WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 27, 2010

จะปรองดองกัน ถามคนเสื้อแดงก่อนนะ!

ที่มา Thai E-News



โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ กลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย(Action for People’s Democracy in Thailand )
27 กันยายน 2553

หลังเหตุการณ์สลายคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการทำลายสถิติการยิง ประชาชนตายบนท้องถนนมากที่สุดถึง 88 คน และบาดเจ็บร่วม 2,000 คน รวมทั้งการทำให้กรุงเทพฯ คลุ้งไปด้วยควันไฟพวยพุ่งจากใจกลางเมืองหลวง ราวกับถูกละเบิดถล่มสัก 200 ตัน

ตามมาด้วยภาพทีวีฉายให้เห็นน้ำตาของคนเมืองที่หลั่งไหลให้กับ ตึกที่ถูกเผา การเรียกร้องความเชื่อมั่นประเทศไทยคืนมา การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง และข้อเสนอเพื่อการปรองดองแห่งชาติ

ทั้ง นี้บทความและบทวิจารณ์ส่วนใหญ่ต่างพุ่งเป้าไปที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และแกนนำคนเสื้อแดงต่อการนำการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ‘แพ้’ และ ข้อถกเถียงเรื่อง ถ้ายอมลงในข้อเสนอเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน ก็อาจจะไม่เกิดการสูญเสียชีวิตและการเผาบ้านเผาเมือง


วิพากษ์การวิเคราะห์การเมืองแบบ ‘บนลงล่าง’

เมื่ออ่านการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการฝ่ายขวา ของพรรคประชาธิปัตย์และของชนชั้นสูง คนเสื้อแดงเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ถูกหลอกมา ที่เข้ามาสู่การต่อสู้กับแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พราะความหลงเชื่อ หลงผิดในทักษิณ หลงคารมโวหารของสามเกลอ ถูกปลุกระดมโดยสส. ของพรรคเพื่อไทย และที่ร้ายกว่านั้นถูกกล่าวหาว่า ‘ถูกจ้างมา’

ในขณะที่นักวิชาการที่พยายามทำความเข้าใจสีแดง หรือนักวิชาการสีแดง ตระหนักได้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนเสื้อแดง ‘ได้พัฒนาเติบโตมาไกลเกินกว่าทักษิณและต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้ จริง’ และ ‘ชาวบ้านเปลี่ยนไปแล้ว’ และถกเถียงว่าด้วยเรื่องคนเสื้อแดง ‘แพ้-ไม่แพ้’

รวมไปถึงการโจมตีเรื่องการจัดวางบทบาทของทักษิณ ที่ไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับอารมณ์ของมวลชนเสื้อแดง และบทบาทของสามเกลอที่ถูกกล่าวหาว่ารับคำสั่งทักษิณ และอ่อนด้อยประสบการณ์จัดการคลื่นมหาชนขนาดใหญ่ รวมทั้งไม่ฟังมติของที่ประชุมแกนนำ แม้จะปรับกระบวนยุทธชูธงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและ ‘ประชาชนมาไกลเกินทักษิณ’ ในช่วงหลังก็ตาม แต่มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

ทั้งนี้และทั้งนั้น บทวิจารณ์ทั้งหลายตั้งอยู่บนวิถีการวิเคราะห์จาก ‘บนลงล่าง’ และเป็นการวิจารณ์ที่ไม่นำประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์อันแนบแน่นของ สี่-ห้ากลุ่มอำนาจหลักในสังคมไทย หรือที่คนเสื้อแดงเรียกว่าพวกอำมาตย์ (ทหาร ชนชั้นสูง ทุนบางกลุ่ม พรรคประชาธิปัตย์ และสถาบันระดับสูง) มาเป็นองค์ประกอบในการวิเคราะห์เจาะลึกถึงต้นต่อของความบิดเบี้ยวทางการ เมืองของไทย

อาจด้วยติดขัดในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 การวิพากษ์วิจารณ์จึงสงวนท่าที่ที่จะพูดถึงบทบาทและท่่าทีของสถาบันพระมหา กษัตริย์ในการชี้นำทางการเมือง ซึ่งมีความชัดเจนอย่างมากในการเมืองช่วงสี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

จริงๆ แล้วถ้าจะสาวให้ลึกลงไปจะเห็นว่ากลุ่มอำมาตย์ มีบทบาทในสังคมไทยมาตลอด 60 ปี นับตั้งแต่รัฐประหารโค่นรัฐบาลฝ่ายปรีดี พนมยงค์ได้สำเร็จในปี 2490 และเป็นกลุ่มอำนาจที่เล่นเกมการเมืองอย่างชาญฉลาดและรอบคอบ และแม้จะเผชิญหน้ากับประชาชนที่ลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จ การมาหลายครั้ง รวมทั้งให้การรองรับคณะรัฐประหารถึง 7 คณะ ก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวความดีความชอบมาได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงขึ้น เรื่อยๆ

จำต้องย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า สถิติการเมืองไทย 78 ปีที่ผ่านมา นั้นมีหน้าตาที่ขี้ริ้วขี้เหร่เช่นไร ด้วยจำนวนนายกรัฐมนตรี 27 คน รัฐประหารและการปฏิวัติกว่า 20 ครั้ง การลุกขึ้นสู้ของประชาชนและถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดหลายครั้ง (2492 - 2495 – 2516 - 2519 - 2535 - 2552 - 2553) รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเพียงคนเดียวที่อยู่ครบเทอม (ทักษิณ 1, 2544-2548)

ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาอำมาตย์ประชาสัมพันธ์มอมเมาลัทธิประชาธิปไตยแบบไทยว่า การเลือกตั้งไม่สำคัญเพราะชาวบ้านเลือกแต่คนเลว คนโกงบ้านโกงเมือง รัฐประหารในนามปกป้องราชบัลลังก์กระทำได้ เพื่อช่วยจัดการนักการเมืองคอรัปชั่น และมอบอำนาจคืนให้พระมหากษัตริย์ช่วยคัดสรรคนดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง แนวคิดเรื่อง ‘ประชาธิปไตยคนดี’ ‘แต่งตั้งโดยคนดี’ จึงได้ค่อยๆ กัดกร่อนทำลายความเชื่อเรื่องหลักการประชาธิปไตยตัวแทน และความสำคัญของการเลืิอกตั้งไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ


มองกลับมุม วิเคราะห์จากล่างขึ้นบน

ทั้งนี้เมื่อลองวิเคราะห์จาก ‘ล่างขึ้นบน’ หรือในตรรกะประชาธิปไตยจากฐานล่าง ‘Democracy from Below’ สังคมจำต้องวิเคราะห์ถึงที่มาของกลุ่มคนหลายแสนคนที่มาอยู่บนท้องถนนในช่วง เดือนมีนาคม จนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนท้องถนนในกรุงเทพฯ

คำถาม คือ คลื่นคนทั้งสี่ห้าแสนคน และถ้ารวมกันทั้งประเทศก็นับล้านคน ออกมาประท้วงเพื่อทักษิณเพียงคนเดียวจริงหรือ? และถ้ามาเพราะรักทักษิณจริงๆ สังคมต้องตั้งคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่พยายามไปยัดเยียดคำตอบให้ชาวบ้าน เช่นที่นักวิชาการหลายคนกำลังทำกันอยู่ เพราะไม่ยอมรับความจริง?

ประเด็นที่นักวิชาการและนักวิเคราะห์ไม่ควรจะหลงลืม คือประชาธิปไตยในประเทศไทย แม้จะไม่เคยสมบูรณ์ ถูกปล้นและถูกครอบงำอยู่บ่อยครั้ง แต่มันก็กินระยะเวลามาถึง 78 ปี ระยะเวลานี้ ถือว่ายาวนานพอสมควรที่จะทำให้ประชาชนตระหนักได้ถึงอำนาจของสิทธิและเสียง ของตัวเองอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

และถึงแม้ว่าชาวบ้านจะเออออห่อหมก ไปกับระบบอุปถัมภ์และระบบเส้นสายในสังคมไทย พร้อมทั้งรับเงินซื้อเสียงในทุกระดับของการเลือกตั้ง แต่พวกเขาก็ยังคงต้องใช้เงินหลายหมื่นบาทไปกับการ ติดสินบนตำรวจเพื่อเอาลูกหรือเอาพ่อออกจากคุก จ่ายใต้โต๊ะเพื่อซื้อตำแหน่งงานให้ลูกสาว หรือเพื่อเป็นค่าติดสินบนโน่นนี่ที่เรียกกันว่า ‘ค่าอำนวยความสะดวก’ หรือ ‘ค่าน้ำร้อนน้ำชา’

พวกเขารู้ดีว่านั่นคือการคอรัปชั่น นั่นคือการเอาเปรียบคนจน สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในหมู่บ้านไทย ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าการเมืองคืออะไร หรือคอรัปชั่นคืออะไร แต่ชาวบ้านไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อกรตามลำพัง เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีอำนาจ รักษาตัวรอด และเล่นไปตามกระแสจะปลอดภัยกว่า

ดังนั้นเมื่อเกิดปรากฎการณ์ ‘แตงทั้งแผ่นดิน’ ชาวบ้านในหลายจังหวัดโดยเฉพาะจากภาคเหนือ และภาคอีสานที่อยู่ไกลการพัฒนามากที่สุด จึงได้ระดมเงิน อาหาร และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมประท้วงกับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ โดยแต่ละคนต้องควักกระเป๋าตัวเอง หรือใช้เงินที่เพื่อนบ้านช่วยกันรวบรวมให้มา

ปรากฎการณ์เสื้อแดง ครั้งนี้มันจึงมีนัยยะสำคัญที่มากกว่าแค่การอธิบายเหมารวมว่าชาวบ้านมาเพื่อ ทักษิณ (และทักษิณและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ควรเหมารวมว่าตัวเองเป็นเจ้าของชาวบ้านด้วย) เพราะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของการเข้าร่วมสู้กับคนเสื้อแดงของชาวบ้านและคน เมือง คือความคับแค้นต่อความอยุติธรรมที่ต้องสยบยอมอยู่ใต้ฝ่าเท้ามาทั้งชีวิต และภาวะสุดทนต่อการถูกปล้นสิทธิและประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดัง เราจะเห็นได้ว่าท้ายที่สุดเมื่อท่าทีแกนนำและทักษิณอ่อนลง ชาวบ้านต่างหากที่บอกว่า เราไม่ยอม และจะยืนหยัดสู้แม้ว่าแกนนำจะถูกจับไปแล้วก็ตาม

จากการที่ได้คุยกับชาวบ้านหลายคนทั้งที่มาประชุมและในหมู่บ้านที่อีสาน และในภาคเหนือ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่อยู่ร่วมประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย ตั้งแต่ยุค 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ เช่นเดียวกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลและธีรยุทธ บุญมี และร่วมในพฤษภาฯ 35 เช่นเดียวกับจำลอง ศรีเมืองและสมศักดิ์ โกศัยสุข

หลายคนยังคงเจ็บปวดจากการนำที่ผิด พลาด ของแกนนำมาหลายครั้งหลายครา กระนั้นก็ตามพวกเขาก็ยังคงเข้าร่วมในการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตย เกือบทุกครั้ง และมีส่วนสำคัญยิ่งในการมาช่วยเสริมจำนวนคนให้เป็นหมื่น เป็นแสน และเป็นล้านคน

แต่กระนั้นก็ตาม ชาวบ้านทั้งหลายไม่เคยมีน้ำหนักในการชี้นำการต่อสู้ หรือได้ขึ้นปราศรัยถึงความคิดความต้องการของตัวเอง เมื่อได้ฟังเสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงที่ตอบสื่อเมื่อถูกถามว่าประชาธิปไตย คืออะไร มันเป็นคำถามย้อนกลับมายังหลายคนว่า ทำมันมันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับชาวบ้านที่เห็นการเลือกตั้งมาตลอด ชีวิต ทุกปี ปีละหลายรอบ จะสามารถทำความเข้าใจได้ว่า แค่การเรียกร้องให้ยุบสภา แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ ทำไมรัฐบาลถึงกับต้องเข่นฆ่าสังหารพวกเขาอย่างเหี้ยมโหดด้วย?

พวก เขาไม่เข้าใจว่า ถ้าบอกว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่แค่การเลือกตั้งยังให้พวกเขาไม่ได้ แล้วประชาธิปไตยที่สูงกว่านั้นคืออะไร ใครตอบพวกเขาได้ไหม?

นักวิชาการและนักวิเคราะห์ที่ยังมองว่าชาวบ้านไร้เดียงสา ไม่รู้จักการเมือง ไม่รู้จักประชาธิปไตย หรือรู้จักเพียงผิวเผินแค่ประชาธิปไตยกินได้ อาจจำจะต้องทบทวนวิธีคิดและการวิเคราะห์กันครั้งใหญ่ต่อ เหตุการณ์การปราบปราบคนเสื้อแดง และความอยุติธรรมต่างๆ ที่คนเสื้อแดงได้รับ ทั้งนี้การสูญเสีย และการยืนหยัดลุกขึ้นสู้แทบจะทันทีหลังจากถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดเมื่อ เดือนพฤษภาคม ของคนเสื้อแดง ทำให้ผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ลุกขึ้นมาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในสังคมชนบทและสังคมเมือง

ในขณะที่กลุ่มอำนาจเดิม (นักวิชาการเรียก ‘กลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม’) ทหารและยังใช้ยุทธวิธีรัฐประหารปี 2549 เช่นเดียวกับที่ใช้ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2490

แต่ สิ่งที่เปลี่ยนไปครั้งนี้ที่อาจจะไม่ทำให้ประวัติศาสตร์่ซ้ำรอยเดิม คือ แม้อำมาตย์จะไม่เปลี่ยน ยุทธวิธี แต่ชาวบ้านเปลี่ยนไปแล้ว (มีการศึกษามากขึ้น มีบทเรียนแห่งความเจ็บปวดหลายครั้ง และมีช่องทางการเรียนรู้จากสื่ออื่นๆ ที่รัฐไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมได้มากขึ้น ฯลฯ)


โลกก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน วิถึการเมืองแบบอำมาตย์ ในทศวรรษที่ 2490-2520 ที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่ต้องการไทยให้ช่วยในสงครามเกาหลีและสงครามเย็น อาจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะ

1) สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องใช้ไทยเป็นฐานในภูมิภาค เพราะการเจรจาการค้าทำได้โดยตรงกับจีนอยู่แล้ว และฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ในภูมิภาคอินโดจีนอยู่ที่เขมร ไม่ใช่ที่ประเทศไทย


2) สื่อทางเลือกและสื่ออิสระมีจำนวนมากขึ้น แม้รัฐบาลจะคุมสื่อกระแสหลักได้หมด แต่ก็ไม่สามารถคุมสื่ออินเตอร์เนตได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะบล๊อคเวบเพจกว่าแสนเวบก็ตาม

รวม ทั้งรัฐไม่สามารถคุมสื่อนอกและสื่ออิสระของไทยที่เกาะติดสถานการณ์ และได้ฉายภาพความจริงประเทศไทยต่อประชาคมโลก จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทย ถ้ายังอยากจะอยู่ในประชาคมโลก จะใช้ข้ออ้างการเมืองว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ และเป็นการเมืองแบบไทยๆ ได้อีกต่อไป

3) ที่สำคัญผู้เสียหายและครอบครัวของผู้เสียชีวิตกล้าให้ปากคำข้อเท็จจริงกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้จะส่งผลทางด้านการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณชน ทั้งระดับหมู่บ้าน จนถึงระดับโลก

4) ในสภาวะการเมืองที่ไม่สามารถสร้างมาตรฐานเดียวแห่งความเป็นธรรมและการดูแลประชาชน การ คอรัปชั่นจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไม่มีเสถียรภาพ และไม่มั่นคง และท้ายที่สุดจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่ารัฐบาลจะโหมประชาสัมพันธ์สร้างภาพฟื้นความเชื่อมันประเทศไทย และแม้แต่มนต์เสน่ห์แห่ง ‘สยามเมืองยิ้ม’ ก็ไม่สามารถลบภาพความจริงแห่ง ‘กระบอกปืน ความตาย และควันไฟ’ ให้หายไปจากใจคนเสื้อแดงได้

5) การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้ที่มีประชาชนเข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาตร์ และ เมื่อชาวบ้านเขียนจดหมายถึงฟ้า ท้ายที่สุดถ้าอำมาตย์ไม่ปรับตัว ประชาชนจะลุกขึ้นสู้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามครรลองของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของทุกประเทศในโลก ที่ว่า “ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นย่อมมีการลุกขึ้นสู้’

หลังเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนพฤษภาคม 2553 แม้แต่คนที่ไม่เคยยุ่งกับการเมืองมาก่อน ยังได้ลุกขึ้นมาสนับสนุนคนเสื้อแดง ด้วยประจักษ์กับความจริงและความเจ็บปวดของคนเสื้อแดงมาต่อเนื่อง หลายปี ภายใต้การเมืองสองมาตรฐาน และเอียงกระเท่เร่อย่างชัดเจนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตำรวจ เหล่าทัพ และ(เซ็นเซอร์) ที่ปฏิบัติต่อคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแตกต่างกันจนเห็นได้อย่างชัดเจน อาทิ ภาพข่าวที่คนเสื้อเหลืองเสียชีวิตแล้วได้รับความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษจาก บุคคลระดับสูง แต่คนเสื้อแดง 91 คน ที่เสียชีวิต ไม่มีการให้ความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษแม้แต่คนเดียว (ยกเว้นเสธ.แดง แต่ก็ไม่ได้มีการอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่งแบบกรณีงานศพเสื้อ เหลืองอยู่ดี)

เรื่องการดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตร 80 คน ที่อืดอาดเชื่องช้ายิ่งกว่าเรือเกลือ ผ่านมาแล้วร่วมสองปี ยังไม่มีแกนนำคนได้ถูกดำเนินคดีและได้รับหมายจับแม้แต่คนเดียว ต่างกับแกนนำ นปช ที่ถูกจับ และยังอยู่ในคุก ห้ามประกันตัว และหลายสิบคนมีหมายจับอยู่บนหัว ต้องหลบหนีกันหัวซุกหัวซุน

แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีในฟากพรรคเพื่อไทยถึงสองคน จะขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนเมษายน เพื่อพระราชทานขอให้ทรงดับวิกฤตการณ์ แต่อดีตนายกฯทั้งสองคน กลับถูกสื่อและรัฐบาลออกมาโจมตีอย่างหนักว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่เคารพเบื้องสูง อาจเข้าข่ายเจอคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีถึงสองท่านยังเข้าพบในหลวงไม่ได้ แล้วปัญหาของคนเสื้อแดงจะถูกนำเสนอถึงพระเนตรพระกรรณได้อย่างไร?

อดีตนายกรัฐมนตรีของฝากพรรคเพื่อไทย (พลังประชาชน, ไทยรักไทย) ถึงสามคนในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการทำรัฐประหารและจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

การผ่าทางตันทางการเมืองไทยต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อประชาธิปไตย ที่ก้าวหน้ากว่า ’14 ตุลาฯ และพฤษภาฯ ’35

เพียง 15 ปี หลังการปักหมุดประชาธิปไตยที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อปี 2475 ประชาธิปไตยของไทยก็ถูกปล้นคืนสู่อำนาจของเครือข่ายอำมาตย์ และกองกำลังทหารบก ที่ทำการปฎิวัติ 2490 ส่งผลให้ผู้นำความคิดด้านประชาธิปไตยของไทยหลายท่านต้องลี้ภัยอยู่ต่าง ประเทศจนสิ้นชีวิต

การขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยถูกตีแตกพ่าย ครั้งแล้วครั้งเล่า จากกลุ่มอำนาจทางการเมืองกลุ่มเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง - กลุ่มคนเดียวกันที่โค่นอำนาจรัฐบาลฝ่ายปรีดี พนมยงค์ในปี 2490 และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรในปี 2549 - และภายใต้ข้อกล่าวหาที่ไม่ต่างกันเลยคือ ‘ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์’

สถาบันพระมหากษัตริย์แม้จะไม่ได้มีอำนาจอันเบ็ดเสร็จในกลุ่มอำนาจในการเมือง ไทย แต่ก็เป็นสถาบันสูงสุดทางสัญญลักษณ์จนยากที่จะปฏิเสธได้ แม้แต่ตัวทักษิณเองก็ได้ใช้งบประมาณชาติจำนวนไม่น้อยไปกับการส่งเสริมและ สนับสนุนกิจกรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเขาอาจหวังว่าจะได้เป็นที่รักและไว้ใจจากสถาบันแทนที่พรรคประชาธิปัตย แต่เขาประเมินผิดเพราะทั้งพรรคประชาธิปัตย์ นายทุนชาติ ทหารบก ชนชั้นสูง (เลือดสีน้ำเงิน) และ(เซ็นเซอร์)เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นจนยากที่จะสั่นคลอนได้

มันจึงเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของทักษิณ ที่ประเมินสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า ต่ำเกินไป ทำให้ในยามที่เรืองอำนาจเขาไม่ได้พยามใช้อำนาจในรัฐสภาจัดการสลายขั้วอำนาจ ทางการเมืองเก่าให้สำเร็จ โดยเฉพาะไม่ยกเลิกกฎหมายที่เป็นกฎเหล็กที่คุ้มครองขั้วอำนาจนี้มาอย่างยาว นาน ซึ่งก็ได้แก่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ทักษิณก็ยังส่งเสริมการใช้กฎหมายตัวนี้กับประชาชน เสียด้วยซ้ำ)

เป็นเพราะแกนนำเสื้อแดงโดยเฉพาะทักษิณไม่ยอมรับและไม่ตระหนักถึงความแนบแน่น แห่งความสำพันธ์ของกลุ่มที่กุมอำนาจการเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่เขามีบทบาทสูงในการชี้นำการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ‘คลื่นพลังแดงทั้งแผ่นดิน’ จึงดูราวกับไม่มีวาระแห่งขบวนการที่ชัดเจน มุ่งเพื่อการได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อสร้างความเข้มแข็งแห่งระบอบประชาธิปไตยของ ชาติ จนนำมาซึ่งการถูกวิจารณ์ว่า ‘พ่ายแพ้’ พร้อมกับโศกนาฎกรรมสยามครั้งร้ายแรงที่สุดในการต่อสู้บนท้องถนน - การสังหารประชาชนร่วม 90 คน - ยิ่งถ้านับรวมประชาชนที่เป็นเหยื่อของการดำเนินงานทางการเมืองที่ผิดพลาดของ ทั้งทักษิณ และอภิสิทธิ์นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา รวมกันก็คงร่วมแปดพันคน (ทั้งเหยื่อจากนโยบายการปราบปราบ ยาเสพติด เหยื่อความรุนแรงที่ภาคใต้ที่ยังไม่ยุติ และผู้เสียชีวิตทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง)

นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ชาวบ้านที่ยอมรับและทนรับไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงการไร้มาตรฐานในทุกสถาบันของประเทศไทย และลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเปิดเผยอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ถึงบทบาทที่ควรจะเป็นของ(เซ็นเซอร์)ในการเมืองไทย

ดังนั้นเมื่อทักษิณโฟนอินเมื่อวันที่ 19 กันยายน วันกิจกรรมรำลึกสี่ปีรัฐประหารว่ายินดีจะปรองดองเพื่อความสงบของบ้านเมือง คำพูดของทักษิณครั้งนี้ จึงไม่ใช่น้ำทิพย์ชโลมใจชาวบ้านอีกต่อไป แต่เป็นเช่นน้ำมันราดกองไฟ จนเกินกระแสไม่พอใจในหมู่่คนเสื้อแดงจำนวนมากต่อการโฟนอินของงทักษิณครั้ง นี้

และกระแสทิ้งทักษิณไว้เบื้องหลังก็เป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ

ก้าวต่อไปของการต่อสู้

คนเสื้อแดงจำต้องรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้คือการต่อสู้กับขั้วอำนาจทางการ เมืองที่ทรงพลังยิ่งนัก กลุ่มอิทธิพลการเมืองไทยที่สั่งสมประสบการณ์ กองกำลัง อำนาจและบารมี มาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่ความผิดของแกนนำ หรือของคนเสื้อแดงที่ไม่สามารถแก้ปมการเมืองไทยที่มีมา 60 ปีได้

เพราะ มันไม่ใช่หน้าที่ของคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่ประเทศชาติยามนี้ต้องการเสียสละและปรองดองอย่างยิ่ง ไม่ใช่จากประชาชนที่ได้เสียสละมามากเกินพอแล้ว แต่จากกลุ่มอำมาตย์ที่กุมอำนาจและกำกับทิศทางของประเทศมากว่า 60 ปีแล้ว

ถึง เวลาที่อำมาตย์จะต้องเสียสละและคืนความสงบสุขให้กับบ้านเมือง ยกเลิกหรือยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับคนที่คิดต่าง รับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง หยุดเล่นการเมือง จำกัดบทบาทของทหาร และปล่อยให้ประชาชนสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยจากล่างขึ้นบน แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ประชาธิปไตยทางลัดที่เห็นและเป็นอยู่มากว่า 70 ปี ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งลัด-ยิ่งหลงทาง’

แต่มันไม่ง่ายแน่นอน ดังนั้นยุทธศาสตร์การต่อสู้นับแต่นี้ต่อไป จะต้องเป็นยุทธศาสต์ที่หลากหลายรูปแบบไม่ใช่เฉพาะการอยู่บนท้องถนนเท่านั้น แต่ต้องกระจายไปทุกหัวเมืองสำคัญ มีการเชื่อมประสานกิจกรรมในหมู่คนไทย และกับกลุ่มผู้ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในประเทศต่างๆ และองค์กรนานาชาติ ไม่ควรมีการรวมศูนย์อำนาจ และต้องช่วยกันจุดเทียนเล่มน้อยกระจายตัวทั่วทุกชุมชน และทั่วทุกประเทศในโลกนี้

ขณะเดียวกันต้องอ่อนไหวระหว่างกันในการ ประสานแนวร่วม-สงวนจุดต่างทางอุดมการณ์และยุทธวิธี บทบาทของทักษิณและพรรคเพื่อไทย ควรอยู่ในฐานะแนวร่วมหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เจ้าของคน เสื้อแดง

การเคลื่อนขบวนของคนเสื้อแดงต่อไปนี้จำต้องเปิดพื้นที่เสรีภาพให้กับความคิด สร้างสรรค์ด้าน กิจกรรมของแต่ละกลุ่มมากขึ้น และหรือจะเข้าร่วมกับกลุ่มกิจกรรมที่ประกาศโดยแกนกลาง หรือแกนนอน หรือแกนนำก็ได้ไม่ว่ากัน และควรจะเป็นการต่อสู้แนวราบ ไม่ใช่แนวดิ่ง

แน่นอนว่ายังจำเป็นที่จะต้องมีส่วนกลาง (อาจจะหลายกลุ่มก็ได้) ที่ทำหน้าที่ประสานเครือข่ายและกลุ่มเคลื่อนไหวจากทุกส่วนไว้ให้ได้ในระดับ หนึ่ง ทั้งเรื่องการกำหนดวันกิจกรรม ประสานกิจกรรมร่วม สร้างชุดคู่มือคำแนะนำต่างๆ ในการเตรียมตัวเข้าร่วมประท้วงและการป้องกันตัว ผลิตเอกสารวิชาการเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ คู่มือกฎหมายสำหรับผู้เข้าร่วมชุมนุมเมื่อถูกตำรวจจับ สร้างทีมทนายอาสา ทีมแพทย์อาสา ทีมสาธารณูปโภค ที่เป็นส่วนกลาง เป็นต้น

การประสานงานต่อสู้ต่อไปนี้ต้องพยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เข้า ร่วมประท้วงและส่งเสริมให้มีการเลืิอกตั้งตัวแทนของทุกกลุ่มที่เข้าประท้วง ให้เข้าร่วมมีส่วนกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการต่อสู้ให้มากขึ้น และส่งเสริมให้้มีสัดส่วนหญิงและชายที่เท่าเทียมกัน

ในสังคมที่มีความหลากหลาย จำเป็นจะต้องยอมรับซึ่งกันและกันให้ได้ว่า แต่ละกลุ่มที่ขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตยของชาติ นั้นสามารถมีความหลากหลายทางยุทธศาสตร์ การต่างระดับของเป้าหมาย และยุทธวิธีขับเคลื่อนที่ไม่เหมือนกัน

ในขณะเดียวกันในทุกด้านที่ทำ ได้ จำต้องส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นให้กับคนเสื้อแดง และประชาชนชาวไทยว่ามีสิทธิ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำหน้าที่ควบคุม เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นไม่ให้คอรัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบไปด้วย

ใน ขณะเดียวกัน ถ้าอยากได้ประชาธิปไตย ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับชาติ

และเมื่อนั้นคนเสื้อแดงจะสามารถเปล่งเสียงได้อย่างภาคภูมิใจ จะปรองดองกัน ถามคนเสื้อแดงก่อนนะ!

*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ว่าด้วยการ"ปรับขบวนก้าวรุดไปสู่ชัยชนะ"

Sunday, September 26, 2010

Dhammada News: อ.สุรวัฒน์ ชี้แจงประเด็นข่าวงานแถลงสวนสันติธรรมเมื่อวานนี้

ที่มา Dhammada.net


จาก Facebook ของ อ.สุรวัฒน์ โดยอ.สุรวัฒน์ได้อธิบายถึงข่าวที่รายงานเรื่องการแถลง

ของอาจารย์ที่สวนสันติธรรมเมื่อวานนี้

“ข่าวช่อง 9 ที่ผมตอบนักข่าว
เป็นการตอบคำถามเรื่องที่หลวงพ่อถูกหล่าวหาว่า “ทายใจ”

คำว่า “ทาย” นี่ เป็นการคาดคะเน หรือเดาสุ่ม
เหมือนเราทายผลบอลที่ยังไม่รู้ผลนั่นเองครับ
ทายไปแล้วผลจะถูกหรือผิดก็ได้
โดยประเด็นนี้ผู้กล่าวหา พยายามพูดถึงว่า
หลวงพ่อบอกสภาวะของผู้ปฏิบัติผิดไปจากที่เป็นจริง

หากไปดูข่าว TNN จะต่างกัน
TNN จะนำช่วงที่ผมอธิบายเรื่องการส่งการบ้านให้นักข่าวฟัง
ลองเข้าไปดูใน TNN นะครับ”

อ้างอิง : ช่อง9 > http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/107190.html

TNN > http://www.tnnthailand.com/video/details.php?ID=37684

สู้กันมาสี่ปี จนถึงจุด I Here สั่งฆ่าประชาชน เสื้อแดงสูญเสียอะไรไปบ้าง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

คง ไม่ต้องพูดถึงว่าประเทศชาติสูญเสียอะไรไปบ้างนะครับ เพราะนั่นเป็นการสูญเสียโดยรวม แต่เมื่อมันเกิดการสูญเสียไปแล้ว ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ การใช้คำพูดว่า "ประเทศชาติสูญเสียมากแล้ว หยุดกันเถอะ" คงไม่มีประโยชน์อะไรนะครับ ในเมื่อสงครามยังไม่จบ ความขัดแย้งยังไม่ถูกแก้ไข ป่วยการที่จะไปเรียกร้องหาความสงบ ปรองดอง สามัคคี

ตอนนี้ยัง "ต่อสู้กันอยู่" ก็ต้องวิเคราะห์ว่าแต่ละฝ่ายสูญเสียอะไร ฝ่ายใด "อ่อนกำลัง ถดถอย" ไปบ้าง

1. สำหรับฝ่ายเสื้อแดง

ผมว่า เมื่อก่อนปี 2549 ก่อนรัฐประหารไม่มี "ฝ่ายเสื้อแดง" แต่หลังจากความขัดแย้งต่อเนื่องกันมาสี่ปี เกิดฝ่ายเสื้อแดงขึ้นครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือกว่าครึ่ง การต่อสู้ผ่านมา เสื้อแดงสูญเสียชีวิตไปร้อยกว่าศพ รวมปี 2552 และที่ถูกลอบฆ่าอีก คงประมาณนั้น


1.1 ด้านอุดมการณ์

ด้าน อุดมการณ์ "ความเป็นเสื้อแดง" ที่ต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้น ไม่ได้ถดถอยลงแต่อย่างใด จำนวนคนเสื้อแดงก็ไมได้ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น ผมคิดว่า น้ำหนักทางด้านอุดมการณ์นั้น ยังไม่ได้อ่อนตัวลงแต่อย่างใด

ตรง กันข้าม ด้านอุดมการณ์ เสื้อแดงมาถึงจุดที่ คนนับหมื่นตะโกนกันกลางถนนราชประสงค์ว่า "ไอ้เหี้ยสั่งฆ่าประชาชน" ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 60 ปี

เป็นความก้าวหน้าทางอุดมการณ์ ที่นับว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ ที่ประชาชนจำนวนมากสามารถออกจาก Matrix ได้

เมื่อมีคนออกจาก Matrix ได้มากขนาดนี้ การที่ Matrix จะกลับไปสู่สถานะตั้งต้น เข็มแข็งเหมือนเดิมนั้นเป็นเรื่องได้แต่ฝัน แต่รอวันโดนทำลายลงไปเท่านั้น




1.2 ด้านองค์กร

องค์กรของเสื้อแดง เริ่มตั้งแต่ คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ พัฒนาเรื่อยมาจนเป็น "นปก." และ เป็น นปช. ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติในที่สุด

- องค์กร ระดับชาติ คือ นปช. นั้น แกนนำถูกจบเข้าคุก แกนนำอีกส่วนหนึ่งหนีไปอยู่ต่างประเทศ ถือว่าความเสียหายของ "องค์กรระดับชาติ" เป็นความเสียหายที่เห็นได้ชัด

- องค์กรย่อยระดับท้องถิ่น เช่น นปช. เขตต่างๆ หรือ เสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ถือว่าเสียหายในระดับหนึ่ง เพราะแกนนำองค์กรเหล่านี้ต้องลดบทบาทลง แต่ว่าเครือข่ายยังคงอยู่

หาก ประเมินความเสียหายด้านองค์กรนำทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ถือว่า เสียหายพอสมควร อยู่ในระดับชะงัก แต่ไม่ได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง และห่างไกลจากคำว่าโดนทำลายลงไปมากนัก ผมคาดว่าองค์กรย่อยทั้งหลายมีระบบสื่อสารกันอยู่อย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ลดกิจกรรมลงไปเท่านั้น หากมีการกระตุ้นเมื่อใด ก็จะกลับมา Active ได้ทันที

1.3 ด้านสื่อ เครื่อข่ายด้านข่าวสาร

เครือข่ายหลัก เช่น ทีวีคนเสื้อแดงหรือ People Channel ถูกทำลายไปแล้ว สื่อสิ่งพิมพ์ถูกปิด ถือว่าเสียหายมากพอสมควร

แต่ระบบสื่อสารดั่งเดิมหรือ ระบบปากต่อปากยังคงอยู่

ทีวีก็มีอื่นๆ ขึ้นมาทดแทนเช่น Voice TV

สื่อ อินเตอร์เน็ตต่างๆ ยังคงอยู่อย่างเดิม แม้ว่าบางเว็บไซต์ ต้องปิดไปเช่น ประชาไท แต่ว่า ระบบสื่อสารได้ปรับตัว ไม่ถือว่ามีความเสียหายแต่อย่างใดในระบบอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ต่างๆ ไปจดทะเบียนต่างประเทศหมด แม้จะโดนบล็อค แต่ประชาชนได้เรียนรู้การทะลวงการบล็อกแล้ว การต่อสู้ในแนวรบด้านนี้ถือว่าซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะมีขบวนการ "ล่าแม่มดขึ้น" แต่เนื่องจากเสื้อแดงมีมากกว่า มาตรการทางสังคม ได้ผลเล็กน้อย รังแกนักเรียนได้สองสามคนเท่านั้น แต่ไม่ได้กระเทือนอะไรกับ "นักรบไซเบอร์"




2. สำหรับคนเสื้อเหลือง

คน เสื้อเหลืองในรอบสี่ปีมานี้ถือว่าได้มากพอสมควร เพราะได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทำลายทักษิณลงไปได้ แต่ไม่อาจสังหารทักษิณ หรือกำจัด "แนวร่วมทักษิณ" ลงไปได้เท่านั้น

2.1 ด้านอุดมการณ์

อุดมการณ์ของเสื้อเหลืองรคือ "อุดมการณ์ซาบซึ้ง" ซาบซึ้งเป็นพระเจ้า สามารถไปสวรรค์ได้หากบูชากันอย่างถึงที่สุด

จำนวนคนเสื้อเหลืองนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็คงจำกัดอยู่แต่คนใต้ กับคนชั้นกลางใน กทม. ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

2.2 ด้านองค์กร/สื่อ

องค์กร เสื้อเหลืองเมื่อบรรลุภารกิจโค่นรัฐบาลทักษิณแล้วได้พัฒนาตัวเองไปเป็นพรรค การเมืองใหม่ ถือว่าองค์กรระดับชาตินั้นได้กลายเป็นพรรคการเมืองสมบูรณ์แล้ว สื่อของคนเสื้อเหลืองคือ ASTV ยีงยืนยงอยู่ได้

ผมประเมินโดยรวมว่าคนเสื้อเหลืองอยู่ในภาวะทรงตัว

3. อำมาตย์/Here

ผมว่า "อำมาตย์/Here" นี้เป็นส่วนที่เสียหายมากที่สุด จากที่เคยมีคนนิยมทั้งประเทศ 100% วันนี้กลับมีประชาชนนับหมื่นไปยืนด่ากลางถนน

3.1 ด้านบารมี/อุดมการณ์

ผมคิดว่าจำนวนคนซาบซึ้ง นั้นลดน้อยลงไปมาก แต่ก่อนจากร้อยเปอร์เซนต์ วันนี้ผมเชื่อแน่ว่าเหลือไม่ถึง 50% และหากใครบางคน "จากไปแล้ว" อาจเหลือไม่ถึง 10% ก็เป็นได้

ถือว่า "อำมาตย์/Here" ทำสงครามที่ตัวเอง ถดถอยลงมากที่สุดก็ว่าได้ จากที่เคยมีความมั่นคงยืนยง วันนี้หากมีคนพนันกันว่าเป็นเนปาลหรือจะเป็นพม่า ผมว่ายังไม่มีใครกล้าลอง

แต่จะกลับไปมั่นคงเหมือนก่อนปี 2549 นั้นเลิกฝันได้เลย วันนี้มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว

ถือว่า "อำมาตย์/Here" ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตกต่ำอย่างรวดเร็ว แบบ Diminishing Return to scale คืออัตราตกต่ำเป็นแบบทีวีคูณที่มีค่าเป็นลบ (กราฟดิ่งลงแบบปักหัว)

วัน นี้กลุยุทธ์เดิมคือ โหมโปรประกันดา นั้นไม่ได้ผลแล้ว เพราะความดีใหม่ไม่มี เอาแต่เรื่องเก่ามาโหมโปรประกันดา เรื่องที่โปรประกันดา ก็มีแต่เรื่องนามธรรมจับต้องไม่ได้ ประเภทนิยายจักรๆ วงศ์ๆ ไปโน่น

บทสรุป

ผม ว่าเสื้อแดงวันนี้ยังไม่ชนะ แต่ชัยชนะที่ไม่เคยมองเห็นไม่เคยคาดหวังว่าจะมีได้ เริ่มมองเห็น เริ่มเห็นเค้าลาง แม้องค์กรจะโดนทำลาย แต่ไม่ได้ถือว่าเสียหาย ฟื้นคืนไม่ได้แต่อย่างใด ด้านอุดมการณ์ยังคงหนักแน่น ไม่ได้สั่นไหวตามไปด้วย

สำหรับ "อำมาตย์/Here" นั้นผมถือว่าเป็นคนที่ Lose ในเกม และสุดท้ายแล้วมีแต่คนเห็นว่า "อยู่ไม่ได้" อย่างแน่นอน วันนี้ความ "ยืนยง" อยู่แค่ "ชีวิตคนๆ หนึ่ง" เท่านั้นเอง สั้นจนเหลือที่จะกล่าว น่าใจหายด้วย

ยิ่งสู้ยิ่งฆ่า ยิ่งกดขี่ ใช้อำนาจเป็นธรรม คนเสื้อแดงยิ่งมาก จุดจบก็ยิ่งใกล้เข้ามา ฆ่าศัตรูสิบคน กลับเกิดศัตรูเพิ่มนับแสนนับล้าน



ประชาไทรายงาน: ไต่สวนสาธารณะ ปากคำเหยื่อกระสุน เม.ย.- พ.ค.53

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท
26 กันยายน 2553





25 ก.ย.53 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกรณีสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 หรือ ศปช. ได้จัดงานระดมทุน "เราไม่ทอดทิ้งกัน ความจำ ความรัก ความจริง" เพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการ ชุมนุม รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของศูนย์ข้อมูล โดยมีประชาชนซึ่งส่วนใหญ่สวมเสื้อแดงเข้าร่วมจนล้นห้องประชุม

ภายใน งานมีการเสวนาในช่วงเช้าและมีคอนเสิร์ตระดมทุนในช่วงค่ำ ส่วนช่วงบ่ายเป็นเวทีไต่สวนสาธารณะจากเหยื่อที่อยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้น โดยมีคณะกรรมการได้แต่ กฤตยา อาชวนิจกุล , เกษม เพ็ญภินันท์, สาวตรี สุขศรี, เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว, ไชยยันต์ รัชชกูล มีรายละเอียด ดังนี้

ลุงปลาทู และ สันติพงษ์ อินทร์จัน

10 เมษายน 2553
นายสันติพงษ์ อินทร์จัน ถูกกระสุนยางที่เบ้าตา บริเวณสี่แยกคอกวัว ปัจจุบันตาบอด 1 ข้าง

สัน ติพงษ์เล่าว่าในช่วงบ่ายของวันเกิดเหตุ กำลังนั่งทำกับข้าวที่บ้านเพื่อนำไปแจกประชาชนในที่ชุมนุม พอฟังวิทยุทางอินเตอร์เน็ตรู้ว่าทหารจะเข้ามาขอคืนพื้นที่และผู้ชุมนุมมี จำนวนน้อยเลยอยากไปช่วยกันทั้งบ้าน ถึงอนุเสาวรีย์ประมาณบ่าย 2 โมง เขาจึงแยกกับที่ไปสี่แยกคอกวัวตามที่แกนนำบนเวทีประกาศให้ไปช่วยผลักดันทหาร อยู่ทั่นั่นเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่การตั้งแนวของทั้งสองฝั่งซึ่งจะมีรั้วกั้น ระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมและมีมีช่องว่างตรงกลาง ผู้ชุมนุมร้องรำทำเพลงกันตามประสา จากนั้นเริ่มมีแก๊สน้ำตาโปรยมาจากเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ผู้ชุมนุมวิ่งหาน้ำล้างหน้ากันโกลาหล แล้วจึงกลับมารวมตัวกันใหม่ จนกระทั่งหกโมงเย็นจึงร่วมกันร้องเพลงชาติ นำพระบรมฉายาลักษณ์มาตั้งข้างหน้า พอฟ้าเริ่มมืด ทหารเริ่มเดินเข้ามาแล้วเกิดการปะทะกันขึ้น

คณะกรรมการ ไต่สวนถามถึงอาวุธของทั้งสองฝ่าย สันติพงษ์กล่าวว่า ทหารข้างหน้ามีโล่กับกระบอง แต่ข้างหลังมีปืน ผู้ชุมนุมมีถุงปลาร้า ขวดน้ำ หิน ผู้ชุมนุมอยู่กับที่แต่ทหารเดินเข้ามาเรื่อย พอเกิดการปะทะผู้ชุมนุมไม่สามารถต้านทหารได้ มีเสียงดังปังๆๆๆ และได้เห็นคนเจ็บทยอยลำเลียงส่งโรงพยาบาลเรื่อยๆ ช่วงจังหวะนั้นก้มลงล้างหน้าเพราะโดนแก๊สน้ำตา จังหวะนั้นนั้นเองจึงโดนกระสุนยางเข้าที่ตา

สำหรับคำถามว่ามีข้อเรียกร้องใดหรือไม่ สันติพงษ์กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองกระทำ ผู้ความจริง และยอมรับความจริง

“ผมไม่เคยเห็น 7 ขั้นตอนจากเบาไปหาหนักของเขา มีแต่เริ่มหนักแล้วหนักขึ้นเรื่อยๆ”สันติพงษ์กล่าว

10 เมษายน 2553
วสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงเสียชีวิต ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยทา

กรณี ของวสันต์นั้น กลิ่น เทียนยิ้ม ผู้เป็นพี่เขยเป็นผู้ขึ้นมาให้ปากคำบนเวที โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ 10 เม.ย.ที่ นปช.จัดทำขึ้นเพื่อนำข้อมูลมาโต้แย้งศอฉ.ว่าวสันต์ถูกยิงจากทิศทางของเสื้อ แดงด้วยกันเอง โดยโต้แย้งทั้งทิศทางและลักษณะของบาดแผลกระสุนเข้าซึ่งเป็นวิถีที่เข้าจาก แนวทหาร อย่างไรก็ตาม นายกลิ่นแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงเนื่องจากเวลาผ่านมาเกือบ 6 เดือนแต่การชันสูตทรและคดีความไม่คืบหน้า หลังเกิดเหตุญาติได้รับเพียงแต่ ใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่าเสียชีวิตด้วยกระสุนความเร็วสูงเท่านั้น จึงขอประณามรัฐบาลและขอเรียกร้องให้สื่อมวลชน นักวิชาการช่วยติดตามผลการชันสูตรศพ เพื่อทวงถามความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิต เพราะขณะนี้ศพของวสันต์ก็ยังไม่ได้ฌาปนกิจ เนื่องจากหวังจะรอพิสูจน์ความจริง

14 พฤษภาคม 2553
นายธงไชย เหงวียน หรือ “ลุงปลาทู” ถูกยิงเข้าที่สะโพกซ้าย-ขวา ที่สวนลุมพินี

ก่อน การไต่สวนมีการเปิดคลิปการรายงานข่าว มีการเปิดคลิปการรายงานข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งบันทึกภาพลุงปลาทู และนักข่าวชาวแคนาดาขณะถูกยิงในช่วงสายของวันที่ 14 พ.ค. บริเวณริมรั้วสวนลุมพินี
ลุงปลาทูให้การว่าตนเดินทางไปซื้อปลาทูโดยใช้ เส้นทางถนนพระราม 4 ตามปกติ แต่วันเกิดเหตุพบว่ามีการปิดถนน ไปถึงได้แค่เพียงบ่อนไก่ และด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงขี่มอเตอร์ไซด์วนดู พบว่าบริเวณสน.ลุมพินี มีชาวบ้านและผู้สื่อข่าวมุงดูจำนวนมาก พร้อมกับเสียงกระสุนปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ ท้ายที่สุด นักข่าวแคนาดาและตนเองจึงชวนกันข้ามฝั่งไปหลบบริเวณกำแพงรั้วสวนลุมเพื่อ ซุ่มมองดูว่ากระสุนมาจากไหน สักพักเสียงปืนดังขึ้นอีกเป็นชุดราว 10 นาที ปรากฏว่านักข่าวคนดังกล่าวร่วงลงไป ตนกำลังจะลุกเข้าไปช่วยก็โดนเข้าที่สะโพก นัดแรกลอดลูกรงมาเข้าข้างขวา ก่อนจะโดนข้างซ้าย

จากนั้นจึงมีคนวิ่งเข้ามาช่วย ลุงปลาทูให้ช่วยนักข่าวก่อนเพราะโดนยิงที่ท้องน่าจะบาดเจ็บหนักกว่า แล้วจึงมีคนวิ่งเข้ามาหามลุงปลาทูต่อไป

“มีคนเข้ามาหามผม มันเจ็บมาก ผมบอกไม่ไหวแล้ว ลากไปแบบนี้ไม่ไหว บอกให้เขาเอาอะไรมารอง ไม่งั้นไม่ไป นอนนี่ดีกว่า ไม่เจ็บ (ผู้ฟังหัวเราะ) เขาเลยพาโล่ตำรวจมารอง แล้วยกมาสน.ลุมพินี นักข่าวอยู่เยอะ ถ่ายรูปทุกขั้นตอน” ลุงปลาทูเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนถูกนำตัวส่งรพ.กล้วยน้ำไท แพทย์ผ่าตัดสะโพกด้านซ้ายและเอากระสุนให้ดูพบว่าเป็นลูกขนาดเท่านิ้วก้อย เป็นสีตะกั่วและฐานสีทองเหลือง ซึ่งตำรวจพื้นที่ซึ่งมาสอบปากคำที่โรงพยาบาลและเห็นหลักฐานบอกว่าเป็นกระสุน ปืนเอ็ม 16 ที่ผลิตจากประเทศจีน

15 พฤษภาคม 2553
ชัยวัฒน์ พุ่มพวง (และอุทร เพื่อนช่างภาพที่ไปด้วยกัน ) ช่างภาพจากสำนักข่าวเนชั่น ถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภ


ชัย วัฒน์คือช่างภาพผู้ที่ถูกยิงที่ขา เดินขึ้นมาบนเวทีไต่สวนอย่างกระโผลกกระเผลก ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันและอาศัยการพยุงจากอุทร ชัยวัฒน์เล่าว่าในวันเกิดเหตุทั้งสองใส่เสื้อเกราะที่เขียนว่า PRESS และปลอกแขนสื่อมวลชนชัดเจน ขับมอเตอร์ไซด์เข้ามาในพื้นที่ซอยรางน้ำตั้งแต่ราว 10.30 น. และขับวนออกถนนราชปรารภ ช่วงนั้นเห็นศพผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คน ผู้ชุมนุมพยายามจะเอาออกแต่เอาออกไม่ได้ เพราะมีการยิงจากทหารเข้ามาตลอด จนกระทั่งมีการหยุดยิง ทั้งสองเพิ่งมาถึงไม่ทราบว่าเป็นช่วงหยุดยิงก็เดินทางเข้าไป ทำให้ทหารเห็นว่ามีสื่อเข้ามาและไม่ยิง ผู้ชุมนุมจึงสามารถเอาศพผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ได้ รวม 2 ศพ หนึ่งในนั้นคือ “น้องเฌอ” จนกระทั่งเริ่มมีการยิงอีกครั้งราวบ่าย 2-3 โมง ชัยวัฒน์เล่าว่าเขาถ่ายภาพโดยตลอดอย่างไม่ลดละโดยคิดว่าอย่างไรคงไม่โดนยิง แต่แล้วก็โดนเข้าที่ขา จึงทรุดนั่ง หยุดถ่ายภาพ โทรเรียกเพื่อนที่อยู่จุดใกล้เคียง นั่งรอราว 25-30 นาทีจึงมีทหารเข้ามานำขึ้นรถพยาบาลทหาร ซึ่งภายในชัยวัฒน์ตอบคำถามกรรมการไต่สวนโดยยืนยันว่า มีโลงศพอยู่ 3 โลงภายในรถจริงๆ แต่ไม่ทราบว่ามีศพอยู่ในนั้นหรือไม่ เพราะปิดรถแล้วมืดหมด เมื่อกรรมการถามว่าเห็นผู้ชุมนุมใช้อาวุธตอบโต้กับทหารตรงบริเวณดังกล่าว หรือไม่ ชัยวัฒน์ตอบว่า ไม่เห็นอาวุธ เห็นเพียงแต่บั้งไฟและประทัด

ใน ส่วนใบรับรองแพทย์นั้นระบุเพียงว่าโดนกระสุนความเร็วสูง และไม่รู้ว่าชนิดไหนเพราะกระสุนระเบิดที่ต้นขาเป็นชิ้นเล็กๆ นอนโรงพยาบาล 10 วัน ไม่มีเจ้าหน้าที่มาสอบปากคำแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จะมีการฟ้องร้องรัฐบาลเพื่อหาผู้รับผิดชอบและให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่าง

ด้าน อุทร ระบุว่าตึกชีวาทัยนั้นเป็นตึกที่เขาคาดว่ามีหน่วยสไนเปอร์อยู่ และบริเวณดังกล่าวยังมีทหารที่คอยไล่ล่าผู้ชุมนุมอยู่ด้านล่าง เมื่อเกิดเหตุปะทะกันเขาเข้าไปหลบที่ตึกแห่งหนึ่งพร้อมกับกู้ชีพ 3 คน ปรากฏว่ามีทหาร 4 คนเข้ามาสั่งให้กู้ชีพนอนลง เอาปืนจ่อ ค้นตัวและถามว่า คนบาดเจ็บไปไหน เพราะเห็นรอยเลือดเป็นทางมาทางนี้

นอกจาก นี้เขายังแสดงภาพของญาติของ “กำปั้น” นักร้องชื่อดัง ที่ถูกยิงเสียชีวิตคาระเบียงคอนโดฯ ย่านรางน้ำ โดยระบุว่า กระสุนเข้าที่กกหูข้างหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าผู้ยิงต้องอยู่บนตึกระดับเดียวกับผู้ตาย ไม่ใช่การยิงจากด้านล่าง นอกจากนี้ยังฉายภาพถ่ายทหารเล็งปืนจริงด้วย

“ผม ถ่ายภาพมาทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แต่วิธีปฏิบัติของรัฐไม่เหมือนกัน ทั่วโลกก็น่าจะรู้ เสื้อเหลืองทหารปฏิบัติอย่างหนึ่ง เสื้อแดงชุมนุมทหารปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ... เสื้อเหลืองโดนสลายด้วยแก๊สน้ำตา มีคนตาย ผบ.ตร.โดนปลด เสื้อแดงโดนยิง ผบ.ทบ.ไม่เป็นไร”อุทรกล่าว

18 พฤษภาคม 2553
นิค นอสติทต์ ช่างภาพอิสระ เห็นเหตุการณ์การยิงจนมีผู้เสียชีวิตที่ถนนราชปรารภ (ชาญณรงค์ พลศรีลา)

ก่อน การไต่สวนมีการเปิดคลิปมุมสูง เหตุการณ์?ผู้ชุมนุม 6-7 คนหลบห่ากระสุนหลังแนวยางรถยนต์หน้าปั๊มเชลล์ ถนนราชปรารภ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังไม่ขาดสาย

นิคเล่าวว่าเขามาถึงถนน ราชปรารภประมาณ 11.00 น. ช่วนั้นผู้ชุมนุมเพิ่งเริ่มเข้ามาที่ถนนสายนี้ รวมแล้วไม่น่าเกิน 60 คน ไม่มีอาวุธ ขณะเกิดเหตุหลายคนที่หลบตรงนั้นพยายามปีนข้ามกำแพงมาหลบ 2-3 คนแรกหนีทัน แต่เขาหนีไม่ทัน ขณะที่ทหารเข้ามาถึงในปั๊มแล้วและตะโกนบอกให้ทุกคนออกมา ชาญณรงค์ได้รับบาดเจ็บโดนยิงเข้าช่วงท้องตั้งแต่ตอนที่เขาหลบอยู่หลังแนวยาง รถ เขากระเสือกกระสนดิ้นลงไปในบ่อบัว นิกยอมมอบตัวกับทหารพร้อมบอกว่าเป็นสื่อมวลชน ทหารได้สั่งให้นิคไปดึงชาญณรงค์ขึ้นมาจากน้ำ แต่ดึงคนเดียวไม่ไหวจึงเรียกทหารให้เข้ามาช่วย ทหารด่าว่า “ไอ้เหี้ย ทำไมมึงไม่ตาย มึงตายดีกว่าเจ็บ กูต้องเอามึงไปโรงพยาบาลอีก” นิคบอกว่าเขาพูดอะไรไม่ออกและได้แต่เสนอให้เรียกหมอเพราะชาญณรงค์อาการหนัก ติดอยู่ที่นั่นราว 3 ชั่วโมงครึ่งจึงมีแพทย์ทหารมารับตัวไป

กรรมการไต่สวนถามว่ายืนยันได้ไหมว่าใครเป็นคนยิง นิคกล่าวว่า ชัดเจนว่าช่วงนั้นมีแต่การยิงจากแนวทหารอย่างเดียว เสียงปืนมาจากทางนั้น

1 เดือนหลังจากนั้นนิคตามหาชาญณรงค์โดยสืบจากบัญชีรายชื่อผู้เสียชีวิตจน กระทั่งพบว่าเขาเป็นหนึ่งในนั้น และนิคยอมเป็นพยานให้การคดีชาญณรงค์กับตำรวจสน.พญาไท เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้เขายังได้รับการติดต่อจากจากคณะกรรมการปรองดองชุด นายคณิต ณ นคร รวมถึงดีเอสไอให้ไปให้ปากคำ ซึ่งเขายินดีให้ข้อมูลกับทุกฝ่าย

“ผม ไม่มีปัญหา ผมเป็นนักข่าวก็แค่ทำหน้าที่ของผม ไม่ได้มีความโกรธ ความแค้นกับใคร ผมเพียงแต่พูดความจริง และยินดีคุยกับทุกคน” นิคกล่าว

ระหว่าง เสกสิทธิ์เล่าเหตุการณ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งลุกขึ้นรวบรวมเงินบริจาจากผู้ร่วมงานในหอประชุมได้กว่า 6,000 บาท มอบให้เขาเพื่อเป็นทุนส่วนหนึ่งสำหรับผ่ากระสุนออก

19 พฤษภาคม 2553
เสกสิทธิ์ ช้างทอง ถูกยิงบริเวณถนนพระราม 4 หน้าพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันตาบอดทั้ง 2 ข้าง

ก่อน การไต่สวนมีการเปิดคลิปบริเวณหน้าพรรคเพื่อไทย ช่วงเวลาประมาณ 10.00-11.00 ทหารประกาศให้คนออกจากหลังรถเมล์ภายใน 3 วินาที ก่อนระดมยิงเข้าใส่ รวมทั้งการกันไม่ให้รถพยาบาลเข้ามาในพื้นที่

เสกสิทธิ์ เป็นหนึ่งในเหยื่อรายแรกที่อยู่บริเวณนั้น เขาถูกจูงขึ้นมาบนเวทีและพิธีกรพยายามเล่าคลิปที่เพิ่งฉายให้คนดูเมื่อครู่ ว่าเป็นเหตุการณ์ไหน อย่างไร เนื่องจากเขาไม่สามารถมองเห็นได้อีกแล้ว

เสก สิทธิ์เล่าวว่า เขาเป็นคนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง อยู่ดูลาดเลาร่วมกับผู้ชุมนุมตั้งแต่ 7.30 น. พบว่าผู้ชุมนุมมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ และตะโกนบอกทหารว่าอย่าทำร้ายคนที่ราชประสงค์ อย่างไรก็ตาม แม้ในคลิปจะพบว่าเจ้าหน้าที่มีการเจรจากับผู้ชุมนุมก่อนยิง แต่ในช่วงที่เขาโดนยิงนั้น เขาจำได้ดีว่ามันไม่มีการกล่าวเตือนหรือบอกกล่าวอะไรเลย เพียงได้ยินเสียงปืนดังรอบทิศทาง และเห็นกิ่งไม้โดนกระสุนจนหักจึงพยายามจะหลบออกจากวิถีกระสุน พอลุกขึ้นกระสุนปืนก็ปะทะ ทำให้ล้มหน้าฟาดพื้น ตอนนั้นลืมตาไม่ขึ้นมืดไปหมด ร้องให้คนมาช่วย

ปัจจุบัน กระสุนปืนยังฝังอยู่บริเวณหว่างคิ้วของเขา โดยตัดประสานตาทั้ง 2 ข้าง หมอบอกว่าให้ทำใจแม้ผ่าตัดออกมาก็คงจะเรียกคืนการมองเห็นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาต้องการความช่วยเหลือในการผ่าตัดเอากระสุนออก เพราะการมีกระสุนค้างอยู่ทำให้เวลาลืมตาแล้วน้ำตาไหลและปวดตา ปวดหัวมาก ต้องหลับตาตลอด นั่งรถยนต์ก็ทรมาน

กรรมการไต่สวนถามว่า ประชาชนบริเวณนั้นมีอาวุธหรือไม่ เขาตอบว่า มีแต่มือกับปากและเสียงตะโกนว่าอย่าใช้อาวุธกับประชาชน สำหรับข้อเรียกร้องนั้นขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ จริงๆ อย่างที่โฆษณาไว้ เพราะหลายคนรวมทั้งตัวเขาก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ

19 พฤษภาคม
พรพิมล พูนผล ผู้ชุมนุมที่อยู่ในวัดปทุม

ก่อน การไต่สวนมีการเปิดคลิปทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส และคลิปสัมภาษณ์ผู้อยู่ในเหตุการณ์จากประชาชนทั่วไปและอาสาสมัครของศูนย์ ข้อมูลฯ ซึ่งชี้ให้เห็นรอยกระสุนหลายรูบริเวณกำแพงวัดปทุม รวมทั้งกระสุนที่ลงมายังฝากระโปรงรถที่จอดอยู่ซึ่งสะท้อนว่ามาจากมุมสูง

พร พิมล เป็นคนกทม. ร่วมชุมนุมกับ นปช.แบบค้างคืนไม่กลับบ้านตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย วันเกิดเหตุเธอยืนยันว่าประมาณ 6 โมงเย็น เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งเริ่มยิงลงมาด้านล่าง พร้อมตะโกนว่าให้คนที่หลบอยู่ใต้ท้องรถซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าของวัดถัดจาก กำแพงวัดเข้าไปออกมาให้หมด ไม่เช่นนั้นจะยิง “ไม่ออกกูยิงมึงแน่” เธอเล่าว่าเห็นชัดเจนกระทั่งใบหน้า และสติ๊กเกอร์สีชมพูที่ติดอยู่บนหมวก เครื่องแบบทหาร 4-5 นายซึ่งถือปืนขู่อยู่บนรางรถไฟฟ้า สุดท้าย ทุกคนที่อยู่ใต้รถก็ออกมายืนที่โล่ง ผู้ชายให้ถอดเสื้อและยกมือขึ้น จากนั้นทหารก็พูดเหมือนจะมาทำประวัติ พอเดินคล้อยหลังไป ทุกคนราว 20 คนก็วิ่งเข้าไปข้างในวัด ไม่นานนักก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตที่ผู้ชุมนุมนำมานอนเรียงรายกันถึง 6 ศพ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังตลอดคืนและมีหยุดเป็นพักๆ จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 พ.ค.ก็ยังมีเสียงปืนอยู่

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ ร่วมฟังที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ขึ้นมาร่วมการไต่สวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่วาจะเป็นการถูกยิงที่ลำคอ ขา เท้า ซึ่งทั้งหมดกล่าวว่า ไม่ต้องการเรียกร้องจากรัฐบาลเนื่องจากไม่เหลือความเชื่อถือรัฐบาล

“มอง ไปเหมือนพวกลิงหลอกเจ้า...ถ้าจะเรียกร้องสิทธิใดๆ ผมจะขอเรียกร้องจากรัฐบาลข้างหน้า” ทศพล ผู้ร่วมงานและได้รับบาดเจ็บถูกยิงเฉี่ยวคอที่แยกศาลาแดงกล่าว

5เพลงใหม่ล่าสุดจากวิสา,ไพจิตร,อดิศร โหลดกระจายกินใจ 'ตะโกนบอกฟ้า'เพลงล่าสุดของพี่กี้ร์-อริสมันต์

ที่มา Thai E-News




โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา เฟซบุ๊ค

หลังจากร่วมเคลื่อนไหวด้วยบทความในรูป "บันทึก 5 ฉบับ" วิ สา คัญทัพ เริ่มเคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรมด้วยการขับเคลื่อนบทเพลงสำคัญชุดใหม่ล่าสุด ประกอบไปด้วยเพลง ฝนดาวตก,เข้มแข็งไว้,ดอกไม้สีแดง,ไฟไหม้ฟ้า เพื่อนพ้องน้องพี่โหลดฟรีโหลดฟัง ขยายกระจายเผยแพร่ได้เลย ณ บัดนี้

-เพลง "ฝนดาวตก" ไพจิตร อักษรณรงค์ ขับร้อง ผลงานเพลงวิสา คัญทัพ ฟังและเผยแพร่ได้แล้วจ้า (คลิ้ก)

-เพลง ดอกไม้สีแดง mp3 โหลดกันได้เลย (คลิ้ก)

-เพลงเข้มแข็งไว้ แปลงไฟล์เป็น mp3 เพื่อให้โหลดได้ง่ายเช่นกัน (คลิ้ก)

-เพลงไฟไหม้ฟ้า เพลงลูกทุ่งขนานแท้ผลงานวิสา คัญทัพ มอบ วันชนะ เกิดดี ขับร้องเฉียบขาด ไฟล์ mp3 โหลดไวมาแล้วจ้า..(คลิ้ก)

-เพลงล้มแล้วลุก ผลงานประพันธ์และขับร้องโดย หมอแคนแดนอีสาน อดิศร เพียงเกษ ไปโหลดฟังกันเลยครับ(คลิ้ก)

*********



'ตะโกนบอกฟ้า'เพลงใหม่ล่าสุดโดยพี่กี้ร์-อริสมันต์

โครงการหัวใจบริสุทธิ์ : เด็ก ม.4 เขียนถึงหลวงพ่อผู้มีแต่ให้

ที่มา Dhammada.net


สวัสดีครับ กระผมชื่อ นายสมนึก ……. อายุ 16 ปีครับ

นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

.

กระผมเป็นบุคคลหนึ่งครับ ที่มีความศรัทธาอย่างสูงต่อหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช และ

ขอถือวิสาสะปวรณาตนเป็นศิษย์ของหลวงพ่ออีกคนหนึ่ง หลวงพ่อเป็นผู้ที่ทำให้ผมรู้สึกโชคดีที่สุด

ที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินของพระพุทธศาสนา ศาสนาแห่งการที่จะดำเนินสู่ความพ้นทุกข์แห่งภัยของ

สังสารวัฎนี้ ซึ่งเมื่อก่อนนี้กระผมไม่ได้รู้สึกเช่นนี้เลยครับ ก่อนที่กระผมจะได้มาศึกษาปฎิบัติกับ

หลวงพ่อ ผมเห็นศาสนาพุทธ และธรรมะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ จะปฎิบัติไปทำไม ให้มันได้อะไร เพื่อ

อะไร เพราะเมื่อก่อนผมก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ชาตินี้ ชาติหน้า ผลบุญ สักเท่าไร(เป็นความ

คิดส่วนตัวครับ ) กระผมเป็นคนที่จะเชื่อเรื่องอะไรมันจะต้องพิสูจน์ได้ และสามารถอธิบายได้ด้วย

หลักของเหตุและผล ไม่จมอยู่กับความงมงาย จะต้องสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักของวิทยาศาสตร์

ซึ่งผมคิดว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวอีกหลายๆคน ก็คงจะคิดเช่นเดียวกับผม ซึ่งแน่นอนที่เมื่อก่อนนี้ผมย่อม

เห็นว่าธรรมะ และพุทธศาสนารวมถึงศาสนาอื่นๆย่อมเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้ศรัทธาสักเท่าไรนัก

เพราะมันไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือเห็นผลได้ แม้แต่การทำบุญ ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้บุญจริงหรือปล่าว

และที่สำคัญภาพของพระพุทธศ่าสนาในหัวของผมมันก็เรื่องของไสยศสาสตร์ดีดีนี่เอง เพราะในวิถี

ชีวิตที่จะพบเห็นการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง พิธีกรรมต่อดวง สะเดาะเคราะห์ แทบทุกวัน และ

ยิ่งทุกวันนี้กระแสจาตุคามรามเทพมาแรงยิ่งทำให้เห็นภาพที่พระสงฆ์กระทำการที่ผมนั้นหมด

ศรัทธาอยู่เนืองๆ ทั้งการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง การเข้าทรง การแสดงพฤติกรรมแปลกๆซึ่งไม่

ได้มอบปัญญาให้กับพุทธศาสนิกชนเลย แต่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดเละจิตใจครั้งยิ่ง

ใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมก็เกิดขึ้น เมื่อผมได้รู้จักกับแนวทางการสอนของหลวงพ่อ(ตอนนั้นเมื่อ

ประมาณต้นปีที่แล้ว ผมอายุ 15 ปีครับ) หลวงพ่อได้เมตตานำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่

แสนจะเรียบง่ายและธรรมดาแต่ให้ผลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเมื่อผมนำมาปฎิบัติแล้วทำให้เกิดการ

เปลี่ยนแปลงในชีวิตและสิ่งที่อัศจรรย์ คำว่าอัศจรรย์ไม่ได้หมายความว่าในเรื่องของการมีอิทธิฤทธิ์

ปาฎิหารย์อะไร มันคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ที่ว่าอัศจรรย์คือการได้พบกับความจริงของชีวิต

และสัจธรรม ความเป็นไปของจิตใจและร่างกาย เมื่อได้เรียนรู้และศึกษาปฎิบัติก็ได้พบว่า ธรรมะเป็น

เรื่องที่ไม่น่าเบื่อ เป็นเรื่องที่สูงสุดแล้วในชีวิต เป็นเรื่องที่มากกว่าการทำบุญเป็นเรื่องที่หาคำใดใดมา

เปรียบไม่ได้ เพราะธรรมะเป็นสิ่งเดียวที่จะนำไปสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ โดยไม่ต้องยึดติดกับ

ความงมงาย หรือยึดติดกับการบริจาคทานเพียงเพื่อหวังบุญซึ่งทำไปด้วยโลภะอันแรงกล้า ที่ผู้กระทำ

ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ตัวเลย หลวงพ่อปราโมทย์ได้เมตตาสั่งสอนในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะแท้ ๆ ธรรมะที่

บริสุทธิ์ ธรรมะที่ไม่ได้เจือปนไปด้วยความเชื่ออย่างขาดปัญญา ธรรมะที่ไม่ได้เจือไปด้วยไสยศาสตร์

ธรรมะที่พร้อมต่อการพิสูจน์หากแม้นผู้นั้นนำไปปฎิบัติ เป็นหลักคำสอนของพระพุทธะเจ้าที่นำไปสู่

การมีชีวิตที่พ้นทุกข์

.

หลังจากที่ผมได้ศึกษาปฎิบัติตามวิธีการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์แล้ว ทำให้ผมได้รู้ว่า

ธรรมะเป็นเรื่องเหตุผลอันลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่ทนต่อการพิสูจน์ทุกกาลทุกสมัย สามารถพิสูจน์ได้ด้วย

หลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการใดใดก็ตาม เพราะธรรมะเมื่อปฎิบัติแล้วก็ย่อมเห็นผลใน

ขณะนั้น และพบกับการปลี่ยนแปลง ณ ขณะนั้น คือการเจริญสติสัมปชัญญะ รู้สึกตัว เห็นอาการ

เคลื่อนไหวของร่างกายและการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ มองลงไปในแง่ที่ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง

และอนัตตา แล้วจะพบกับความจริงของกายและใจ คนอื่นอาจจะบอกว่าหลวงพ่อสอนผิดบ้าง หรือ

สอนไม่ถูกต้องบ้าง ในความคิดของผม เชื่อว่าหากเราลองปฎิบัติด้วยใจที่วางทิฎฐิลงได้ โดยไม่มัวมา

ถกเถียงกัน ก็จะพบว่าคำสอนนั้นถูกต้องแล้วเพราะหากเรามัวแต่ถกเถียงแต่ไม่เคยได้ฝึกปฎิบัติสัก

ครั้งเลย หรือฝึกแล้วเกิดความย่อท้อ ไม่สามารถฝึกปฎิบัติต่อได้ ทำแล้วไม่เกิดการพัฒนาก็หาข้ออ้าง

ว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ผิดบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ของตัวเองเสีย

ปล่าวๆ(ในความคิดส่วนตัวของกระผมนะครับ) กระผมไม่ค่อยได้สนใจข่าวสักเท่าไรนัก หรือไปถก

เถียงกับใคร เพราะหากเราภาวนาแล้วก็จะมีสติอยู่เนืองๆ ไม่ค่อยไหวติงกับข่าวพวกนี้ ด้วยเป้าหมาย

ของพวกเราเมื่อเปรียบเทียบกับข่าวพวกนี้แล้วมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ผมหมั่นภาวนาดูกาย ดูใจ

อยู่เนืองๆจนถึงวันนี้ผมสัมผัสได้ถึงความสุขของชีวิต เนื่องจากการที่มีจิตที่เข้มแข็ง ไม่หมกมุ่นหรือ

เผลอไปยึดติดอยู่กับความทุกข์ และชีวิตจิตใจได้เปลี่ยนเป็นคนละคนแล้วครับ

.

สุดท้ายนี้กระผมขอกราบขอบพระคุณอย่างใจที่เคารพอย่างสูงในความเมตตาของหลวงพ่อ

ปราโมทย์ ปาโมชโชที่ทำให้ผมได้รู้จักและรักในพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ผมได้มีวันนี้ หลวงพ่อทำให้

ผมก้มลงกราบคุณของพระพุทธเจ้าด้วยใจที่เคารพอย่างสูงโดยไม่มีข้อกังกาใดใด ในคำสอนของ

พุทธะองค์ หลวงพ่อทำให้ผมมองธรรมะว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเพราะมันคือเรื่องของกายและใจ

ของเรานั่นเอง ทุกวันนี้ชีวิตผมมีความสุขขึ้นและอยู่ร่วมกับความทุกข์ได้ด้วยใจที่ทุกข์น้อยลงและ

เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก็เพราะหลวงพ่อ กระผมขอกราบขอบพระคุณมากครับ

.

สุปฎิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สังฆังนะมามิ

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฎิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ผู้นั้น

ปล.ข้อความดังกล่าวทั้งหมดเป็นข้อความที่เกิดจากความคิดเห็นและความรู้สึกส่วนตัวรวมถึงข้อ

เท็จจริงที่เกิดขึ้นกับตัวกระผมเองครับ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด หรือใครสั่งให้เขียนทั้งนั้น แต่มันเกิดจาก

จิตที่ศรัทธาในหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่ทำให้ผมค้นพบกับสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผมครับ

นายสมนึก

Dhammada News: พศ.เผยคณะกรรมการตรวจสอบชี้ผลสรุปที่ดิน เงินสำนักสวนสันติธรรม ไม่มีปัญหา

ที่มา Dhammada.net

อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=561&contentID=94185

พศ.เผยคณะกรรมการตรวจสอบชี้ผลสรุปที่ดิน เงินสำนักสวนสันติธรรม ไม่มีปัญหา

วันนี้ (25 ก.ย.) นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึง การตรวจสอบกรณี พระปราโมทย์ ปราโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่า ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน และเงินของสวนสันติธรรมนั้น ขณะนี้ตนได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ชลบุรี ด้วยวาจา ผ่านโทรศัพท์ ว่า ผล การตรวจสอบเรื่องของที่ดิน และเงินของสำนักสวนสันติธรรมไม่มีปัญหา เนื่องจากทางสำนักสวนสันติธรรมได้มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่านำ เงินไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องของที่ดินที่ขอตั้งวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ตนกำลังรอหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการสอบสวนเรื่องดังกล่าวอีก ครั้ง ส่วนกรณีที่ผู้ร้องมองว่า สำนักสวนสันติธรรมทำเรื่องของที่ดิน และเงินไม่ถูกต้อง ต้องกลับไปถามผู้ร้องว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่ถูกต้อง เพราะคณะกรรมการได้สรุปผลออกมาเช่นนี้

“หากผลสรุปการตรวจสอบไม่มีการ เปลี่ยนแปลง และมีการรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรมายังผมแล้ว ก็ยึดตามมติของคณะกรรมการตรวจสอบ และหลังจากนี้ไป คณะกรรมการชุดดังกล่าวมอบหมายให้เจ้าคณะจังหวัดดำเนินการตรวจสอบคำสอนของพระ ปราโมทย์ ทั้งหมดว่า มีการอวดอตริธรรมว่าเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ คงต้องใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง เนื่องจากเราจะดูคำสอนเพียงแต่ตัดตอนไม่ได้ เราต้องดูทั้งหมดทุกคำพูด ทุกลายลักอักษร” รอง ผอ.พศ. กล่าว

ด้าน พระเทพสุทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับเอกสารการคำสอนของพระปราโมทย์ มาทั้งหมดแล้ว ซึ่งจะต้องดูสาระโดยละเอียดว่า มีการอวดอุตริธรรมหรือไม่ และไม่สามารถบอกได้ว่าจะดำเนินการได้เสร็จเมื่อไหร่ เนื่องจากการตรวจสอบคำสอนอย่างละเอียด ต้องใช้เวลา.

Dhammada News: เรื่องจากปก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 956 วันที่ 24 ก.ย.

ที่มา Dhammada.net

ปกหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 956 วันที่ 24 กันยายน 2553

ปกหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 956 วันที่ 24 กันยายน 2553

“เป็นพระไม่ทะเลาะกับโยม” พระปราโมทย์ ปราโมชโช

คัดลอกมาจาก หนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์

เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แม้ว่าคำกล่าวหาพระปราโมทย์ ปราโมชโช จะดังกระหึ่มไปทุกสื่อ ก็ไม่ได้ทำให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในธรรมจากพระพุทธเจ้าที่ท่านนำมาสอนด้วย วิธีลัดสั้น คลอนแคลนไปด้วย

นี่อาจจะเป็นบทพิสูจน์สัจธรรมที่ว่า ทองคำแท้ย่อมไม่กลัวไฟ?

มยุรา วิไลนำโชคชัย เว็บดีไซน์อิสระ เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ไม่ได้ใกล้ชิด แต่ก็มาฟังธรรมสม่ำเสมอเล่าว่า ที่มาสวนสันติธรรมไม่เพียงแต่ประทับใจในคำสอนที่เข้าใจง่ายเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลาด้วย ขนาดท่านถูกกล่าวหาอย่างนี้ ท่านยังสามารถสอนลูกศิษย์ไม่ให้ไปรบกับคนอื่น

“หลวง พ่อเบิกบาน ลูกศิษย์ก็เบิกบาน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โลกธรรมจะเป็นอย่างไรก็ตาม ท่านก็ปกติ หลวงพ่อถูกกล่าวหาเรื่องเงินทอง ท่านก็ถามคนที่มาว่า พวกเรามาเรียนที่นี่มีใครถูกเก็บตังค์บ้างไหม หลวงพ่อคิดค่าเล่าเรียนแล้วนะ ค่าเล่าเรียนนั้นคือการภาวนา ไม่ต้องเอาเงินมาให้หลวงพ่อ ให้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ของแต่ละคน”

เช่นเดียว กับ หนุ่ม (ขอสงวนนาม) ซึ่งมาปฏิบัติกับพระปราโมทย์ตั้งแต่สมัยที่ท่านไปสอนที่ศาลาลุงชิน แล้วก็ตามไปเรียนที่บ้านอารีย์ และมาที่่สวนสันติธรรมสม่ำเสมออาทิตย์เว้นอาทิตย์ ไม่ก็เดือนละครั้ง เล่าว่า มาเรียนเป็นประจำต้องมาให้ถึงวัดแต่ เช้า ประมาณหกโมงครึ่ง ท่านจะบรรยายธรรมสองช่วง ก่อนฉันและหลังฉัน จนถึงเวลาสิบโมงก็ทยอยกันกลับ ท่านไม่ได้บรรยายธรรมอย่างเดียว แต่ช่วยให้เราเห็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมของตัวเราเองด้วย

“ท่าน ช่วยให้เราเห็นว่า ช่วงนี้เราควรจะภาวนาอย่างไร ไม่มีกรรมฐานสำเร็จรูป อย่างช่วงแรกๆ ผมฟุ้งซ่านมาก ท่านก็ให้เดินจงกรม พอจิตนิ่งขึ้นท่านก็ให้ไปนั่งสมาธิ คือหลวงพ่อท่านปฏิบัติมาหลายรูปแบบ ท่านก็สอนได้หลายรูปแบบ การปฏิบัติกับหลวงพ่อทำให้ผมกลับมาอยู่กับสภาวะความเป็นจริงของตัวเอง ไม่ปฏิบัติตามรูปแบบ นั่งตามรูปแบบ แล้วเราก็ติดอยู่กับสัญญาเดิมๆ ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ แต่การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องรูปแบบหรือเรื่องขั้นตอน แต่เป็นการที่เรากำลังเรียนรู้ปัจจุบันขณะ ตามความเป็นจริง…”

“มัน อยู่ที่ว่าประสบการณ์เรามาอย่างไร หลวงพ่อจะให้เรากลับมาปฏิบัติจากตัวเราไม่ใช่ดูจากคนอื่น คำสอนท่านเป็นเหตุเป็นผล และร่วมสมัย เข้าใจง่าย เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นรู้ได้เฉพาะตน แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าการปฏิบัติธรรมเราจะก้าวหน้าหรือไม่ก็ดูที่อกุศลในจิต ลดลงหรือไม่ ถ้าอกุศลในจิตลดลง ก็แสดงว่ามาถูกทาง”

เกี่ยวกับข่าว หลวงพ่อที่เป็นอยู่ หนุ่มบอกว่า คนเราการปฏิบัติธรรมไม่เท่ากัน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาทะเลาะกัน ความจริงเป็นเช่นไรก็รู้ๆ กันอยู่

หลัง การบรรยายธรรมช่วงสายวันนั้น (เสาร์ที่ 18 ก.ย. 2553) “เนชั่นสุดสัปดาห์” ขอสัมภาษณ์หลวงพ่อปราโมทย์ ในประเด็นที่ท่านตกเป็นข่าว ท่านตอบเพียงสั้นๆ ว่า เป็นพระไม่ทะเลาะกับโยม

แม้ว่าท่านไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ท่านก็เมตตาให้เดินตามพระเถระสิบกว่ารูปจากหลายวัดที่มาเยี่ยมเยือน เข้าไปในวัดด้วย แล้วท่านก็อธิบายบริเวณสวนสันติธรรมที่กำลังตกเป็นข่าวทุกจุดให้เห็นตามความ เป็นจริงว่า คณะสงฆ์ 6 รูป แม่ชีกับอุบาสกและอุบาสิกา 3 คน รวมผู้มาปฏิบัติธรรมที่พักค้างในคอร์สสั้นๆ อยู่กันอย่างไรในสวนฯ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่

เลยจากโรงทาน หรือศาลารับประทานอาหารของฆราวาส ก็เป็นกุฏิสีขาวสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม 6 หลัง อีกด้านหนึ่ง จากศาลาฟังธรรมที่ทอดยาวไปสุดกำแพงสวนฯ หลวงพ่อชี้ให้ดูทางเดินลาดซีเมนต์ที่ผ่ากลางสวนฯ ไปสุดประตูบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นมีชื่อว่า อนาลโย ซึ่งผู้เป็นเจ้าของบ้านเป็นผู้ยื่นข้อกล่าวหาและฟ้องร้องท่านอยู่ในขณะนี้

ใน เขตของสงฆ์ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ เมื่อเดินผ่านศาลาฉันน้ำปานะ ท่านก็พาเดินเลยไปยังกุฏิพระเล็กๆ สีขาว ที่ห่างกันพอสมควร 6 กุฏิ แต่ละกุฏิไม่เห็นกัน มีต้นไม้ใหญ่เป็นแนวกันเพื่อความวิเวกในการปฏิบัติส่วนตน แล้วท่านก็พาเดินไปยังกุฏิของท่าน เป็นกุฏิสีขาวไม่ใหญ่ บริเวณรอบๆ กุฏิมีต้นไม้เล็กและไม้ใหญ่ล้อมรอบ ท่านหันมาบอกกับ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ว่า นี่ไงที่สื่อฯ ลงไปว่าหน้าต่างกุฏิของหลวงพ่อตรงกับหน้าต่างของกุฏิแม่ชีเลย จริงๆ แล้วกุฏิพระและแม่ชี อยู่คนละโซน

จากนั้นท่านก็พาเดินไปยังเขตของ อุบาสิกา ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร และแวะที่กุฏิของอุบาสิกาอรนุช สันตยากร อดีตภรรยาท่านที่ปลงผม มาถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่และกำลังถูกกล่าวหาอยู่ในขณะนี้เช่นกัน

กุฏิ ของอุบาสิกาอรนุช ก็มีขนาดไม่ใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ อุบาสิกาอรนุชยิ้มทักทายด้วยความสงบเย็น แล้วเราต่างพนมมือ ธรรมมะสวัสดี ซึ่งกันและกัน

เมื่อออกมาจากเขตของอุบาสิกา หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่า ตอนที่ท่านอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี จ.กาญจนบุรี ก็อยู่สุขสบายดี มีต้นไม้เยอะ และร่มรื่นอย่างนี้แหละ

หลังจากอยู่ที่นั่น 5 พรรษา ท่านจึงย้ายมาจำพรรษาที่นี่ตามคำแนะนำของหลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร สวนพุทธธรรมป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระที่หลวงพ่อปราโมทย์นับถือยิ่ง ซึ่งภายหลังท่านได้อธิบายไว้ในประกาศของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 3 ปรากฏอยู่ใน www.wimutti.net อย่างชัดเจนในเหตุผลเกี่ยวกับความจำเป็นในการย้ายมาอยู่ที่สวนสันติธรรมแห่ง นี้เมื่อ 5 ปีก่อน.

เรื่องจากปก

“ท่านสอนให้มีสติ มีจิตตั้งมั่น และหัดรู้รูปนาม (รู้กาย-รู้ใจ) เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์” สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา

ใน ส่วนที่เกี่ยวกับคำสอนของพระปราโมทย์ ปราโมชโช และวิถีความเป็นอยู่ของอุบาสิกาอรนุช สันตยากร ในสวนสันติธรรม ซึ่งเป็นที่สงสัยของสื่อและผู้คนที่ได้เสพสื่อ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ได้สอบถามไปยัง สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา หนึ่งในผู้ปฏิบัติภาวนากับพระปราโมทย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 มีคำอธิบายให้กระจ่าง ดังนี้

0 ตามที่เป็นข่าว อ่้างว่าหลวงพ่อปราโมทย์ อวดอุตริมนุสสธรรม และการสอนของท่านทำให้คนอ่อนแอ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ความจริงนั้นเป็นอย่างไร

ความจริงตรงกันข้ามเลยครับ ในประเด็นอวดอุตริมนุสสธรรมนั้นผมขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่ต้องดำเนินการ

ส่วน ในเรื่องที่ว่าการสอนของท่านทำให้คนอ่อนแอ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้นั้น ผมบอกได้เลยว่า ที่ผมปฏิบัติภาวนาได้อยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะผมได้รับการอบรมจากหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจได้ว่าแม้เราจะไม่สามารถทำสมถะจนถึงขั้นของฌานได้ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีโอกาสปฏิบัต ิธรรมที่มากไปกว่าทำทาน รักษาศีล แต่เรายังสามารถที่จะฝึกสติ ฝึกรู้สึกตัว ฝึกจิตให้ตั้งมั่่น แล้วเจริญปัญญาด้วยการรู้รูปนาม (กายใจ) จนเห็นไตรลักษณ์ของรูปนามได้เช่นกัน และเมื่อเรารู้จักหลักการภาวนาที่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถที่จะปฏิบัติภาวนาได้ด้วยตัวเองต่อไป ไม่ใช่ว่าต้องไปพึ่งพาครูบาอาจารย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตามที่เป็นข่าวอ้างอย่างที่ว่าเลยครับ

อีกทั้งหากสอบถามกับอีกหลายๆ คน ก็จะพบว่า หลายคนมากเลยที่สามารถรู้จักและเข้าใจหลักการปฏิบัติเพียงแค่อาศัยการฟังซี ดีหลวงพ่อเท่านั้น โดยที่เขาเองก็ไม่เคยได้ไปพบหลวงพ่อเลยสักครั้ง แล้วเมื่อเขาเองลงมือปฏิบัติตาม ก็ทำให้จิตใจเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจริง ทำให้เขามีธรรมมะเป็นที่พึ่งได้จริง คนที่มีธรรมะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ นี่ ไม่ใช่คนอ่อนแอหรอกครับ มีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้น เพราะสามารถอยู่กับโลกได้ด้วยจิตใจที่ทุกข์น้อยลงไปตามลำดับ

0 เท่าที่ได้ศึกษากับหลวงพ่อ แนวทางที่ท่านสอน ดับทุกข์ได้ไหม อย่างไร

ผม เชื่อมั่นว่าแนวทางที่หลวงพ่อสอนนั้น สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ครับ เพราะอะไร เพราะหลวงพ่อสอนให้มีสติ มีจิตตั้งมั่น และหัดรู้รูปนาม (รู้กายรู้ใจ) เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ซึ่งจากการได้ปฏิบัติตาม ก็เห็นไตรลักษณ์ได้จริงๆ การเห็นไตรลักษณ์อยู่เนืองๆ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลางนี้ ตำราก็มีบอกไว้ชัดเจนว่า คือ ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ และถึงแม้วันนี้ผมเองจะยังไม่พ้นทุกข์ก็ตาม

แต่ก็พอเห็นไตรลักษณ์ได้จริงๆ บ้างแล้ว ก็เลยเชื่อมั่นได้ว่า แนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนั้น สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้จริงครับ

0 ประสบการณ์จากการเรียนจากหลวงพ่อตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ผม เองก่อนมาเจอหลวงพ่อ ก็หัดนั่งสมาธิอยู่ก่อนแล้วประมาณ 11 ปี แต่ไม่เคยที่จะทำจิตให้สงบได้เลย ทุกวันที่นั่งสมาธิก็มีแต่ฟุ้งซ่านไปบ้าง เคลิ้มหลับไปบ้าง แล้วก็ฝืนจิตใจเอาไว้จนเคร่งเครียด รู้สึกได้ว่าทั้งร่างกายและจิตใจหนักอึ้งไปหมด จนเคยท้อแท้สิ้นหวังที่จะเห็นทางพ้นทุกข์ได้

แต่ พอมารู้จักหลวงพ่อ (ตอนนั้นหลวงพ่อยังไม่ได้บวช) ท่านก็บอกผมว่า ผมยังรู้สึกตัวไม่เป็นนะ (ยังไม่มีสติ ไม่มีจิตตั้งมั่น) ต้องหัดรู้สึกตัวให้เป็นก่อน แล้วท่านก็เมตตาแนะนำอยู่หลายเดือน ผมจึงพอจะรู้สึกตัวเป็น ทำให้ความเคร่งเครียดที่เป็นมาร่วมสิบปีหายไป จิตใจก็เริ่มที่จะโล่งโปร่งเบาสบายมากขึ้น

หลังจากนั้นก็ยังไปฟัง ธรรมตามโอกาส (เดือนละครั้ง สองครั้ง) แล้วก็นำสิ่งที่ท่านเมตตา แนะนำให้ มาหัดปฏิบัติจนทุกวันนี้ โดยธรรมะที่ท่านสอนผมนั้น จะเป็นการให้หัดรู้สึกตัว หัดรู้กายบ้าง หัดรู้จิตบ้าง หัดรู้สภาวะที่กำลังปรากฏไปด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เพื่อให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม หรือของขันธ์ 5 ทุกวันนี้ผมก็ยังนำหลักการปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนนี่แหละครับ มาใช้ปฏิบัติ ทั้งในระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน และทั้งในช่วงที่ปฏิบัติตามรูปแบบ

0 คิดว่าคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ มีจุดแข็ง-จุดอ่อนตรงไหน ที่ทำให้ผู้คนมากล่าวหาและโจมตีท่านได้

คำ สอนนั้นไม่อาจจะพูดได้หรอกครับว่ามีจุดอ่อน-จุดแข็งตรงไหน เพราะแต่ละแนวทาง แต่ละคำสอนของครูบาอาจารย์จะเหมาะกับจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติที่แตกต่างกัน อย่างแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนั้น หลวงพ่อได้วางแนวทางให้เหมาะกับชาวเมืองส่วนใหญ่ ที่จะหาเวลามาปฏิบัติภาวนาในแต่ละวันได้ยากเต็มที หลวงพ่อจึงเน้นให้มาหัดเจริญสติ เจริญปัญญาอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก และในแต่ละวันหลวงพ่อก็จะบอกให้หัดปฏิบัติตามรูปแบบที่ถนัด จะวันสิบนาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง หรือมากกว่า ก็แล้วแต่จะสะดวก

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่หลวงพ่อวางไว้ให้นี้ ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน บางคนที่มาเรียนแล้วก็อาจปฏิบัติตามไม่ได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ ก็ไม่ใช่ว่าพอใครปฏิบัติตามไม่ได้แล้วเราจะไปเหมาเอาทั้งหมดว่าที่ครู บาอาจารย์สอนนั้นไม่ถูก เพราะคนที่เขาปฏิบัติตามได้ก็มีอยู่ครับ

0 มีผู้กล่าวอ้างว่า หลวงพ่อปราโมทย์ มีการเล่นไสยศาสตร์ มนตร์ดำด้วย มีที่มาอย่างไร ทำไมท่านจึงถูกกล่าวหาเช่นนั้น เพราะดูจะขัดแย้งกับการสอนของท่านอย่างสิ้นเชิง

จากที่ผมรู้จักหลวง พ่อปราโมทย์มาตั้งแต่ต้นปี 2543 จนถึงปัจจุบันนี้ ผมไม่เคยเห็นหลวงพ่อจะเล่นหรือสอนเรื่องอะไรพวกนี้เลยครับ ที่เคยได้ยินก็มีเพียงหลวงพ่อพูดเตือนให้ระวังเอาไว้บ้าง โดยหลวงพ่อเองก็เตือนไปตามที่มีครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ได้แจ้งเตือนมา และเรื่องพวกนี้ หลวงพ่อก็ไม่เคยคิดจะเผยแพร่ออกไปสู่สังคมเลย ลองไปอ่านหนังสือ หรือฟังซีดีที่ท่านสอน แล้วถูกนำมาเผยแพร่ต่อสังคมเถอะครับ ใน www.wimutti.net แล้วจะพบว่า ท่านสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ ไม่มีเรื่องอะไรพวกนี้ปนอยู่เลยครับ

0 เท่าที่ใกล้ชิดทั้งหลวงพ่อปราโมทย์ และอุบาสิกาอรนุช การปฏิบัติของทั้งสองท่านเป็นอย่างไร

ผม ไม่เคลือบแคลงอะไรกับการปฏิบัติของทั้งหลวงพ่อ และอุบาสิกาอรนุช เลยครับ เพราะสิ่งที่ท่านสอน เป็นสิ่งที่ผมเองและศิษย์อีกจำนวนมากก็สามารถปฏิบัติตามและเห็นได้จริงตาม ธรรมะที่หลวงพ่อสอนอยู่ ซึ่งหลายคนก็สามารถยืนยันผลการปฏิบัติได้ ถ้าใครมี internet เล่น ก็ลองเข้าไปหาอ่านดูก็ได้ครับ

0 ผู้คนมีความสงสัยว่า ทำไมหลวงพ่อซึ่งเป็นพระปฏิบัติ จึงไว้วางใจอุบาสิกาอรนุชมากกว่าผู้อื่น และทำไมอุบาสิกาอรนุช จึงต้องมาปฏิบัติอยู่ที่สำนักเดียวกับหลวงพ่อปราโมทย์ด้วย

เรื่อง ความไว้วางใจนี่ เป็นผม ผมก็ต้องเลือกไว้วางใจคนที่รู้จักกันมานานที่สุดก่อนแหละครับ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปวางใจเอาสิ่งที่คนมากมายตั้งใจจะทำเพื่อสาธารณประโยชน์ไปฝากไว้ในมือคน ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ส่วนการที่ท่านอยู่ปฏิบัติภาวนาในสำนักเดียวกัน ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาอะไรเลยครับ อีกทั้งกรณีแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นในสำนักครูบาอาจารย์อื่นๆ เช่นกันครับ

0 หากมองในแง่ของการปฏิบัติธรรม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เรียนรู้อะไรบ้าง

จริงๆ แล้วได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่สำคัญคือ ได้เห็นเลยว่าผู้ที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อปราโมทย์นั้น ล้วนแต่เคารพศรัทธาเพราะธรรมะที่หลวงพ่อปราโมทย์นำมาสอนจากพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ปฏิบัติตามได้จริง แม้จะเป็นฆราวาสที่ยังต้องวุ่นวายกับโลก ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อ เพราะธรรมะที่หลวงพ่อสอนอยู่ล้วนๆ ไม่ใช่เพราะคำร่ำลือ ไม่ใช่เพราะมีใครมาบอกกล่าวอะไรที่เป็นเรื่องอื่นๆ เลยครับ.

เกมพรรคร่วม ลอยแพ'ปชป.'

ที่มา ข่าวสด



เปิด "หน้างาน" เรื่องซาอุฯ ขึ้นมาเอง ลงเอยด้วยความสะบักสะบอม

จะ ด้วยความไม่รู้ มั่นใจในฐานอำนาจของตนเองมากไป ขาดศิลปะในการบริหาร ขาดการปรึกษาหารือให้รอบด้าน เพื่อนไม่รัก ครองใจข้าราชการไม่ได้ หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

แต่สรุปได้สั้นๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ทุลักทุเลได้เรื่อยๆ

เป็นความสามารถพิเศษที่พรรคพวกในวงรัฐบาลไม่ค่อยแฮปปี้ แต่ก็ ทำอะไรไม่ได้

ที่หนักพอๆ กันคือ บทบาทการวางตัว ในฐานะของนายกฯ และพรรคแกนนำ ที่ทำให้เกิด "ช่องว่าง" ที่ใหญ่โตระหว่างพรรคต่างๆ

กลายเป็นรัฐบาลผสมรวมดาวกระจายที่ยิ่งอยู่ยิ่งแตกต่าง ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเดิน เดี๋ยวๆ ก็เปิดศึกด่ากัน

การเคลื่อนไหว "ลอยแพ" พรรคใหญ่ในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก

การตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จากผบช.ภ.5 นั่งผู้ช่วยผบ.ตร. ในครั้งนี้ บวกลบคูณหารแล้วรัฐบาลขาดทุนย่อยยับมาตั้งแต่วันแรก

ด้วยอารมณ์ครึ้มใจที่ได้ปูนบำ เหน็จตอบแทนพวกพ้องขาลุย ที่อัดกับพรรคพลังประชาชนของเสี่ยแม้วจนโดนยุบ

แถมยังขึ้นไปค้ำยันคนเสื้อแดงให้ถึงภาคเหนือ

ครึ้มจนลืมคดีระดับโลก ที่ทำให้ไทย-ซาอุดีอาระเบีย มองหน้ากันไม่ติดมา 20 ปี

ด้วย 3 คดีใหญ่ 1.เพชรซาอุฯ ที่อมเพชรของกลางกันสนั่นเมือง บลูไดมอนด์มรดกราชวงศ์หายไปจนบัดนี้ 2.คดีสังหารนักการทูตซาอุฯ 3.คดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯ โมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่

ดีเอสไอเพิ่งพบหลักฐานใหม่ในคดีอัลรูไวลี่ และทำสำนวนสั่งฟ้อง ศาลรับฟ้องเมื่อต้นปี มีพล.ต.ท.สมคิดเป็นหนึ่งในห้าจำเลย

ทั้ง นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประสานเสียงเข้มว่า ตั้งถูกหลักเกณฑ์ทุกอย่าง แถมยังอ้างว่าพล.ต.ท.สมคิดได้ล้างมลทินตามพระราชบัญญัติไปแล้ว

ลิ่วล้อออกมาผสมโรงว่า เป็นกิจการภายใน ซาอุฯ อย่ามายุ่ง

ใช้วาทะโวหารลมๆ แล้งๆ ไปสู้กับอีกฝ่ายที่แม้จะเป็นต่างชาติ แต่ทำการบ้านข้อมูลและกฎ หมายมาอย่างดี

สุด ท้ายเถียงไม่ออก ทั้งด้วยเหตุผลที่ว่า นายตำรวจกลายเป็นจำเลยคดีอาญา ทำไมไม่มีการพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน กลับแต่งตั้งให้ขึ้นตำแหน่งใหญ่กว่าเดิม

ทั้งด้วยเหตุผลว่า ซาอุฯ ไม่ยอมนิ่งเฉย แต่สโลว์ดาวน์งานออกวีซ่าให้พี่น้องไทยมุสลิม

เลยต้องใช้มุขเสียสละให้พล.ต.ท.สมคิดออกมาแถลงยอมถอย

ทั้งที่โดยหลักการคนตั้งต้องเป็นคนแก้ งานนี้ภาวะ ผู้นำของนายกฯมาร์คและรองเทือกเสียหายกระจุยกระจายไปหลายตัน

และ จะยิ่งเสียหายหนัก หากซาอุฯ ถามนายกฯ ผู้ยึดมั่นในนิติรัฐว่า การดันพล.ต.ท.สมคิดไปนั่งจเร ทั้งที่เป็นจำเลยในคดีอาญา ถูกต้องตามพระราชบัญญัติตำรวจแล้วหรือ

แม้ว่าตามปฏิทินรัฐบาลเหลือเวลาปีเศษๆ จะหมดวาระ

แต่เมื่อคดีเงิน 29 ล้านบาทเดินหน้าลิ่วๆ และมีสัญญาณไม่ค่อยดี

เพราะรูปคดีของพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินไปอย่างที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ระบุว่า 4 บาท ยังถูกยุบมาแล้ว

กลายเป็นโอกาสของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะสลัดตัวเองจากพรรคแกนนำปัจจุบันที่มีเรื่องกินใจกันหลายเรื่อง

ล่า สุด ก็คือปัญหาการตั้งปลัดมหาดไทย ที่พรรคแกนนำเปิดไฟเขียวให้ข้ามอาวุโส ก่อนจะย้อนกลับมาไล่บี้ด้วยข้อหาทุจริตซื้อคอมพิวเตอร์ในภายหลัง

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ก็มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคออกมาเดินว่อน หาเสียงสนับสนุนการ "ปรองดอง"

เรียกเสียงแซวว่าพล.ต.สนั่นอยากเป็นนายกฯ

การยุบพรรคจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงในอนาคต

แต่การที่พรรคร่วมรัฐบาลออกมาเคลื่อนไหว ก็สามารถอ่านได้ 2-3 ทิศทาง

ประการหนึ่ง เท่ากับสนับสนุนแนวโน้มว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจถูกยุบ

ประการหนึ่ง สะท้อนเยื่อใยระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลว่าเหลืออยู่น้อยเต็มที

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานของคดียุบพรรค ยังไม่มีพรรคไหนประ กาศร่วมหัวจมท้ายกับพรรคแกนนำ

มูลเหตุที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งเป็นรัฐบาลยิ่งเดินไปสู่เส้นทางของการเป็นศิลปินเดี่ยว ส่วนหนึ่งมาจากแนวทางการเมืองที่ผิดพลาด

ทั้งการผูกติดตนเองกับกลุ่มผู้มีบารมี และการยึดมั่นว่าพ.ต.ท. ทักษิณเป็นศัตรูหมายเลข 1 ที่ไม่อาจประนีประนอมได้

แล้วตั้งทฤษฎีใหม่ว่า ใครเป็นพวกทักษิณคือศัตรูรัฐบาล ในทางกลับกันใครไม่เป็นพวกทักษิณก็คือพันธมิตรหรือแนวร่วมรัฐบาล

แล้วใช้ทฤษฎีนี้ไปแทนที่ระบบคุณธรรมความสามารถในการแต่งตั้งข้าราชการ

แล้วใช้ทฤษฎีนี้ไปแทนที่ระบบถูกผิดตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดการใช้ 2 มาตรฐาน หรือนำไปสู่การใช้วิธีการ 2 มาตรฐาน

ทำให้เกิดความคับข้องใจในหลายวงการ ทั้งข้าราชการและฝ่ายการเมืองด้วยกันเอง และสะท้อนออกไปสู่ประชาชน

ส่งผลให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในรัฐบาล ที่นับวันยิ่งกว้างขวาง

ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดียุบพรรค อย่างไร แต่คำตัดสินจากท่าทีของพรรคร่วม รัฐบาล

เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์น่าจะรับไปปรับปรุงแก้ไขตนเอง

ทุกข์ของผู้บริโภค

ที่มา ไทยรัฐ

ผล การพิจารณาประมูล โทรศัพท์ระบบ 3 จี จะออกมาในรูปไหนก็ตาม ผลกระทบที่จะตามมาเป็นเรื่องของธุรกิจด้านโทรคมนาคมและการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานที่จะให้สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะ 3 จี หรือ 2 จี ผู้ที่มีผลกระทบมากที่สุด ก็คือผู้บริโภคหรือประชาชนตาดำๆ

ยุค หนึ่งเคยมีการทวงถามบริษัทผู้ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมเรื่องของราคาโทรศัพท์ ซึ่งในบางประเทศแจกฟรีหรือซื้อได้ในราคาถูกด้วยซ้ำ เพราะผู้ใช้บริการก็ต้องเสียค่าบริการในระยะยาวอยู่แล้ว กลับเป็นว่าเมื่อเทคโนโลยียิ่งทันสมัยขึ้น ผู้บริโภคก็ถูกเอาเปรียบมากขึ้นด้วย

รัฐบาลมุ่งประโยชน์จากค่า สัมปทานและนักการเมืองมุ่งผลประโยชน์ที่มิควรได้กันอย่างเดียว จนลืมนึกถึงผู้บริโภค การเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้ไม่มีการดูแลเอาใจใส่จาก ภาครัฐ ดีไม่ดีทำเป็นปากว่าตาขยิบเสียด้วยซ้ำ

เพราะผลประโยชน์และช่องว่างในการหาผลประโยชน์เป็นจำนวนมหาศาล ในขณะที่องค์กรรัฐในด้านคุ้มครองผู้บริโภคอ่อนปวกเปียกเป็นมะเขือเผา

กลายเป็นช่องทางหากินของมิจฉาชีพ

มี จดหมายร้องทุกข์จากผู้บริโภค ซึ่งจนบัดนี้ยังจับมือใครดมไม่ได้ เหตุเกิดประมาณบ่ายโมง ที่บริเวณห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โทรศัพท์ ระบบอัตโนมัติ ระบุว่าเป็นของธนาคารกสิกรไทยถึงลูกค้ารายหนึ่ง อ้างว่ามีหนี้บัตรเครดิตอยู่ 5 หมื่น 5 พันบาท แจ้งว่าถ้าต้องการข้อมูล รายละเอียดให้โทร.ไปที่เจ้าหน้าที่ ระบุเบอร์โทร.กลับมาให้เรียบร้อย

ปรากฏ ว่าเมื่อโทร.กลับไปมีเจ้าหน้าที่รับสายแจ้งชื่อและหมายเลข ติดต่อชัดเจน หลังตรวจสอบข้อมูลแล้วแจ้งว่าอาจจะถูกแก๊ง 18 มงกุฎนำบัตรเครดิตปลอมไปใช้ และจะดำเนินการแจ้งดีเอสไอให้

รวดเร็วทันใจไม่ถึง 10 นาทีมีโทรศัพท์อ้างว่าเป็น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้รับเรื่องจากธนาคารกรณีปลอมบัตรเครดิต สอบถามข้อมูลรายละเอียดการทำนิติกรรมทั้งหมดก่อนที่อ้างว่าอาจจะต้องระงับ การทำธุรกรรมทางการเงินไว้ 2-3 เดือน

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายที่ว่า ได้แนะทางออกโดยให้ ทำการ ล็อกบัญชีธนาคารผ่านตู้เอทีเอ็ม และให้ใช้รหัสลับของดีเอสไอ เพื่อที่จะได้แกะรอยคนร้าย เจ้าของบัตรหลงเชื่อดำเนินการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนต่างๆ

ผลก็คือเงินในบัญชีถูกโอนไปเข้าบัญชีอื่นจนหมด

จึง เดินทางไปแจ้งความบันทึกประจำวันไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอความช่วยเหลือ จากธนาคาร แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เพราะเลยขั้นตอนของธนาคาร และอ้างว่าได้แจ้งเตือนลูกค้าไปแล้ว

ปัจจุบันมีการขายประกันภัย อุบัติเหตุ ประกันภัยรถยนต์ ประกันชีวิต ทำบัตรเครดิต ปล่อยสินเชื่อทางโทรศัพท์วุ่นวายไปหมด รบกวนเวลาส่วนตัว ด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเอาข้อมูลลูกค้ามาจากไหน เฮ้อ เกิดเป็นคนไทยต้องพร้อมที่จะถูกจับเป็นตัวประกันในทุกๆเรื่อง ว้าเหว่.

หมัดเหล็ก