WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 26, 2010

ใครคือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ?

ที่มา Thai E-News




และแล้ว...วันนั้นก็มาถึง
ประชาชนรู้ซึ้งถึงธาตุแท้
นายทุนใหญ่เหนือชั้นเริ่มผันแปร
โอ้แผ่นดินสิแน่เต็มกำลัง

ลากออกมาครานี้ทีละไส้
ลากออกไประเบิดเถิดรถถัง
จ่อปืนยิงป้างเปรี้ยงเสียงปังปัง
ท่อน้ำเลี้ยงน้ำขังจึงลังเล

ประสานมือถือกฎหมดวาระ
ปรองดองจะไกวโล้โอละเห่
ถีบมวลชนลอยคว้างกลางทะเล
อธิปไตยโย้เย้เล่ห์นายทุน

ฝนตกสาดซ่าซู่ขี้หมูไหล
สมานฉันท์คนจัญไรมาเกื้อหนุน
ปัดสวะพ้นตัวกันชุลมุน
ทั้งนายทุนหอกหัก...ศักดินา

และแล้ว...วันนี้ก็มาถึง
วันที่ซึ่งแสงทองขลิบขอบฟ้า
อิสระทางทอดยาวชาวประชาฯ
ปลดขื่อคาการต่อสู้รู้เท่าทัน

ใครคือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ?
ประชาชนทั้งสิ้นสานทอฝัน
ใครรีดนาทาเร้นไม่เว้นวัน ?
ประชาชนทั้งนั้นแบกทุกข์ทน

ไม่มีหรอกอัศวินขี่ม้าขาว
มีแต่ลิงหลอกเจ้ากลางสายฝน
กัมปนาทฟาดเปรี้ยงเสียงเบื้องบน
ประชาชนล้มกลิ้งลิงหายตัว

ทะเลครืนคลื่นยักษ์สักเพียงไหน
จุดโคมส่องปัญญาไว้ในสลัว
ต่อแพเถิดมวลประชาฯอย่าหวั่นกลัว
วันที่รู้ดีรู้ชั่วมาถึงแล้ว !!!




อรุณรุ่ง สัตย์สวี

Saturday, September 25, 2010

5 ห่วงตัวแม่(พ่อ)

ที่มา มติชน


สมศักดิ์ เทพสุทิน

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

เห็นพฤติกรรมของผู้มีอำนาจและผู้ที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติขายข้าวสาร และมันเส้นในสต็อกรัฐบาลหมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาทแล้ว บอกได้คำเดียวว่า เป็น "5ห่วงตัวแม่(พ่อ)"จริงๆ

เพราะขนาดถูก(หนังสือพิมพ์)จับได้คาหนัง คาเขา คาปากว่า บริษัท ที่เสนอซื้อเป็นบริษัทในเครือข่ายของที่ปรึกษานางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีพาณิชย์และเครือข่ายของครอบครัว"เทพสุทิน"ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มวังน้ำยม (พรรคภูมิใจไทย)ต้นสังกัดของนายพรทิวา ซึ่งเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน(conflict of interest)ชัดเจน ยังแก้ตัวน้ำขุ่นๆว่า ไม่ทราบ(ไม่สนใจ?)ว่า บริษัทที่ได้รับการอนุมัติให้ซื้อข้าวสารแอละมันสำปะหลังเส้น ใครเป็นใครหรือเกี่ยวโยงกับใคร โดยอ้างว่า เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และให้ราคาดี


นอกจากนั้นยังมีคำพูดเก๋ๆให้ดูดีว่า


"การ ค้าเสรี เราปิดกั้นไม่ได้ ใครจะมาซื้อมาขาย หลักๆ เป็นแบบนี้ ใครมาตามกระบวนการ ก็ต้องขาย ไม่ใช่เผด็จการ จะทำแบบนั้นไม่ได้ แล้วคนซื้อจะเป็นใคร เกี่ยวโยงกับใคร เราไม่รู้..."


ทั้งๆที่ถ้า เป็นการค้าเสรีจริงๆ กระบวนการซื้อขายต้องโปร่งใส การแข่งขันต้องเป็นธรรม และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะเป็นช่องทางที่อาจทำให้เล่นพรรคเล่นพวกหรือ ใช้อิทธิพลแทรกแซงการประมูลได้ หรือถ้ามีผลประโยชน์ทับซ้อนจริงก็ต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ก่อน


มิ ใช่ทำแบบลับๆล่อๆอย่างทุกวันนี้โดยอ้างว่า เป็นความลับทางการค้า แต่ความจริงเป็นการปิดประตูตีแมวเพราะขนาดอนุมัติให้ขายให้บริษัทใดแล้ว ยังอ้างว่า ไม่ยอมเปิดเผยชื่อบริษัทเนื่องจาก กลัวถูกขุดคุ้ยว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน


นอกจากนั้น การปกปิดข้อมูลดังกล่าวยังเป็นขัดต่อ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการซึ่งนายกรัฐมนตรีมักพูดในที่ต่างๆว่าให้ความ สำคัญกับกฎหมายฉบับนี้

มาดูกันว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนในการขายข้าวสารและมันเส้นในสต็อกรัฐลเป็นอย่างไร


หนึ่ง ปัจจุบันคาดกันว่า สต็อกข้าวสารของรัฐ(ทั้งในโกดังขององค์การคลังสินค้า-อ.ค.ส. และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร-อ.ต.ก.)มีรวมกันประมาณ 5.6 ล้านตัน


ปรากฏ ว่า ในการขายข้าวที่ฝากไว้กับ อ.ต.ก. 1.5 ล้านตัน มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท เมื่อสิงหาคม 2553 คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ซึ่งมีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน คัดเลือกผู้เสนอซื้อ 4 ราย ได้แก่ บริษัท ไชยพร บริษัท นครหลวงค้าข้าว และบริษัท เอเชียโกลเด้นท์ไรซ์ ซึ่งทั้ง 3 รายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ได้ข้าวไปเพียง 4 แสนตัน


ขณะอีกหนึ่งบริษัทโนเนมคือ เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ตั้งเมื่อ 20 เมษายน 2551 ได้ข้าวไปถึง 1.1 ล้านตัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท

จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท เอ็มทีฯ มี น.ส.ภาวินี จารุมนต์ เป็นหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจ และถือหุ้นใหญ่โดยบริษัท เม้งไต๋ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 มีน.ส.ภาวีนีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วย


น.ส.ภา วินีและครอบครัว"จารุมนต์"ยังเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ในกลุ่มของครอบครัว"เทพสุทิน"หลายแห่ง เช่น บริษัท ดี แลนด์ เพอร์เฟคที่ นายเทิดไท-น.ส.ณัฐธิดาบุตรของนายสมศักดิ์ เป็นผู้ถือหุ้น


บริษัท เมก้า แลนด์ มีนายเทิดไท เทพสุทินและ นายภเชศ จารุมนต์ เป็นกรรมการผู้อำนาจ มี นายเทิดไท-น.ส.ณัฐธิดา-นางพร เทพสุทิน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับน.ส.ธราพัน -นายภเชศ จารมนต์


สอง การประมูลมันเส้นกว่า 250,251 ตัน มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทจากโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/52 เมื่อมิถุนายน 2553


บริษัท ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะทำงานดำเนินการระบายผลิตภัณฑ์มัน สำปะหลังที่มีนายมนัส สร้อยพลอย เป็นประธานคณะทำงาน(อีกแล้ว)คือ กาญจนาพันธ์ ฟาร์ม หนองลังกาฟาร์ม และ ไพรสะเดาฟาร์ม ในเครือของบริษัท กาญจนาฟาร์ม มีนายวิวัฒน์-นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและผู้ถือหุ้นใหญ่


สำหรับนางบุญยิ่งนั้น ครม.เมื่อ 13 มกราคม 2553 มีมติแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์


สามี นางบุญยิ่งคือ นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา เป็นอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.ราชบุรี(ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) สังกัดกลุ่มวังน้ำยมที่มีนายสมศักดิ์ เป็นหัวหน้า

ดัง นั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นางบุญยิ่ง ภรรยานายวิวัฒน์ได้รับแต่งตั้งเป็นกุนซือของนางพรทิวา (ดู "เปิดหลักฐานเครือข่ายกลุ่มวังน้ำยมเร่งสะสมทุน กินรวบประมูลข้าว -มันเส้นกิน มูลค่า15,000 ล้าน" http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284900686&grpid=10&catid=no)


พยาน หลักฐานเอกสารที่เชื่อมโยงบริษัทดังกล่าวเข้ากับกลุ่มวังน้ำยม และที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ แม้มิได้บ่งบอกถึงการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบโดยตรง


แต่พฤติการณ์ดังกล่าวขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองพ.ศ. 2551 อย่างชัดแจ้ง อันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามระเบียบต้องดำเนินการ


ถ้านายกฯเพิกเฉย ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องเข้ามาสอบสวน ถ้าพบว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงต้องส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวน


ถ้ายังไม่มีใครทำอะไรอีก ก็เอาระเบียบที่ว่าไปเช็ดก้นยังมีประโยชน์กว่า

"บลูไดมอนด์"บลูส์ ขับขานคลอสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ

ที่มา มติชน


โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องแปลกนะครับ ผู้รู้เคยบอกเอาไว้ว่า นี่เป็นเรื่องที่สร้างยาก แต่ถ้าอยากทำลายน่ะ ง่ายนิดเดียว!

ผม เชื่อว่ามีไม่น้อยที่คิดว่าเรื่องราวที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับซาอุดีอาระเบียตกอยู่ในสภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดินมายาวนานร่วมๆ 2 ทศวรรษเข้าให้นี่แล้ว เป็นเรื่อง "ง่ายๆ" แล้วพาลไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้ตั้งแง่ตั้งเงื่อนปมไว้มากมาย ถึงขนาดนั้น

มีกังขาขึ้นมาเช่นกันว่าซาอุดีอาระเบียกำลัง แทรกแซงกิจการภายในของไทย -ใช่หรือไม่? ในขณะที่อีกบางคนอาจเห็นว่าเรื่องนี้ "เล็กๆ" ไม่แยแสเสียเลยก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมากมายไปกว่าที่เคยเป็นมา

ความรู้สึกเช่นนี้ ทำนองนี้เกิดขึ้นได้ครับ แต่หากใคร่ครวญกันด้วยเหตุและผล ยึดถือเอาสารัตถะของเรื่องเป็นที่ตั้งแล้ว

ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเข้าใจทางการซาอุดีอาระเบีย เข้าใจว่าทำไมต้อง "แสดงออกถึงความไม่พอใจ" ในหลายๆ เรื่องหลายๆ ครั้ง

การ แสดงออกทางการทูตของซาอุดีอาระเบียอันเกี่ยว เนื่องกับกรณีนี้ทั้งหมด ไม่ใช่เป็นการแสดงออกถึง "ความรู้สึก" หากแต่เป็นการแสดงออกถึง "ความไม่เข้าใจ" และ "ความคับข้องใจ" ต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งยิ่งนับวันยิ่งทวีมากขึ้นทุกที สั่งสมจนกระทั่งกลายเป็นเหตุแห่งความไม่พอใจและร้องขอ "ข้อเท็จจริง" เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น วันใดวันหนึ่ง เวลาใดเวลาหนึ่งระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน และ 8 สิงหาคม เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบหลายต่อหลายด้านกับประเทศไทย ยังส่งผลสะเทือนต่อซาอุดีอาระเบียด้วยเช่นเดียวกัน

หากเลือกได้ ซาอุดีอาระเบียเองอยากเลือกที่จะฟื้นสัมพันธ์ขั้นปกติขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ จนกระทั่งถึงวันนี้ คำถามหลายคำถามยังไม่มีคำตอบ ข้อเท็จจริงหลายประการยังไม่กระจ่าง อัญมณีสำคัญยังไม่ได้กลับคืน สภาวะอึดอัดคับข้องใจซึ่งกันและกันยังต้องดำเนินต่อไป

เพลงเศร้ายังคงขับขานคลอขนานไปกับสัมพันธ์ระหว่างกันต่อไป

--------------

เกรียงไกร เตชะโม่ง เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งลึกซึ้งอย่างยิ่งว่า หากรู้ล่วงหน้าว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่มีวันลงมือขโมย "เพชรซาอุฯ" ในวันนั้นแน่นอน


เกรียงไกรพ้นโทษกลับไปทำ นาอยู่อย่างสมถะที่บ้านใน อ.เถิน จ.ลำปาง ในสภาพมือเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้มาจากทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ของตนเองจากการตัดสินใจใน วันนั้น มลายหายไปอย่างรวดเร็ว-หมดจด

เขาคงคาดเดาได้ว่า สักวันคงมีผู้รู้เรื่องการปล้นในวันนั้นและโทษทัณฑ์จะตามมาถึง แต่ต่อให้คาดคิดอย่างไร เกรียงไกรไม่มีวันคาดหมายได้เด็ดขาดว่าการกระทำของตนเองจะก่อให้เกิดการสูญ เสียมากมายมหาศาล คร่าชีวิตคนที่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องคนแล้วคนเล่า และกลายเป็นอาถรรพ์ที่สิงสู่อยู่คู่กับความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯเรื่อยมาจนถึง บัดนี้

คืนนั้นเขา ลอบปีนหน้าต่างชั้นสองของพระราชวังที่ ประทับเจ้าชายไฟซาล บิน อัลดุล ราอิช ในกรุงริยาดห์ กวาดเอาอัญมณี เครื่องประดับ เพชรพลอยและข้าวของมีค่าจากเซฟในห้องนอนของเจ้าชาย คิดเป็นมูลค่าราว 502 ล้านบาท

จัดการส่งข้าวของทั้งหมดกลับมา ก่อนที่จะลาออกจากการทำหน้าที่พ่อบ้านเดินทางกลับประเทศไทย

หนึ่ง ในจำนวนอัญมณีที่เกรียงไกรลักลอบขโมยออกมา จากวังเจ้าชายแห่งริยาดห์คือ "บลูไดมอนด์" เพชรหายากน้ำหนัก 50 กะรัต มูลค่าของมันมิอาจประเมินได้ เนื่องจากนี่คือมรดกตกทอดสำหรับทายาทสืบตระกูลเท่านั้น

น้ำหนัก ของข้าวของล้ำค่าที่เขาลักลอบนำเข้าประเทศมาด้วยหนนั้นรวมกันแล้ว ถึง 90 กิโลกรัม! จัดแบ่งใส่กระเป๋าเจมส์บอนด์ 3 ใบ ส่งทางเครื่องบินกลับมายังประเทศไทย

เกรียงไกรขโมยเพชรเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2532 เขาถูกจับกุมพร้อมของกลางส่วนที่เหลือเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2533 ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

เรื่องราวน่าจะลงเอยด้วยดีหลังจากนั้น แต่การจับกุมเกรียงไกรกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์เรื่องนี้

สิ่ง ที่เกิดขึ้นตามมาในช่วงระยะเวลาเพียงไม่ถึง 5 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็คือการหายตัวไปของบุคคลถือสัญชาติซาอุดีอาระเบีย 4 คน 3 คน ในจำนวนนั้นเป็นบุคคลระดับเจ้าหน้าที่ทูต บุคคลในระดับที่สมควรได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูต อีกหนึ่งคนเป็นนักธุรกิจ

การหายตัวไปกลายเป็นการอุ้ม-ฆ่า

เท่า นั้นยังไม่พอ มีนาคม 2533 ทางการไทยส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงเดินทางไปส่งมอบอัญมณีของกลางคืนถึง พระราชวังเจ้าชายไฟซาล หนึ่งเดือนให้หลัง โมฮัมเหม็ด ซาอิด โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียถึง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น

ข้อความบ่งบอกว่า ไม่เพียงไม่มี "บลูไดมอนด์" แล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ ของเพชรของกลางที่ถูกส่งคืนไปนั้น

ยังเป็นเพชรปลอม!

-----------------------

อับดุลลาห์ อัลเบซรี่, ฟาฮัด อัลบานี่ และ อาเหม็ด อัลซาอิฟ คือเจ้าหน้าที่ทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงเทพฯ ซึ่งถูกสังหารด้วยอาวุธปืนในท่วงทำนองของการ "ประหาร" แยกกันเป็น 2 เหตุการณ์ในกรุงเทพฯ ในวันเดียวกันคือ 1 กุมภาพันธ์ 2533

มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจผู้ถือหุ้นในบริษัทจัดหาแรงงานระหว่างประเทศชื่อ "ซินเซียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รีครูทเมนท์" ที่เชื่อกันว่าอยู่ในรถคันหนึ่งซึ่งนักการทูตรายหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อกระสุน หายตัวไปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถัดมา เชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว

ผม เคยเข้าไปนั่งพูดคุยกับ โมฮัมเหม็ด ซาอิด โคจา เขาชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคดีทั้งสองคดีกับคดีเพชร ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของเรื่องทั้งหมด ชี้ให้เห็นถึงความพยายามบางอย่างจากคนบางกลุ่มเพื่อ "อำพราง" ความจริงทั้งหมด

ในทรรศนะของโคจา นักการทูตเหล่านั้นถูกสังหารเพราะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการขโมยและการปกปิด ปลอมแปลงเพชร ในขณะที่อัลรูไวลี่ ซึ่งสนิทสนมกับนักการทูตเหล่านี้ดี ถูกสังหารอาจจะเพราะล่วงรู้ทั้ง "ความลับแห่งอัญมณี" และล่วงรู้ถึงการสังหารในครั้งนั้น

อัลรูไวลี่จึงต้องตายตามไปด้วย

ในความรู้สึกของคนอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาอิด โคจา เหตุการณ์ทั้งหมด ไม่เพียงเป็นขโมยซ้อนขโมย ปล้นซ้อนปล้นเท่านั้น

ยังเป็นการปล้นแล้วกลับไปตบหน้าซ้ำเป็นการหยามกันชนิดถึงขีดสุดด้วยการส่งเพชรปลอมกลับคืนด้วยอีกต่างหาก

-----------------

นับ เนื่องตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา การสร้างความกระจ่างให้กับคดีทั้งหมดเหล่านี้ คือภารกิจที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดของสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย

นาบิล ฮุสเซน อัสชรี ก็เป็นเช่นเดียวกับ โมฮัมเหม็ด ซาอิด โคจา มีคุณสมบัติพร้อมเพียงพอต่อการไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ ประเทศหนึ่งประเทศใดได้สบายๆ แต่ต้องมารับเพียงตำแหน่ง "อุปทูต" ในเมืองไทย

นา บิล อัสชรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการประชาสัมพันธ์ ทำปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ ก่อนหน้าจะเข้ามาอยู่ในแวดวงการทูต เคยเป็นทั้งผู้สื่อข่าว ทั้งคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ชั้นนำของซาอุดีอาระเบียอย่าง อัล บิลัด และ อัลจาซีร่า

ในด้านการทูตเคยขึ้นไปดำรงตำแหน่งเป็นถึง อัครราชทูตที่ปรึกษาประจำกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นนักการทูตซาอุดีอาระเบียผู้หนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วยุโรป จากบทบาททั้งใน องค์การพลังานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) และ ในฐานะตัวแทนของซาอุดีฯในสหภาพยุโรป

ถ้าไม่เอาดีทางการทูต นาบิล อัสชรี ไปเอาดีทางด้านกีฬาได้สบายๆ เพราะนี่คือ แชมป์เทกวนโด ระดับสายดำ ดั้ง 4 (สามารถเป็นผู้ฝึกสอนเทกวนโดได้) ที่ได้รับจากสมาพันธ์เทกวนโดโลกแห่งเกาหลีใต้ ตั้งแต่เมื่อปี 1982

แต่ เมื่ออายุความของหลายคดีที่เกี่ยวเนื่องกับเพชรและการสังหารนักการทูต ซาอุดีอาระเบียกำลังคืบคลานใกล้เข้ามา และรัฐบาลไทยรัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงที่จะตอบคำถาม สร้างความกระจ่างให้กับคดีทั้งหมด คนอย่าง นาบิล ฮุสเซน อัสชรี ก็จำเป็นต้องเดินทางมารับตำแหน่งในไทย

"ไพรออ ริตี้" ยังเหมือนเดิม คำถามยังเหมือนเดิม "บลูไดมอนด์" อยู่ที่ไหน เพชรส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ที่ใคร? ใครคือผู้สังหารนักการทูตทั้ง 3 ราย? ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังในการจัดการให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้น เป็นตอน? ใครกันหนอพยายามปกปิด? และปกปิดอะไรกัน?

นา บิล ฮุสเซน อัสซรี คาดหวังว่า ตนเองจะประสบความสำเร็จใดๆ บ้างเมื่อสามารถผลักดันจนทำให้มีการคดีฟ้องร้องและศาลประทับรับฟ้องได้ในที่ สุด

ทุกอย่างกำลังขยับขยายไปในทางที่ดี แล้วก็ให้บังเกิดมีชื่อ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา

ผม หวนนึกถึงความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ถูกหยามของ โมฮัมเหม็ด ซาอิด โคจา ในครั้งนั้น และภาวนาอยู่ในใจขออย่าให้ นาบิล อัสซรี รู้สึกอย่างเดียวกัน

ประเดี๋ยวจะร่ำลือกันไปใหญ่ว่า อาถรรพ์บลูไดมอนด์ เป็นจริง!!!

"พระปราโมทย์"ไม่ตอบเรื่องฉาว ทีมงานพาทัวร์ดูกุฎิแม่ชีอรนุช อ้างเรียก"ลูก"เพราะ"ฐิตินาถ"ขอเอง

ที่มา มติชน


สวน สันติธรรมออกโรงแจงข้อเท็จจริงถูกร้องเรียน พาสื่อมวลชนกว่า 50 คนร่วมฟังธรรมหลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช พร้อมทั้งเดินสำรวจทั่วพื้นที่ให้คลายสงสัย ทนายแจงอยากให้เรื่องสงบ เผยไม่ต้องการฟ้องร้อง

เมื่อ วันที่ 25 กันยายน ที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้มีสื่อมวลชนทยอยเดินไปรายงานข่าวกว่า 50 คน ช่วงที่ลงทะเบียนได้มีการแจกเอกสารแถลงข้อเท็จจริงกรณีหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช และอุบาสิกาอรนุช สันตยากร เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา กรณีที่มีกุฎิอยู่ใกล้กัน รวมทั้งเนื่องจากคำสอนธรรมะ ผลการสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเรื่องการลาออกของคณะกรรมการสวนสันติธรรม รวมทั้งเรื่องบัญชีในธนาคารต่างของสวนสันติธรรมอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้มีการแจกภาพถ่ายทางอากาศเกี่ยวกับที่ตั้งของสวนสันติธรรม เพื่อยืนยันเกี่ยวกับจุดตั้งของกุฎิสงฆ์ และกุฎิของผู้ปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ยังให้สื่อมวลชนรวมทั้งญาติธรรมของพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช ประมาณ 600 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเข้าร่วมการฟังธรรมในครั้งนี้ ด้วย

พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช จะแสดงธรรมโดยให้ผู้ที่เข้ารับฟังธรรมแสดงตัวเลขที่ตนเองถืออยู่ หลังจากนั้นพระปราโมทย์ ปาโมชฺโชจะเรียกหมายเลขที่ต้องการให้ถาม ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมตามที่ได้รับการแนะนำไป โดยห้ามไม่ให้ถามในเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ โดยอ้างถึงกาละเทศะ โดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้ตอบคำถามที่บรรดาผู้ที่เข้ารับฟังธรรมในครั้งนี้ อาทิ ทำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นทุกข์ ต้องมีการพัฒนาจิตวิญญาณให้เป็นไปตามลำดับ หากจิตเครียดจะเป็นอกุศลจิต ภาวนาให้เป็นจะไม่เป็นบ้า ซึ่งคำแนะนำของพระปราโมทย์ จะเน้นในเรื่องของการพัฒนาจิตเป็นส่วนใหญ่ เกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิ โดยใช้เวลานานประมาณ 30 นาที ก่อนที่หยุดการตอบปัญหาธรรมะ ได้กล่าวว่า

"อยากพาทุกคนไปทัวร์รอบวัด แต่เกรงว่าหากใครพกพายาบ้ามาด้วย เดี๋ยวอาตมาโดนอีกข้อหาพระยาบ้า"

หลัง จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ของสวนสันติธรรมได้พา สื่อมวลชนเดินชมรอบบริเวณวัด โดยเริ่มตั้งแต่ศาลาปฏิบัติธรรม โรงอาหาร กุฎิของผู้ปฏิบัติธรรม 6 หลัง ซึ่งจะมีผู้มาปฏิบัติธรรมครั้งละ 6 คน มีช่วงวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี และวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ ขณะนี้มีผู้สั่งจองมาปฏิบัติธรรมกว่า 1,000 คน รวมทั้งกุฎิสงฆ์ทั้งหมด 6 หลัง รวมทั้งกุฏิของพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช และกุฎิของอุบาสิกาอรนุช สันตยากร ซึ่งอยู่ห่างกันมากประมาณ 120-130 เมตร โดยมีป่าปกคลุมจนมองกันไม่เห็น ได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ของสวนสันติธรรมว่า หากเป็นพระป่าแล้วต้องการความสงบ เพื่อปลีกวิเวกจึงต้องมีการปลูกต้นไม้หนาทึบ และให้ระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะมีงูเต็มไปหมด

ต่อ มาที่ศาลาแสดงธรรม นายธนเดธ พ่วงพูล ทนายความซึ่งได้รับมอบอำนาจจากพระปราโมทย์ นายสุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา ลูกศิษย์พระปราโมทย์ ร่วมกันแถลงข่าวและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน

นาย ธนเดธ พ่วงพูล ทนายความกล่าวว่า กรณีการลาออกของคณะกรรมการสวนสันติธรรมนั้น ปกติจะมีกรรมการทั้งหมด 30 คน ได้ลาออกทั้งหมด 6 คน รวมทั้งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ซึ่งผู้ที่ลาออกทั้งหมดได้ไปลาหลวงพ่อปราโมทย์ทุกคน ส่วนใหญ่จะอ้างว่าติดภารกิจไม่สามารถช่วยเหลืองานของสวนสันติธรรมได้ ส่วนที่เหลืออีก 24 คนยืนยันที่จะช่วยเหลือกันต่อไป โดยมีความเชื่อในปฏิปทาหลวงพ่อปราโมทย์ ส่วนในเรื่องของบัญชีของสวนสันติธรรมได้แจกจ่ายให้ทราบกันแล้ว ทางสวนสันติธรรมมีเงินเหลืออยู่ในขณะนี้ทั้งหมด 21,154,992.10 บาท

"ส่วน การสอบสวนทางราชการ กรมสืบสวนคดีพิเศษ รวมทั้งสำนักพุทธศาสนา ก็ยืนยันมาแล้วว่าไม่มีความผิดแต่อย่างใด" นายธนเดธกล่าวและว่า ส่วนการฟ้องร้องนั้น ในฐานะทนายความก็อยากจะดำเนินการฟ้องร้อง แต่หลวงพ่อมีเจตนาไม่ต้องการฟ้องใคร ส่วนการจะให้สวนสันติธรรมเป็นวัดนั้น รอการอนุมัติ หลังจากนั้นจะปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป

นาย สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา ลูกศิษย์กล่าวว่า ในแนวคำสอนของ หลวงพ่อปราโมทย์นั้นฝึกให้ทุกคนมีสติ รู้กาย รู้ใจเป็นหลัก บางคนใช้เวลา 10-20 นาที เน้นรูปแบบการปฏิบัติภาวนา รู้ลมหายใจ ฝึกสติ จิตสงบ ผู้ที่เข้ามาฝึกปฏิบัติก็แล้วแต่จริตของแต่ละคน หากไม่ถูกจริตถือว่าปกติ ส่วนใหญ่จะชี้แนะและนำไปปฏิบัติเอง

"ส่วน กรณีที่หลวงพ่อปราโมทย์เขียนจดหมายและใช้คำ ว่าลูก เนื่องจาก นางฐิตินาถ ณ พัทลุง ได้มาขอกราบให้รับหลวงพ่อรับเป็นลูกสาว ในเนื้อความของจดหมายจึงใช้คำว่าลูก การที่เขียนจดหมายต้องการให้เกิดความมานะพากเพียรปฏิบัติ เพื่อให้พ้นทุกข์ตามหลักสอนของศาสนาพุทธ" นายสุรวัฒน์กล่าวและว่า การกล่าวร้ายหลวงพ่อปราโมทย์หากตรวจสอบทุกประเด็นแล้วไม่มีความจริงอะไรเลย ในการนำเสนอข่าวอยากให้มีการพิจารณาให้ดี เพราะจะส่งผลกระทบต่อพุทธศาสนา

วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7240 ข่าวสดรายวัน ส้วมอยู่ไหน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




รัฐบาลสร้างปัญหาขึ้นมาเองแท้ๆ แต่ดันให้ข้าราชการ รับผิดชอบ

ภายหลังพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภาค 5 ประกาศไม่ขอรับตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.

เรื่องสปิริต หรือเสียสละก็ว่ากันไป

สิ่งน่าสนใจ และน่าห่วงใยต่อจากนี้มีสาระกว่า

พล.ต.ท.สมคิดได้รับแต่งตั้งจากก.ตร. ที่มีกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์กำกับบังคับ

คำถามคือ พล.ต.ท.สมคิดปฏิเสธการแต่งตั้งของ ก.ตร. ได้หรือ?

องค์กรตำรวจ ไม่ได้มีเฉพาะกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์กำกับบังคับเท่านั้น

ยังมีเรื่องวินัยควบคุมอีกชั้น

ข้าราชการตำรวจอีก 2 แสนกว่านาย จะปฏิเสธคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเหมือนอย่างพล.ต.ท.สมคิด ได้หรือไม่?

ประธานก.ตร.ที่ชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องตอบ??

คำถามต่อมา ภายหลังก.ตร.แต่งตั้งพล.ต.ท.สมคิดขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.

ทั้งรัฐบาลไล่มาตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ รองนายกฯ สุเทพ รัฐมนตรี และสารพัดโฆษก ต่างยืนยันหนักแน่นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่งตั้งทุกคน ทุกตำแหน่ง ถูกต้อง เหมาะสม

อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย ท้วงติง ถึงขนาดออกแถลงการณ์ 4 ฉบับ ติดๆ กัน

ตามหลักการทูตสากลทั่วโลก ถือว่า ไม่ปกติธรรมดา

มากๆ!

ทว่าทุกเสียงจากรัฐบาลก็ยังยืนยัน หนักแน่น แข็งกร้าว

ไม่พิจารณา ไม่ทบทวน ไม่แก้ไข

แต่แล้วทุกเสียงที่เพิ่งยืนยัน หนักแน่น แข็งกร้าวอยู่แหม็บๆ

กลับเห็นดี เห็นด้วยกับการไม่ขอรับตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.ของพล.ต.ท.สมคิด

ราวกับว่า การแต่งตั้ง การพูด การแสดงออกก่อนหน้านี้ ไม่เคยมี ไม่เคยเกิด

ทำเหมือนรัฐบาลเป็นสวนสนุก ก.ตร.เป็นสนาม เด็กเล่น

ไม่มีหลักการ หลักเกณฑ์

ไร้ความสามารถ วุฒิภาวะ

หมดสภาพ โมเม มั่วซั่ว เอาดีใส่ตัว เอาตัวรอด ไปวันๆ!!

กรณีวิกฤตการณ์ซาอุฯ รอบใหม่นี้ เปรียบไปก็เหมือน อภิสิทธิ์กับสุเทพ ท้องผูก

แต่ดันให้สมคิดเข้าส้วม!?

วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7240 ข่าวสดรายวัน จดหมายจาก'อัมสเตอร์ดัม'ฉบับ3 ร้องยูเอ็น-จี้'มาร์ค'เร่งคดี91ศพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ทำจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3 "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย" ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ก.ย.

เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสอบสวนคดี 91 ศพ ที่ยังไม่ คืบหน้า

เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ยุติธรรมและขาดอิสระ

เตือนให้รัฐบาลรู้ว่ายังมีกฎหมายอาญาระหว่างประเทศอยู่

พร้อมกันนี้ได้ส่งจดหมายดังกล่าว ไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในวันเดียวกัน

จดหมายมีเนื้อหา ดังนี้

เรา เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงท่านในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลที่มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาญา ระหว่างประเทศ

เราได้ส่งจดหมายเพื่อย้ำเตือนรัฐบาลของท่านถึงสอง ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และครั้งล่าสุดในวันที่ 6 สิงหาคม 2553

เนื้อหาจดหมายได้ย้ำเตือนรัฐบาลไทยถึงพันธกรณีที่มี ต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยต้องมีการจัดการสอบ สวนถึงสาเหตุของการเสียชีวิตของพลเรือนกว่า 80 ราย ที่ถูกสังหารในระหว่างการชุมนุม

และยังระบุถึงหน้าที่ที่รัฐบาลที่ จะต้องให้โอกาสแก่ทีมทนายของผู้ถูกกล่าวหา และทางสำนักงานกฎหมายของเราในการเข้าถึงพยานหลักฐาน แต่จนถึงบัดนี้ท่านไม่ได้ตอบสนองถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวของเรา

เป็น ที่ปรากฏชัดว่า แทนที่คณะรัฐบาลของคุณจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับพยายามปกปิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กองทัพไทยกระทำต่อผู้ชุมนุมที่ ปราศจากอาวุธระหว่างการชุมนุม

โดยในวันที่ 20 เมษายน 2553 รัฐบาลของท่านได้ถอนเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากหน้าที่ในการสอบสวนเหตุการณ์การ สังหารประชาชน มอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ

แต่ในสี่เดือนที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ได้ดำเนินการสอบสวนการสังหารดังกล่าวแต่อย่างใด

จาก พยานหลักฐานนี่รัฐบาลมีอยู่มากมาย อาทิ รูปพรรณสัณฐานผู้กระทำการ และหลักฐานที่ระบุว่าการกระทำดังกล่าวสมควรแก่เหตุหรือไม่ จึงไม่เป็นเรื่องยากแต่อย่างใดที่รัฐบาลจะดำเนินการสอบสวนคดีตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา

หลักของศาลไทย ระบุว่าจะต้องมีการระบุและแสดงรูปพรรณสัณฐานผู้กระทำความผิดในการสังหาร ประชาชน (อ้างอิงจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแห่งประเทศไทย บทที่ 2 มาตรา 148)

อย่างไรก็ตาม คณะรัฐบาลของท่านได้จับกุมและกล่าวหาแกนนำนปช. ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ในปัจจุบันแกนนำนปช.ทั้ง 19 คน ยังคงถูกรัฐบาลคุมขังตามอำเภอใจ

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เป็นเวลา 4 เดือนกว่าหลังการสังหารประชาชนในระหว่างการชุมนุม ท่านได้ตอบสนองข้อเรียกร้องสาธารณชนโดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว

กรมสอบสวนคดี พิเศษนั้นไม่ได้มีความเป็นธรรม หรือเป็นอิสระ เพราะคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในวันที่ 7 เมษายน 2553 ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ได้ กล่าวหาแกนนำเสื้อแดงหลายครั้งว่าสมรู้ ร่วมคิดในการล้มล้างระบอบกษัตริย์ และยังมีการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้ว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะกลับสู่ปกติแล้วก็ตาม ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่เอื้อต่อการสอบสวนที่มีความเป็นอิสระและเป็นธรรม อย่างแท้จริง

การที่คณะรัฐบาลของท่านปฏิเสธจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเพิกถอนอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของท่านพยายามปกปิดข้อเท็จจริง แม้จะมีพยานที่อยู่ในเหตุการณ์และวิดีโอบันทึกเหตุ การณ์จำนวนมากที่ระบุว่ากองทัพไทยมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือน ทั้ง 80 รายก็ตาม

การที่ศอฉ. ถอดถอนอำนาจหน้าที่ของกรมตำรวจ ในการสอบสวนคดีดังกล่าวในวันที่ 20 เมษายน 2553 ทำให้กระบวนการสอบสวนคดีเกิดความล่าช้า กรมสอบ สวนคดีพิเศษ มีผลการชันสูตรพลิกศพของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

แต่ทางทีมทนายของผู้ ถูกกล่าวหาและญาติของผู้เสียชีวิตไม่ได้รับผลการชันสูตรดังกล่าว หรือวิดีโอบันทึกเหตุการณ์การสลายชุมนุมแต่อย่างใด

แม้ว่าจะมีหลัก ฐานที่เป็นภาพถ่าย หรือวิดีโอมาก มายที่ระบุรูปพรรณสัณฐานทหารที่ยิงอาวุธใส่กลุ่มผู้ชุมนุม แต่ยังไม่มีการจับกุม หรือสอบสวนสมาชิกกองทัพไทยแม้แต่คนเดียว

กรม สอบสวนคดีพิเศษไม่ได้ดำเนินการสอบสวนพยานในเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น ไม่มีการเรียกผู้บริหารอาคารที่กลุ่มทหารมือปืนลอบสังหารใช้เป็นที่ซุ่มยิง ประชาชน มาสอบสวนว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามาใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ซุ่มยิงได้ อย่างไร

หรือเรียกกลุ่มบริษัทคมนาคมขนส่งกรุงเทพมหานคร มาระบุรูปพรรณสัณฐานบุคคลที่อยู่ในรางรถไฟฟ้าในวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ปรากฏในวิดีโอ

ความล่าช้าของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นส่งผลให้หลักฐานเหล่านั้นเน่าเปื่อย ผุพัง และสร้างความยากลำบากในการระบุพยาน

และ ยังเป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้พยานเกิดความหวาดกลัวที่จะให้ข้อมูลอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจอย่างล้นเหลือในการคุกคามผู้ต้องสงสัย สร้างความหวาดกลัวไปทั่ว อย่างน้อยที่สุดคือ การ์ดนปช. 3 ราย เสียชีวิตจากสาเหตุอันผิดธรรมชาติหลังจากการชุมนุม

นอกจากนี้ ศอฉ.ยังใช้อำนาจยึดทรัพย์สินของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะมีการล้างแค้นโดยการสอบสวนทรัพย์สิน และมีการใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล ว่าเสื้อแดงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การยิงและลอบวางระเบิดเอ็ม 79 โดยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพิกเฉยต่อข้อ กล่าวหาอันมีมูลในเรื่องการทุจริตทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกระดับ สูงของพรรคประชาธิปัตย์

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสองมาตรฐานที่ใช้ทำลายการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง

และ สิ่งเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นว่าคณะรัฐบาลของท่านปราศจากความน่าเชื่อถือที่จะ ดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการสังหารประชาชนอย่างเป็นอิสระหรือเป็นธรรม

ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังโยนความรับผิดชอบต่อการตายของประชาชนทั้งหมดให้กับแกนนำนปช.

เรา ขอย้ำเตือนให้ท่านเห็นถึงความล้มเหลวของท่านในการเยียวยาเหยื่อของอาชญากรรม อันทารุณ อาทิ การสังหารประชาชนโดยใช้ศาลเตี้ยหรืออำนาจมืด ซึ่งเป็นการละเมิดต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเรือนและสิทธิทางการเมือง

รวมถึงบทบัญญัติกรุงโรม ซึ่งเป็นรากฐานของศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่บัญญัติให้ทหารหรือพลเรือนผู้มีอำนาจเหนือประชาชน ที่ล้มเหลวในการดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ต้องรับผิดชอบ หากปรากฏชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวจงใจเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ระบุชัดแจ้ง ว่าผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว

ซึ่ง ได้ระบุไว้ในบทบัญญัติกรุงโรม มาตรา 28 (b) (III) หลักการดังกล่าวยังเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่สามารถนำไปปรับใช้กับ ประเทศไทยได้

จากการกระทำของรัฐบาลที่ได้กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจและความไร้สมรรถภาพของรัฐบาลในการดำเนินการการ สอบสวนคดีอาชญา กรรมต่อมนุษยชาติอย่างเป็นอิสระ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

'เสธ.อู้'จี้กองทัพคุมเข้ม อาวุธในคลังแสง

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_113981

"พล.อ. เลิศรัตน์" จี้กองทัพหามาตรการป้องกันอาวุธในคลังแสง รับเวรยาม การตรวจนับ ไร้ประสิทธิภาพ ขอมาตรการป้องกันให้มีกุญแจหรือประตูสองถึงสามชั้นและ ให้มีการตรวจสอบอาวุธที่อยู่ในคลังแสงมากขึ้น...

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่โรงแรม กะตะ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา กล่าวถึงกรณีที่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยขโมยอาวุธสงครามอาร์พีจีจากคลัง จ.ลพบุรีว่า เรื่องนี้น่าจะมีการดำเนินการของขบวนการค้าอาวุธ ไม่เกี่ยวกับการก่อความไม่สงบโดยมีเจ้าหน้าที่ในกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะกระสุนปืนอาร์พีจี 39 นัด ได้รับใบสั่งจากขบวนการค้าอาวุธนอกประเทศ เพราะขณะนี้บริเวณแถวตะเข็บชายแดนมีความต้องการใช้อาวุธทั้งของชนกลุ่มน้อย และขบวนการค้ายาเสพติด

ทั้งนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า ใบสั่งต้องการอาวุธสงครามจะมีอยู่ตลอดเวลา จะเห็นว่าเมื่อตรวจสอบอาวุธเหล่านี้จะพบว่าจะเป็นของกองทัพไทยทั้งสิ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะขบวนการเหล่านี้อาศัยช่องว่างเนื่องจากเวรยาม การตรวจนับ ไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งในช่วงฝึกภาคสนามจะมีการเบิกออกมาแต่ใช้ไม่หมดแล้วมีการลักลอบนำไป ขายโดยผู้บังคับบัญชาไม่ทราบ ถือเป็นความเลินเล่อของระบบการบริหาร คนที่ไม่ดีก็มักอาศัยช่องว่าง ดังนั้นจึงอยากให้มีการมาตรการป้องกันให้มีกุญแจหรือประตูสองถึงสามชั้นและ ให้มีการตรวจสอบอาวุธที่อยู่ในคลังแสงมากขึ้นจากเดิมเพราะหากมีปัญหาก็จะ ตรวจสอบได้ทันที.

การ์ตูน เซีย 25/09/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 25/09/53

โอบาม่าเดินผ่านอะไรก็ไม่รู้แว้บๆ เสื้อแดงนิวยอร์ครวมพลังตะโกนใส่หน้าไอ้ฆาตกรGo to hell-ลงนรก

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2553

รอยเตอร์เสนอ ภาพข่าวช็อตเด็ดบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯเดินผ่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ราวกับอภิสิทธิ์ไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนั้น และเดินผ่านไปยืนถ่ายรูปกับผู้นำชาติASEAN ในการประชุมนอกรอบระหว่างASEAN-USAในที่ประชุมUN นครนิวยอร์ค

อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์มาเมืองไทยกับโทรทัศน์เครือเนชั่นเช้านี้ด้วยน้ำ เสียงอ้ำอึ้ง เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสได้สนทนาอะไรกับโอบาม่าบ้างไหม? โดยเขากล่าวตอบว่า"ก็..เป็นการประชุมหารือระหว่างสหรัฐฯกับอาเซียน ท่านประธานาธิบดีได้ทักทายผมว่า เอ้าคุณอภิสิทธิ์ได้มาประชุมที่นิวยอร์คกับเขาด้วย เพราะท่านก็ทราบดีว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยเราก็ตึงเครียดอย่างที่ รู้ๆกัน"

อภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่าเขาได้พบชุมชนคนไทยในนิวยอร์กด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่า เขาถูกคนไทยที่สนับสนุนประชาธิปไตยตามไปประท้วงหรือไม่ที่นั่น โดยแสดงน้ำเสียงไม่สู้จะดีนัก โดยก่อนหน้านั้นกลุ่มเสื้อแดงนิวยอร์คนัดรวมตัวกันต้อนรับอภิสิทธิ์ให้ถึงใจ

เสื้อแดงนิวยอร์กต้อนรับมาร์คระยะห่าง10ฟุต


มี คนเสื้อแดงในนิวยอร์คและอเมริการาว 30 คนไปรวมกลุ่มประท้วงอภิสิทธิ์หน้าโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ที่พักของอภิสิทธิ์ โดยร่วมกันตะโกนด่าในระยะประชิดไม่เกิน 10ฟูต ด้วยปากเปล่า เพราะไม่ได้ขออนุญาตใช้เครืองขยายเสียง โดยผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ตะโกนใส่นายอภิสิทธิ์ขณะเดินขึ้นรถว่า"ไอ้ฆาตกรๆๆๆ Go to hell(ไปลงนรก) ไอ้2มาตรฐาน โกงชาติ"

คลิ้กดูคลิปวิดิโอ
พร้อมชูป้ายโจมตี ข้อความต่างๆเช่น

-Thai prime minister you can't fool the world 91 killed(นายกฯไทยคุณไม่สามารถหลอกลวงชาวโลกได้ที่คุณสังหาร 91ศพ) บนป้ายที่ทำเป็นรอยเลือดไหล

-Free all political prisoners (ปลดปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด)

-Abisit-murderer shame! you stoop lying the world(ภิสิทธิ์-ฆาตกร อายซะมั่ง หยุดหลอกชาวโลกได้แล้ว)

-นายกฯทรราชย์ ไม่รู้จะด่ายังไงแล้ว พร้อมกับวาดรูปตีนประกอบ

ทั้งนี้มีนักข่าวโทรทัศน์ในอเมริกามาทำข่าวทั้งCNNและFOXNEWS (ชมภาพชุด)

ชม คลิปเสื้อแดงไทยนิวยอร์ครวมพลังต้อนรับมาร์คถึงใจ โดยในคลิปนี้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ตะโกนใส่นายอภิสิทธิ์ขณะเดินขึ้นรถว่า"ไอ้ ฆาตกรๆๆๆ Go to hell(ไปลงนรก) ไอ้2มาตรฐาน โกงชาติ"

http://www.4shared.com/video/8BKY9HNz/MOV02191.htmlhttp://

http://www.4shared.com/video/y1Zc0LBx/MOV02198.html /////

http://www.4shared.com/video/8BKY9HNz/MOV02191.html //

http://www.4shared.com/video/y1Zc0LBx/MOV02198.html

บทความ: ข้อสังเกตบางประการในการทำความเข้าใจ “สลิ่ม”

ที่มา Thai E-News

โดย ทัศนะ ธีรวัฒน์ภิรมย์ / ประชาไท
เผยแพร่ครั้งแรกที่ Aofdense's Blog
24 กันยายน 2553

“สลิ่มเป็นงานอาร์ท” ศ.ดร.นพ.ทพ.โน๊ต อุด้ง



(1)

สลิ่ม: พื้นที่ศักดิ์สิทธ์ทางวิชาการหรือแค่เรื่องตลกของยุคสมัย

ท่าม กลางความสับสนและความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศเทยในช่วงที่ผ่านมา พฤติกรรม (จริงๆสิ่งที่จะกล่าวต่อไปจะเรียกว่า “พฤติกรรม” ก็ดูจะไม่ตรงนัก แต่เพื่อความสะดวกในการสื่อสาร ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำนี้ไปพลางก่อน) ที่เรียกกันอย่างลำลองทางวิชาการว่า “สลิ่ม” (Salim) ได้ก่อตัวขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่ชนชั้นกลางของประเทศเทย(โดย เฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว) มีการถกเถียงกันในวงวิชาการอย่างมากมายและกว้างขวางต่อปรากฏการณ์ที่เกิด ขึ้น บ้างก็ว่ามันเป็นอาการของโรค (disease) บ้างก็ว่าเป็นความผิดปกติทางจิต (psychological disorder) บางส่วนบอกว่าเป็นอุปทานรวมหมู่(mass hysteria) บางคนถึงกับบอกว่า “สลิ่ม” เป็นเพียงวาทกรรม(ในความหมายแบบไทยๆ)ที่เอาไว้ discredit ฝ่ายที่คิดเห็นไม่ตรงกับพวกตน

อย่างไรก็ดีแม่จะมีวิวาทะทางวิชาการ มากมายในประเด็นดังกล่าว แต่ด้วยความลักลั่นย้อนแย้ง (paradox) ความลื่นไหล ความไม่เสถียร (stable) ของพฤติกรรม “สลิ่ม” ทำให้ข้อถกเสียงเหล่านั้นไม่สามารถให้ข้อสรุปถึงนิยาม (definition) ของคำว่า “สลิ่ม” ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ ซึ่งสร้างปัญหาให้กับสังคมในการใช้คำว่า “สลิ่ม” มาก เพราะความหมาย (meaning) และสัญญะ (sign) ของมันขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้ใช้เป็นหลัก ทำให้ผู้ที่ถูกเรียกว่า “พวกสลิ่ม” ไม่อินังขังขอบหรือเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อถูกเรียกแบบนั้น ทั้งที่อันที่จริงแล้วคำนี้มีความหมายในเชิงประชดประชันเสียดสีอยู่มาก

จาก การทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่าการศึกษาปรากฏการณ์ “สลิ่ม” เป็นไปอย่างไร้ทิศทางและกระจัดกระจาย มีการใช้กรอบวิเคราะห์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในทาง สังคมศาสตร์, รัฐศาสตร์, ปรัชญา, เศรษฐศาสตร์, หรือแม้แต่การวิเคราะห์ด้วยความตั้มฟิสิกส์ ซึ่งความหลากหลายในแนวทางการศึกษาเช่นนี้ แม้จะทำให้เราค้นพบแง่มุมใหม่ๆของคำว่า “สลิ่ม” แต่ก็ไม่สามารถให้ความหมายที่เป็นจุดร่วมของคำๆนี้ได้ ส่งผลให้ “สลิ่ม” กลายเป็นคำที่มีลักษณะนามธรรม (abstract) ลึกลับ (mysterious) หรือแม้กระทั่งดูศักดิ์สิทธิ์ (divine) กว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงได้

บท ความนี้ผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะเสนอข้อสรุปหรือทฤษฎีที่ชี้ขาดว่า “สลิ่ม” คืออะไรกันแน่ เพียงแต่ต้องการที่จะทบทวน วิเคราะห์ เพื่อสังเคราะห์เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นของพฤติกรรมที่เรียกว่า “สลิ่ม” ผู้เขียนพยามยามจะรวบรวมจุดร่วมของพฤติกรรมดังกล่าวที่เห็นได้อย่างชัดเจน (Obvious) ในกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าสลิ่มส่วนใหญ่ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นของการวิเคราะห์ว่า “สลิ่ม” ไม่ใช่ความผิดปกติ (abnormally) เพราะกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่าสลิ่มนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง ปกติ ไม่ได้มีความบกพร่องในการใช้ชีวิตปกติแต่อย่างใด (แต่มี “ความคิด” หรือเปล่านั้นเป็นสิ่งที่ต้องอภิปรายต่อไป) โดยผู้เขียนใช้กรอบการว่าเคราะห์ “สลิ่ม” ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมผสม (hybrid culture) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมรวมถึงอุดมคติที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมแบบชนชั้นกระฎุมภี, แนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่, pop culture, วัฒนธรรมแบบผู้มีการศึกษา และอาจร่วมถึงวัฒนธรรมนำเข้าอย่างกระแส k-pop

ผู้ เขียนเห็นว่าการมองสลิ่มเป็นวัฒนธรรม ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมนี้ได้อย่างมีมิติและเป็นพลวัตรมากขึ้น เพราะกระบวนการการทำให้เป็นสลิ่ม (Salimization) ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมายาวนานอย่างเป็น ระบบ ซึ่งเราอาจจะสืบย้อนกลับไปได้ถึงช่วงการเข้ามาของแนวคิดสมัยใหม่ (modernism) ในรัชสมัยรัชกาลที่ห้า หรืออย่างน้อยก็สมัยที่มีการเกิดขึ้นของชนชั้นกระฎุมภีใหม่หลังการเปลี่ยน แปลงการปกครองเมื่อพุทธศักราช 2475 ซึ่งมันมีความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์อยู่มาก (อ่าน, สมสุข 2553) อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่ากระบวนการทำให้เป็นสลิ่มชัดเจนที่สุดในทศวรรษ 2490-2500 และมีการแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดพร้อมๆกับการมาถึงของกลุ่มที่เรียก ตัวเองว่า “กลุ่มคนเสื้อหลากสี” (multicolor anti-democracy puppets) ในช่วงเดือนมีนาคม 2553 แต่ด้วยข้อจำกัดของความยาวของบทความผู้เขียนจะไม่อภิปรายกระบวนการทำให้เป็น สลิ่มในที่นี้ แต่จะขอตั้งข้อสังเกตลักษณะร่วมบางประการของ “สลิ่ม” เท่านั้น

(2)

สลิ่ม: ลักษณะร่วมบางประการ

จาก การทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (questionnaire) การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) และการสนทนากลุ่ม (focus group) ผู้เขียนมีข้อสังเกตบางประการถึง “จุดร่วม” ของกลุ่มคนที่เรียกว่า “พวกสลิ่ม” ดังนี้

1. สลิ่มรักพ่อและยินดีตายเพื่อพ่อ : ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายให้มากความ “ถ้าไม่รักพ่อก็ออกจากบ้านไป ชิ้วๆ” สลิ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ตัวพ่อ” ท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างภาคภูมิใจ

2. สลิ่มมีการศึกษา: จากการเก็บข้อมูลภาคสนามผู้เขียนพบว่า “พวกสลิ่ม” ส่วนใหญ่เป็นที่มีการศึกษาสูง (ส่วนใหญ่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ) และเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความรู้ที่ได้จากการศึกษาในระบบอย่างยิ่ง สลิ่มส่วนใหญ่รู้ดีว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต, ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก, ศิลปะวัฒนธรรมไทยมีความยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก, ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย (แบบไทยๆ), ทุนนิยมเป็นแนวคิดที่น่ารังเกียจ ,ประชาธิปไตยต้องดูกันที่เนื้อหาสาระ เป็นต้น

3. สลิ่มรักการอ่าน: ต่อคำกล่าวที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละเจ็ดบรรทัด” เมื่อนำมาใช้อธิบายสลิ่มจะไม่สามารถใช้ได้เลย เพราะสลิ่มเป็นคนมีการศึกษา พวกเขารักในการศึกษาหาความรู้ การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่พวกเขาทำกันเป็นกิจวัตร ซึ่งสิ่งที่ยืนยันได้ดีคือการได้รับความนิยมอย่างสูงของงานสัปดาห์ลดราคา หนังสือแห่งชาติ และยอดพิมพ์ของหนังสือที่มีสาระมากมายหลายเล่ม เช่น เข็มพิษชีวิต, เดอะท๊อปบู๊ทซีเคร็ด, หนังสือของสำนักพิมพ์แจ่มใฉ, หนังสือแปลดีๆอย่างแวมไพร์ทไวไลด์, หรือแม้กระทั่งหนังสือปรัชญาชีวิตยากๆของนักเขียนผู้ทรงภูมิอย่างกา-ลาแมร์ ด้วยความที่สลิ่มเป็นผู้ที่อ่านหนังสือเยอะนี้ ทำให้สลิ่มเป็นกลุ่มคนที่เชื่อคนยากเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาจะเชื่อก็ต่อเมื่อรัฐบาล, ศอฉ., หรือผู้นำทางความคิดที่ดูดีมีความรู้บอกเท่านั้น ส่วนสื่อทางเลือกอื่นๆ เช่น CNN, Economist, บทความวิชาการต่างๆ สลิ่มรู้ดีว่าไม่ควรให้ความใส่ใจ

4. สลิ่มมีศีลธรรมจรรยา: แหล่งที่พบสลิ่มได้อย่างหนาแน่นชุกชุมคือสถานปฏิบัติธรรมที่มีบรรยากาศ สะอาด สงบ สะดวกสบาย และดูดีมีรสนิยม ในวันหยุดสลิ่มหลายกลุ่มมักใช้เวลามาปฏิบัติธรรม-ภาวนา เพื่อสร้างบารมีตามสถานที่ดังกล่าว อีกข้อสังเกตหนึ่งของผู้เขียนก็คือ สลิ่มร้อยละเก้าสิบมีหนังสือของพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เป็นปราชญ์แห่งยุคสมัย อย่าง ว. วชีรเมรี ที่เขียนหนังสือธรรมะเนื้อหาลึกซึ้งออกมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น “ธรรมนำเวร”, “ธรรมะดิลิเวทีพ”, “รักอนาไลสิส” และมีคำสอนที่ลึกซึ้งผ่านเครือข่ายทางสังคมอย่างทวิตเตอร์ออกมาเป็นประจำ เช่น “ที่ใดมีชู้ที่นั่นมีช้ำ ที่ใดมีกิ๊กที่นั่นมีกรรม”, “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน (นะจ๊ะ) เป็นต้น

5. สลิ่มมีรสนิยมดีเยี่ยม: ในเรื่องรสนิยมในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่สลิ่มมีความก้าวหน้านำสมัยอย่างยิ่ง เหตุเพราะจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ชนชั้น สลิ่ม 98.96% เป็นผู้ที่มีอันจะกิน และมีกำลังซื้อมากพอที่จะซื้อสินค้าและบริการที่ “เทรนดี้” เพื่อตอบสนองเป้าหมายในการมีชีวิต (purpose of live) จากกลุ่มตัวอย่าง สลิ่มส่วนใหญ่มี i-phone และ BB (บางส่วนใช้(Android), นิยมซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าที่มีระดับ, ฟังเพลงอินดี้, ดูหนังนอกกระแส, และอ่านนิตยสารเด็กแนว….( อนึ่ง ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าข้อนี้เป็น “ความเป็นสลิ่ม” หรือ “สลิ่มที่บังเอิญมีลักษณะนี้” มีบางกลุ่มที่นิยามตัวเองว่า “แดงสลิ่ม” ซึ่งตามความเห็นของผู้เขียน กลุ่มคนเหล่านี้เป็น “สลิ่มเทียม”)

6. สลิ่มมีความรู้เรื่องการเมืองดีเยี่ยม: จากการเก็บตัวอย่างแบบสอบถามจากสลิ่มนับพันคน ทุกคนมีความรู้ในสถานการณ์และประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศเทยเป็น อย่างดี ทุกคนรู้ดีว่า ทักษิณเป็นปีศาจจากดาวอังคารที่เกิดมาเพื่อทำลายประเทศเทย ทักษิณสามารถซื้อทุกอย่างในโลกได้ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง, ชาวบ้าน, สื่อ, ตำรวจ, ผู้พิพากษา, CNN, BBC, FBI ,อองซานซูจี (จะมีแต่คนฉลาดและรักชาติอย่างสลิ่มเท่านั้นที่ทักษิณซื้อไม่ได้) ปัญหาทางการเมืองของประเทศเทยล้วนเกิดจากทักษิณทั้งสิ้น ถ้าเรากำจัดทักษิณได้แล้ว ปัญหาต่างๆทางการเมืองเหล่านี้จะคลี่คลายแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีใด เราต้องกำจัดทักษิณให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร,ตุลาการภิวัฒน์, การขอคืนพื้นที่-กระชับวงล้อม หรือแม้กระทั่งการไปงานศพน้องโบว์แดงแสลงใจ

7. สลิ่มมีจิตใจอ่อนไหว: นอกจากมีศีลธรรมอันดีงามแล้ว สลิ่มยังเป็นกลุ่มคนที่มีความอ่อนไหวในจิตใจสูงอย่างยิ่ง เมื่อมีสิ่งที่เร้าความรู้สึกเพียงเล็กน้อย พวกเขาพร้อมที่จะซาบซึ้ง ร้องไห้ ฟูมฟาย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของจิตใจที่จะพบได้ในเหล่าคนที่มีศ๊ล ธรรมสูงยิ่งเท่านั้น เหตุการณ์ที่ผมประทับใจในความอ่อนไหวของพวกเขามากที่สุดก็คือ พวกเขาร้องไห้เสียใจและแสดงความอาลัยรักอย่างยิ่งต่ออาคารเซ็นทรัลเวิร์ลที่ ถูกเผาไปโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย แม้แต่กับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีชีวิตพวกเขายังให้ความรัก-ความอาลัยขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงคุณค่าของชีวิตเลย สลิ่มที่ผู้เขียนไปเก็บข้อมูลกว่าครึ่งเป็นมังสวิรัต!

8. สลิ่มเห็นใจคนเสื้อแดง: เนื่องจากสลิ่มส่วนใหญ่เข้าใจการเมืองอย่างดี พวกเขาจึงรู้ว่าชาวบ้านที่มาชุมนุมกับขบวนการเสื้อแดง เป็นชาวบ้านที่บริสุทธิ์ เพียงแต่หลงผิดเพราะทักษิณ สลิ่มจึงมีความเห็นใจต่อชาวบ้านเสื้อแดงเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงมักจะบอกกับชาวเสื้อแดงเสมอๆด้วยข้อธรรมะดีๆว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม(นะคะ)” และพร้อมที่จะให้อภัยผู้ที่หลงผิดทั้งหมด พร้อมที่จะมากอดกับพวกเขาอีกครั้ง เพื่อ “ขอความสุขกลับคืนมา” สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้นชาวสลิ่ม ก็ยินดีที่จะสอนพวกเขาด้วยธรรมะดีอีกเช่นกัน เช่น “ก้าวข้ามคราบน้ำตาแล้วมองไปข้างหน้าเถิด”, “ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก มีแต่ประเทศชาติที่บอบช้ำ เรามาปรองดองกันนะ” ….

9. สลิ่มเป็นคนขวัญอ่อน: สลิ่มเป็นกลุ่มคนที่มีความซับซ้อนในตัวเองอย่างมาก ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากจะเป็นคนมีการศึกษา, มีศีลธรรม,จิตใจอ่อนไหวแล้ว สลิ่มยังเป็นกลุ่มคนที่ขวัญอ่อนอย่างยิ่ง เมื่อไหร่ที่เห็นวัตถุสีแดง สลิ่มจะเกิดอาการที่ผู้เขียนขอเรียกอย่างลำลองว่า “มึงเป็นอะไรของมึง” อาการดังกล่าวลักษณะภายนอกจะคล้ายอาการจิตเภท (Schizophrenia) หรืออาการผิกปกติทางจิตอย่าง anxiety disorder ซึ่งเป็นปากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้เขียน (ในขณะสัมภาษณ์ สลิ่มนางหนึ่ง เมือผู้เขียนหยิบปากกาสีแดงขึ้นมาเพื่อขีดเส้นใต้บทสัมภาษณ์ สลิ่มนางนั้นเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย ตัวสั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว แล้วก็เริ่มพึมพัมข้อความหยาบคายออกมา เมื่อผู้เขียนเก็บปากการใส่กระเป๋า สลิ่มนางนั้นก็กลับมาเป็นปกติทันที เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง)

ยังมีจุดสังเกตอีกหลายประการของสิ่ง ที่ผู้เขียนขออนุญาตเรียกว่า “วัฒนธรรมสลิ่ม” แต่หลักใหญ่ใจความผู้เขียนขอสรุปไว้เพียง 9 ข้อข้างต้น ต้องเรียนว่าไม่ใช่สลิ่มทุกคนที่มีลักษณะข้างต้นครบ 9 ข้อ สลิ่มบางคนก็ไม่ได้อ่านหนังสือ สลิ่มบางคนก็ไม่ได้ไปปฏิบัติธรรม ถ้าจะให้สรุปสั้นๆว่า “สลิ่มแท้” ต้องมีลักษณะแบบไหนบ้าง ผู้เขียนเสนอว่าสลิ่มแท้ต้อง “รักพ่อ เกลียดทักษิณ และเสียน้ำตาให้เซ็นทรัลเวิร์ล-ปล่อยวางต่อความตายของคนเสื้อแดง” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ผู้เขียนเห็นว่า unique พอที่จะแยกได้คร่าวๆว่าใครเป็น “สลิ่ม” หรือไม่


(3)

สลิ่ม: แล้วเราจะอยู่ร่วมกับเขาอย่างไร

ต่อคำถามนี้ผู้เขียนขอสรุปสั้นๆอย่างสุภาพว่า “ช่างแม่ง” ครับ ปล่อยพวกเขาไปเถิด


*************

แดงสลิ่ม ณ สยามพารากอน
(นักวิจัยอิสระ)