม เมื่อไร แต่คนไทยเปลี่ยนไปแล้ว

ไป ร่วมการชุมนุม ‘4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต’ มา นักข่าวสนามหลายคนในพื้นที่ประเมินตัวเลขร่วมกันว่า คนเสื้อแดงที่มาร่วมรำลึกนั้นมีราวอย่างน้อยก็หมื่นคน

แต่ตัวเลขประมาณนี้ไม่ได้มีผลกดดันรัฐบาลอีกต่อไปในยุคที่ประชาชนไร้ซึ่งอำนาจ และต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน

แน่ นอน นอกจากความคิดต่าง และความขัดแย้งที่ถูกกด ย่อมไม่ได้มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเกิดขึ้นจริง แต่ในเมื่อกฎหมายบอกว่า มันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เราในฐานะพลเมืองที่เคารพกฎหมาย แม้มันจะถูกนำมาใช้อย่างไม่เป็นธรรมเพียงใด ภายใต้ข้อเท็จจริงที่มีการล้อมปราบจนผู้คนตายไป 91 ราย บาดเจ็บอีกเกือบสองพัน ก็ได้แต่ต้องยอมรับมัน

ความขมขื่นระดับยากที่ จะรับ อาจทำให้หลายคนหลบลี้หนีหน้าจากการเมืองไปนานกว่า 4 เดือน แต่บรรยากาศที่แยกราชประสงค์วันนั้น เราอาจจะเรียกมันได้ว่า คือการฟื้นตื่นของคนระทมทุกข์ และต้องการเวลาสำหรับการอุ่นร่างกายอีกเล็กน้อย

คุณเห็นอะไรจากสื่อ เห็นภาพประชาชนคนเรือนหมื่นจากมุมสูงไหม

หากไม่เห็น ผมจะบอกว่า ใช่! คนที่อัดแน่นจากแยกราชประสงค์ไปจนถึงแยกประตูน้ำ ในช่วงพีคของกิจกรรม คือภาพที่เกิดขึ้นจริงในวันนั้น

คุณ อาจจะเห็นภาพของ ‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ จากสื่อ แต่ภายใต้ข้อจำกัดของสื่อ ที่มองภาพการชุมนุมในแบบเดิมที่ต้องมีแกนนำ จึงจำเป็นต้องหาภาพบุคคลที่เป็นตัวแทนของกิจกรรม สื่อจึงเข้าไม่ถึง ไม่อยากเข้าถึง หรือไม่อยากสนใจ แกนนำที่เป็นแกนนอน (คำที่ บก.ลายจุด เรียก) อีกมากมายที่มารวมกันอยู่ในวันนั้น

มีกลุ่มคนเล่นละครถนนที่กลางแยกราชประสงค์ มีกลุ่มชุดประจำชาติทั่วโลก ที่เขียนป้าย “แดง” จากประเทศต่างๆ มีกลุ่มเต้นรำ และอื่นๆ

มีป้ายที่เขียนว่า “เราคือลำโพง” ทุกคนทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงความจริงที่ตัวเองเห็น

คุณ เห็นอะไรจากสื่อ เห็นภาพการปล่อยลูกโป่งในฐานะสัญลักษณ์หนึ่งที่มีขึ้นเพื่อ “เขียนจดหมายถึงฟ้า” แต่คุณย่อมไม่เห็นเนื้อความที่ผูกติดไปกับลูกโป่ง

คุณ อาจจะเห็นภาพผ้าแดงผูกติดอยู่ตามที่ต่างๆ บริเวณแยก นั่นคือกิจกรรมหนึ่ง แต่คุณอาจจะไม่เห็น ภาพที่เกิดขึ้นซึ่งน่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงของกิจกรรมรำลึกในวันนั้น นั่นคือ ผ้าแดงที่ผูกร้อยโยงใยเป็นตาข่าย พาดเฉียงจากรถไฟฟ้า ลงมาที่มุมเสาไฟฟ้าด้านล่างบ้าง ลงมาที่ราวรั้วบาทวิถีบ้าง คลุมสี่แยกราชประสงค์ที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางนับร้อยเมตรไว้ทั้งหมด

มันเกิดขึ้นเอง จากมือทีละมือ ของคนเสื้อแดงที่มาร่วมในวันนั้น

และ ต่อให้ภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถูกรายงานผ่านสื่ออย่างเที่ยงตรง อย่างมากคุณก็จะเห็นภาพไกลๆ ที่ไม่อาจจะซูมเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้คุณได้เห็นถึงวรรณกรรมที่เขียนขึ้นอยู่ในสื่อสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งที่พื้น ที่ผ้าแดง ที่กระดาษ และอาจจะรวมถึงที่แนบไปกับ “จดหมายถึงฟ้า”

ข้อความจำนวนมากที่ไม่อาจจะสื่อออกมาได้ เพราะเท่ากับการเผยแพร่ซ้ำซึ่งข้อความอันเสี่ยงต่อความผิดตามมาตรา 112

คุณนึกออกแล้วใช่ไหม ... น่าสนใจว่า ทำไมคุณจึงคิดออก ทำไมจึงคาดได้ว่า ผมกำลังหมายถึงข้อความชนิดไหน

น่า สนใจกว่านั้นก็คือ ท่ามกลางการรายล้อมด้วยวรรณกรรม ม.112 ในขณะที่คาราวานของ นปช. เดินทางสู่เชียงใหม่ในชื่อว่า “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” ส่วนที่ราชประสงค์ เสียงที่ตะโกนขึ้น จากจุดใดจุดหนึ่งแล้วจึงค่อยๆ กระจายออกจนกระหึ่มก้องออกจากปากคนเรือนหมื่นอย่างพร้อมพรักอยู่กลางราช ประสงค์ว่า “ที่นี่มีคนตาย ที่นี่มีคนตาย ที่นี่มีคนตาย”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.สนธิ บุญยกลิน สนธิ ลิ้มทองกุล แม้กระทั่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ฯลฯ กลับรอด

แทบ จะหาข้อเขียนสักชิ้นที่เรียกร้อง ประณาม กล่าวหา หรือฟันธง ถึงความเกี่ยวข้องการกับการเสียชีวิตของผู้คนในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภาคม เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้วไม่ได้เลย มีแต่วรรณกรรม 112

ผมไม่อาจบอกได้ หรอกว่า การ “รอด” จากความเกลียดชังรวมหมู่จากคนทุกสารทิศนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาควรได้รับหรือไม่ในผลงานที่ทำให้เกิดการสังหารกันบนถนน เมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา

แต่อย่าลืมว่า คนเหล่านี้ล้วนอ้างความจงรักภักดีทั้งนั้น และกลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้พวกเขาได้เถลิงอำนาจ

ผลงานของเขาเหล่านี้เป็นความจงรักภักดีชนิดไหน ผมเองก็ไม่ทราบจริงๆ เพราะสื่อก็ไม่ได้รายงาน

แต่ป่านนี้...จดหมายคงถึงฟ้าแล้ว

เปิดคำสอน"สวนสันติธรรม" ของ"พระปราโมทย์ ปาโมชโช"

ที่มา มติชน

คลิกฟังเสียงเทศนาธรรม




พระปราโมทย์ ปาโมชโช

คลิกฟังเสียงเทศนาธรรมได้ที่รูปกล้องเหนือพาดหัวข่าว

จาก กรณีกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา (พรศ.) ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบพฤติการณ์พระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร)เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยตั้งข้อสงสัยในเรื่องทรัพย์สินที่ยักย้ายถ่ายเทให้ นางอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา และพฤติกรรมอื่นๆ นำโดยนางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง ไฮโซนักเขียนชื่อดังผู้ออกมายื่นโนติสให้พระปราโมทย์คืนเงินบริจาคกว่า 4 ล้านบาท และชี้แจงข้อเท็จจริง

หาก มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของทาง"โลก"ที่ต้องฟ้องร้องกันขอเว้นวรรคไม่ กล่าวถึง ขอนำเสนอในส่วนทาง"ธรรม" ที่สวนสันติธรรมยังมีลูกศิษย์เข้าออกเป็นปกติเพื่อเข้าฟังธรรมะและฝึก ปฏิบัติตามแนวทางที่ชี้แนะด้วยพระปราโมทย์ ซึ่งมีการเผยแพร่ไปทั่วตามสื่อต่างๆที่ได้รวบรวมบันทึกไว้ในแบบหนังสือที่ พระปราโมทย์เขียนเอง คำเทศนาปรากฎในเว็บไซต์ธรรมต่างๆ การบันทึกเทปโดยลูกศิษย์รวมไปถึงการโหลดเสียงเทศนาในโอกาสต่างๆ รวมไปถึงการนำข้อความในหนังสือไปอ่านเผยแพร่กระจายเสียงออกทางวิทยุก็มีเช่น เดียวกัน


หนังสือ ของพระปราโมทย์ที่จัดพิมพ์มีหลายเล่มไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่ายแต่เอาไว้แจก ให้ลูกศิษย์ที่ต้องการศึกษาธรรมะหรือหากใครอยากได้มากกว่า 1 ชุด สามารถร่วมสมทบทุนได้ราคามีตั้งแต่ 20-60 บาท นอกจากนี้ยังมีซีดีธรรมะแจกฟรีเป็นเสียงเทศนาของพระปราโมทย์และเสียงอ่าน หนังสือให้สำหรับผู้ที่ไม่สะดวก


ตัวอย่างหนังสือของพระปราโมทย์ที่แพร่หลายมากที่สุดที่บรรยาลูกศิษย์นิยมอ่านเพราะเข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง "ทางเอก" กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและปลายทาง ซึ่งพระปราโมทย์กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า เบื้องต้นก็จะบอกจุดหมายปลายทาง เป้าหมายแรกของการปฏิบัติ เป้าหมายแรกก็คือต้องเป็นพระโสดาบัน ต้องละความเห็นผิดคือกายกับใจ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติต้องรู้กายรู้ใจ บทเรียนต่อมาก็คือ หัดรู้ว่าทางที่ผิดมันเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำให้เรารู้กายรู้ใจไม่ได้ก็มี 2 อันนะ ใจเราหลงไปคิด หลงไป เผลอไป กับการที่ไปเพ่งเอาไว้บังคับไว้ สุดโต่ง 2ด้าน เป็นทางที่ผิด


บทเรียนต่อมาในหนังสือเรื่องทางเอกก็จะบอกว่า แล้ว ทางที่ถูกมันเกิดได้อย่างไร ทางที่ถูกนี่ไปสั่งให้เกิดไม่เกิดนะ ต้องรู้ว่าต้นทางจริงๆ อยู่ตรงไหน ที่หลวงพ่อพูดซ้ำไปซ้ำมา ต้นทางก็คือ หัดรู้สภาวะ พอเรารู้สภาวะแล้ว ต่อไปพอสภาวะเกิด สติจะเกิดเอง เมื่อสติเกิดขึ้นมานะจิตจะมีความสุข เมื่อจิตมีความสุข จิตจะมีสมาธิ สมาธิเกิดจากความสุข จิตจะตั้งมั่น เมื่อจิตมีสมาธิ จิตจะเกิดปัญญา ปัญญานี่มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ปัญญาก็คือการที่จิตมันรู้ความจริงของกายของใจ เมื่อปัญญาเกิด วิมุตติจะเกิด คือปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจได้ เมื่อวิมุตติเกิดแล้วนี่ ‘วิมุตติญาณทัสสนะ’ คือความเข้าใจถึงความหลุดพ้นจะเกิดขึ้น นี่สายเส้นทางของการปฏิบัติเริ่มต้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เริ่มต้นจากการไปน้อมใจง๊อกแง๊กๆ ขาดสติอะไรอย่างนั้นนะ

เริ่มต้นของการปฏิบัติจริงๆ หัด รู้กายหัดรู้ใจไป จนกระทั่งจิตมันรู้จักสภาวะ มันจำสภาวะได้ สติเกิด พอสติเกิด ความสุขเกิด สมาธิเกิด ปัญญาวิมุตติเกิด จะเกิดไปตามลำดับ ค่อยๆ เรียนนะ มีให้อ่านนะ เอาไปอ่านดู หลังจากนั้นก็จะเล่าตัวอย่างของการปฏิบัติ เล่าตัวอย่างของการปฏิบัติที่เหมาะสำหรับคนในเมือง คือเรื่องของพระโปฐิละ พระใบลานเปล่า พระโปฐิละทำกรรมฐานด้วยการดูจิต ดูจิตเป็นวิธีง่ายๆ

ถัด จากนั้น บทต่อไปจะพูดถึงปลายทางของการปฏิบัติแล้วนะ จุดหมายปลายทางเลย ตัวนิโรธนั่นเอง ตัวนิโรธ ตัวนิพพาน ตัวสุญญตา ลองไปอ่านดูนะ แล้วบทสุดท้ายนี่แหละ เป็น บทที่หลวงพ่อจะ โดนก้อนหิน คือจะเล่าถึงแนวทางปฏิบัติต่างๆ แล้วก็จะเทียบกับปริยัติให้ดู ว่าแต่ละแนวนี่มันถูกกับปริยัติไหม หรือมันไม่ถูก ทำไมหลวงพ่อไปอ้างปริยัติ เพื่อหลวงพ่อจะได้ไม่เจ็บตัว ใครบอกว่าหลวงพ่อมาคัดค้านเขานะ หลวงพ่อบอกปริยัติเขาว่าอย่างนี้ ไปอ่านนะ ไปอ่าน เผื่อโมโหหลวงพ่อจะได้ไม่มา หลวงพ่อจะได้สบายบ้าง

ข้อความในหนังสือบางตอน


"ไม่ มีวิธีทำกรรมฐานอย่างใดที่จัดว่าดีที่สุดมีแต่วิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ตามจริตนิสัยและวาสนาบารมีที่เคยฝึกฝนอบรมมาเฉพาะตัวเท่านั้น"

ทาง สายกลางเส้นนี้มีจุดเริ่มต้นจนถึงปลายทางดังนี้" การเจริญสติปัฏฐานอย่างเป็นอนุปัสสนา หรือ การตามรู้กาย เวทนา จิต และธรรม เป็นต้นทางของการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เพราะเป็นวิธีการที่จะทำให้สติเกิดขึ้นเนืองๆ เนื่องจากจิตจดจำสภาวะของรูปนามได้

ลำพัง การศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ศึกษารู้จักรูป นาม ดังนั้นก่อนที่พวกเราจะเริ่มลงมือเจริญวิปัสสนา จะต้องศึกษาให้รู้จักรูปนามของจริงในตัวเองให้ได้เสียก่อน ถ้าไม่เห็นหรือไม่รู้จักสภาวะของรูปนาม เราจะไม่สามารถปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องต่อไปได้

การ ศึกษาจนมองเห็นรูปนามของจริงในตนเอง เป็นเครื่องทำลายความเห็นผิดขั้นพื้นฐานที่เห็นว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ หรือ อัตตา มีอยู่จริงๆ วิธีการก็คือ การหักมองตัวเองอย่างมีการจำแนก อย่าใช้วิธีคิดเอาเองว่าตัวเรามี หรือไม่มี แต่ให้รู้ลงไปที่สภาวะจริงๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นส่งที่เรียกว่าตัวเราให้ได้

ใน ขั้นแรกนี้ไม่ต้องทำอะไรมากนักหรอก ในขณะที่เรากำลังนั่งอยู่นี้ ให้พวกเรารู้สึกลงไปในร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ ขำย้ำว่าต้องรู้สึกเอาว่าที่นั่งอยู่นี้เป็นรูป ไม่ใช่คิดเอาว่านี่ คือ รูปนั่งไม่ใช่เรานั่ง จากนั้นค่อยๆสังเกตให้ออกว่า รูปกายที่อยู่ในอาการนั่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งจิตใจที่เป็นผู้ไปรู้รูปนั่งก็ เป็นอีกส่วนหนึ่ง เมื่อเดินทางก็รู้ว่ารูปกายที่อยู่ในอาการเดินนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง และจิตใจที่เป็นผู้ไปรู้รูปเดินก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เป็นต้น

หนังสือธรรมเล่มบางอีกเล่มหนึ่งสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาธรรมะมีหนังสือควรเริ่มเรื่อง "เรียนธรรมคู่เพื่อรู้ธรรมหนึ่ง " "ความหัศจรรย์ของธรรมะก็คือให้เราเรียนรู้ธรรมคู่พอรู้แจ้งในธรรมคู่แล้วเราจะรู้ธรรมหนึ่ง" ถอดข้อความมาจากเทศนาธรรมกล่าวถึงการเจริญวิปัสสนาเป็นการเรียนรู้สภาวธรรม คือ รูปนาม ล้วนเป็นธรรมคู่ที่แปรปรวนมีเกิดแล้วมีดับอยู่คู่กันเสมอ

ขอยกตัวอย่างตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ "ใจ ไปยึดความไม่มีอะไร อะไรนี่เอง ไอ้โน่นก็ไม่ยึดไอ้นี่ก็ไม่ยึด แต่ไปนึกความไม่มีอะไร เห็นมั้ยกิเลส ละเอียดนะ อย่างพวกเราภาวนา บางคนจิตว่างๆ ว่างอะไรกัน จิตไหลไปที่ความว่างเปล่าไปหลงยึดความว่างเปล่า คิดว่าว่างแล้วหรือ ? ไม่วางจริงหรอก "

เคยมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชวนหลวงพ่อสนทนาว่า "คุณสอนฆารวาสมาเยอะแล้ว ฆารวาสมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน? ก็กราบเรียนท่านว่า "ฆารวาสมีจุดอ่อนคือมักขาดความต่อเนื่อง" เอา ไม่จริง ถ้าเอาจริงก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ใจไม่ถึงหรอก เหยาะๆแหยะๆ ทำบ้างหยุดบ้าง ทำบ้าง หยุดบ้าง คนไม่จริงก็ได้ของไม่จริง คนจริงต้องใจถึงจริงๆ คนใจถึงจริงๆต้องอดทนอดกลั้น ขันติ สำคัญมากจะเก่งแสนเก่งทำตัวเหยาะๆแหยะๆไม่ได้กินหรอก ต้องพากเพียรจริงๆ

คำ สอนทั้งหลายก็สับสนอลหม่านมาก ต้องศึกษาให้ดีด้วยเอาจริงอย่างเดียวแต่จริงแบบวัวควายยังใช้ไม่ได้ ต้องศึกษาว่า จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร ศึกษาให้ถ่องแท้นะ คำสอนซึ่งคลาดเคลื่อนนี่เต็มไปหมดเลย น่าสงสารคนจำนวนมากที่แสวงหาทางออกพ้นทุกข์ แทนที่จะพ้นทุกข์กลับทุกข์มากกว่าเก่าก็เยอะนะ บางคนภาวนจนเป็นบ้าเป็นบอ พิกลพิการ หลังเดี้ยง คอเดี้ยงเจ็บปวดไปทั้งตัว ทรมานเหมือนคนพิการไปเลย ไม่ศึกษาให้ดีเสียก่อน อาศัยว่าเชื่อคนโน้นคนนี้ หรือนึกเอาเองว่าวิธีนี้คงดี แล้วทุ่มเทลงไปกลับเดินชนกำแพง ขยันเดินเอาหัวโขกเปรี้ยงๆเข้าไป ไม่ได้กินหรอก

ธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งมากนะ

ฉะนั้นเวลาละนี่ไม่ใช่ว่าไปไล่ดับตัวโน้นตัวนี้เอาตามใจชอบ ต้องดูว่าอะไรเป็นต้นตอที่แท้จริง ต้นตอที่แท้จริงคือ อวิชชา แล้ว ทำอย่างไรจะละอวิชชาจะดับอวิชชาได้ ไม่มีใครดับอวิชชาได้ แต่ถ้าเมื่อไรเกิดอวิชชา อวิชชาจะดับเอง วิชชาเหมือนแสงสว่าง วิชชาคือความมืด ทันทีที่แสงสว่างเกิดขึ้นความมืดก็หายไปเอง เพราะ ฉะนั้นไม่ต้องมุ่งหน้าดับอวิชชา แต่ให้มุ่งหน้าทำให้เกิดวิชชาขึ้นมา วิชชาอันแรกคือ การรู้แจ้งในกองทุกข์ ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยโดยอัตโนมัติเมื่อนั้น ถ้าละสมุทัยเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเมื่อนั้น ถ้าแจ้งนิโรธเมื่อไรก็เกิดอริยมรรคเมื่อนั้น

ดังนั้นงาน กรรมฐานจริงๆ คือ การรู้ทุกข์ เมื่อรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วก็เป็นอันเกิดวิชชาละอวิชชาได้ทั้งหมด สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ คือ รูปนามในกายใจนี้เอง การที่เรามีสติรู้กายใจตรงตามความเป็นจริงนี่แหละเรียกว่า สติปัฏฐาน เพราะ ฉะนั้นท่านถึงสอนว่า สติปัฏฐานเป็นทางสายเดียวที่จะทำให้ถึงความบริสุทธ์หลุดพ้นได้ หน้าที่เราต้องรู้กายรู้ใจต้องรู้ความความเป็นจริง รู้ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะเกิดความรู้จริง ความไม่รู้ คือ อวิชชาก็ดับไป แล้วกระบวนการทำงานเพราะความไม่รู้ หรือที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" อันเริ่มด้วยการดับอวิชชา หรือเรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาทสายดับ"

ฉะนั้นให้พวกเราจับหลักของการภาวนาให้ดีนะ งานอื่นใดนอกจาก"การ รู้ทุกข์"ไม่มี งานดับเวทนาไม่มี งานดับสังขารไม่มี งานหยุดความคิดไม่มี งานที่ว่าจะทำยังไงให้ไม่คิด ทำยังไงจิตจะสงบอยู่แต่ความว่าง ภาวนาแล้วเอาแต่ความว่าง น้อมจิตไปสู่ความว่างอย่างเดียว นี่ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้น้อมจิตไปสู่ความว่าง พระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐานต่างหาก สอนกายานุปัสสนา ให้มีสติตามรู้กายอยู่เนืองๆ สอนจิตตานุปัสนาให้สติตามรู้จิตอยู่เนืองๆ สอนธรรมานุสปัสสนา ให้มีสติตามรู้สภาวธรรมอยู่เนืองๆ ท่านไม่ได้สอนสุญญตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่มี ไม่ได้สอนให้ไปรู้ความว่าง แต่ถ้าเมื่อไรที่เรารู้กายและรู้ใจแจ่มแจ้งตรงตามความเป็นจริงเราจะเห็น นิพพาน มันวางเอง หลวงปู่ดูลย์ท่านจะสอนว่า ว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ท่านจะสอนอย่างนี้

"มานิต" แฉ "พงศ์โพยม" มีวาระซ่อนเร้น ขวาง "มงคล" นั่งปลัด มท. เหตุอยากได้คนของตัวเองขึ้นแทน

ที่มา มติชน

“มานิต” ซัด “พงศ์โพยม” มีวาระซ่อนเร้นขวาง “มงคล” ขึ้นปลัดมท. คนใหม่ เพราะเด็กตัวกินแห้ว บอกให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่มีร่วมกันบ้าง


เมื่อ เวลา 11.00 น. วันที่ 20 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการทบทวนการแต่งตั้งนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ภายหลังมีการยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังติดใจกรณีมีชื่อเข้าไปพัวพันกับการทุจริตโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์จำนวน 3,490 ล้านบาท ว่า ไม่อยากอธิบายความ เดี๋ยวจะไปขัดกับข้างบน เพราะขณะนี้ถือว่า หมดหน้าที่ของตนแล้ว กระทรวงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์จำนวน 3,490 ล้านบาท จนมีผลสรุปออกมาว่า ไม่ผิด และได้เสนอชื่อนายมงคลเข้า ครม. ตามขั้นตอนทุกประการ แต่ขณะนี้อาจมีหน่วยงานอื่น อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบเรื่องนี้ ก็ให้สอบกันไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนนายวิเชียร ชิดชนกนาถ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาระบบเทคโนโลยี สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย จะเข้าไปให้ข้อมูลเรื่องการทุจริตคอมพิวเตอร์กับนายกฯ ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือไม่ นายมานิตกล่าวว่า ไม่ได้แจ้ง ส่วนที่นายวิเชียรอ้างว่า นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้โทรศัพท์ตามให้ไปพบนายกฯ นั้น ไม่รู้เรื่องด้วย


“เรื่อง นี้มันไม่ได้มาเกิดในสมัยมงคล เกิดตั้งแต่ยุควงศ์ศักดิ์ (สวัสดิพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะอดีตอธิบดีกรมการปกครอง) มงคลเพิ่งเข้า เขาแค่มาทำตามตำแหน่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นคนลงนามก็เท่านั้น ดังนั้นเรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ภาค ภาคแรกคือเรื่องถวายฎีกาที่บอกว่า ไม่เป็นไปตามอาวุโส อันนี้ได้ชี้แจงไปหมดแล้ว และอีกภาคคือเรื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งกระทรวงสรุปผลสอบออกมาแล้ว ถือว่าหมดหน้าที่ของผมแล้ว” นายมานิตกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันว่าไม่มีการทุจริตในโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์แน่ นายมานิตกล่าวว่า จะมาให้ยืนยันอีกแล้ว ตนไม่ยุ่งด้วย และที่พูดนี่อย่าเอาไปเขียนนะ ตนไหว้เลย (ยกมือไหว้สื่อ)


เมื่อ ถามว่า คิดว่ามีคนในกระทรวงมหาดไทยพยายามผูก 2 เรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ นายมานิตกล่าวว่า มีแต่สื่อที่ทำเป็นไม่เข้าใจ


เมื่อถามต่อว่า เหตุใดนายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงออกมาขวางการแต่งตั้งนายมงคล ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า “มีฮิดเด้น อะเจนดา (วาระซ่อนเร้น) ต้องการให้ใครมาเป็นแล้วไม่ได้ ก็เลยออกมา”


เมื่อถามว่า เหตุใดถึงไม่ไปพูดคุยทำความเข้าใจกับนายพงศ์โพยม นายมานิตกล่าวว่า “ผม จะไปคุยกับเขาทำไม ผมมีอำนาจหรือ คนเรามันมีทั้งดีและชั่วนะ ไม่มีใครชั่ว 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าผม “เ-ย” คงไม่มาถึงตอนนี้ แม่งตายกลางทางไปแล้ว ความจริงผมกับเขาก็เคยทำงานร่วมกันมา ทำไมถึงไม่เก็บสิ่งดีๆ เอาไว้”


ผู้สื่อข่าวถาม จะให้นายมงคลรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยไปเรื่อยๆ ได้หรือไม่ นายมานิตกล่าวว่า “ขนาด พล.ต.อ. ปทีป (ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ) ยังเป็นรักษาการผบ.ตร. ได้เลย ดังนั้นถ้าผู้บังคับบัญชาการคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นสมควร ก็สามารถตั้งได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านชวรัตน์”


เมื่อถามย้ำว่า แต่นายกฯ ไม่เห็นด้วย นายมานิตกล่าวว่า นั่นเป็นเรื่องอีกระดับชั้นหนึ่ง ไม่ขอให้ความเห็น


ผู้ สื่อข่าวถามว่า กรณีนายมงคลจะส่งผลกระทบต่อการเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ เข้าครม. ในวันที่ 21 กันยายนหรือไม่ นายมานิตกล่าวว่า ยังไม่เสนอ เพราะต้องรอสอบวิสัยทัศน์ ถ้าเสร็จสิ้นทันก่อนตนเกษียณก็เสนอครม. แต่ถ้าไม่มันก็รอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่มาเสนอ


ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ในช่วงแรกนายมานิตพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบข้อซักถามเรื่องนายมงคล โดยได้เดินเข้าๆ ออกๆ วงล้อมสื่อมวลชนถึง 3 ครั้ง นอกจากนี้ในขณะที่ถูกถามบางคำถาม นายมานิตก็ได้ว่าสื่อมวลชนว่า “คุณนะมั่ว” แล้วก็เดินฉากหลบออกไป ก่อนวกกลับมาพูดคุยกับสื่อมวลชนใหม่ นอกจากนี้นายมานิตยังยืนยันด้วยว่าภายหลังเกษียณอายุราชการจะไม่เล่นการ เมืองอย่างแน่นอน

ท่าที ของ "อภิสิทธิ์" ต่อ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม กับ มงคล สุระสัจจะ

ที่มา ข่าวสด



หากไม่มีปัญหาอันเกี่ยวกับการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เป็น ผช.ผบ.ตร.ท่ามกลางความแคลงใจจากทางการซาอุดีอาระเบีย

การชะลอเรื่อง นายมงคล สุระสัจจะ เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย อาจเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลและของพรรคประชาธิปัตย์

แม้จะต้องขัดใจกับความต้องการจากพรรคภูมิใจไทยก็ตาม

เพราะ ว่ากรณีการผลักดัน นายมงคล สุระสัจจะ จากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้นมีกระแสต่อต้าน จากฝ่ายที่ยึดถือคุณธรรมล้ำเลิศ ด้วยความคึกคักหนักแน่นยิ่ง

คึกคัก หนักแน่นถึงขนาดมีการถวายฎีกาเพื่อสกัดขัดขวางโดยสมาคมข้าราชการบำนาญ มหาดไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็น นายโชดก วีรธรรมพูลสวัสดิ์ ไม่ว่าจะเป็น นายพงศ์โพยม วาศภูติ ล้วนเป็นคนเก๋าอยู่ในวงการ

แต่เมื่อมีเรื่องของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เรื่องนายมงคล สุระสัจจะ จึงดูจืดไปบ้าง



มีความแตกต่างอย่างแน่นอนในการปฏิบัติต่อ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม กับการปฏิบัติต่อนายมงคล สุระสัจจะ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

กรณี พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ออกแก้ต่างให้อย่างเต็มที่

แม้ในความเป็นจริง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อยู่ในฐานะ "ผู้ต้องหา" และอัยการได้สั่งฟ้องเป็น "จำเลย"

น่า สนใจที่ไม่เพียงแต่ไม่ถูกพักราชการ หากแต่วันดีคืนดียังมีการเลื่อนระดับจากผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผช.ผบ.ตร. ท่ามกลางความคลางแคลงใจจากทางการซาอุดีอาระเบีย

คลางแคลงใจว่าเหตุใด คนที่ตกเป็น "ผู้ต้องหา" และกลายเป็น "จำเลย" จึงได้รับการปูนบำเหน็จรางวัล เป็นความคลางแคลงใจที่แม้นายกรัฐมนตรีจะพยายามชี้แจงอย่างไรทางการซาอุดีอา ระเบียก็ยังมากด้วยความหงุดหงิด

นี่ย่อมตรงกันข้ามกับท่าทีที่มีต่อนายมงคล สุระสัจจะ แห่งกระทรวงมหาดไทย



หากประเมินจากแถลงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณีของ นายมงคล สุระสัจจะ คล้ายกับไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับฎีกาของอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย

แต่เป็นเรื่องอันเกี่ยวพันกับโครงการระบบคอมพิวเตอร์

เรื่อง นี้เองที่ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงว่าเป็น "ข้อมูลใหม่" ที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับ

คล้ายกับไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฎีกาซึ่งมาจากสมาคมข้าราชการบำนาญมหาดไทย

แม้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี จะระบุว่า "เหตุเกิดจากข้าราชการที่เขาเป็นขี้ข้าแผ่นดิน รับใช้แผ่นดินจริงๆ ทนไม่ไหวจึงร้องเรียนมา"

ราว กับว่า นายมงคล สุระสัจจะ มิได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นขี้ข้าแผ่นดิน ไม่ได้รับใช้แผ่นดิน ราวกับว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ไม่ได้เป็นขี้ข้าแผ่นดิน ไม่ได้รับใช้แผ่นดิน

นี่ย่อมเป็นเรื่องอันละเอียดอ่อนยิ่งในทางการเมือง



ไม่ว่าเรื่องของ นายมงคล สุระสัจจะ จะดำเนินไปอย่างไร แต่เรื่องนี้มีความแหลมคม

เป็น ความแหลมคมในเชิงเปรียบเทียบระหว่างกรณีของ นายมงคล สุระสัจจะ กับกรณีของพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม แม้ว่าคำตอบจะมีการแตกต่างกันเป็นอย่างมากก็ตาม

ทั้งยังเปรียบเทียบระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย

ผลจาก 19 กันยาฯ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



ก็จริงอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปเยอะแล้ว

การรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49 โดยคมช. ส่งผลร้ายแรงให้สังคมไทย

ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือความแตกแยกรุนแรงในหมู่คนไทย

ผ่านมา 4 ปี ดีกรีความโกรธแค้นเกลียดชัง ดูเหมือนจะไม่จางหาย

จากซีกคนเสื้อแดง ซึ่งก็ประกอบด้วยนักการเมือง พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. ชาวบ้านที่รักทักษิณ ชินวัตร

สมทบด้วยกลุ่มคนที่ไม่เอาด้วยเด็ดขาด กับการปฏิวัติรัฐประหาร (ไม่ว่าใครจะปฏิวัติใคร)

จุดแตกหักของเหตุการณ์ ก็คือเหตุการณ์การชุมนุมพฤษภาฯ 53 ที่ผ่านพ้นมาได้ 4 เดือน

มีคนสังเวยชีวิตไปมากมาย 91 ศพ พร้อมกับความรู้สึกของผู้คนที่สั่นสะเทือนไปคนละแบบสองแบบ

แม้แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดราชประสงค์ของคนเสื้อแดง ก็ใช่ว่าอยากจะให้เหตุการณ์ออกมาแบบนี้

ไม่มีใครอยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง

ชนวนเหตุอันนำมาสู่โศกนาฏกรรมเมืองหลวง สามารถโยงไกลไปถึงการปฏิวัติ 19 กันยาฯได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม การจะโยงให้ไกลไปกว่า 19 กันยาฯ ก็ย่อมทำได้เช่นกัน

เพราะตอนนั้นสังคมไทยก็แตกเป็นเสี่ยงหลายระ ลอกแล้ว เมื่อผู้คนมากมายทนเห็นการใช้อำนาจของ "ทักษิณ" ไม่ไหว

สถาปนาความเป็นเผด็จการรัฐสภา พร้อมกับการทุจริต เชิงนโยบายไปพร้อมกัน

ทรัพย์สินพอกพูนไม่พอ ยัง "โชว์พาว" ขายหุ้นแบบไม่ต้องเสียภาษีสักบาทก็ได้

ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นการจัดการภาษี ที่ถูกปรับหนักเกินคาดคิด

และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ "กีฬาสี" ที่แข่งกันมา 4-5 ปี ยังไม่เป่านกหวีดเลิกเสียที

ในที่สุด ทหารก็ออกมา "เอ็กเซอร์ไซส์"

ชาวบ้านจำนวนมากไม่อาจรับได้ รัฐบาลที่เขาเลือกมากับมือมาโดนยึดอำนาจ

นักวิชาการสายประชาธิปไตย ก็รับไม่ได้กับการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

ถ้าย้อนอดีตกลับไป ตรงนั้นจึงเป็นทางสองแพร่ง

1.ทหารปฏิวัติล้มกระดาน อย่างทุกวันนี้ 2.ใช้ระบบตามกฎหมายตรวจสอบ "ทักษิณ" ต่อไป

จะเห็นว่าไม่ว่าทางไหน ความแตกแยกขัดแย้งในสังคมไทย ล้วนเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนหลังการปฏิวัติ ก็คือการหลุดจากอำนาจของ "ทักษิณ" อย่างไม่อาจหวนกลับ

ทรัพย์สินที่ได้มาขณะดำรงตำแหน่ง ถูกยึดเข้าคลังหลวงไปเกินครึ่ง

แม้จะมีการจุดพลุคำว่า "ปรองดอง" ขึ้นมา ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

แต่หนทางยังดูมืดมน ราวเดินในถ้ำ

4ปีรัฐประหาร:อนาคตสังคมไทย

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




วรเจตน์ ภาคีรัตน์ /ธีระ สุธีวรางกูร

วัน ที่ 19 ก.ย. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ (มธ.) กลุ่มนิติราษฎร์ คณะนิติศาสตร์ มธ. และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เปิดตัวเว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เพื่อเปิดช่องทางการสื่อสาร และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายในการสนับสนุนความเคลื่อนไหวทางความคิดใน ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน

เว็บดังกล่าวจัดทำโดย อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. 5 คน ประกอบด้วย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์, น.ส.สาวตรี สุขศรี, นายธีระ สุธีวรางกูร, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นางจันทจิรา เอี่ยมมยุรา

โอกาสนี้ได้จัดเสวนา เรื่อง "4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต: อนาคตสังคมไทย" มีเนื้อหาดังนี้



วรเจตน์ ภาคีรัตน์

หลาย ปีที่ผ่านมานิติศาสตร์เข้ามามีบทบาทต่อการช่วงชิงอำนาจและสร้างความชอบธรรม ให้กับอำนาจรัฐ สร้างบาดแผลให้กับวงการกฎหมายอย่างรุนแรง และสร้างความ อยุติธรรมให้กับประชาชน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาล้วนแสดงถึงความล้ม เหลวในการสถาปนานิติรัฐของไทยที่รองรับกฎหมายระบอบประชา ธิปไตย ทำให้กฎหมายไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จึงทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นเป็นระยะๆ

อีกทั้งนักกฎหมายเข้าไปรับ ใช้ภายใต้อำนาจรัฐประหาร ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ส่วนทหารควรกำหนดเป็นหน้าที่ ทหารต้องสามารถปฏิเสธคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่มีคำสั่งให้ทำรัฐประหารได้ หากเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ ชอบธรรม

ตอน นี้มีคำตอบที่หลายฝ่ายอยากรู้คือ การรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าการทำรัฐ ประหารน่าจะเกิดขึ้นอีกสักครั้ง โดยครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย

ส่วน การทำ รัฐประหารครั้งที่ผ่านมายังถือไม่ได้ว่าเราพ้นจากการรัฐประหารครั้งนั้นแล้ว เนื่องจากเนื้อหาและผลของการทำรัฐประหารกำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้

การ ทำรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ก็ยังถือมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในเรื่องนี้ และยังเป็นการจุดชนวนให้กับภาคประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับการรัฐประหาร

การ ทำรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ถือเป็นการรัฐประหารที่ใช้ต้นทุนสูง เพราะมีชนชั้นนำเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุ ประสงค์ทำลายล้างปฏิปักษ์ทางการเมืองที่มีความเข้มแข็งกว่า รวมทั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายก่อการรัฐประหาร

สาวตรี สุขศรี / ปิยบุตร แสงกนกกุล



การ รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ไม่ทั้งหมด ในส่วนที่ประสบความสำเร็จจะอยู่ในส่วนของเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยุบพรรค การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการลดทอนสิทธิของประชาชน จนทำให้ประชาชนเสมือนเป็นผู้ไร้ความสามารถและความรู้สึกนึกคิด

ที่ ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จทั้งหมด หากดูจากผลการเลือกตั้งหลังการทำรัฐประหารในช่วงเดือนธ.ค.50 ก็จะเป็นเครื่องชี้วัดได้เลยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับการทำรัฐประหาร

เหตุการณ์ในช่วงพ.ค. 53 ถือเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นได้ว่า อุดมการณ์ทางความคิดเริ่มอ่อนแอลง ทำให้ต้องมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน ในอนาคตอาจมีการปะทะกันเช่นนี้อีก แต่เหตุการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งนี้

ในครั้งหน้าคงไม่มีใครที่จะยอมให้ยิงเฉยๆ เหมือนครั้งนี้อีก และหลังจากนี้อาจมีการต่อสู้กันทางความคิดไปอีกสักระยะหนึ่ง

ส่วน ตัวเชื่อว่าอะไรที่เป็นความไม่จริงไม่ใช่สัจจะ วันหนึ่งความไม่จริงนั้นก็ต้องถูกเปิดออกและประชาชนก็จะเห็น ตอนนี้การต่อสู้ระหว่างความจริงกับความไม่จริงนั้นกำลังดำเนินอยู่ เราทุกคนต้องอดทน

ในอนาคตเราคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม ใครก็ไม่สามารถที่จะรั้งไว้ได้

ส่วน เรื่องการปรองดอง คงเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าในตอนนี้ยังไม่มีการพูดความจริงกันและรัฐบาลยังทนรับฟังความจริงไม่ได้ ประกอบกับคนที่ทำผิดก็ยังไม่ได้รับผิด

หากเป็นเช่นนี้แล้วความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร



ธีระ สุธีวรางกูร

การ รัฐประหารเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ 19 ก.ย.49 แต่ความเป็นจริงมีกระบวนการเริ่มขึ้นก่อนประมาณ 7-8 เดือน มีความพยายามแก้ระบบการเลือกตั้ง ในช่วงเดือน พ.ค.ปี "49

มี ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพยายามล็อบบี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในตอนนั้น เพื่อให้เพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ตุลาการท่านนั้นไม่ยอมทำตามคำขอ ในที่สุดจึงเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49

หลังจากนั้นก็ มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพื่อต้องการยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ซึ่งก็ทำสำเร็จ แต่พอต่อมาเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ก็มีการกระทำที่แตกต่างกัน โดยการกระทำ ดังกล่าวเสมือนพรรคประชาธิปัตย์เป็นเมล็ดถั่วเขียวที่มีต้นสักใหญ่มาค้ำยัน ให้อยู่

ระยะเวลาที่ผ่านมามีหลายฝ่ายบอกว่า เราควรลืมการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ผมไม่เห็นด้วย ความจริงเราควรจดจำเอาไว้เพื่อในอนาคตคนรุ่นหลังจะได้รู้ว่า ประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ขึ้น

สังคมไทยในอนาคตเราคง ต้องทำใจ เพราะขณะนี้เรายังอยู่ในวังวนของความขัดแย้งไปอีกนาน เปรียบเทียบคล้ายมวย มวยคู่นี้จะชกจนกว่าจะมีใครล้มลงข้างหนึ่ง

งาน นี้จะไม่มีเจ๊า แต่จะมีแต่เจ๊งกับได้ เพราะคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะเสมอได้ เพราะในบางกลุ่มการเสมอถือว่าแพ้ แต่ใครจะได้ชัยชนะครั้งนี้ไปนั้นก็ต้องวัดดวง



สาวตรี สุขศรี

การ เสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ผ่านมาไม่ได้นำเสนอความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่นำเสนอภาพเพียงด้านเดียวโดยเฉพาะทีวีสาธารณะ รวมไปถึงสื่อกระแสหลักและกระแสรอง ต่างก็เป็นเป้าหมายของฝ่ายรัฐที่ต้องการใช้ความพยายามจำกัดความคิดที่เห็น ต่าง

เห็นได้จากช่วง 4 เดือนหลังการทำรัฐประหาร ข่าวที่ ออกมาความน่ากลัวของการรัฐประหารจะหายไป และพยายามทำให้เห็นว่าการทำรัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็น รวมทั้งมีการเสนอข่าวที่ว่ามีประชาชนนำดอกไม้ไปมอบและให้กำลังใจ

เช่น เดียวกับช่วง 4 เดือนหลังเหตุการณ์เดือนพ.ค. 53 จะพบว่า ภาพข่าวที่มีทหารยิงประชาชนภายในวัดปทุมฯ หายไปเช่นกัน จะมีเพียงแต่ภาพข่าวประชาชนที่ออกมาร่วมกันทำความสะอาด และข่าวรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจัดถนนคนเดิน รวมถึงข่าวทำนองผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด

หลังการสลายการชุมนุม เดือนพ.ค.53 รัฐบาลใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้าไปปิดสื่อหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ เช่นเดียวกับการทำรัฐประหารก็มีการใช้กำลังทหารและรถถังไปปิดสื่อต่างๆ

มี สถิติการปิดเว็บไซต์ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลทักษิณ ช่วงนั้นมีการปิดเว็บไซต์ประมาณ 2,500 เว็บ ต่อมาช่วงหลังการรัฐประหารมีการปิดเว็บไซต์มากขึ้นถึง 13,400 เว็บ

ใน ยุคของรัฐบาลประชาธิปัตย์สมัยของร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็น รมว.ไอซีที ปิดเว็บไซต์มากถึง 17,000 เว็บ ยุคของนายจุติ ไกรฤกษ์ ปิดเว็บไซต์มากที่สุดคือ 43,000 เว็บ

สำหรับการปฏิรูปสื่อ หากพ.ร.ก.ฉุกเฉินยังประกาศใช้อยู่ และสื่อฝ่ายตรงข้ามยังถูกไล่ล่า การปฏิรูปสื่อจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ประกอบกับตอนนี้ทหารยังอยู่หลังฉาก ทางแก้ทางเดียวคือ ต้องคืนอำนาจทั้งหมดให้ประชาชน ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวพันกับการลิดรอนเสรีภาพของประชาชน

และรัฐต้องพร้อมที่จะให้ประชาชนตรวจสอบการทำงาน



ปิยบุตร แสงกนกกุล

การ ทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ถือเป็นการเหยียบย่ำประชาธิปไตย มีการพรากและลดสถานะพลเมืองให้กลายเป็นไพร่จากนายทหารเพียงไม่กี่นายที่ไม่ มีความรู้ทางด้านกฎหมาย

มีนักกฎ หมายเข้าไปรับใช้ออกแบบ เพื่อสร้างกลไกทางกฎหมายให้ผู้ที่ทำรัฐประหารไม่มีความผิด และการกระทำทั้งหมด ชอบด้วยตัวบทกฎหมาย

จาก นั้นคณะรัฐประหารก็ปิดรูโหว่และเร่งปราบปรามศัตรูฝ่ายตรงข้าม อาทิ การยุบพรรคการเมือง ที่มีสาเหตุมาจากการกระทำของกรรมการบริหารพรรค หากรัฐบาลยุคไหนมีความเข้มแข็งได้รับความนิยมเท่าหรือสูงกว่าชนชั้นนำ รัฐบาลนั้นต้องมีอันเป็นไป แต่รัฐบาลที่อ่อนแอและสามารถควบคุมได้ง่ายก็จะอยู่ได้นาน

ส่วนการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปนั้น ถือเป็นเรื่องไร สาระ

การ มีกลุ่มเสื้อสีแดงมารวมตัวกันไม่ได้ถือว่าเป็นกลุ่มเสื้อสีแดงทั้งหมด แต่เพราะมีจุดยืนเหมือนกัน เมื่อกลุ่มเสื้อสีแดงรวมตัวกันมากขึ้นก็มีการกลัวว่าจะเลยเถิดไปถึงชนชั้น สูง ใบอนุญาตจึงเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 53 วัตถุประสงค์เพื่อกดให้คนกลุ่มนี้เป็นไพร่ต่อไป

การจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตอนนี้ ต้องมีการตอบคำถามให้ได้ว่า ใครออกใบสั่งและใครสั่งให้ฆ่าประชาชน

พท. จี้ อธิบดีดีเอสไอ ไขคดี 89 ศพ

ที่มา ไทยรัฐ


พรรคเพื่อไทย เข้าพบ อธิบดีดีเอสไอ จี้ ความคืบหน้าผลการชันสูตร 89 ศพ เสื้อแดง...

วันนี้ ( 20 ก.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ประธานคณะกรรมการติดตามการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ศพ ของพรรคเพื่อไทย พร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ช่วงการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อ แดง เดินทางมาสอบถามขอข้อมูลผลชันสูตรศพการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง ที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษดูแลคดีอยู่ โดยมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้มาพบด้วยตนเอง

พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า มาติดต่อสอบถามขอข้อมูลผลการชันสูตรศพในคดีดังกล่าวที่ดีเอสไอได้ดูแลอยู่ เพราะเห็นข้อมูลนี้ เป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งตนเห็นว่าผลการชันสูตรศพควรจะเป็นหน้าที่ของตำรวจท้องที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งการชันสูตรศพไม่ได้เป็นคดีอาญา จึงไม่เข้าใจว่าใช้กฎหมายฉบับใดในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามเรื่องที่ดีเอสไอได้ตั้งศูนย์ข้อมูลรับร้องเรียนเหตุการณ์ ชุมนุมนั้น เกรงว่าอาจไม่มีประชาชนเข้าให้ข้อมูลเนื่องจาก ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมชุมนุมกลัวว่าจะโดนตั้งข้อหาและอาจโดนควบคุมตัว ในข้อหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และอาจถูกดำเนินคดีที่เข้าร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดง

อธิบดีดีเอส ไอ กล่าวว่า เรื่องการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล ในท้องที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ ดีเอสไอ เพียงแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้วจึงส่งสำนวนเข้ามารวม กับสำนวนคดีอาญาที่ดีเอสไอรับผิดชอบ โดยขณะนี้สำนวนการชันสูตรทั้ง 89 ศพทางนครบาลได้ส่งสำนวนมาให้ดีเอสไอหมดแล้ว แต่เนื่องจากดีเอสไอและศอฉ. ไม่มีข้อมูลชันสูตรศพทีเพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้ควรจะมีการตรวจสอบซ้ำให้เกิดความถูกต้องและให้ตรงข้อเท็จจริง ยิ่งขึ้นเพื่อทำให้สังคมสบายใจ ดังนั้นจึงมีการแต่งตั้งชุดพนักงานสอบสวน 4 หน่วยมาทำงานร่วมกันประกอบด้วย สำนักงานอัยการสูงสุด ดีเอสไอ ตำรวจนครบาล และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

โดยเรามีการประชุมตกลงการทำงานต่างไป หลายครั้งแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน โดยดีเอสไอยังได้ส่งหนังสือไปยังศอฉ. ให้ร่วมส่งข้อมูลของฝ่ายทหารในส่วนของการส่งกำลังพล การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีอีกด้วย ซึ่งถ้าเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดก็จะมีการดำเนินการเข้าสู่ กระบวนการของศาลเช่นกัน

นาย ธาริต กล่าวว่า อยากขอให้ทางคณะทำงานตรวจสอบเรื่องนี้ของพรรคเพื่อไทย ช่วยจัดพยานต่างๆส่งมาให้ดีเอสไอสอบเพิ่มเติมเพื่อจะได้นำข้อมูลไปประกอบ สำนวนคดี ส่วนข้อกังวลที่จะมีการดำเนินคดีกับพยานนั้น ขอยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับพยานทุกคนอย่างแน่นอน โดยดีเอสไอจะมีการคุ้มครองพยานหากรายใดต้องการมาตรการคุ้มครองพยานทางดีเอส ไอก็จะจัดเจ้าหน้าที่ไปคุ้มครองให้ ซึ่งดีเอสไอจะถือว่าบุคคลที่เข้ามาให้ข้อมูลจะเป็นบุคคลสำคัญในคดี

“ ข้อเรียกร้องของญาติผู้เสียชีวิตที่ขอรับทราบผลของการชันสูตรพลิกศพนั้น เรื่องนี้เราจะต้องนำเรื่องไปพิจารณากับข้อมูลข่าวสารก่อนว่าคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารจะมีความเห็นอย่างไรเนื่องจากอาจทำให้เสียรูปคดี โดยส่วนตัวไม่ขัดข้องและหากคณะกรรมการเห็นว่าสามารถทำได้กฎหมายตามระเบียบ เราก็พร้อมจะมอบเอกสารการชันสูตรพลิกศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต” นายธาริตกล่าว

'เรียกแขก' งานเข้า!

ที่มา ไทยรัฐ


จากประเทศกัมพูชาเรื่องพิพาทเขาพระวิหาร พม่าปิดด่านแม่สอด มาถึงรายการเสี้ยม เขาควายสองมหาอำนาจโลกรัสเซีย-สหรัฐอเมริกา ว่าด้วยคิวของ "วิคเตอร์ บูท"

ล่า สุดกำลังพันตูกับซาอุดีอาระเบีย ปมของการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะจำเลยในคดีการหายสาบสูญของ "อัลรูไวลี" นักธุรกิจ พระญาติราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุฯ

"เรียกแขก" รอบทิศรอบทาง

ตามปรากฏการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของยี่ห้อประชาธิปัตย์มีแต่โจทก์รอบด้าน เพื่อนฝูงน้อยลงทุกทีในเวทีโลก

และ ถึงนาทีนี้ ไม่ว่าจะท่องคาถาปลอบใจกันเองยังไง ว่าไม่ใช่เรื่องหนักหนา แต่กรณีของ พล.ต.ท. สมคิด กำลังลุกลามใหญ่โต ชนิดเกินกำลังความรับผิดชอบของรัฐบาล ที่ต้องออกแรงเคลียร์กันมาตั้งแต่คิวของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มาถึงชั้นของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

ล่า สุด ถึงขั้นของหัวขบวนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องเปิดบ้าน พิษณุโลก นั่งโต๊ะเคลียร์กับนายนาบิล เอช.อัชชรี อุปทูตซาอุฯประจำประเทศไทย

ยกแม่น้ำทั้งห้า แจกแจงการตั้ง พล.ต.ท.สมคิด เป็นรอบที่ 3 รอบที่ 4

แต่ ก็เอาไม่อยู่ โดยบทสรุปยังไม่เป็นที่พอใจ จากเดิมที่ทางการซาอุดีอาระเบีย ลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทยจนเหลือแค่ระดับอุปทูต สัญญาณล่าสุดยังจับทางได้จากอาการติดๆขัดๆในการทำวีซ่าเข้าประเทศ

ส่งผลเต็มๆกับชาวไทยมุสลิมที่ต้องบินไปแสวงบุญที่นครเมกกะ

เรื่องของคนคนเดียว กระเทือนไปทั้งประเทศ

แน่ นอนในมุมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ต้องเสียงแข็ง ยังไงก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะเป็นเรื่องกิจการภายใน ยอมให้ต่างประเทศแทรกแซงไม่ได้

แต่เรื่องของเรื่องเลย กรณี พล.ต.ท.สมคิด กับคดี "อัลรูไวลี" ไม่ใช่เรื่องใหม่

เป็น คดีค้างคาต่อเนื่องมาตั้งแต่เจ้าตัวยศแค่พันตำรวจโท ระดับสารวัตร ก่อนจะเงียบหายไปเป็นสิบๆปี และมาฮือฮากันใหม่ในช่วงที่ พล.ต.ท.สมคิด นั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.5 เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พลิกคดีใหม่และส่งเรื่องฟ้องศาล หลังพบหลักฐานเกี่ยวโยง

ตาม ปฏิกิริยาที่ทางการซาอุฯขยับไล่บี้ทันที ขณะที่เสียงจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็ร่วมด้วย ช่วยกดดันให้มีการสั่งพักราชการ หรือย้าย พล.ต.ท.สมคิด ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรฐานปฏิบัติทั่วไปกับนายตำรวจใหญ่ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีสำคัญ

แต่ ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ พล.ต.ท.สมคิดยังปึ้กอยู่บนเก้าอี้ ผบช.ภ.5 ก่อนจะเลื่อนชั้นตามคิวขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ตาม "เส้นปึ้กๆ" โยงไปถึงพี่ชายอย่าง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช.

ที่ลึกกว่านั้น ไปค้นแฟ้มข่าวเก่าๆในคดียุบพรรคพลังประชาชน จะพบว่า 2 พี่น้อง "บุญถนอม" มีบทบาทสำคัญ เบื้องหลังล็อกกำนัน พยานปากสำคัญมัดนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ ซื้อเสียงในจังหวัดเชียงราย จนนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน

พลิกขั้วมาเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์

สร้างผลงานเป็นคุณกับทางฝ่ายของนายกฯอภิสิทธิ์เต็มๆ

มัน จึงเป็นอะไรที่ออกตัวลำบาก กับเสียงวิจารณ์กรณี พล.ต.ท.สมคิด เป็นเรื่องทับซ้อนกันอย่างแยกไม่ออก ระหว่างผลประโยชน์ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ กับผลประโยชน์ของประเทศชาติและคนไทย

อาจมีผลต่อความเป็นอยู่เป็นไปของรัฐบาล "อภิสิทธิ์"

และ ก็ให้พร้อมๆกันเลยกับ "เรื่องใหญ่หลวง" กรณีนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ที่จ่อขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ที่นายกฯอภิสิทธิ์นั่งหัวโต๊ะไปแล้ว

แต่ติดด่านสำคัญ โดนตีกลับมาอย่างแรง

ตาม ลีลาที่นายกฯอภิสิทธิ์รีบติ๊ดชึ่งตามเหลี่ยม อ้างต้องเบรกเรื่องไว้ เพราะนายมงคลพัวพันกับเรื่องที่โดนร้องเรียนทุจริตจัดซื้อคอมพิวเตอร์

ไม่กล้าพูดตรงๆ โยงกับคิวโดนถวายฎีกาคัดค้าน ซึ่ง "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ทัดทาน

ตามจังหวะรัฐบาล "ก้าวพลาด" หัวคะมำ นายกฯภาวะผู้นำบกพร่อง

โดย รูปการณ์มันก็ชักเข้าเค้า กับบทวิเคราะห์ของจอมเก๋าอย่าง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อ่านสถานการณ์จะบีบจนพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์จะดึง 17 เสียงของพรรคเพื่อแผ่นดิน ในปีก 3 พี "พินิจ จารุสมบัติ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" เข้าเสียบแก้ขัด

ลากรัฐบาลเสียงหมิ่นเหม่ไปจนกว่าจะยื้อไม่ไหว

งานนี้ กระเสือกกระสนไปจนถึงต้นปีหน้าก็เก่งเต็มทีแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

บันไดขั้นที่ 5

ที่มา ไทยรัฐ

ใน บรรดาพรรคการเมืองดูเหมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ จะเล่นการเมืองได้เหนือชั้นที่สุด ไม่เช่นนั้นคงไม่รอดวิบากกรรมมาได้หลายครั้ง เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง ทำไมประชาธิปัตย์จะมองไม่ออก ประเภทมองตาก็รู้ใจ

การที่ พรรคภูมิใจไทย ออกมาขับเคลื่อนกฎหมายนิรโทษกรรม ถือว่า เป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่มีเงื่อนปมกระทบถึงอนาคตทางการเมืองร้ายแรงขนาด ดับอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์เอาได้ง่ายๆ เวลานี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญกับมรสุมทางการเมืองระลอกใหม่

อยาก ให้จับตาเป็นพิเศษถึง มรสุมทางการเมือง 3 กระทอก ที่จะเริ่มจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ การขาดคุณสมบัติทางการเมืองของนักการเมืองระดับบิ๊กไปจนถึงการที่จะต้องเจอ เข้ากับแรงกดดันจากนอกสภาและแรงกดดันจากกองทัพ

ถึงวันนั้นชะตากรรม ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างอะไรจากพรรคเพื่อไทย ที่ขั้วการเมืองจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเล่นอันเนื่อง มาจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง ยิ่งแก้ก็เหมือนยิ่งมัด

แผน บันได 4 ขั้นดำเนินการไปจนถึงระดับหนึ่งแต่กลับ ไม่ ประสบความสำเร็จในตอนจบ เกมนี้จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผู้เล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะกลับเป็นปกติ

ไม่แปลกที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องความสงบสุขของสถานการณ์บ้านเมืองเพื่อแลกกับแผนปรองดองและไม่

แปลกเช่นกัน ที่ภูมิใจไทยนำเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมในเวลาใกล้เคียงกัน

นี่คือความล้ำลึกของการเมืองบันไดขั้นที่ 5

ผล สำเร็จของการทำลายขั้วการเมืองขั้วอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เป็นคำตอบสำหรับความสำเร็จในการยึดขั้วอำนาจและโค่นอำนาจฝ่ายตรง ข้ามอย่างถาวร เพราะอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่อยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อยู่ที่ประชาชน ความไร้มาตรฐานและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน

การ ออกมาค้านชนิดหัวชนฝาต่อ กฎหมายนิรโทษกรรม ของประชาธิปัตย์ครั้งนี้ หรือการที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรมของเพื่อไทย เป็นการชี้ถึงจุดเปราะบางทางการเมือง

นาทีนี้ต้องมองข้ามไปถึง ความเชื่อมโยงระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันและการเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่มีต้นทุนเป็นพิเศษ

เป็นก้าวข้ามระหว่างบันไดขั้นที่ 4 กับที่ 5

การ เมือง 3 เดือนข้างหน้าห้ามกะพริบตา ขั้วการเมืองที่ไม่เลือกค่ายก็ดี ขั้วการเมืองที่ไม่เลือกฝ่ายก็ดี จะมุ่งไปสู่การขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยครั้งใหญ่

เข้าทำนอง เด็ดดอกไม้สะเทือนไปถึงดวงดาว.

หมัดเหล็ก