WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 29, 2010

ถูกใจให้กระจาย'ป้ายไพร่'ทั่วไทยทั่วโลก

ที่มา Thai E-News


ป้าย ที่ติดบนเกาะกลางถนนในจังหวัดน่าน เจ้าของป้ายเผยไม่สงวนลิขสิทธิ์ พี่น้องอยากทำซ้ำเลียนแบบไปติดตามถนนหนทางที่จังหวัด อำเภอ เทศบาล อบต. หมู่บ้าน หรือซอยไหนตามสะดวก เพราะไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้หมิ่นประมาทใคร เว้นแต่ใครจะเดือดร้อนไปเอง ก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ที่มา เฟซบุ๊ค
28 กันยายน 2553










One world One poster-RED USA เสื้อแดงอเมริกาจัดทำโปสเตอร์อันหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่ฟ้องประจาน ต่อชาวโลก ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านช่วยเอาไปแปะตามเวปต่างๆ หรือดาวน์โหลดภาพไปทำป้ายโปสเตอร์เพื่อขึ้นป้ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ งานนี้เป็นการร่วมมือของเครือข่ายแดงทั่วโลก( "RED AROUND THE WORLD")

และ ถ้าเป็นไปได้ให้บอกชื่อประเทศ และเมืองต่างๆทั่วโลกที่โปสเตอร์แผ่นนี้จะไปปรากฎ เพื่อเป็น One World One Poster ประจานความโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ของรัฐบาลอำมาตย์ ที่ไล่ล่าเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง

ท่านที่อยากได้เป็นไฟล์PDFต้นฉบับเพื่อจัดทำโปสเตอร์ ขอไปได้ที่RED USA อีเมล์ tiffyseedang@gmail.com

”เสื้อแดง” อย่าทำผิดซ้ำซาก.!!!

ที่มา Thai E-News


'ตูน Gag Lasvegas:เสียดายคนตายไม่ได้ปรองดอง

โดย Schopenhauer
28 กันยายน 2553

วันเสาร์ที่ 25 ที่ผ่านมา มีกิจกรรม "เราไม่ทอดทิ้งกัน" ผู้ จัด : ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ได้ ฟังอภิปรายเรื่อง “การแสวงหาข้อเท็จจริงกับกระบวนการรับผิด: กรณีการสลายการชุมนุม เม.ย. – พ.ค. 53” ดำเนินรายการโดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มธ. – อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มช. พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ – อ. สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มธ.

รายละเอียดการอภิปราย อ่านได้ที่นี่ และที่นี่

ช่วง ท้ายของการอภิปราย ได้เปิดโอกาสให้ “พี่น้องเสื้อแดง” ที่เข้าร่วมรับฟังได้แสดงความคิดเห็น มีผู้แสดงความคิดเห็นร่วม 10 คน – ประเด็นสำคัญที่พี่น้องเสื้อแดง ได้พูดเชิงตัดพ้อ (ต่อผู้อภิปราย)ว่า

“ทำไม นักวิชาการ หรือใคร (พรรคเพื่อไทย/แกนนำเสื้อแดง) ที่มีศักยภาพในทางกฎหมาย ทำไมไม่มาช่วยชาวเสื้อแดงโดยตรง – ทำไมปล่อยให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก”
(หัวข้ออภิปรายวันนั้น มีการลงรายละเอียดในเรื่องการที่ประชาชนผู้เสียหายจากเหตุการณ์มีสิทธิ์ที่จะฟ้องคดีต่อรัฐ)

หลัง จากช่วงเวลาแสดงความคิดเห็นของพี่น้องเสื้อแดงผ่านไป แบบน่าอึดอัดสำหรับผู้ที่อยู่บนเวที ผมก็รู้สึกเห็นใจพี่น้องเสื้อแดง พร้อม ๆ กับเข้าใจความรู้สึกของ อาจารย์ 3 ท่าน โดยเฉพาะ อ. สาวตรี สุขศรี

เรื่องทำนองนี้ แบบนี้ มันเคยเกิดขึ้นแล้วในท่ามกลางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

เพียงแต่ว่า ใครจะได้รับผลกระทบอย่างไร – อึดอัดใจอย่างไร ลำบากใจขนาดไหน ในท่ามกลางสถานการณ์ของการต่อสู้ ที่ผ่าน ๆ มา

จน เลยกลายเป็นฝ่ายพันธมิตรเสื้อเหลืองเอา “สัญญาณนี้” ไปสร้างวาทกรรม (จอมวาทกรรมอยู่แล้ว)ว่า พวกเราเสื้อเหลือง ไม่มีทิ้งกัน - - ใครเจ็บป่วย พิการอย่างไร เราดูแลเต็มที่ - - ใครมีข้อหาคดีความ เรามีทนายความช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคดี - - - ไม่เหมือนพวกเสื้อแดง ทุกวันนี้เป็นอย่างไง มีใครไปช่วยเหลือบ้าง ที่บาดเจ็บก็เจ็บไป ที่ติดคุกก็ไม่มีใครเหลียวแล – มีคดีความก็ต้องช่วยตัวเอง!!!

ถ้าเรื่องจริงเป็นเช่นนี้ จะไม่ให้ “พี่น้องเสื้อแดง” ตัดพ้อด้วยความช้ำจำได้อย่างไร???

พันธมิตร เสื้อเหลือง ยึดทำเนียบฯ เพราะอะไร? – ยึดสนามบินเพราะอะไร? เพราะกำลัง “มวลชนมีเท่านั้น” - - จึงต้องวางยุทธศาสตร์ไว้อย่างนั้น – สุดท้ายจะรุนแรงก็รุนแรง ดังนั้น จึงต้องมี “การ์ด” รักษาความปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วคือกองกำลังหน่วยลุยเสื้อแดง – ถึงเวลาชุมนุมก็ลอกเอาวิธีการนั้นมา – เรื่องการ์ด เป็นความผิดพลาดที่สุด!!!

เมื่อพันธมิตรเสื้อเหลือง มีกำลัง “มวลชนเท่านั้น” (ขยายฐานเพิ่มยากแล้ว)ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการใช้กำลัง – ใช้ความรุนแรง (ใช้กองกำลัง/เรียกชื่อให้น่าฟังว่าการ์ด)การยึดสถานที่สำคัญต่าง ๆ เชิงสัญลักษณ์ เป็นการประกาศให้รู้ทางนัยอยู่แล้ว

แต่สำหรับ “เสื้อแดง” ในบริบทของพลังมวลชน – ไม่ใช่เช่นนั้น มวลชนเสื้อแดงยังขยายฐานเพิ่มได้ตลอดเวลา

สิ่ง ที่ผิดพลาดไปแล้วไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่วันนี้จะต้องทำ – เพื่อรักษาบาดแผล เพื่อเยียวยาจิตใจพี่น้องเสื้อแดง - - เป็นสิ่งที่ต้องรีบทำ!!!

อย่าทำผิดซ้ำซาก.!!!
...

“ขอคาราวะจิตวิญญาณการต่อสู้ของ ‘การ์ดเสื้อแดง’ ทุก ๆ คน ที่ได้อุทิศชีวิตให้กับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง.”

*********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อ่านข่าวและบทความชุด ปรับขบวนก้าวรุดไปมุ่งสู่ชัยชนะ

ตำรวจชี้ช่องเสื้อแดงใช้สิทธิ์ฟ้องศาลโลก สื่อออสซี่ทึ่งขบวนการต่อสู้ฟื้นเติบใหญ่โดยไม่พึ่งแกนนำ

ที่มา Thai E-News


ที่มา บางกอกโพสต์ และเวบไซต์greenleft
แปลและเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2553

อภิปราย: เสื้อแดงควรจะฟ้องศาลโลก

บางกอก โพสต์รายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมของการประท้วง ต่อต้านรัฐบาลในช่วง เมษายน-พฤษภาคม ได้รับการสนับสนุนให้ยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ในการ อภิปรายในเรื่องการใช้กำลังทางทหารเข้าสลายการชุมนุมต่อแนวร่วมเพื่อ ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้ร่วมอภิปรายจากสำนักงานอุทธรณ์และฎีกาคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเมื่อวานว่า ญาติของผู้ตายในเหตุการณ์สามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลโลก

นายตำรวจท่าน นี้กล่าวว่า คดีอาญาต่อมนุษยชน (crimes against humanity) ไม่มีอายุความ และเขาเชื่อว่าเหตุการณ์เสื้อแดงจะส่งฟ้องได้เพราะเป็นการสังหารหมู่ของ พลเรือนจำนวนมาก เป็นกรณีที่ปฏิเสธไม่ได้

การอภิปรายนี้ มีผู้ร่วมเข้าฟังเป็นคนเสื้อแดงประมาณพันคน ซึ่งจัดโดยศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบในการสลายการชุมนุมในช่วงเมษายนถึง พฤษภาคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์นี้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้ที่เห็นใจกลุ่มเสื้อแดง นักเคลื่อนไหวทางสังคม และนักวิชาการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคนตายทั้ง 92 คน ในช่วงหลายเดือนที่มีการชุมนุม

พ.ต.ท. ศิริพล กล่าวว่าคนชนชั้นกลางที่ยังไม่ได้พูดเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดง เพราะว่าสื่อกระแสหลักเขียนภาพกิจกรรมของเสื้อแดงให้ออกมาในรูปที่ไม่เหมาะ สม

ผู้ร่วมอภิปรายอีกราย สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าคนเสื้อแดงและครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตที่ร่วมชุมนุมจะต้องใช้ เวลายาวนานในการฟ้องร้องคดีสู้กับคนที่ทำร้ายพวกเขา หากคนชนชั้นกลางที่มีการศึกษาที่มีอำนาจทางสังคมไม่เรียกร้องให้พวกเขา

อาจารย์ สมชายแนะนำให้คนเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของเหยื่อที่เสียชีวิต รวบรวมหลักฐานและคำให้การของพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์การสลายชุมนุมของทหาร ให้เป็นระบบ

หลักฐานและข้อมูลจะเป็นประโยชน์ต่อการฟ้องร้องผู้ที่ทำร้ายพวกเขาในอนาคต

เวบออสเตรเลีย:ข้อพิสูจน์ต่อชนชั้นกลางว่าเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อคนๆเดียว


โดย ปีเตอร์ บอยล์ รายงานในเวบไซต์greenleftในออสเตรเลีย ว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมานี้ ผู้ชุมนุมประท้วงประมาณหนึ่งหมื่นคน ของการฟื้นคืนชีพของการเคลื่อนไหวเสื้อแดงในประเทศไทย (เป็นที่รู้จักในนามของแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ) บนท้องถนนท้าทายต่ออำนาจปกครอง

สำนักข่าว Green Left Weekly รายงานว่า “เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งจริง ๆ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ค่อนข้างที่จะแน่ชัดว่าจะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ”

“ประมาณเที่ยง ค่อนข้างแน่ชัดว่าจะมีคนเข้าร่วมประมาณ 10,000 คน และสี่แยกจะมีคนเต็มไปหมด โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเบิกบานและสันติตลอดทั้งวัน คุณสามารถพบกลุ่มคนมาร้องเพลงและเต้นรำทำเพลง”

“ไม่ มีใครถูกจ้างมา ทุกคนมาด้วยความตั้งใจโดยไม่มีการชักนำเรียกให้พวกเขามาที่นี่ เสื้อแดงหลายคนตอนนี้ทำตามคำขวัญ ‘ทุกคนคือผู้นำของตนเอง’ ”


“ข้อ กล่าวหาของชนชั้นนำที่ว่า คนพวกนี้ไม่ใช่ผู้ประท้วงที่แท้จริง เพราะเสื้อแดงเป็นพวกที่ถูกจ้างมาช่วย [อดีตนายกรัฐมนตรี] ทักษิณ ชินวัตร ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง”

“ความคิดเดียวที่ผมเป็นห่วงตอนนี้คือ ชนชั้นนำจะนึกขึ้นได้ว่า พวกเขาไม่มีโอกาสในการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคตอีกต่อไป อาจจะมีการรัฐประหารจากพวกโบราณสุดโต่งรอบ ๆ ผบ.ทบ. คนใหม่”

“สิ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นคือ เสื้อแดงจะสู้ต่อไป!”

คลิปร้อนเสื้อแดงนิวยอร์คตะโกนไล่ฆาตกรGo to hell

ที่มา Thai E-News



ชาวไทยในนิวยอร์ค สหรัฐฯรวมพลังประท้วงขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าที่พักขณะไปประชุมUNเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

บทบาทของนักกฎหมายไทยต่อการรัฐประหาร และการจัดการกับคณะรัฐประหารแบบตุรกี

ที่มา มติชน



โดย คุณนรินทร์ อิธิสาร

รัฐ ประหารครั้งล่าสุดของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นคือเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนในฐานะนักเรียนกฎหมายที่พอจะได้ติดตามข่าวสาร ข้อมูลเกี่ยวกับการรัฐประหารดังกล่าวอยู่บ้างเกิดความฉงนและจับต้นชนปลายไม่ ถูกคือ พฤติกรรมของนักกฎหมายบางคนบางกลุ่มในประเทศไทยซึ่งหลายคนเคยเป็นครูบา อาจารย์ของผู้เขียนที่ได้มีพฤติกรรมไปในทางสนับสนุนการทำรัฐประหาร


พฤติกรรม ดังกล่าวทำให้ผู้เขียนนึกถึงตอนที่ผู้เขียนเริ่มเรียนวิชา กฎหมายในปีแรกๆ ของการศึกษาในระดับปริญญาตรี อาจารย์คนหนึ่งได้พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฎหมายต้องนั่งลง” ซึ่งหากเปรียบกับการรัฐประหารเป็นเสียงปืนเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นนักกฎหมายก็ต้องนั่งลง

กรณี นี้ก็ไม่มีเหตุใดๆ ที่จะต้องไปตำหนิติเตียนหรือว่ากล่าวนักกฎหมายนั้นๆ หรือเรียกร้องให้พวกเขาเหล่านั้นออกมาดำเนินการต่อต้านการทำรัฐประหารแต่ อย่างใดได้เพราะเป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่จะรักชีวิตร่างกายของตน การที่จะไปเรียกร้องให้ทุกคนกระทำการต่อต้านรัฐประหาร เช่น ขับรถไปชนรถถังเพื่อต่อต้านการรัฐประหารเหมือนคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ก็ย่อมเป็นไปได้ยาก

สิ่ง ที่น่าผิดหวังคือนักกฎหมายของไทยบางกลุ่ม เมื่อเสียงปืนดังขึ้นหรือหลังจากที่เสียงปืนได้สงบลงแล้ว นักกฎหมายบางคนบางกลุ่มไม่ได้แค่นั่งลงเฉยๆ แต่กลับเข้าไปนั่งให้ความร่วมมือช่วยเหลือเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร แล้วยังสามารถมากล่าวอ้างว่าเป็นคนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเต็ม ปาก


บาง คนบางกลุ่มก็เป็นครูบาอาจารย์สอนกฎหมายใน มหาวิทยาลัยที่สอนหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งนักกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ต่างไปจากคนที่เอาดอกไม้ ข้าวปลาอาหาร หรือแต่งชุดยอดมนุษย์ หรือส่งสาวพริตตี้ไปเต้นให้กำลังใจผู้ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือก ตั้งแต่ประการใด เพราะบุคคลเหล่านี้ก็คือกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐประหารนั่นเอง

กลุ่ม นักวิชาการไทยบางกลุ่มโดยเฉพาะนักกฎหมายไทยที่เข้าไปร่วมกับคณะรัฐ ประหารภายหลังการล้มรัฐบาลสำเร็จแล้วไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการตรา หรือร่าง ประกาศคณะรัฐประหาร, ร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฯลฯ หรือเข้าไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ(พิเศษ) ที่คณะรัฐประหารได้จัดตั้งขึ้นมา หรือยอมรับและรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารว่าเป็นการกระทำของ “รัฐาธิปัตย์” โดยไม่มีปากเสียง ไม่ว่าจะเป็นด้วยข้ออ้างประการใดก็ตามการกระทำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นการ สนับสนุนการทำรัฐประหารและเป็นการทำลายหลักประชาธิปไตย ซึ่งพฤติกรรมของนักกฎหมายไทยบางกลุ่มในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นประจำซ้ำ แล้วซ้ำอีกโดยถือเป็นเรื่องปกติ

หลายครั้งหลายคราที่เกิดการรัฐประหารและนักกฎหมายเข้าไปสนับสนุนให้การรัฐประหารนั้นดำเนินไปได้ด้วยดีโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา

เหตุผล ประการหนึ่งคือ “ถ้าตนไม่เข้าไปดำเนินการต่างๆ ดังกล่าว ก็จะส่งผลให้เสียให้เกิดความเสียหายหรืออาจจะเกิดความวุ่นวายต่อประเทศชาติ บ้านเมืองได้” ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ยากอย่างยิ่ง เพราะกรณีที่น่าพิจารณาคือถ้าคณะรัฐประหารไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักกฎหมาย ในการเข้าไปเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร ผลเสียจากการทำรัฐประหารก็คงจะมีความชัดเจนมากขึ้น และประชาชนชาวไทย คงได้เห็นข้อเสียของการทำรัฐประหารชัดเจนมากขึ้น และไม่เกิดความเคยชินกับรัฐประหาร และเห็นว่าเป็นเรื่องปกติเพราะตนไม่ได้มีความเดือดร้อนอะไรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ปัญหา ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาคือปัญหาเกี่ยวกับ ผลในทางกฎหมายของการทำรัฐประหารที่เกิดนั้นว่าจะมีผลในทางกฏหมายอย่างไร?


นัก กฎหมายไทยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการทำรัฐประหาร หรือวิธีการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ทำรัฐประหารโดยวิธีการทางกฎหมายภาย หลังการทำรัฐประหารอย่างไร? ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย คือการที่ไม่มีผลในทางกฎหมายใดๆ เกิดขึ้นกับคณะรัฐประหารเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าคณะรัฐประหารได้ออกกฎหมายซึ่งมานิรโทษกรรมการกระทำของตนเอง เพื่อไม่ให้ตนเองได้รับผลในทางกฎหมายที่จะตามมาจากการล้มล้างรัฐบาลนั่นเอง


เมื่อได้นิรโทษกรรมการกระทำของตนไปแล้วทุกอย่างก็ จบสิ้นลงไม่มีใครหยิบยก กล่าวโทษหรือเอาผิดกับการทำรัฐประหารได้อีก นักกฎหมายที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างก็ยินยอมน้อมรับคำสั่ง ประกาศ ฯลฯ ของคณะรัฐประหารโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ความเคยชินในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยวิธีการแบบนักการเมืองหรือ กลุ่มรัฐประหาร ที่ “ชอบ” นิรโทษกรรม เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่มีการเสนอแนะให้มีการ “นิรโทษกรรม” การดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการเพิ่มความเคยชินและสร้างความเป็นธรรมดาของ

หรือ กล่าวอีกประการหนึ่งคือการลดความร้ายแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องปกติ ทำนองว่าหลับหูหลับตากวาดขยะไว้ใต้พรมแล้วหลอกตัวเองว่าไม่มีขยะอยู่แล้ว พร้อมกันนั้นก็ปิดกั้นการพิสูจน์ความจริงที่จะเป็นบทเรียนของคนไทยทุกคน

มุม มองในทางกฎหมายต่อปัญหาดังกล่าวข้างต้นนั้น ชาวตุรกีได้มีวิธีการทางกฎหมายในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารไว้อย่างน่า สนใจ ซึ่งเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนชาวตุรกีได้แสดงให้เห็นถึงทาง เลือกหนึ่งในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวตุรกีได้ลงประชามติเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่

ซึ่งก็มีประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่ น่าสนใจที่ประชาชนหรือพรรคการ เมืองในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ประสบปัญหาการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแบบซ้ำซาก และเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยมาตลอดเวลา คือ ประชาชนเลือกตั้ง-รัฐบาลบริหารประเทศ-บุคคลบางกลุ่มเข้ามาทำรัฐประหารล้ม รัฐบาล-ล้มรัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรมตัวเอง-ออกรัฐธรรมนูญใหม่(หรือชั่ว คราว)-จัดการเลือกตั้งใหม่-ประชาชนเลือกตั้ง.....เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป เป็นวัฏสงสาร วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางได้หลุดพ้นไปจากวงจรอุบาทว์ดังกล่าวได้

ประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติของชาวตุรกีที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ถือกันว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของประเทศตุรกีที่ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ ประชาคมยุโรป และแสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของประเทศตุรกี ในการลงประชามติเห็นด้วยในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของชาวตุรกีนั้นมี หลายประเด็นด้วยกัน ทั้งนี้โดยมีประเด็นที่สำคัญๆ คือ

1. การจำกัดอำนาจของอำนาจศาลทหาร ในส่วนของการพิจารณาคดีพลเรือนเช่นในกรณีข้อกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นผล กระทบต่อความมั่นคง และนอกจากนั้นยังให้อำนาจศาลพลเรือนในการพิจารณาคดีกองทัพในกรณีที่มีข้อ สงสัยว่ากองทัพจะทำการล้มรัฐบาล

2. การปฏิรูปคณะกรรมการสูงสุดของผู้พิพากษาและอัยการ เดิมคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ โดยประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งสิ้น 5 คน โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยแต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อที่เสนอโดย ศาลสูง ผลจากการปฏิรูปคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยสมาชิกทั้งสิ้น 21 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และการเลือกตั้งโดยผู้พิพากษาและอัยการทั้งประเทศ

3. การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเพิ่มขึ้น จากเดิม 10 คน เป็น 19 คน ที่มาจากเดิมมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดยบัญชีเสนอจากศาล และดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุ เปลี่ยนมาเป็นสภาแต่งตั้ง 3 คน และที่เหลือประธานาธิบดีแต่งตั้งโดยเลือกจากบัญชีที่เสนอจากสภาทนายความ จากสภาสูงการศึกษา และศาล โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 12 ปี

4. การปฏิรูปการปิดพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาปิดพรรคการเมืองได้ก็แต่โดยมีเหตุว่าพรรคการเมือง นั้นเรียกร้องให้มีการใช้กำลัง ไม่ใช่โดยเหตุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

5. การคุ้มครองข้อมูล มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความเข้ม ข้นมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น

6. สิทธิสตรี และสิทธิสำหรับกลุ่มพลเมืองที่มีความอ่อนแอให้มากขึ้น โดยเพิ่มสิทธิสตรี, คนพิการ, ลูกจ้าง และสหภาพแรงงาน

7. การปฏิรูปสภาทหารสูงสุด ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งในการปลด โดยให้สามารถร้องขอให้ทบทวนคำสั่งปลดดังกล่าวได้

8. ความรับผิดทางอาญาของสมาชิกของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเดิมสมาชิกของคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้รับความคุ้มครองโดย ไม่ให้ได้รับการดำเนินการทางอาญา นั่นหมายถึงบรรดานายพลทั้งหลายที่ทำรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 (ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น) จะถูกแตะต้องและถูกดำเนินคดีไม่ได้ แต่ด้วยผลของการลงประชามติครั้งนี้ ความคุ้มครองดังกล่าวจะถูกลบล้างไป และบรรดานายพลทั้งหลายสามารถถูกดำเนินคดีในศาลได้

9. ให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อรับผิดชอบคำร้องทุกของประชาชน และดำเนินแก้ไขปัญหาโดยวิธีการที่ไม่ใช่การดำเนินคดีทางศาล

จาก เนื้อหาสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศตุรกีดังกล่าว ข้างต้น นานาประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประชาคมยุโรปต่างก็ออกมาแสดงความเห็นยอมรับและชม เชย ถึงการลงประชามติดังกล่าวของชาวตุรกีโดยเห็นว่าเป็นการก้าวสู่สังคม ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง แม้ว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับ กุมกลุ่มนายทหารโดยข้อหาว่าเตรียมการล้มล้างรัฐบาล ก็ตามที

และนอกจากนั้นการที่รัฐบาลของนาย Erdogan ได้กำหนดเลือกเอาวันที่ 12 กันยายน 2553 เป็นวันลงประชามติในครั้งนี้นั้นเป็นการที่มีเจตนาประสงค์ที่จะให้การลง ประชามติดังกล่าวเกิดขึ้นในวันครบรอบ 30 ปี ของการเกิดการรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 นั่นเอง

ผลของการลงมติของชาวตุรกีที่ได้ ยกเลิกการนิรโทษกรรมของคณะรัฐประหารดัง กล่าวข้างต้นนั้น ส่งผลให้ภายหลังจากรับทราบผลของการลงประชามติ ก็ปรากฏว่ามีประชาชนชาวตุรกีบางส่วนได้เริ่มเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดี อาญาต่อคณะรัฐประหารเมื่อ 30 ปีก่อนโดยทันทีแล้วเช่นกัน

วิธี การในการจัดการกับคณะรัฐประหารของชาวตุรกีที่ได้ใช้วิถีทาง ประชาธิปไตยและวิธีการในทางกฎหมายในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารดังกล่าว เป็นวิธีการที่น่ายกย่องชมเชยและถือเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะว่าได้แสดงให้เห็นว่าการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลนั้นผู้กระทำย่อมจะ ได้รับผลร้ายตามกฎหมาย

แม้ ว่าเหตุการณ์จะพ้นมาแล้ว 30 ปี และมีการออกรัฐธรรมนูญออกมานิรโทษกรรมการทำรัฐประหาร แต่ระยะเวลาที่ยาวนานและการนิรโทษกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของคณะ รัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 เป็นสิ่งที่มีความถูกต้องชอบธรรมขึ้นมาแต่ประการใด


ดัง นั้นการให้มีการยกเลิกการให้ความคุ้มครองโทษ ทางอาญาต่อคณะรัฐประหารดังกล่าวย่อมเป็นหนทางหรือวิธีการหนึ่งในการดำเนิน การต่อการรัฐประหารที่เกิดขึ้น


หาก บางประเทศที่มีการทำรัฐประหารบ่อยๆ และจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำแนวความคิดนี้ไปดำเนินการบ้างก็ย่อมจะดีไม่ น้อย เพราะจะได้แสดงให้เห็นถึงความคงอยู่ของระบอบประชาธิปไตย การคงอยู่ของอำนาจอธิปไตยตามวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศนั้นๆ


เพราะ เมื่ออำนาจอธิปไตยกลับมาอยู่ในมือของ ประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ประชาชนผู้ทรงอำนาจดังกล่าวย่อมสามารถตัดสินและดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ได้ ประเทศไหนที่อยากจะนำเอาแนวความคิดดังกล่าวของชาวตุรกีไปใช้บ้าง คิดว่าชาวตุรกีคงไม่สงวนวิธีการดังกล่าวแต่ประการใด


-----------------
( บทความทางวิชาการจาก เว๊บไซต์ www.pub-law.net 27 กันยายน 2553 )

“เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ” โฉมหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ไทยเริ่มต้นขึ้นง่ายดาย เงียบงำ

ที่มา มติชน





เช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระที่นั่งอนันตสมาคม ... ในนามของหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา รองจเรทหารบกในขณะนั้น ได้เป็นผู้อ่านประกาศแถลงการณ์อันจะเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดินขึ้นในสยามประเทศ ในเวลาต่อมา...


เรื่อง ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มาจนถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ถูกถ่ายทอดโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้สื่อข่าวที่ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมายาวนาน ปัจจุบันเป็นคอลัมน์นิสต์แห่งหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์

ประสบการณ์ ที่สั่งสมนี้เอง เป็นผลให้ผู้ใหญ่หลายคนร้องขอให้คุณติ๋ม-วิมลพรรณ ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองตลอดรัช สมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี

27 กันยายน ถือเป็นจังหวะดีในการเปิดตัวหนังสือ ซึ่งใช้เวลาค้นคว้ากว่า 3 ปี และอีก 1 ปีสำหรับการร้อยเรียงตัวอักษรออกมาเป็นหนังสือทรงคุณค่า ด้านประวัติศาสตร์ หนึ่งชุดจำนวน 3 เล่ม ที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่น งานนี้คึกคักไปด้วยผู้มีเกียรติ ทุกระดับ ให้ความสนใจกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างคับคั่ง


การเปิดตัวหนังสือเรื่อง “เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ” โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ณ โรงแรมโฟร์ ซีซั่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติเดินทางมาร่วมเปิดตัวหนังสืออย่างคับคั่ง

วิมล พรรณ เปิดใจก่อนถึงช่วงเสวนาว่า มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะเฉลิมพระเกียรติมากกว่า เขียนถึงบริบททางประวัติศาสตร์ หนังสือ”เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ”นี้ อยากให้เห็นถึงรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า ทรงครองราชย์อย่างไร ทรงพระราชกรณียกิจในฐานะกษัตริย์อย่างไร โดยเน้นย้ำถึงการทำงานของพระองค์ท่านภายใต้รัฐธรรมนูญ


“ทรง เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงกำหนดบทบาท ของพระบาทกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเอง ที่ผ่านมาเราปล่อยให้ฝรั่งเขียนเอกสาร ข้อมูลเละเทะ หรือแม้แต่นักวิชาการสมัยใหม่ ถอดเรื่องราวเล่าแต่ละช่วงวิกฤต สถานการณ์ นับแต่พ.ศ.2500 มาถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม การปฏิวัติระยะหลังๆ ไม่มีใครเขียนว่า พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญผ่านอะไรมาบ้าง บทบาทที่ทรงทำ มีอย่างไรบ้าง ยิ่งนักวิชาการเล่าเรื่อง โดยนำข้อมูลจากเอกสารของคนต่างชาติมาใช้ นำข้อมูลมาเพียงบางส่วน หรืออาจไม่ได้สอบทานข้อเท็จจริง และนำข้อมูลนั้นมาอ้างอิงต่อ อาจคลาดเคลื่อน”

วิมลพรรณ ชี้ความตั้งใจของการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า ตนเองก็ค้นคว้าเอกสาร หลักฐานจากประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แม้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยค่าใช้จ่ายดำเนินการที่สูงมาก ได้มีโอกาสไปค้นคว้าในห้องสมุด State of Congress ของสหรัฐฯ เป็นคนไทยคณะแรกที่ได้เข้าไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ ผ่านเอกสารบันทึกต่างๆ ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายใน นำมาสู่การสอบทานความถูกต้องของเอกสารมากมาย โดยเฉพาะกรณี การสวรรคตของรัชกาลที่ 8

“หนังสือเล่มนี้ ต้องการให้คนไทยเห็นข้อเท็จจริงของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย แต่ผู้อ่านจะต้องพิจารณาเอาเองว่า เรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างไร เพราะตัวเองไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของบ้านเมือง”


“สิ่ง สำคัญที่สุด ถ้าเราอ่านทั้งหมด จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หรือใครก็ตามที่กระทำต่อบ้านเมือง มีบางคนที่เราอาจจะให้อภัยได้ มีบางคนเราไม่อาจให้อภัยได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับวิจารณญาณของคนอ่าน เพราะดิฉันมีหน้าที่ข้อมูลให้กับคน ไม่ไปวิเคราะห์หรือตัดสินแทนคนอ่าน หรือใครทั้งสิ้น”


วิมลพรรณ ยังกล่าวว่า ข้อมูลบางส่วนอาจไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เพียงแต่นำมาเรียงร้อยให้ผู้อ่านได้เห็นว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทำหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้ถูกต้อง และรักษาบ้านรักษาเมืองมาได้อย่างไร ซึ่งอยากให้อ่านและพิจารณา


“ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเฉลิมพระเกียรติ แต่เป็นหนังสือบอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยว่า ท่ามกลางความเป็นไป การอยู่รอดของบ้านเมือง มันมีใครบ้าง ที่ได้ทำอะไรไว้ที่เราควรจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัย"


วิมลพรรณ เล่าเบื้องหลังว่า หนังสือเล่มนี้ ใช้เวลากว่า 3 ปี ก่อนจะออกมาเป็นเล่มอย่างสมบูรณ์ แต่การค้นคว้าทำแค่ปีเดียว ลงมือเขียน 1 ปี ครึ่ง ระหว่างการคว้ารวบรวมข้อมูล มีเจ็บป่วย ไม่สบาย แม้แต่เพื่อนที่ช่วยค้นคว้าก็ป่วยเป็นมะเร็ง ต้องหยุดพักเพื่อรักษาตัวก่อน แต่สุดท้ายก็เขียนจนจบ นับตั้งแต่ปี 2549 รวมเวลากว่า 3 ปี ส่วนลงมือเขียน ปีครึ่ง


กับคำถามที่ว่า หวั่นใจหรือไม่ หากมีการนำเนื้อหาดังกล่าว ไปอ้างอิงหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง วิมลพรรณ ตอบชัดเจนว่า ไม่กลัวเลย เนื่องจากเจตนาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาทำลายเกียรติของผู้ใด แต่ความแน่วแน่อยู่ที่การค้นคว้าข้อมูล และร้อยเรียงให้ถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับใคร หวังใจว่า ผู้อ่านสามารถไตร่ตรอง และใช้วิจารณญาณได้

ตอนหนึ่งของหนังสือ เอกกษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 2 หน้า 29 กรณีข้อเท็จจริงในการสวรรคต

"....การ สอบสวนชันสูตรพระบรมศพของตำรวจในครั้งแรกก็ทำอย่างหยาบๆ ไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่แรก เมื่อจะมีการร่างแถลงการณ์ให้เป็นที่รับทราบของประชาชน นายปรีดี พนมยงค์ ถามหลวงนิตย์ฯว่า แถลงว่าสวรรค์เพราะพระนาภี (ท้อง) เสียได้หรือไม่ หลวงนิตย์ฯ ตอบว่า ไม่ได้ หลวงเชวงศักดิ์สงครามถามว่า เพราะโรคหัวใจได้ไหม หลวงนิตย์ฯ ปฏิเสธอีก จะออกแถลงการณ์ว่า ในหลวงปลงพระชนม์เอง กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงคัดค้าน รับสั่งให้แถลงการณ์ตามที่เป็นจริง นายกรัฐมนตรี (นายปรีดี พนมยงค์) จึงแถลงการณ์ว่า "เป็นอุบัติเหตุ" ซึ่งกรมขุนชัยนาทฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่ได้คัดค้านหรือห้ามการสืบสวนตามกฎหมาย โดยอ้างว่าขัดกับพระราชประเพณีแต่อย่างใด"

อีกตอนหนึ่ง หน้า 40 ระบุว่า .... "หลังการชันสูตรพระบรมศพแล้วแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุใดมีน้ำหนักว่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ปรากำว่า ประเด็นถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุดคือ 16 เสียง ปลงพระชนมเองมีน้ำหนักมากที่สุด 4 เสียง อุปัทวเหตุมีน้ำหนักมากที่สุด 2 เสียง"

"ความเห็นของคณะแพทย์และข้อเท็จจริงบางประการในการ ทดลองในการยิงศพล่วง รู้ไปถึงหนังสือพิมพ์บางฉบับเช่น หนังสือพิมพ์เสรี ฉบับวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2489 ได้ลงรูปแสดงวิถีกระสุนและมีความละเอียดว่า คณะกรรมการได้ทดลองยิงในท่าต่างๆ แต่ที่คล้ายคลึงกับบาดแผลในพระบรมศพ คือผู้ยิงยืนเหนือศีรษะจ่อปืนใกล้หน้าผากในระยะ 10 ซม. แล้วยิง"

หนังสือ ดังกล่าว ยังนำรายงานของสถานเอกอัครราชทตูอังกฤษประจำประเทศไทย รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษที่ลอนดอน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2489 เรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยไปเจรจาขอให้ทูตอังกฤษประจำ ประเทศไทยห้ามแพทย์ชาวอังกฤษที่ไปร่วมเป็นกรรมการชันสูตรพระบรมศพออกความ เห็น สาเหตุแห่งการสวรรคต ดังนี้

"โทรเลขฉบับนี้เป็นความลับอย่างที่สุดและควรเก็บไว้โดยผู้รับที่มีอำนาจหน้าที่เท่านั้น ไม่ให้ส่งต่อ ...แจกในคณะรัฐมนตรี

F. 9488 จากกรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศ

Mr.Thompson เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2489

No. 851

ด่วน โทรเลขของผมเลขที่ 834

"...มี การเชื่อกันอย่างกว้างขวาง (ซึ่งก็มีเหตุผล) ว่าคณะกรรมการแพทย์ที่สอบสวนกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ก่อนกำลังจะรายงานโดยเสียงข้างมากเป็นการถูกลอบปลงพระชนม์ จริงๆ แล้วในการลงคะแนนเสียงวันนี้ เมื่อคณะกรรมการยอมรับถ้อยคำต่างๆ ในรายงานแล้ว 16 เสียงเห็นว่าเป็นการถูกลอบปลงพระชนม์ 4 เสียงเป็นอัตวินิบาตกรรม และ 2 เสียงเป็นอุบัติเหตุ ตัวเลขเหล่านี้ไม่รวมนายทหารอังกฤษ 5 คนผู้ปฎิเสธที่จะออกความเห็นใดๆ"

เปิดตัวเมียคนแรกพระปราโมทย์ไม่ใช่แม่ชี"อรนุช"จดทะเบียนสมรส2ครั้ง-อดีตลูกศิษย์เตรียมเทปแฉแหลก

ที่มา มติชน



ภายหลังจากถูก น.ส.ฐินินาถ ณ พัทลุง ไฮโซนักเขียนชื่อดังยื่นโนติสให้คืนเงินบริจาคจำนวนกว่า 4 ล้านบาท ข้อมูลที่เกี่ยวกับพระปราโมทย์ ปาโมชโช (สันตยากร) เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ก็ทะยอยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งกรณีกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนายื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบความโปร่งใสบัญชีเงินฝากธนาคารของสำนักสวนสันติและบัญชีเงินฝาก ที่อยู่ในชื่อของ นางอรนุช (แม่ชีอรนุช) สันตยากร กรณีกลุ่มอดีตลูกศิษย์ยื่นเรื่องต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)ให้ตรวจสอบพฤติกรรมและคำสอนว่าผิดหลักคำสอนของพุทธศาสนาหรือไม่ ไม่เว้นแม้กระทั่งเครือข่ายของเพื่อนสมัยเรียนและการทำงานในอดีต

ในขณะที่ผู้ถูกกกล่าวหาก็ให้ตัวแทนคือนายธนเดช พ่วงพูล ทนายความ ชี้แจงข้อกล่าวหาในทุกประเด็นทั้งในเรื่องเงินบริจาคที่อยู่ในบัญชีนางอรนุช บัญชีเงินบริจาคของสวนสันติธรรม และประเด็นที่พำนักของพระปราโมช และ แม่ชีอรนุช ภรรยาซึ่งพำนักในสวนสันติธรรม แต่แยกกันอยู่

ล่าสุดอีกชิ้นหนึ่งที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนคืออดีตภรรยาของพระปราโมทย์ "มติชนออนไลน์"ตรวจ สอบพบว่า ก่อนที่พระปราโมทย์จะจดทะเบียนสมรสกับนางอรนุชซึ่งเป็นภรรยาคนปัจจุบัน นายปราโมช (ชณะยังไม่ได้ชวช) ได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยาชื่อ "นางวันสุรีย์ สันตยากร" เมื่อปี 2521 ต่อมาได้จดทะเบียนหย่ากับนางวันสุรีย์ และ กลับมาจดทะเบียนสมรสกับนางวันสุรีย์อีกครั้งในช่วงปี 2524 โดยทั้งสองคนมีทีพำนักอยู่ในที่พักย่านประชาชื่น กระทั่งนางวันสุรีย์ได้ย้ายไปอยู่ในจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ในเวลาต่อมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 28 กันยายน 2553 นายอภิชาติ อัศวเรืองชั อดีตประธานกรรมการสวนสันติธรรม จะเปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของสวนสันติธรรม ในช่วงที่นายอภิชาตดูแลอยู่ จากนี้ยังพร้อมที่จะโชว์หลักฐานการส่ออวดอุตริของพระปราโมทย์ ให้กับสื่อมวลชน โดยจะแถลงเวลา 15.00 น. ที่มูลนิธิบ้านอารีย์ ซ.อารีย 1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากจะอดีตกรรมการสวนสันติธรรมหลายคน เข้าร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย อาทิ นายอาร์ม นาครทรรพ ในประเด็นคำสอนของพระปราโมทย์ที่อาจผิดพระธรรมวินัยหรือไม่ โดยจะเปิดเทปบันทึกเสียงที่แสดงคำพูดการทักจิตทายใจ รวมทั้งประเด็นอื่นที่ฝ่ายตัวแทนของพระปราโมทย์แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวัน เสาร์ 25 กันยายนที่ผ่านมาซึ่งกลุ่มอดีตลูกศิษย์มอว่าให้ข้อมูลไม่ชัดเจน


นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจ ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา เปิดเผยว่า ภายหลังทนายความของพระปราโมทย์ระบุว่าได้มอบบัญชีเงินบริจาคของสวนสันติธรรมจำนวน 7 บัญชีให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่ตนมีข้อมูลว่ายังมีบัญชีเงินบริจาคอีก 2 บัญชีที่เป็นชื่อของนางอรนุชแต่กลับยังไม่ยื่นให้มีการตรวจสอบ โดยบัญชีหนึ่งเป็นบัญชีที่อ้างว่าบริจาคให้พระปราโมทย์ ส่วนอีกบัญชีเป็นเงินบริจาคเข้าสวนสันติธรรม ซึ่งตนมองหากจะตรวจสอบแล้วก็ควรเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกบัญชี อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบแน่ชัดว่าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของสวนสันติธรรมมีทั้ง หมดกี่บัญชี แต่เท่าที่รู้คือมีอีก 2 บัญชีที่ควรชี้แจงด้วย

นาย เทิดศักดิ์ กล่าวปฏิเสธกรณีที่ทนายความสวนสันติธรรมให้ข่าวผ่านสื่อมวลชนโดยระบุว่าทราบ ผลการตรวจสอบในส่วนของดีเอสไอแล้วว่าข้อเท็จจริงไม่มีมูล โดยยืนยันว่าหลังทราบข่าวดังกล่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังดีเอสไอซึ่งให้ข้อมูล ว่าขณะนี้ข้อร้องเรียนของตนยังอยู่ระหว่างการสอบสวนที่ได้อนุมัติให้ดีเอสไอ ภาคตะวันออกไปตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าเรื่องดังกล่าวผิดหรือถูก ส่วนการร้องเรียนในประเด็นพระปราโมทย์อวดอุตรินั้น ตนได้แยกให้ตัวแทนกลุ่มอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ติดตามเรื่องที่ได้ยื่นให้สำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เป็นผู้พิจารณา

ผู้บริสุทธิ์

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




กระบวนการนิรโทษกรรมขับเคลื่อนโดยเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย

กับกระบวนการปรองดอง ผลักดันโดยเสธ.หนั่น กุนซือใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา

ซึ่งกำลังคึกคัก โครมคราม ต่างก็เน้นจุดขายประเด็นเดียวกัน

ช่วยเหลือ 'ผู้บริสุทธิ์' ให้พ้นมลทิน ความผิด

ผู้บริสุทธิ์?

นักการเมืองใหญ่ระดับชี้เป็น ชี้ตายรัฐบาล ออกมาเคลื่อนไหวเต็มตัวขนาดนี้

ย่อมยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า มีผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุม คุมขัง จากการชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา

ในเมื่อเป็น 'ผู้บริสุทธิ์' ถูกละเมิด ได้อย่างไร?

และในเมื่อเป็น 'ผู้บริสุทธิ์' ก็ต้องไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น

แล้วจะนิรโทษกรรมให้ใคร ทำไม อย่างไร ไม่ทราบ?

เพราะนิรโทษกรรม ความหมายมันชัดเจน

คือได้กระทำความผิดสำเร็จ เสร็จสิ้นแล้ว แต่ได้รับยกเว้นโทษ ไม่ถูกลงโทษ

ถ้ายอมรับนิรโทษกรรม ก็เท่ากับยอมรับความผิด!

นำมาสู่คำถามข้อต่อไป ในเมื่อไม่ได้กระทำผิดแต่ถูกละเมิด จับกุม คุมขัง แล้วอยู่ๆบอกปรองดองกันดีกว่า

มันเอาเปรียบ เหยียบย่ำ ซ้ำเติมกันเกินไป!!

ทั้งๆที่สิ่งที่ 'ผู้บริสุทธิ์' ควรจะได้รับโดยเร็วที่สุด

ก็คือ การช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย

ควบคู่กับดูแลขบวนการต่อสู้กับความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ

ภายใต้ข้อเท็จจริง ไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น

บุคคลใด หน่วยงานไหน กระทำกับ 'ผู้บริสุทธิ์' ต้องเอาผิด และลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา

ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ กระทำผิดเสียเอง ยิ่งต้องเอาผิด และลงโทษสถานหนัก

บุคคลพิเศษระดับ เนวิน เสธ.หนั่น

หรือพรรคการเมืองระดับ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา

หากจริงจัง จริงใจ อยากช่วยเหลือจริงๆ

ด้วยปัญญา ความสามารถ ศักยภาพ ช่วยได้อยู่แล้ว

เพียงแต่ไม่ใช่ นิรโทษกรรม ให้ 'ผู้บริสุทธิ์'

หรือเรียกร้อง 'ผู้บริสุทธิ์' ปรองดอง กับผู้กระทำละเมิดพวกเขา

สิ่งควรทำก็คือ ช่วย 'ผู้บริสุทธิ์' ต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม อยุติธรรม

ต่อสู้กับบุคคล หน่วยงาน ที่จับกุม คุมขัง 'ผู้บริสุทธิ์'

นำตัวมาลงโทษ!?

นิรโทษฉบับภูมิใจไทย-เพื่อใคร?

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




1.สิริพรรณ นกสวน

2.กิตติศักดิ์ ปรกติ

3.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

4.ทวี สุรฤทธิกุล

การ ที่ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ผนึกกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เดินหน้าล่าชื่อประชาชนสนับสนุนร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน ระหว่างวันที่ 19 ก.ย. 2549 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2553 พ.ศ. ....

เพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

ชู ธงเพื่อช่วยเหลือผู้มาร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วยบริสุทธิ์ใจ โดยไม่เกี่ยวกับนักการเมืองสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 รวมทั้งแกนนำม็อบต่างๆ

ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยต่างวิจารณ์ว่าทำโดยมี วาระซ่อนเร้นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการหาเสียง การช่วยเหลือตำรวจ ทหาร และพวกพ้องของตนเอง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา

และต่อจากนี้คืออีกมุมมองหนึ่งของนักวิชาการต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับภูมิใจไทย



สิริพรรณ นกสวน

อาจารย์ภาควิชาการปกครอง

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

กฎหมาย นิรโทษกรรมเป็นเกมทางการเมืองที่ไร้ราคามากหากจะนิรโทษกรรมไทยมุงซึ่งเป็น พวกที่ไม่มีความผิดอยู่แล้ว จะไปนิรโทษกรรมทำไม เพราะยังไม่มีกระบวนการทางกฎหมายตัดสินว่าใครผิดใครถูก

เรื่องนี้จึงไร้สาระมาก เป็นเรื่องที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าการเสนอให้นิรโทษกรรมกำลังทำอะไร เป็นการต่อรองกลบเกลื่อนอะไรอยู่

การนิรโทษกรรมที่เสนอมาจึงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเนื้อ หายังไม่ชัดเจน ตรรกะก็ยังไม่ชัดเจน อาจมีการหมกเม็ดอะไรอยู่

อีก ทั้งประชาชนไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง-เสื้อแดงที่ไปร่วมชุมนุม ยังไม่มีใครถูกตัดสินโทษเลย ซึ่งการนิรโทษกรรมคือต้องเป็นการตัดสินโทษแล้ว แต่นี่ยังไม่มีกล่าวโทษ สังคมตอนนี้กำลังมืดบอด จึงหันมาเสนอ มาพูดถึงเรื่องนี้กัน

ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดถึง ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เลย แต่จะพูดเมื่อการดำเนินคดีพิจารณาเสร็จแล้วค่อยมาคิดกัน แต่เท่าที่มองปัญหาขณะนี้แล้ว ไม่น่าจะไปได้

การนิรโทษกรรมต้อง เป็นการเห็นพ้องต้องกัน แต่ในสถาน การณ์ที่เกิดความแตกแยกขัดแย้งแล้วยังนิรโทษกรรม จะทำให้ยิ่งแตกแยกขัดแย้งกันมากขึ้น

เพราะจะไม่ผิดทั้งคู่ไม่ได้ สังคมจะไม่มีทางเดิน



กิตติศักดิ์ ปรกติ

อาจารย์คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การ นิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับประชาชนนั้น ขณะนี้คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างไม่เรียกร้องให้ตัวเองได้รับนิรโทษกรรม เพราะต้องการพิสูจน์ความถูกผิด

ขณะเดียวกันประโยชน์ของรัฐในเรื่อง ความมั่นคงคืออะไร ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด หากว่าเราไม่ตัดสินถูกผิด จะทำให้ระบบมันเสียหายทั้งหมด

เพราะต่อไป หากว่าใครทำอะไรที่อาจถูกกล่าวหาว่าตัวเองผิด ก็ไปใช้วิธีแบบนักการเมืองแทน นักการเมืองจะเข้ามาแทนที่นักกฎหมาย เข้ามาแทนที่ศาล เข้ามาแทนที่ความถูกผิด

ในที่สุดระบบปกครองที่เราบอกว่าเราปกครองตามกฎหมายก็กลายเป็นปกครองกันตามใจนักการเมือง ทำให้ระบบเสียไป

แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่เห็นชัดเจนว่าไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้อนุญาตให้มีนิรโทษกรรมได้

แต่ การนิรโทษกรรมไม่ใช่ไปป้องกันหรือไปแก้ไขไม่ต้องตัดสินคดีที่มีความผิด แต่ว่ามันตัดสินคดีไปแล้วเกิดความไม่เป็นธรรมที่สามัญชน สามัญสำนึก การนิรโทษกรรมก็เป็นไปได้

โดยทั่วไปการนิรโทษกรรมก็ทำเฉพาะกรณีที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งเท่านั้น

ไม่ มีการนิรโทษกรรมที่บอกว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง เพราะหากทำแบบนี้บ่อยๆ เท่ากับว่า การเมืองเข้าแทนที่กฎหมาย ในที่สุดก็ไม่ได้ปกครองโดยกฎหมายแต่ปกครองโดยอำนาจการเมือง เป็นสิ่งที่เราต้องการขจัดออกไป ต้องปกครองโดยหลักถูกผิด

หลัก นิรโทษกรรม คือ เมื่อทำแล้วความเป็นธรรมมันปรากฏขึ้นหรือชัดเจนขึ้น แต่ถ้าทำแล้วทำให้ความเป็นธรรมหรือความถูกผิดมันเลอะเลือน อันนี้มันไม่ใช่การปกครองโดยกฎหมาย

อย่างกรณีมีการตัดสินคดีที่ ผิด คดีมันถึงที่สุดไปแล้ว ปรากฏหลักฐานว่าศาลตัดสินผิด กฎหมายบอกว่าให้ศาลรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ และอาจต้องใช้เวลา ก็อาจใช้วิธีนิรโทษกรรมได้

แต่นิรโทษกรรมแล้วไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก มันก่อให้เกิดผลเสียหาย

ฉะนั้นเหตุผลการนิรโทษกรรมก็คือเหตุผลทางการเมือง ซึ่งผู้ที่เสนอเข้ามาต้องการหาเสียงมากกว่า



อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์

ขณะ นี้คนเข้าใจว่าการนิรโทษกรรมคือยกโทษให้ทั้งหมด ลักษณะที่ทำมันเหมือนจะนิรโทษกรรมผู้บริสุทธิ์ หากเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ไม่มีโทษอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าเมื่อบริสุทธิ์จริง ศาลคงไม่ฟ้อง

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าพรรคภูมิใจไทยคิดอะไร เป็นการโยนหินถามทางแล้วต้องการอะไร ต้องถามนายเนวิน ชิดชอบ และนายบรรหาร ศิลปอาชา ว่าจริงๆ แล้วต้องการอะไร

จะได้ชื่อเสียงกับคนอีสานหรือไม่ หรือผลักดันให้เกิดการนิรโทษกรรมแล้วจะทำให้ภาพพจน์ตัวเองดีขึ้น

คิด ว่าเหตุผลที่อ้างในการเสนอนิรโทษกรรมนั้นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ถ้านิรโทษกรรมจริงๆ ต้องชัดเจนว่าลบทั้งหมดหรือไม่ ตั้งแต่ฝ่ายเสื้อเหลืองบอกว่าไม่ต้องการปรองดอง เพราะมันเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว

ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าขณะนี้คนไม่พูดความจริง สื่อนำความไม่จริงมาเสนอ สังคมก็เข้าใจผิดกันใหญ่ อยู่ที่ว่าคนเสนอนิรโทษกรรมมันมีอะไรอยู่ในใจหรือไม่ ต้องทำให้ชัดเจน ขณะนี้มันยังไม่แจ่มชัดในการนำเสนอ

หากประชาชนไม่เกี่ยวข้องเขามา ชุมนุมกัน มันจะผิดได้อย่างไร เรื่องนี้มองว่ามันเป็นการหาเสียง หาคะแนนนิยม และเป็นการหวังดี อยากให้เกิดความสงบสุขในประเทศ แต่มันไม่ชัดเจนคนเลยเข้าใจไม่ตรงกัน เหลืองก็ไม่เอา แดงก็ไม่เอา

ส่วน จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น อยู่ที่รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลเพราะมีเสียงมากในสภา และการที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ไปพบแกนนำนปช.ในเรือนจำก็คือแสดงให้เห็นว่าหวังดีกับบ้านเมือง ต้องการปรองดอง

แต่การปรองดองมันต้องพูดความจริงออกมา



ทวี สุรฤทธิกุล

อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

หากมีกฎหมายนิรโทษกรรม จะไปยกเลิกกระบวนการยุติธรรมบางส่วน เพราะมีบางคดีที่ดำเนินการอยู่ ทำให้คนที่จะสนับสนุนรู้สึกลำบากใจ

ถ้า เป็นคดีที่ยังไม่เข้าสู่ศาล คงไม่เป็นไร น่าจะกระทำได้ แต่คดีที่เข้าสู่ศาลก็ต้องพิจารณา แต่หลักกฎหมายเป็นคุณ ส่งผลย้อนหลังให้ผู้เสียหายโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ผมเห็นด้วยหาก นิรโทษกรรมประชาชนคนบริสุทธิ์ที่ไปชุมนุมตามกระแส ไปแบบไทยมุง ไปด้วยความเห็นใจกัน ต้องดูว่าเข้ากรอบความผิดหรือไม่ มีการถืออาวุธ ไปตีใครบาดเจ็บหรือไม่

ถ้าอาวุธที่ใช้เป็นอาวุธสงครามก็เป็นความ รุนแรงแน่นอน แต่ถ้าใช้ไม้ หนังสติ๊ก อาจเป็นการแสดงอารมณ์ทั่วไปไม่ร้ายแรง คนที่ไปร่วมเย้วๆ ไม่ได้ตั้งใจเจตนาก่อเหตุความรุนแรง อาจถูกชักจูง ล่อลวงให้กระทำความรุนแรง ไม่น่าเข้าข่ายผิด

แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคนมีคดีความ เป็นแกนนำ ตัวการ ส่วนนี้น่าจะได้รับโทษก่อนค่อยขออภัยโทษทีหลัง

การ พยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ไม่มีการนิรโทษกรรมนักการเมือง ผมมองว่าค่อนข้างลำบาก เพราะกลัวจะมีการหมกเม็ด สร้างเงื่อนไขอะไรหรือไม่

เสื้อแดงห่วงว่า จะมีการอภัยโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร ผู้สั่งการ นายกฯ ศอฉ. ยกโทษให้หมด เพราะหากจะเขียนยกเว้นจะน่าเกลียดและเป็นไปได้ยาก

การ นิรโทษกรรมคนบริสุทธิ์ตอนนี้ หากทำได้เร็วก็น่าจะเหมาะ หากปล่อยไปยิ่งสร้างความขุ่นข้องหมองใจ โดยเฉพาะประชาชนที่ถูกไล่ล่า ไม่เป็นอันกินอันนอน

ถ้ารัฐบาลตกลงกันได้ พรรคภูมิใจไทยคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ น่าจะประกาศนโยบายยกโทษให้คนที่ไม่ได้ก่อความรุนแรง ส่วนคนที่ก่อเหตุรุนแรง ยังยืนยันว่าต้องรับผิด ต้องชี้แจงว่ากระบวนการจะทำอย่างไร

รัฐบาลต้องกล้าหาญในการผลักดันให้เกิดความสงบสุข โดยนิรโทษกรรมให้กับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย

การ์ตูน เซีย 28/09/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_114390
การ์ตูน เซีย 28/09/53