WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 29, 2010

อย่าลืมเรา..วันที่ 10 เดือน 10 ปี 10 รำลึกวีรชน10 เมษา เสียสละครบ 6 เดือน ที่...

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche





อย่าลืมเรา..

วันที่ 10 เดือน 10 ปี 10 รำลึกวีรชน10 เมษา เสียสละครบ 6 เดือน

ที่สี่แยกคอกวัว และ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย..อย่าลืมเรา

แถลงการณ์เสนอโรดแม็ป 5 ข้อของแดงสยาม

ที่มา thaifreenews

โดย namome






วาน นี้ (27 ก.ย. 53) "แดงสยาม" นำโดยนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้เปิดการเสวนาและแถลงข่าวเรื่อง"โรดแม็ปเพื่อแก้ปัญหาประเทศไทย" ณ ห้างอิมพีเรียล เวิล์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 ท่ามกลางมวลชนเสื้อแดงที่สนใจไปรอฟังอย่างคับคั่ง สาระสำคัญของโรดแม็ป 5 ข้อมีดังต่อไปนี้ :

1. สังคมไทยมาถึงจุดเปลี่ยนไม่อาจจะปฏิรูปซ่อมแซมได้อีกต่อไป ต้องปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นสังคมสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์

2. การปรองดองไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลที่ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนรัฐบาลจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นรัฐบาลที่เป็นกลาง ที่ยอมรับได้ทุกฝ่ายทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ

3. ความปรองดองจะต้องร่วมกันทุกฝ่ายไม่ใช่ทำฝ่ายเดียว และจะต้องทำในทุกระดับ ตั้งแต่ชนชั้นล่างจนถึงชนชั้นบนสุดของสังคม เพราะความขัดแย้งหลักเป็นความขัดแย้งของชนชั้นบนสุดของสังคม ระหว่างชนชั้นบนใหม่กับชนชั้นบนเก่า ที่เป็นชนชั้นสูงซึ่งเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง

4. เมื่อมีรัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นแล้วจะต้องออกกฏหมายนิรโทษ กรรมให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาและถูกตัดสินลงโทษอันเนื่องมาจากวิกฤติความขัด แย้งทางสังคมและการเมือง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมาทุกคนทุกฝ่าย

5. เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤติซ้ำซ้อนอีกในอนาคตจะต้องมีการปฏิวัติรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงแก้ไขในหมวด 2 ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์โดยศึกษาจากประเทศต่างๆ ที่เจริญแล้ว และมีการปกครองเช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุข เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก และเบลเยี่ยม เพื่อป้องกันมิให้มีบุคคลใดๆ ดีงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาแสวงหาผลประโยชน์และแสวงหาอำนาจอีกต่อไป
มีแต่จะต้องดำเนินการเช่นนี้ จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางปฏิวัติ เปลี่ยนผ่านแบบสันติเกิดขึ้นและรอดพ้นจากสงครามกลางเมือง

แดงสยาม
27 ก.ย. 2553

นปช.ภูพาน รำลึก อัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลเหยื่อกระสุนวัดปทุมฯ

ที่มา ประชาไท

คน เสื้อแดงกาฬสินธุ์-มุกดาหาร-สกลนคร-นครพนมหลายพันร่วมเวทีรำลึกวีรชน ที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ประกาศเจตนารมณ์ “สืบสานปณิธานวีรชน ทวงอำนาจของปวงชนคืนกลับมา”



เมื่อวันที่ 25 ก.ย. กลุ่ม นปช.ภูพาน จัดงานบุญร้อยวันอุทิศส่วนกุศลแด่อัครเดช ขันแก้วและผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมในเดือนเมษา-พฤษภา 2553 ที่บ้านหนองผือ ต.หนองผือ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ อันเป็นบ้านของอัครเดช ขันแก้ว (อ๊อฟ) หรือชื่อ”ตัวเล็ก” อาสาสมัครพยาบาล หนึ่งในหกรายที่เสียชีวิตอยู่ในเขตอภัยทานวัดปทุมวนาราม ในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม หลังการประกาศยุติการชุมนุมของแกนนำ

ในช่วงกลางวันมีคนเสื้อ แดงในเขตต่างๆ ทยอยเดินทางมา เพื่อนำซองบุญมามอบแก่คณะกรรมการจัดงาน มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ว่าจะนำไปช่วยเหลือครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจาก การสลายการชุมนุม และเป็นกองทุนการดำเนินกิจกรรมของ นปช.ภูพาน โดยบรรยากาศช่วงกลางวันประชาชนที่เดินทางมาพบปะกันก็นั่งล้อมวงคุยกัน ระบายความรู้สึก และแลกเปลี่ยนข่าวสารที่รับรู้มา โดยในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายในช่วงการเหตุการณ์สลายการชุมนุม และนิทรรศการสายธารประชาธิปไตย จัดโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.) ตลอดจนมีการเปิดให้พี่น้องประชาชนเขียนไว้อาลัยแด่วีรชนที่เสียสละชีวิตใน ช่วงเหตุการณ์ ทั้งนี้มีประชาชนที่มาร่วมงานให้ความสนใจพอสมควร




ช่วงเย็นเวลาของเวทีปราศรัย มีประชาชนมาร่วมมากขึ้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีการแสดงดนตรีของนักศึกษาจากอุบลราชธานี สลับกับการปราศรัยของแกนนำจากอำเภอต่างๆ ของ จ.กาฬสินธุ์-สกลนคร-มุกดาหาร โดยเฉพาะเมื่อแกนนำจากกรุงเทพฯ ได้แก่ จตุพร พรหมพันธ์ วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และสมหวัง อัสราษี เดินทางมาถึงและขึ้นเวทีปราศรัย มีเสียงโห่ร้องขานรับเป็นระยะๆ โดยเฉพาะ เมื่อแกนนำประกาศสู้ต่อไปจนกว่าบ้านเมืองจะมีความยุติธรรม ดังเป็นการประกาศ เจตนารมณ์ร่วมกัน ตามเจตนารมณ์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “สืบสานปณิธานวีรชน ทวงอำนาจของปวงชนคืนกลับมา”

หลังการกล่าวปราศรัย ของแกนนำ พิธีกรบนเวทีประกาศเชิญชวนให้ทุกคนจุดเทียนและยืนสงบนิ่งเพื่อเป็นการไว้ อาลัยให้แก่วีรชนที่เสียสละชีวิตในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้มีการจัดงานของคนเสื้อแดงในอีสานเหนือและกลางถึง 3 งาน นอกจากงานรำลึกวีรชนที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ แล้ว ก็มีเวทีสัมมนาที่ จ.ร้อยเอ็ด และงานคอนเสิร์ตที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก นับเป็นการกลับมาชุมนุมของคนเสื้อแดงในภาคอีสานรอบใหม่ หลังการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ภาระของการปฏิเสธความจริงเรื่องวิกฤติการเมือง

ที่มา ประชาไท

ในสังคมไทยความจริงและการยอมรับสิ่งที่เห็นอยู่โทนโท่ มักถูกปิดทับไว้ใต้นิยายปรัมปราอันหนักอึ้งและการปฏิเสธความจริง

ตัวอย่าง ล่าสุด: การกลับมาชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 เพื่อระลึกการครบรอบสี่ปีรัฐประหาร และสี่เดือนของการใช้ทหารปราบประชาชน คนเสื้อแดงออกจากพื้นที่ราชประสงค์
การ รายงานข่าวของสื่อกระแสหลักในวันนั้นขาดซึ่งประเด็นสำคัญยิ่งไปหนึ่ง ประเด็นอันได้แก่ ข้อความเคียดแค้นที่ขีดเขียนโดยคนเสื้อแดงเต็มกำแพงสังกะสีที่กั้นเขตก่อ สร้าง ซ่อมแซมตึกเซ็นทรัลเวิลด์และเซ็น ซึ่งคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เผาเมื่อสี่เดือนที่แล้ว

ก่อนวัน อาทิตย์นั้น กำแพงสังกะสีสูงสองเมตร ยาวกว่าประมาณ 70 – 80 เมตร เต็มไปด้วยหลากข้อความโฆษณาชวนเชื่อ ชวนให้คนไทยมารัก ลืมและปรองดองกัน แต่พอพลบค่ำของเย็นวันที่สิบเก้า ข้อความบนกำแพงที่ทางเจ้าของเซ็นทรัลเวิลด์จัดไว้ก็ถูกเขียนทับด้วยข้อความ อันเคียดแค้นต่อชนชั้นนำเก่า แบบที่ไม่สามารถนำมาอ้างได้ในที่นี้โดยไม่เสี่ยงผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ

ราวหนึ่งทุ่มเศษคืนนั้น คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยจับกลุ่มหลายกลุ่ม ยืนพูดคุยวิจารณ์ข้อความและระบายความโกรธแค้นคับข้องใจทางการเมืองอยู่หน้า กำแพง หากทว่าพอถึงวันรุ่งขึ้น ข้อความเหล่านั้นก็ถูกลบทิ้งไปสิ้น ราวกลับว่า เหตุการณ์คืนก่อนหน้านั้นมิได้เคยเกิดขึ้น กำแพงยังคงอยู่ แต่ข้อความไม่เหลือให้ห็น คงเหลือเพียงกำแพงสังกะสีอันว่างเปล่าสีเทา ถึงแม้เพียงคืนเดียวก่อนหน้านั้น มันจะได้ทำหน้าที่เก็บบันทึกความในใจจากก้นบึ้งของคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง

คน บางคนได้ตัดสินใจว่า ข้อความเหล่านี้ไม่ควรถูกบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยปี 2553 ช่างภาพชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ซึ่งพอเข้าใจความหมายของบางข้อความ กล่าวกับผู้เขียนในคืนนั้นว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะนำรูปของข้อความบนกำแพงที่ถ่ายไปลงที่ไหนได้บ้าง และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรดีกับรูปเหล่านั้น
ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คน ไทยจำนวนมากอยากเชื่อเกี่ยวกับบางเรื่องกับความ เป็นจริงที่ว่า คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมีความเชื่อบางอย่างแตกต่างไป ไม่เคยกว้างแตกต่างเท่าทุกวันนี้ เหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พฤษภาคม 53 ซึ่งนำมาซึ่งความตายของ 91 ชีวิต ยิ่งทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น เต็มไปด้วยความโกรธแค้นในหมู่คนเสื้อแดงและวิตกจริตในหมู่ชนชั้นนำเก่า

ช่อง ว่างระหว่างสิ่งที่พูดและยอมรับในที่ลับ กับสิ่งที่ท่องและปฏิเสธในที่สาธารณะดูจะกว้าง ห่างจากกันมากขึ้นทุกที กลายเป็นราคาค่างวดที่สังคมไทยต้องแบกรับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ วันอังคารที่ผ่านมา ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศยุคทักษิณผู้ซึ่งทิ้งทักษิณไปก่อนเกิดรัฐประหารกล่าวใน สุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยสยามว่า การโจมตีสถาบันกษัตริย์ได้มีเพิ่มมากขึ้นและเห็นชัดขึ้น แถมเขายังบอกว่า นี่เป็นหนึ่งในสองรากปัญหาวิกฤติสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สุรเกียรติ์ไม่ได้พยายามแม้กระทั่งจะอธิบายว่า ทำไมคนจำนวนไม่น้อยถึงรู้สึกเช่นนั้นต่อสถาบัน

การเขียนข้อความเช่น นั้นจำนวนมากบนกำแพงซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่การลบข้อความเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว เป็นอาการป่วยของสังคม “เซ็นเซอร์นิยม” แถมคนที่ไม่เอาเสื้อแดงก็มักไม่ยอมที่จะตั้งคำถามว่าทำไมคนเสื้อแดงจำนวนไม่ น้อยถึงเชื่ออย่างที่เขาเชื่อ

การปฏิเสธไม่ยอมรับฟังความเห็นและความเชื่อของราษฏรจำนวนหนึ่ง จะไม่ช่วยให้ประเทศนี้ผ่าปัญหาทางตันทางการเมือง

รัฐ ประหาร 19 กันยา เมื่อสี่ปีที่แล้วได้สร้างปัญหาใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงและซับซ้อน เสมือนการเปิดกล่องแพนโดร่าของชาวกรีก และ ณ วันนี้หลัง 91 ศพต้องสังเวยเหตุการณ์ต้นปี ผู้คนควรเริ่มยอมรับความจริงเสียทีว่า คนจำนวนหนึ่งคิดอย่างไร และหันมาถามอย่างจริงจังว่า ทำไมพวกเขาถึงคิดและรู้สึกเช่นนั้น

--------------------------------

หมายเหตุ: แปลและเรียบเรียงจาก It’s time to take off the blind fold.
http://www.nationmultimedia.com/home/2010/09/23/politics/It-may-be-time-to-take-off-the-bilindfold-30138569.html ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นสพ.เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 23 ก.ย.53

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์:แดงแท้ แดงเทียม แดงสลิ่ม แดงมือใหม่ แดงมือโปร แดงมหาเทพ แดงซูเปอร์แดง ฯลฯ

ที่มา ประชาไท

ภาย หลังจากที่งาน"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ลุล่วงไปได้มีข้อถกเถียงเรื่องของการ ให้คุณค่าและการจัดวางบทบาทของตนเองในขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงของนัก กิจกรรมทางสังคมกลุ่มหนึ่ง บันทึกสั้นๆในเฟซบุ๊คชิ้นนี้เป็นทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจศึกษาและแลกเปลี่ยน เพื่อนำไปสู่ความชัดเจนข้างหน้า

อ่าน ที่หลายคนพูดกันไปมาหลังจากงานเรา"ไม่ทอดทิ้งกัน"แล้วมีข้อสังเกตว่า เรื่องแดงแท้แดงสลิ่มเป็นคำที่คนชั้นกลางอยากแดงสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น คำนี้มีคนทั่วไปใช้ที่ไหน เวลาไปงานในพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่เคยได้ิยิน คำนี้เกิดจากความอึดอัดในสังคมคนชั้นกลางเอง โดยเฉพาะหลังการปราบปี 53 จนเกิดความต้องการอัตลักษณ์ใหม่เพื่อแยกตัวเองจากคนชั้นกลางอื่นๆ อัตลักษณ์นี้ไม่ผิด ควรมี แต่การมีอัตลักษณ์นี้ไม่ควรนำไปสู่การคิดเองเออเองว่าึคนทั้งหมดต้องเป็นแบบ เดียว ใครเป็นแบบอื่นผิด ไม่แจ๋ว ไม่แน่จริง คนแต่ละคนมีเงื่อนไขมีความถนัดมีรสนิยมต่างกัน ว่ากันไม่ได้ ไม่เห็นประโยชน์ของการว่ากันแบบนี้ เห็นแต่ผลที่จะทำให้คนอยากทำอะไรร่วมกันน้อยลง 

นี่ไม่ได้ หมายความว่าเราไม่ควรวิจารณ์หรือตั้งคำถามกันเอง แต่การวิจารณ์หรือการตั้งคำถามที่ดีในความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เหมือนการ วิจารณ์หรือตั้งคำถามในเรื่องศิลปะหรือเรื่องอื่นๆ การวิจารณ์ที่ดีต้องช่วยให้อีกฝ่ายเปลี่ยนผ่านจากข้างใน ให้เขาเ็ห็นปัญหาเห็นข้อจำกัดของวิธีคิดต่างๆ ให้เขาเลือกเองตามความถนัดหรือเงื่อนไขที่แวดล้อมตัวเขา ไม่ใช่วิจารณ์แบบตั้งตัวเองเป้นศาสดาหรือเจ้าพ่อศีลธรรมที่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด และทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงตามที่ข้าพเจ้าเห็นว่าดี

อ่านความ เห็นต่อไปยิ่งพบว่ากระแสคำแบบนี้เลยเถิดไปขนาดไล่ล่าคนที่ไม่ เหมือนกัน ว่าเป็นแดงเทียม แดงหากิน แดงมือใหม่ แดงฟันน้ำนม ฯลฯ คุณบุญชิตพูดไว้ดีว่าเอียงแดงแล้วมีอะไรให้หากินได้ที่ไหน ในทางตรงข้าม คือทำให้ไม่มีจะกินมากกว่า เรื่องแดงมือใหม่แดงฟังน้ำนมนี่ยิ่งเลอะเทอะ มีใครในโลกนี้เป็นแดงตั้งแต่ต้น ความเป็นเสื้อแดงเพิ่งเกิดไม่กี่ปีนี้ ซ้ำหลายคนทีไล่ล่าคนอื่นว่าแดงน้อยไปก็ไม่ได้พูดอะไรเมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ที่เคยเห็นด้วยกับรัฐประหารมากบ้างน้อยบ้างก็มี

เมื่อตอนที่ ไทยรักไทยถูกยุบพรรค เท่าที่จำได้ก็คือแทบไม่มีนักวิชาการคนไหนแสดงความคิดเห็นคัดค้าน ตอนเกิดสิบเมษา 52 หรือ 53 หลายคนหายไปแม้กระทั่้งการโพสท์ข้อความในเว็บ แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรมาวัดว่าแดงแท้แดงเทียม? ประโยชน์ของการวัดแบบนี้คืออะไรนอกจากทำให้ขบวนการที่มีคนหลายกลุ่มเข้าร่วม กลายเป็นขบวนการผูกขาดคลั่งคัมภีร์

บางคนบอกว่าของแท้ ต้องกล้าแตะบางเรื่อง แต่เมื่อมีหลายคนในอดีตทำแล้วเดือดร้อน มีใครคุ้มครองหรือช่วยเหลือพวกเขาได้? อันที่จริงถ้าใช้เกณฑ์นี้วัดความเป็นของแท้แล้วก็จะยิ่งพบว่าคนเป็นของแท้ แทบไม่เหลือสักราย

ในอดีตแม้แต่คนที่ radical มากๆ อย่างปรีดีก็หลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้อีกหลัง 2475 แม้กระทั่งงานปรีดีช่วงอยู่จีนหรือฝรั่งเศสก็แตะเรื่องแบบนี้เบาบาง อ้อมค้อม และต้องมีความเข้าใจบางแบบมากพอจึงจะเข้าใจสารของปรีดี อย่างนี้แปลว่าแท้หรือไม่แท้? นักการเมืองฝ่ายที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันส่วนใหญ่ก็ระมัดระวังในเรื่องทำนอง นี้ คำถามคือคนเหล่านี้แท้หรือเทียม? หรือจริงๆ คำถามนี้ผิดเพราะคำตอบคือเราวัดใครแบบฉาบฉวยไม่ได้นอกจากต้องประเมินกันใน ระยะยาว การโฉ่งฉ่างไล่ล่าไล่ประนามคนจึงไม่มีความจำเป็น และการวิจารณ์ไม่ควรล้ำเส้นจนกลายเป็นการทำอะไรแบบนี้

ความกล้าเป็น เรื่องดี แต่ความไม่กล้าหรือความกลัวก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนแต่ละคนมีเงื่อนไขหรือมีเหตุไม่เหมือนกัน คนที่เรียกร้องให้คนอื่นกล้าหาญอาจไม่ใช่้คนกล้าที่สุดในวันที่มีความสูญ เสียเกิดขึ้นจริงก็ได้ ลองย้อนกลับไปทบทวนความจำเดือนเมษาและพฤษภาก็จะเห็นเองว่าใครอยู่ที่ไหนและ ทำหรือไม่ทำอะไรเลยในขณะนั้น ใครแสดงตัว ใครหายไปเฉยๆ

การเอาวาทกรรม ความกล้าไว้แบล็คเมล์คนอื่นนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของการอุทิศตัวเอง ไม่ใช่การเรียกร้องคาดคั้น ถึงคาดคั้นก็เปลี่ยนคนไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรจากการคาดคั้น ยิ่งกว่านั้นคือทุกคนมีสิทธิถูกคนอื่นประณามแบบนี้ได้ตลอดเวลา

โจทย์ ใหญ่ที่เป็นปัญหาร่วมของคนทั้งหมดมากที่สุดในตอนนี้คือ การไม่มีประชาธิปไตย เสียงประชาชนและการเลือกตั้งถูกทำให้อยู่ใต้เสียงเหนือประชาชนและสถาบันนอก การเลือกตั้ง โจทย์อื่นเป็นประเด็นสำคัญแต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในฝั่งเดียวกันมีคำตอบเดียว กันทั้งหมด การจัดลำดับผิดหรือการประเมินอะไรเข้าข้างตัวเองจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ อย่างไม่มีความจำเป็น

ที่มา:http://www.facebook.com/note.php?note_id=478600134809&id=600452703

"สรรเสริญ" โต้ ตาย 91 ศพ เป็นการบิดเบือน

ที่มา ประชาไท

แจง มีผู้เสียชีวิตต่างกรรมต่างวาระ แต่มีความพยายามนำมาผูกเป็นประโยคให้สั้น เพื่อให้เกิดความสนใจ ปัดเรื่องมีสไนเปอร์ แจงพื้นที่พบศพทั้งหมดอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ชุมนุม ฟังแค่บางกลุ่มจะสับสน ยัน ศอฉ. ยึดหลักกฎหมาย หลักสากล ปฏิบัติตามคำสั่งศาล มีความเหมาะสม หลีกเลี่ยงความรุนแรง คิดเสมอว่าเป็นคนไทยด้วยกัน เพียงแต่เห็นต่างทางการเมือง ด้าน "พล.ท.ดาวพงษ์" เข้าพบ "สมชาย หอมละออ" แจงข้อมูลสลายชุมนุม

"พล.ท.ดาวพงษ์" เข้าพบอนุกรรมการสอบฯ "สมชาย หอมละออ"
หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับวันที่ 28 ก.ย. 53 รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสมชาย หอมละออ ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นช่วงเดือนเม.ย.-พ .ค.2553 พร้อมด้วย พล.ท. พีระพงษ์ มานะกิจ คณะอนุกรรมการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการอยู่ในชุดของนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เดินทางเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า พล.อนุพงษ์ ติดภารกิจไปอำลาหน่วยในกองทัพภาคที่ 4 โดยลงไปตรวจเยี่ยมและอำลาตำแหน่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ผบ.ทบ. ร่วมคณะไปด้วย จึงมอบหมายให้ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสธ. ทบ. เป็นผู้ชี้แจงแทน ขณะเดียวกัน ยังมี พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. และพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมชี้แจงด้วย

นายสมชาย เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังข้อมูลว่า ผลการประชุมน่าพอใจ แต่การหารือมีเวลาน้อย โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อธิบายภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และหน่วยงาน ศอฉ.ว่าดำเนินการอย่างไร และข้อมูลที่ศอฉ.รับรู้มีอะไรบ้าง ในช่วงชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยข้อมูลที่ ศอฉ.นำมาเปิดเผย เป็นข้อมูลที่เคยถูกสื่อนำเสนอมาแล้ว แต่เรียบเรียงให้เกิดความเข้าใจ และการหารือจะมีอีกครั้งในช่วงกลางเดือนต.ค. แต่ครั้งหน้าคณะกรรมการจะขอเวลาหารือมากขึ้น เพราะศอฉ.ยังไม่ได้ตอบคำถาม และยังมีข้อมูลจำนวนมากที่สลับซับซ้อน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้ ยังต้องหารือมากกว่า 1 ครั้ง รวมถึงการขอข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เพื่อมาประกอบด้วย

ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กล่าวว่า พล.ท.ดาว์พงษ์ พูดถึงนโยบายชี้แจงการปฏิบัติกำลังพลเจ้าหน้าที่ช่วงกระชับพื้นที่ และอธิบายเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณสี่แยกคอกวัว และแยกราชประสงค์ อย่าง ไรก็ตาม คณะกรรมการส่งเจ้าหน้าที่ไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องช่วงเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค. เพื่อเก็บข้อมูลอีกทางหนึ่ง และประมวลเป็นข้อมูล เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่สามารถรับฟังความข้างเดียวได้ โดยวันที่ 30 ก.ย.นี้ คณะกรรมการเชิญแกนนำนปช.เข้าให้ข้อมูลที่ศูนย์ราชการ แจ้ง วัฒนะ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการจะนำข้อมูลรายงานฉบับเฉพาะกาลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบความคืบหน้าในเดือนม.ค.ต่อไป คาดว่าไม่น่ามีปัญหารวบรวมข้อมูลแต่อย่างใด

ด้าน พล.ท.พีระพงษ์ หนึ่งในอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กล่าวว่า เป็นการเข้ารับฟังข้อมูลครั้งแรกจากศอฉ. โดยพล.ท.ดาว์พงษ์ เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในภาพรวม บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เน้นรับฟังข้อมูลวิธีคิด การวิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์แก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังชี้แจงถึงนโยบายการปฏิบัติงาน การจัดกำลัง ตั้งแต่ช่วงไม่มีเหตุรุนแรง จนถึงการกระชับพื้นที่ โดยศอฉ.พร้อมตอบทุกคำถามและข้อสงสัย ไม่ได้ปิดบังข้อมูล ทำให้คณะอนุกรรมการทราบว่า การทำงานของศอฉ.ยึดหลักกฎหมาย และตั้งใจแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลาย

หนึ่ง ในอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กล่าวต่อว่า ศอฉ.มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมามาก จึงประ สานขอรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตำรวจ เบื้องต้นจะนัดกันอีกครั้งวัน ที่ 14-15 ต.ค.นี้ การชี้แจงของศอฉ.ให้คณะอนุกรรมการทราบในวันนี้ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยคณะอนุกรรมการจะนำข้อมูลที่ได้ ไปตั้งคำถามในประเด็นอื่นๆ กับ ศอฉ.ในครั้งต่อไป รวมทั้งจะรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่ายที่อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม และสื่อมวลชนด้วย

สรรเสริญแุถลง คนตาย 91 ศพเป็นการบิดเบือน เพราะเสียชีวิตต่างกรรมต่างวาระ
ส่วน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. กล่าวว่า ศอฉ.ได้ชี้แจงกับคณะอนุกรรมการได้ทราบข้อเท็จทั้งหมด สิ่งที่เราได้ตรวจสอบหน่วยกำลัง ฝ่ายอำนวยการ และฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถึงการปฏิบัติเมื่อไหร่ อย่างไร และไล่ลำดับตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของคนบางกลุ่มนำเสนอให้สังคมได้เห็นว่า จำนวนคนตายทั้ง 91 ศพ อยู่ในห้วงและเวลาที่มีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์กระชับวงล้อมในวันที่ 19 พ.ค. ที่มีคนเสียชีวิตมากที่สุด ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ในวันกระชับวงล้อม 19 พ.ค.ที่ผ่านมา มีคนตายไม่เยอะ การไปบิดเบือนว่ามีคนตายถึง 91 ศพ เป็นสิ่งที่ไม่จริง เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิต ต่างกรรมต่างวาระกัน เพียงแต่เวลานี้มีความพยายามนำมาผูกเป็นประโยคให้สั้น เพื่อให้เกิดความสนใจ

โฆษก ศอฉ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ศอฉ.ยังชี้แจงกรณีที่มีคนบางกลุ่มบิดเบือนข้อมูล ว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารแอบยิงประชาชนที่มาร่วมชุมนุม โดยเฉพาะการใช้อาวุธสงคราม และสไนเปอร์ แต่ ศอฉ.ชี้แจงให้เห็นรายละเอียดรวมถึงสถานที่พบศพว่าอยู่ตรงไหนบ้าง อีกทั้งพื้นที่ที่พบศพ เกือบทั้งหมดก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเราพยายามให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หากไปฟังแค่บางกลุ่มจะเกิดความสับสนได้ ยืนยันว่า ศอฉ. ปฏิบัติงานโดยยึดหลักตามกฎหมายและหลักสากล การปฏิบัติไปตามข้อกฎหมาย ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล บนพื้นที่ความเหมาะสม หลีกเลี่ยงความรุนแรง คิดเสมอว่าประชาชนที่มาชุมนุมเป็นคนไทยด้วยกัน เพียงแค่คิดเห็นแตกต่างกันทางการเมืองเท่านั้น ไม่มีทหารคนไหนคิดทำลายประชาชน

ทนาย19นปช.ไม่ลงชื่อรับรองรายงานศาลคดีก่อการร้าย–ญาติคนตาย10เม.ย.เศร้า ศาลยกคำร้องขอชันสูตรศพ

ที่มา ประชาไท

28 ก.ย.53 นายคารม พลกลาง ทนายความ นปช. ให้สัมภาษณ์ว่า ในการตรวจพยานหลักฐานคดีก่อการร้ายของแกนนำ 19 คนเมื่อวานนี้ (27 ก.ย.) นั้น ทนาย 19 คนของจำเลยทั้งหมดไม่ลงนามรับรองรายงานกระบวนพิจารณาของศาล เนื่องจากไม่เห็นด้วยในหลายประการ และจะทำยื่นคำร้องของเพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้
นาย คารม กล่าวถึงรายละเอียดว่าสาเหตุที่กลุ่มทนายไม่ยอมลงนามในรายงานกระบวนพิจารณา นั้น กรณีแรกตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการทนายได้ขอให้ศาลเปลี่ยนจากห้องพิจารณาคดี 908 เป็นห้องขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก มีจำเลย 19 คน ทนาย 19 คน ไม่รวมอัยการและญาติของจำเลยบางส่วน แม้ว่าคนเสื้อแดงหลายสิบคนที่มาให้กำลังใจออกไปอยู่หน้าห้องพิจารณาคดีแล้ว ก็ตาม แต่ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ทำให้ดำเนินการอย่างอึดอัด ทนายไม่มีที่นั่ง ต้องพากันนั่งพื้น
นอกจากนี้ยังมีการตัดพยานจำเลยออกเป็นจำนวนมาก แม้ว่าพยานฝ่ายอัยการจะมีกว่า 300 ปาก ฝ่ายจำเลยกว่า 200 ปาก แต่ก็ถือเป็นสิทธิของจำเลยที่จะได้สืบพยานเพื่อต่อสู้กันในศาล อีกทั้งยังมีการระบุในรายงานว่าหากภายใน 2 เดือนไม่ส่งพยานหลักฐานเอกสารต่างๆ ให้โจทก์ตรวจ ให้ถือว่าฝ่ายจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีก ซึ่งทนายความต้องการให้ชี้ชัดว่าเป็นคำสั่งของศาล ไม่ใช่ความต้องการของฝ่ายจำเลย
สำหรับกรณีคำร้องของจำเลยบางส่วนรวมถึงกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต 10 เม.ย. ที่ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้มีการไต่สวนเรื่องชันสูตรพลิกศพ 9 ผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ได้ฌาปนกิจนั้น นายคารมระบุว่า ในช่วงเย็นวันเดียวกัน (27 ก.ย.) ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจยื่นขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพคือพนักงานอัยการเท่านั้น ทำให้ญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 9 รายซึ่งมารอตั้งแต่ช่วงเช้าแสดงความผิดหวังก่อนแยกย้ายกันกลับ
"ตอน แรกเราคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะนี่เป็นลูกของเรา เราอยากจะให้ชันสูตรให้ถูกต้อง จะได้นำข้อมูลไปเพื่อพิสูจน์ความจริง เรียกร้องความเป็นธรรมได้ แล้วจะได้เผาให้จบไป สงสารลูก" นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ มารดาของเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ วัย 29 ปี หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย.53
นาย ปรีดา นาคผิว ทนายความจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นทนายของจำเลยคนหนึ่งในนั้น กล่าวถึงการไม่ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลว่า เนื่องจากมีการตัดพยานที่จะนำสืบออกไปจำนวนมากเพื่อให้รวบรัด และในวันนั้นไม่ได้ดำเนินการพิจารณาโดยให้จำเลยมาต่อหน้าศาลในช่วงบ่าย อีกทั้งนัดหน้า (27 ธ.ค.) ศาลก็ระบุว่าจะไม่ให้นำจำเลยมาศาลด้วย โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตรวจพยานหลักฐาน ห้องพิจารณาคดีก็คับแคบ ไม่ต้องการให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟัง ทั้งที่ความจริงประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมฟังการพิจารณาและการพิจารณาต้องเป็น ไปโดยเปิดเผย
นอกจากนี้นายปรีดายังกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการกว่า 30 รายขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการเนื่องจากได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความวุ่นวายและต้องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายด้วย

ครม.ตั้งผู้ว่า 48 จังหวัด "มล.ปนัดดา ดิศกุล" นั่งผู้ว่าฯ เชียงใหม่

ที่มา ประชาไท

มติ ครม.ตั้งผู้ว่า 48 จังหวัด เป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนปลัดกระทรวงเกษียณอายุ ส่วนเชียงใหม่ได้ "มล.ปนัดดา ดิศกุล" นั่งผู้ว่าฯ

วาน นี้ (28 ก.ย.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวน 48 ราย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ทั้งนี้ได้ต่ออายุราชการให้ นายสมศักดิ์ ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อไปอีก 1 ปี หลังจากทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว ครบ 4 ปี เนื่องจากมีผลการปฏิบัติราชการดีเยี่ยม เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการของจังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับโยกย้าย ผู้ว่าฯทั้ง 48 ตำแหน่งมีดังนี้ 1.นายสมชัย หทยะตันติ พ้นผู้ว่าฯพิจิตร เป็น ผู้ว่าฯ เชียงราย 2.นายเชิดศักดิ์ พ้นผู้ว่าฯ พะเยาเป็นผู้ว่าฯ สมุทรปราการ 3.นายปรีชา บุตรศรี พ้นผู้ว่าฯปทุมธานี เป็นผู้ตรวจราชการฯ 4.นายธวัชชัย ฟักอังกูร พ้นผู้ว่าร้อยเอ็ด เป็นผู้ตรวจราชการฯ 5.นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ พ้นผู้ว่าฯสกลนคร เป็นผู้ว่าขอนแก่น

6.นายอำนาจ ผการัตน์ พ้นผู้ว่าฯ อุดรธานี เป็น ผู้ว่าฯ สกลนคร 7. นายคมสัน เอกชัย พ้นผู้ว่าฯ หนองคาย เป็นผู้ว่าอุดรฯ 8. นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ พ้นผู้ว่าปัตตานี เป็นผู้ว่าจันทบุรี 9. มล.ปนัดดา ดิศกุล พ้นผู้ว่าฯ นครปฐม เป็นผู้ว่าฯเชียงใหม่ 10.นายชิดพงษ์ ฤทธิประศาสน์ พ้นผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เป็นผู้ว่าฯนครปฐม

11. นายระพี ผ่องบุพกิจ พ้นผู้ว่าฯสุรินทร์ เป็นผู้ว่าฯ นครราชสีมา 12.นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี พ้นผู้ว่ากาญจนบุรี เป็นผู้ว่าฯ นครพนม 13.นายเสนีย์ จิตตเกษม พ้นผู้ว่าฯ ชลบุรี เป็นผู้ว่าน่าน 14.นายชวน ศิรินันท์พร พ้นผู้ว่าฯ อุบลราชธานี เป็นผู้ว่าฯแพร่ 15. นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย พ้นผู้ว่าเพชรบูรณ์ เป็นผู้ว่าฯ ระยอง

16.นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ พ้นผู้ว่าศรีษะเกษ เป็น ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ 17.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต พ้นผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู เป็น ผู้ว่าศรีษะเกษ 18.นายวินัย บัวประดิษฐ์ พ้นผู้ตรวจราชการฯ เป็น ผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู 19.นายวันชัย สุทธิวรชัย พ้นผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ตรวจราชการฯ 20.นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ พ้นผู้ว่าฯ พัทลุง เป็นผู้ว่าฯสตูล

21.นายแก่นเพชร ช่วงรังษี พ้นผู้ว่าฯ ตราด เป็นผุ้ว่าอำนาจเจริญ 22.นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ พ้นผู้ว่าฯ ลำปาง เป็นผู้ตรวจราชการฯ 23.นายอธิคม สุพรรณพงศ์ พ้น ผู้ตรวจราชการฯ เป็นผู้ว่าฯลำปาง 24.นายพินิจ เจริญพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผู้ว่าฯ ชุมพร 25.นายชาญวิทย์ วสยางกูร พ้นที่ปรึกษาด้านบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ เป็นผู้ว่าฯ มุกดาหาร

26. นายวิชิต ชาตไพสิฐ สำนักงานปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้ว่าฯ ชลบุรี 27.นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ พ้นผู้ว่าฯ มุกดาหาร 28.นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร พ้นรองผู้ว่าฯ พิจิตร เป็น ผู้ว่าฯ พิจิตร 29. นายกิตติ ทรัพยวิสุทธิ์ พ้นรองผู้ว่าฯ ราชบุรี เป็นผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา 30.นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ พ้นรองผู้ว่าฯ พะเยา เป็นผู้ว่าฯ พะเยา

31.นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ พ้นรองผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี เป็นผู้ว่าฯ อุทัยธานี 32.นายธานี สามารถกิจ พ้นรองผู้ว่าฯ ชลบุรี เป็นผู้ว่าฯ ปทุมธานี 33.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม พ้นรองผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ เป็น ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด 34.นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล พ้นรองผู้ว่าฯ นราธิวาส เป็นผู้ว่าปัตตานี 35.นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ พ้นรองผู้ว่าฯ นครนายาก เป็นผู้ว่าฯ สิงห์บุรี

36.นาย เสริม ไชยณรงค์ พ้นรองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เป็น ผู้ว่าฯ สุรินทร์ 37.นายชัยโรจน์ มีแดง พ้นรองผู้ว่า นครสวรรค์ เป็น ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ 38.นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ พ้นรองผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด เป็นผู้ว่ากาญจนบุรี 39.นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ พ้นรองผู้ว่าฯ นครนายก เป็น ผู้ว่าฯ นครนายก 40.นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ พ้นรองผู้ว่าอุดรธานี เป็นผู้ว่าฯ หนองคาย

41.นาย ธำรงค์ เจริญกุล พ้นรองผู้ว่าฯ สงขลา เป็น ผู้ว่าพังงา 42.นายสุรพล สายพันธ์ พ้นรองผู้ว่าฯอุบลราชธานี เป็น ผู้ว่าฯอุบลราชธานี 43.นายตรี อัครเดชา พ้นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตเป็นผู้ว่าฯภูเก็ต 44.นายพิสิษฐ์ บุญช่วง พ้นรองผู้ว่าฯอุทัยธานี เป็นผู้ว่าฯพัทลุง 45.นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล พ้นรองผู้ว่าฯภูเก็ต เป็นผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานี

46.น.ส.เบญจวรรณ อ่านเปรื่อง พ้นรองผู้ว่าฯ กำแพงเพชร เป็นผู้ว่าฯตราด 47.นายจุลภัทร แสงจันทร์ พ้นรองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นผู้ว่าฯสมุทรสาคร 48.นายจรินทร์ จักกะพาก พ้นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ว่าฯชัยภูมิ ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553 เป็นต้นไป

โดย การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการออกคำสั่งในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน ก่อนนายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย เกษียณอายุราชการ และมีรองผู้ว่าฯ และรองอธิบดีระดับนักปกครองต้น ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ว่า 21 ตำแหน่ง ขณะที่ข้าราชการระดับ 10 ในตำแหน่งผู้ว่าฯ และผู้ตรวจ ย้ายสลับกันจำนวน 21 ตำแหน่ง และผู้ว่าฯ ที่ถูกย้ายกรณีเผาศาลากลาง คือ อุบลราชธานี มุกดาหาร อุดรธานี ขอนแก่น ที่ถูกย้ายมาช่วยราชการกระทรวงมหาดไทย มีนายชวน ศิรินันทพร อดีตผู้ว่าฯ อุบลราชธานี มาเป็นผู้ว่าฯ แพร่ และนายอำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่า อุดรธานี ไปเป็นผู้ว่าฯ สกลนคร ขณะที่ นายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผู้ว่าขอนแก่น เกษียณอายุราชการในปีนี้ และนายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ มุกดาหาร ยังต้องช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไป

สำหรับ การโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่น่าสนใจ ได้แก่รายของ มล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย (ฝ่ายข้าราชการ) ซึ่งย้ายจากผู้ว่าฯ นครปฐม มาเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ โดย มล.ปนัดดา ถือเป็นผู้มีแนวคิดคัดค้านการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด โดย มล.ปนัดดา เป็นผู้หนึ่งที่แสดงความเห็นในการบรรยาย หรือการประชุมคัดค้านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ

ครั้งหนึ่งในปี 2549 ได้เขียนบทความหัวข้อ สาเหตุใดกัน ที่ไม่ควรเลือกตั้ง"ผวจ." ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 5 ก.ย. 2549 ตอนหนึ่งของข้อเขียนระบุว่า "ผวจ. คือ ข้าราชการประจำผู้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม พิพากษา ฯลฯ และเป็นผู้ทำหน้าที่เชื่อมโยงจังหวัดในส่วนภูมิภาคกับส่วนกลาง รักษาไว้ซึ่งปรัชญาทางการบริหาร คือ ความเป็นราชอาณาจักร ที่เป็น "รัฐเดี่ยว" หรือ "Unitary State" มิใช่ระบบ "สหรัฐ" หรือ "Federation" แต่อย่างใด"

และล่าสุดในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 23 ก.ย. (กรอบบ่าย) ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ มล.ปนัดดา ที่ระบุว่า กระแสให้ยกเลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นทั่วประเทศ ตามที่นักการเมืองนำเสนอข้อคิดเห็นดังกล่าวต่อ ส.ส.บางส่วนขณะนี้เป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะในยามประเทศชาติกำลังประสบปัญหา โดยเฉพาะความเป็นเอกภาพและความสงบเรียบร้อยคนไทยต้องช่วยกันนำเสนอข้อคิด เรื่องการเสริมสร้างทัศนคติความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง ไม่ใช่เวลาคิดค้นกระบวนวิธีการแบ่งแยกรูปแบบการบริหารของจังหวัด

สมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

สำนักข่าวแห่งชาติ กรม ประชาสัมพันธ์รายงานว่า เมื่อวันที่ 27กันยายน เวลา 18.24 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากวังสระปทุม ไปทรงเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

โดย มีมร.ไมเคิล เซลบี้ ประธานกลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ พร้อมด้วยมร. เรโต้ วิตเวอร์ ประธานและประธานกรรมการบริหาร โรงแรมเคมปินสกี้ เฝ้ารับเสด็จ โดยแขกผู้มีเกียรติจะได้ท่องไปในประวัติศาสตร์ของเคมปินสกี้กับกิจกรรม ไฮไลท์ภายในงาน อาทิ นักรบเผ่ามาไซ จากประเทศแทนซาเนีย การแสดงจากแอนนิก้า ลุนด์ และแองเจิล อีมาร์ ผู้ปลุกวิญญาณดาวค้างฟ้า “มาลีน ดีทริค” และ “ชาลี แชปลิน” นักแสดงตลกชื่อก้องโลก

เวบไซต์วิกิพิเดีย รายงาน ว่า Kempinski เป็นเจ้าของโรงแรมระดับ5 ดาวจำนวน 62 แห่ง ใน 41 ประเทศ และอีก 43 โรงแรมอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นสุดท้าย หรือการก่อสร้างในยุโรป, ตะวันออกกลาง,แอฟริกา, เอเชีย

ปัจจุบัน Kempinski มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

เวบไซต์ของKempinskiระบุ ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่และเป็นเจ้าของKempinskiโดย ทางอ้อมการสนับสนุนอย่างมั่นคงของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น คำมั่นว่าการขยายตัวของบริษัทในระดับนานาชาติจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


สำหรับ โรงแรมสยามเคมปินสกี้นั้น ทางโรงแรมระบุข้อมูลว่า โรงแรมสยาม เคมปินสกี้" เป็นโรงแรมในรูปแบบรีสอร์ทหรูในใจกลางเมืองติดกับวังสระปทุม ภายใต้เครือโรงแรม “เคมปินสกี้” ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป มีห้องพักสวีทกว่า 303 ห้อง ห้องพักทุกห้องสามารถมองเห็นสวนที่รายล้อมด้วยน้ำ อีกทั้งมีห้องพัก 22 ห้อง เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำที่อยู่ในบริเวณสวนโดยตรง พร้อมห้องบอลรูมไร้เสาขวางกั้นขนาด 900 ตารางเมตร รองรับการจัดงานมากที่สุด 1,200 คน นอกจากโรงแรมยังมีเรสซิเดนส์รองรับลูกค้าพำนักระยะยาวอีก 98 ห้อง

สยาม เคมปินสกี้ ถูกออกแบบและตกแต่งด้วยมรดกทางศิลปะของไทยอันสวยงามอ่อนช้อย โดยได้รวบรวมงานศิลปะกว่า 1,500 ชิ้นมาจัดแสดง รวมถึงภาพวาดต้นฉบับกว่า 200 ภาพและงานประติมากรรมจากจากศิลปินไทยที่รังสรรค์เพื่อโรงแรมสยาม เคมปินสกี้โดยเฉพาะ

ชื่อของเคมปินสกี้นั้นคือความภาคภูมิใจที่ได้จากการการเติบโตและการขยายตัว ของโรงแรมในหลายๆประเทศทั่วโลก และจากที่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มโรงแรมหรูหราที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป จึงทำให้เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำให้แก่แขกผ่าน แรงบันดาลใจด้านการบริการแบบยุโรป เราเชื่อว่าเราควรมีชีวิตอยู่อย่างมีสไตล์

ในแต่ละปี จำนวนแขกที่เข้าพักในโรงแรมของเคมปินสกี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเนื่องจากเคมปิน สกีได้ขยายโรงแรมสูจุดหมายปลายทางใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น อาทิ ยุโรป, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา และเอชีย และในขณะที่จำนวนโรงแรมที่เพิ่มมากขึ้น

สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสำเร็จของแบรนด์เคมปินสกี้ โรงแรมแต่ละแห่งของเคมปินสกี้นั้นก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วย ความพิเศษเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะหาใครเหมือน

จักรภพเศร้าใจไฟไหม้บ้านพ่อ-แม่

ที่มา Thai E-News





ที่มา เวบไซต์Democracy 100 percent

ข่าว เศร้านี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสาย ของวันอังคารที่ 28 กันยายน 2553 โดยคุณแม่ของคุณจักรภพ เพ็ญแข เล่าว่า "นั่งดูทีวีอยู่ในบ้านกับคุณพ่อ ซึ่งอยู่กันแค่ 2 คน น้องสาวไปทำงาน มีเพื่อนบ้านวิ่งมาบอกว่าเห็นควันขึ้นที่ชั้นบน พ่อกับแม่พยายามจะดับไฟ แต่ก็ไม่สามารถดับได้ เพราะเพลิงได้ลุกโหมขึ้นอย่างรวดเร็ว ความตกใจหอบทีวีได้เครื่องเดียว หนีเอาตัวรอดออกมานอกบ้าน" ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่

ด้าน "คุณจักรภพฯ" ทราบข่าวด้วยความเศร้าใจ แต่ก็ต้องเข้มแข็ง บอกว่า "บ้านหลังนี้ คุณพ่อปลูกสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงมา 44 ปีแล้ว ตัวเองก็เกิดและโตที่นี่ เห็นรูปแล้วใจหาย เมื่อตั้งสติได้ก็บอกว่า พ่อกับแม่ปลอดภัย ก็สบายใจแล้ว เรื่องอื่นก็ค่อยๆ คิดแล้วมาว่ากันใหม่ เป็นห่วงความรู้สึกทางด้านจิตใจของพ่อกับแม่มากกว่า"

พวกเรามวลชนคนเสื้อแดงขอแสดงความเสียใจอย่างมากกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ค่ะ