WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 22, 2010

รายงาน: ปากคำผู้ถูกควบคุม‘ผมถูกซ้อมในค่ายทหาร’

ที่มา ประชาไท

กรณีการ ตายในค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ของนายสุไลมาน แนซา เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยังกลายเป็นที่โจทย์จานของสังคม ทำให้เป็นที่สงสัยว่า สถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในการก่อความไม่สงบตามพระราชกำหนดการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แห่งนี้มีการซ้อมทรมานซึ่งนำมาสู่การตายดังกล่าวหรือไม่
ต่อไปนี้ เป็นคำบอกเล่าจากปากของนักศึกษาในสถาบันการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้หนึ่งถึงประสบการณ์ระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหารอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานีเมื่อไม่นานมานี้
.............................................
ตอนนั้น เวลาประมาณ 08.30 . พวกเรานักศึกษาราชภัฏยะลา 6 คน และเพื่อนที่ไม่ได้เป็นนักศึกษาอีกหนึ่งคนกำลังนอนอยู่ในหอพักแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองยะลา ได้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาปิดล้อม
ก่อนจะเข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตะโกนให้มอบตัวหลายครั้ง แล้วก็สั่งให้เราเปิดประตูเมื่อนักศึกษาเปิดประตูเจ้าหน้าที่สั่งให้หมอบเอาปืนจี้หัวพวกเรา บอกให้ถอดเสื้อพร้อมกับสั่งให้ยกมือขึ้น
เจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นการปิดล้อมตามกฎอัยการศึกจากนั้นได้ถามชื่อพวกเราทั้งหมด แล้วสั่งให้ออกไปข้างนอกระหว่างที่กำลังเดินออกไป พวกเราถูกเจ้าหน้าที่เตะต่อยทุบตีไปตลอดทาง พอออกไปนอกหอพักเจ้าหน้าที่สั่งให้นักศึกษานั่งคุกเข่าเป็นแถวหน้ากระดานพร้อมกับบอกให้ทุกคนรับสารภาพพร้อมกับเข้ามาเตะตีชกต่อย
ช่วงนั้นมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในห้องพบกระดาษที่มีข้อความภาษายาวีในตู้เสื้อผ้าของนักศึกษาคนหนึ่งเจ้าหน้าที่ถามว่าเป็นตู้เสื้อผ้าของใครผมรับว่าเป็นของผม พวกเขานำผมกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง คราวนี้ให้ผมนั่งตรงกลางห้องมีเจ้าหน้าที่ 5 คนยืนล้อมรอบเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกให้ผมรับสารภาพผมบอกว่าผมไม่รู้เรื่องอะไร
หลังจากนั้น ผมก็ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมโดนเตะต่อยถีบอยู่กลางวงล้อมของเจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คนผ่านไปประมาณ 15 นาที ผมทนไม่ไหวอ่อนแรงทรุดตัวลงนอนที่พื้น
ประมาณ 09.30 เจ้าหน้าที่ได้นำพวกเราทั้ง 7 คนไปที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 (ฉก.11) หลังโรงเรียนพาณิชยการยะลา ระหว่างเดินทางเจ้าหน้าที่ขับรถเร็วมาก แถมยังท้าให้พวกเราทั้ง 7 คนกระโดดลงจากรถ
พอถึงหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 เจ้าหน้าที่ให้นำพวกเราทั้ง 7 คนลงจากรถพร้อมกับทุบตีเตะ ต่อยไปด้วย ต่อมาก็เอาท่อนไม้ห่อด้วยผ้าแล้วทุบตีพวกเราทุกคน ตรงบริเวณหลังและหัว ผมเองถูกเจ้าหน้าที่เตะจนปากแตก
พอเที่ยงๆ เจ้าหน้าที่นำพวกผมทั้ง 7 คน ไปทิ้งกลางแดด โดยให้นั่งคุกเข่า แล้วเอาข้าวมาให้กินช่วงนั้นฝนตกลงมาพอดีพวกเราทั้งหมดต้องกินข้าวกลางฝน
เสร็จจากกินข้าว เจ้าหน้าที่ได้เอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาโชว์รูปภาพบุคคลต่างๆ มาให้นักศึกษาดูพร้อมกับบอกว่านี่คือผู้ก่อการร้ายถามว่ารู้จักไหม มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำผมไปหลังรถแล้วเอาปืนมาจี้ที่หัวบอกให้รับสารภาพแต่ผมเงียบ
พอเวลาประมาณ 13.30 . เจ้าหน้าที่ได้นำนักศึกษาทั้ง 7 คนไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหารจังหวัดปัตตานีพอถึงค่ายอิงคยุทธบริหารเจ้าหน้าที่ได้สอบประวัติพวกเราทั้ง 7 คนอย่างละเอียด จากนั้นนำไปแยกขังห้องละ 2 คนภายในห้องมีห้องน้ำแต่น้ำไม่ไหลมีพัดลมเปิดไฟให้แสงสว่างตลอด พวกเราไม่สามารถปิดไปได้ เนื่องจากสวิตช์อยู่นอกห้อง
วันที่ 2 ของการควบคุมตัวผมถูกเจ้าหน้าที่เรียกไปซักถามเจ้าหน้าที่บอกให้ถอดเสื้อและปิดตาแล้วถามว่าจะยอมรับสารภาพหรือไม่ผมเงียบอีก ระหว่างซักถาม ผมถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมไปด้วย ผมถูกทุบตีเตะถีบจนหมดแรง
นับแต่นั้นมา ผมก็ถูกจับแยกให้พักคนเดียวในห้องปรับอากาศมีลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยมเหมือนห้องเย็น ผมถูกขังในห้องนี้ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น ถึงตี 4 เป็นเวลา 1 คืนช่วงกลางดึกคืนนั้นเจ้าหน้าที่นำผมไปซ้อมอีกครั้งพร้อมซักถามไปด้วย พวกเขามัดตัวผมไว้กับเสา
จากนั้นเจ้าหน้าที่จับให้นั่งคุกเข่าใต้โต๊ะแล้วเอายางในมอเตอร์ไซค์มารัดที่คอตอนนั้นหายใจไม่ออกสักพักหนึ่งก็เอาสายไฟที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่รถยนต์มาจี้ฝ่าเท้า จนผมสะดุ้งเพราะถูกไฟช็อตระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย 2–3 คน
เมื่อถูกนำตัวกลับห้องขัง ก่อนเข้าห้องเจ้าหน้าที่สาดน้ำใส่ผมจนเปียกไปทั้งตัวแล้วเอาเข้าห้องเย็น ผมหนาวตัวสั่นไปหมด จนไม่รู้สึกตัวกระทั่งตี 4 เจ้าหน้าที่จึงนำผมไปขังที่ห้องขังที่ขังผมคืนแรก
พวกเราทั้ง 7 คนถูกควบคุมตัว 9 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่นำพวกเราไปปล่อยที่มัสยิดกลางจังหวัดยะลา ในตอนเที่ยงคืน ตอนนั้นแต่ละคนไม่รู้ชะตากรรมของแต่ละคนเลยว่าใครโดนอะไรกันมาบ้าง
เท่า ที่ผมทราบการซ้อมทรมาน ในลักษณะเดียวกับที่ผมโดน เกิดขึ้นอยู่ตลอด เคยมีคดีฟ้องศาลแพ่ง ระหว่างนายอิสมาแอ เตะ นายอามีซี มานาก เป็นโจทก์ ฟ้องกองทัพบก กระทรวงกลาโหม เป็นจำเลย เรื่องละเมิด
ศาล แพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มิใช่เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าพนักงานตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา แต่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎคำสั่งปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงส่งเรื่องให้ศาลปกครองกลางพิจารณา
ต่อมา ศาลปกครองกลางได้ส่งเรื่องให้ศาลปกครองสงขลาดำเนินการ ขณะนี้คดีนียังอยู่ที่ศาลปกครองสงขลา
……………………………..
คำสั่งศาลแพ่ง
ซ้อมทรมานต้องขึ้นศาลปกครอง
ต่อไปนี้เป็นคำสั่งศาลแพ่ง ในคดีที่นายอิสมาแอ เตะ โจทก์ที่ 1 นายอามีซี มานาก โจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จากกองทัพบก กระทรวงกลาโหม จำเลย ในคดีความแพ่ง ในความผิดละเมิด เป็นเงินกว่า 3.4 ล้านบาท ดังนี้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่
27 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 เจ้าหน้าที่ทหารพราน เจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยฉก.ที่ 11 และเจ้าหน้าที่ทหารจากค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสอง ได้จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ด้วยการหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกายและยึดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายร่างกาย จิตใจ อนามัย สิทธิและเสรีภาพ

การ กระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่หารพราน และเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดของจำเลยทั้งสอง เป็นการกระทำตามหน้าที่ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่บังคับบัญชา และควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ทหารใต้บังคับบัญชา และหน่วยงานของรัฐ จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำนวนแรกเป็นเงิน
1,736,000 บาท โจทก์สำนวนที่สองเป็นเงิน 1,717,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเยียวยาความเสียหาย ที่โจทก์ทั้งสองได้รับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 32 ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด

ก่อน ศาลชี้สองสถาน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาศาลปกครองกลาง โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่ง ขอให้ศาลแพ่งทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองกลางตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.
2542 มาตรา 10

โจทก์คัดค้านว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลาง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง

ศาล แพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้มิใช่การเรียกร้องจากการกระทำละเมิดของเจ้าพนักงาน ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา และเหตุละเมิดก็มิได้อยู่ในระหว่างขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีประมวลวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ แต่เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.
2547 อันเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นอำนาจฝ่ายทหาร ให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ทั้งเหตุละเมิดคดีนี้ก็เกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการดำเนินการกระบวนการยุติธรรม ทางอาญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิด หรือการรับอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎคำสั่งปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (3)

จึงมีความเห็น ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลาง ให้รอการพิจารณาคดีนี้ชั่วคราว และได้ส่งความเห็นนี้ไปยังศาลปกครองกลาง เพื่อพิจารณาความเห็นและดำเนินการตามนัยมาตรา
10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542

ความ เห็นของศาลปกครองกลาง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามหนังสือที่อ้างถึงศาลแพ่ง ได้ส่งความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ความเห็นที่ 10/2552 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ตามมาตรา 10 แห่งราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 108/2552 ระหว่างนายอิสมาแอ เตะ โจทย์ กองทัพบกที่ 1 กับพวก รวม 2 คน จำเลย ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 109/2552 ระหว่าทางนายอามีซี มานาก โจทก์กองทัพบกที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย เพื่อให้สำนักงานศาลปกครองกลางพิจารณา

สำนักงานศาลปกครองกลาง ได้ส่งเรื่องให้ศาลปกครองสงขลา ซึ่งมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง ทำความเห็นต่อไป
หมายเหตุ ปัจจุบันคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสงขลา
พล.ท กสิกร คีรีศรี
เราต้องเชื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ที่ ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่บนบ่าของ “พล.ท.กสิกร คีรีศรี” อดีตผู้บัญชาการกำลังผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามการสู้รบ หรือในค่ายทหาร
ล่าสุด การเสียชีวิตของนายสุไลมาน แนซา ผู้ถูกควบคุมตัวภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในศูนย์สมานฉันท์ฯ ท่ามกลางความคลางแคลงใจของผู้คนหลายฝ่าย กระทั่งตกเป็นข่าวอื้อฉาว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นายพลผู้นี้ ต้องแอ่นอกรับหน้า ต่อไปนี้เป็นความในใจของ พล.ท.กสิกร คีรีศรี ต่อกรณีที่เกิดขึ้นไม่นาน ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปรับต่ำแหน่งใหม่ไม่นาน
....................................................
หลังจากนายสุไลมาน แนซา ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอในห้องขังศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ (ศสฉ.) ก็มีการออกข่าวไปพอสมควร
ตอนนี้ กรณีการตายของนายสุไลมาน แนซา ถูกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วทางฝ่ายทหารได้ให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าเป็นหมอ ตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาตรวจสอบอย่างเปิดเผย
รวมทั้งกลุ่มบุคคลที่สนใจติดตามเรื่องนี้ ตั้งแต่องค์พัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ไปจนถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ตอนแรกก็ไม่มีอะไร ไม่มีใครติดใจ แต่ตอนหลังก็ประเด็นเพิ่มเติมขึ้นมา กลายเป็นเรื่องโน้นเรื่องนี้
ทางเราเองไม่มีอะไรปิดบัง เพราะทั้งหมดมันเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง เราสามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ
อย่าง ประเด็นข้อสงสัยที่ว่า ทำไมเลือดออกทางนี้ ทำไมคอถุงพับ ในห้องขังไม่น่าจะผูกคอตายได้ รวมทั้งประเด็นข้อปลีกย่อยอื่นๆ ล้วนเป็นประเด็นความเห็นแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งทุกประเด็นหมอสามารถอธิบายด้วยวิทยาการทางการแพทย์ได้
จน ถึงวันนี้ ทางกองทัพก็ยังคงยืนยันว่า เป็นการผูกคอตาย เพราะสถานที่เกิดเหตุมีคนเยอะ ไม่มีใครกล้าไปทำให้คนตายในสถานที่แบบนั้น มีห้องอยู่ติดๆ กันไปหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นได้ยินกันไปทั่ว
พอ เกิดเหตุผูกคอตาย ทางฝ่ายทหารไม่ได้เข้าไปตรวจสอบเอง เราแจ้งเจ้าหน้าตำรวจ และทุกฝ่ายเข้ามาดำเนินการสอบสวน ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ดำเนินการไปตามขั้นตอนของการทำคดี ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องการจะตรวจสอบก็เข้ามา
ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบการเสียชีวิต นายสุไลมาน แนซา ที่มีการแต่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบการเสียชีวิตของนายสุไลมาน แนซา ผมไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร คำสั่งนี้ไม่ได้มาจากกองทัพ
ถึงตอนนี้ใครจะเข้ามาตรวจสอบ เราพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะในวันเกิดเหตุมีคนมาก มีเจ้าหน้าที่อยู่หลายชุดมาก
การ ผูกคอตายของนายสุไลมาน แนซา อาจเกิดจากความกดดันก็อาจเป็นไปได้ แต่ใครจะเป็นผู้ยืนยัน ฝ่ายที่ยังสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการตาย จะต้องฟังผู้เชี่ยวชาญอย่างหมอ ต้องยอมรับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ถ้า ยังตั้งข้อสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างนี้ เป็นไปได้อย่างโน้น เรื่องจะไม่จบ เราต้องเชื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ เรื่องนี้มันพูดยาก เนื่องจากตอนเกิดเหตุการณ์ไม่มีใครรู้เห็น ไม่มีใครอยู่ในเหตุการณ์
สำหรับ การจับกุมนายสุไลมาน แนซา มีความเป็นมาอย่างไร ผมจำไม่ได้ ถ้าใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ก็ส่งมาควบคุมที่ศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์นี้ได้เลย
ใน การควบคุมตัว บางทีเราก็ใช้ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ขอออกหมายจับ ถ้าพิจารณาแล้วจะเกิดประโยชน์มากกว่า แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้กฎอัยการศึก นำตัวมาควบคุมซักถาม 7 วัน จากนั้นอาจพิจารณาควบคุมตัวต่อไปอีก 30 วัน หรือไม่ก็ควบคุมตัวโดยใช้อำนาตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน พ.ศ. 2548 โดยส่งมาควบคุมที่ศูนย์สมานฉันท์แห่งนี้
ตอน นี้ไม่มีการบังคับหรือการซ้อมทรมาน เพื่อให้รับสารภาพ เพราะทุกคนรู้อยู่ว่า หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการการควบคุมตัว คนที่ถูกซ้อมทรมานจะได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้นอาจถูกฟ้องศาล
สังเกตได้ว่า สมัยก่อนใครซ้อมทรมาน จะถูกแจ้งความดำเนินคดี ถูกฟ้องร้อง พอมาช่วง 2–3 ปีมานี้ ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี ไม่มีการฟ้องร้องในคดีซ้อมทมาน เพราะเจ้าหน้าที่กลัวถูกคดี เพราะเจ้าหน้าที่ทำผิด ระหว่างอยู่ในคดีก็จะถูกสั่งพักราชการ ถ้าศาลตัดสินว่าผิด ก็จะถูกจำคุก ถูกออกจากราชการ
ทุกวันนี้มีคนจับตามองมากขึ้น ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มองค์กรต่างๆ มีการตรวจสอบ
จากบุคคลภายนอก ขณะเดียวกันญาติก็สามารถเข้ามาเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวได้ตลอด
ถ้า ไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เราจะมีสถานที่เยี่ยมญาติ บางวันคนมาเยี่ยมกันเต็มไปหมด แต่เข้าไปเยี่ยมถึงสถานที่ควบคุมไม่ได้ ถ้าเราจะให้ญาติเข้าไปดูข้างในทีหนึ่ง 30–40 คน มันแออัดดูไม่เหมาะสม แต่ถ้ามีข้อสงสัยขอเข้าไปดู คงไม่มีปัญหา

ชาวเน็ตแห่ลงชื่อ เรียกร้องรัฐกดดันถอนฟ้อง กทช. หวังเดินหน้า 3G

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนหนึ่ง นำโดย นส.สุภิญญา กลางณรงค์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ร่วมกันร่างแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมืองสนับสนุนการปฏิรูป กิจการโทรคมนาคมเพื่อประชาชน กรณีการประมูลสามจี และเปิดให้ผู้ที่เห็นด้วยลงชื่อในแถลงการณ์ผ่านทาง http://bit.ly/thai3g-form ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อหลายร้อยคน โดยแถลงการณ์มีเนื้อหา ดังนี้

0 0 0

แถลงการณ์
ขอให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมือง
สนับสนุนการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมเพื่อประชาชน
กรณีการประมูลสามจี

จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้ดำเนินการจัดประมูลคลื่นความถี่ 2100 หรือ 3G (ประกาศ กทช. ฉบับ PDF) ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะมีการเริ่มต้นประมูลในวันนี้ (20 กันยายน 2553) รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และมีส่วนร่วมในแนวทางดังกล่าวของ กทช. มาโดยตลอด รวมทั้งหลายภาคส่วนในสังคมสนับสนุนแนวทางการประมูลครั้งนี้ ด้วยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทย

ทว่า หน่วยงานในกำกับของรัฐบาล คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด มหาชน ได้ดำเนินการฟ้องทางกฏหมายต่อ กทช. เรื่องอำนาจหน้าที่เพื่อจะระงับการประมูล (ข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ) จนนำไปสู่การชะงักงันของการประมูล ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย การฟ้องร้องครั้งนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่มีต่อองค์กรอิสระ ในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ

แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีความซับ ซ้อนสูง เพราะปัญหาภายในที่สั่งสมมายาวนานของสังคมไทย แต่ทุกอย่างย่อมแก้ไขได้ด้วยเจตจำนงทางการเมือง ดังนั้นผู้มีรายชื่อข้างท้ายดังต่อไปนี้

ขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาต่อกรณีการประมูลสามจีที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

  1. ขอ ให้รัฐบาลเจรจากับผู้บริหาร กสท. ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับ เพื่อพิจารณาทบทวนการฟ้องร้อง กทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ เพื่อให้การประมูลเดินหน้าไปได้

  2. ขอให้รัฐบาลมีแนวทางในการ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อแก้ปัญหาของทั้งสองหน่วย งาน ที่จะได้รับผลประทบจากการประมูลสามจี สำหรับทางออกในระยะยาว

  3. ใน ขณะที่ กทช. เดินหน้าเรื่องการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคม ขอให้รัฐบาลและรัฐสภาผลักดันกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เป็นอิสระเพื่อมาปฏิรูปกิจการกระจายเสียงต่อไป

เราเห็นว่าการประมูลสามจีภายใต้เงื่อนไขของ กทช. ครั้งนี้ จะนำไปสู่การปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. การ ประมูลครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิรูปกิจการโทรคมนาคม จากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต ภายใต้การกำกับดูแลโดยองค์กรอิสระ ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันเสรีตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

  2. การ ประมูลครั้งนี้จะนำไปสู่กระบวนการปฏิรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการปรับตัวในเรื่องประสิทธิภาพของการบริการสาธารณะด้านโทร คมนาคม

  3. การประมูลครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนากิจการโทร คมนาคมเพื่อกระจายการเข้า ถึง เทคโนโลยีสารสนเทศออกไปในชนบท ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี (digital divide) ในสังคม (ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์พื้นฐาน 10.37% อินเทอร์เน็ต 25.80% ในขณะที่เข้าถึงโทรศัพท์มือถือ 122.57%)
    รัฐ จะได้ประโยชน์จากรายได้ทั้งหมดที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ฯ ที่ กทช. ต้องนำส่งเข้ารัฐเต็มจำนวน โดยไม่ถูกหักรายทางเหมือนระบบสัมปทาน

  4. ถ้า การประมูลครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ต่อสายตาคนไทยและชาวโลกด้วยความ โปร่งใสมากที่สุด จะช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องการทุจริต การสมยอมได้

ดังนั้น พวกเราตามรายชื่อข้างท้ายนี้เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมือง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคม ด้วยการให้ กสท.ยุติการดำเนินการทางกฏหมายต่อ กทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ เพื่อให้การประมูลสามจีเดินหน้าไปได้ และก่อประโยชน์ร่วมของสังคมไทย

ด้วยความหวังที่จะได้เห็นการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมไทย

ร่วมลงชื่อได้ที่ http://bit.ly/thai3g-form
ดูรายชื่อผู้ร่วมสนับสนุนได้ที่ http://bit.ly/thai3g-name

ชำนาญ จันทร์เรือง: รู้ทันนิรโทษกรรม

ที่มา Thai E-News

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
๒๑ กันยายน ๒๕๕๓

หาก เรายังจำกันได้เมื่อครั้งจบเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ แล้ว ผู้นำนักศึกษาและประชาชนบางคนถูกตั้งข้อหาในคดีที่เรียกกันว่า “คดี ๖ ตุลา” โดยนายสุธรรม แสงประทุม กับพวกรวมทั้งหมด ๑๘ คน ถูกตั้งข้อหาว่าก่อกบฏ ก่อจลาจล ต่อสู้และพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ และร่วมกันกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ คดีนี้เริ่มต้นที่ศาลทหารโดยมีการฟ้องคดีในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๒๐

ใน ตอนแรกลักษณะของการพิจารณาคดีไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานความยุติธรรมแต่อย่างใด เพราะผู้ต้องหาไม่มีสิทธิใช้ทนายความพลเรือนในการปกป้องตนเอง แต่หลังจากมีการรณรงค์เรียกร้องทั้งภายในและภายนอกประเทศในเรื่องนี้ และหลังจากที่รัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ถูกล้มไปโดยการรัฐประหารที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาในอีกหนึ่งปีถัดมา ลักษณะของคดีในศาลก็เปลี่ยนไปและมีการยินยอมให้แต่งตั้งทนายความพลเรือน สำหรับฝ่ายจำเลยได้

แต่การณ์กลับปรากฏว่าแทนที่คดี ๖ ตุลา จะเป็นการพิสูจน์ความผิดของฝ่ายจำเลยโดยฝ่ายรัฐ ตัวฝ่ายรัฐเองกลับกลายเป็นจำเลยที่แท้จริงต่อสังคม นอกจากรัฐจะไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้แล้ว คดีนี้กลายเป็นเวทีในการนำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ ๖ ตุลา ออกมาประกาศต่อสาธารณะ นอกจากนั้นตั้งแต่วันแรกของการขึ้นศาล คดีนี้กลายเป็นเวทีของประชาชนในการประท้วงภายนอกศาลในเรื่องสิทธิเสรีภาพอีก ด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องรีบประกาศนิรโทษกรรมผู้ต้องหาทั้งหมดในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๑ ก่อนที่ข้อมูลอื่นๆ จะออกมาสู่สาธารณะและจะวกกลับมาเล่นงานตนเองและเจ้าหน้าที่

เหตุผลใน การประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมในคราวนั้น คือ โดยที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า การพิจารณาคดีเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้น ได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วและมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นก็จะทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตในทางการศึกษา และการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่าการชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะเหตุแห่งความ เยาว์วัยและการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด

ประกอบกับรัฐบาล นี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคีในระหว่างชนในชาติ จึงเป็นการสมควรให้อภัยการกระทำดังกล่าวนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดทั้งผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่และผู้ที่ หลบหนีไปได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควรและกลับมาร่วมกันทำคุณ ประโยชน์และช่วยกันจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการ ชุมนุมในหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยมีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเกิด กรณีพฤษภาอำมหิตขึ้นในปี ๒๕๕๓ นี้ จึงได้มีความพยายามที่จะยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาอีกด้วยเหตุผลในทางลึก ก็คือเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้วย่อมต้อมมีการอ้างพยานหลักฐานต่างๆนานาขึ้นมา ต่อสู้กันในศาล ซึ่งย่อมที่จะหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ฝ่ายรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่าย ศอฉ.จะต้องกลับกลายมาเป็นจำเลยของสังคมดังเช่นกรณี ๖ ตุลาที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ร่างกฎหมายที่รอการบรรจุวาระนั้น เป็นร่าง พรบ.นิรโทษกรรมผู้ก่อเหตุความไม่สงบทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จนถึงปี ๒๕๕๒ โดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นผู้เสนอตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๒และพรรคภูมิใจไทยจะเสนอเพิ่มเติมเข้าไปใหม่แทนร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิมให้ครอบคลุมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ไปด้วยโดยใช้ชื่อว่า “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมืองของ ประชาชนระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม๒๕๕๓ พ.ศ.....”

โดย ให้เหตุผลว่าสืบเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง มีการแบ่งแยกทางแนวความคิด ทำให้เกิดการประท้วง มีการรวมกลุ่มและชุมนุมของประชาชน ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวเกิขึ้นภายใต้ความคิดและความขัดแย้งทางการเมืองอย่าง รุนแรง จึงเป็นผลให้มีการกระทำความผิดทางอาญาและขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย

แต่เมื่อได้พิจารณาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เห็นว่าประชาชนที่มาร่วมประท้วงเรียกร้องทางการเมืองล้วนแสดงออกทางความเห็น ทางการเมืองโดยสุจริต การเกิดหตุการณ์วุ่นวายและนำมาซึ่งความร้ายแรงตามกฎหมายได้ยุติไปแล้ว เพื่อให้ประเทศชาติมีความรักความสามัคคีและรู้จักการให้อภัย จึงเห็นควรออกกฎหมายดังกล่าว โดยมีเนื้อหาที่สำคัญโดยย่อ ดังนี้

มาตรา ๓ บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ที่เกิดขึ้นในหรือเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมประท้วงเรียกร้องทางการเมืองของ ประชาชน ระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึง วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และได้กระทำในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึง วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ไม่ว่าจะได้กระทำในกรุงเทพมหานครหรือในต่างจังหวัดทั่วราชอาณาจักรแลไม่ว่า จะได้กระทำในฐานะที่เป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดทั้งในทางอาญาและทาง แพ่งโดยสิ้นเชิง

มาตรา ๔ บรรดาการกระทำของเจ้าพนักงานหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการเกี่ยวกับ หรือกระทำต่อบุคคลที่ร่วมชุมนุม และได้กระทำขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓ ไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะผู้ออกคำสั่งหรือผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดในทาง อาญาและทางแพ่ง รวมทั้งความผิดทางวินัยโดยสิ้นเชิง

มาตรา ๗ โดยผลของการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นี้ ให้ศาลปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกฟ้องหรือ คุมขังอยู่และให้พนักงานสอบสวนยุติการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดซึ่งถูกกล่าวหา

มาตรา ๘ การนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะฟ้องร้องเรียกสิทธิประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

โดย ในมาตรา ๕ ได้บัญญัติให้ไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เป็นตัวการในการกระทำอันเป็นความ ผิดในลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน และความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายไว้ด้วยซึ่งก็เป็นประเด็นปัญหาใหญ่อีก ล่ะครับว่าใครคือตัวการตามความหมายนี้

ผมเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วร่าง กฎหมายฉบับนี้ก็คงต้องเข้าสู่สภาดังเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในกรณี ๖ ตุลา ๑๙ และเนื้อหาคงมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามการแปรญัตติของ ส.ส.และ ส.ว. โดยถึงแม้ว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์จะแสดงละครลิงชิงหลักกับพรรคภูมิใจ ไทยอยู่ก็ตาม

นอกจากนั้นพรรคภูมิใจไทยยังระดมล่ารายชื่อเพื่อเสนอ กฎหมายนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้วทำไม่ได้เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเสนอกฎหมายในลักษณะนี้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและหมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้ประชาชนเพียง ๑๐,๐๐๐ชื่อเท่านั้นก็สามารถเสนอกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องล่าชื่อกันเป็นแสน ตามที่พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามทำอยู่นี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาก็คงมีการปะทะกันในทางความคิดกัน อย่างหนักไม่ว่าจะจากฝ่ายไหนหรือสีไหนก็ตาม

จะอย่างไรก็แล้วแต่ถึง แม้ว่าจะมีกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ออกมาแล้วก็ตาม ผมก็ยังยืนยันอีกครั้งว่าผู้ที่รับผิดชอบทั้งหลายไม่สามารถรอดพ้นจากอำนาจ ของศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court) ไปได้ เพราะอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถดำเนินการเอาผิดต่อผู้ที่กระทำผิดต่อ มวลมนุษยชาติได้ ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายมานิรโทษกรรมเขาเหล่านั้นแล้วก็ตาม ที่สำคัญก็คือคดีประเภทนี้ในศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีอายุความเสียด้วยสิ ครับ

FREE ALL POLITICAL PRISONERS

ที่มา Thai E-News

"ฐิตินาถ"โชว์หลักฐานเด็ดคลิปเสียงสนทนา"พระปราโมทย์" อ้างอรหันต์"ผ่านชั้นที่2"เตรียมเปิดพิสูจน์ในศาล

ที่มา มติชน

คลิ้กรับชมวีดีโอข่าวนี้



ก่อนหน้านี้ น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง นักเขียนชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ เข็มทิศชีวิต ผู้ยื่นโนติสให้พระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร) เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี คืนเงินบริจาคกว่า 4 ล้านบาท

ต่อ มา กลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา นำโดยดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบธุรกรรมและพฤติกรรมของพระโมทย์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กันยายน น.ส. ฐิตินาถ และกลุ่มผู้ร้องเรียนพฤติกรรมพระปราโมทย์ ประกอบด้วย นายไกรสร เลียนษี อดีตลูกศิษย์ ดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร แกนนำชาวพุทธรักษ์ศาสนา และนายวีรณัฐ โรจนประภา อดีตประธานบ้านอารีย์ ได้เดินทางมาที่สำนักงาน "มติชนออนไลน์" นอกจากชี้แจงพฤติกรรมของพระปราโมทย์แล้วยังระบุว่ามีคลิปเสียงที่อ้างว่า เป็นของพระปราโมทย์ซึ่งสนทนากับลูกศิษย์คนหนึ่งในลักษณะส่ออวด"อุตริมนุ สสธรรม"

น.ส.ฐิตินาถ กล่าวว่า พระปราโมทย์บอกกับทุกคนรวมทั้งตัวดิฉันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 ก่อนหน้านี้ท่านเขียนข้อความว่า ดิฉัน เป็นลูกของท่านและได้ฟังธรรมกับท่านครั้งแรก เรื่อง แด่ลูกสาวว่า วันนี้เป็นวันที่หลวงพ่อเข้าสู่พระนิพพานครบ 1 ปี เป็นวันที่พ่อมีความสุขที่สุด การเข้าถึงนิพพานครั้งแรกยากที่ขันธ์จะทนได้ นึกทีไรสะอื้นทุกที แค่อยากบอกให้ลูกรู้แล้วตามพ่อไปเร็วๆ

ถ้า จะอ้างว่า ดิฉัน ตัดต่อ ดิฉันมี หลักฐานที่ยืนยันว่า มีการพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ สามารถพิสูจน์กันในชั้นศาลได้ว่า เป็นข้อความเดียวกัน

น.ส.ฐิตินาถ อ้างว่า อริยบุคคล แบ่งตามประเภทบุคคลมี 4 ประเภทคือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ การผ่านชั้นที่ 2 หมายถึง พระปราโมทย์ ผ่านชั้น พระสกิทาคามี ตามไฟล์เสียง นาทีที่ 3.53

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นของพระปราโมทย์มีเนื้อหาดังนี้

".....โยนิโส มนสิกาสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยบอก โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ต้องสังเกต อย่าเชื่อง่าย เราจะรู้ว่าไม่ใช่ จิตไม่ได้ค้นคว้าของมันอยู่ พูดอีกก็หลุดอีก พอหลายๆทีเข้า ก็โอ้ชาตินี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะไปทางไหน มันจบมุมเหมือนหลังชนกำแพง ถ้ารู้ที่วิเศษเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ เลย บางคนเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา เห็นแล้วมันวาง

แต่ ว่าต้องมีโยนิโสมนสิกากำกับการดูนะ ถ้าดูไปเฉยๆ บางทีใจไปค้างไว้ข้างใน หลวงพ่อเคยเจอ ตอนนั้นผ่านชั้นที่ 2 แล้ว เข้าไปดูอย่างโสรัจ พอดีไปเจอ ...

เจอ หน้าแล้วท่านยิ้มหวานเลย ผู้รู้ๆ ออกมาอยู่นอกๆ นี้ ตอนนั้นงงเลย ทำไมต้องมาอยู่ข้างนอก ท่านก็ให้บอกต่อ กิเลสอยู่ข้างนอกเนี่ย ตอนที่บรรลุลงไปข้างในก็เผลอไปหมดแล้ว มีภายในมีภายนอก....

Tuesday, September 21, 2010

คำพกา ศิลปินนักเขียนกับการเมืองเชียงใหม่

ที่มา internetfreedom.us

คำพกา ศิลปินนักเขียนกับการเมืองเชียงใหม่ รายการ คมชัดลึก





ปล. 1. ตัด ศิลปินอีก 2 คนออก เพราะแทบไม่มีบทบาทเลย
2. พอพูดถึง 2475 รายการก็จบเอาดื้อๆ ตัดเข้ารายการอื่นไปเลย หุหุ

ย้อนรอยคดีอัลรูไวลี่ : ตัวชี้วัดสัมพันธภาพไทย-ซาอุดีฯ

ที่มา มติชน

ดย ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ประเด็น ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบียกลับมาเป็นกระแสที่ได้รับ ความสนใจเป็นพิเศษอีกครั้ง หลังจากมีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีการหายตัวของนายมูฮัมมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีฯ ในปี พ.ศ.2533 ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) การแต่งตั้งดังกล่าวถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีฯ ที่กำลังจะดีวันดีคืนหลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความหมางเมินตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา อันเกิดจากเหตุการณ์ในกรณีต่างๆ

หากย้อนอดีตไปลำดับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานคือ การที่เจ้าหน้าที่ทูตซาอุดีฯถูกลอบสังหารกลางเมืองกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 โดยตำรวจไทยไม่สามารถที่จะสืบสวนจับคนร้ายมาดำเนินคดีได้

ต่อ มาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 คนร้ายได้ลงมือฆ่าเจ้าหน้าที่การทูตซาอุดีฯอีก 3 ศพ รวดในเวลาเดียวกัน รวมทั้งหมดเป็น 4 ศพ แต่ตำรวจไทยก็ไม่สามารถจับคนร้ายตัวจริงมาลงโทษได้ มีการจับตัวผู้ต้องหามาสอบสวนเหมือนกัน แต่ก็ผิดตัว

ในเดือนเดียวกัน นายมูฮัมมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีฯ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ต่อมาจึงมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลชุดหนึ่ง ข้อหา "อุ้ม" นายอัลรูไวลี่ไปเค้นข้อมูล เพราะเชื่อเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตายของเจ้าหน้าที่การทูตของซาอุดีฯ

กรณี นี้ทำให้ทางการซาอุดีฯไม่พอใจอย่างยิ่ง จนถึงขั้นลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ออกข้อจำกัดเกี่ยวกับแรงงานไทย ห้ามประชาชนเดินทางมาประเทศไทย และลดระดับความร่วมมือระดับสูงในทุกด้านลงมาอยู่ระดับต่ำสุด

ความ สัมพันธ์ระหว่างไทย- ซาอุดีฯไม่ได้เลวร้ายลงเพียงเพราะคดีฆาตกรรมเท่านั้น แต่ยังเกิดจากกรณีที่คนงานไทย นายเกรียงไกร เตชะโม่ง ที่ไปทำงานในวังของเจ้าชายซาอุดีฯลักลอบโจรกรรมเพชรกลับประเทศอีกด้วย ตำรวจไทยไม่สามารถติดตามเพชรของกลางหลายรายการกลับส่งคืนให้ซาอุดีฯ ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเพชรบลูไดมอนด์เม็ดใหญ่สุด

หนักหนาสาหัสไปอีก เมื่อของกลางในส่วนที่ติดตามกลับมาได้ ยังมีการเอาไปปลอมแปลงก่อนเอาไปคืนให้ซาอุดีฯอีก

ทั้ง หมดจึงเป็นเรื่องของ "เหตุซ้ำกรรมซัด" ที่สร้างความอึดอัดเจ็บแค้นต่อซาอุดีฯอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งกรณีฆาตกรรมนักการทูต กรณีเพชรซาอุดีฯ และกรณีการอุ้มฆ่า "อัลรูไวลี่" หากถามว่ากรณีใดสำคัญที่สุดที่ทางการไทยต้องรีบคลี่คลายเป็นลำดับแรก เราคงต้องกลับมาพิจารณาถึงลักษณะต้นตอของแต่ละกรณีปัญหา

1.กรณี ฆาตกรรมนักการทูตซาอุดีฯ ลักษณะปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ไทยโดยตรง เพราะเกิดจากต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เป็นความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงระหว่างอิหร่าน-ซาอุดีฯ อันเกิดจากการที่ซาอุดีฯได้เข้าสลายม็อบในช่วงพิธีฮัจญ์เมื่อ ปี 2530 จนทำให้ชาวอิหร่าน (ผู้ก่อม็อบประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ และอิสราเอล) ตายไปกว่า 200 คนและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทูตซาอุดีฯ ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ยังเกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเภท

2. กรณีลักลอบขโมยเพชรซาอุดีฯ ลักษณะปัญหานี้เกิดจากการกระทำผิดของปัจเจกบุคคล ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นคนไทย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยจะรู้เห็นเป็นใจด้วยในทางกลับกัน การที่เพชรซาอุดีฯถูกลักขโมยอย่างไม่ยากนัก ก็สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมของระบบการรักษาความปลอดภัยของทางซาอุดีฯเอง ด้วย ฉะนั้น จึงต้องยอมรับสภาพและรับผิดชอบร่วมกัน แต่เจ้าหน้าที่ไทยก็ทำผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยจนได้ เมื่อทางซาอุดีฯจับได้ว่ารายการเพชรบางส่วนที่ส่งคืนเป็นของปลอม

3.คดี อุ้มฆ่าอัลรูไวลี่ กรณีนี้ถือเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ไทยโดยตรง เพราะแทนที่เราจะเชื่อมโยงการฆาตกรรมนักการทูตซาอุดีฯ กับกรณีความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-ซาอุดีฯ เรากลับเข้าใจว่าการตายของนักการทูตซาอุดีฯ เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องการจัดส่งแรงงานไทยไปซาอุดีฯ จนนำไปสู่การ"อุ้ม" "อัลรูไวลี่" ไปกักขังไว้และบีบบังคับให้สารภาพผิด แต่ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การเสียชีวิตของนักธุรกิจซาอุดีฯ ผู้นี้อย่างเป็นปริศนา

ฉะนั้น กรณีอัลรูไวลี่จึงมีความสำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่นๆ เพราะการที่ไทยไม่สามารถจับคนฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตซาอุดีฯ และไม่สามารถนำเพชรของกลางที่ถูกขโมยมาให้ซาอุดีฯได้ทั้งหมดนั้น ถือเป็นความไม่มีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานฝ่ายที่เกี่ยวข้องของ ไทย แต่การ "อุ้มฆ่า" อัลรูไวลี่ถือเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ไทยโดยตรงที่ยากจะให้อภัยได้

หากมองจากมุมของซาอุดีฯเอง คดีอัลรูไวลี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะ

ประการ แรก อัลรูไวลี่เป็นหนึ่งในสมาชิกของราชวงศ์อัล-สะอุด แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พูดง่ายๆ คือเป็นเชื้อพระวงศ์ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ

ประการที่สองคือ ในธรรมเนียมปฏิบัติของระบบชนเผ่าอาหรับนั้น การถูกทำร้ายจนตายของสมาชิกถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีการชดใช้ด้วยชีวิต ต่อชีวิต (หรืออาจเจรจาชดเชยเป็นสินไหม) ในอดีตความขัดแย้งส่วนตัวจนถึงระดับที่เอาชีวิตกันระหว่างสมาชิกของ 2 ชนเผ่า อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามนองเลือดที่ยื้อเยื้อเลยทีเดียว การตายหรือการหายตัวไปของอัลรูไวลี่จึงกลายเป็นกรณีที่สร้างความเจ็บแค้นต่อ สมาชิกชนเผ่าคนอื่นๆ ที่เขาสังกัดอยู่

ประการสุดท้าย การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของอัลรูไวลี่ก่อให้เกิดประเด็นยุ่งยากทางหลัก การศาสนาต่อครอบครัวของเขาทันที เพราะการไม่รู้แน่ชัดว่าเขาตายหรือยัง ทำให้การแบ่งมรดกให้หมู่เครือญาติไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนั้น หากภรรยาของเขาต้องการแต่งงานใหม่ เธอก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันจนกว่าจะถึงเวลาที่กรอบศาสนากำหนด

ฉะนั้น นอกจากครอบครัวของอัลรูไวลี่จะต้องทุกข์ระทมกับการรอคอยข่าวความคืบหน้าของ อัลรูไวลี่แล้ว พวกเขาเหล่านั้นยังต้องเผชิญกับปัญหามากมายในเรื่องกฎหมายมรดกและครอบครัว

ทั้งหมดนี้เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ไทย

เป็น เวลาเกือบ 20 ปีแล้วที่คดีอัลรูไวลี่ไม่มีความคืบหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรม จนกระทั่งต้นเดือนมกราคม 2553 (ก่อนหมดอายุคดีความเพียง 1 เดือน) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI สั่งฟ้อง 5 ผู้ต้องหา อันประกอบไปด้วย พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภาค 5 และพวกอีก 4 คน ในคดีร่วมกันฆ่านายมูฮัมมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีฯ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน จนทำให้หลายฝ่ายมองว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีฯ อาจเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี บางฝ่ายมองไกลไปถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ไทยจะได้รับจากการจัดส่งแรงงาน ธุรกิจการท่องเที่ยว ฯลฯ

จนดูเหมือนว่าความคืบหน้าในคดีอัลรูไวลี่จะเป็นตัวชี้วัดผลประโยชน์ของไทยที่จะได้จากซาอุดีฯในอนาคต

แต่ แล้วความหวังดังกล่าวก็ดูเหมือนจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อมีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ขึ้นไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ทั้งๆ ที่เป็นผู้ต้องหาคดีอัลรูไวลี่ และคดียังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในชั้นศาล จนทำให้รัฐบาลซาอุดีฯออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจกรณีการแต่งตั้งดังกล่าว โดยส่วนหนึ่งของแถลงการณ์อ้างว่า ตามมาตรา 95 ของพ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตำรวจคนใดถ้ายังมีคดีความติดตัวไม่เป็นที่สิ้นสุด จะต้องถูกออกจากราชการไว้ก่อน

ความเป็นไปดังกล่าวทำให้หลายฝ่าย ต้องออกมาเตือนรัฐบาลถึงความสัมพันธ์ที่ไทยมีกับซาอุดีฯ ว่าอาจจะเลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน จากที่เคยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยมานาน

ฉะนั้น การตัดสินใจกรณีการเลื่อนตำแหน่งของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ของรัฐบาลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีฯ แต่ไม่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะตัดสินใจอย่างไร ก็ควรพิจารณาถึงผลประโยชน์และภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมของชาติให้มากๆ

ที่ สำคัญอีกประการคือ ซาอุดีฯไม่ได้มีสถานะเหมือนกับประเทศเล็กประเทศน้อยอื่นๆ เพราะซาอุดีฯเป็นประเทศชั้นนำที่มีอิทธิพลเหนือประเทศมุสลิมอีกกว่า 50 ประเทศ เป็นประเทศผู้ก่อตั้งองค์การการประชุมอิสลาม เป็นพันธมิตรแนบแน่นกับสหรัฐ

เป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก

เป็นหนึ่งในประเทศผู้บริจาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และ เป็นประเทศที่ตั้งของเมืองอันประเสริฐของชาวมุสลิมทั่วโลกถึง 2 แห่ง นั้นคือนครมักก๊ะฮฺและนครมะดีนะฮฺ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกหวังที่จะได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์อย่างน้อย ครั้งหนึ่งในชีวิต รวมถึงมุสลิมในประเทศไทยด้วย

นิรโทษกรรมพรรคภูมิใจไทย

ที่มา มติชน


โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ร่าง กฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนายกฯ คงจะผ่านสภาออกมาเป็น พ.ร.บ.ได้ยาก แม้แต่สมมุติให้พรรคฝ่ายค้านร่วมลงมติเห็นชอบกับพรรคภูมิใจไทย


เรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็คงจะคาดเดาได้ถูกอยู่แล้ว


ข้อ เสนอของพรรคภูมิใจไทยก็คือ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ประชาชนผู้ร่วมประท้วงทางการเมือง ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารซึ่งปฏิบัติการกับกลุ่มผู้ชุมนุม รวมไปถึงผู้บังคับบัญชาชั้นสูงด้วย แต่ไม่รวมผู้นำของทั้งสองกลุ่ม ไม่รวมผู้ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีในความผิดอาญา โดยเฉพาะในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่รวมนักการเมืองอีก 220 คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง


แน่ นอนว่าไม่รวมทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่เข้าข่ายนิรโทษกรรมข้างต้นสักข้อเดียว และตามหลักการเดียวกันย่อมไม่รวมถึงนักการเมืองซึ่งสั่งทำร้ายประชาชน ทั้งในการชุมนุมของ พธม.และของ นปช.


อย่าง ไรก็ตาม ในข่าวที่ปรากฏตามสื่อ แม้จะชัดว่าใครจะได้รับนิรโทษกรรมบ้าง แต่ไม่ชัดนักว่าร่างกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ จะนิรโทษกรรมให้แก่ "ความผิด" อะไร ส่วนใหญ่ของผู้ชุมนุม พธม.และ นปช.ไม่ได้ทำผิดอะไร มากไปกว่ากฎหมายจราจร อาจมีผู้ต้องหาบางคนที่ถูกจับและอยู่ระหว่างดำเนินคดี โดยที่ตามทรรศนะของคุณเนวิน ชิดชอบ เห็นว่า เป็นไทยมุงธรรมดา แต่โชคร้ายถูกจับกุมและดำเนินคดี โดยไม่มีพยานหลักฐานที่หนักแน่นพอ แต่ปัญหาของคนเหล่านี้แก้ไขได้ง่ายมาก เพียงแต่รัฐบาลออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ (หรือดีเอสไอ) ปล่อยคนที่ไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นพอจะดำเนินคดีออกมาเสียโดยเร็วเท่านั้น


จึง น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า "ประชาชน" ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองฝ่ายใดจะได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรม แก่ความผิดที่เขาไม่ได้ทำครั้งนี้ และด้วยเหตุดังนั้น เขาจึงไม่น่ายินดียินร้ายอะไร และแน่นอนไม่เป็นเหตุนำไปสู่ความปรองดองดังที่อ้างอย่างแน่นอน


ใน ทางตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ทำร้ายประชาชนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน กลับได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรม และก็คงนำเอาชีวิตประชาชนมาสังเวยการไต่เต้าในระบบราชการของตนอีกไม่มีที่ สิ้นสุด เมื่อตำรวจและทหารได้รับนิรโทษกรรม ก็ไม่มีอำนาจอะไรที่จะดึงเอาข้อมูลที่แท้จริงจากคนเหล่านี้ว่า ใครควรรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้คน ใครในที่นี้เป็นได้ทั้งบุคคลและระบบ และตราบเท่าที่เราไม่จับให้มั่นคั้นให้ตายในเรื่องนี้ เราก็ปิดหนทางแก้ไขปรับปรุงในอันที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการยิงแก๊สน้ำตาเข้า ใส่ผู้ประท้วงจนเสียชีวิต หรือการสังหารหมู่ขึ้นอีกในบ้านเมืองของเรา


การ ปรองดองต่างจากการหยุดยิง เราปรองดองเพื่อจะไม่ต้องยิงกันอีกตลอดไป ไม่ใช่พักรบเพียงชั่วคราว เพื่อเปิดฉากรบกันใหม่ให้แรงกว่าเก่าในอนาคต กฎหมายนิรโทษกรรมใดๆ หรือมาตรการปรองดองใดๆ ต้องเป็นมาตรการที่ให้ผลระยะยาว

ไม่ใช่การหยุดยิงพักรบชั่วคราว


แม้ โอกาสที่ผลักดันร่างกฎหมายนี้ผ่านสภามาได้มีน้อยมาก เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาล และจากใครในสังคมสักฝ่ายเดียว แต่พรรคภูมิใจไทยก็มุ่งมั่นจะผลักดันกฎหมายนี้เข้าสภาให้ได้


มี แผนว่า หากนายกฯ ไม่ให้การสนับสนุน ก็จะล่ารายชื่อประชาชน 50,000 ชื่อ เสนอร่างกฎหมายนี้เข้าคิวในสภา ส่วนภูมิใจไทยซึ่งมีสมาชิกเป็นประธานสภา จะสามารถนำร่างกฎหมายนี้ลัดคิวได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ภูมิใจไทยสามารถนำร่างเข้าไปต่อคิว ภูมิใจไทยก็ได้ชื่อแล้วว่าพร้อมจะเริ่มต้นกันใหม่ แม้แต่กับคนเสื้อแดง เพราะอย่างน้อยก็มีความห่วงกังวลต่อความเดือดร้อนของคนเสื้อแดงที่ไม่ใช่แกน นำ


คะแนน เสียงในการเลือกตั้งคงได้ไม่มากนัก มติของพรรคเพื่อไทยว่า จะไม่ทิ้งกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพรรค คือคนเสื้อแดง และแสดงออกด้วยการเปิดพื้นที่บริหารพรรคให้แก่ผู้สนับสนุนเสื้อแดง ทำให้คนเสื้อแดงคงไม่ทิ้งพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า (และถึงอย่างไร ก็ดูเหมือนคนเสื้อแดงไม่มีพรรคการเมืองเหลือให้เลือกมากไปกว่าเพื่อไทยอยู่ แล้ว)


ฉะนั้น การเริ่มต้นกันใหม่ของพรรคภูมิใจไทย จึงไม่น่าจะหวังไปที่เริ่มต้นกันใหม่กับกลุ่มเสื้อแดง แต่น่าจะเป็นการเริ่มต้นกันใหม่กับพรรคของคนเสื้อแดงมากกว่า นั่นคือ พรรคเพื่อไทย


ใครๆ ก็คาดเดาได้ทั้งนั้นว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า (หากจะมี) ย่อมนำมาซึ่งรัฐบาลผสม การชิงกันเป็นแกนนำรัฐบาลผสมอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นว่าผู้ที่ได้ที่นั่งในสภาสูงสุดจะได้เป็นแกนนำเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าจะรวบรวมเสียงในสภาให้เหนือคู่แข่งให้ได้ต่างหาก ฤดูกาลแห่งการต่อรองผลประโยชน์แทบจะเริ่มขึ้นทันทีที่ผลการเลือกตั้งเริ่ม ปรากฏแววออกมา ต่อรองทั้งระหว่างพรรคที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่น และระหว่างหลงจู๊พรรคต่างๆ กับหัวหน้ามุ้งในพรรค


แม้ จะมีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารกันอีก อำนาจต่อรองของพรรคภูมิใจไทยเหลือไม่มากนัก ยิ่งหากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงมากกว่าประชาธิปัตย์อย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะถึงอย่างไรพรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถไปร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ได้เสียแล้ว อย่างน้อยได้ร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ แม้ต้องสูญเสียตำแหน่งรัฐมนตรีหลักๆ ไปจำนวนมาก ก็ยังดีกว่าเป็นฝ่ายค้าน


ดัง นั้น ภูมิใจไทยจึงเลือกจะสร้าง "เยื่อใย" กับพรรคเพื่อไทยไว้เป็นเบื้องต้น ด้วยการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้ และพร้อมจะแข็งขืนกับพรรคแกนนำถึงขนาดที่จะผลักกฎหมายเข้าสภาด้วยรายชื่อ ประชาชน 50,000 ชื่อ


ร่าง กฎหมายจะผ่านได้หรือไม่เป็นประเด็นรอง แต่สัญญาณ "ปรองดอง" ได้ส่งไปแล้ว แก่พรรคเพื่อไทย ฉะนั้นจึงถึงเวลาที่พรรคเพื่อไทย (ซึ่งไร้หัวไร้หาง) ต้องกลับมานั่งขบกันให้ดีว่า จะรับไมตรีนี้ไว้แค่ไหนเพียงใด จึงจะเป็นประโยชน์ในการต่อรองทางการเมืองของตนเอง

รับ ไว้อย่างกระตือรือร้นมากเกินไป ก็อาจเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่พรรคภูมิใจไทยที่มีต่อประชาธิปัตย์ โดยที่ภูมิใจไทยไม่ได้เจตนาจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทยเลยก็ได้ ไม่รับเลยก็เท่ากับไม่เพิ่มอำนาจต่อรองของตนเลย จนกระทั่งความพยายามที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่มีทางเป็นไปได้เอาเลย แม้ได้ที่นั่งในสภาสูงสุดก็ตาม


ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับประชาชนแต่อย่างใด เพราะเรากำลังพูดกันถึงการเมืองของพรรคการเมืองไทย ไม่ใช่การเมืองของประชาชนไทย


และการเมืองของพรรคการเมืองไทยไม่เคยเกี่ยวอะไรกับประชาชนตลอดมา

เปิดภาพพิเศษ "พระปราโมทย์ แม่ชีอรนุช-ฐิตินาถ ณ พัทลุง" ที่พม่า

ที่มา มติชน



ภาพ ถ่ายพระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร) เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมนางอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา (ที่ 3 จากซ้าย) และน.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง (ขวา) และบรรดาลูกศิษย์ ขณะไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวน ที่ประเทศพม่า ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งและน.ส.ฐิตินาถ ยื่นโนติส ทวงถามพระปราโมทย์ ในเวลาต่อมา








พิรุธเห็นๆ

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เห็น ภาพคนนับหมื่นที่แยกราชประสงค์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ศอฉ.และรัฐบาลคงต้องคิดหนัก เพราะเป็นการยืนยันทวงถามความเป็นธรรมให้กับคนตาย 91 ศพ รวมทั้งต่อต้านการใช้อำนาจนอกระบบอย่างหนักแน่น

เป็นการรวมตัวอย่างสงบ แสดงออกทางสัญลักษณ์

จะหาข้ออ้างใดๆ ไปจับกุม กระทั่งไปหาเรื่องใช้ความรุนแรงเพื่อกวาดล้างทำลาย คงไม่ได้อย่างแน่นอน

รวมทั้งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อมูลข่าวสารที่คนของรัฐบาลเอามาโหมประโคมก่อนหน้านี้ เป็นแค่วิชามารเท่านั้นเอง

ความจริงการนัดรวมตัวเพื่อแสดงออกในทุกวันอาทิตย์ มีมาตลอดตั้งแต่หลัง 19 พ.ค.

เพื่อยืนยันว่า กรณี 91 ศพต้องมีคำตอบ

ใครจะปกปิดไม่ได้ จะทำเฉยๆ ปล่อยให้เลือนหายไปตามกาลเวลาไม่ได้อีกเช่นกัน!

อีกทั้งผู้เคลื่อนไหวในวันนี้ แม้จะสวมเสื้อสีแดง แต่มีความเป็นมาที่ต่างกับแกนนำม็อบนปช.เดิมๆ

เป็นกลุ่มที่โดดเข้ามาเคลื่อนไหว เพราะเห็นความไม่ถูกต้องในการปราบม็อบเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา

รับไม่ได้กับการที่รัฐบาลจัดการกับม็อบด้วยอาวุธสงคราม ละเมิดหลักสากล

เป็นกลุ่มที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยและเรียกร้องมนุษยธรรมให้กับคนตายเป็นสำคัญ

จะอ้างเรื่องทักษิณมาใส่ร้ายกลุ่มนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน!

คนอย่างสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นเอ็นจีโอ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม เช่นเดียวกับ นที สรวารี

ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองไหน ไม่ใช่คนรักทักษิณแม้แต่น้อย

เป็นนักคิด นักประชาธิปไตย นักมนุษยธรรม

งานรำลึก 4 เดือนราชประสงค์ 4 ปีรัฐประหาร ที่นำโดยบ.ก.ลายจุด ประสานกับพื้นที่อื่นๆ โดย เฉพาะอีกจุดใหญ่คือที่เชียงใหม่

จึงดำเนินไปอย่างสงบหนักแน่น และยังต่อเนื่องต่อไป

เสร็จจากนี้ เขาก็คงเคลื่อนไหวย่อมๆ ในทุกสัปดาห์ แถมยังมีกลุ่มวางดอกกุหลาบแดงหน้าเรือนจำต่อไปอีก

เรื่องจึงไม่มีวันจบ ถ้ารัฐบาลไม่ลงมือคลี่คลาย ทั้งในด้านคดีและในทางการเมือง

มีข้อน่าสังเกตว่า ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ฝ่ายทวงถามการตรวจสอบ 91 ศพ คือฝ่ายถูกปราบ

แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับเงียบๆ เฉยๆ เชื่องช้า

ใครบริสุทธิ์ ใครมีพิรุธ เห็นๆ อยู่!