WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 21, 2010

“นปช.ภูพาน” เคลื่อนขบวนปักธง ผูกผ้าแดง-“สนนอ.” ระงับปล่อยลูกโป่งสีแดง เหตุถูกขู่ถอนประกันตัว

ที่มา ประชาไท

4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน พฤษภา นปช.ภูพาน จัดกิจกรรมพร้อมเชิญประชาชนร่วมงานบุญ อุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนวันเสาร์ 25 ก.ย.นี้ ด้าน สนนอ.จัดกิจกรรมรำลึก เผยต้องระงับการปล่อยลูกโป่งสีแดงขึ้นฟ้า เหตุเจ้าหน้าที่สั่งห้ามชี้เป็นการหมิ่นฯ ขู่ฝ่าฝืนจะถอนประกันตัวผู้ที่ถูกจับกุมในการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา

วาน นี้ (19 ก.ย.53) นปช.ภูพาน อันประกอบด้วย ประชาชนคนเสื้อแดงในเขตรอยต่อ 4 อำเภอของ 3 จังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทือกเขาภูพาน ได้แก่ อ.เขาวง – อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์, อ.ภูพาน จ.สกลนคร และ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ร่วมกันจัดงานรำลึก 19 กันยา 4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน พฤษภาอำมหิต โดยการเคลื่อนขบวนปักธงแดงและผูกผ้าแดงตามเขตชุมชนที่อยู่บนเส้นทางเชื่อม ต่อระหว่าง อ.เขาวงและ อ.นาคู เป็นระยะทางราว 10 กม. และเนื่องจากรถเครื่องเสียงที่ทางกลุ่มเตรียมไว้เกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถ ใช้การได้ ขบวนจึงเคลื่อนไปโดยใช้การบอกเล่าปากต่อปาก การแจกเอกสาร และปิดสติ๊กเกอร์ โดยมีประชาชนสองข้างทางให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
นับ ถอยหลังไปราว 40 ปี ก่อน ประชาชนในเขตเทือกเขาภูพานเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยเพื่อปลดแอกอำนาจรัฐที่กดขี่ ธงแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโบกสะบัดเหนือเทือกเขาภู พาน บ่งบอกถึงการต่อต้านกับอำนาจรัฐ ในวันนี้ ประชาชนในพื้นที่เดียวกันนี้ออกมาเคลื่อนไหวปักธงแดงตามสองข้างทางเพื่อเป็น สัญลักษณ์ถึงการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสันติวิธีที่ยังดำรงอยู่ บ่งบอกถึงการไม่ยอมจำนนและหวาดกลัวต่ออำนาจรัฐที่ปราบปรามและข่มขู่ คุกคาม ตราบเท่าที่อำนาจยังไม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และความเป็นธรรมยังไม่มีในสังคมไทย
พร้อมกันนี้ ทาง นปช.ภูพานยังได้เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานบุญอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้เสีย ชีวิตในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภา 53 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 กันยายนที่จะถึงนี้ ณ บ้านหนองผือ อ.เขาวง อันเป็นบ้านของอัครเดช ขันแก้ว หรือ อ๊อฟ อาสาพยาบาล หนึ่งในหกผู้เสียชีวิตในวัดปทุมฯ ในงานนี้ นอกจากจะมีพิธีทางศาสนาตามประเพณีแล้ว ในช่วงเย็นจะมีเวทีปราศรัย อันถือเป็นเวทีแรกในพื้นที่นี้และใกล้เคียง หลังการสลายการชุมนุมเมื่อ 19 พฤษภา
วันเดียวกันนั้น เมื่อเวลา 17.00 น.ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ร่วมกับชมรมวรรณกรรมเยาวชน และกลุ่มนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตย จัดกิจกรรมรำลึกสี่เดือนราชประสงค์ – สี่ปีรัฐประหาร ซึ่งภายในงานประดับประดาไปด้วยลูกโป่งสีแดงนับร้อยลูก
จัด กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบไปด้วย การจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553และการเคลื่อนไหวของทหารในเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2553, ป้ายผ้าข้อความเพื่อต่อต้านการรัฐประหารและเผด็จการทางการเมือง รวมถึงป้ายเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการ ชุมนุมที่ผ่านมาและการคืนอำนาจให้แก่ประชาชน นอกจากนั้นยังมีการแสดงดนตรีที่ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประชาธิปไตย และการปราศรัยต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบของตัวแทนกลุ่มนักศึกษา
ส่วนด้านข้างของเวทีกิจกรรมมีการใช้หินสีประกอบ เป็นรูปอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย โดยมีนักศึกษาที่สนใจร่วมกันสร้างขึ้น นอกจากนั้นยังมีการวางป้ายผ้าเพื่อให้ผู้สนใจได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับนักศึกษาได้ร่วมกันจุดเทียนเพื่อรำลึกถึง เหตุการณ์ 19 กันยายน และไว้อาลัยแด่ระบอบประชาธิปไตยของไทย นอกจากนั้นในตอนเช้าของวันเดียวกันนักศึกษากลุ่มดังกล่าวได้ร่วมทำบุญกับ ประชาชนกว่าสามร้อยคน ที่วัดทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรำลึกถึงวีรชนที่เสียชีวิตหลังการสลายการชุมนุม
ก่อน หน้านี้ผู้จัดงานทำบุญในได้วางแผนงานไว้ว่าจะมีกิจกรรมการปล่อย ลูกโป่งสีแดงถึงฟ้า แต่ต้องระงับไปเนื่องจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่สั่งห้ามปล่อยลูกโป่งสีแดง เนื่องจากกล่าวหาว่าการกระทำดั่งกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และหากฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่จะถอนการประกันตัวของผู้จัดงานหลังจากที่ถูกจับกุม ในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา
มนัส ทองชื่น รองเลขาธิการ สนนอ.ฝ่ายประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาปัญญาชนได้ตระหนักถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีที่ แล้ว การยึดอำนาจประชาชนและฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ประชาธิปไตยบอบช้ำและการกระทำที่เผยให้เห็นปรากฏการณ์ และธาตุแท้ของกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์โดยการเหยียบหัวประชาชน ครบ สี่ ปี่แล้ว ประเทศไทยได้อะไรจากการกระทำอันป่าเถื่อนครั้งนี้บ้าง
สิ่ง ที่เห็นคือการเดินถอยหลังดิ่งลงเหวของประชาธิปไตยและเป็นการรำลึก ครบสี่เดือน ที่ราชประสงค์ที่รัฐบาลทรราชสั่งการล้อมปราบประชาชนภายใต้วาทกรรมกระชับวง ล้อมและขอคืนพื้นที่ในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เลือดและน้ำตาท่วมท้นบนแผ่นดินเพียงเพราะคิดเห็นต่างทางการเมืองมาถึงตอนนี้ ความเจ็บปวดของประชาชน ไม่เคยจางหายไป มีแต่จะทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของผู้ที่รักประชาธิปไตยและพร้อมจะลุกขึ้นสู้กับสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อระบอบ ประชาธิปไตยเสรีสมบูรณ์ และวันนั้นประชาชนจะใหญ่ในแผ่นดิน มนัสกล่าว



นศ.อีสาน ร้องรัฐฯ ปล่อยตัวนิสิต-นักศึกษา-ประชาชน ที่ถูกจับกุมในช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ที่มา ประชาไท

แถลงการณ์ กลุ่มอิสระเถียงนาประชาคม “เพื่อนเราถูกจับ จากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จี้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม ในช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หยุดตามล่าและคุกคามสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง ส่วนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานออกแถลงการณ์ร้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในภาคอีสาน

แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้
แถลงการณ์กลุ่มอิสระเถียงนาประชาคม
“เพื่อนเราถูกจับ จากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”
เนื่อง จากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อเรียกร้อง ประชาธิปไตย ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดรวมถึงจังหวัดมาหาสารคามในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้ถูกรัฐบาลใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุม และเป็นเหตุให้นำไปสู่การจับกุมเพื่อดำเนินคดีกับนิสิต-นัก ศึกษาและประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมในช่วงนั้น ถูกจับในข้อหากระทำผิดพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ทำให้เกิดการติดตามจับกุมผู้ที่เจ้าหน้าที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ครั้งนั้น โดยอาศัยภาพถ่ายเป็นหลักฐานในการจับกุม โดยที่จังหวัดมหาสารคามมีนิสิต – นักศึกษา และประชาชน ถูกจับกุมทั้งหมด 12 คน (ปัจจุบันเหลือ 10 คนที่มีทั้งชาวบ้านและนักศึกษา) ซึ่งพวกเขาทั้งหมดต้องการอิสรภาพ ต้องการประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว ต้องการเรียนหนังสือ และออกมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข
กลุ่ม อิสระเถียงนาประชาคมในเครือของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมรัฐศาสตร์สัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้อง นิสิต – นักศึกษา และประชาชนที่ถูกจับกุมในเหตุการณ์นี้ และขอประณามการกระทำของรัฐบาลที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายประชาชนผู้ที่มีความคิด เห็นทางการเมืองที่ต่างจากรัฐบาล ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง กลุ่มนิสิต – นักศึกษาในเครือสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจึงเสนอข้อเรียกร้องต่อ รัฐบาล ดังนี้
1. ให้รัฐบาลปล่อยตัวนิสิต – นักศึกษา และประชาชนที่ถูกจับกุม ในช่วงที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ ต้องการเรียนหนังสือ ต้องการประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว
2. ให้รัฐบาลหยุดตามล่าและคุกคามสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างจากรัฐบาล ไม่ว่าจะกระทำในรูปแบบใด
การเคลื่อนไหวของนิสิต – นักศึกษาในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เราจะต่อสู้อยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนจนกว่าจะได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างแท้ จริง และขอเชิญชวนพ่อ แม่ พี่ น้อง ทุกท่านร่วมแสดงออกในการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม


“ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

ลงวันที่ 19 กันยายน 2553

ณ กลุ่มอิสระเถียงนาประชาคม


แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานฉบับที่
1/2553
4 ปีเผด็จการรัฐประหาร 4 เดือน การล้อมสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองหลวง
นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารขึ้นในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งกระทำโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ผ่านมาแล้วเป็นเวลา 4 ปีเต็มนั้น ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ขอแสดงความไว้อาลัยในการ “ฆาตกรรมประชาธิปไตย” ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ มา ณ โอกาสนี้ด้วย
ตลอดระยะเวลา 4 ปี ในการทำรัฐประหารสังคมไทยเหมือนดั่งตกลงสู่หุบเหวแห่งความขัดแย้งที่ไม่อาจ ประนีประนอมกันได้ ซึ่งประชาชนภาคอีสาน มองเห็นแล้วว่าได้เกิดระบบสองมาตรฐานขึ้นในสังคมไทยซึ่งหลังการรัฐประหารที่ ผ่านมาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม พวกเขาได้เห็นความสำคัญความหมายของระบอบประชาธิปไตย หนึ่งคนหนึ่งเสียง ระบบพรรคการเมืองที่ต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ไม่ได้โง่เง่า ขาดการศึกษา ถูกซื้อได้ อย่างที่ฝ่ายสนับสนุนเผด็จการรัฐประหาร นักวิชาการสันดานอำมาตย์ได้โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหลงผิด หมิ่นแคลน จิตใจนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ประชาชน คนอีสานได้ตื่นลุกยืนขึ้นแล้ว พร้อมจะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ เสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวแทน ระบอบอำมาตยาธิปไตย ได้กระทำการแย่งยึดอำนาจจากประชาชน และเมื่อประชาชนได้เข้าเรียกร้อง ร้องขออำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของตนเองอยู่เดิม ด้วยการเรียกร้องให้ ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย รัฐบาลได้ใช้อำนาจรัฐ เข้าเข่นฆ่าประชาชน บาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล
1.เรา ขอประณามรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการล้อมสังหารหมู่ประชาชน ในเหตุการณ์การชุมนุมในเดือนเมษายน –พฤษภาคม ที่ผ่านมาและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาลด้วยการ ออกมา ขอโทษต่อเหตุการณ์รุนแรงดังกล่าว
2.รัฐบาลหยุด ข่มขู่ คุกคาม ตามล่าสังหาร เยาวชน นักศึกษา นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และแกนนำในระดับพื้นที่ภาคอีสานทันที
3.ขอเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายได้แสดงออกทางความคิดได้อย่างเสรี
สหพันธ์ นิสิตนักศึกษาภาคอีสานพร้อมเป็นส่วนหนึ่งกับพี่น้องคนอีสานผู้รัก ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมและร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยั่งยืน ต่อไป
อาวุธ อาจจะมีอานุภาพอย่างมหาศาล แต่อำนาจอันยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ปืน รถถัง ทหาร ถึงมันจะมีความสามารถที่จะเข่นฆ่าผู้คน แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ในความพร้อมที่จะตายของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรมในสังคม ของผู้คนเหล่านั้นต่างหาก ทำให้การต่อสู้ เสียสละ นำมาสู่ซึ่งชัยชนะของการต่อสู้เพื่อ เสรีภาพ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

ตร.เผยตรวจสอบภาพแดงชุมนุม 19 กย.พบหมิ่นจับทันที

ที่มา ประชาไท

ผบก.น.5 เผย ให้ตำรวจดูภาพงาน 19 ก.ย.ที่ราชประสงค์ ของกลุ่มคนเสื้อแดง หากพบมีป้ายหมิ่นสถาบันให้ดำเนินคดีทันที
วาน นี้ (20 ก.ย.53) พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมกันที่สี่แยกราชประสงค์ เพื่อรำลึก 4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า กรณีที่มีคนมาชุมนุมกันนั้น ได้ให้ฝ่ายสืบสวนประกบดูแล้วว่า หากพบว่ามีใครถือป้ายในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง ให้ดำเนินการทันที ซึ่งได้ให้ สน.ลุมพินี ตรวจสอบภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ ภาพจากกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียงอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะคนมีจำนวนมาก เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานพบมีความหมิ่นเหม่ ส่วนการหมิ่นรายบุคคลก็ไม่ชัดเจน อาจมีการร้องตะโกนต่อว่าบ้าง แต่ไม่มีการระบุชัดเจน เพราะไม่มีการใช้เครื่องขยายเสียง
พล.ต.ต .อนุชัย กล่าวอีกว่า ที่การชุมนุมยืดเยื้อ เนื่องจากไม่มีแกนนำ ทำให้การสื่อสารลำบาก ไม่ชัดเจน เมื่อผู้ชุมนุมเดินทางมาผูกผ้าที่สี่แยกราชประสงค์แล้วเสร็จ จึงพากันอยู่ แต่ไม่นานก็เดินทางกลับ โดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง แจ้งยกเลิกการชุมนุมตั้งแต่ 17.45 น. ทั้งนี้การชุมนุมคนเสื้อแดงมีมากสุดประมาณ 1 หมื่นคน

ส่วนการจราจรก็ไม่ได้ปิดโดยสิ้นเชิง ยังพอที่จะเคลื่อนตัวได้เป็นระยะ โดยภาพรวมถือว่า เรียบร้อยดี

ที่มา: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

จรัล ดิษฐาภิชัย: 4 ปี หลังการรัฐประหาร – 19 กันยายน 2549

ที่มา Thai E-News

โดย จรัล ดิษฐาภิชัย
ที่มา "4 years after the Coup d’état - September 19,2006" / Europe solidaire sans frontières
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 กันยายน 2553

หมายเหตุ: จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทย เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นเวลา 40 ปี ก่อน 14 ตุลาคม 2516 เขาเป็นผู้นำนักศึกษาและผู้ชักนำระบอบประชาธิปไตยต่อต้านรัฐบาลทหาร หลังจากการสังหารหมู่นักศึกษาวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เขาได้ร่วมกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติในต่างจังหวัด ในช่วง 20 ปีให้หลังเขาเป็นผู้ที่อุทิศตนในเรื่องสิทธิมนุษยชน เขาถูกจับกุมตัวที่พม่าในเดือนสิงหาคม 2531 ในฐานะสนับสนุนประชาธิปไตย
19 กันยายน 2553 เป็นวันครบรอบปีที่ 4 นับจากการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในประเทศไทย ซึ่งนำพาไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองและสังคมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติ ศาสตร์ของประเทศไทย ในการที่จะเข้าใจการรัฐประหารที่ต่อต้านรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เราต้องเข้าใจว่าเขานั้นได้รับการขนานนามว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการ นิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พรรคไทยรักไทย (ทรท) เข้าสู่อำนาจในปี 2544 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่พรรคการเมืองพรรคเดียวชนะการเลือกตั้ง มากกว่า 50% ของรัฐสภา สามารถที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว พรรคนี้ชนะการเลือกตั้งส่วนหนึ่งเพราะการรณรงค์หาเสียงที่เน้นไปที่ประเด็น ของ สวัสดิการสุขภาพราคาถูก และกองทุนกู้ยืม ประเด็นเหล่านี้เป็นและยังคงเป็นสิ่งสำคัญต่อประชาชนในชนบทของประเทศไทย ซึ่งเทคะแนนเสียงให้กับพรรคไทยรักไทยอย่างท่วมท้น

และอีกเช่นกัน เป็นเพราะความมุ่งมั่นสูงของ ทรท. พรรคได้เริ่มการบริหารจัดการนโยบาย ดังนั้นจึงมีการแทรกแซงต่ออาณาบริเวณของวัฒนธรรมของระบบราชการ เป็นครั้งแรกที่ข้าราชการถูกผลักดันให้ทำตามคำสั่งและนโยบายซึ่งริเริ่มโดย คนที่มาจากการเลือกตั้ง การบริหารของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณช่วยให้ประชาชนเข้มแข็งและเชื่อมั่นใน ความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการที่ดีที่ทำให้ความเชื่อในเรื่องสังคมและการ เมืองเข้มแข็งขึ้น


ประชาชน ไทยได้รับการปลุกใจโดยทักษิณตลอด 5 ปีที่เขาอยู่ในอำนาจ ซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พลเมืองสามารถแสดงเจตจำนงค์ของเขาและเธอสู่รัฐบาลและเสียงของเขาถูกได้ยิน นโยบายของทักษิณกำหนดให้ข้าราชการรับใช้สาธารณะ ไม่ไช่สวนอีกทางหนึ่ง ถ้าระบบราชการแบบเก่งปล่อยให้ทักษิณและความคิดของเขายังดำรงอยู่ ความเข้มแข็งของระบบราชการจะอ่อนแอลงอย่างมาก และแน่นอนว่านโยบายของทักษิณที่จะทำให้การเมืองในชนบทเข้มแข็งเป็นที่ทราบ ว่าเป็นภัยต่อระบบราชการแบบเก่าและประโยชน์ของ “ชนชั้นสูง”

นโยบาย ที่ไทยรักไทยรณรงค์เป็นครั้งแรกที่ทำให้ประเทศไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็งมี เจตนารมณ์ที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความนิยมต่อไทยรักไทยที่ท่วมท้นทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้าม ทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ที่อ่อนแอและไม่มีอิทธิพลต่อความนิยมของทักษิณ ซึ่งไม่มีบัญญัติทางกฎหมายหรืออำนาจที่จะสร้างสมดุลอำนาจที่แตกต่าง ที่จุดนี้หลังจาก 4 ปีผ่านไป คนทำงานทางสังคมและนักวิชาการ ซึ่งโดยธรรมชาติจะต่อต้านรัฐบาล พบว่าเริ่มไม่ไหวกับรัฐบาลของดร. ทักษิณ มากขึ้น มากขึ้น ไม่ใช่แต่เพียงข้าราชการและ “ชนชั้นสูง” เท่านั้น แต่กองทัพก็ไม่วางใจต่อนโยบาลของรัฐบาลทักษิณมากขึ้นด้วย

นายก รัฐมนตรีทักษิณยังคงรักษาการรณรงค์รับประกันต่อประชาชนในชนบทและให้ความ สำคัญกับการพัฒนาและสวัสดิการทางสังคม ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับกองทัพ ซึ่งโดยวัฒนธรรมดั้งเดิมจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมากมายมหาศาล ปรากฎแน่ชัดว่าการใช้จ่ายของกองทัพไม่มีทางที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของรายการ ไม่มีกลยุทธวิธีการอื่นใด ฉากถูกจัดขึ้นสำหรับกองทัพที่สร้างพันธมิตรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเริ่ม ต้นกระบวนการที่ทำให้เจตนารมณ์ทางการเมืองคดงอ

กอง ทัพรอจนกระทั่งฝ่ายที่เคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณสร้างป้อมปราการท่ามกลาง ปัญญาชน สถาบันพระมหากษัตริย์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมของเอ็น จี โอ ชนชั้นกลาง และสื่อสารมวลชน จนกระทั่งทั้งหมดนี้รวมตัวกันแล้ว กองทัพก็เข้ามายึดอำนาจ

พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ทำการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ลักษณะการรัฐประหารนี้แตกต่างจากการรัฐประหารก่อน ๆ อย่างแรกคือ การได้รับการสนับสนุนโดยปัญญาชน คนชนชั้นกลางและสื่อสารมวลชนกระแสหลัก

ลักษณะ ที่สองคือ “การเคลื่อนไหวทางสังคม” ที่เฉพาะเจาะจงจะเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นหัวหอกทางความคิดในการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหาร สนธิ ลิ้มทองกุล นำ พันธมิตรฯ และอุดมการณ์ “การเมืองใหม่” ซึ่งยึดโยงกับ “ชนชั้นสูง” ซึ่งคาดว่าจะไม่คอร์รัปชั่น และยังคงปกครองอยู่เหนือการเมืองไทยและสภาพโดยรวมของรัฐบาล

สิ่งที่ โดดเด่นและน่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สุดคือการเข้ามาแทรกแซงในการเมือง ขององคมนตรี องคมนตรีเป็นผู้พาผู้นำการรัฐประหารเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ตอนเที่ยงคืนและ ขอพระบรมราชานุญาตให้ทรงรับรองการยึดอำนาจมีความชอบธรรมทางกฎหมาย

คณะ เผด็จการทหารได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและประกาศแต่งตั้งคณะรัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น โดยแอบอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วคนที่ได้รับการแต่งตั้งเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน คนใด นอกจากของคณะเผด็จการทหาร กลุ่มคนชั้นสูง และขบวนการต่อต้านทักษิณเท่านั้น เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างเสร็จ รัฐบาลของเผด็จการทหารได้ดำเนินการให้มีการรับรัฐธรรมนูญวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ภายใต้การควบคุมและแทรกแซงของฝ่ายทหาร และได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายในที่สุด

ใน ขณะเดียวกัน คณะเผด็จการทหารได้จัดกลไกให้เกิดการยุบพรรคไทยรักไทย ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะลดอำนาจของเหล่านักการเมืองที่เลือกขึ้นมาโดยประชาชน ขณะเดียวกันก็สร้างความเข้มแข็งให้กับอำนาจของฝ่ายข้าราชการ จากนั้นระบบการปกครองของประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นอำมาตยาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกต่อไป และจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เราจะพลิกฟื้นหลักนิติรัฐกลับมาใหม่

ตาม รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ การเลือกตั้งถูกจัดให้มีขึ้น นับเป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตและโกงมากที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง กลับไม่ได้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำ ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งมาโดยคณะเผด็จการทหาร กระนั้นก็ตาม พรรคพลังประชาชนก็ชนะการเลือกตั้ง และนายสมัคร สุนทรเวชก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ภายใน 3 เดือน พันธมิตรฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการรัฐประหาร เริ่มต้นประท้วงและยึดสถานี NBT ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลาเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์นายกรัฐมนตรี 2 คน รวมทั้งพรรคพลังประชาชนทางการเมือง 5 ปี ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อพรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุน นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นรัฐบาลที่กองทัพแต่งตั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากในค่ายทหาร



ครั้ง นี้ คนเสื้อแดงมีเป้าหมายไปที่รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมของอภิสิทธิ์และผนวกการชุมนุม 6 ครั้ง และครั้งสุดท้ายในช่วง 12 มีนาคม – 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งถูกสลายโดยกองทัพ เป็นผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย และบาดเจ็บอีก 2,000 คน แม้ว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะถูกทำให้ภายใต้การควบคุม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามที่หนักหน่วงเกี่ยวกับอนาคตของการเมืองไทย

โดย สรุป การรัฐประหาร 2549 ทำให้ประเทศไทยถอยหลังไป 50 ปี ประการแรก ไม่แต่เพียงหยุดกระบวนการประชาธิปไตยที่ดำเนินไปด้วยดีในช่วง 74 ปีของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเท่านั้น แต่เพิ่มวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างทวีคูณ

อย่างที่สอง ทำให้กองทัพกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง รัฐบาลปัจจุบันในความเป็นจริงเป็นรัฐบาลพลเรือนผนวกกับกองทัพ และสุดท้ายการรัฐประหารทำให้ความแตกแยกของเสื้อเหลืองและเสื้อแดงกว้างและ ลึกมากขึ้น จนกระทั่งบัดนี้ความแตกแยกนี้ปรากฏในทุก ๆ ที่ และแบ่งแยกทุกองค์กรจากระดับประเทศสู้ระดับครอบครัว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

ประเด็นสุดท้ายที่ข้าพเจ้าต้อง การที่จะเตือนความจำว่า ตั้งแต่การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 ซึ่งยุติระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาจนกระทั่งปัจจุบันนั้น ที่ผ่านมา มีการรัฐประหารไป 10 ครั้งที่สำเร็จ กระทั่งวันนี้ สภาพแวดล้อมทางการเมืองยังคงสุกงอมสำหรับการรัฐประหารครั้งต่อไป การป้องกันการรัฐประหารอีกครั้งนั้นก็คือหลักการที่สำคัญของคนไทยและชาวโลก ที่รักอิสรภาพและประชาธิปไตย ข้าพเจ้าเรียกร้องให้ประชาคมโลกใส่ใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทยในขณะนี้ด้วย เถิด


*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เชิญชมคลิปวีดีโอลำดับเหตุการณ์ 4 ปี รัฐประหาร “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

กษัตริย์จอร์แดนทรงมีพระบรมราชโองการให้ปล่อยตัวคนติดคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพ้นโทษ

ที่มา Thai E-News


กษัตริย์ อับดุลลาห์ บิน อัล ฮุสเซนที่ 2 แห่งราชอาณาจักรจอร์แดน เคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระพรในหลวงทรง ครองราชย์ครบ 60 ปีเมื่อปีพ.ศ.2549

ที่มา THE JORDAN TIMES

อัมมาน (จอร์แดน ไทม์ส) – แหล่งข่าวให้ข่าวว่า การสืบสวนคดีหมิ่นต่าง ๆ รวมทั้งการกล่าวร้ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อพระมหากษัตริย์ได้ตกไป

“การ ตัดสินใจนั้นมีแรงบันดาลใจจากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริย์ในการพระราช ทานอภัยโทษ ความอดทนอดกลั้น และเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาของพระราชวงศ์ Hashemite” แหล่งข่าวได้บอกกับน.ส.พ. Jordan Times

คนหนึ่งที่ได้รับ การปล่อยตัวคือ ฮาทิม ชูลี ซึ่งถูกจับในเดือนกรกฎาคมในข้อหาให้ร้ายกษัตริย์และยั่วยุให้เกิดความขัด แย้งในบ้านเมือง ตามที่ได้รับข้อมูลจากศาล

เจ้าหน้าที่ศาลได้กล่าวกับน.ส.พ. Jordan Times ว่า ชูลี ได้รับการปล่อยตัวแล้วในการปฏิบัติตามการตัดสินตามนโยบายให้เพิกถอนคดี

อีก ราย คือนักศึกษามหาวิทยาลัย Yarmouk อายุ 20 ปี ถูกจับเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ด้วยข้อหาให้ร้ายพระมหากษัตริย์อับดุลลาและก่อให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง โดยบทกวีที่เขาเขียน

ชูลีปฏิเสธว่าเขียนบทกวีหรือกล่าวร้ายพระมหากษัตริย์

แม้ ว่าการให้ร้ายกษัตริย์จะถูกลงโทษด้วยกฎหมาย แต่พระมหากษัตริย์ได้มีพระมหากรุณาธิคุณ มีพระบรมราชโองการย้ำให้คนที่ต้องคดีดังกล่าวได้รับการปล่อยตัว

Monday, September 20, 2010

ขออนุญาต.อธิบายงานโอทอป แดงซื้อแดงขาย แดงไม่ทิ้งกันไว้เบื้องต้นนะครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ชายเหวง

เป็น ที่ทราบกันดีแล้วว่า....เราจะจัดงานโอทอป เสื้อแดงซื้อ เสื้อแดงขายในระหว่างวันที่ 1 -3 ตุลาคม 2553 ณ อิมพีเรียล ลาดพร้าว 09.30 น. -21.30 น. ดังความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

งานนี้ นอกจากเป็นการแสดงพลัง เรามีแค่เรา เราพึ่งกันเอง และเราจะไม่ทิ้งกัน ระหว่างผู้อยา่กจะขายและผู้อยากจะซื้อแล้ว ขออธิบายรายละเอียด บางสิ่งบางอย่างในโปรแกรมเอนเตอร์เทนเมนท์ เอาไว้ให้เข้าใจตรงกันคร่าว ๆ ดังนี้นะครับ

นอกจากซื้อของแล้ว เราขอเชิญชวนให้พวกท่านมารำลึกถึงผู้เสียชีวิต ณ เสาจำลอง แยกราชประสงค์ และเสาจำลอง แยกคอกวัว รีบบิ้นแดง มี โพสอิท ให้เขียนความในใจคนละ 1 แผ่น เก็บ 10 บาท (เข้ากองทุน) เราจะมีที่ให้แปะเอาไว้หลังป้ายจำลอง


เราจะพยายามจัดกิจกรรมบนเวที ให้มีอยู่ตลอดเวลา อันได้แก่

1. ละครการเมืองของกลุ่มนิสิต หลากหลายสถาบัน ซึ่งผมเคยดูน้อง ๆ เขาเล่นแล้ว รับรองว่า ได้ใจมั่ก โดยเฉพาะบทหญิงเล็กที่ร้องไห้ กับพี่ชายกลาง กระซิก ๆ เนื่องจากเอ็มโพเรียมโดนเผา ดูกี่ครั้ง ๆ น้องเขาก็แสดงอารมณ์ ความดัดจริตของบางกลุ่มคนในสังคมออกมาได้ชัดเจนมากครับ..แสดงวันละ 1 รอบ

2. กวีการเมือง น้อง ๆ นักศึกษาอีกนั่นแหละ จะขึ้นมาร่ายบทกวีการเมือง...บนเวที ให้เราทราบซึ้ง ไปถึงก้นบึ้งของหัวใจว่า เรากำลังอยู่ในยุคอะไร

3. โฟล์คซอง เพื่อชีวิต โดยน้องนิสิต ขับกล่อมบรรเลงเป็นการแจมให้งานครึกครื้น

4. ตลกคณะเจ๋ง ดอกจิก ซึ่งตอนนี้หัวหน้าคณะไม่ว่าง..เพิ่งติดต่อมาว่าจะขอขายซีดี ตลกโดยจะขอเอาแรงเข้าแลกบนเวที..

5. วงดนตรีของเอเชีย อัพเดท ที่เอามาช่วย 1 วง (เล่นวันเดียว)

6. แป๊ะ บางสนาน รอ ยืนยันคิวว่าง

7. พะรด เฉลิมแสน และทีมงาน ...จะขึ้นไปจัดรายการสด (ออกอากาศ) บนเวที

8. แขกรับเชิญที่เราทำจดหมายเชิญให้มาซื้อของ..อาจจะต้องขึ้นไปกล่าวอะไรบนเวที เช่น จตุพร หรือโด่งอรรถชัย หรือใครต่อใครที่รับปากกันคร่าว ๆ ว่าจะผลัดกันมา

9. ผมตั้งใจจะเชิญ แอดมิน ของบ้านราชดำเนิน (1 ในสองหนุ่ม) และแม่ปังคุง แห่ง TFN ขึ้นไปกล่าวอะไรบนเวทีซัก 5 นาที เป็นการแนะนำเวปไซด์ โดยผมจะเป็นพิธีกรเอง... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

10...ตอนนี้ยังนึกไม่ออกแต่มีมากกว่านี้แน่ เพราะเอเชียอัพเดท ก็ออกบูท วิทยุ ชุมชนก็ออกบูธ

11. ดีไม่มี มีการเดินแบบ โดยนางแบบขาวสวยหมวยเอ็กส์ แนะนำผลิตภัณฑ์ ของคนเสื้อแดง

12. เปิดงานเป็นทางการ ตั้งใจไว้ว่า เวลา 17.00 น. โดยอาจจะได้ ท่านอภิวันท์ และคุณสงคราม (เจ้าของห้างมาตัดรีบบิ้น ) และกล่าวเปิดงาน ต่อจากนั้น ท่านทั้งสองต้องเดินชอป เป็นกรณีบังคับ ..

ที่คุย ๆ กันไว้นึกได้เท่านี้ ใครนึกอะไรออกมาใส่ด้วย

------------------------------------------------------------------

ชั้น 5 ของวันงาน ทางเอเชียอัพเดท..จะจัดให้มีการฉายหนัง (ดูฟรี) ที่ห้องสื่อมวลชนกลางด้วย จุได้ 100 กว่าคน แต่น่าจะฉายวันละ 3 รอบ

คุณคำฝ้ายได้จัดให้มีการแข่งโบวลิ่ง ที่นี่ด้วย ในวันเวลาเดียวกัน .เลือกเอาตามสะดวกเลยครับ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน .....

ไทยมุสลิมเก้อ อดได้วีซ่า ซาอุฯขอเลื่อน

ที่มา ไทยรัฐ



นาบิล ฮุสเซน อัชรี

สถานทูตซาอุฯ เลื่อนออกวีซ่าให้ชาวไทยมุสลิมอีก 1 พันราย ที่จะเดินทางไปแสวงบุญพิธีฮัจญ์
อ้างเจ้าหน้าที่ลาหยุด ทำงานไม่ทัน ...

หญิงเป็ดแรง ตบไหล่เบียดพิศิษฐ์พ้นหัวโต๊ะวงประชุม

ที่มา ข่าวสด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ว่า
เวลา 9.00 น. วันที่ 20 ก.ย. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เรียกประชุมผู้บริหารของ สตง.
ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าการฯ ลงมาจนถึงระดับผู้บริหารระดับ 9 ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค
ประมาณ 40 คน โดยใช้ห้องประชุมใหญ่ชั้น 3
ซึ่งเป็นการเรียกประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายพิศิษฐ์
ในฐานะผู้รักษาการแทนผู้ว่าฯเพื่อชี้แจงปัญหาต่างๆ ต่อผู้บริหารของ สตง.

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะที่จะเริ่มประชุม คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการฯ
ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เดินเข้ามาในที่ประชุม
และได้เข้ามาตบไหล่นายพิศิษฐ์ พร้อมกับขอให้นายพิศฺษฐ์นั่งขยับออกไปจากที่นั่งหัวโต๊ะ
และพยายามหยิบไมโครโฟนมาพูดแทน
โดยกล่าวต่อว่านายพิศิษฐ์ว่า เป็นพี่น้องกันทำไมต้องเล่นกันขนาดนี้ ซึ่งน่าจะหมายถึง
เรื่องการออกคำสั่งยึดรถประจำตำแหน่ง และห้ามคุณหญิงจารุวรรณเข้าในอาคารสตง.

นอกจากนั้นคุณหญิงจารวรรณได้ว่า อ้างคำสั่งของศาลปกครองกลาง
ที่ไม่รับคำขอกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
ในคดีที่นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องขอให้ศาล
สั่งให้คุณหญิงจารุวรรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการฯไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา

ทั้งนี้ คุญหญิงจารุวรรณ ยืนยันว่า ตนมีอำนาจตามกฎหมาย ระหว่างนั้นเอง
นายพิศิษฐ์เห็นท่าไม่ดีจึงสั่งปิดประชุม
และเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงของ สตง.บางส่วน
แต่คุณหญิงจารุวรรณยังคงพูดในที่ประชุมต่อไป
ทำให้นายพิศิษฐออกมาสั่งให้เจ้าหน้าที่ตัดไฟในห้องประชุม
แต่คุณหญิงจารุวรรณ ไม่สนใจยังคงดำเนินการประชุมต่อไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง
แม้จะมีการตัดไฟในห้องประชุมแล้วก็ตาม

ขบวนการลิ้มเจ้า

ที่มา โลกวันนี้



การสำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนอายุ 15-25 ปี ในเขตกรุงเทพฯ
เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ วันที่ 20 กันยายน ปรากฏว่า
เยาวชนร้อยละ 62.1 ให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ทางการเมืองค่อนข้างน้อย
ถึงไม่สนใจเลย แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม

ขณะที่เยาวชนร้อยละ 47.6 เห็นว่าการเมืองไทยในปัจจุบันมีแต่ความขัดแย้ง
และจ้องจับผิดกัน มีความวุ่นวาย ไม่เป็นประชาธิปไตย
และมีแต่การใช้ความรุนแรง โดยร้อยละ 44 ยังมีมุมมองต่อนักการเมืองไทยว่า
คำนึงถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ

ส่วนความเห็นว่าอยากเห็นนักการเมืองเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้แตกต่างจากประชาชนทั่วไปคือ
ซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ และเลิกขัดแย้งกัน
ซึ่งถือเป็นเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองทั่วโลกที่ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเลย

สำหรับนักการเมืองไทยแล้วกลับเหมือน “ขมเข็มในมหาสมุทร” เพราะนักการเมืองทุกคน
ที่ประกาศตัวเองว่าซื่อสัตย์สุจริต และทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
หรือถูกยกย่องว่าเป็นคนดีนั้น ล้วนแต่ “ปากว่าตาขยิบ” หรือ “ท่าดีทีเหลว” เกือบทั้งสิ้น

ปัญหาใหญ่หรือต้นเหตุสำคัญของวิกฤตบ้านเมืองวันนี้จึงอยู่ที่นักการเมือง
แต่ไม่อาจปฏิเสธว่ากองทัพก็มีส่วนอย่างมาก
เพราะหากไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร
ก็คงไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยไม่ต้องเกิดและดับครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่มีวาทกรรมอำมหิต “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับวงล้อม”
จนทำให้มีประชาชนต้องเสียชีวิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 ราย
จนเป็นความวิบัติและหายนะที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ไม่มี “ขบวนการลิ้มเจ้า” ที่ใช้วาทกรรม “ล้มเจ้า” เป็นเครื่องมือกล่าวหาใส่ร้าย
เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม ที่หลอกหลอนผู้คนทั้งแผ่นดินอย่างไม่รู้จบ

ความปรองดองจึงอยู่ที่ความยุติธรรมและความเสมอภาค
ซึ่งไม่ใช่การใช้อำนาจมากดขี่บังคับ หรือให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรม

แต่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายต้องมีสติ
เพื่อร่วมกันสร้างบรรทัดฐานของนิติรัฐขึ้นมา ไม่ใช่เลือกปฏิบัติหรือ 2 มาตรฐาน
โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
แม้แต่ฝ่ายตุลาการก็ต้องถือว่าอำนาจรัฐประหารเป็น “โจราธิปไตย”

คลิปวิดีโอ การรำลึก 4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์ ของคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท