WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 28, 2010

แอโรบิคแด๊งแดง ที่เชียงใหม่ ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน 2553

โดย namome

แดงเชียงใหม่

แอโรบิคแด๊งแดงที่เชียงใหม่ ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553 หลังจากงาน "มหกรรมตาสว่างทั้งแผ่นดิน" ที่เชียงใหม่ เมื่ออาทิตย์ก่อน สมาชิกหลายๆท่านโดยเฉพาะ ผสว.ทั้งหลายยังอิดโรย แต่วันนี้เราก็ยังออกมาเต้นแอโรบิคกันอีกครั้ง ท่ามกลางฟ้าฝนชุ่มฉ่ำ เต้นไปตากฝนไป ฉายโปรเจคเตอร์ท่ามกลางสายฝน ถึงจะมีอุปสรรคบ้าง เราก็ยังจะทำต่อไป อาทิตย์หน้า วันที่ 2 ตุลาคม เจอกันใหม่ครับพี่น้อง ขอบคุณภาพจากน้องพงษ์ครับ ทั้งถ่ายภาพ ทั้งช่วยกันกับพี่น้อง เก็บขนอุปกรณ์ท่ามกลางสายฝน ทีมเสื้อแดงเชียงใหม่ สู้ สู้ ฉึก ฉึก
แอโรบิคแด๊งแดง 26 ก.ย.mpg

จองด่วน !!! แรลลี่ "ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม"

ที่มา thaifreenews

โดย namome




หลังจากส่ง "จดหมายถึงฟ้าเขียนจากน้ำตาผู้ยากไร้ ฟ้าเคยรู้บ้างไหมหัวใจของไพร่มันขื่นขม"
ด้วยโคมลอยจำนวนหลายพันดวงในวันตาสว่างแห่งชาติ ที่สนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่
ไปแล้ว แต่ฟ้าก็ยังเฉยเมย

ชาวไพร่ผู้ขื่นขม จึงขอจัดกิจกรรม"ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม" ขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 53
ที่จังหวัดอยุธยา "เมืองเก่าของเราแต่ก่อน"



มวลชนจากทั่วทุกสารทิศ จึงดำริที่จะจัดแรลลี่มุ่งตรงไปร่วมงานนี้โดยพร้อมเพรียงกัน

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังรู้สึกว่า "แผ่นดินทั้งผืนไม่เพียงพอเขียนความระทม "
จะจัดกิจกรรมแรลลี่ "ประชาธิปไตย ไปแอ่ว ไหว้พระ ที่อยุธยา"

16 ต.ค. 53
8.00 น.ปล่อยขบวนแรลลี่ ออกเดินทางจากดอนจั่น
ระหว่างทางจะมีขบวนแรลลี่จากจังหวัดภาคเหนือร่วมขบวนตลอด
พี่ น้องเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ จะนำอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ มา่่ส่งเสียเลี้ยงดูตลอดเส้นทาง (ไม่มีอด ยิ่งสู้ยิ่งไม่ผอม-หลีกเลี่ยงคำว่าอ้วนสำหรับสาวๆที่อยากร่วมทางด้วย)

17 ต.ค. 53
8.00 - 17.00 น. ทัวร์อยุธยา
18.00 - 24.00 น. ร่วมเวทีชุมนุมใหญ๋ "ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม"

ขณะนี้ ทราบมาว่า จะมีแรลลี่จากทุกภาคเดินทางมาร่วมด้วยช่วยจุดตะไล
เฉพาะจากเชียงใหม่ ตระเตรียมตะไลไม่มากไม่น้อย แค่สามพันตะไลเท่านั้นเอง 55555

...ไอ้ควายเอ๊ย...

ที่มา thaifreenews

โดย ปลายอ้อกอแขม


อ่านไทยรัฐออนไลน์ หน้าการเมือง คอลัมน์ Report today เมื่อ 20 กันยายน 2553 เรือง “เช็คแถวอดีตคมช_ ครบ4ปีปฏิวัติ19ก_ย_ ปัจจุบันทำอะไรกันอยู่” เพราะนักข่าวอยากรู้ว่า พวก คมช.ที่รวมหัวกันปล้นประชาธิปไตยเมื่อ 19 กันยา 49 นั้น บัดนี้ อยู่กันอย่างไร ล่วงลับดับสูญตายโหงตายกระเทียมกันไปบ้างหรือเปล่า มือหงิกตีนง่อยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปแล้วกี่คน อยู่ห้อง ไอ.ซี.ยู โรงบาลใด ที่สำคัญเผาหรือฝังไว้ที่ไหนกันบ้างแล้ว ..เพราะประชาชนอย่างผมเป็นห่วงเหลือเกิน !


นักข่าวไทยรัฐจึงดั้น ด้นค้นหาตัวเหล่าบรรดากบฏยุค ปี 2549 ทั้งหมด ก็พบว่าทุกคนยังมีชีวิตอยู่กันถ้วนทั่ว ยังไม่มีใครตายหรือเป็นง่อยเปลี้ยเสียขาตามที่ประชาชนทั่วไปพากันใฝ่ฝันถึง โดยผมจะเล่าย่อๆให้ฟังพอเป็นสังเขป..ฟังนะ


ผมขอนำมาพูดเพียง 2 ท่านเท่านั้น ..เพราะสุดยอด


เริ่มจากเขาละ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.


ท่าน ผู้นี้ ช่วงนั้น เป็นที่ฮือฮาของบรรดาคอการเมือง มีฉายาเป็นวีระบุรุษหลายรายการ เช่น วีระบุรุษผ้าขาว วีระบุรุษนั่งบินฟรี และเป็นวีระบุรุษยอดวิศวกร (ชื่อนี้ได้ตอนที่ไปตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิคู่กับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน และบอกว่าสนามบินทรุด โดยแค่เพียง “ใช้มือกดพื้น”เท่านั้น) ยิ่งกว่านั้น ท่านผู้นี้ได้หมายมั่นปั้นมือจะเป็น ผบ.ทบ.แต่ในที่สุดก็กิน “แห้ว” ไปนั่งตบยุงอยู่ในกระทรวงกลาโหม เป็นแค่รองปลัด..แต่รับรองว่าไม่ใช่ปลัดขิก


ชีวิตของสะพรั่ง วันนี้ “ ศึกษาธรรมะ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการสนทนาธรรมะ ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาของ อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำให้ชีวิตมีคุณค่ายิ่งขึ้น และเป็นชีวิตที่สังคมไทยปัจจุบันต้องการ” ..หึ หึ หึ !


ในความ เห็นของผม อ้ายนี่ ซ่าส์และกร่างที่สุดในบรรดา คมช.ในตอนนั้น แถมโง่ด้วยอีกต่างหาก พยายามแสดงเพาเวอร์เพื่ออยากจะเป็น ผบ.ทบ.ให้ได้ แต่แล้วก็ไปกินแห้วกระป๋องที่สุพรรณฯบ้านผม เลยต้องหันมาเอาธรรมะเข้าข่ม..น่าเห็นใจนะ


ส่วนบุคคลในดวงใจของผม จะเป็นใครไปไม่ได้ นั่นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ..ผู้ยิ่งหย่าย !


ชีวิต หลังเกษียณของอ้ายบังน่าสนใจยิ่ง งานหลักของไอ้บัง “ขุนศึกสามแม่ครัว”ตอนนี้คือการเขียนหนังสือ และเรียนปริญญาเอกด้านสาขารัฐศาสตร์การเมือง ที่ ม.รามคำแหง ..บอกให้รู้ว่ากำลังเรียนอยู่นะ ไม่ได้ไปหาอีแม๊ะเพิ่ม


ส่วน หนังสือที่กำลังเขียนอยู่ นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาทานให้กับสังคม โดยอ้างอิงจากปรัชญาด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปเป็นข้อคิดในการปฏิบัติตัว ทั้งนี้ หนังสือที่เขียน นั้น จะมีทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ตนไปทำงานด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย...เฮ้ย มันรู้เรื่องกับเขาด้วยเรอะ ?


แล้วประโยคนี้ ..ฟังไอ้บังมันพูด

“ทั้ง นี้ หนังสือของตนเองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดโดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 19 ก.ย. เพราะชาวตะวันตกมีความสนใจมากกว่า เพราะเหตุใดการปฏิวัติดังกล่าว จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีความขัดแย้งไม่มีการต่อต้าน และแถมยังได้รับดอกไม้จากประชาชน ซึ่งตนจะได้บรรยายถึงเทคนิคและ แท็คติกต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยตนเองจะพยายามเร่งให้หนังสือเล่มดังกล่าว เสร็จทันจำหน่ายให้ได้ภายในปีนี้ “

เริ่มต้นมันพูดว่า “หนังสือของตนเองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดโดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH “ แต่ประโยคสุดท้ายมันพูดว่า “โดยตนเองจะพยายามเร่งให้หนังสือเล่มดังกล่าว เสร็จทันจำหน่ายให้ได้ภายในปีนี้” ..อ้าวยังไงวะ ?


มันบอก หนังสือของมันได้รับความสนใจโดยเฉพาะในต่างประเทศ ..ผมเข้าใจว่ามันวางขายเรียบร้อยแล้ว กะจะไปอุดหนุนสักเล่มเพื่อเป็นทาน แต่ตอนท้ายมันบอกว่าหนังสือยังไม่เสร็จ กำลังเร่งเขียนอยู่ ..ตกลงว่าเอ็งบ้าหรือกูเมากันแน่ !

ที่สำคัญ อ้ายบังมันคุยว่า “ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 19 ก.ย. เพราะชาวตะวันตกมีความสนใจมากกว่า เพราะเหตุใดการปฏิวัติดังกล่าว จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีความขัดแย้งไม่มีการต่อต้าน และแถมยังได้รับดอกไม้จากประชาชน ซึ่งตนจะได้บรรยายถึงเทคนิคและ แท็คติกต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ”..ดูมัน

มัน คงลอยหน้าลอยตาพูดกับนักข่าวด้วยความภูมิใจว่า ฝรั่งสนใจ เพราะไม่มีการต่อต้าน แถมยังมีประชาชนนำดอกไม้มาให้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ อ้ายบังจะแนะแท็คติกการปฎิวัติให้ นัยว่าเพื่อเป็นหลักสูตรในการปฏิวัติครั้งต่อๆ ..ว่างั้น !

ผมว่า อ้ายบังมันคงหูหนวก ตาบอด สมองพิการหรือเปล่า ที่ไม่รู้ว่าคนทั้งโลกเขาประณามพวกมันกันขนาดไหน ทั้ง อียู ทั้ง ยูเอ็นเขาประกาศจะคว่ำบาตรมัน มันคงคิดว่าเขาพากันชื่นชมโสมนัสมันอีกหรือ..พระเจ้า


อ้ายโจรห้า ร้อย แบกปืนไปปล้นบ้านเขา เจ้าทรัพย์ไม่ต่อสู้ขัดขืน ยอมให้ปล้นได้ง่ายๆ แล้วพวกขี้ข้าโจรก็เอาดอกไม้มาให้บอกว่าวันนี้ เราปล้นมันได้แล้ว ให้เอาสมบัติมาแบ่งกัน..มันบอกว่าเป็นความสำเร็จ


แถมยังบอกว่า พวกฝรั่งทึ่ง ความสามารถในการปล้นของมัน ..ฝรั่งที่ไหนวะ ?



ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของมัน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ได้แต่รำพึงรำพันว่า..โถ อ้ายควายเอ๊ย !!!

http://www.thairath.co.th/content/pol/112201

ขบวนการล้มเจ้าชิดขวา ขบวนการก่อการร้ายชิดซ้าย..ขบวนการลิ้มเจ้ามาแล้วจ้า

ที่มา thaifreenews

4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต”

เป็น กิจกรรมสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนที่รักประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงทั้ง ในประเทศและทั่วโลกที่พร้อมใจกันจัดกิจกรรมต่างๆในวันที่ 19 กันยายนนี้ ซึ่งปีที่ 4 ของการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แตกต่างกับปีที่ผ่านๆมา เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีการเข่นฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตมากถึง 91 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 ราย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

4 ปีแห่งความหายนะ

การ ทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงถือเป็น “วงจรอุบาทว์” อย่างแท้จริง แม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ก็ยอมรับว่า

“ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายไปถึงขนาดนี้”
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงถือเป็น “ความสูญเปล่า” ที่ไม่เพียงฉุดให้บ้านเมืองจมปลักลงไปในเหวลึก ทำให้คนในชาติเกิดความแตกแยกและแบ่งฝ่ายเลือกขั้วอย่างที่ไม่เคยปรากฏแล้ว เศรษฐกิจยังพังพินาศ ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายก็ไร้ซึ่งหลักนิติรัฐและนิติธรรม องค์กรอิสระต่างๆถูกวิพากษ์วิจารณ์และประณามเรื่องความไม่เป็นธรรมและ 2 มาตรฐาน

แม้แต่สถาบันตุลาการก็ถูกวิจารณ์ว่าตกต่ำสุดขีดอย่างที่ไม่ เคยปรากฏมาก่อน เพราะถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีการหมกเม็ดเพื่อลดทอนและทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง นอกจากนี้คณะรัฐประหารยังหมกเม็ดมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญให้รับรองความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” อีก

แต่กลับทำให้ภาคประชาชนเกิดความตื่นตัวตระหนักถึงคำว่า “ประชาธิปไตยและความยุติธรรม” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ขณะที่กลุ่มปัญญาชนและกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองกลับจมปลักอยู่กับโครงสร้าง อำนาจเดิมๆของกลุ่มทุนเก่าและกลุ่มอำมาตย์

มาตรฐานอภิสิทธิ์ชน

คน เสื้อแดงหลายล้านคนยืนหยัดเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรมด้วยมือ เปล่า แต่กลับถูกปราบปรามด้วยกำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงคราม ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และเครือข่ายขบวน การ “ล้มเจ้า” แกนนำคนเสื้อแดงถูกส่งฟ้องศาลและจำคุกโดยไม่ให้ประกันตัว

แต่คนเสื้อ เหลืองปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายและซ่องโจร แค่มารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหาแล้วปล่อยตัว

อดีตนายกรัฐมนตรี บุกรุกและครอบครองที่ดินป่าสงวนฯบนเขาไม่มีความผิดเพราะ อัยการชี้ว่าขาดเจตนา แต่ชาวบ้านบุกเบิกพื้นที่ทำกินบริเวณเชิงเขากลับถูกจับและดำเนินการทาง กฎหมายอย่างเต็มที่

คนเสื้อเหลืองปิดถนนราชดำเนินและยึดทำเนียบ รัฐบาลนานเกือบ 7 เดือน ไม่ถูกดำเนินคดี แต่ชาวนาจังหวัดเชียงรายปิดถนนที่อำเภอพานประท้วงราคาข้าวเปลือกตกต่ำ 1 ชั่วโมง ถูกตำรวจจับส่งฟ้องศาลและถูกสั่งจำคุก 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา

7 ตุลา-พฤษภาอำมหิต 2 มาตรฐาน

เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 คนเสื้อเหลืองชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายฝูงชน มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 2 ราย และบาดเจ็บ 443 ราย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับนายสมชายในฐานะ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งสั่งการให้สลายการชุมนุม นอกจากนี้ยังมีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่ง “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับวงล้อม” ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 ราย นายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. กลับยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดเพราะไม่ได้สั่งฆ่าประชาชน ทั้งยังคงอำนาจ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อไล่ล่าและกวาดล้างคนเสื้อแดง และฝ่ายตรงข้าม

ม็อบเสื้อเหลืองขับรถชนและถอยหลังทับตำรวจที่ ปฏิบัติหน้าที่ ถูกตั้งข้อหาเจตนาฆ่าเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 จำเลยต่อสู้คดีและไม่รับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุก แต่ปรานีให้รอลงอาญา

ขณะ ที่พราหมณ์เสื้อแดง นายศักดิ์ระพี พรหมชาติ ซึ่งทำพิธีเทเลือดสาปแช่งหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ครั้ง เหตุการณ์เมษายน 2553 ถูกตั้งข้อหาชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นายศักดิ์ระพีมอบตัวและสารภาพทุกข้อหา ศาลลงโทษจำคุก 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา

โบดำวิชาการ

นัก เรียน นักศึกษาเชียงราย 5 คน ถือป้ายรณรงค์ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดนหมาย เรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อหาชุมนุม 5 คนขึ้นไป กระทำการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แต่คนเสื้อเหลืองนับร้อยชุมนุมค้านการนำปราสาทพระวิหารจดทะเบียนเป็นมรดกโลก หน้าทำเนียบรัฐบาลและกองทัพภาคที่ 1 กลับไม่ถูกดำเนินคดี

ขณะที่ กระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร ให้นักเรียน นักศึกษาเข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ มาจากประชาชนและเพื่อประชาชน แต่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากลับมีหนังสือเวียนถึงผู้บริหารสถาบัน อุดมศึกษาให้ควบคุมดูแลไม่ให้ล้อเลียนและเสียดสีการเมือง เป็นตลกร้ายที่ไม่ต่างกับยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 และหลัง 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของนิสิต นักศึกษาไม่ให้แสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง

อำนาจ “โจราธิปัตย์”

รัฐ ประหาร 19 กันยายน 2549 ยังทำให้เห็นว่านักการเมือง นักวิชาการ และผู้อาวุโสของสังคมจำนวนไม่น้อยที่เคยประกาศว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่กลับออกมาเห็นดีเห็นงามกับการทำรัฐประหาร ขณะที่ฝ่ายตุลาการก็ยอมรับอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตยและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ระบุว่า การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย

แม้จะมีตุลาการบางคนกล้าสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการมีคำ วินิจฉัยส่วนตัวในคำ พิพากษาว่า หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็น รัฏฐาธิปัตย์แล้วเท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตย ทั้งยังเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จาก ความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์ อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามา จัดการสิ่งต่างๆ

การปฏิวัติรัฐประหารจึงไม่ใช่ “รัฏฐาธิปัตย์” แต่เป็น “โจราธิปัตย์” โดยเฉพาะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ถือเป็นความล้มเหลวและความเลวร้ายที่สุดของสังคมไทย ทำ ให้บ้านเมืองต้องแตกแยกและหายนะมาจนทุกวันนี้

อำนาจในมือ “อำมาตย์”

เบื้อง หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ระบุถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พุ่งเป้าไปที่ผู้อยู่รายล้อมในวัง แต่ “ขบวนการอ้างแอบ” ก็ยังพยายามใช้วาทกรรมต่างๆบิดเบือนและตีความให้สูงไปกว่านั้นเพื่อเป็น อาวุธทางการเมืองกล่าวหาและทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายตรงข้าม

ในขณะ ที่ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เดินสายด้วยการแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศ ให้โอวาทและบรรยายแก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อย จปร. และนายทหารให้ตระหนักถึงบทบาทของกองทัพ โดยเฉพาะคำว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร...”

หลัง จากเกิดรัฐประหาร ซึ่งนักวิชาการมากมายระบุว่า พล.อ.เปรมน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แม้แต่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสาร Image ระบุว่า พล.อ.เปรมเป็นผู้สั่งการให้ทำรัฐประหาร โดยนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์

“พล.อ.เปรมเป็นสัญลักษณ์ ของระบอบอำมาตยาธิปไตย จริงๆระบอบนี้ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ตาม ถ้าเราดูบทบาทของ พล.อ.เปรมก็จะเห็นชัด เพียงแต่พื้นที่ของระบอบนี้คับแคบลงในระดับหนึ่ง เพราะการเติบโตของพื้นที่ภาคประชาชนที่มากขึ้น ซึ่งเป็นการท้าทายระบอบนี้โดยตรง...

...วันนี้ก็เห็นโดยพฤตินัยได้ อย่างชัดเจนว่า พล.อ.เปรมใช้อำนาจนั้นผ่านคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ว่าการรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปิดเผยขนาดนี้”

ขณะ ที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ระบุว่า ก่อนการรัฐประหารมีการประชุมหารือที่บ้านของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เจ้าของเครือแปซิฟิก ถึง 4 ครั้ง และทุกครั้งก็มีการเชิญบุคคลสำคัญๆที่มีตำแหน่งระดับสูงเป็นแขก ซึ่งต่อมานายปีย์ก็เปิดเผยเองว่าบุคคล 7 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการวางแผนรัฐประหารคือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.พัลลภ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูง สุด (ในขณะนั้น) นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา (ในขณะนั้น) นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา (ในขณะนั้น) นายปราโมทย์ นาครทรรพ ผู้เปิดประเด็นปฏิญญาฟินแลนด์ รวมถึงนายปีย์ โดยยืนยันว่าไม่มีการพูดถึงการทำรัฐประหารและการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการหารือเรื่องการบ้านการเมืองกันตามปรกติ

ขบวนการลิ้มเจ้า

ที่ สำคัญหนึ่งในเหตุผลของการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จากแถลงการณ์ คปค. ฉบับที่ 1 คือการบริหารราชการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ชาติไทย ประชาชนเคลือบ แคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้าง ขวาง หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรง เป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

แถลงการณ์ดังกล่าว สอดรับกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ “รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” และสื่อของเขาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลทักษิณอย่างหนัก ทั้งเรื่องคอร์รัปชันและจาบจ้วงสถาบัน จนกระทั่งมีการจัดตั้ง “องค์กรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่มี “สัญลักษณ์เสื้อสีเหลือง” ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างต่อเนื่องจนเป็นกลุ่มพันธมิตรฯในปัจจุบัน

รัฐบาล ที่ได้รับเสียงข้างมากอย่าง “พลังประชาชน” ถูกล้มโดยวิธีพิเศษถึง 2 นายกฯ จนมาเป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และยุค ศอฉ. ที่มีอำนาจล้นฟ้าไม่ต่างจากรัฐบาลในยุครัฐประหารที่ยืดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างไม่มีกำหนด

_________________________________

ครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน...ครบรอบ 4 เดือน 19 พฤษภาอำมหิต!!
วาท กรรม “ขอคืนพื้นที่”.. “กระชับวงล้อม”.. มีไว้ปราบปรามสลายการชุมนุม จะหนึ่งคนหรือแสนคนออกมาเรียกร้อง.. ก็สามารถจัดการได้โดยไม่ผิดกฎหมายแม้ใช้กระสุนจริง?

วาทกรรม “ล้มเจ้า”.. “ไม่ จงรักภักดี”.. มีไว้ทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องหาหลักฐาน?

วาทกรรม “ขบวนการล้มเจ้า” จึงทำท่าว่าจะเป็น “ขบวนการล้มเจ้ามือหวยบนดิน” เสียมากกว่า?

ทำไมคำว่า “ล้มเจ้า” จึงเป็นวาทกรรมตลาดกลาดเกลื่อน?

ทำไมหนังสือขายดีต้องพยายามตั้งชื่อให้มีคำว่า “ล้มเจ้า”?

ตราบใดที่ยังมี “ขบวนการลิ้มเจ้า” คอยเฝ้าอ้างแอบ แนบชิด บิดเบือน...

ตราบนั้น วาทกรรม “ล้มเจ้า” ก็จะยังคงหลอกหลอนฟั่นเฟือนสะเทือนแผ่นดินอยู่ต่อไปไม่รู้จบ...

ถ้า อยากอ่านแบบเข้มๆเต็มฉบับ แนะนำให้ไปหาซื้อพ็อกเก็ตบุ๊ค “ขบวนการลิ้มเจ้า” ผลงานขมปี๋...โดยทีมข่าว “โลกวันนี้” มาอ่านได้แล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 277 วันที่ 18 – 24 กันยายน พ.ศ. 2553 หน้า

ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความ “ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่2)”

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความ “ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 2)” โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
หลังจากที่ดิฉันได้เขียนบทวิพากษ์บทความ “ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่1)" [1] ของสมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ คุณสมชัยได้เขียนบทโต้แย้งต่อบทวิพากษ์ของดิฉัน [2] และเผยแพร่บทความตอนที่ 2 [3] ดิฉันขอขอบคุณคุณสมชัยที่สละเวลามาชี้แจงและให้ความรู้ในที่สาธารณะ ดิฉันได้อ่านบทโต้แย้งและบทความตอนที่ 2 แล้ว พบว่าทั้งบทโต้แย้งและบทความดังกล่าวยังมีความสับสนระหว่างข้อเท็จจริงและ มายาคติ จึงเขียนบทวิพากษ์ฉบับทึ่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนกับคุณสมชัย และเพื่อให้ผู้อ่านได้ร่วมวิเคราะห์ด้วยกัน
ข้อเท็จจริง 1. สถิติที่ได้มาตรฐานสากลคือสถิติที่ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยและผลการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการในต่างประเทศ
หลังจากที่คุณสมชัยยอมรับว่าตัวเลข 0.43 ไม่ใช่ตัวเลขดัชนีจินีที่สหประชาชาติใช้ในรายงาน คุณสมชัยแย้งว่าดัชนีจินีคำนวณได้ 2 แบบ คือฐานรายได้และฐานรายจ่าย และนำดัชนีจินีที่คำนวณด้วยฐานรายจ่าย 7 ปีระหว่างปี 1992-2009 มาให้ดูว่าอยู่ระหว่าง 0.40-0.45 เพื่อสนับสนุนว่าตัวเลข 0.43 ได้“มาตรฐานสากล” ดิฉันเดาว่าคุณสมชัยหมายความว่าค่าเฉลี่ยของ 0.40 และ 0.45 ตกประมาณ 0.43 มีข้อสังเกตว่าข้อมูลหายไป 11 ปี
คุณสมชัยถามดิฉันว่า “ส่วนการที่ อ.กานดาสรุปว่าสหประชาชาติไม่เชื่อฐานข้อมูลธนาคารโลกนั้นไม่ทราบว่าสรุปจากหลักคิดอะไร” ดิฉันขอตอบว่าหลักการความน่าจะเป็น (Probability theory) ซึ่งเป็นหลักการสากลอันเป็นพื้นฐานของวิชาสถิติ (Statistics) และเศรษฐมิติ (Econometrics)
ด้วยหลักการความน่าจะเป็น ไม่มีสถิติที่ถูกต้อง 100% กล่าวคือ สถิติมีความผิดพลาดจากการวัด (Measurement error) ความผิดพลาดนี้มีสาเหตุสารพัด เช่น ผู้เก็บสถิติเลินเล่อ ผู้บันทึกสถิติเข้าฐานข้อมูลเลินเล่อ กลุ่มสำรวจไม่ให้ข้อมูลจริงทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ฯลฯ ดังนั้นนักวิจัยต้องตรวจสอบสถิติจากฐานข้อมูลต่างๆทั้งก่อนและหลังนำไปใช้
ดิฉัน คิดว่าข้อโต้แย้งของคุณสมชัยตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดว่าสถิติที่ผลิตโดย องค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกหรือสหประชาชาติคือสถิติที่ได้มาตรฐาน สากล ดิฉันขอชี้แจงว่าสถิติที่ผลิตโดยองค์กรระหว่างประเทศไม่ได้กลายเป็นสถิติ มาตรฐานสากลโดยอัตโนมัติ เพราะสถิติมีความผิดพลาดจากการวัดดังที่ดิฉันได้อธิบายไปแล้ว กระบวนการสร้างสถิติที่ได้มาตรฐานสากลไม่จบลงที่การผลิต ก่อนนักวิจัยนำสถิติไปใช้ต้องตรวจสอบว่าสถิติมี outlier หรือไม่ นิยามของสถิติมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลหรือไม่ ฯลฯ เมื่อใช้สถิติแล้วผลงานวิจัยต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อเผยแพร่ในวารสาร วิชาการต่างประเทศที่มีกองบรรณาธิการเป็นกลุ่มอาจารย์หรือนักวิจัยที่มีผล งานยอมรับในวงกว้าง
สถิติ เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง การผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยีต่างชาติ (ในที่นี้คือวิธีคำนวณดัชนีจินีและวิธีการที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติและ ธนาคารโลก) โดยใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศ (ในที่นี้คือสถาบันสถิติแห่งชาติและกลุ่มสำรวจ) ไม่ใช่การรับประกันว่าสินค้ามีคุณภาพ สินค้าที่ได้มาตรฐานสากลคือสินค้าที่ผลิตแล้วส่งออกไปตีตลาดโลกได้ ด้วยเหตุนี้องค์กรระหว่างประเทศที่ผลิตสถิติร่วมกับสำนักงานสถิติในแต่ละ ชาติจึงทำรายงานเพื่อเสนอสถิติใหม่ให้นักวิจัยใช้ เมือผลงานวิจัยได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในต่างประเทศก็จบกระบวนการสร้าง สถิติที่ได้มาตรฐานสากล
มี สถิติด้านการพัฒนามากมายที่ไม่ได้ผลิตโดยองค์กรระหว่างประเทศแต่ได้มาตรฐาน สากล หลายอย่างเกิดก่อนธนาคารโลกหรือสหประชาชาติ รวมทั้งสถิติเกี่ยวกับไทย[4] ธนาคารโลกและสหประชาชาติมีอายุเพียง 65 ปี แต่วารสารวิชาการไม่ว่าสาขาสถิติและเศรษฐศาสตร์มีอายุเป็นศตวรรษ แม้แต่การก่อตั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ยังมีอาจารย์ เศรษฐศาสตร์ร่วมวางรากฐานองค์กร ผู้บริหารฝ่ายวิจัยและผู้บริหารระดับสูงบางคนเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มี ตำแหน่งประจำในมหาวิทยาลัย
เพื่อยกตัวอย่างประกอบ ดิฉันขอยกเอารูปจากรายงาน Thailand Human Development Report 2009 ที่ดิฉันประกอบในบทวิพากษ์ฉบับที่ 1 มาให้ดูอีกครั้ง ดิฉันเขียนชัดเจนในบทวิพากษ์ฉบับที่ 1 แล้วว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์ใช้ โปรดสังเกตว่าใต้รูปนี้อ้างอิงที่มาว่า Hal Hill แห่ง ANU หรือมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australia National University) Hal Hill เป็นศาสตราจารย์ที่มีผลงานในวารสารวิชาการจำนวนมาก [5] ดิฉันจึงไม่แปลกใจว่าสหประชาชาติใช้ข้อมูลจากเขาแทนที่จะใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลธนาคารโลก



รูปที่ดิฉันนำมาให้ดูอีกครั้งมีความสำคัญเท่ากับตาราง A1.4 ซึ่งคุณสมชัยมีส่วนร่วมจัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและสหประชาชาติ ดิฉันใช้ตาราง A1.4 เพื่อเช็คว่าสอดคล้องกับรูปนี้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันดิฉันจะสงสัยว่ารายงานของสหประชาชาติฉบับนี้ไม่ได้มาตรฐานสากล และต้องสอบถามผู้ผลิตรายงานที่สหประชาชาติว่าทำไมข้อมูลมี error มาก
ถ้า สหประชาชาติใช้ดัชนีจินีในฐานข้อมูลจากธนาคารโลกแทนที่จะใช้สถิติในรูปนี้ ดัชนีจินีที่ขาดๆหายๆแม้จะคิดค่าเฉลี่ยได้แต่ค่าเฉลี่ยไม่มีความหมายทาง สถิติเพราะมี error มาก นอกจากนี้ การประเมินผลของการพัฒนาต้องประเมินด้วยการ“เปลี่ยนแปลง”ในระยะเวลาหลาย ทศวรรษ เราประเมินไม่ได้ด้วยค่าเฉลี่ยเพราะค่าเฉลี่ยเป็นตัวเลขเพียงตัวเดียว บทความดังกล่าวก็นำเสนอว่าสัดส่วนคนจนลดลงโดยไม่ใช้ค่าเฉลี่ยไม่ใช่หรือ? ถ้าข้อมูลขาดๆหายๆแล้วผู้เขียนหันไปใช้ค่าเฉลี่ยแทน บทความดังกล่าวก็จะเสนอไม่ได้ว่าสัดส่วนคนจนลดลง
เราตอบไม่ได้ว่าสถิติที่ธนาคารโลกทีดิฉันนำมาให้ดูในบทวิพากษ์ฉบับที่ 1 นั้นเป็นดัชนีจินีที่คำนวณจากฐานรายจ่ายที่สำนักงานสถิติแห่งชาติไทยหรือไม่ เนื่องจากปีที่มีข้อมูลก็ไม่ตรงกับข้อมูลที่คุณสมชัยยกมาทุกปี ยังมี error นอกจากนี้ข้อมูลที่คุณสมชัยยกมามีเพียง 7 ปีในเวลา 18 ปี ค่าเฉลี่ยก็ย่อมมี error มาก และไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ด้วยมิติเวลา แต่อาจจะมีประโยชน์ในการศึกษาผ่ากลาง (Cross-section study) มีประโยชน์จริงหรือไม่ก็ต้องให้มีคนเอาไปทำวิจัยแล้วเผยแพร่ในวารสารวิชาการ ต่างประเทศก่อนจึงจะกลายเป็นมาตรฐานสากล
ข้อเท็จจริง 2. ปัญหาหนี้เสียไม่จำกัดที่คนรายได้น้อย คนรายได้สูงก็มีปัญหาหนี้เสียจนทำให้เกิดวิกฤตการเงินมาหลายครั้งในประวัติ ศาสตร์เศรษฐกิจไทย
ตอนที่ 2 ของบทความอธิบายว่าสาเหตุหนึ่งของปัญหาช่องว่างรายได้คือ “นายธนาคารที่ใช้ความใกล้ชิดกับนักการเมืองแล้วขอให้รัฐบาลนำเงินงบประมาณมา ช่วยแก้ปัญหาของธนาคารในยามประสบความเดือดร้อน” ภายหลังเสนอว่า “ควรมีการปรับเปลี่ยนค่านิยมเพื่อลดการบริโภคนิยมในประชากรที่รายได้น้อยและ ไม่แน่นอนซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว”
ดิฉัน คิดว่าแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อเสนอสองมาตรฐาน เพราะไม่ได้เสนอด้วยว่า “ควรมีการปรับเปลี่ยนค่านิยมเพื่อลดการบริโภคนิยมในประชากรทีมีรายได้สูงโดย เฉพาะนายธนาคารซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาหนี้เสียจนเกิดวิกฤตการเงิน”
นอก จากนี้การปรับเปลี่ยนค่านิยมไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นนโยบายด้านวัฒนธรรม เพราะหลักการเศรษฐศาสตร์มหภาคถือว่าค่านิยมหรือรสนิยมของคนในชุมชนเป็นสิ่ง ที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาอาจจะเปลี่ยนรสนิยมเองแต่รัฐทำให้เขาเปลี่ยนไม่ได้ เศรษฐศาสตร์มหภาคให้อิสระผู้บริโภคตัดสินใจเลือกว่าจะบริโภคเท่าไรและทำงาน เท่าไร ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์จุลภาค ถ้ารัฐบาลอยากมีอิทธิพลกำหนดรายจ่ายของผู้บริโภคก็ต้องใช้ระบบภาษี ถ้าจะแก้ปัญหาหนี้เสียทั้งคนรายได้สูงและคนรายได้ต่ำก็ต้องแก้กฎเกณฑ์การควบ คุมธนาคารและสถาบันการเงิน และลงโทษผู้บริหารสถาบันการเงินที่รัฐบาลนำภาษีประชาชนไปช่วย
ข้อเท็จจริง 3. ในแบบจำลองด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth model) ไม่มีผู้นำการพัฒนาหรือผู้ตามการพัฒนา ปัจจัยการผลิตเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกัน ไม่มีใครนำและไม่มีใครตาม
คุณ สมชัยตอบความเห็นของดิฉันที่ว่ากองทัพไทยคือกลุ่มทุนที่ไม่พัฒนาเทคโนโลยี ใดๆโดยเสนอว่ากองทัพก็คือ“ผู้นำการพัฒนา”แบบหนึ่งเหมือนกัน ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวอธิบายถึงปัญหาที่มาจาก “ผู้นำการพัฒนา” ได้แก่ปัญหากรรมสิทธิ์ทีดินและปัญหาการผูกขาด แต่สุดท้ายก็ไม่นำเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินหรือเสนอให้ บังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด ดิฉันแปลกใจว่ากล่าวถึงปัญหาเหล่านี้ทำไมถ้าไม่เสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ตรง ประเด็น
ดิฉันแปลคำว่า “ผู้นำการพัฒนา”เป็นศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะแบบจำลองการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth model) เป็น General equilibrium กล่าวคือ ไม่มี”ผู้นำการพัฒนา”หรือ”ผู้ตามการพัฒนา” ในแบบจำลองเหล่านี้แรงงานและกลุ่มทุนเป็นปัจจัยการผลิตที่ดำเนินควบคู่กันไป พร้อมกันและตอบสนองนโยบายหรือปัจจัยภายนอกประเทศพร้อมๆกัน แม้ว่าทุนจะเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่าแรงงานเพราะแรงเสียดทานในตลาดทุนน้อยกว่า แรงเสียดทานในตลาดแรงงาน แต่ทุนก็ไม่ได้ทุนเคลื่อนไหวก่อนแรงงาน ทุนเพียงแต่ตอบสนองต่อต้นทุนในปริมาณที่มากกว่าแรงงานตอบสนองต่อค่าแรงเท่า นั้น ส่วนการลงทุนก็มาจากการะดมเงินออมในประเทศผ่านระบบธนาคารและการกู้ยืมจาก ต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกัน ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีก็มาจากการสนับสนุนการวิจัยทั้งจากผู้ผลิตและรัฐบาล และต้องอาศัยแรงงานมีฝีมือในขณะเดียวกัน ดังนั้นปัจจัยการผลิตทุกฝ่ายมีบทบาทในการพัฒนาพร้อมกัน
ข้อเท็จจริง 4. การนำเสนอนโยบายทางสังคมต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง
ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวเสนอแนวทางแก้ปัญหาทางสังคมหลายอย่าง เช่น “ทางด้านสังคม สังคมไทยต้องให้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยเฉพาะการศึกษา ในระดับกลางและระดับสูง และควรมีระบบแนะแนวการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมที่กำลังเข้าสู่ระดับ อุดมศึกษาเพื่อให้สามารถเลือกวิชาที่ตรงกับความต้องการของตลาดหรือที่ตัวเอง สนใจอย่างแท้จริง”
ใน ความเป็นจริง“สังคมไทย”ไม่สามารถให้การศึกษาขั้นพื้นฐานได้ การให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหน้าที่ของ“รัฐบาล” ดังนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงการนำเสนอนโยบายการคลังไม่ได้ ประเด็นคือทำอย่างไรให้งบประมาณการศึกษามากขึ้น? จะลดงบประมาณกระทรวงไหน? หรือว่าจะปฎิรูประบบภาษีเพื่อจัดเก็บภาษีแบบใหม่? บทความดังกล่าวไม่มีข้อเสนอทางการคลังเลย ทั้งตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวไม่มีคำว่า“ภาษี”แม้แต่คำเดียว
ข้อเท็จจริง 5. เอ็นจีโอส่วนมากไม่ใช่ NGO แต่เป็นผู้รับเหมา
ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวเสนอให้สนับสนุนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนแล้ววงเล็บว่าเอ็นจีโอ (ขอไม่เรียกว่า NGO เพราะจะทำให้สับสน) ไม่เข้าใจว่าสนับสนุนอย่างไร? ให้งบประมาณเอ็นจีโอมากขึ้น? ดิฉันคิดว่าเราควรจำกัดบทบาทของเอ็นจีโอที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล
เอ็นจีโอไทยส่วนมากคือผู้รับเหมา (Subcontractor) ทำโครงการทางสังคมโดยที่ไม่ต้องผ่านการประมูล แตกต่างจาก“องค์กรไม่ใช่รัฐบาล”หรือ Non-government organization (NGO) ในต่างประเทศ เพราะรัฐบาลต่างประเทศไม่ใช่ลูกค้าของ NGO เมื่อเอ็นจีโอไทยมีรายได้จากรัฐบาล การตรวจสอบ(หรือไม่ตรวจสอบ)รัฐบาลกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐบาล เพื่อผลประโยชน์จากโครงการรับเหมา ดังนั้นเอ็นจีโอจึงมีแรงจูงใจในการทุจริตสูงมาก และยังส่งเสริมการทุจริตในด้านอื่นๆเพราะไม่มีแรงจูงใจในการตรวจสอบรัฐบาล
ใน เมื่อเอ็นจีโอส่วนมากคือผู้รับเหมา เราก็น่าจะส่งเสริมให้มีการตรวจสอบเอ็นจีโออย่างโปร่งใส เพราะความโปร่งใสเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันการทุจริต เช่น ให้เอ็นจีโอใส่ซองประมูลโครงการแข่งกับผู้รับเหมาอื่นๆ เปิดเผยรายได้ของกรรมการบริหารของเอ็นจีโอในส่วนที่มาจากภาษีประชาชนตราบใด ที่ยังไม่ใช้ระบบใส่ซองประมูล ประเมินผลจากโครงการที่รับเหมาไปโดยคนนอก ทางที่ดีที่สุดน่าจะยกเลิกการให้งบประมาณภาษีแก่เอ็นจีโอ และให้เอ็นจีโอหาทุนมาดำเนินงานเองแบบ NGO ในต่างประเทศ เอ็นจีโอจะได้กลายเป็น“องค์กรไม่ใช่รัฐบาล”จริงๆ
เอ็น จีโออาศัยงบประมาณจากภาษีประชาชนก็แสดงว่าเอ็นจีโอพึ่งตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เอ็นจีโอจะทำให้ประชาชนพึ่งตัวเองได้
บทสรุป
ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวนำเสนอสาเหตุของปัญหาช่องว่างรายได้ และดิฉันเห็นด้วยกับหลายสาเหตุที่ยกมา แต่วิธีการแก้ปัญหาด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่บทความดังกล่าวเสนอแนะไม่ใช่นโยบาย ที่ตรงประเด็น ถ้าจะให้ตรงประเด็น ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินควรแก้ด้วยการปฎิรูปที่ดิน ปัญหากลุ่มทุนผูกขาดควรแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด ปัญหาหนี้เสียควรแก้ด้วยการปรับปรุงกฎเกณฑ์การควบคุมสถาบันการเงิน ส่วนการแก้ไขด้วยนโยบายสังคมต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฎิรูประบบภาษี เพราะรายจ่ายด้านสังคมเพิ่มภาระทางการคลัง
การ แก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการทางการเมืองซึ่งน่าจะ เริ่มจากการยอมรับผลการเลือกตั้ง ปัญหาทุจริตมีรากฐานมาจากการไม่บังคับใช้กฎหมายไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริตอยู่ดี การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกคนที่ปกป้องผลประโยชน์ของตนไม่ขัดกับหลักการ ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะหลักการทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าผู้บริโภคมีอิสระในการเลือกบริโภคและเลือก ทำงาน รสนิยมก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้บริโภค ส่วนผู้ผลิตก็มีอิสระในการเลือกผลิต แต่รัฐบาลเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ผลิตได้ด้วยระบบภาษีและกฎเกณฑ์ การควบคุมอุตสาหกรรมต่างๆ
สุด ท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณคุณสมชัยและคุณจิราภรณ์ที่เปิดประเด็นเรื่องช่องว่าง รายได้ให้ได้วิเคราะห์และสละเวลามาแลกเปลี่ยนกันในที่สาธารณะ
อ้างอิง
[1] ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)” โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยโดย กานดา นาคน้อย, ประชาไทออนไลน์, 20 กันยายน 2553: http://prachatai3.info/journal/2010/09/31191
[2] ความเห็นที่ 333408 ที่ http://prachatai3.info/node/31191/talk
[3] ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 2)” โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, ประชาไทออนไลน์, 25 กันยายน 2553: http://www.prachatai.com/journal/2010/09/31246
[4] Hoffman, F. L. “Review: Statistical Yearbook of the Kingdom of Siam,” Journal of the American Statistical Association 18(140), 545-548, December 1922.

สร้อยแก้ว คำมาลา ละครโรงหนึ่ง (03) : ศักดิ์ศรีคนจนหายไปไหน?

ที่มา ประชาไท

สร้อยแก้ว คำมาลา


เขาเป็นชายร่างเล็ก หน้ากร้านเกรียม มือดำขมุกขะมอม

เขายิ้มง่าย พูดเก่ง และต้อนรับเราอย่างมีอัธยาศัยด้วยน้ำเปล่าในขวดน้ำอัดลม

เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก และคราบน้ำมันก็เลอะใบหน้าเขาเล็กน้อย

ด้วยอาชีพช่างซ่อมรถยนต์และความรู้ระดับ ป.7 ในหมู่บ้านชาวนาตีนเขา

ชายไทยอายุ 49ปี ผู้นี้คืออีกหนึ่ง,

ที่ฉันอยากถ่ายทอดคำพูดของเขาให้คุณฟัง

ทั้งหมดนี้คือภาษาที่เขาใช้ ฉันไม่ได้ดัดแปลง ตบแต่ง แต่อย่างใด
ทำไมถึงเข้าร่วมกับการชุมนุม
เรา ไปเพราะอยากให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ถ้าได้เราก็เลิก ถ้าเขาบอกว่าจะไม่ปกครองแบบประชาธิปไตยแล้วจะปกครองแบบเผด็จการก็บอกมาตรงๆ ไม่ใช่บอกว่าเราปกครองแบบประชาธิปไตย แต่เนื้อในจริงๆ ไม่ใช่ ผมไม่ชอบการรัฐประหาร
คุณเริ่มเข้าชุมนุมตั้งแต่เมื่อไหร่
อืม ม์... เมื่อไหร่ผมก็บอกไม่ถูก จำไม่ค่อยได้ แต่เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมจะบอกว่าผมสนใจการเมือง และผมก็เห็นความไม่ชอบธรรมตั้งแต่ตอนรัฐประหาร และผมก็เข้าร่วมแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนตอนโหวตไม่เอารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นั่นคือการใส่เสื้อแดงครั้งแรกของผม
ถามว่า ผมเข้าใจเรื่องการเมืองแค่ไหน ผมก็คงบอกว่าผมก็เหมือนคนรากหญ้าคนอื่นๆ ที่แต่ก่อนเข้าใจเรื่องการเมืองแบบผิวเผิน ไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้ง บอกตรงๆ เมื่อก่อนตอนไปก็เข้าใจแค่นิดหน่อย ก็พากันไป แต่พอไปทุกครั้งมันก็ค่อยยกระดับการรับรู้ขึ้นทีละหน่อยว่าการเมืองคืออะไร ในความรับรู้ของคนทั่วไปคิดว่าการเมืองคือความชั่วร้าย คือการคดโกง ความฉิบหายของประเทศนี้เกิดขึ้นเพราะนักการเมือง มันเป็นวาทกรรมที่เขาสร้างขึ้นมา คนพูดไม่รู้เข้าใจแค่ไหน แต่คนเสื้อแดงเข้าใจแล้วว่าการเมืองคืออะไร การเมืองคือปากคือท้องของเรา คือการได้อยู่ได้กินของเรา คือการได้รับของเรา มันสำคัญยิ่งกว่าคนชื่อทักษิณ ต่อไปมันจะเป็นใครก็ได้ อภิสิทธิ์ก็ได้ ถ้าประชาชนได้รับผลประโยชน์ เขาก็จะเลือกคุณ นี่คือความเข้าใจทางการเมืองของเรา และนี่คือการเมือง
มี คนบอกเราว่าอย่ามายุ่งกับการเมือง เพราะการเมืองน่ารังเกียจ สะอิดสะเอียน พยายามไม่ให้เรายุ่ง แต่มันเป็นไปไม่ได้ การเมืองมันยุ่งกับเราตั้งแต่เราเกิดแล้ว เขาไม่อยากให้เรายุ่งเพราะเขาอยากปกครองเราง่ายๆ มากกว่า
ผมเคยอ่านงานเขียนของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขาบอกว่า การเมืองคือการเข้ามามีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นธรรม
คุณดูมีความรู้มากกว่าชาวบ้านธรรมดา
ถ้า ถามผมว่าเป็นใคร ผมเป็นคนธรรมดา ถ้าถามผมว่ามีความรู้เท่าไหร่ ถ้าเป็นใบปริญญาอย่างพวกคุณ ผมไม่มี แต่ผมมีปัญญา ผมศึกษา ถ้าอยากรู้ว่าคนรากหญ้าคิดอย่างไร ผมทำหนังสือเป็นเล่มได้อย่างคุณเหมือนกัน
ผลประโยชน์ที่คุณได้รับจากการเมืองชัดเจนที่สุดคืออะไร
ผม มีลูกสาวสองคน สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผมมาตลอดยี่สิบปีนี้คือ เรื่องการศึกษาของลูกผม ทุกปีที่ลูกผมเลื่อนขึ้นชั้นเรียนใหม่ ผมจะต้องไปขอทุนการศึกษาให้ลูก ผมจะต้องไปพิสูจน์ความยากจนต่อหน้าคณะกรรมการสี่ห้าคนเพราะทุนมีจำกัด คนอยากได้ทุนมีหลายคน ดังนั้น เราต้องมาแข่งกัน พูดอย่างไรก็ได้ให้เราดูยากจนที่สุด ทุเรศที่สุด น่าอเนจอนาถที่สุด ไฟไหม้บ้าน น้ำท่วมนา หลังคารั่ว ข้าวไม่มีกิน เพื่อให้เราดูยากจนกว่าคนอื่นๆ นี่คือหลักการให้ทุน ถามว่าแล้วศักดิ์ศรีของผมอยู่ตรงไหน
แต่ระบบการ เมืองในหลายปีที่ผ่านมามันมีนโยบายใครเรียนได้ ต้องได้เรียน เราไม่ต้องไปพิสูจน์ความยากจน คือถ้าคุณสอบเข้าได้ คุณต้องได้เรียน คุณไม่ต้องไปทำอะไรเลย แค่ไปเซ็นเท่านั้น มันจะมีการติดต่อระหว่างรัฐกับสถานศึกษานั้นเลย ไม่ต้องไปพิสูจน์ความยากจนหรือไม่ยากจน
ในประเทศ ที่เขาพัฒนาแล้ว การเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะทรัพยากรมนุษย์มันจะต้องมีคุณค่า แต่ในอดีตเราถูกหลอกว่าเป็นเวรกรรม ความเป็นจริงเราขาดโอกาสต่างหาก อย่างทุกวันนี้เราก็ขาดโอกาสในการเข้าถึงสื่อสารมวลชน (หมายเหตุ : ปัจจุบันลูกสาวคนโตของเขาเรียนอยู่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ชอบ ทักษิณหรือไม่ชอบทักษิณผมไม่รู้ แต่เขาเอาประชาธิปไตยที่อยู่บนพานลงมาให้คนจนสัมผัส ได้รู้ว่าถ้าคุณเลือกคนที่เหมาะสม เขาก็จะจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์กับคุณได้ มันอยู่ในรูปของโอกาส
อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค ถามหน่อยเถอะ ชั่วนาตาปี คนที่อ้างว่าตนเองทำเพื่อประเทศชาติๆ ชั่วนาตาปีเคยหยิบยื่นโอกาสนี้ให้คนจนไหม สมัยก่อนเราป่วย เราไม่กล้าไปหาหมอ เพราะเราไม่มีเงิน ป่วยก็อดเอา ถ้าไม่ไหวจริงๆ มีนาขายนา มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ ถ้าเข้าโรงพยาบาลมันเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้คนเสื้อแดงเข้าใจแล้วว่า เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับการรักษาฟรี และมันไม่ใช่เงินใคร ไม่ใช่เงินทักษิณด้วย แต่เป็นเงินของพวกเรา เป็นเงินจากการจัดเก็บภาษีอากรของเรา
พรรคเก่าแก่พรรคนั้นมันบอก ว่า 30 บาทตายทุกโรค แต่มันมีเงิน มันไม่ได้จนเหมือนเรานี่ มันป่วยมันเข้าโรงพยาบาลเอกชน แล้วมันก็ป่าวประกาศว่านโยบายนี้ล้มเหลวๆ แต่สำหรับคนจน มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก และที่มีค่ามากกว่านั้นคือ เราได้รู้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะรักษาฟรี ถึงวันนี้คุณจะมายึดสิทธินี้เราไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะแม้เราจะรักษาฟรี แต่คุณไม่ได้ให้เราฟรี คุณไม่ได้ให้อะไรเราเลย เพราะมันเป็นสิทธิที่เราต้องได้ มันคือเงินภาษีของประชาชน
หลาย คนชอบคิดว่าเสื้อแดงโง่ ถูกจ้างมา ถามหน่อยว่าคุณจะไปจ้างคนเป็นล้านเป็นแสนได้ไหม เอารายชื่อถวายฎีกาไป 5 ล้านคน จ้างได้หรือ ผมสาบานได้ ผมไม่ได้รับเงินจากใคร
หรือ อย่างที่เขาชอบว่าพวกเราโดนซื้อเสียง ถ้าเราซื้อเสียงได้ง่ายอย่างนั้น เอาอย่างนี้ นายชวนเดินเข้ามาที่นี่ เอาเงินมาให้เรา ซื้อเสียงให้เต็มที่เลย ถามว่าเราจะเลือกเขาไหม ของอย่างนี้มันมีความผูกพันครับ มันไม่ใช่แค่คุณมีเงิน ถ้าเราจะเลือกคนคนนี้เสียอย่าง ไม่ต้องเอาเงินมาให้สักบาทหรอก ล้าสมัยแล้วครับที่จะมาบอกว่าเราโดนซื้อ อย่างตอนนี้รัฐบาลก็ทุ่มงบแจกทั้งชนชั้นกลาง ชาวบ้าน ข้าราชการ ถามว่าเขาจะซื้อใครได้บ้าง ช้าราชการ ชนชั้นกลางอาจจะได้ แต่ชาวบ้านไม่ได้หรอก
เป็นความคิดที่ตื้นเขินมากนะครับที่คิดว่าเงินอย่างเดียวมันจะซื้อคนได้
แล้ว ความผูกพันระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน มันผิดตรงไหนครับ มันเป็นวิถีธรรมดาที่คนในอนารยประเทศนานาเขาทำกันอยู่นะครับ มันไม่ใช่ว่าเราเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เราต้องเป็นคนไม่ดี เรากลายเป็นคนไม่ดีไปแล้ว ไอ้นี่มีผลประโยชน์แอบแฝง แล้วถามว่าทุกครั้งที่เราเลือกนักการเมืองเข้าสภา เราไม่ได้เลือกจากการที่เขาจะจัดสรรผลประโยชน์ให้เราหรือ ก็ไอ้นโยบายต่างๆ นั่นล่ะที่เราต้องมาพิจารณาว่ามันจะเอื้อประโยชน์อะไรให้กับเราบ้าง
พูดภาษาบ้านๆ ไปด้วยใจของผม คือ แบบนี้
คำ ว่าประชาธิปไตยคุณต้องยอมรับหนึ่งคนหนึ่งเสียง คุณต้องยอมรับเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก่อน ไม่งั้นพูดเรื่องอื่นไม่ได้ อย่าคิดว่าชอบหรือไม่ชอบ คุณอยู่ในขบวนประชาธิปไตย คุณต้องยอมรับหนึ่งคนหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง จะทำอะไรก็ต้องถามสังคมก่อน ถามว่าสังคมคืออะไร สังคมคือการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีกิจกรรมร่วมกัน มีศิลปวัฒนธรรมร่วมกันมายาวนานและมีข้อตกลงร่วมกัน ไม่ใช่การบังคับนะครับ และไม่ใช่เรื่องชั่วครู่ชั่วยาม เพราะถ้าชั่วครู่ชั่วยามอย่างการมุงดูรถชนกัน มันเป็นแค่ฝูงชน ไม่ใช่สังคม มันจึงต้องยอมรับกติกาของการอยู่ร่วมกัน แต่พอกติกามันบอกว่าจะเอาคนนี้ เลือกคนนี้ คุณกลับบอกว่าไอ้พวกนี้โง่ มันถูกซื้อเสียง
ที นี้ถ้าคุณอยากปกครองแบบประชาธิปไตยคุณก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชน แต่ถ้าคุณไม่ยอมรับคุณก็บอกไปเลยว่าเราปกครองแบบเผด็จการ ผมจะได้ไม่ต้องไปไล่เถียงกับใครต่อใครว่าประชาธิปไตยคืออะไร แต่นี่คุณบอกประชาธิปไตยแต่กลับไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ มันคืออะไร ผมก็งง (หัวเราะ)
สิ่งที่คุณทำมันขัดแย้งในหลักการ รัฐบาลตอนนี้ไม่มีหลักการอะไรเลย ขณะที่ประชาชนเขาชัดเจนว่าเขากำลังต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ต้องเอาคนฆ่าประชาชนมาลงโทษ แต่คณิตบอกว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่เอาคนฆ่ามาลงโทษ เขามีหน้าที่มาปรองดอง อ้าว! มันขัดกันนะ มันจะปรองดองได้ยังไง
ผมไม่หวัง เรื่องปรองดอง ขนาดญาตินักข่าวประเทศญี่ปุ่นที่เสียชีวิตเขามาถามความคืบหน้ากับตำรวจไทย เราไม่มีความคืบหน้าให้เขาเลย สามเดือนแล้ว เขาเลยใช้สิทธิ์พลเมืองไปฟ้องศาลเอง ศาลจะต้องเปิดพิจารณา มันก็ผ่านขั้นตอนพนักงานสอบสวนและอัยการ แต่ว่าศาลไม่รับฟ้อง ถ้ามันมีการฟ้องมันจะนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ทีนี้มันไม่มีไง มันแสดงถึงกระบวนการยุติธรรมเราไม่สามารถดำเนินไปตามปกติได้
ผมถึงถามย้ำว่า เรากำลังต่อสู้ในระบอบของอะไร
จริงไหมครับ ตอนเราต่อสู้กับอะไรไม่รู้ วันนั้นผมอ่านในเว็บไซต์หนึ่ง มีงานเขียนของคนชื่อ ปรวย
คุณเข้าอินเตอร์เน็ตด้วยหรือ
ครับ ผมเป็นคนแก่ทันสมัย คุณปรวยทำให้เรามีแง่คิด เกี่ยวกับดีเอสไอ เขาถามว่า คุณกล้าจับคนที่ปิดสนามบินไหม ยกตัวอย่างถ้ามีรถเบ๊นซ์กับมอเตอร์ไซค์ฝ่าไฟแดง คุณไม่จับรถเบ๊นซ์ คุณจับมอเตอร์ไซค์ ถามว่าทำไมคุณไม่จับรถเบ๊นซ์ เพราะคุณกลัวรถเบ๊นซ์หรือ ไม่ใช่ คุณไม่ได้กลัวรถเบ๊นซ์ แต่คุณกลัวคนที่อยู่เบื้องหลังรถเบ๊นซ์นั่น นี่เป็นคำเปรียบเทียบที่ผมชอบใจมาก คือ เขาไม่ได้กลัวรถเบ๊นซ์ แต่เขากลัวคนที่อยู่เบื้องหลังรถนั้นต่างหาก
เพราะ ฉะนั้น ที่คุณไม่จับคนยึดสนามบิน คุณรู้อยู่แก่ใจว่าคุณไม่ได้กลัวคนยึดสนามบิน แต่คุณกลัวคนที่อยู่เบื้องหลัง คุณรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร
แต่ ไม่เป็นไร วันหนึ่งความจริงจะปรากฏ ไม่เกินยี่สิบปีนี้หรอก จากนี้ไปมันเป็นเรื่องของประชาชน ตอนนี้ไม่ว่าองค์กรใดก็ตาม เขาพยายามจะหาหลักฐานมาสู้ หาข้อมูลหาหลักฐานมามัดให้แน่นๆ ไม่ว่าในส่วนของพรรคการเมืองและ ของหน่วยงานอื่น

เห็นบางคนบอกว่าหลัง พรก.ฉุกเฉินเลิกใช้ คนเสื้อแดงจะลุกฮืออีก
ผม ไม่เห็นด้วยเลย คุณจะลุกฮือไปทำไม คุณจะไปทำอะไร ประชาชนตายกันเท่าไหร่ตั้งแต่สมัยเดือนตุลาแล้ว เราไม่เคยหลาบจำกันหรือ ไม่ได้เห็นด้วยเลยกับการเคลื่อนไหว พยายามจะยับยั้งด้วยซ้ำ เพราะเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนชุมนุมเขาบอกเราหลายครั้งแล้วว่า สู้อีกหน่อย สู้อีกหน่อย อีกแค่สองขีดเท่านั้น เดี๋ยวทหารแตงโมจะมาช่วยเรา ตำรวจมะเขือเทศจะช่วยเรา พยายามปลุกเร้าเราให้สู้ อดทนอีกหน่อย อีกสองขีดเราก็จะชนะ จะเกิดแนวร่วมมหาศาล จะเกิดการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ กระบอกปืนจะหันไปทางผู้บัญชาการ ไม่ใช่ประชาชน ตามแต่จินตนาการของคนที่ปลุกเร้าบนเวที เขาเรียก นักจินตนาการ เสร็จแล้วผมก็บอกว่า บทเรียนเราผ่านมาตั้งหลายครั้งเราไม่ได้จดจำหรือ เราเดินเข้าไปให้เขาตี ให้เขาเอาเราเป็นเป้า เราโดนตีครั้งแล้วครั้งเล่า ไปเพื่ออะไร ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาทบทวนบทเรียนและหายุทธวิธีกันใหม่
คุณพูดกับใคร
พูด กับเสื้อแดงด้วยกัน -- ต่อให้คุณเผาอะไรไปสารพัด แค่เผากองขยะเล็กๆ สักกอง ควันไม่ทันจางเลย ถามว่า แล้วคุณจะไปอยู่ที่ไหน คุณจะมีแผ่นดินยืนอยู่หรือ มันไม่มีทาง เพราะเงินเขาก็มี อำนาจเขาก็มี กระสุนปืนเขาก็มี
แล้วคุณคิดว่าควรทำอย่างไร หรือว่าอยู่เฉยๆ
ไม่ ใช่อยู่เฉยๆ แต่เราก็ทำของเราไป ตามแนวทางของเรา สร้างความรู้ต่างๆ ขึ้นมาให้กับประชาชน สิทธิของพลเมือง อำนาจอธิปไตยต่างๆ ของประชาชน มันคืออะไร เราจะต้องวางรากฐาน ปูฐานตัวนี้ให้แข็งแรง เขาบอกว่ามีผู้นำแนวดิ่งมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยแล้วที่พาคนไปตายไม่รู้จักจบ จักสิ้น พอได้หรือยังที่ผู้นำจะพาคนไปตาย อย่างที่สมบัติทำตอนนี้เป็นผู้นำแนวนอน ผมเห็นด้วย
เราไม่ได้ปล่อยเวลาไปเฉยๆ นะ ก็อย่างที่เรากำลังคุยนี่ล่ะคือเรากำลังเริ่มทำ
เน้นสร้างความรู้ ไม่เอาการเคลื่อนไหว
ไม่ ใช่ คือกิจกรรมอะไรก็ต้องมี คือมีรูปแบบกิจกรรมแต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ต้องไปในแนวทางเดียวกันหรอก ไม่ต้องมาทำอะไรเหมือนๆ กัน ไม่ต้องมาระดมกันทุกภาคส่วนกันหรอก ขอใช้ภาษาของหมอประเวศหน่อย ฮ่าๆ (หัวเราะ)
คุณพอใจคณะปฏิรูปไหม
ตราบ ใดที่เราอยู่ในรัฐบาลนี้ ผมยอมรับไม่ได้ แล้วอาจารย์หมอประเวศนี่ ผมถามคุณหน่อยในฐานะที่คุณเป็นสื่อ คุณเคยได้ยินหมอประเวศให้สัมภาษณ์ครั้งใดบ้างที่แสดงออกให้เห็นว่าเขามีจุด ยืนอยู่เคียงข้างประชาธิปไตยที่แท้จริง มีไหมที่เคยออกมาพูดว่าผมไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร มีไหม ผมว่าจุดยืนของเขาชัดเจนนะว่าเป็นอย่างไร
แล้วผม ถามหน่อย นายอภิสิทธิ์มีความชอบธรรมอันใดที่จะมาตั้งคณะกรรมการปรองดองหรือปฏิรูป ในเมื่อคุณคือคู่ขัดแย้งกับประชาชน แล้วผมขอถามว่านายประเวศหรือนายอานันท์หน่อยว่าคุณใช้อำนาจในมาตราใดมา ปฏิรูป มีกฎหมายใดรองรับพวกคุณหรือ?
แต่คุณอานันท์ หมอประเวศ มีภาพพจน์ในการช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาส
ก็ นั่นมันภาพ ภาพที่รัฐบาลอยากให้เราเห็นเป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้เราก้าวล้ำไปกว่านั้นแล้ว เรามาถึงการคิดวิเคราะห์กันแล้วว่าบทบาทที่แท้จริงของประชาชนควรเป็นอย่างไร แล้วบทบาทของพวกเขาควรเป็นอย่างไร เขาถือสิทธิ์อะไรมาอยู่เหนือเราในการจะมาปฏิรูปประเทศ แล้วคุณอานันท์นี่ ถ้าย้อนกลับไป เขาเคยเป็นนายกฯ ได้เพราะอะไร ก็เพราะการรัฐประหารไม่ใช่หรือ เขาไม่ได้มาจากระบอบการเลือกตั้ง อันนี้ผมพูดเพราะที่มาที่ไปของคุณอานันท์มันก็ไม่ชอบธรรมแล้ว
คือนี่แหละโลกของเรา ประเทศไทยเราอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อ บางทีคนที่ดีที่สุด อาจจะชั่วร้ายที่สุดก็ได้
ยก ตัวอย่างเวลาคุณเดินออกไปจากหมู่บ้าน คุณจะเจอป้ายโฆษณา เป๊บซี่ดีที่สุด เป๊บซี่ดีที่สุด ออกไปสักครึ่งชั่วโมง คุณเห็นอยู่สามป้าย อยู่ในบ้านคุณดูทีวี คุณเห็นเป๊บซี่ดีที่สุด ทีนี้ พอคุณมีงานบุญอะไร คุณไม่มีเป๊บซี่ไม่ได้แล้ว คุณจะเลี้ยงแค่น้ำเปล่า เขาจะหาว่าขี้เหนียว ต้องมีเป๊บซี่ดีที่สุด เพราะเขาบอกว่า เป๊บซี่ดีที่สุด ทั้งที่เป๊บซี่นี่มันเป็นกรดนะครับ ที่ประเทศอินเดียนี่เขาฟ้องร้องกันนะครับ แต่ว่าคนไทยเราเชื่อปักใจกันไปแล้วว่าเป๊บซี่ดีที่สุด
ดังนั้น เราต้องแยกกันให้ได้นะครับว่าความจริงคืออะไรกับภาพที่เขาต้องการให้เราเห็นคืออะไร
รู้สึกอย่างไรที่คนในเมืองมักจะมองว่าผู้มาชุมนุมมาสร้างความเดือดร้อนให้
รู้สึก ว่าไม่เป็นธรรม รู้สึกว่าเราถูกแบ่งแยก ก็เหมือนภาพที่เขาเอาน้ำมาฉีดถนน ทำความสะอาด เอายาฆ่าเชื้อมาโรย แล้วจากนั้นก็จัดถนนคนเดิน มีคอนเสิร์ต มันเป็นการเหยียดหยามคนจน เป็นการตอกย้ำความแตกต่างของคนในเมืองกับคนชนบทชัดเจน เป็นการตอกลิ่มความขัดแย้ง เป็นสองนครา
มันเป็นการ บอกว่าคุณนี่ไม่มีคุณค่าแม้แต่จะเหยียบตีนเข้ามาในกรุงเลย มาล้างรอยตีนหมู่เฮา เป็นรอยเสนียดจัญไร คนเหนือเรานี่ถือนะครับ ถ้าใครออกบ้านไปแล้วเอาไม้กวาดมาปัดนี่ แสดงความรังเกียจกันอย่างแรง เป็นการบอกว่ามึงอย่ามาที่นี่อีก ภาพเหล่านี้มันตรึงตราครับ มันเจ็บปวด เรานี่ไม่มีคุณค่าเลย
แต่รู้ไหมครับ มันก็เป็นธรรมดาของคนเราเพราะเรื่องที่คนเราต้องต่อสู้จะมีแค่นี้คือดำรง เผ่าพันธุ์และสืบทอดเผ่าพันธุ์ เราทำให้เขาไม่ได้ช็อปปิ้ง ไม่ได้เดินห้าง เขาเดือดร้อน เราทำลายวิถีการดำรงเผ่าพันธุ์ของเขา เขาก็สู้
คำ ที่ผมเจ็บปวดมากคือ ไอ้พวกรถไฟพามา เขามองเราเป็นคนบ้านนอก มากับรถไฟ มันรู้สึกเจ็บปวด บ่อยครั้งที่ดูทีวี ขอความสุขคืนมาผมน้ำตาไหล
ถ้าวันนั้นเสื้อแดงชนะ คุณจะรู้สึกอย่างไร
ว่า ตามจริง ถึงตอนนี้แล้วผมไม่อยากให้เสื้อแดงชนะหรอกครับ ถึงชนะก็ไม่จบ เสื้อเหลืองก็คงจะออกมา คุณต้องเข้าใจ ประเทศเราไม่ได้มีแค่รัฐกับเสื้อแดงนะ มันมีกลุ่มอื่นๆ อีก เพราะฉะนั้น การจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยต้องเป็นกำลังประชาชาติ คือ มีความหลากหลายของหมู่คน ไม่มีใครยึดติดอันใดอันหนึ่ง มันต้องเป็นความร่วมมือของชนชั้นที่หลากหลาย ผมอยากเห็นอย่างนั้นมากกว่า ประเทศถึงจะสงบอย่างแท้จริง
ถ้าไม่อยากให้เสื้อแดงชนะแล้วการต่อสู้ที่ผ่านมาของคุณล่ะคืออะไร
คือ ผมไม่อยากให้เสื้อแดงชนะเพียงกลุ่มเดียวเข้าใจไหมครับ แต่หมายถึงเป็นความตกลงยินยอมสมัครใจของคนทั้งประเทศ เป็นข้อตกลงที่เรามีร่วมกัน เป็นการจัดสรรผลประโยชน์ที่ลงตัวของคนในชาติเรา คือเป็นชัยชนะของคนทั้งประเทศไม่ใช่แค่เสื้อแดง พูดตามจริง ถ้าคนไทยเราคิดตรงกันว่ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ มันก็จะดีมาก มันจะไม่มีความขัดแย้งต่อกันอีก ตอนนี้ผมถึงเห็นด้วยกับการให้ความรู้กับประชาชนว่าประชาธิปไตยคืออะไร

ทำไมวาทกรรม “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จึงไม่จูงใจพระสงฆ์ให้เลือกฝ่ายทางการเมือง

สุรพศ ทวีศักดิ์

เท่าที่ผมลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัย* เกี่ยว กับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ทุกภาคของประเทศ ข้อมูลที่พบคือ พระสงฆ์ส่วนใหญ่เลือกฝ่ายเสื้อแดง แม้ที่ไม่ได้แสดงตัวว่าเลือกฝ่ายไหน แต่เมื่อถามในรายละเอียดแล้วก็มักจะมีทัศนะหรือท่าทีที่เห็นด้วยกับการเรียก ร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรมของฝ่ายเสื้อแดง

ผมถาม (พระที่ท่านยืนยันว่าเลือกฝ่ายเสื้อแดง) ว่า ฝ่ายเสื้อเหลืองเขาชูวาทกรรมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบัน “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ไม่ใช่หรือ ทำไมพระสงฆ์ไม่เลือกฝ่ายที่ปกป้องสามสถาบันหลักนี้?

คำ ตอบที่ตรงกันเป็นส่วนใหญ่เลยคือ มันเป็นเพียงการอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง พระสงฆ์ไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะล้มล้างสถาบัน และเห็นว่าการใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกคนในประเทศออกเป็นฝักฝ่าย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้!

โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” พระสงฆ์โดยเฉพาะพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เป็นนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ จะตั้งคำถามมากขึ้นว่าในวาทกรรมดังกล่าวนั้น ประชาชนหายไปไหน ส่วนพระสงฆ์รากหญ้าที่มาชุมนุมกับชาวบ้านก็จะตั้งคำถามทำนองว่า ทำไมประชาชนฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงจึงถูกประเมินค่าไม่เท่ากัน เป็นต้น

พระ สงฆ์ที่เป็นพระผู้ใหญ่แม้ไม่ได้แสดงออกทางการเมือง แต่จากคำบอกเล่าของ “พระวงใน” ก็ดูเหมือนว่าบางท่านจะเห็นใจคนเสื้อแดง ส่วนพระหนุ่มที่ความคิดก้าวหน้าบางรูปกึงกับมองว่าหากพระสงฆ์ หรือสถาบันสงฆ์ไม่แสดงบทบาทที่ชัดเจน เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น พระสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์เองอาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม

แม้แต่พระที่เคย ขึ้นเวทีเสื้อเหลือง หรือถูกมองว่าสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลืองบางรูป ก็ดูเหมือนความคิดจะเปลี่ยนไป มองฝ่ายเสื้อเหลืองอย่างวิพากษ์มากขึ้น เข้าใจประเด็นหลักในการต่อสู้ของฝ่ายเสื้อแดงมากขึ้น แม้ท่านเหล่านี้จะไม่ถึงกับเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง แต่ที่ค่อนข้างชัดคือมีการถอนตัวจากฟากเสื้อเหลือง หรือระมัดระวังมากขึ้นที่จะไม่ให้ถูกแอบอ้างเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นต้น

หากลงไปในรายละเอียดจากการโฟกัสกรุ๊ปพระนักศึกษา พระสังฆาธิการ และนักวิชาการด้านพุทธศาสนา ข้อเท็จจริงที่พบคือพระสงฆ์จะเห็นว่าคำสอนของพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความ เป็นธรรมทางสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก

เรื่อง ความเป็นธรรม พุทธศาสนายอมรับความเท่าเทียมในความเป็นคน เช่นที่พระพุทธองค์ปฏิเสธเรื่องวรรณะสี่ ผู้ปกครองตามความหมายที่พระพุทธเจ้าสอนในอัคคัญญสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 11) ในยุคแรกเริ่มที่เกิดสังคมการเมืองเป็นผู้ปกครองที่ประชาชนสมมติหรือแต่ง ตั้งขึ้นมา เรียกว่า “มหาชนสมมติ” เพราะความจำเป็นที่สังคมต้องมีผู้นำ

ต่อ มาเมื่อผู้นำเช่นนั้นดำเนินการปกครองที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คน ส่วนใหญ่ ทำให้ประชาชนพึงพอใจจึงมีการเรียกผู้ปกครองเช่นนั้นว่า “ราชา” แปลว่า “ผู้ทำให้ประชาชนมีความยินดีหรือพึงพอใจ” โดยการมีคุณธรรมของราชา คือทศพิธราชธรรมเป็นต้น ซึ่งคุณธรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่สิ่งรองรับสถานะอันศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจที่ แตะต้องไม่ได้ของราชาแต่อย่างใด แต่เป็นเงื่อนไขหรือเป็นข้อเรียกร้องที่ผู้นำ (ไม่ว่าจะอยู่ในระบบราชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม) จำเป็นต้องมีหากผู้นำเช่นนั้นต้องมีบทบาทเพื่อ “ประโยชน์สุข” ของมหาชน

พระ สงฆ์รุ่นใหม่บางส่วนมีการตั้งคำถามไปถึงว่า สถาบันสงฆ์ควรจะบทบทวนความผิดพลาดของตนเองหรือไม่ ที่ในอดีตมีการบิดเบือนคำสอนของพุทธศาสนาไปสนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้มีอำนาจรัฐ ทั้งที่จริงแนวคิดที่สนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ตรงๆ เลย คือแนวคิดแบบพราหมณ์ หรือฮินดูที่ถือว่าพระพรหมสร้างโลก แล้วก็สร้างกษัตริย์ให้มาปกครองโลก พิธีกรรมสถาปนากษัตริย์ในสังคมไทยหลักๆ เลยที่รองรับสถานะศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์คือพิธีพราหมณ์ พิธีพุทธเป็นเพียงส่วนประกอบ

แต่เนื่องจากในอดีตวัดกับวังคือแหล่ง การศึกษาของสังคม ฉะนั้น วัดจึงถูกกำกับโดยวัง และถูกใช้เป็นเครื่องมือปลูกฝังความจงรักภักดีต่ออำนาจของวัง ซึ่งนั่นเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่พระสงฆ์รุ่นใหม่มองว่าอาจเป็นความจำเป็นของสังคมการเมืองในยุคนั้นๆ

แต่ เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามกฎอนิจจัง และการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นก็สอดคล้องกับแนว คิดดั้งเดิม หรือคำสอนอันแท้จริงของพุทธศาสนา จึงไม่มีเหตุผลที่พระสงฆ์จะคัดค้านหรือไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ โดยอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบัน “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

นี่คือความเห็นบางแง่มุมของพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่เลือกฝ่ายเสื้อแดง หรือที่ไม่เลือก (โดยการแสดงออก) แต่เข้าใจและเห็นใจฝ่ายแดง!

* งานวิจัยชื่อ “ความคิดทางจริยธรรมกับการเลือกฝ่ายทางการเมืองของพระสงฆ์ในสังคมไทย ปัจจุบัน” (ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนทุนวิจัย)

แถลงการณ์เครือข่ายนักสิทธิฯ ร้องยุติการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม ผอ.เว็บประชาไท

ที่มา ประชาไท

ชี้ การจับกุมส่อให้เห็นว่าประเทศยังถูกรัฐปิดกั้นและละเมิดสิทธิเสรีภาพ การแสดงออก ร้องตำรวจแห่งชาติทบทวนวิธีการการออกหมายจับในทันที โดยไม่ออกหมายเรียกก่อน พร้อมเสนอรัฐบาลทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้ผลักภาระความรับผิดให้ “ผู้ให้บริการ”

แถลงการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้
แถลงการณ์องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท
เผยแพร่วันที่ 27 กันยายน 2553
ตาม ที่นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทได้ถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิหลังจากเดิน ทางกลับจากต่างประเทศในวันที่ 24 กันยายน 2553 ตามหมายจับ ศาลจังหวัดขอนแก่น โดยกล่าวหาว่านางสาวจีรนุช เปรมชัยพรได้กระทำความผิดฐานเป็นตัวการ, ร่วมกันประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิดในระบบ คอมพิวเตอร์ในความควบคุมของตนเองซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 83, 85, 112 และมาตรา116 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 มาตรา15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
องค์กรดังมีรายนามข้างท้ายมีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวต่อไปนี้
1. สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญและเป็นหลักการซึ่งยอมรับตามหลักสากล พื้นที่เว็บไซต์ประชาไทเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดให้ประชาชนซึ่งมีความคิดเห็นที่ แตกต่างหลากหลายได้เข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าวแสดงความเห็นต่อประเด็นต่างๆ โดยที่ผ่านมาเว็บไซต์ประชาไทพยายามจัดระบบในการดูแลข้อความไม่เหมาะสมดัง กล่าว หากมีการแสดงข้อความไม่เหมาะสมสมาชิกเว็บไซต์สามารถตรวจสอบและแจ้งลบได้ แต่เว็บไซต์ประชาไทยังคงถูกปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชนหลายครั้ง รวมถึงความจำเป็นในการปิดตัวของเว็บบอร์ดประชาไท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุมนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ ย่อมแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังถูกรัฐปิดกั้นและละเมิดสิทธิเสรีภาพการ แสดงออกอันเป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
2. การจับกุมนางสาวจีรนุชในฐานะ “ผู้ให้บริการ” ตามมาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 83 , 85 , 112 ฐานความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรา 116 ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยที่นางสาวจีรนุชเป็นเพียงผู้อำนวยการเว็บไซต์ ไม่ใช่ผู้จัดทำข้อความ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง มิได้มีเจตนาในการกระทำความผิดย่อมเป็นการผลักภาระให้แก่ผู้ให้บริการให้ ต้องรับผิดทางอาญาต่อเนื้อหาซึ่งผู้ให้บริการไม่ได้เป็นผู้โพสต์หรือเป็นผู้ ผลิตขึ้น ประกอบกับวิธีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ไม่มีขั้นตอนการแจ้งเตือนข้อความดังกล่าวแก่ผู้ให้บริการ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรับทราบและลบข้อความทิ้งโดยเป็นการ แสดงเจตนาว่าไม่ได้ยินยอมให้มีการโพสต์ข้อความที่ผิดกฎหมายได้ การตีความและการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะเป็นการผลักภาระความรับผิดทางอาญามา ให้แก่ผู้ให้บริการดังกล่าวจึงเป็นการขัดกับหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการตรากฎหมายและบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ซึ่งไม่ได้กระทำความผิด
3. การที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าดำเนินการออกหมายจับกุม นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร โดยไม่เปิดโอกาสให้เข้ามอบตัวโดยกระบวนการปกติ คือ ออกหมายเรียกให้ไปรายงานตัว เป็นการดำเนินการที่เกินกว่าเหตุ และไม่มีมาตรฐาน เพราะ นางสาวจีรนุช ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจะหลบหนี หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นองค์กรที่มีรายนามข้างท้ายขอเรียกร้องให้
1. ให้พนักงานสอบสวนยุติการดำเนินคดีนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร โดยพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีในทันที เพราะนางสาวจีรนุช เพียงผู้อำนวยการเว็บไซต์ ไม่ใช่ผู้จัดทำข้อความ ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง มิได้มีเจตนาในการกระทำความผิด และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินคดี เช่น ก่อนจะดำเนินคดีพนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีหนังสือแจ้ง เตือนผู้ให้บริการก่อน หากผู้ให้บริการไม่ดำเนินการใด ๆ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจะมีอำนาจดำเนินการมาตรการต่อไป เป็นต้น
2. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนการออกหมายจับในลักษณะดังกล่าว ซึ่งเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ต้องหาและจำเลยเกินสมควร และควรสืบสวนเพื่อให้ข้อเท็จจริงเพียงพอโดยการออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามา ให้ปากคำก่อนไม่ใช่เพียงมีผู้กล่าวหาว่าผู้ต้องหากระทำความผิดซึ่งมีอัตรา โทษสามารถออกหมายจับได้ จะออกหมายจับในทันที เนื่องจากวิธีปฏิบัติดังกล่าวนำมาสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอัน กระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
3. ให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้มีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระความรับผิดทางอาญามาให้ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด
เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

เครือข่ายชุมชนอีสาน 7 จังหวัด เสนอโมเดลปฏิรูปประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

26 ก.ย.53 เครือข่ายชุมชนภาคอีสาน 7 จังหวัดจัดเวที เวทีประสบการณ์ชุมชนโมเดลปฏิรูปประเทศไทย “นี่คือโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คนจาก 200 กว่าเครือข่าย ได้ข้อสรุปเป็นจดหมายเปิดผนึกพร้อมข้อเสนอการปฏิรูปแก่ นายอานันท์ ปันยารชุน น.พ.ประเวศ วะสี และนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ มีรายละเอียดดังนี้
จดหมายเปิดผนึก
เวทีประสบการณ์ชุมชนโมเดลปฏิรูปประเทศไทย
“นี่คือโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”
ถึง
นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป
นพ.ประเวศน์ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
วันที่ 26 กันยายน 2553
สถานการณ์ การต่อสู้ของชุมชน เพื่อการรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ชุมชนพึ่งพิงนับวันจะมีความรุนแรงขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนทำให้เห็นว่าเป็นความล้มเหลวของการเมืองระบบตัวแทนและระบบ ราชการ ในการช่วยปกป้องสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญมาตา 66 และ 67 ที่ระบุชัดเจนว่าชุมชนมีสิทธิในการปกป้องดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรอย่าง ยั่งยืน แต่จากแผนการพัฒนาและปัญหาที่เกิดขึ้น กลับตอกย้ำว่าชุมชนทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศถูกละเมิดสิทธิ และผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายวิถีวัฒนธรรมชุมชน คือ นักการเมือง และทุนที่ทำธุรกิจเน้นการใช้ค้าทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่รับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมารวมกลุ่ม และทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
จาก การ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเครือข่ายชุมชน ได้มีกระบวนการพัฒนาและแก้ปัญหาภายในชุมชนอย่างสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม ชุมชน ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดสุรินทร์ มากกว่า 400 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากเครือข่ายกว่า 200 ชุมชนต้นแบบ
บทสรุปจากการแลกเปลี่ยนที่ถือว่าเป็นทางรอดของประเทศไทย มีดังนี้ (1) เรื่องความมั่นคงทางอาหาร คือ การที่ชุมชนมีอาหารอย่างเพียงพอ ให้ความสำคัญกับการเกษตรปลอดสารเคมี การมีส่วนร่วม รวมกลุ่มผลิต รวมกลุ่มขาย การอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ดั้งเดิมของท้องถิ่น แทนการผูกขาดของบริษัท (2) ปัญหาที่ดิน ระบบนิเวศของพี่น้องชาวอีสาน ในมิติของชุมชน ห้วย หนอง คลองบึง ดินน้ำป่า นั้น เป็น แหล่งอาหาร เป็นทรัพยากรของชุมชน เป็นสิ่งที่ชุมชนต้องเข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะนี้เป็นปัญหาจากเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม และเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดียว รวมทั้งกลไกของรัฐ แก้ไขปัญหาที่ล่าช้า ไม่จริงใจ ทำให้ชาวบ้านเห็นว่ารัฐไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน ผูกขาดการพัฒนาและรวมศูนย์อำนาจที่กรุงเทพ ฯ (3) การศึกษาทางเลือก ต้อง สร้างคนให้เป็นคนมีคุณธรรมชั้นสูง ไม่หลอกหลวงประชาชน โรงเรียนต้องพัฒนาคนให้เป็นคนดีของสังคม การศึกษาต้องใช้เพื่อชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้เรื่องศีลธรรม (4) สุขภาพทางเลือก ชุมชนยังมีระบบการดูแลสุขภาพกับหมอพื้นบ้านและใช้ความรู้เหล่านี้ในการรักษา ต้องสนับสนุนสิทธิหมอพื้นบ้าน และสร้างเครือข่ายหมอพื้นบ้าน (5) การสื่อสารของชุมชน ความสำคัญคือการยกระดับให้สังคมและสื่อมวลชนเข้าใจเรื่องชุมชนโดยช่องทางสื่อชุมชนหลากหลายรูปแบบ (6) การพัฒนากลุ่มเยาวชน ปัจจุบันเยาวชนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมาก ควรสนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับการแสดงออกของเยาวชน สร้างความเข้มแข็งในชุมชน ด้วยคุณธรรมจริยธรรมและการมีส่วนร่วมของคนทุกวัย
จาก ประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาของคนอีสาน จึงมีข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศไทยโดยมีรูปธรรมที่ชุมชน ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่โครงสร้างเพียงอย่างเดียว ดังข้อเสนอต่อไปนี้
การแก้ปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของชุมชน
1.กรณี ความเดือดร้อนเรื่องที่ดินจากข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐ มีการจับกุมดำเนินคดีตัดฟันต้นไม้ และการลงพื้นที่รังวัดแนวเขต โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ของเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยาน กรมป่า ฯลฯ ให้รัฐยุติการจับกุมและหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน
ให้ มีนโยบายคุ้มครองพื้นที่การทำเกษตรโดยการรับรองสิทธิให้มีความมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนก่อนสิทธิของเอกชน กรณีปัญหาที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แต่มีบุคคลเข้าไปใช้ประโยชน์หรือออกโฉนดทับพื้นที่สาธารณะ ให้มีการตรวจสอบและยกเลิกทั้งประเทศ
2.กรณีการ สำรวจพื้นที่ตามแผนการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดอุบลราชธานีของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และมีกระบวนการสร้างความแตกแยกในชุมชนท้องถิ่น โดยวิธีการต่างๆ เสนอให้รัฐยุติกระบวนการดังกล่าว กรณีปัญหาเขื่อนปากมูลให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงที่วางไว้ กรณีเขื่อนในลำน้ำโขงให้ยกเลิกทั้งหมดเพราะกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน อย่างมหาศาล การสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้ยกเลิกและให้ยึดหลักเคารพในสิทธิชุมชน กล่าวคือ ให้ยกเลิกสัมปทานของรัฐในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ซึ่งชุมชนใช้ประโยชน์
3. ให้แก้ปัญหากรณีสัญชาติในพื้นที่ซึ่งมีความกลมกลืนทางวัฒนธรรมโดยเร่งด่วน เช่น กรณีคนไร้รัฐในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว
ข้อเสนอระยะกลาง
1.ให้ มี การส่งเสริมการเกษตรผสมผสานโดยใช้วิถีวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เน้นเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ คุ้มครองอาชีพที่หลากหลาย โดยเฉพาะพันธุ์ข้าว และจัดสรรให้มีปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดินทำกินอย่างเท่าเทียม โดยประกาศพื้นที่นำร่องเป็นเครือข่ายฯ จังหวัด ป่าชุมชน หรือชุมชนต้นแบบและสนับสนุนงบประมาณโดยตรงในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริม ความเข้มแข็งองค์กรชุมชน
2.ให้ ใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการแก้ปัญหาที่ดิน และปฏิรูปกฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการแก้ปัญหาคนจน เช่น ยกระดับระเบียบโฉนดชุมชนเป็น พรบ.โฉนดชุมชน ฯลฯ โดยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
3.กำหนด เขตนิเวศวัฒนธรรมเพื่อคุ้มครองและอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมชุมชน เพื่อการจัดการทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ตามวิถีดั้งเดิมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
4.ให้ ยก เลิกโครงการที่มีผลกระทบต่อสิทธิชุมชนชัดเจน เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตช และต้องจัดให้มีการจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพประชาชน โดยการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนอย่างเปิดเผยรอบด้าน
5.ให้ มี การส่งเสริมสวนสมุนไพรชุมชนและรับรองหมอพื้นบ้าน เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพชุมชนอย่างเอื้ออาทร โดยประกาศเป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ รัฐต้องสนับสนุนด้านทรัพยากร และงบประมาณตรงที่ชุมชน ให้ออกใบประกอบโรคศิลป์กับหมอพื้นบ้านที่ชุมชนรับรอง
6.ให้ มี การตั้งหน่วยงาน หรือกรมสื่อสารชุมชน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมีพื้นที่ในการเผยแพร่สาธารณะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการผลิตสื่อชุมชนในหลากหลายรูปแบบเช่น เพลงพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น หนังสร้างสรรค์สังคม หรือเรื่องสั้นสารคดี โดยการสนับสนุนให้มีการพัฒนาบุคลากรชุมชนอย่างเป็นระบบโดยงบประมาณของรัฐ อย่างเพียงพอ
7.ส่ง เสริมสนับสนุนให้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โรงเรียนต้องสร้างคนให้เป็นคนมีคุณธรรมชั้นสูง ไม่หลอกหลวงประชาชน ต้องสร้างคนมีคุณธรรมให้มากที่สุด โรงเรียนต้องพัฒนาคนให้เป็นคนดีของสังคมก่อนที่จะเป็นคนเก่ง การศึกษาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้เรื่องศีลธรรม และส่งเสริมให้เยาวชนได้มีพื้นที่ในการสร้างตัวตน โดยใช้วัฒนธรรมชุมชน ได้แสดงความสามารถ ได้ฝึกทักษะ ด้านต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬาที่สร้างสรรค์
8.ให้ มี การกระจายอำนาจสู่ประชาชนโดยตรง ประชาชนต้องมีสิทธิในการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยให้จัดสรรงบประมาณของรัฐในการสนับสนุนการพัฒนาองค์กรชุมชนโดยตรง ให้มีการจัดตั้งสภาประชาชนอยู่ในระบบประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา
การส รุป บทเรียนชุมชนเพื่อหาทางออกประเทศไทยครั้งนี้เป็นรูปแบบที่ครอบคลุมรอบด้าน ที่สุดซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ และรัฐบาลนำข้อมูลไปใช้เพื่อการปฏิรูปได้ในทันที โดยไม่มีความจำเป็นต้องทำเหมือนกันทั่วประเทศอย่างไม่ต้องรอผลจากการประชุม ของกรรมการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คณะกรรมการฯควรฟังเสียงและข้อเสนอของคนจนเพื่อตอบโจทย์ในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่คนจนเป็นเพียงองค์ประกอบในการปฏิรูปประเทศไทย
ด้วย ความ เคารพ
เครือข่ายชุมชนภาคอีสาน 7 จังหวัด
วันที่ 26 กันยายน 2553
ณ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี(คปสม.อบ.)

Monday, September 27, 2010

BEFORE & AFTERแกนนำแดงทั้งแผ่นดิน

ที่มา Thai E-News


ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาล ยิ้มให้ผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจเขากับแกนนำคนอื่นๆที่ถูกนำตัวขึ้นศาลนัด แรก เพื่อสู้คดีถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย หลังจากพวกเขานำการชุมนุมที่ยุติลงด้วยความรุนแรง(ภาพข่าว:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ มติชนออนไลน์ และ เวบบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม

BEFORE

ภาพแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินก่อนจะถูกยัดเยียดคดีผู้ก่อการร้าย

AFTER

ภาพแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินหลังถูกยัดเยียดคดีผู้ก่อการร้าย

*กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม ได้พากันตั้งข้อสังเกตว่า แกนนำเสื้อแดงนปช.แต่ละคนดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด หลังถูกขังคุกมานานมากกว่า 4 เดือนหลังเหตุการณ์ที่พวกเขาเข้ามอบตัวภายหลังยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม และไม่ได้รับการประกันตัว



ศาลเลื่อนนัดตรวจหลักฐาน19แกนนำแดง27ธ.ค.นี้

เมื่อ วันที่ 27 กันยายน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.)ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย,นายนิสิต สินธุไพร,น.พ.เหวง โตจิราการ,นายก่อแก้ว พิกุลทอง,นายประมวล ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ฯลฯ มายังศาลอาญา ตามที่ศาลได้มีคำสั่งให้เบิกตัวมาตรวจพยานหลักฐานเตรียมความพร้อมคู่ความใน คดีก่อการร้าย เพื่อสืบพยานในนัดต่อไป โดยมีแนวร่วม นปช.คนเสื้อแดงมาคอยต้อนรับและให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าห้องขัง ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

นายวีระ ประธาน นปช. จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการประกันตัวเพียงคนเดียว ได้เดินทางมาศาล โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ ขณะที่นางกุลรัตน์ พิกุลทอง ภรรยาของนายก่อแก้ว พิกุลทอง อุ้มบุตรสาวมาให้กำลังใจนายก่อแก้ว จำเลยร่วมด้วย

ทั้งนี้ในการตรวจพยานหลักฐาน ทั้งอัยการโจทก์ และทนายจำเลยทั้งหมด ได้ทำการตรวจเอกสารหลักฐาน พร้อมทั้งบัญชีรายชื่อพยาน มาตลอดทั้งวันจนถึงเวลา 16.30 น. แต่การตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างบัญชีรายชื่อพยานที่จะเข้านำสืบจำนวนมาก ศาลจึงมีคำสั่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทำบัญชีรายชื่อพยานส่งศาลภายในกำหนด 30 วัน โดยศาลจะพิจารณาตรวจดูรายชื่อพยานก่อนมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้แต่และฝ่ายนำ พยานสืบได้กี่ปาก ซึ่งศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

สื่อเทศโฟกัสแกนนำเสื้อแดงขึ้นศาลนัดแรกคดีผู้ก่อการร้าย:รอรัฐบาลใหม่ที่กดขี่น้อยกว่านิรโทษฯ

สำนักข่าวอินเตอร์เพรส(IPS)รายงาน ก่อนหน้านี้ว่า การสอบสวนคดีทางการเมืองได้เริ่มขึ้นวันจันทร์ที่ 27 กันยายน เมื่อแกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เป็นที่รู้จักในนาม “เสื้อแดง” จะถูกคุมตัวขึ้นต่อหน้าศาลอาญาในข้อหาผู้ก่อการร้าย

“เราไม่เคยเจอ กรณีอย่างนี้มาก่อนในกรุงเทพฯ” คารม พลทะกลาง ทนายของแกนนำเสื้อแดงกล่าวต่อ สำนักข่าว IPS “ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลจะดำเนินคดีอย่างไร”

การไต่สวนครั้งแรกในคดีทางการเมืองเริ่มขึ้นที่ศาลอาญาวันที่ 27 กันยายน โดยทนายจำเลยจะยื่นรายชื่อของพยานต่อหน้าศาล

เป็น เวลาเกือบเดือนหลังจากแกนนำทั้ง 17 คนถูกนำตัวมาที่ศาล เท้าเปล่าและถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน ถูกตั้งข้อกล่าวหาข้อหาผู้ก่อการร้าย ซึ่งพวกเขาปฏิเสธข้อหาดังกล่าว

รัฐบาลไทยกล่าวหาแกนนำ นปช. ว่าได้กระทำการก่อการร้ายในช่วงการประท้วงบนถนนใจกลางเมืองสำคัญ 2 แห่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม จนถึงพฤษภาคม 2553 การประท้วงซึ่งดึงผู้คนจากชนบทของประเทศไทยมาเข้าร่วมประมาณกว่าแสนคน ได้ถูกนำไปสู่จุดจบในสลายการชุมนุมที่สูญเสียเลือดเนื้อ ทำให้คนเสียชีวิตจำนวน 91 คน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และประมาณ 1,900 คนได้รับบาดเจ็บ

คนเสื้อแดง ซึ่งใส่เสื้อผ้าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม ตอบโต้ด้วยความโกรธแค้น ตามด้วยการโจมตีสุดท้ายด้วยกองกำลังติดอาวุธของกองทัพไทยในวันที่ 19 พฤษภาคม ในช่วงระหว่างการหลบหนีจากที่ชุมนุมซึ่งอยู่ใจกลางแหล่งสรรพสินค้า พวกเขาได้ทิ้งร่องรอยของการเผาอาคาร ณ ใจกลางเมืองและในอีกหลายที่ในต่างจังหวัด

ส่วนบทบาทของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีความพยายามที่จะปัดในเรื่องการเสียชีวิตจำนวนมากของกลุ่มผู้ ประท้วง ไปที่กลุ่มมือมืดที่ติดอาวุธ “ชุดดำ” ที่เห็นว่ายิงจากแนวหลังของเสื้อแดงในช่วงการสลายการชุมนุมเดือนเมษายนและ พฤษภาคม

การจัดการของอภิสิทธิ์เพื่อให้เป็นฝ่ายเหนือกว่า – รวมทั้งคดีของ 19 กันยายน – คือการกดข่มโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ต้นเมษายน พ.ร.ก. นี้ มุ่งที่จะกด นปช. ไว้ ซึ่งยังคงใช้ใน 7 พื้นที่ รวม กรุงเทพฯ ที่ซึ่งจะยังคงเห็นเหล่าทหารปรากฎในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความเชื่อม โยงระหว่างรัฐบาลและกองทัพที่ทรงอานุภาพ ทำให้คำอ้างของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ว่าได้ยกระดับคุณค่าประชาธิปไตยนั้น หมดสง่าราศี นักวิจารณ์กล่าว

“แม้ ว่าจะมีรายงานว่ามีคนกว่าร้อยคนถูกคุมตัวและสอบปากคำภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในบริเวณควบคุม แต่ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ยังคงไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขที่แน่นอนของผู้ที่ถูกจับกุม ตัวและให้ตำแหน่งที่แน่นอนแก่ครอบครัวว่าถูกจับกุมอยู่ที่ใด” ฮิวแมนไรท์วอช (HRW) องค์กรสิทธิมนุษยชนโลกที่นิวยอร์ก กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี

ศอ ฉ. เป็นคณะที่มีองค์ประกอบหลักเป็นทหาร จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล มีเป้าหมายอยู่ที่ นปช. – ผู้ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว นักวิเคราะห์อธิบายสถานการณ์ว่าเปรียบเหมือน “รัฐซ้อนรัฐ” แล้ว

ข้อ หาผู้ก่อการร้ายนั้นมาจากอำนาจนี้เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายกล่าว “รัฐบาลอภิสิทธิ์เรียกแกนนำเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วตำรวจก็ให้ข้อหาง่าย ๆ อย่างนั้นเลย” สมชาย ปรีชาศิลปกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว “การบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นอันตรายมาก หากรัฐบาลใช้กล่าวหาฝ่ายตรงข้าม”

“เป็นการทำให้ใครก็ได้สามารถใช้กฎหมายแล้วเรียกฝ่ายตรงข้ามว่า ‘ผู้ก่อการร้าย’” เขากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ IPS

ธรรมชาติ ทางการเมืองของคดีดังกล่าว ซึ่งตอกย้ำไปที่ความแตกแยกที่ร้าวลึกในอาณาจักรทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งนี้ ได้ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับคดีทางกฎหมายของแกนนำนักศึกษา 18 คน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว เหตุการณ์ในปี 2519 เกิดขึ้นในยุคที่ขั้วทางการเมืองร้าวลึกเช่นกัน

“กรณีที่เกี่ยวข้อง กับแกนนำเสื้อแดงเช่นนี้หายากมากในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย” กล่าวโดย เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการของสหรัฐ ผู้ที่ชำนาญในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย “ไม่เคยมีกรณีไหนเช่นกรณีนี้ในการเมืองไทยที่ผ่านมา”

“นี่เป็นการ เตือนความทรงจำกรณีในปี 2519 ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำนักศึกษา 18 คน ที่ถูกข้อหาร่ายยาว – คอมมิวนิสต์ ผู้ก่อการร้าย และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เขาบอกต่อ IPS “กรณีดังกล่าวถูกแก้ไขเมื่อรัฐบาลที่กดขี่น้อยกว่าให้การนิรโทษกรรม”

แต่ สำหรับผู้สนับสนุนของแกนนำเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำ ที่รวมตัวกันทุกเช้าที่เรือนจำกลางกรุงเทพฯ แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคดี จะเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของ “ความเป็นผู้นำทางการเมือง” ของพวกเขา

“เราพูดกับพวกเขาและบอกเขาว่า ต้องสู้ต่อไป” กล่าวโดย นันทิยา น้อมโคกสุนะ ชาวกรุงเทพฯ อายุ 51 ปี ที่เข้าร่วมขบวนเยี่ยมในช่วงเช้ากับคนประมาณ 100 คน เพื่อพบ คนที่เธอชื่นชมคือ ณัฐวุฒิ และ เหวง ที่อยู่ในเรือนจำ “นี่เป็นข้อหาทางการเมืองที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อทำให้เสื้อแดงเงียบ”

“พวก เขาเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์และจะใช้กรณีดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็น” เสริมโดย ธิดา โตจิราการ ภรรยาของหมอเหวง ในขณะที่เธอรอคิวที่กลับเข้าไปที่ห้องขังลูกกรงเทา “เป็นเรื่องน่าอายสำหรับรัฐบาลที่กล่าวหาว่าพวกเขาเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’

บก.ลายจุดเยี่ยมนักโทษการเมืองที่อุดรฯ

ช่วง สายวันนี้ (27 ก.ย.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้เดินทางไปยังเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี พร้อมกับคนเสื้อแดงอีก 50 คนเพื่อเยี่ยมนักโทษกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง หลังจากเมื่อวานนี้ (26 ก.ย.) ได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานรอบเมืองอุดรธานี นายสมบัติเปิดเผยก่อนเข้าเยี่ยมนักโทษในเรือนจำว่า ปกติแล้วตนจะไปเยี่ยมแกนนำที่ กทม. แต่ในการมาครั้งนี้เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และเรียนรู้ปัญหาต่างๆ หลังจากพี่น้องคนเสื้อแดงถูกจับกุม ทางครอบครัวได้ความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ แต่ในตอนนี้ยังหาทางออกยังไม่ได้

ในความคิดของตน ชาวบ้านที่ถูกจับกุมเป็นผู้บริสุทธิ์มีหลายคนไม่ได้รับการประกันตัว หลังจากตนดูสถานภาพของแต่ละคนแล้วล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง กับรัฐบาล โดยดีเอสไอให้สถานะชาวบ้านเป็นผู้ก่อการร้าย

ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วยกตัวอย่าง เช่น 14 ตุลา, พฤษาคม ปี 35, เดือนเมษายน และพฤษาคมในปี 2553 การที่รัฐใดก็แล้วแต่ใช้อำนาจรัฐในการใช้อาวุธสงกรามทำร้ายประชาชน ทำให้ประชาชนโกรธแค้นและฝังใจอยู่ในตอนนี้ ซึ่งถือว่าในตอนนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของพี่น้องคนเสื้อแดงในการช่วยเหลือกันเอง ต่อไป

เวบไซต์ผู้จัดการASTV กระบอก เสียงของผู้ก่อการร้ายพันธมิตร รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวฝ่ายข่าวของทางการระบุ วันนี้ (27 ก.ย.) แกนนำคนเสื้อแดง นายขวัญชัย สาราคำ จะได้รับการประกันตัวออกมา โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท และจะเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุดรธานีภายในค่ำนี้เช่นกัน